ส่องเกษตร : ลิ้นจี่แม่กลอง แล้วแต่ฟ้าดินจะเป็นใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396465

449007

ส่องเกษตร : ลิ้นจี่แม่กลอง แล้วแต่ฟ้าดินจะเป็นใจ

วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมมีโอกาสไปแม่กลองในช่วงไม่นานมานี้ ผลไม้ที่ขึ้นชื่อของที่นี้นอกจากส้มโอและมะพร้าวแล้ว เห็นจะเป็นลิ้นจี่แม่กลอง ปกติช่วงเดือนปลายมีนาคม ต่อเมษายน ยาวไปถึงต้นพฤษภาคม เป็นช่วงที่ลิ้นจี่แม่กลองเก็บเกี่ยวพอดี แต่ปีนี้เห็นว่าหนาวไม่พอ ลิ้นจี่แม่กลองไม่ออกดอก ตาดอกเปลี่ยนเป็นตาใบเสียหมด ใครที่เป็นแฟนลิ้นจี่แม่กลองคงต้องลุ้นกันในปีต่อไป

ลิ้นจี่นับว่าเป็นผลไม้ที่ไม่ธรรมดา เป็นผลไม้ที่มีมาแต่โบราณ ย้อนไปประวัติศาสตร์จีนในสมัยราชวงศ์ถัง ลิ้นจี่เป็นผลไม้โปรดของหยางกุ้ยเฟย พระสนมของจักรพรรดิถังเสวียนจงถึงกับทรงบัญชาให้ทหารม้านำลิ้นจี่จากแหล่งปลูกทางตอนใต้ของจีน เดินทางข้ามวันข้ามคืนมาถวายที่ฉางอานกันเลยทีเดียว เป็นผลไม้ที่จักรพรรดิต้องถามถึง จึงบ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาของลิ้นจี่ได้เป็นอย่างดี

ว่ากันว่าลิ้นจี่แม่กลองถูกนำเข้ามาปลูกโดยพ่อค้าชาวจีนนำผลลิ้นจี่มาจากเมืองจีน โดยไม่แน่ขัดว่านำเข้ามาขายหรือนำมาฝากญาติที่อาศัยอยู่แถบลุ่มน้ำแม่กลองและแควอ้อมในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งในยุคนั้นแม่กลองยังขึ้นอยู่กับมณฑลเพชรบุรี  แหล่งปลูกลิ้นจี่ในครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2340 คือที่ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที และตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา โดยยังมีต้นลิ้นจี่ที่มีอายุกว่า 200 ปี ให้เห็นกันอยู่ ชาวแม่กลองได้อนุรักษ์ไว้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง

ลิ้นจี่เป็นผลไม้ประเภทผลเดี่ยวอยู่ในวงศ์ SAPINDACEAE วงศ์เดียวกับเงาะและลำไยนั่นเอง โดยปกติอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและออกดอกติดผลของลิ้นจี่ควรมีอากาศเย็นในฤดูหนาวและไม่มีอากาศร้อนจัด คือ อุณหภูมิตํ่ากว่า 40 องศาเซลเซียส และในช่วงก่อนดอกต้องการอุณหภูมิตํ่ากว่า 15 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง หรือตํ่ากว่า 10 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง เมื่อติดผลแล้วอุณหภูมิจะสูงขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส จะทําให้ผลแห้งและแตกได้แต่ปีนี้อุณหภูมิไม่ได้เลยจริงๆ

สำหรับพันธุ์ลิ้นจี่แม่กลองนั้นที่ปลูกกันมากคือ พันธุ์ค่อม ผลมีขนาดใหญ่กลมสีแดงเข้ม เปลือกกรอบบาง หนามห่างสั้นแหลม เนื้อหนา หวาน มีกลิ่นพิเศษ เนื้อแห้ง สีขาวขุ่นมีลักษณะเด่น 4 อย่าง คือ หนามตั้ง หนังตึง เนื้อเต่ง ร่องชาด ซึ่งเป็นที่โดนใจของผู้ที่ชื่นชอบลิ้นจี่อย่างยิ่ง

มีความพยายามของนักวิจัยจากหลายสำนักที่จะทำให้ลิ้นจี่แม่กลองติดดอกออกผล โดยไม่ต้องอาศัยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียล ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ลิ้นจี่เกิดความเครียด ซึ่งโดยหลักการแล้ว ต้นไม้เขาก็เกิดการเรียนรู้ได้เหมือนกัน เมื่อเขารู้สึกว่าใกล้จะตายเขาจะพยายามออกดอกติดผลเพื่อจะขยายเผ่าพันธุ์ต่อไป เป็นความอัศจรรย์หนึ่งของธรรมชาติที่เราอาจไม่ได้สังเกตว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ต่างก็พยายามที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองไว้จนสุดความสามารถ การทำให้เกิดความเครียดต่อลิ้นจี่ มีการทดลองหลายลักษณะ ทั้งการควั่นกิ่ง ควั่นลำต้น การเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ แม้แต่การพ่นละอองน้ำ แต่ก็ยังไม่เป็นผล ชาวสวนลิ้นจี่สมุทรสงคราม ตัดใจโค่นต้นลิ้นจี่ทิ้งเป็นจำนวนมาก เปลี่ยนไปเป็นพืชชนิดอื่นที่มีความแน่นอนในการออกดอกติดผลมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าว หรือ ส้มโอ ซึ่งเพื่อความอยู่รอดในการทำอาชีพชาวสวน การหวังพึ่งลิ้นจี่ที่ไม่แน่ไม่นอน ย่อมเป็นไปไม่ได้ ส่วนลิ้นจี่ได้กลายเป็นไม้ผลสัญลักษณ์ เหลือพอให้ได้ลุ้น หุ้นส่วนกับเทวดาฟ้าดิน วัดใจกันไป

