หนุนวิสาหกิจชุมชนฯบ้านอุ่มแสง เดินหน้าเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396052

x

หนุนวิสาหกิจชุมชนฯบ้านอุ่มแสง เดินหน้าเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเยี่ยมชมการดำเนินการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง(อินทรีย์) ตำบล ดู่ อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง เป็นหนึ่งในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เป็นตัวอย่างด้านการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่องและมีมาตรฐาน มีนายบุญมี สุระโคตร เป็นประธานกลุ่มฯ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาตั้งแต่ ปี 2547 มีสมาชิกกว่า1,200 ราย ที่รวมตัวกันผลิตข้าวอินทรีย์มาตรฐานสากล ภายใต้แนวทางการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมชน เน้นลดต้นทุนการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของผลผลิต ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาปรับใช้ในกระบวนการผลิตและการแปรรูป

ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนดังกล่าวดำเนินกิจกรรมด้านการแปรรูปข้าวอินทรีย์ โดยส่งเสริมให้สมาชิกเกษตรกรปลูกข้าวปลอดสารพิษ/ข้าวอินทรีย์ และขอตรวจรับรองในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล ทั้ง IFAOM, EU, NOPและมาตรฐานการค้าที่เป็นธรรม (Fairtrade) การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ  การทำนาข้าวขาวดอกมะลิ105  อินทรีย์ โดยส่งเสริมให้ทำนาหลายวิธี  เพื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและส่งเสริมให้สมาชิกปลูกปุ๋ยพืชสด เพื่อปรับสภาพดินให้สมบูรณ์ชึ้น เช่น ถั่วเหลือง ปลูกถั่วพุ่ม ถั่วพล้า ปอเทือง

“ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง มีพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ 22,000 ไร่ และมีเป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกให้ได้ 30,000 ไร่ ภายในปีหน้า และจะขยายเพิ่มขึ้นอีกในปีต่อไป เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายพื้นที่รวมเกษตรอินทรีย์ทั้งจังหวัด 250,000 ไร่ ภายในปี 2564 และแนวทางดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนที่ขับเคลื่อนด้านเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่องแล้ว เชื่อว่าจ.ศรีสะเกษจะทำได้ตามเป้าหมายอย่างไรก็ตาม  ทางกลุ่มวิสาหกิจฯยังต้องการให้กระทรวงเกษตรฯสนับสนุนด้านการตลาด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงสาธารณสุขส่งเสริมให้โรงพยาบาล โรงเรียนทุกแห่ง และแหล่งท่องเที่ยวรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรส่งเสริมไทยเป็นแหล่งอาหารปลอดภัย  และให้คำปรึกษาด้านเงินทุน  ส่งเสริมการผลิตและแปรรูป โดยร่วมกับภาคเอกชน และพัฒนาแหล่งน้ำ ให้เกษตรกรขุดบ่อน้ำใช้ในการเกษตรเพิ่มรายได้ ซึ่งมอบให้กรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน ไปปรับแผนโครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรต่อไป” นายวิวัฒน์ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 18 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396051

586851

ชายคาพระพิรุณ : 18 กุมภาพันธ์ 2562

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ประเด็นร้อนๆ ในโลกโซเชียลที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงนี้ คงมีอยู่ 2 เรื่อง คือ แบนหรือไม่แบนสารเคมี และเรื่องของ พ.ร.บ.ข้าว ประเด็นแรก เรื่องวัตถุอันตรายทางการเกษตร (พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส) ที่ปัจจุบันมีกลุ่มองค์กรต่างๆ เรียกร้องต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ยกเลิกการใช้สารทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวในการทำเกษตรกรรม ประกอบกับประธานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีความเห็นให้มีการยกเลิกการใช้สารพาราควอตด้วยนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจ้งว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเกี่ยวกับการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว และได้มีความเห็นร่วมกัน คือ ไม่เห็นด้วยกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิตมนุษย์ แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีอาชีพเกษตรกรรม 5.7 ล้านครอบครัว รวม 25 ล้านคน มีพื้นที่ทำการเกษตร 149 ล้านไร่ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ในการกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชมาเป็นเวลานาน เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีและมีต้นทุนต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้แรงงานและวิธีการทางการเกษตรอื่นๆ ประกอบกับมีนักวิชาการบางกลุ่มให้ข้อมูลว่าหากมีการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ผู้ใช้ก็ยังคงมีความปลอดภัย ดังนั้น เพื่อให้การประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด นั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัวในการลด ละ และเลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ควรดำเนินการตามขั้นตอนคือ ขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเร่งรัดการพิจารณาออกประกาศตาม พ.ร.บ. 5 ฉบับ ดังกล่าวข้างต้นเพื่อกำหนดเงื่อนไขการใช้สารเคมีดังกล่าวคือ การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ใช้ ผู้จำหน่าย ผู้ให้บริการพ่นสารเคมีจะต้องผ่านการอบรมก่อน รวมทั้งกำหนดให้มีการปิดฉลากที่เห็นได้ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ของวัตถุอันตราย ทั้ง 3 ชนิดที่สื่อความหมายว่าสารเคมีดังกล่าวเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตมนุษย์ การประกาศเขตห้ามใช้/ครอบครอง/จำหน่ายสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ในพื้นที่ต้นน้ำตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร จะต้องควบคุมการนำเข้าวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด อย่างต่อเนื่องตาม แผนดำเนินการที่กำหนดไว้ในปี 2562 และในปีต่อ ๆ ไป โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้มอบหมายให้หน่วยราชการในสังกัดจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งรัดขยายการทำการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และหรือเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ให้ได้ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 5 ฉบับ มีผลบังคับใช้และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับภาควิชาการ และหรือภาคเอกชนได้ทำการศึกษาวิจัยแล้วหาวิธีการหรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชให้ได้ภายใน 2 ปี และเมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการมาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ครบกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 5 ฉบับ มีผลบังคับใช้ ขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาประกาศยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด หรือพิจารณาดำเนินการด้วยวิธีอื่นในการทำเกษตรกรรมต่อไป…

