เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395523

281225166

เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

วันศุกร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มีโอกาสเข้าไปดู เฟซบุ๊คไลฟ์ ย้อนหลังของเครือข่ายเกษตรและอาหารปลอดภัย หรือ GAP Net การเสวนาเรื่อง “ทิศทางการเกษตรไทย หลังการเลือกตั้ง” ซึ่งสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ร่วมกับเครือข่ายเกษตรและอาหารปลอดภัยจัดขึ้น เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ CDC เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา

การเสวนาครั้งนี้ ได้เชิญผู้แทนพรรคการเมืองบางพรรคมาร่วมแสดงทรรศนะที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรใน 2-3 ประเด็น ทุกคนมีเวลาพูดเท่ากันหมด

ผู้แทนพรรคการเมืองที่มาร่วมเสวนามี 7 ท่าน ได้แก่ ดร.ศุภชัย ศรีหล้า พรรคประชาธิปัตย์ ชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์ พรรคชาติพัฒนา องอาจ ปัญญาชาติรักษ์ พรรคพลังประชารัฐ อนุกูล ทรายเพชร พรรคอนาคตใหม่ ดร.กนก คติการ พรรคชาติไทยพัฒนา วิทยา บูรณศิริ พรรคเพื่อไทย และ นายแพทย์มโน เลาหวณิช พรรคประชาชนปฏิรูป

อยากจะถ่ายทอดแนวคิดที่น่าสนใจของผู้แทนพรรคการเมืองเหล่านั้นให้ท่านที่สนใจได้ทราบ แต่จะไม่ระบุว่าใครพูดว่าอย่างไร เดี๋ยวจะเป็นการเชียร์กันเกินไป ถ้าใครอยากทราบว่าใครพูดว่าอย่างไร ขอให้เข้าไปชมกันเองที่ เฟซบุ๊ค @GAPTHAINETWORK

คำถามแรกที่ นารากร ติยายน ผู้ดำเนินรายการ ถามผู้แทนพรรคการเมืองทั้ง 7 พรรค ว่าจะลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเกษตรกรกับผู้ที่อยู่ในอาชีพอื่นได้อย่างไร

มีคำตอบที่น่าสนใจอยู่ 2-3 ท่าน ท่านหนึ่งบอกว่า ภาคการเกษตรน่าจะเริ่มจากเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อทุกคนอยู่ได้ ถ้าจะพัฒนาให้ก้าวหน้าหรือใหญ่ขึ้นรัฐต้องเข้ามาช่วยทั้งเงินทุน และงานวิจัยด้านเทคโนโลยีต่างๆ ขณะเดียวกันต้องแก้ไขเรื่องที่ดินทำกินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดิน ส.ป.ก. ควรจะนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้ เพื่อเกษตรกรจะได้นำเงินมาลงทุนต่อยอดกิจการของตนเองได้

อีกท่านหนึ่งบอกว่า เท่าที่ผ่านมาทุกรัฐบาล นโยบายด้านการเกษตรขาดความชัดเจนทางด้านความต้องการของเกษตรกร นโยบายปรับเปลี่ยนทุกรัฐบาล แต่ทุกรัฐบาลไม่เคยฟังเกษตรกร ถ้าจะลดความเหลื่อมล้ำต้องให้เกษตรกรทำผลผลิตให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย และต้องหาตลาดให้เกษตรกร เริ่มจากตลาดในชุมชน ตำบล อำเภอ และจังหวัดตามลำดับ

บางท่านบอกว่าต้องสร้างตลาดพรีเมียมให้เกิดขึ้นตำบลละอย่างน้อย 1 ตลาด และต้องใช้ระบบสหกรณ์มาช่วย โดยเฉพาะสหกรณ์ในรูปแบบ CO-OP และบางท่านบอกว่าต้องให้ความรู้แก่เกษตรกรให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะใช้วิธีการผลิตแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะประเทศอื่นๆ เขาไปถึงขั้นใช้หุ่นยนต์กันแล้ว

คำถามที่ 2 ภาคการเกษตรควรต้องเชื่อมโยงกับภาคใดบ้าง ต่อคำถามนี้แต่ละท่านแสดงทรรศนะที่ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่พอจะจับประเด็นได้ว่า ต้องเชื่อมโยงกับระบบขนส่ง เพื่อให้ผลผลิตไปสู่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็วโดยยังคงคุณภาพที่ดี ต้องเชื่อมโยงกับตลาดโดยใช้ตลาดนำการผลิต

คำถามสุดท้าย ผู้ดำเนินรายการถามว่า จะผลักดันอย่างไรให้เกษตรกรผลิตในระบบ GAP หรือ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ผู้แทนพรรคการเมืองหลายท่านยอมรับว่า GAP เป็นมาตรฐานสากลที่ทุกประเทศยอมรับ องค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของประชาชนยอมรับ บางประเทศมีการปรับปรุงกฎหมายให้เกษตรกรผลิตตามระบบ GAP (แต่ประเทศไทยยังเป็นมาตรการสมัครใจของเกษตรกร)

บางท่านบอกว่าควรจัดตั้งกองทุน GAP ขึ้นมาเพื่อไว้เป็นทุนช่วยเหลือเกษตรกร เหมือนอย่างที่ภาคอุตสาหกรรมมี BOI อีกท่านหนึ่งบอกว่า ถ้าจะให้ครัวไทยสู่ครัวโลก GAP มีความสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เกษตรกรต้องผลิตอาหารปลอดภัย ใช้สารเคมีให้ถูกต้อง และ GAP ที่จะมีในอนาคตจะต้องให้เกษตรกรตรวจสอบกันเอง กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้ควบคุมระบบ และตรวจสอบปลายทาง มีมาตรการปราบปรามผู้ที่ทำผิด