แต่ละปี แฟนสานุแฟนลิ้นจี่แม่กลองต้องรอคอยการประกาศจากจังหวัดสมุทรสงครามว่าปีนี้ลิ้นจี่แม่กลองติดดอกออกผลหรือไม่ ในขณะที่จำนวนต้นลิ้นจี่ในสวนที่แม่กลองก็ลดจำนวนลงไปเป็นตามลำดับ จึงเป็นที่น่าสนใจว่าเราจะทำอย่างไรให้ลิ้นจี่แม่กลองสามารถติดดอกออกผลได้ทุกปีเช่นผลไม้ชนิดอื่น สิ่งเหล่านี้จำเป็นจะต้องใช้งานวิจัยและพัฒนามาแก้ปัญหาเท่านั้น คงต้องรอและช่วยลุ้นกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

การเคหะแห่งชาติ…ฟื้นฟูชุมชนดินแดง ผลงานโบว์แดงคืนความสุขสู่ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396470

การเคหะแห่งชาติ...ฟื้นฟูชุมชนดินแดง  ผลงานโบว์แดงคืนความสุขสู่ปชช.

การเคหะแห่งชาติ…ฟื้นฟูชุมชนดินแดง ผลงานโบว์แดงคืนความสุขสู่ปชช.

วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง นับเป็นหนึ่งผลงานชิ้นโบแดงของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ที่ดำเนินงานด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย ตามกรอบแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 -2579) จนเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เพราะสามารถจัดสร้างโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 (แปลง G) รองรับผู้อยู่อาศัยเดิม แฟลตที่ 18-22 จำนวน 334 หน่วย ได้สำเร็จ

ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ผลสำเร็จในการดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงเกิดจากการขับเคลื่อนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และการเคหะแห่งชาติที่บูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรที่ดี เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง กรมธนารักษ์ สำนักงบประมาณ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัยในชุมชนดินแดง ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยผู้อยู่อาศัยเดิมได้ทยอยย้ายเข้าไปอยู่ในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 ระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2561 พร้อมกับได้จัดพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

ดร.ธัชพล กาญจนกูล

สำหรับโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2,3 และ 4 จำนวน 6,212 หน่วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่ก่อสร้างโครงการระยะที่ 2 จำนวน 2 อาคาร รวมทั้งสิ้น 1,247 หน่วย หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างประมาณเดือนเมษายน 2562 นี้ โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี

ทั้งนี้ ชุมชนดินแดงเป็นชุมชนที่ดำเนินการก่อสร้างโดยกรมประชาสงเคราะห์เมื่อปี พ.ศ.2506 และมอบโอนให้การเคหะแห่งชาติเป็นผู้ดูแลเมื่อปี พ.ศ. 2516 ปัจจุบันอาคารถูกใช้งานมานานกว่า 50 ปี การเคหะแห่งชาติได้คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยเป็นสำคัญ จึงจัดทำแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (พ.ศ.2559 – พ.ศ.2567) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้กัผู้อยู่อาศัยในชุมชน ซึ่งแผนแม่บทฯ ดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา และได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 (แปลง G)โดยจัดสร้างเป็นอาคารพักอาศัยสูง 28 ชั้น ขนาด 33 ตารางเมตร จำนวน 334 หน่วย ภายในโครงการจัดให้มีระบบรักษาความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ลิฟต์ ทางลาดสำหรับรถเข็นคนพิการและการขนย้ายสิ่งของ พื้นที่สีเขียว พื้นที่สันทนาการสำหรับกิจกรรมของผู้สูงอายุ เป็นต้น

นอกจากนี้ การเคหะแห่งชาติยังได้ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ สนับสนุนให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 เข้าร่วมกิจกรรมธนาคารเวลาภายใต้โครงการ “ออมเวลา จิตอาสา พัฒนาสังคม” ซึ่งแนวคิดของการดำเนินงานธนาคารเวลาจะเป็นการส่งเสริมให้คนในชุมชนดูแลซึ่งกันและกันโดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ ได้แก่ การทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ การพูดคุยและรับฟังปัญหาของผู้สูงอายุ การช่วยเหลือทำความสะอาดภายในห้องพักของผู้สูงอายุ การรับ-ส่ง และอำนวยความความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุในการเดินทาง เป็นต้น ทั้งนี้จิตอาสาที่ดูแลผู้สูงอายุจะได้รับการตอบแทนอื่นๆ ตามเวลาที่ให้บริการผู้สูงอายุที่จะถูกแปลงเป็นคะแนน โดยคิดจากจำนวนเวลาที่ให้บริการผู้สูงอายุ 1 ชั่วโมง เท่ากับ 1 คะแนน

“อย่างไรก็ดี การเคหะแห่งชาติ ไม่เพียงมุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเท่านั้น แต่ยังเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป นอกจากการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น ยังเป็นการคืนความสุขให้กับคนในชุมชนอีกด้วย”ดร.ธัชพล กาญจนกูล กล่าวทิ้งท้าย

 

ไทยเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่ บังคับใช้กม.ประมงนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396235

x

ไทยเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่ บังคับใช้กม.ประมงนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการการบังคับใช้กฎหมายประมงนานาชาติ ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 18 – 22 กุมภาพันธ์ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

ดร.อดิศร  พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมงเปิดเผยว่า  ประเทศไทย โดยกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับเกียรติจากองค์กร International Monitoring, Control and Surveillance (IMCS)Network ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระหว่างประเทศ The Global Fisheries Enforcement Training workshop (The 6th GFETW) เปิดเวทีให้ผู้ปฏิบัติงานด้านติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวังกิจกรรมทำประมง หรือ MCS จากทุกภูมิภาคของโลกรวมกว่า 200 ราย มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ แนวทางปฏิบัติงาน เพื่อสร้างศักยภาพการบังคับใช้กฎระเบียบด้านการจัดการประมงอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งสู่ความมั่นคงด้านอาหารและสร้างความยั่งยืนให้ทรัพยากรประมง ซึ่งแบ่งการประชุมออกเป็น 11 session  อาทิ ความร่วมมือระดับนานาชาติและระดับภูมิภาคด้าน MCS ทั้งในบริบทของประเทศผู้ปฏิบัติ และบริบทของหน่วยงานผู้กำกับดูแลด้านประมง  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำประมง การพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบังคับใช้กฎหมายด้าน MCS ในการพัฒนาการปฏิบัติของประเทศให้สอดคล้องข้อกำหนดของ RFMOs การควบคุมและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเล เป็นต้น นอกจากนี้ ในการประชุมฯยังมีการประกวด The 3rd Stop IUU Fishing Award contest ซึ่งเป็นผลงาน ความสำเร็จ หรือนวัตกรรมด้าน MCS ที่แสดงถึงแนวคิดริเริ่มสร้างสรรค์และผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ของประเทศสมาชิก หน่วยงานด้านประมง และบุคคลทั่วไปอีกด้วย

รักษ์เกษตร : วิธีการหมักปุ๋ยคอกจากมูลวัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396240

x

รักษ์เกษตร : วิธีการหมักปุ๋ยคอกจากมูลวัว

วันอังคาร ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ปุ๋ยคอกใช้ยากเหมือนกันนะครับ ผมเคยใช้แล้ว ต้นไม้ของผมมีใบเหลืองซีด และตายไปเลย ขอทราบวิธีใช้ที่ถูกต้องด้วยครับ

ศิริชัย สุริยะธานนท์

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยคอก มีหลายชนิด ได้แก่ ปุ๋ยมูลวัว ปุ๋ยมูลไส้เดือน ปุ๋ยมูลหมู ปุ๋ยมูลไก่ ปุ๋ยมูลค้างคาว ปุ๋ยน้ำที่หมักจากเศษใบไม้หรือเศษพืชผักผลไม้และปุ๋ยที่หมักจากเศษปลาหรือหอยเชอรี่ แต่ปุ๋ยที่หาได้ง่ายที่สุดคือ ปุ๋ยคอกมูลวัว ที่สำคัญคือ การนำปุ๋ยคอกมาใช้อาจนำไปใส่พืชได้เลย ทั้งที่ยังเปียกหรือสดอยู่แต่กว่าที่ปุ๋ยคอกนั้น จะย่อยสลายต้องใช้เวลานาน กว่าที่พืชจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ปุ๋ยคอกสดที่นำไปใช้กันนั้น ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยสลาย มีธาตุอาหารมากก็จริง แต่พืชจะยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากพืชมาช่วยในการย่อยสลายปุ๋ยคอก จึงทำให้พืชขาดไนโตรเจนในช่วงนั้น จนเป็นสาเหตุให้พืชนั้น เกิดมีใบเหลืองซีดได้ ดังนั้น ก่อนจะนำปุ๋ยคอกไปใช้ ควรหมักปุ๋ยคอก หรือนำไปตากให้แห้งเสียก่อน เพื่อที่พืชจะสามารถนำธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ยคอกหมักไปใช้ได้เลย

แนวทางการทำปุ๋ยคอกหมักตามภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำกันมา สามารถนำวิธีการเหล่านี้ไปปรับใช้ต่อไป

1. การเตรียมวัสดุอุปกรณ์

1) ปุ๋ยมูลวัว1 ส่วน (1 กระสอบ)

2) แกลบ 1 ส่วน (1 กระสอบ)

3) รำ 1 ส่วน (1 กระสอบ)

4) น้ำ EM 1 ลิตร

5) กากน้ำตาล 1 ลิตร

6) น้ำสะอาด 25 ลิตร

2. ขั้นตอนการทำ

1) ให้นำปุ๋ยคอกมูลวัวไปตากแดดให้แห้งเกลี่ยให้ทั่ว ตากแดดทิ้งไว้ 1-2 วัน ถ้าปุ๋ยคอกที่ได้มาแห้งแล้ว ก็ไม่ต้องตากแดด

2)เตรียมส่วนผสม ปุ๋ยมูลวัว รำ และข้าวเปลือก อัตราส่วน 1:1:1 เทส่วนผสมทั้งหมดลงพื้นใช้จอบเกลี่ยคลุกเคล้าให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันแล้ว ให้เติมน้ำ EM และกากน้ำตาล ผสมน้ำให้เข้ากันนำไปรดที่กองปุ๋ยคอกให้ใช้บัวรดน้ำจากนั้นใช้จอบคลุกเคล้าให้เข้ากัน ลองใช้มือบีบดู ต้องไม่แห้งหรือไม่เปียกเกินไป