ประเด็นที่ 2 จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ซึ่งส่วนใหญ่แสดงความกังวลว่าชาวนาจะได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่สามารถผลิตพันธุ์ข้าวไว้ใช้เอง หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ และจำกัดให้ต้องใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทใหญ่เท่านั้น จนถึงขั้นหาช่องทางไม่รับร่างกฎหมายฉบับนี้ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ข้าว ได้ออกมาปฏิเสธว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิด พร้อมชี้แจงว่า ร่างกฎหมายนี้ระบุให้ร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ต้องจำหน่ายพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ได้รับการรับรองและมีการสุ่มตรวจ เพื่อให้ชาวนามีเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ แต่ไม่มีผลบังคับกับชาวนา ในขณะที่ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ชี้แจงว่า ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ข้าว ที่เป็นการจำกัดสิทธิ์ในการขยายและพัฒนาข้าวของชาวนา โดยได้ส่งความเห็นคัดค้านเรื่องนี้ไปยัง สนช.แล้ว เบื้องต้นทางกรรมาธิการเตรียมนำเรื่องนี้ไปกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลเพื่อขยายเวลาการบังคับใช้ออกไป และเชื่อว่า หลังจากหลายฝ่ายแสดงความกังวลกับเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ข้าว คณะกรรมการธิการและสนช.จะรับฟังความเห็นเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณา และก่อนที่สนช.จะมีการพิจารณาเพื่อลงมติ ร่างพ.ร.บ.ข้าว ในวาระ 2 และ 3 รัฐบาลได้ส่งตัวแทนไปหารือร่วมกับคณะกรรมาธิการเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง…ต้องติดตามกันต่อไปครับ โดยขุนเกษตราเชื่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องปกป้องผลประโยชน์ให้กับชาวนามากกว่าเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนตามที่มีกระแสวิจารณ์อย่างแน่นอน และต้องเร่งทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ว่าชาวนาจะได้ประโยชน์อะไร มีผลดีกับอุตสาหกรรมข้าวไทยอย่างไร ก่อนจะเกิดการวิจารณ์ในวงกว้าง ข้อมูลถูกบ้าง ผิดบ้าง อะไรที่เกี่ยวข้องกับชาวนา เกี่ยวข้องกับข้าวมันอ่อนไหวนะครับ…

ขุนเกษตรา

กษ.เร่งพัฒนากาแฟไทยสู่อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396053

x

กษ.เร่งพัฒนากาแฟไทยสู่อาเซียน

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยอยู่ในเขต “Bean Belt” ซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะแก่การปลูกกาแฟ สามารถปลูกได้ทั้งพันธุ์อาราบิก้าในภาคเหนือ และพันธุ์โรบัสต้าในภาคใต้ ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรถ่ายทอดความรู้ด้านกาแฟแก่เกษตรกร ให้ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่เพิ่มศักยภาพและพัฒนาคุณภาพของกาแฟไทยที่จะออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและอาเซียน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการผลิตกาแฟรูปแบบแปลงใหญ่ โดยให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรวมกลุ่มจัดหาปัจจัยการผลิต ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมตั้งแต่ปลูกจนเก็บเกี่ยว รวมกลุ่มจำหน่ายผลผลิตกาแฟ รวมถึงเชื่อมโยงตลาดและสร้างเครือข่ายกาแฟ โดยปัจจุบันมีแปลงใหญ่กาแฟ 28 แปลง พื้นที่ 11,443 ไร่ เกษตรกร 1,284 ราย อีกทั้ง ยังส่งเสริมการพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรไทย เช่น GAP, Organic Thailand และมาตรฐานสากล เช่น AsianGAP, EurepGAP, IFOAM, USDA, EU ฯลฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำมาตรฐานเมล็ดกาแฟไทย เพื่อส่งเสริมการผลิตเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมการเกษตรยกระดับมาตรฐานการผลิตเมล็ดกาแฟไทยโดยจัดประกวดเมล็ดกาแฟที่ยึดหลักเกณฑ์ตัดสินตามมาตรฐานสากล ซึ่งเมล็ดกาแฟที่ชนะการประกวดสามารถทำชื่อเสียงให้สถาบันเกษตรกรให้เป็นที่รู้จัก และสามารถต่อยอดธุรกิจการผลิตกาแฟต่อไปได้

“กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย จัดประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียนครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ ในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์กาแฟไทย รวมถึงพัฒนาการสร้างและการขยายตลาดกาแฟไทยทั้งในและต่างประเทศ โดยหวังให้งานครั้งนี้เป็นเวทีจุดประกายให้ผู้สนใจกาแฟเข้ามาสู่ธุรกิจ และอุตสาหกรรมกาแฟ เพื่อพัฒนาวงการกาแฟของอาเซียนให้ก้าวหน้าต่อไป” นายสำราญกล่าว

รายงานพิเศษ : คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เคาะระฆังแก้อุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396056

รายงานพิเศษ : คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เคาะระฆังแก้อุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา

รายงานพิเศษ : คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เคาะระฆังแก้อุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็น 1 ใน 9 แผนงานโครงการสำคัญในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คือ “โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลเร่งดำเนินการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ล่าสุดได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาใช้งบลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการให้กรมชลประทาน ดำเนินการเตรียมความพร้อม และสำรวจปักหลักเขต ออกแบบ รวมทั้งดำเนินการกระบวนการการมีส่วนร่วม ลงพื้นที่รับฟังข้อคิดเห็น ตลอดจนพบปะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรมาแล้ว

นอกจากนี้พื้นที่ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ยังอยู่ในบริเวณพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนอีกด้วย ทั้งนี้จากการสำรวจและได้มีการจัดลำดับความ สำคัญในการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) พบว่า บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ประมาณ 4.2 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่จะต้องเร่งแก้ไขเนื่องจากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการวางแนวเขตเสร็จสิ้นแล้ว มีราษฎรทำการยื่นขอรังวัดแล้ว 482 แปลงจาก 740 แปลง ล่าสุดทำการดำเนินการจ่ายค่าที่ดินและค่ารื้อย้ายบริเวณปลายคลองระบายน้ำหลากแล้วจำนวน 52 แปลง

โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร นำศาสตร์พระราชามาขยายผลแก้ไขปัญหาน้ำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย พร้อมยังได้น้อมนำพระราชดำรัสพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องการเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินโครงการ ก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับความเป็นธรรมมากที่สุดอีกด้วย ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นแนวทางที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายซ้ำซากทุกๆปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากจะสามารถระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลผ่านจ.พระนครศรีอยุธยาได้ถึงประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถรองรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาได้ถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที โดยไม่มีผลกระทบใดๆต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

การดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ได้มีการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผล กระทบสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดแล้ว พบว่า มีความเหมาะสมและสามารถแก้ไขปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากบริเวณพื้นที่อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางบาล และพื้นที่ตอนเหนือตั้งแต่ท้ายเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยาถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เกิดจากสภาพคอขวดของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันหากมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยาที่ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะส่งผลกระทบกับพื้นที่ดังกล่าวข้างต้นทัน แต่หากได้ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรแล้ว จะสามารถระบายน้ำผ่านเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยาสูงสุด 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และผลการศึกษายังระบุว่า โครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) สูงถึง22.33%

สำหรับการขุุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร จะเริ่มต้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาลถึงตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์กลางต่างๆ เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญ แต่จะกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบ้างประมาณ 500 หลัง โดยจะมีแนวกันเขตก่อสร้างกว้าง 230 เมตร ยาว 22.5 กิโลเมตร

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะมีคลองชลประทานอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นคลองส่งน้ำไม่ใช่คลองระบายน้ำ ลักษณะต้นคลองใหญ่ ปลายคลองแคบ เมื่อน้ำไหลเข้ามาปริมาณมากจึงระบายออกลำบาก ทำให้ขีดความสามารถระบายน้ำจากด้านเหนือลงไปออกอ่าวไทยค่อนข้างต่ำ เมื่อทุกฤดูน้ำหลากน้ำเหนือจะไหลลงมาเข้าท่วมตัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและมีโบราณสถานสำคัญ วัดเก่าแก่อยู่จำนวนมากทันที สร้างเกิดความเสียหายที่ประเมินค่ามิได้ แม้ที่ผ่านมามีความพยายามป้องกันโดยการทำกำแพง วางกระสอบทราย ทำคันกั้นน้ำก็ตาม แต่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่หลังคันกั้นน้ำได้รับความเดือดร้อน

“กรมชลประทานจะได้ดำเนินการขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ความยาวคลอง 22.5 กิโลเมตร ต้นคลองอยู่บริเวณสะพานบ้านป้อมก่อนถึงตัวเมือง เพื่อตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ไม่ให้ไหลหลากเข้าไปในเมืองพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ไร่นา พืชผักสวนครัว สามารถลดระดับความลึกของน้ำที่ท่วมในพื้นที่เมือง รวมถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเฉลี่ยได้ถึง 1.9-2.5 ล้านไร่ต่อปี นอกจากนี้ยอดน้ำที่ตัดมา สามารถกักเก็บไว้ในคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร จำนวน 25 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะจัดสรรน้ำเพื่อใช้อุปโภค-บริโภคจำนวน 15 ล้านลบ.ม. ครอบคลุมให้กับพื้นที่ 48 ตำบล 362 หมู่บ้าน ที่เหลือจะเป็นน้ำต้นทุนสำรองให้พื้นที่ด้านเกษตรกรรมในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 230,000 ไร่ โดยจะมีการก่อสร้างอาคารจ่ายน้ำ 9 แห่ง สถานีสูบน้ำ 27 แห่ง พร้อมประตูระบายน้ำปลายคลองระบายน้ำหลากอีกจำนวน 1 แห่ง” ดร.ทองเปลวกล่าว