ผู้แทนพรรคการเมืองที่มาร่วมเสวนาในครั้งนี้ มีทั้งนักการเมืองรุ่นใหม่ และนักการเมืองรุ่นเก่าเก๋าสนามเลือกตั้ง บางท่านเคยเป็นถึงรัฐมนตรีมาแล้ว การเสวนาครั้งนี้อาจมีเวลาน้อยเกินไปสำหรับการแสดงความคิดเห็น แต่เวลาที่น้อยนิดนี้บางท่านก็พูดได้ตรงประเด็น และชัดเจน โดยเฉพาะนักการเมืองรุ่นใหม่

งานนี้จบลงด้วยเปิดให้มีการตั้งคำถามจากผู้ที่นั่งฟังการเสวนาที่อยู่หน้าเวที และคำถามที่ทำให้งานจบเร็วขึ้น คือคำถามจาก สุกรรณ์ สังข์วรรณะ เกษตรกรจากจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ว่า ทุกท่านบนเวทีมีแนวคิดอย่างไรเกี่ยวกับการแบนสารเคมี 3 ชนิด ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในขณะนี้

หลายท่านตอบว่าเห็นด้วยกับการแบน โดยอ้างถึงอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรอย่างที่ฝ่ายเรียกร้องให้แบนอ้างมาโดยตลอด บางท่านถึงกับบอกว่าสารเคมีที่ว่านี้เป็น “อสูร” และบางท่านบอกว่า อันตรายมาก กินแล้วตายทันที (จนคนถามเองตะโกนบอกว่า สารเคมีทางการเกษตรเขาไม่ได้ให้กิน)

แต่มีอยู่ท่านหนึ่งตอบว่า “สารเคมีทางการเกษตรมีทั้งประโยชน์ และโทษ ถ้าทั่วโลก หรือสากลเขาให้แบน ก็เห็นด้วยว่าควรแบน”

ถ้าหวังว่าจะให้ภาคการเกษตรมีอนาคต….ตัดสินใจได้ล่ะ ว่าจะเลือกพรรคไหน……..

แว่นขยาย

อบก.ลงนามร่วมภาคอุตสาหกรรม เร่งลดก๊าซเรือนกระจกแก้โลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395526

x

อบก.ลงนามร่วมภาคอุตสาหกรรม เร่งลดก๊าซเรือนกระจกแก้โลกร้อน

วันศุกร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย ผู้อํานวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวหลังลงนามความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ว่า การลงนามครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนานโยบายแผนงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) รวมทั้งส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของโลกร้อน อบก.เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างเครือข่ายกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อร่วมมือลดก๊าซเรือนกระจกช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรมคือ กนอ. และส.อ.ท. เพื่อร่วมผลักดันให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจก ยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่และมุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศได้อย่างยั่งยืน

ด้านน.ส.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวว่า กนอ.ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม มุ่งเน้นสร้างสมดุลเพื่ออยู่ร่วมกันของภาคอุตสาหกรรม สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ในการนี้กนอ.ดูแลนิคมอุตสาหกรรมใน EEC 35 แห่ง มีเป้าหมายส่งเสริมการลงทุนเพิ่มความสามารถแข่งขันและยกระดับอุตสาหกรรม ระยะแรก ยกระดับพื้นที่ใน 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยองและฉะเชิงเทรา ดังนั้น เพื่อให้เกิดการพัฒนายั่งยืนและส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ ตามกรอบแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 จึงเกิดความร่วมมือระหว่างกนอ. อบก.และส.อ.ท. ในการดำเนิน “โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและเครือข่ายประชารัฐเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกร้อนในพื้นที่ EEC วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมใน EEC ต่อยอดไปสู่การบริหารจัดการตามหลักอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท.กล่าวเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมา ส.อ.ท.ได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกับ อบก. และ กนอ. มาต่อเนื่อง โดยร่วมกับ อบก.ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมสามารถประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร และนำไปสู่การจัดทำแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และร่วมกับ กนอ.พัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ส.อ.ท. มีบทบาทความรับผิดชอบหลักคือ พิจารณาส่งผู้แทนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในการกำกับดูแลโครงการให้ดำเนินงานได้ตามแผนงาน ส่งเสริมและสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อเข้าร่วมดำเนินโครงการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ส่งเสริม สนับสนุนและผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรมจัดทำแผนและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งร่วมกับกนอ. และ อบก. จัดทำแผนลดก๊าซเรือนกระจกและการเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องของโครงการ

กษ.ร่วมรณรงค์คนรักคลองเปรมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395525