3)ให้ตักใส่ไว้ในกระสอบ ตั้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ให้สังเกตดังนี้ในวันแรกปุ๋ยคอกร้อนมาก ต้องเปิดปากกระสอบให้ความร้อนของตัวปุ๋ยระบายออกไปผ่านไป 2 วัน เริ่มหายร้อนแล้ว ตัวปุ๋ยเริ่มมีการย่อยสลาย สังเกตว่าจะมีฝ้าขาวๆ อยู่ทั่วไปผ่านไป 3 วัน บางส่วนเริ่มย่อยสลายแล้วผ่านไป 5 วัน ลองใช้มือบีบ จะพบว่าเป็นขุยผง ผ่านไป 7 วัน ลองใช้มือบีบ สังเกตดูว่าจะมีฝุ่นคลุ้งหลังจากนั้น หมักต่ออีกประมาณ 1 อาทิตย์ก็สามารถนำไปใช้ได้

ปุ๋ย เป็นอาหารของพืช ที่ทำให้พืชผักผลไม้เจริญงอกงาม การทำเกษตรอินทรีย์ ก็ต้องใช้ปุ๋ย ปุ๋ยที่ดีมีคุณภาพต้องเป็นปุ๋ยที่มาจากธรรมชาติเท่านั้นเรามาร่วมกันสร้างสังคมที่ยั่งยืน ให้เป็นสังคมเกษตรอินทรีย์ นะครับ

นาย รัตวิ

สภาเกษตรกรฯตีปี๊บ ใช้น้ำมันปาล์มB100ตามรอยเท้าพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396236

x

สภาเกษตรกรฯตีปี๊บ ใช้น้ำมันปาล์มB100ตามรอยเท้าพ่อ

วันอังคาร ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสิทธิพร จริยพงศ์  รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวว่า สถานการณ์ปาล์มน้ำมันปัจจุบันยังไม่ดีขึ้นเกษตรกรขายปาล์มได้ราคา 2.8-3 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าทุน ราคาน้ำมันปาล์มดิบไม่สามารถส่งออกไปตลาดต่างประเทศได้เลย เพราะราคาน้ำมันปาล์มของประเทศผู้ผลิตสำคัญของโลก อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียก็ตกต่ำเช่นกัน การใช้ปาล์มในประเทศไทยต้องมีแผนการใช้ภายในประเทศทั้งการบริโภค การผลิตไบโอดีเซล และสต็อกน้ำมันปาล์ม แล้วนำมากำหนดเสถียรภาพราคาในประเทศให้เกษตรกรขายปาล์มคุณภาพในราคากิโลกรัมละ 4 บาท ส่วนราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ก็ขยับราคา 18- 20 บาท ปาล์มจะอยู่ได้ตลอดทุกวงจร เกษตรกร โรงงานสกัดน้ำมันดิบ โรงงานแปรรูปอยู่ได้หมด การขยับจาก B7 เป็น B10  B20  B100  เพื่อเป็นทางเลือกผู้ใช้น้ำมันปาล์มที่ผลิตในประเทศจะไม่เพียงพอแน่นอนขอยืนยัน  แต่ต้องแยกประเภทการใช้ B10 เหมาะใช้ในรถรุ่นใหม่ รถเล็ก รถที่ใช้หัวฉีดคอมมอนเรล B20 รถคันใหญ่ B100 เครื่องจักรกลหนัก ใหญ่ เช่น เรือข้ามฟาก เรือเดินทะเล รถแบ๊กโฮ รถแทรกเตอร์  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สภาเกษตรกรฯโดยนายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธานคณะกรรมการด้านปาล์มน้ำมันและพืชพลังงาน สภาเกษตรกรแห่งชาติ รณรงค์ใช้น้ำมัน B100 อยู่ ด้วยการจัดโครงการ “รณรงค์ใช้น้ำมันไบโอดีเซลคาราวาน B100 ตามรอยเท้าพ่อ”  โดยจัดขบวนรถคาราวาน B100 วิ่งจากจ.กระบี่ ปล่อยขบวนรถวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่หน้าสถาบันพลศึกษา วิทยาเขตกระบี่ เข้าสู่กรุงเทพฯที่สนามหลวง วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 และการสัมมนา“แนวทางขับเคลื่อนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B100 ตามรอยเท้าพ่อ เพื่อแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันของเกษตรกร” ที่โรงแรมเอส ดี อเวนิว ถนนบรมราชชนนี เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในการใช้ปาล์มน้ำมันมาผลิตเป็นไบโอดีเซล B10

“คณะกรรมการน้อมนำพระราชดำริ เรื่องการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อช่วยบรรเทาภาระประเทศในยามวิกฤติในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9  เพื่อแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันของเกษตรกร และหาแนวทางพัฒนาการแปรรูปผลผลิตปาล์มน้ำมันเป็นพลังงานทางเลือกไบโอดีเซล B100 ตามพระราชประสงค์” นายสิทธิพรกล่าวปิดท้าย