นอกจากนี้คันคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ยังจะมีการสร้างถนนที่ได้มาตรฐาน พร้อมทางจักรยาน สามารถใช้เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างอำเภอบางบาล-อำเภอบางไทรได้ และยังจะมีการปรับภูมิทัศน์ให้สอดคล้องกับพื้นที่ ทำเกิดเป็นแหล่งพักผ่อน สถานที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ อีกทั้งคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทรจะใช้เป็นเส้นทางสัญจรของเรือขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้เรือขนาดใหญ่วิ่งเข้าไปในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา ลดปัญหาคลื่นเซาะตลิ่งพัง และอุบัติเหตุได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้จะใช้ระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งหมดประมาณ 5 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566

อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จะต้องดำเยนงานตาม 9 แผนงานที่วางไว้ทั้งหมด เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า นอกจากนี้ แผนการก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ดังกล่าวแล้ว ยังจะต้องดำเนินแผนงานต่างๆ ดังนี้ แผนการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน แผนการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่รับน้ำนอง แผนการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง แผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 และแผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก

ทั้งแผนการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้ง 9 แผนงานดังกล่าว บางโครงการก็ได้เริ่มดำเนินการแล้ว บางโครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาการออกแบบ

สำหรับโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ขณะนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมรอเพียงวันที่จะแล้วเสร็จเท่านั้น ส่วนโครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างตามที่แผนที่วางไว้จะเป็นจริงได้หรือไม่ ปัญหาน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาจะหมดไปหรือไม่?…จับตาดู

ยกระดับทั่วปท.!’ปศุสัตว์’เตือนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396073

ยกระดับทั่วปท.!'ปศุสัตว์'เตือนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

ยกระดับทั่วปท.!’ปศุสัตว์’เตือนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 17.39 น.

17 ก.พ.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากการรายงานของของคณะกรรมการเกษตรไต้หวัน (Council of Agriculture: COA) ว่ามีการตรวจพบการปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ในผลิตภัณฑ์จากสุกรที่นำเข้ามาจากประเทศเวียดนามเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 ก.พ.62 แม้ว่ายังไม่มีการรายงานพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม จากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของ Mr.Phung Duc Tien รองปลัดกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทของประเทศเวียดนาม ได้เปิดเผยว่า ปัญหาการลักลอบนาเข้าเนื้อสุกรบริเวณชายแดนระหว่างจีนและเวียดนาม ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรอย่างรุนแรงในประเทศเวียดนาม ประเทศไทยจึงมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายสัตว์ – ซากสัตว์ ภายในภูมิภาคอาเซียน และเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรปนเปื้อนมากับคนและอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสุกรที่ไม่ผ่านการปรุงสุกเพื่อการบริโภค จึงได้แจ้งเตือนให้จังหวัดตามแนวชายแดนที่มีความเสี่ยงสูง ประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

อีกทั้งได้มีการประชุมศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (war room) ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉินกรณีเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร สำหรับความก้าวหน้าของการยกระดับมาตรการ หรือแนวทางการปฏิบัติในการป้องกันควบคุมโรคให้เป็นวาระแห่งชาติ ได้รับความเห็นชอบจาก นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันจากรายงานขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) พบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เกิดการระบาดใน 16 ประเทศ แบ่งเป็นทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ ทวีปยุโรป 10 ประเทศ และทวีปเอเชีย 2 ประเทศ คือ ประเทศจีน และมองโกเลีย (ยังไม่นับรวมเวียดนาม) สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการระบาดของโรคดังกล่าวนี้ พร้อมทั้งได้ขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพ และสมาคมต่างๆ รวมทั้งพี่น้องเกษตรกรที่ได้มีส่วนร่วมและร่วมแรงร่วมใจกันในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรอย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศไทยไม่มีการระบาดของโรคดังกล่าวในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ใคร่ขอความร่วมมือในกรณีผู้ที่เดินทางไปศึกษาดูงานหรือไปทางานในฟาร์มสุกรในประเทศที่เกิดการระบาดและมีความเสี่ยงสูงที่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เมื่อเดินทางกลับขอให้งดเข้าฟาร์มเลี้ยงสุกรไม่น้อยกว่า 5 วัน พร้อมทั้งให้ปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด และผู้ประกอบการร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม โรงอาหาร สถานประกอบเลี้ยง ให้งดจำหน่าย จ่าย แจกเศษอาหารเหลือจากการรับประทานให้ผู้ที่นำไปเลี้ยงสุกร เพื่อป้องกันการระบาดของโรคดังกล่าว