x

กษ.ร่วมรณรงค์คนรักคลองเปรมฯ

วันศุกร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ตามโครงการพัฒนาคลองเปรมประชากรและตรวจเยี่ยมโครงการตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯที่จ.ปทุมธานีว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในจ.ปทุมธานี อาทิ โรงเรียนวัดเปรมประชากร เทศบาลตำบลบางพูน กลุ่มแม่บ้านแปรรูปปลาน้ำจืดคลองห้า วัดเปรมประชา จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาคลองเปรมประชากรขึ้น ในพื้นที่ที่คลองเปรมประชากรไหลผ่าน เพื่อเป็นต้นแบบรณรงค์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของแม่น้ำ ลำคลอง ซึ่งเป็นวิถีของคนไทย และให้ความร่วมมือ “ไม่ทิ้ง ไม่เท ทุ่มทำความดี”มีวัตถุประสงค์ให้คลองเปรมประชากรเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นฐานการผลิตของแหล่งอาหารที่ได้จากธรรมชาติเพื่อชุมชนท้องถิ่น โดยสำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานีตรวจสอบคุณภาพน้ำในคลองเปรมประชากร พบว่ามีความพร้อมสำหรับปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และหลังพัฒนาคลองเปรมประชากร จนเหมาะสมแก่การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จึงกำหนดให้มีพิธีปล่อยพันธุ์ปลา 670,000 ตัว ในพื้นที่ที่คลองเปรมประชากรไหลผ่านคือ กรุงเทพฯ จ.ปทุมธานี และจ.พระนครศรีอยุธยา ในชื่อกิจกรรมจิตอาสา การเดินรณรงค์ “คน รัก คลอง” “ไม่ทิ้ง ไม่เท ทุ่มทำความดี” เพื่อฟื้นฟูดูแลรักษา คืนความสะอาด และคุณภาพลำน้ำแก่ชุมชน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และจ.ปทุมธานีดำเนินการพัฒนาคลองเปรมประชากรโดยจัดกิจกรรมจิตอาสาขึ้น ทำให้คลองเปรมประชากรเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ คืนคุณภาพลำน้ำที่ดีแก่ชุมชน สามารถปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นแหล่งทรัพยากรของชุมชน ทั้งนี้ ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือพัฒนา ดูแลคลองเปรมประชากรให้อุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นต่อไป

รายงานพิเศษ : หยุดเผา… หยุดฝุ่น หยุดโรค!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395529

รายงานพิเศษ : หยุดเผา... หยุดฝุ่น หยุดโรค!!

รายงานพิเศษ : หยุดเผา… หยุดฝุ่น หยุดโรค!!

วันศุกร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมปัจจุบันดูเป็นเรื่องไม่ง่ายขึ้นทุกที ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุที่ประชากรเพิ่มขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติลดลง เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเติบโต การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย การเลือกปฏิบัติแบบง่ายสะดวกอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออะไรก็ตาม ที่ล้วนแล้วแต่ก็มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น

หากมองในเรื่องเกษตรกรรม อาชีพหลักของคนไทยการทำเกษตรในปัจจุบันดูราวกับหมุนตามกระแสความต้องการที่ไม่รู้จบ เน้นการผลิตให้ได้ปริมาณมากและรวดเร็ว โดยอาจหลงลืมผลกระทบที่ตามมา กรมส่งเสริมการเกษตรเห็นความสำคัญในการทำเกษตรยั่งยืน และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างแท้จริง จึงพยายามส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตร ทั้งพัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพและได้ผลตอบแทนดีกว่าเน้นปริมาณ ตลอดจนพัฒนาดูแลดินปุ๋ยวัตถุดิบการเกษตร และหนึ่งในโครงการสำคัญที่จะยกตัวอย่างจากการทำเกษตรบนพื้นที่ราบสูงของไทยคือ โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการมาต่อเนื่องทุกปี

ความสำคัญของการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร นอกจากจะไม่เกิดมลภาวะที่เป็นพิษและเกิดฝุ่นควันในสภาพแวดล้อมซึ่งกระทบสุขภาพแล้ว ยังส่งผลดีต่อการทำเกษตรคือ ลดปัญหาดินเสื่อมโทรมขาดความอุดมสมบูรณ์ ลดปัญหาต้นทุนการผลิตสูงผลผลิตที่ได้ต่ำ เป็นผลจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้าส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกร โดยสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา และขยายพื้นที่นำร่องการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร พ.ศ. 2562

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ฝุ่นควันในประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงและมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักและห่วงใยสุขภาพของเกษตรกรและประชาชน จึงกำชับไปยังพื้นที่ที่พบมีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง โดยให้เจ้าหน้าที่ของกรมฯเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลเสียจากการกระทำดังกล่าว รวมถึงสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา ให้ถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในชุมชนให้มีความรู้พื้นฐาน เพื่อหยุดเผาในพื้นที่เกษตร และสามารถนำเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรมาใช้ทดแทนการเผาได้ เช่น ใช้เครื่องสับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นวัสดุปกคลุมหน้าดิน ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำหมักเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน การไถกลบตอซัง การจัดเก็บเศษวัสดุฟางข้าวมาเพาะเห็ดฟาง การอัดฟางก้อน การหมักฟางเป็นอาหารสัตว์ การทำหุ่นไล่กา เป็นต้น

จากรายงานผลดำเนินงานโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรในปี 2561 พื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการเผาได้ 35,664 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 142 ล้านบาท จากราคาปุ๋ยอินทรีย์เฉลี่ย 4 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกิดพื้นที่การเกษตรปลอดการเผา รวม 100,320 ไร่ และจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2561 ลดลง ซึ่งจากรายงานแสดงจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ลดลงทุกปี เมื่อเทียบกับตัวเลขจุดความร้อนตั้งแต่เริ่มโครงการฯ ในปี พ.ศ. 2557 ที่มี 12,528 จุด เหลือ 4,804 จุด