กษ.วางกรอบงบประมาณ63 เน้นศก.รากฐานสร้างรายได้ชุมชนเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396238

x

กษ.วางกรอบงบประมาณ63 เน้นศก.รากฐานสร้างรายได้ชุมชนเข้มแข็ง

วันอังคาร ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ 2563 ครั้งที่ 1/2562 ว่า เป็นการประชุมพิจารณากรอบแนวทางทำแผนบูรณาการและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง เกษตรกรมีรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น สร้างอาชีพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ต่อยอดเชิงพาณิชย์ พัฒนาศักยภาพเกษตรกร เตรียมเป็นผู้ประกอบการ และยังสร้างความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในส่วนงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯประมาณ 6,000 ล้านบาท ต้องกลับไปพิจารณาให้เป็นแผนงานที่อยู่ในงบหลัก ซึ่งมีความสำคัญ

สำหรับแนวทางบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ที่ประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชเห็นชอบให้ชะลอนำเข้ามะพร้าวผลภายใต้กรอบ AFTA ปี 2562 ให้ผู้ประกอบการรับซื้อมะพร้าวในประเทศก่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรเบื้องต้น นอกจากนี้ คณะกรรมการพืชน้ำมันฯดำเนินมาตรการแก้ปัญหามะพร้าวแล้ว อาทิ ห้ามจำหน่าย จ่าย โอน ห้ามนำไปแปรสภาพโดยกะเทาะนอกโรงงาน และแก้ไขบทลงโทษผู้ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ควบคุมมะพร้าวนำเข้า ณ ท่าเรือกรุงเทพ แหลมฉบัง (กรมการค้าต่างประเทศ) กำหนดให้มะพร้าวเป็นสินค้ามีความเสี่ยงสูง ต้องเปิดตรวจ X-Ray และชั่งน้ำหนักทุกตู้สินค้า (กรมศุลกากร) กำหนดมะพร้าวและผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าควบคุม และกำหนดมาตรการเคลื่อนย้าย (กรมการค้าภายใน) เพิ่มความเข้มงวดมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (กรมวิชาการเกษตร) ตั้งคณะทำงานจัดทำข้อมูลด้านการเกษตร ระดับจังหวัด (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) นอกจากนี้ เรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการคือ 1.กำหนดช่วงเวลานำเข้า 2. กำหนดสัดส่วนนำเข้าต่อการรับซื้อผลผลิตในประเทศ 3. การใช้มาตรการปกป้องพิเศษ ภายใต้ WTO และ 4. โครงการรับซื้อเนื้อมะพร้าวแห้ง ปี 2561 ส่วนมาตรการระยะต่อไปจะควบคุมการขนย้ายมะพร้าวใน 14 จังหวัดภาคใต้ อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง กาญจนบุรี ตราด ปราจีนบุรี สระแก้ว ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจันทบุรี กรณีขนย้ายเกินกว่า 4 ตัน (กรมการค้าภายใน)

เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กาแฟ ดันไทยขึ้นผู้นำอาเซียนเจาะตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396243

เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กาแฟ ดันไทยขึ้นผู้นำอาเซียนเจาะตลาดโลก

เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กาแฟ ดันไทยขึ้นผู้นำอาเซียนเจาะตลาดโลก

วันอังคาร ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายณรงค์ อ่อนสะอาด ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ เปิดเผยหลังเปิดประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1 (1st ASEAN Coffee Industry Development Conference: ACID) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 กุมภาพันธ์ที่จ.เชียงใหม่ว่า การประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อน “ยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 2560 – 2564” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้บรรลุเป้าหมายการ“เป็นผู้นำการผลิตและการค้ากาแฟคุณภาพในภูมิภาคอาเซียน ก้าวไกลสู่ตลาดโลก ภายใต้ภาพลักษณ์กาแฟไทย” ภายในปี 2564 โดยสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการพัฒนาโอกาสในธุรกิจกาแฟ ภายใต้บริบทของอาเซียนให้ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกาแฟของไทยทุกภาคส่วน โดยจะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐสมาชิกอาเซียน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปกาแฟ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา เอกชนและเกษตรกร เพื่อวิเคราะห์แนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เผยแพร่นวัตกรรมและองค์ความรู้ที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มมูลค่าและผลผลิตกาแฟของไทย ส่งเสริมการยกระดับคุณภาพและภาพลักษณ์ของกาแฟไทยสู่มาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจกาแฟของไทยตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางบนเวทีวิชาการระดับอาเซียนด้วย

สำหรับ “ยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 2560-2564”เน้นสร้างให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้ากาแฟในอาเซียน เพิ่มผลผลิตกาแฟในประเทศ ลดต้นทุนการผลิตและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างและพัฒนาเครือข่ายระหว่างกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงยกระดับคุณภาพภาพลักษณ์ของกาแฟไทยสู่มาตรฐานสากล ซึ่ง ยุทธศาสตร์กาแฟฯ มีเป้าหมายสำคัญที่ต้องบรรลุในปี 2564 ได้แก่ 1) รักษาผลผลิตกาแฟภายใต้การผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่น้อยกว่า 30,000 ตัน/ปี 2) เพิ่มผลผลิตให้มากกว่า 250 กิโลกรัม/ไร่ ในสวนเดี่ยว และมากกว่า 150 กิโลกรัม/ไร่ ในสวนผสมผสาน 3) ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอย่างน้อย 10% และ 4) เพิ่มมูลค่าการค้ากาแฟอย่างน้อย 10%