จึงขอให้เกษตรกรอย่าได้ตระหนก และขอให้มั่นใจในการดำเนินงานที่เข้มงวดของปศุสัตว์ในการป้องกันโรคไม่ให้เข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรของประเทศไทย รวมทั้งขอย้ำให้เกษตรกรยกระดับการเลี้ยงสุกรให้มีระบบการป้องกันโรคเข้าสู่ฟาร์มตามมาตรฐาน GAP และหากเป็นรายย่อยให้ใช้มาตรฐานการป้องกันและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบแหล่งที่มาของสุกรก่อนเข้าฟาร์ม และงดเว้นการนาอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุกที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส อย่างน้อย 30 นาที มาเลี้ยงสุกร

นอกจากนี้ ให้สังเกตอาการสุกรอย่างใกล้ชิด หากพบสุกรแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูง เบื่ออาหาร ผิวหนังเป็นปื้นแดง และต่อมาเป็นสีเขียวคล้ำ พบภาวะแท้งในแม่สุกรและมีจำนวนสุกรตายผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ call center 063-225-6888 หรือที่แอพพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

‘ฝนหลวง’วางแผนขึ้นบินสลายฝุ่นละอองภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396069

'ฝนหลวง'วางแผนขึ้นบินสลายฝุ่นละอองภาคเหนือ

‘ฝนหลวง’วางแผนขึ้นบินสลายฝุ่นละอองภาคเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 17.32 น.

17 ก.พ.62 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า มีคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ที่ดีถึงดีมาก แต่ยังมีบริเวณพื้นที่ ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี ที่ยังมีค่าคุณภาพอากาศเกินเกณฑ์มาตรฐาน (PM10 = 101 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, PM2.5  = 39 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ประกอบกับจากการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์สัตหีบ จ.ชลบุรี มีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ (ระดับการก่อเมฆ) 59% ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 36% และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -0.5 ซึ่งยังไม่เข้าเงื่อนไขสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดระยอง จึงขอติดตามสภาพอากาศสำหรับภารกิจการช่วยคลี่คลายสถานการณ์ฝุ่นละอองระหว่างวันต่อไป

ทั้งนี้ จากการติดตามภาพถ่ายดาวเทียมและเรดาร์ตรวจอากาศ พบว่า มีกลุ่มเมฆบริเวณจังหวัดตราดกำลังพัฒนาตัว ประกอบกับพื้นที่การเกษตรจังหวัดจันทบุรี และตราด กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง มีความต้องการน้ำสำหรับการทำการเกษตร หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดระยอง จึงวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการโจมตีกลุ่มเมฆดังกล่าวในภารกิจที่ 1 เวลา 09.30 น.บริเวณ อ.แหลมงอบ – อ.บ่อไร่ จ.ตราด เพื่อให้ตกเป็นฝน ในพื้นที่การเกษตร จ.ตราด และบินปฏิบัติการต่อเนื่องในภารกิจที่ 2 เวลา 10.15 น.บริเวณ อ.ขลุง – อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.จันทบุรี ด้วยการโจมตีโดยใช้สารยูเรียโปรยใต้ฐานเมฆ เพื่อสร้างบรรยากาศใต้ฐานเมฆให้เกิดความเย็นและดึงเมฆให้ต่ำลงเพื่อให้เกิดการควบแน่น ที่จะตกมาเป็นน้ำ ขณะเดียวกันที่บริเวณยอดเมฆ จะใช้เกลือแกงในการโปรยเพิ่มปริมาณความหนาแน่นให้มากขึ้น เพื่อที่จะให้ตกมาเป็นฝนได้จำนวนมากขึ้น

สำหรับบริเวณพื้นที่ทางภาคเหนือ จากข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศ พบว่า มีค่าคุณภาพอากาศที่ยังอยู่ในเกณฑ์เกินค่ามาตรฐานบริเวณ จ.ตาก , จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำปาง อยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ บริเวณ จ.ลำพูน ประกอบกับจากการตรวจวัดสภาพอากาศจากสถานีเรดาร์ร้องกวาง จ.แพร่ และสถานีเรดาร์อมก๋อย จ.เชียงใหม่ มีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ (ระดับการก่อเมฆ) 67% (ร้องกวาง) 42% (อมก๋อย) ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 57% (ร้องกวาง) 42% (อมก๋อย) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -1.0 (ร้องกวาง) -1.7 (อมก๋อย) ซึ่งเข้าเงื่อนไขสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง และมีแนวโน้มในการพัฒนาตัวของเมฆได้ หน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก จึงตัดสินใจขึ้นบินปฏิบัติการในภารกิจช่วยสลายฝุ่นละอองในอากาศภารกิจที่ 1 เวลา 10.00 น.ปฏิบัติการขั้นตอนที่ 1 (ก่อกวน) บริเวณ อ.ลอง – อ.เด่นชัย จ.แพร่ เพื่อก่อเมฆให้มากที่สุด หลังจากนั้นจะบินลงไปที่ จ.เชียงใหม่เพื่อเติมสารและขึ้นบินปฏิบัติการโจมตีกลุ่มเมฆดังกล่าวอีกครั้ง