ตัวอย่างชุมชนต้นแบบปลอดการเผาในพื้นที่การเกษตรอยู่ในจ.น่าน 2 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนในต.ทุ่งศรีทอง อ.เวียงสา ที่ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมัก ไถกลบตอซัง และเก็บเศษวัสดุฟางข้าว และชุมชนในต.ผาสิงห์ อ.เมืองที่ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมักและเพาะเห็ดฟางจากเศษฟางข้าวกว่า 57 ตันต่อปี ลดเผาฟางข้าวได้กว่า 72 ไร่ มีสมาชิก 43 ราย ผลิตเห็ดฟางได้ถึง 600 กิโลกรัมต่อเดือน โดยจำหน่ายในพื้นที่กิโลกรัมละ 80 บาท สร้างรายได้ 48,000 บาทต่อเดือน

ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้าขยายเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผา ผ่านกลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ จากพื้นที่นำร่องกลุ่มเดิม 120 ตำบลใน 10 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน และอุตรดิตถ์ สู่พื้นที่นำร่องกลุ่มใหม่ในจังหวัดดังกล่าวอีก 30 ตำบล และขยายเครือข่ายเพิ่มเติมไปยัง 16 จังหวัด ที่พบมีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนครและอุดรธานี รวมถึงเร่งพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา เพื่อให้ถ่ายทอดความรู้พื้นฐานต่างๆ เพื่อการหยุดเผาแก่เกษตรกรในชุมชนของตนได้ เพื่อร่วมผลักดันให้เกษตรกรในชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำการเกษตรปลอดการเผา ตลอดจนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรด้วย โดยเกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน และเข้าร่วมฐานเรียนรู้การปฏิบัติกิจกรรมหยุดเผาในพื้นที่เกษตรได้ ในวันสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผาและรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่เกษตร ที่แต่ละจังหวัดกำหนด ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2562

ด้านนายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สสก.ที่ 6 จ.เชียงใหม่ ได้มอบแนวทางหยุดเผาในพื้นที่เกษตรให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งสำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และจังหวัดลำพูน และศูนย์ปฏิบัติการ 11 ศูนย์ พร้อมทั้งเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ป้องกัน รวมทั้งเฝ้าระวังการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรที่มุ่งเน้นการสร้างเกษตรกรและชุมชนต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนการเกษตรการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรให้เป็นรูปธรรม และเป็นจุดเรียนรู้และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรต่อไป โดยมีเป้าหมายคือลดพื้นที่การเผาในพื้นที่การเกษตร ลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สร้างชุมชนเกษตรปลอดภัย สร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบและเครือข่าย

กิจกรรมที่ได้ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ ดังกล่าว ประกอบด้วย 1) สร้างชุมชนเกษตรกรปลอดการเผาต้นแบบและเครือข่าย โดยถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกร สร้างวิทยากรด้านการเกษตรปลอดการเผา เสริมสร้างการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา และนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผา 2) เฝ้าระวังติดตามและแก้ปัญหาการเผาช่วงวิกฤติ โดยจัดเวทีเชื่อมโยง นอกจากนั้น ยังประสานความร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานภาคีเครือข่าย เกษตรกรและอาสาสมัครเกษตรต่างๆ และ 3) รณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ลดการเผาในชุมชนภาคเหนือตอนบน

“เมื่อเกษตรกรหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรแล้วจะได้ 5 ดีคือ อากาศดี สุขภาพดีเศรษฐกิจดี สิ่งแวดล้อมดี และได้ปุ๋ยดีจากธรรมชาติ” ผอ.สสก.ที่ 6 จ.เชียงใหม่กล่าว

สำหรับการประกาศวันห้ามเผาเด็ดขาดปี 2562 ใน 9 จังหวัดภาคเหนือได้แก่ จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 จ.ตาก ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 จ.น่าน ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.พะเยา ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.แพร่ ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.แม่ฮ่องสอนระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 จ.ลำปางระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 10 เมษายน 2562 และจ.ลำพูน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562

หากเกษตรกรเล็งเห็นผลดีที่แท้จริงอันจะได้รับจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร และร่วมมือร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำเกษตรปลอดการเผา สังคมเกษตรกรรมไทยจะเป็นสังคมหยุดเผา หยุดฝุ่น หยุดโรค สุขภาพกายใจดี มีเงินเพิ่มพูนได้ไม่ยาก

สฌ.สอ.เปิดตึกฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ มุ่งต่อยอดระบบสวัสดิการสู่สมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395622

สฌ.สอ.เปิดตึกฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ มุ่งต่อยอดระบบสวัสดิการสู่สมาชิก

สฌ.สอ.เปิดตึกฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ มุ่งต่อยอดระบบสวัสดิการสู่สมาชิก

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 21.01 น.

สหกรณ์ออมทรัพย์เติบโต เปิดตึก สฌ.สอ. มุ่งสร้างระบบสวัสดิการที่ดีที่สุดสู่สมาชิก ยกระดับคุณค่าชีวิตของคนสหกรณ์ สะท้อนมีศักยภาพ-ความมั่นคง