ทั้งนี้ กาแฟ เป็นสินค้ามีมูลค่าการค้าขายสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากปิโตรเลียม และมีการเติบโตของตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยการบริโภคกาแฟของประชากรโลกเติบโตเฉลี่ยปีละ 1.2% ซึ่งจากข้อมูลของ International Coffee Organization – ICO ระบุว่า ปีเพาะปลูก 2015 ผลผลิตกาแฟของโลกสูงถึง 9 ล้านเมตริกตัน จากการเพาะปลูกใน 70 ประเทศ ส่งผลให้อุตสาหกรรมกาแฟสร้างเสริมอาชีพและรายได้ให้ประชากรกว่า 25 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกา อเมริกาใต้ และกลุ่มประเทศอาเซียน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาศักยภาพของอาเซียนในการพัฒนาธุรกิจกาแฟ พบว่าแม้อาเซียนจะเป็นอนุภูมิภาคในทวีปเอเชียที่มีสมาชิกอยู่เพียง 10 ประเทศ แต่อาเซียนมีศักยภาพสูงทั้งการผลิตและส่งออก รวมถึงบริโภคกาแฟมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก

กรมปศุสัตว์ ยันอหิวาต์แอฟริกาในหมูไม่ติดต่อคน! ย้ำตรวจเข้มทั้ง50ด่านทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396262

กรมปศุสัตว์ ยันอหิวาต์แอฟริกาในหมูไม่ติดต่อคน! ย้ำตรวจเข้มทั้ง50ด่านทั่วประเทศ

กรมปศุสัตว์ ยันอหิวาต์แอฟริกาในหมูไม่ติดต่อคน! ย้ำตรวจเข้มทั้ง50ด่านทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 15.46 น.

18 ก.พ.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever-ASF) ย้ำโรคนี้ติดต่อเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่มีการติดต่อสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น ที่สำคัญการเฝ้าระวังและป้องกันโรค ASF มีความเข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการห้ามนำเข้าเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศจีน ซึ่งพบการระบาดของโรคในขณะนี้

ล่าสุดสถานเอกอัครรัฐทูตจีนประจำประเทศไทย ออกคำเตือนถึงนักท่องเที่ยวชาวจีน เรื่องห้ามนำเนื้อสด ไส้กรอก แฮม และเบคอน เข้ามายังราชอาณาจักรไทยโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันโรคดังกล่าวไม่ให้ระบาดเข้ามาสู่ไทย ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษปรับในอัตราสูงถึง 2 แสนบาท ถือเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ

“ยืนยันว่าโรคนี้ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์อื่นอย่างแน่นอน ประชาชนสามารถบริโภคเนื้อสุกรได้อย่างปลอดภัยไม่ต้องกังวล แนะนำว่าการรับประทานต้องเน้นการปรุงให้สุกตามปกติ หลีกเลี่ยงการทานเนื้อหมูดิบ ที่สำคัญโรคนี้ยังไม่เข้ามาในเมืองไทย และทุกภาคส่วนยังคงเดินหน้าป้องกันและเข้มงวดตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะความร่วมมือกับฝ่ายทหาร ในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ด่านกักกันสัตว์ทุกด่าน และสนามบินทุกแห่ง ในการตั้ง 50 ด่านทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ และในทุกสนามบินเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มจำนวนสุนัขบีเกิล เพื่อทำการตรวจสัมภาระของผู้โดยสารให้มีความถี่มากยิ่งขึ้น”

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวและว่า ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันบูรณาการทำงาน พร้อมยกระดับการป้องกันโรคให้เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ทุกด่านตรวจด้านการเข้มงวดกับการฆ่าเชื้อที่อาจจะแฝงมากับยานพาหนะของนักท่องเที่ยว โดยการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคแบบโฟมที่สามารถฆ่าเชื้อในอากาศได้นานกว่า 30 นาที ควบคู่กับการให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงทั่วประเทศ และยกระดับการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อป้องกันโรคอย่างสูงสุด จากความร่วมมือของกรมปศุสัตว์ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และภาคมหาวิทยาลัยที่มีคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ทุกแห่ง

‘กฤษฎา’สั่งด่วน!เร่งทำแผนควบคุม-จำกัด-ลดนำเข้า-เลิกใช้’3สารพิษ’ใน2ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396185

'กฤษฎา'สั่งด่วน!เร่งทำแผนควบคุม-จำกัด-ลดนำเข้า-เลิกใช้'3สารพิษ'ใน2ปี

‘กฤษฎา’สั่งด่วน!เร่งทำแผนควบคุม-จำกัด-ลดนำเข้า-เลิกใช้’3สารพิษ’ใน2ปี

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 12.01 น.

18 ก.พ.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการด่วนให้ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงฯ ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมี กำจัดวัชพืช ศัตรูพืช 3 ชนิด ระดับกระทรวงและจังหวัด ซึ่งมี น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นเลขานุการ เร่งนำรายละเอียดแผนปฏิบัติการมานำเสนอตนภายในวันนี้ ทั้งนี้ สั่งทำเร่งด่วนเข้าสำรวจปริมาณ 3 สารเคมี เสร็จสิ้นภายในเดือน ก.พ.ทั้งจากผู้นำเข้าและร้านจำหน่ายว่ามีอยู่เท่าไร เพราะยังมีองค์กรต่างๆ กล่าวหาว่าได้มีการนำเข้าล่วงหน้าเกินกำหนดเพื่อมากักตุนไว้