อีกส่วนหนึ่งที่บริเวณ จ.เชียงใหม่ หน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก จะทำการบินในภารกิจที่ 2 บริเวณ อ.แม่แจ่ม – อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ปฏิบัติการขั้นตอนที่ 1 (ก่อกวน) เพื่อก่อเมฆให้ได้มากที่สุดและไหลเข้าไปในบริเวณ จ.เชียงใหม่ , จ.ลำพูน และ จ.ลำปาง หลังจากนั้นจะปฏิบัติการโจมตีกลุ่มเมฆทันทีภายหลังจากที่กลุ่มเมฆลอยเข้าไปในพื้นที่เป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.สระบุรี , จ.เลย และ จ.ขอนแก่น ยังมีค่าฝุ่นละอองในอากาศเกินเกณฑ์มาตรฐาน กรมฝนหลวง ได้ตรวจวัดสภาพอากาศแล้วพบว่าสภาพอากาศยังไม่เข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง โดยทางเจ้าหน้าที่จะติดตามสภาพอากาศระหว่างวันอย่างต่อเนื่อง หากมีความเหมาะสม กรมฝนหลวงจะพิจารณาวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือทันที ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและการรายงานแผนปฏิบัติการฝนหลวงสลายฝุ่นละอองในอากาศเวลา 10.00 น.และสรุปผลการปฏิบัติการฝนหลวง เวลา 17.30 น.เป็นประจำทุกวันได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร”

‘พังงา’เตือนเกษตรชาวสวนยาง เฝ้าระวังหน้ายางแห้งเสี่ยงโรคระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396017

'พังงา'เตือนเกษตรชาวสวนยาง เฝ้าระวังหน้ายางแห้งเสี่ยงโรคระบาด

‘พังงา’เตือนเกษตรชาวสวนยาง เฝ้าระวังหน้ายางแห้งเสี่ยงโรคระบาด

วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 15.28 น.

จ.พังงา เตือนเกษตรชาวสวนยางพาราประมาณ 7 แสนไร่ ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ 8 อำเภอ เฝ้าระวังโรคระบาดหน้ายางแห้งเสี่ยงที่จะทำให้ต้นยางตาย และระวังไฟป่า ในช่วงยางพาราพลัดใบเข้าสู่ช่วงหน้าแล้ง พร้อมให้เกษตรกรดูแลสวนยาง ที่ต้องหยุดกรีด ในช่วงที่ยางผลัดใบ ต้องให้เกษตรกรดูแลในเรื่องของการกำจัดศัตรูพืชกำจัดเรื่องของวัชพืชเพื่อไม่ให้โรคพืชระบาด

17 ก.พ.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดพังงา กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดพังงา มีการปลูกยางพาราประมาณ7 แสนไร่ ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ 8 อำเภอ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ปลูกยางแหล่งใหญ่ซึ่งช่วงฤดูกาลผลัดใบของต้นยางพารา ในพื้นที่ภาคใต้ถือเป็นช่วงปิดกรีดยางเกษตรกรจึงควรให้ต้นยางหยุดพัก เนื่องจากเป็นช่วงที่ไม่มีใบ ทำให้ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ หากยังฝืนกรีดในช่วงยางผลัดใบจะทำให้เกิดโรคหน้ายางแห้งและเสี่ยงที่จะทำให้ต้นยางตายได้ โดยทั่วไปแล้วหลังจากที่ต้นยางผลิตใบใหม่และเจริญเป็นใบแก่แล้วจึงเริ่มกรีดใหม่จะใช้ระยะเวลา ประมาณ 2 เดือน เนื่องจากการกรีดในช่วงนี้จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในระยะที่ต้นยางกำลังผลิใบใหม่ เพราะการกรีดติดต่อกันหลายวันจะทำให้ผลผลิตต่ำ ปริมาณเนื้อยางแห้งลดลง การสิ้นเปลืองสูง ทำให้ระยะเวลาการกรีดถึงเปลือกงอกใหม่น้อยลง เปลือกงอกใหม่บาง กระทบต่อการกรีดซ้ำและต้นยางแสดงอาการเปลือกแห้งสูง ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิตในระยะยาว การกรีดถี่ทำให้อายุการกรีดสั้นลง เกษตรกรจึงต้องโค่นต้นยางในระยะเวลาเร็วขึ้น ทำให้ได้รับผลผลิตน้ำยางและปริมาณไม้ลดลงตามลำดับ

 

การหยุดพักกรีดในช่วงฤดูผลัดใบช่วยให้ต้นยางได้สะสมธาตุอาหารเพื่อสร้างความเจริญเติบโต มีความสมบูรณ์และให้ผลผลิตสูง สำหรับการกรีดยางในช่วงที่ยางผลัดใบจะทำให้น้ำยางออกน้อย เพราะฉะนั้น เกษตรกรก็ต้องรอให้ยางผลิตใบใหม่สามารถผลิตน้ำยางได้เติมที่จึงเปิดกรีดยาง จึงจะกรีดยางกันอีกครั้ง ซึ่งในช่วงว่างเว้นการกรีดยางนี้ เกษตรกรควรใช้เวลาในการบำรุงดูแลสวนยางพาราเพื่อให้มีความสมบูรณ์ จะทำให้สามารถกรีดยางได้ในระยะยาว

แม้ว่าขณะนี้ยังไม่พบการระบาดของโรคในสวนยางพารา แต่ที่ผ่านมาเคยพบว่าในพื้นที่จังหวัดพังงา มีการระบาดของโรครากขาว ส่วนใหญ่จะพบในช่วงที่ฝนตกชุบ เพราะในช่วงที่ฝนตกชุกทำให้ดินมีความชื้นสูง โดยเฉพาะในพื้นที่มีน้ำท่วมสูงขังจะทำให้เชื้อราขยายเชื้อได้ดี