วันนี้ (14 ก.พ.62) สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกของขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ไทย (สฌ.สอ.) จัดพิธีเปิดอาคารสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ออมทรัพย์ไทย และทอดผ้าป่าสามัคคีสมทบสร้างอาคารอุบัติเหตุผู้ป่วยใน 10 ชั้น โรงพยาบาลเลย โดยมีหลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม วัดป่าห้วยกุ่ม จ.ชัยภูมิ ประธานฝ่ายสงฆ์ และนายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานฝ่ายฆราวาส ณ อาคารสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ออมทรัพย์ไทย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จะเห็นได้ว่า ในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประชาชน ระบบสหกรณ์มีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างเช่น สหกรณ์ออมทรัพย์มีการขยายตัวในรูปแบบต่างๆ เพื่อดูแลสมาชิก ซึ่งดำเนินการโดยสมาชิก เพื่อสมาชิก รวมทั้งมีการต่อยอดเกิดองค์กรคู่ขนานด้านการส่งเสริมสวัสดิการให้กับสังคม และมวลสมาชิก ซึ่งสอดรับกับนโยบายของมรัฐบาลที่เน้นสวัสดิการของสังคม ดังนั้น การก่อสร้างอาคารสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ออมทรัพย์ไทยขึ้น ถือเป็นตัวชี้วัดความมั่นคงของขบวนการสหกรณ์ และสวัสดิการภาคประชาชน ได้รับการเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตที่พึ่งมีสวัสดิการที่ดีต่อตัวเอง เป็นการปลูกฝังให้มีจิตสำนึก และมีอุดมการณ์ในการทำงาน  และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีที่ภาครัฐควรส่งเสริม และสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง

ดร.ก๊ก  ดอนสำราญ ประธานกรรมการบริหารสำนักงานสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ออมทรัพย์ไทย กล่าวว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการก่อตั้งจากความตระหนัก ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันยามเสียชีวิต  โดยก่อตั้งเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทยขึ้น เมื่อวันที่ 14 ก.พ.53 และต่อมาก่อตั้งเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกในขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ไทย จำนวน 8 สมาคม ได้แก่ 1.สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมออมทรัพย์ครูไทย 2.สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขไทย 3.สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ 4.สมาคมฌาปกิจสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ทหาร 5.สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ราชการไทย 6.สมาคมฌาปกิจสงเคราะห์สมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์รัฐวิสาหกิจไทย 7.สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์สถานประกอบการ และ8.สมาคมฌาปากิจสงเคราะห์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย  ในวันที่ 14 ก.พ.54

“ทั้งนี้ การจัดตั้งสมาคมดังกล่าว เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ และสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิก ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยมีวิสัยทัศน์ เป็นองค์กรหลักด้านสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ไทย  และได้ทำการจดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์  โดยมีเป้าหมายสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เป็นสมาชิก  ของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 1,093 สหกรณ์ สมาชิก 3,215,811 คน  ซึ่ง 8 ปีที่ผ่านมา ดำเนินการสงเคราะห์ศพไปแล้ว หลายหมื่นล้านบาท ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของระบบสหกรณ์ที่จะจัดสวัสดิการและประกันสินเชื่อ”

ดร.ก๊ก กล่าวอีกว่า จากการจัดสวัสดิการดังกล่าว ทำให้สมาคมจำเป็นต้องจัดหาพื้นที่ก่อสร้างอาคารสำนักงานโดยมี 8 สมาคมเป็นเจ้าของอาคารสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์  ที่พร้อมจะเดินไปพร้อมกันเพื่อสร้างความมั่นคงของขบวนการสวัสดิการสหกรณ์ออมทรัพย์ไทย โดยค่าใช้จ่ายในการสร้างอาคารหลังนี้หักจากยอดอัตราผู้เสียชีวิตในอัตรา 4 เปอร์เซ็นต์ ของแต่ละสมาคม ซึ่งเป็นสัดส่วนตามกำลังของแต่ละสมาคมในการร่วมจัดสร้างตึก ดังนั้น อาคารหลังนี้จึงประกอบไปด้วย 8 สมาคม   เป็นสัญลักษณ์ของสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์  ซึ่งเป็นความมั่งคงของขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ไทย มีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในอนาคตให้เป็นศูนย์กลางของข้อมูลสารสนเทศ สร้างโปรแกรมต้นแบบของการฌาปนกิจสงเคราะห์ และเป็นศูนย์ประสานงานของทั้ง 8 สมาคม  รวมถึงสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีอยู่ทั้งหมดในประเทศไทย จัดตั้งเป็นสมาพันสมาคมการฌาปนกิจสงเคราะห์  เพื่อเป็นระบบสวัสดิการที่ดีที่สุดของสมาชิกและครอบครัว ของทั้ง 8 สมาคม มีต้นแบบการบริหารองค์กร การดำเนินงานและเป็นแหล่งความรู้เกี่ยวกับการฌาปนกิจและรองรับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์จากทุกกลุ่มวิชาชีพ จำนวนมากกว่า 3 ล้านคน ทั่วประเทศ

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน จ.ชัยภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395576

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน จ.ชัยภูมิ

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน จ.ชัยภูมิ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 18.59 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และเปิดงานโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 จังหวัดชัยภูมิ

14 ก.พ.62 เวลา 14.30 น.ณ หอประชุมโรงเรียนคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสมเกียรติ ศรีษะเนตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ปศุสัตว์เขต 3 คณะกรรมการโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ร่วมกล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ด้วยทรงมีความห่วงใยต่อเหล่าพสกนิกร และพระราชทานแนวความคิดในการแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของราษฎร ด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ได้ทรงมีพระราชดำริให้มีโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน เพื่อให้หน่วยงานสัตวแพทย์เข้าไปดูแลสุขภาพสัตว์ของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล เพื่อพัฒนาอาชีพยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ กรมปศุสัตว์ รวมทั้งหน่วยงานสัตวแพทย์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จึงได้จัดให้มีโครงการตามแนวพระราชดำริ คือ โครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 13 – 15 กุมภาพันธ์ 2562 ปฏิบัติงานในพื้นที่อำเภอคอนสวรรค์ และอำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ

การดำเนินงานโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ เป็นงานสนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการบริการประชาชนชาวไทย ให้มีความอยู่ดีกินดีโดยถ้วนหน้าและเสมอภาคกัน เป็นการแบ่งเบาพระราชกรณียกิจ สร้างคุณประโยชน์ให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ อยู่ห่างไกล และขาดโอกาส โดยโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ เป็นความร่วมมือแบบบูรณาการของสัตวแพทย์ไทยและบุคลากรทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของวิชาชีพสัตวแพทย์ และวิชาชีพอื่นๆ ร่วมผนึกกำลังในการใช้เทคโนโลยีและวิทยาการอันทันสมัยของแขนงต่างๆ เพื่อบริการประชาชน ให้ได้ผลสำเร็จตามพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

การปฏิบัติงาน มีการบริการประกอบด้วย การรักษาสัตว์ การตรวจสุขภาพ การถ่ายพยาธิให้กับโค กระบือ แพะ แกะ และสุกร การฉีดวัคซีน การผ่าตัดทำหมันให้สุนัขและแมว การผสมเทียม การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่นักเรียนและเกษตรกรในหลักสูตรที่ตรงความต้องการในพื้นที่ ได้แก่ การเลี้ยงโคเนื้อ การเลี้ยงสุกรและการจัดการฟาร์ม โรคพิษสุนัขบ้า การตัดแต่งและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ การจำหน่ายเนื้อสัตว์ และคุณภาพน้ำนมดิบ การจัดนิทรรศการแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน และการให้คำปรึกษาแนะนำ

ก.เกษตรฯ ร่วมกับ สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย จัดการประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395545

ก.เกษตรฯ ร่วมกับ สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย จัดการประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1

ก.เกษตรฯ ร่วมกับ สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย จัดการประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 17.27 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย จัดการประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1 (1th ASEAN Coffee Industry Development Conference) ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพของกาแฟไทยสู่มาตรฐานสากล

14 ก.พ. 62 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ นายณรงค์ อ่อนสะอาด ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1  (1th ASEAN Coffee Industry Development Conference) โดยมีนายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อน “ยุทธศาสตร์กาแฟปี 2560 – 2564” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้บรรลุเป้าหมายของการ “เป็นผู้นำการผลิตและการค้ากาแฟคุณภาพในภูมิภาคอาเซียนก้าวไกลสู่ตลาดโลกภายใต้ภาพลักษณ์กาแฟไทย” ภายในปี 2564 โดยการสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านการพัฒนาโอกาสในธุรกิจกาแฟภายใต้บริบทของอาเซียนให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกาแฟของไทยในทุกภาคส่วน โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปกาแฟ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อวิเคราะห์แนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟอย่างรอบด้าน โดยครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เผยแพร่นวัตกรรมและองค์ความรู้ที่ทันสมัยเพื่อการเพิ่มมูลค่าและผลผลิตกาแฟของประเทศไทยอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการยกระดับคุณภาพและภาพลักษณ์ของกาแฟไทยสู่มาตรฐานสากล ตลอดจนเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจกาแฟของประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำบนเวทีวิชาการระดับอาเซียนอีกด้วย โดยมีแนวคิดของการจัดประชุม “Coffee Industry Sustainability in ASEAN ความยั่งยืนทางธุรกิจของอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน” ซึ่งจะจัดระหว่างวันที่ 14 – 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

 

 

สำหรับการประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียนครั้งนี้นอกจากจะเป็นการพัฒนาความร่วมมือทั้งเชิงนโยบายและวิชาการระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ในอาเซียนแล้วยังเป็นการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการพัฒนาโอกาสในธุรกิจกาแฟให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกาแฟในทุกภาคส่วนของไทย ภายใต้บริบทของอาเซียนและการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน เช่น ภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตกาแฟ การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางด้านกาแฟของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นที่รับทราบกันอย่างกว้างขวาง อันจะส่งผลถึงความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกฝ่ายต่อไป

 

ซึ่งกิจกรรมภายในงานมีทั้งการประชุมวิชาการ ภายใต้หัวข้อต่างๆ อาทิ สภาพแวดล้อมการปลูกการผลิตกาแฟในอาเซียน เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพกาแฟ การแปรรูผลิตภัณฑ์ ความต้องการของผู้บริโภคตลอดจนการค้าการตลาดกาแฟในอาเซียนและของโลกสู่ความยั่งยืนในการเชื่อมโยงธุรกิจกาแฟต่อไปในอนาคต โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านกาแฟที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค เชิญผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนที่น่าสนใจของวงการกาแฟมาร่วมบรรยายพร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กับผู้เข้าร่วมประชุมและการประชุมได้เชิญผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งการแสดงนิทรรศการวิชาการเผยแพร่ผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร มูลนิธิโครงการหลวง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และสมาคมต่างๆ เป็นต้น โดยจะแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ 9 ในพระราชดำริที่เกี่ยวกับกาแฟ รวมไปถึงผลงานวิจัยของกาแฟ สนับสนุนเกษตรกรในการพัฒนาเอกลักษณ์กาแฟไทย เพื่อเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทางธุรกิจด้านกาแฟในอาเซียนต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟไทย เพื่อหาเมล็ดกาแฟไทยที่มีคุณภาพดีตั้งแต่ต้นทางในการปลูกกาแฟ รวมถึงรสชาติของกาแฟจนได้เป็นเมล็ดกาแฟไทยเกรดพิเศษ เพื่อรณรงค์และส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปลูกกาแฟให้ได้ผลผลิตกาแฟอย่างมีคุณภาพ

บอร์ดน้ำมันพืชฯระงับนำเข้ามะพร้าว แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395530

บอร์ดน้ำมันพืชฯระงับนำเข้ามะพร้าว แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

บอร์ดน้ำมันพืชฯระงับนำเข้ามะพร้าว แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 16.36 น.

บอร์ดน้ำมันพืชฯระงับนำเข้ามะพร้าว แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

14 ก.พ.62 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เพื่อติดตามการแก้ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ ว่า ได้สั่งให้ระงับการนำเข้ามะพร้าวไว้ก่อนจนกว่าราคามะพร้าวผลในประเทศจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ สำหรับเอกชนที่ยังมีโควตาเดิมอยู่ยังสามารถนำเข้าได้ แต่หลังจากโควตาหมดแล้ว ในระหว่างนี้ยังไม่มีการพิจารณาคำขอโควตาใหม่

เสริมทัพอนุกก.โลจิสติกส์ร่างแผนพัฒนาระบบขนส่งภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395254

x

เสริมทัพอนุกก.โลจิสติกส์ร่างแผนพัฒนาระบบขนส่งภาคเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมาว่า มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะอนุกรรมการเพิ่มเติมจากชุดเดิม  ได้แก่  กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และหน่วยงานภายนอกได้แก่ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง เพื่อบูรณาการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์เกษตรให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และตอบสนองความต้องการ ของลูกค้าเพิ่มขึ้น

ในการนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงาน ในปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการทั้งสิ้น 68 โครงการ งบประมาณกว่า 3,500 ล้านบาท มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (Cooperative Distribution Center: CDC) 122 แห่งทั่วประเทศ เป็นหลักในการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร มีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ให้สถาบันเกษตรกร อาทิ โกดังเก็บสินค้า รถโฟล์คลิฟต์ รถแทรกเตอร์กว่า 50 แห่ง เพิ่มศักยภาพด่านสินค้าเกษตร โดยปรับปรุงห้องปฏิบัติการและจัดซื้อครุภัณฑ์เพื่อให้ตรวจสินค้าเกษตรสะดวกรวดเร็วขึ้น 27 แห่ง และก่อสร้างด่านตรวจสัตว์น้ำ 1 แห่ง ในจ.นราธิวาส

สำหรับปี 2562 กระทรวงเกษตรฯกำหนดแผนงานโครงการทั้งสิ้น 53 โครงการ งบประมาณกว่า 2,500 ล้านบาท มีแผนพัฒนาโซ่คุณค่า (Value Chain) โซ่ความเย็น (Cold Chain) และการพัฒนากระบวนการด้านโลจิสติกส์สินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผล กลุ่มเป้าหมายคือ สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่   เพื่อให้การพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรสอดคล้องกับร่างแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580)

ที่ประชุมจึงมีมติให้ยกร่างแผนปฏิบัติการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2563 – 2565 โดยเน้นพัฒนาศักยภาพโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในเชิงพื้นที่ในสินค้าเกษตรชนิดใหม่ เช่น สมุนไพร  มะพร้าวน้ำหอม แมลงเศรษฐกิจ สาหร่าย พรรณไม้น้ำ และปลากัด รวมถึง ส่งเสริมการบริการด้านโลจิสติกส์ในสถาบันเกษตรกร เช่น บริการเก็บเกี่ยว ให้เช่าคลังสินค้า ห้องเย็นและบริการขนส่ง เพื่อเพิ่มรายได้ให้สถาบันเกษตรกรและบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ จะมีการประชุมระดมความคิดเห็น เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2563 – 2565 และแผนงาน/โครงการภายใต้แผนปฏิบัติการฯ ต่อไป

ซอกแซกอาเซียน : 14 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395252

566101

ซอกแซกอาเซียน : 14 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระบบการแจกจ่ายข้าวแอปเตอร์ของฟิลิปปินส์ ฉบับที่แล้วกล่าวว่าหน่วยงาน National Food Authority หรือ เอ็นเอฟเอ จะเป็นฝ่ายที่ทำเรื่องขอรับบริจาคข้าวสารจากประเทศสมาชิก หากเกิดภัยพิบัติขึ้นภายในประเทศ ทั้งนี้ เพราะหน่วยงานนี้ก็เป็นผู้แทนรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่ดำรงตำแหน่งเป็นคณะมนตรีแอปเตอร์ ซึ่ง เอ็นเอฟเอจะต้องเก็บรักษาไว้ในโกดังของตัว จนกว่าจะมีการแจกจ่ายออกไป แต่เมื่อมีการอนุมัติให้แจกจ่ายได้แล้ว (เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือพ้นระยะเก็บรักษา 12 เดือน) หน่วยงานที่ทำหน้าที่แจกจ่ายของเขากลับเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง ได้แก่กระทรวงการพัฒนาและสวัสดิการสังคม (Department of Social Welfare and Development) หรือ ดีเอสดับเบิลยูดี โดยกระทรวงนี้ร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบแจกจ่ายให้กับประชาชนเป้าหมาย

ก่อนที่จะแจกจ่ายแก่ประชาชน ประเพณีที่ต้องจัดขึ้น คือ พิธีการส่งมอบข้าว เริ่มตั้งแต่ กำหนดสถานที่จัดงานร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ เอ็นเอฟเอ ดีเอสดับเบิลยูดี และหน่วยงานท้องถิ่น มีการเชื้อเชิญผู้แทนต่างๆ ตามที่เคยกล่าวไปแล้ว รวมทั้งแอปเตอร์ด้วยทุกครั้ง ตอนครั้งแรกที่ผมไปร่วมงานที่เกาะซามาร์ พิธีการจะเริ่มต้นในช่วงเช้า ผมและคณะพักค้างคืนที่กรุง
มะนิลา ต้องออกเดินทางโดยเครื่องบินสายการบินฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ส เวลาตี 5 ตรง ฉะนั้นจึงต้องเดินทางออกจากโรงแรมที่พักประมาณตี 3 ครึ่ง โดยตื่นกันประมาณตี 2 ครึ่ง เพื่ออาบน้ำแต่งตัว ถ้าคิดเวลาไทยที่ช้ากว่าฟิลิปปินส์ 1 ชั่วโมง เท่ากับว่า คืนนั้นเราตื่นกันตี 1 ครึ่ง เจ้าหน้าที่แอปเตอร์คนหนึ่งที่ไปด้วยกันเลยตัดสินใจไม่นอนเลยคืนนั้น นั่งทำงานอ่านหนังสือจนถึงเวลาก็อาบน้ำเพื่อเดินทางไปขึ้นเครื่องบินกันเลย

นี่ยกตัวอย่างเล็กน้อยให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมเพื่อเดินทางที่ต้องสมบุกสมบันกันพอสมควร ที่ต้องนั่งรถยนต์กันเป็นวันข้ามห้วยข้ามเขาก็มี นั่งเรือไปตามลำน้ำครึ่งวันก็มี ซึ่งจะได้เล่าให้ฟังภายหลังครับ ตอนไปซามาร์พวกเราก็เดินทางพร้อมกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจากโตเกียว ส่วนผู้ใหญ่เอ็นเอฟเอและกระทรวงที่เกี่ยวข้องเดินทางล่วงหน้าไปก่อน เมื่อเดินทางถึงสนามบินปลายทาง คือ เมืองคาตามานมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้บริหารเอ็นเอฟเอ และท่านอื่นๆ มาต้อนรับ พิธีการรับแขกเมืองของฟิลิปปินส์ คือ จะต้องมีพวงมาลัยประดิษฐ์ ที่ไม่ใช่ดอกไม้สดมาคล้องคอแขกทุกคน คณะถูกพาขึ้นรถไปกินอาหารเช้าที่จวนผู้ว่าฯ มีการแนะนำตัว แจกนามบัตร และนั่งกันเป็นโต๊ะๆ 4-5 โต๊ะ ผู้ว่าฯของประเทศฟิลิปปินส์จะมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง อยู่เป็นเทอมๆ พูดถึงเรื่องนี้ จะว่าไปผู้บริหารใหญ่ๆ ทุกตำแหน่งของประเทศนี้มาจากการเลือกตั้งเกือบทั้งหมด ทั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะซึมซับระบอบประชาธิปไตยมาจากสหรัฐอเมริกา

ดังนั้น ผมสังเกตบุคลิกภาพของท่านผู้ว่าฯ ที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน เห็นแกเหมือนประชาชนทั่วไปมากกว่าเป็นข้าราชการ เมื่อเทียบกับผู้ว่าฯบ้านเรา แต่งตัวแบบง่ายๆ ไม่มีเครื่องแบบ ดูไม่ค่อยจะเป็นศักดินาเท่าไหร่ เครื่องดื่มบนโต๊ะอาหารนอกจากน้ำธรรมดาแล้ว ที่เห็นทุกที่ คือ น้ำมะม่วง มีรสออกหวานกลิ่นหอม นัยว่า ที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีมะม่วงเป็นผลไม้หลักที่มีกินทุกบ้าน บ้างก็ทำเป็นตากแห้งขายกัน ทำเป็นสินค้าขายสำหรับนักท่องเที่ยวก็พบได้ตามสนามบินทุกแห่ง บางครั้งผมก็ซื้อติดมือมาฝากญาติมิตรเมืองไทยบ่อยอยู่ หลายคนท้วงว่า มะม่วงเมืองไทยก็มีเยอะแยะ กินกันจนเบื่อ จะซื้อมาทำไม ก็อธิบายว่า มันเป็นมะม่วงจากต่างประเทศน่ะ บ้านเราแบบนี้ไม่มีกินก็แล้วกัน

แต่เหตุผลอีกอย่างที่น่าจะตรงมากกว่า คือ ไม่รู้จะซื้ออะไร เพราะเท่าที่เห็น สินค้าฟิลิปปินส์ก็ไม่มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากสินค้าบ้านเรา เห็นมีอยู่อย่างที่แปลกพิเศษ ซึ่งพวกกระทรวงเกษตรฯ ไทยไปอบรมดูงานแถวลากูน่า ใกล้มหาวิทยาลัย ยู พี และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ มักซื้อมาประจำ หรือบางทีก็ตะโกนฝากซื้อ เมื่อใครไปแถวนั้น คือ
“บูโก้ พาย” หรือเค้กมะพร้าว ขนมชนิดนี้บ้านเราไม่เห็นมี เลยเห่อซื้อกันมากิน ทั้งนี้ เพราะที่โน่นนอกจากมีมะม่วงมากแล้ว ยังมีมะพร้าวเยอะอีก เขาเลยทำเค้กมะพร้าว เป็นที่ติดอกติดใจของคนเกษตรไทย ใครที่อ่านแล้วอยากรู้ว่ารสชาติของ
บูโก้ พายเป็นอย่างไร อาจไปลองฝากให้ใครซื้อมากินนะครับ แล้วจะรู้ว่าอร่อยสมกับที่คนต้องแห่ชื้อมาเป็นของฝากจริงหรือเปล่า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org