“จากนี้กรมวิชาการเกษตรจะอนุญาตครั้งต่อไปต้องระบุชัดเจนว่า บริษัทใดเคยนำเข้าแล้วเท่าไร จะลดเหลือเท่าไร เป็นตามแผนลดการนำเข้าหรือไม่ ส่วนในพื้นที่ต้นน้ำ ห้ามขายสารเคมี 3 ชนิด ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จะไม่ให้มีการครอบครองหรือใช้อย่างเด็ดขาด สำหรับพื้นที่อื่น กรมวิชาการเกษตรต้องเร่งกำหนดวิธีการฝึกอบรมทั้งผู้จำหน่าย เกษตรกร ลูกจ้างรับฉีดพ่นสารเคมี มีหลักสูตรที่แพร่หลายทั้งหมด ให้สาธารณะทราบถึงวิธีการใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัย” นายกฤษฎา กล่าว

ทั้งนี้ ให้กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีทั้งเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ และมีเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลครอบคลุมทั่วประเทศเข้ามาช่วย รวมถึงใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร (ศพก.) ซึ่งมี 882 แห่ง ในทุกอำเภอ และ ศพก.เครือข่ายอีก กว่า 1 หมื่นแห่ง เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ ในท้องถิ่นจะประสานกับกระทรวงมหาดไทย แต่งตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มาสนับสนุนให้เกิดผลสัมฤทธิ์

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับทุกภาคส่วนวิจัยศึกษาหาวิธีการทดแทนหรือสารทางเลือกอื่นให้กับเกษตรกร แทนการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด โดยเดินหน้าทำทันที พร้อมทำแผนขยายพื้นที่ทำเกษตรปลอดภัยมาตรฐาน GAP และ เกษตรอินทรีย์ 149 ล้านไร่ทั่วประเทศ เพื่อลด ละ เลิกใช้3 สารเคมีภายใน 2 ปี จะรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชนทุก 3 เดือน

ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กรณีที่มีผู้กล่าวหาว่าพบสารพาราควอตตกค้างในผักผลไม้นั้น ไม่น่าจะจริงเนื่องจากหากฉีดพ่นที่ใบพืชโดยตรง ใบจะไหม้ เกษตรกรจึงใช้ฉีดพ่นตอนเตรียมดินก่อนปลูกหรือฉีดพ่นรอบโคนต้นสำหรับพืชไร่ ทั้งนี้ พาราควอตเป็นยาฆ่าหญ้าที่มีประสิทธิภาพดีมาก สลายตัวในสิ่งแวดล้อมได้ดี ราคาประหยัด แต่หากนำมาใช้ในความเข้มข้นสูงจะมีความเป็นพิษสูง ส่วนประเทศที่จะให้ยกเลิกใช้พาราควอต มักระบุถึงสาเหตุการยกเลิกว่า เนื่องจากเกรงคนนำไปฆ่าตัวตาย ซึ่งประเทศที่ใช้อยู่ยังมีอีกมาก โดยได้กำหนดเกณฑ์มาตรการความปลอดภัย การเจือจางก่อนบรรจุขาย ผู้ใช้ต้องฝึกอบรมการใช้อย่างถูกวิธี และจำหน่ายให้เฉพาะผู้ที่ผ่านการอบรมแล้วเท่านั้น

“หากบีบให้ยกเลิกใช้พาราควอต เกษตรกรต้องไปใช้ยาฆ่าหญ้าชนิดอื่น ซึ่งมีอันตรายเช่นกัน อีกทั้งมีราคาแพงกว่าด้วย ทางฝั่งเกษตรกรจึงเรียกร้องให้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ใช่ยกเลิก” รศ.ดร.เจษฎา กล่าว

รศ.ดร.เจษฎา กล่าวว่า สำหรับไกลโฟเซตซึ่งเป็นยาฆ่าหญ้าที่นิยมใช้กันทั่วโลกอีกชนิด มีพิษน้อยมาก น้อยกว่าเกลือแกงเสียอีก ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกรรับได้ แต่การออกฤทธิ์เป็นแบบที่วัชพืชดูดซึมเข้าไป แล้วค่อยๆ ตาย ต่างจากพาราควอตที่ทำให้ใบไหม้อย่างรวดเร็ว โดยผลวิจัยจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า ไกลโฟเซตไม่อันตรายและไม่ได้ก่อมะเร็ง แต่หน่วยงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ผลการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ถ้าให้เป็นปริมาณมาก อาจก่อมะเร็งได้ ทั้งนี้กลุ่มผู้ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอ นิยมใช้ไกลโฟเซต ซึ่งเอ็นจีโอที่ต่อต้านพืชจีเอ็มโอ โจมตีไกลโฟเซตที่เป็นพิษต่ำด้วย

“เอ็นจีโอใช้เทคนิคการปั่นในวังวนความกลัว โดยให้เข้าใจผิดว่า สารพาราควอตและไกลโฟเซตซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืช ต้องตกค้างอยู่ในพืชผักที่เรากินได้เหมือนยาฆ่าแมลงอย่างสารคลอร์ไพรีฟอส ซึ่งถ้าเราทำตามเอ็นจีโอ ที่กำลังปั่นหัวคนไทยขณะนี้หมายความว่า ประเทศไทยต้องยกเลิกพาราควอตและไกลโฟเซต แล้วเกษตรกรจะใช้สารอะไรกำจัดวัชพืช เป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้เกษตรกรที่ยากจนอยู่แล้ว ต้องยากจนหนักขึ้นไปอีกอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งทำให้พ่อค้าสารเคมีได้กำไรมากขึ้นอีก จากการขายสารอื่นที่ไม่ถูกแบบและมีราคาแพงกว่า” รศ.ดร.เจษฎา กล่าว

รศ.ดร.เจษฎา กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้คือ ฝ่ายต่างๆ ส่วนใหญ่เถียงกันโดยไม่คำนึงเกษตรกร ทั้งนี้ ควรให้เกษตกรซึ่งเป็นผู้ใช้สารเคมีนี้โดยตรงเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้เอง อีกทั้งระบุว่า รู้ว่าการแสดงความคิดเห็นที่ต้านกระแสสังคมเช่นนี้ จะทำให้ถูกโจมตีหนักอย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซส์ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือยูเอสเอพีเอ มีหน้าที่เฝ้าระวังการใช้สารเคมีตามหลักวิชาการ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม โดยควบคุมการใช้สารเคมีวัถตุอันตรายในการทำเกษตร ทั้งหมดกว่า 800 ชนิด ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังไม่มีการแบนสารพาราควอต คลอร์ไพริฟอส เป็นเพียงการฟ้องร้องให้ยกเลิกในชั้นศาลบางรัฐ และอยู่ระหว่างการอุทธรณ์กันอยู่ โดยยูเอสเอพีเอ ได้เผยแพร่อย่างกว้างขวาง ถึงวิธีการใช้สารเคมีในการทำเกษตรอย่างถูกต้องและปลอดภัย ในแนวหลักการจำกัดการใช้ สร้างความรับรู้ความเข้าใจ เพื่อป้องกันเกษตรกรใช้สารเคมี ในปริมาณมากเกินความจำเป็น ต่อพืชและสัตว์ พร้อมกับวิธีปฏิบัติในการเกษตรสามารถเลือกใช้ทางเลือกอื่นๆ

ดึงสหกรณ์ผลิตปุ๋ยใช้เองจำหน่าย ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้กว่า30%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396055

x

ดึงสหกรณ์ผลิตปุ๋ยใช้เองจำหน่าย ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้กว่า30%

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังมอบนโยบายส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผ่านสถาบันเกษตรกร ภายใต้โครงการปุ๋ยผสมใช้เองผ่านสหกรณ์การเกษตรว่า จากกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสั่งให้กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์เร่งหาวิธีลดต้นทุนการผลิตช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนเรื่องปุ๋ย เนื่องจากปุ๋ยราคาสูง ประกอบกับ ที่ผ่านมาเกษตรกรใช้ปุ๋ยไม่ถูกต้องตามความเหมาะสมของดิน ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่ามาตรฐาน รัฐบาลจึงมีแนวคิดช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตผ่านสถาบันเกษตรกร โดยให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางผลิตปุ๋ยผสมใช้เองตามค่าการวิเคราะห์ดินและจำหน่ายให้สมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งจะมีต้นทุนถูกกว่า และได้ผลดีกว่าการใช้ปุ๋ยสำเร็จ

ทั้งนี้ มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักจัดทำโครงการปุ๋ยผสมใช้เองผ่านสหกรณ์การเกษตร โดยให้สหกรณ์การเกษตรระดับอำเภอผลิตปุ๋ยมีคุณภาพและจำหน่ายราคาเป็นธรรม และให้กรมพัฒนาที่ดินช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดินแต่ละพื้นที่ เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับสภาพดินให้สหกรณ์นำไปผลิต รวมถึงให้กรมส่งเสริมการเกษตรจัดเวทีให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงข้อดีในการผลิตปุ๋ยใช้เอง ตลอดจนให้กรมวิชาการเกษตรให้คำแนะนำตามหลักวิชาการการผสมปุ๋ย เพื่อให้ได้ปุ๋ยที่มีคุณภาพมาตรฐาน และจะตรวจสอบปุ๋ยที่สหกรณ์ผลิตขึ้น ก่อนออกใบอนุญาตผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรที่จะเลือกซื้อไปใช้ ส่วนเรื่องเงินทุนผลิตปุ๋ยนั้น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดสินเชื่อ 1,300 ล้านบาท สนับสนุนโดยให้สหกรณ์กู้ยืม ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 2 และธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อปี

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 462 แห่งทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มีสหกรณ์ 242 แห่งแจ้งปริมาณความต้องการแม่ปุ๋ยแล้ว 67,609.55 ตัน เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยผสมใช้เองจำหน่ายให้สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป 161,462 ราย โดยให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นตัวกลางสั่งซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้า ในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดและกระจายต่อให้สหกรณ์การเกษตรแต่ละจังหวัดนำแม่ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักพืช คือ N P K สูตรเข้มข้น เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผสมและผลิตปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือสูตรที่เกษตรกรต้องการใช้ โดยในฤดูกาลผลิตนี้มีเป้าหมายผลิตปุ๋ยผสมใช้เอง 1 แสนตัน ขณะนี้มีสมาชิกสหกรณ์แจ้งความต้องการปุ๋ยผสมใช้เอง รวม 70,000 ตัน ซึ่งเดือนมีนาคมจะเริ่มลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกับเกษตรกร และต้นเดือนเมษายนเริ่มดำเนินการได้ เชื่อว่าหากเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยที่มาจากค่าวิเคราะห์ดินที่เหมาะสม จะลดต้นทุนได้ไม่น้อยกว่า 30% เลยทีเดียว