ขณะนี้ ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาร่วมกับชุมชน ในการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนในทุกอำเภอ ทุกหมู่บ้านที่จะทำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ที่นำไปใช้กับต้นไม้ที่สามารถนำไปควบคุมศัตรูพืชและโรคระบาดต่างๆภายในชุมชน โดยในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูแล้ง จึงขอเตือนให้เกษตรกรชาวสวนยางพารา สวนผลไม้และสวนปาล์มน้ำมัน ควรระวังในเรื่องฟืนไฟ โดยทางเกษตรกรต้องมีการจัดการสวนทำแนวกันไฟเพราะในช่วงนี้ใบยางพาราเริ่มผลัดใบและร่วงลงมาทำให้เป็นเชื้อไฟได้อย่างดี ที่อาจจะทำให้ไฟไหม้สวนยางได้ พร้อมให้เกษตรกรดูแลสวนยาง ที่ต้องหยุดกรีดในช่วงที่ยางผลัดใบ ต้องให้เกษตรกรดูแลในเรื่องของการกำจัดศัตรูพืชกำจัดเรื่องของวัชพืชเพื่อไม่ให้โรคพืชระบาด

ห่วงมั่วพรบ.ข้าว รบ.ยันไม่ทำชาวนาเป็นทุกข์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396113

ห่วงมั่วพรบ.ข้าว  รบ.ยันไม่ทำชาวนาเป็นทุกข์

ห่วงมั่วพรบ.ข้าว รบ.ยันไม่ทำชาวนาเป็นทุกข์

วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“บิ๊กตู่” เป็นห่วงบิดเบือนพ.ร.บ.ข้าว ซึ่งอยู่ในชั้นกมธ.สนช.พิจารณา ยันไม่มีโทษปรับ 5 แสนบาทและจำคุก 5 ปี แต่คุ้มครองชาวนา ไม่ให้โรงสีกดราคา หลอกขายเมล็ดพันธุ์ปลอม ยกระดับพันธุ์ข้าวได้มาตรฐาน

เมื่อวันที่ 17กุมภาพันธ์ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงเรื่องความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและการนำเสนอข่าวที่บิดเบือนเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) ข้าว พ.ศ….ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้จะเป็นกลไกควบคุมการผลิตและจำหน่ายข้าวเปลือกอย่างเป็นธรรม โดยกรณีสื่อมวลชนบางแห่งพาดหัวข่าวทำนองว่า ชาวนาสะอื้น ชาวนาอ่วม หาก พรบ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ โดยถ้าชาวนาคนใดมีเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ในครอบครองจะมีความผิด และยังเป็นกฎหมายที่เอื้อนายทุนด้วยนั้น รัฐบาลขอยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ดังนั้นสื่อมวลชนควรระมัดระวังในเรื่องนี้ อีกทั้งยังมีหลายเพจส่งต่อข้อมูลที่อ้างว่า มีการกำหนดบทลงโทษชาวนาที่ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว จะต้องถูกจำคุก 5ปี หรือถูกปรับ 500,000บาทนั้น ข้อมูลนี้ก็ไม่ถูกต้อง จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการเสพข่าว และผู้ที่โพสต์หรือส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือน อาจเข้าข่ายกระทำผิดตามพรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ด้วย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่านายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่า ชาวนาสามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองได้โดยไม่มีความผิด แต่หากจะนำไปขาย ต้องไปขอขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เหมือนกับสินค้าอาหารเครื่องดื่มที่ต้องไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อรับรองคุณภาพสินค้า ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่า พรบ.ข้าวจะช่วยคุ้มครองชาวนาในระยะยาว ไม่ให้ถูกโรงสีเอาเปรียบกดราคา โดยอ้างว่าข้าวเปลือกของชาวนาไม่มีคุณภาพ และยังทำให้พันธุ์ข้าวต่างๆได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองมาตรฐาน รวมถึงป้องกันการหลอกขายเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้าที่ไร้ความรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้รวบรวมข้อท้วงติงและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์เสนอไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พรบ.ฉบับนี้แล้ว

เกษตรฯแจงอีกรอบ!คืบหน้า6มาตรการแก้ปัญหา’พาราควอต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395765

x

เกษตรฯแจงอีกรอบ!คืบหน้า6มาตรการแก้ปัญหา'พาราควอต'

เกษตรฯแจงอีกรอบ!คืบหน้า6มาตรการแก้ปัญหา’พาราควอต’

วันศุกร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 17.51 น.

15 ก.พ.62 นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 14 ก.พ.62 ที่ประชุมมีมติยังไม่แบนการใช้ 3 สารกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ พาราควอต , คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต แต่ต้องมีการขึ้นทะเบียน รวมทั้งมีมติเห็นชอบมาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตราย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร เสนอใน 6 มาตรการ ประกอบด้วย 1.มาตรการด้านกฎหมาย โดยเตรียมเสนอร่างประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ การออกกฎหมาย ซึ่งมีสาระสำคัญในการประกาศควบคุม จำกัดปริมาณการใช้ รวมทั้งการกำหนดพื้นที่ ชนิดพืชที่ใช้ได้ เป็นต้น โดยห้ามใช้ในนาข้าวและพืชผัก แต่ยกเว้นพืชไร่พืชสวนบางชนิด เช่น อ้อย ยางพารา และมันสำปะหลัง เป็นต้น

2.มาตรการให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ โดยการอบรมให้ความรู้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนนำไปใช้มีองค์ความรู้ในการใช้อย่างปลอดภัย ซึ่งได้อบรมไปแล้ว 2 หลักสูตร ผู้เข้าอบรม 100 คน และเตรียมขยายผลในวงกว้างต่อไป 3.ให้กรมวิชาการเกษตรไปศึกษาหาแนวทางเพื่อทางเลือกในการทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีดังกล่าว รวมทั้งการหาแนวทางนำสารเคมีชนิดอื่นมาทดแทน ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย 4.มาตรการติดตามและบันทึกข้อมูลการใช้วัตถุอันตรายอย่างเป็นระบบ 5.มาตรการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และ 6.มาตรการสนับสนุนการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศึกษาผลกระทบของสารที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิต และผู้บริโภค ซึ่งได้เสนอขอรับทุนการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้แต่งตั้งคณะอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมี โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานคณะทำงานระดับกระทรวง และวางแนวทางในการดำเนินงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีเจ้าหน้าที่กระจายอยู่ในระดับพื้นที่ โดยจะต้องมีการรายงานความก้าวหน้าทุก 3 เดือน สำหรับประเด็นการตรวจสอบสต็อกสารเคมีภายในสถานประกอบการนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งรัดให้สารวัตรเกษตรลงพื้นที่สำรวจปริมาณสารเคมี แล้วรายงานกลับมายังกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการมาตรการลดการนำเข้าวัตถุอันตรายอย่างจริงจังมาโดยตลอด โดยสามารถลดการนำเข้า สารพาราควอต , ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในปี 2562 ได้เท่ากับ 21,709 ตัน 48.501 ตัน และ 1,178 ตัน ตามลำดับ ซึ่งลดลงจากสถิติเฉลี่ยการนำเข้า ปี 2557 ถึง 2559 คิดเป็นร้อยละ 25 (พาราควอต และไกลโฟเซต) และร้อยละ 55 ตามลำดับ นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ขอให้เร่งรัดดำเนินการ ทั้งงบประมาณ การขอความร่วมมือช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน ซึ่งอาจช่วยให้ระยะเวลาดำเนินการเร็วขึ้นใน 2 ปี (ธ.ค.63)

สำหรับรายละเอียดร่างประกาศ ที่กรมวิชาการเกษตรเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 14 ก.พ.62 อาทิ การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ใช้ ผู้จำหน่าย ผู้ให้บริการพ่นสารเคมีจะต้องผ่านการอบรมก่อน รวมทั้งกำหนดให้มีการปิดฉลากที่เห็นได้ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ของวัตถุอันตราย ทั้ง 3 ชนิด ที่สื่อความหมายว่าสารเคมีดังกล่าวเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตมนุษย์ การประกาศเขตห้ามใช้/ครอบครอง/จำหน่ายสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ในพื้นที่ต้นน้ำตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนปริมาณที่เกษตรกรสามารถซื้อได้จะสัมพันธ์กับชนิดพืชที่ปลูกและจำนวนไร่ สอดคล้องกับที่เกษตรกรได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว

สกจ.ศรีสะเกษปล่อยกู้งบกพส.5.20ล. เพิ่มศักยภาพดำเนินธุรกิจสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395527

x

สกจ.ศรีสะเกษปล่อยกู้งบกพส.5.20ล. เพิ่มศักยภาพดำเนินธุรกิจสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมาโนช ชลอวงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการจัดการสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษเปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดสรรวงเงินกู้ยืมกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ 64 ล้านบาท โดยจัดสรรเป็นเงินกู้ยืมโครงการปกติ 55 ล้านบาท และโครงการพิเศษ 9 ล้านบาท ในส่วนจ.ศรีสะเกษ โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ระดับจังหวัด พิจารณาและมีมติอนุญาตให้สหกรณ์ในจ.ศรีสะเกษ กู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ในอัตราดอกเบี้ยต่ำนำไปใช้เป็นทุนดำเนินการเป็นเงิน 5.20 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ และให้บริการสมาชิกได้มีประสิทธิภาพ

สำหรับสหกรณ์ที่ได้รับการพิจารณาจัดสรรเงินกู้ยืมครั้งนี้มี 2 แห่งได้แก่ สหกรณ์สวนยางบ้านซำเบ็ง จำกัด 1.2 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนให้สมาชิกกู้ยืมประกอบอาชีพการเกษตร (ปลูกยางพารา) และสหกรณ์การเกษตรอุทุมพรพิสัย จำกัด 4 ล้านบาท เพื่อจัดหาสินค้ามาจำหน่าย (ปุ๋ย) ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้มีการตรวจสอบติดตามผลการใช้เงินกู้ของสมาชิก ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ป้องกันใช้เงินผิดประเภท ลดความเสี่ยงในการชำระคืน ป้องกันผิดนัดชำระที่ก่อให้เกิดหนี้ค้าง ซึ่งจะส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง สหกรณ์จึงต้องวางแผนการบริหารจัดการเงินที่ได้รับอย่างประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด