แนะเตรียมรับมือราน้ำค้าง ระบาดในผักกาด-กะหล่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395250

x

แนะเตรียมรับมือราน้ำค้าง ระบาดในผักกาด-กะหล่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้ในตอนกลางคืนจะมีอากาศเย็นอุณหภูมิลดลง และตอนกลางวันมีแดดแรง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กวางตุ้ง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโคลี ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง ที่พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช  ระยะต้นกล้า ใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโต จะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้านบนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาด มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค ก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสมอีก 1 เท่า)นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม การปลูก ควรให้มีระยะห่างพอสมควร เพื่อให้อากาศ ความชื้นถ่ายเทได้ ไม่ให้โรคระบาดได้เร็ว หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรควรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลง และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดเชื้อราสาเหตุโรค หลีกเลี่ยงการปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน และควรทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

ถ้าพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพีอัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วด้านบนใบและใต้ใบ ทุก 5-7 วัน

ส.ป.ก.ยกเครื่องบุคลากร-ระบบ ติดดาบขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดิน’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395256

x

ส.ป.ก.ยกเครื่องบุคลากร-ระบบ n ติดดาบขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดิน’62

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานให้ผู้เข้าฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร“การเพิ่มศักยภาพการขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดิน ปี 2562” ณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการปฏิรูปที่ดิน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า กระทรวงเกษตรฯโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีภารกิจปรับปรุงสิทธิ และการถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเอง หรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ  รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและจำหน่ายผลผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพเกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของส.ป.ก. ตามนโยบายการจัดการที่ดินและการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ยังคงมีอุปสรรคในการขับเคลื่อนและถ่ายทอดนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ทำให้งานตามนโยบายบางอย่างล่าช้ากว่าที่ควร ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการเข้าใจที่ไม่ตรงกันของผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนระหว่างผู้บริหารและหน่วยปฏิบัติงานภายในองค์กร ดังนั้น ส.ป.ก. จึงจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การเพิ่มศักยภาพการขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดิน ปี 2562” ขึ้น เพื่อให้ผู้บริหารของ ส.ป.ก.ส่วนกลาง ปฏิรูปที่ดินจังหวัดทั้ง 72 จังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวม 175 ราย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการกำหนดรูปแบบและวิธีการดำเนินการที่มีเป้าหมายชัดเจนเป็นเอกภาพ มีการบริหารจัดการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสอดคล้องกับนโยบายในระดับต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์โลกที่เกิดความแปรปรวน ทั้งด้านสภาพแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ ได้ส่งผลกระทบ
ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ดังนั้น ส.ป.ก. จึงต้องปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยบุคลากรและระบบต้องได้รับการปฏิรูปไปพร้อมกัน ตลอดทั้งกำหนดทิศทางการปฏิรูปที่ชัดเจนในด้านต่างๆ อาทิ 1.การพัฒนาดินให้สมบูรณ์ ด้วยการหยุดการชะล้างพังทลายหน้าดิน 2.พัฒนาแหล่งน้ำ /การกักเก็บน้ำ 3.คัดเลือกพันธุ์ไม้เพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และ4.ระบบการผลิต ต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยร่วมมือในรูปแบบกลุ่มต่างๆ อาทิ สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือ
รูปแบบต่างๆ เป็นต้น

“ส.ป.ก. ต้องเร่งปฏิรูปทั้งบุคลากรและระบบ ในส่วนข้าราชการต้องปฏิรูปตนเองให้เป็นที่พึ่งแก่ประชาชน โดยหมั่นศึกษารอบรู้ ทันสถานการณ์ รอบคอบระมัดระวังรู้จริงทั้งการบริหารจัดการคนและระบบ ที่สำคัญต้องมีคุณธรรมเพียงพอ เป็นที่พึ่งนำพาเกษตรกรให้พ้นจากปัญหาต่างๆ ขณะเดียวกัน ด้านระบบควรกำหนดทิศทางปฏิรูปอย่างชัดเจน สร้างนวัตกรรมการบริหารองค์กร สร้างองค์ความรู้จากแผ่นดิน ร่วมกันส่งเสริมการหยุดชะล้างพังทลายหน้าดินในที่ดินของเขตปฏิรูป ตลอดทั้งผสานความร่วมมือบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน มุ่งหวังให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” นายวิวัฒน์ กล่าว

ไทย-ญี่ปุ่นถกHLCDรอบ2 ขยายร่วมมือสุขอนามัยเพิ่มตลาดสินค้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395255

x

ไทย-ญี่ปุ่นถกHLCDรอบ2 l ขยายร่วมมือสุขอนามัยเพิ่มตลาดสินค้าใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมเจ้าหน้าที่ มกอช.เข้าร่วมประชุมระดับสูงด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 (The 2nd Meeting of The Japan-ThailandHigh–Level Cooperation Dialogue on Agricultural and Food Industries : HLCD) มีนางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย และนายฮิโระมิจิ มัตสึชิมะ ปลัดกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น เป็นประธานร่วมฝ่ายญี่ปุ่น พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐทั้งสองฝ่าย เข้าร่วมการประชุมหารือ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า การประชุม HLCD เป็นการประชุมเพื่อเร่งผลักดันการดำเนินความร่วมมือให้มีผลเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบบันทึกแสดงเจตจำนง (Memorandum of Intent-MOI) ว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาเกษตรกรรมและสาขาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 โดยมีผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงขึ้นไปของทั้งสองฝ่ายเป็นประธาน และจัดทุก 1-2 ปี โดยสลับกันเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ การประชุม HLCD ครั้งที่ 1 จัดไปเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่กรุงเทพฯ ส่วนครั้งที่ 2 จัดที่ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ไทยเสนอให้ญี่ปุ่นพิจารณาขยายขอบเขตและเพิ่มแนวทางความร่วมมือ
ด้านความปลอดภัยอาหาร ภายใต้กรอบความตกลง JTEPA ให้ครอบคลุมมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อให้ความร่วมมือระหว่างกันเพิ่มขึ้น มีขอบเขตกว้างมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดยเฉพาะการเปิดตลาดสินค้าใหม่ระหว่างกัน ซึ่งเน้นย้ำความประสงค์ขอเพิ่มโควตา และขอลดภาษีในสินค้าหมูและผลิตภัณฑ์จากไทย โดยอ้างอิงปริมาณการส่งออกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะไทยมีศักยภาพและกำลังการผลิตสูง และญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าที่สำคัญ ซึ่งญี่ปุ่นรับจะนำไปหารือรายละเอียดต่อในเวทีการค้าสินค้าระหว่างกันต่อไป

ด้านนางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการ มกอช.กล่าวเพิ่มเติมว่า มกอช.หารือและแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านธุรกิจอาหาร กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกนำเข้า การขึ้นทะเบียนสินค้า รวมทั้งความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในลักษณะความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) นอกจากนี้ ยังเสนอโอกาสการลงทุนในภาคเกษตรของไทย รวมทั้งปรับปรุงการบริหารจัดการประมง เพื่อต่อต้านการทำประมง IUU ของไทย(Fisheries Reform) ที่ทำให้ไทยได้ปลดใบเหลืองออกจากสหภาพยุโรป (EU) ทำให้ญี่ปุ่นเห็นความพยายามและศักยภาพภาคประมงไทย นำไปสู่ความร่วมมือป้องกันทำประมง IUU

เตรียมพร้อมวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมใช้ตลาดนำการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395000

x

เตรียมพร้อมวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมใช้ตลาดนำการผลิต

วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่ามกอช. ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดการและการกำกับดูแลโรงคัดบรรจุผักและผลไม้ขนาดเล็กตามหลักการปฏิบัติที่ดีในการผลิต (GMP) เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการผลิตและควบคุมคุณภาพของโรงคัดบรรจุและโรงรวบรวมผักและผลไม้สดขนาดเล็ก ให้มีการจัดการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพที่เป็นมาตรฐานเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัย และให้แนวทางการบริการจัดการ โดยมอบหมายให้นายพรพรหม ชัยฤทธิไชย ที่ปรึกษาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานและร่วมบรรยายให้ความรู้ด้วย ณ โรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนาคูร่วมใจพัฒนา ต.นาคู อ. ผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ มกอช. ยังติดตามการเตรียมความพร้อมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตามโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ประกอบการขอรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติที่ดีสำหรับ โรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ. 9035-2553) (GMP) จากกรมวิชาการเกษตร ตลอดจนเป็นการนำโมเดลบ้านโนนเขวา จังหวัดขอนแก่น ขยายผลการปฏิบัติไปสู่จังหวัดอื่น เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้ตลาดนำการผลิตให้กับสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานต่อไป

หนุนเกษตรปลอดสารเคมี เล็งเสนอแผนให้บอร์ดวัตถุอันตรายพิจารณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395003

x

หนุนเกษตรปลอดสารเคมี เล็งเสนอแผนให้บอร์ดวัตถุอันตรายพิจารณา

วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนว่า ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการบริหารการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน มีจุดยืนชัดเจนที่ไม่เห็นด้วยในการใช้สารเคมีทุกชนิดกับการทำเกษตร เพราะสารเคมีส่งผลกระทบและนำไปสู่ความไม่ยั่งยืนในภาคเกษตร ตลอดทั้งส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำทั้งด้านอุปโภค-บริโภคสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะอาหารสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาล เด็กนักเรียน และนักท่องเที่ยว จะต้องสะอาดปลอดภัยต่อผู้บริโภคอยู่เสมอ

นายวิวัฒน์กล่าวต่อว่า นโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯกำหนดให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศเป็นงานสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งรัดและต่อเนื่อง เพราะเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ความมั่นคงด้านอาหารและความปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องเชื่อมโยงบูรณาการทุกภาคส่วนระดับพื้นที่ ร่วมขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้สำเร็จตามเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ 2560-2564 และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ล้านไร่ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯให้ความสำคัญและเน้นขับเคลื่อนการดำเนินงานสำเร็จตามเป้าหมาย โดยให้ที่ประชุมหาแนวทางมาตรการทดแทนการใช้สารเคมีให้เกษตรกร ทั้งด้านใช้เครื่องกลและเทคนิคการผลิตต่างๆ ให้ได้ข้อมูลชัดเจนและนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อพิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาฯยังพิจารณาประเด็นต่างๆ อาทิ 1.(ร่าง) พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ…. 2.โครงการพัฒนาวิสาหกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ โดยเห็นควรให้จัดประชุมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาความร่วมมือและแนวทางพัฒนาร่วมกันทั้งระดับนโยบายและขับเคลื่อนระดับพื้นที่ ตลอดทั้งทำความร่วมมือระหว่าง กระทรวงเกษตรฯและสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อศึกษาวิจัยการค้าเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกรใน 4 ภูมิภาคของประเทศ 3.การจัดสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืนให้จัดต่อเนื่องครบทุกภาค และ4.พิจารณาแผนงานเกษตรกรรมยั่งยืน ปีงบประมาณ 2562 ของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีงบประมาณ 1,175.01 ล้านบาท กำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 697,343 ไร่ แบ่งเป็น เกษตรอินทรีย์ 468,973 ไร่ เกษตรทฤษฎีใหม่ 180,330 ไร่ เกษตรผสมผสาน 46,500 ไร่ และวนเกษตร 1,175.01 ไร่ ทั้งนี้ จากแนวทางขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนกำหนดจังหวัดนำร่องขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนเชิงพื้นที่ ในจ.มหาสารคาม เชียงใหม่ และยโสธร อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานตามแผนงาน /โครงการในปี 2562 ขณะนี้เป็นเพียงไตรมาสแรก จึงควรบูรณาการทำงานเชิงพื้นที่ต่อเนื่อง โดยให้หน่วยงานพิจารณาดำเนินการในพื้นที่นำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไป

กษ.ชงงบรายจ่ายปี’63 วงเงิน2.4แสนล.เน้น12นโยบายสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395002

x

กษ.ชงงบรายจ่ายปี’63 วงเงิน2.4แสนล.เน้น12นโยบายสำคัญ

วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.เสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงินเสนอขอเบื้องต้นรวม 246,998 ล้านบาท จำแนกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 1) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 26,656 ล้านบาท 2) กลุ่มรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน(Function) 82,838 ล้านบาท 3) กลุ่มรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) ที่กษ. เกี่ยวข้อง รวม 8 แผนงาน วงเงินรวม 135,135 ล้านบาท โดยมีแผนงาน/โครงการ และงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่แผนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 127,132  ล้านบาท และแผนบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก วงเงิน 7,117 ล้านบาท และ 4) กลุ่มรายจ่ายพื้นที่ (Area) วงเงินรวม 2,368 ล้านบาท

จากคำของบประมาณดังกล่าว มีงบตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ 175,563 ล้านบาท ประกอบด้วย 1) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 154,790 ล้านบาท 2) การพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สับปะรด มะพร้าว กาแฟ ทุเรียน มังคุด ลองกอง หม่อนไหม ประมง ปศุสัตว์ และพืชอื่นๆ)  วงเงิน 4,646 ล้านบาท 3) แผนการผลิตการตลาดข้าวครบวงจร 2,473 ล้านบาท  4) การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ วงเงิน 4,226 ล้านบาท 5) การยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร วงเงิน 3,272 ล้านบาท 6) การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย วงเงิน 703 ล้านบาท7) ประมงพื้นบ้าน วงเงิน 62 ล้านบาท 8) ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่  2,103 ล้านบาท9) การส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยภาครัฐ 1,997 ล้านบาท 10) การพัฒนาอาชีพชาวสวนยาง/การปลูกพืชแซม 352 ล้านบาท 11) การส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร 543 ล้านบาท และ 12) การพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer)/ Young Smart Farmer/ เกษตรกรรุ่นใหม่ 389 ล้านบาท

ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 กระทรวงเกษตรฯจะเน้นขับเคลื่อนภารกิจโครงการ/แผนงานให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายได้สุทธิทางการเกษตรเพิ่มขึ้น สถาบันเกษตรกรเข้มแข็งมีความสามารถดำเนินธุรกิจ สินค้าเกษตรได้รับการยกระดับคุณภาพมาตรฐานและสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งทรัพยากรการเกษตรบริหารจัดการเหมาะสม ได้รับการอนุรักษ์ปรับปรุงและฟื้นฟูให้เกิดความสมดุลอย่างยั่งยืน

ส่องเกษตร : ทำนาไม่พอกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394998

449007

ส่องเกษตร : ทำนาไม่พอกิน

วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังจากที่ปิดรับสมัครเลือกตั้งผู้แทนการหาเสียงก็เริ่มกระหน่ำกันเต็มที่ ชาวนากลายเป็นพระเอกของการหาเสียงตลอดกาลอีกครั้งหนึ่ง แต่ละพรรคต่างเสนอทางเลือกให้มากมาย สุดแต่ใครจะรักจะชอบ ตัวผมแม้ไม่ได้ทำนาเอง แต่ก็คุ้นเคยกับชีวิตชาวนาหลายประเภทพอสมควร ทั้งชาวนาที่ประสบความสำเร็จในการทำนา จนถึงชาวนาที่ล้มเหลว จากเจ้าของที่ดิน กลายเป็นผู้เช่า และออกไปจากวิถีของการทำนาในที่สุด คำถามที่ท้าทายคือ ชาวนาเกิดมาทำนาตลอดชีวิตจะให้ทำอะไรหรือถึงจะพอกิน

ย้อนกลับไปยังการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การกำหนดนโยบายใดๆ จะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เรียกกันว่า ข้อมูลเอกภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่รับผิดชอบโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ตัวเลขต่างๆ ที่ออกจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะเป็นตัวเลขที่ต้องยอมรับกัน ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลขของต้นทุนการผลิตข้าวนาปี ปี 2561 อยู่ที่ 3,968.21 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 7,892 บาท/ตันผลผลิตเฉลี่ย 454 กิโลกรัม/ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยวได้รวมทั้งประเทศ 53.36 ล้านไร่เมื่อคิดเล่นๆ ว่า ชาวนามีที่นาประมาณ20ไร่ จะมีรายได้หลังหักต้นทุนราว 3,924 บาท/ไร่ หรือ 78,480 บาท/ปี ตกเดือนละ 6,540 บาทเฉลี่ยวันละ 218 บาท ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไปอีก จึงเป็นการยากที่จะอยู่รอดด้วยการทำนาเพียงอย่างเดียว

จากข้อมูลตัวเลขที่ผมหยิบมาคิดเล่นๆ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ชาวนาทิ้งถิ่น ทำนาฝากเทวดาเลี้ยง ไม่ได้เข้าไปเอาเงาตัวเองทาบกับต้นข้าว เสร็จจากงานหว่านไถก็กลายมาเป็นคนขับแท็กซี่ คนขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือ พนักงานรักษาความสะอาด ก่อนจะกลับไปเป็นชาวนาช่วงเก็บเกี่ยว และกลับเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่อีกครั้ง เป็นวัฏจักรกันไปเช่นนี้ ดังนั้น อย่าคาดหวังกับประสิทธิภาพการผลิตที่นักวิจัยคิดค้นกันมาเลย แค่ได้ผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคก็นับว่าประสบผลสำเร็จแล้ว

ในขณะที่ชาวนาอีกกลุ่มหนึ่งที่จริงจังกับการทำนา ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำนาตามประเพณี แต่เกิดมาเพื่อจะพัฒนาอาชีพชาวนา ใส่ใจต่อการทำนาอย่างประณีต เป็นการทำนาอย่างมีเป้าหมาย ด้วยการจัดระบบการปลูกข้าวของตนเองร่วมกับกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆทำนาเพื่อได้ข้าวในการบริโภค สร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมา ทำนาไม่ได้ขายข้าวเปลือก แต่ทำนาเพื่อขายข้าวสาร มีการบริหารจัดการที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ จัดการปลูกพืชหลังจากทำนา ปรับเปลี่ยนที่นาบางส่วนเป็นร่องสวนสระน้ำ เลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักพยายามเพิ่มกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมอันจำกัดของตน ทำให้ที่นาที่มีอยู่เสมือนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นหลายเท่าตัวเนื่องจากกิจกรรมทางการเกษตรที่มีต่อเนื่องนั่นเอง

การสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นในพื้นที่นาของตนเองไม่ว่าจะเป็นชนิดพืชที่ปลูก การเลี้ยงสัตว์ หรือกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆนับเป็นการกระจายความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วยชาวนาที่ปรับตัวเองเข้าสู่การทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้ และดำรงตนอยู่ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่จำเป็นจะต้องใส่ม่อฮ่อมเก่าๆ หรือนุ่งกางเกงขาก้วยขาดๆ แต่เน้นการลงมือทำจริง ปฏิบัติจริง มีความเพียรจริง จะเห็นผลชัดเจนว่า ชาวนาก็สามารถอยู่อย่างพอมี พอกินได้เช่นกัน

ชาวนาบางราย สามารถที่จะขยายแนวคิดในการทำนาของตนออกไปได้อย่างกว้างขวาง มีชาวนาอื่นๆ ทำตาม เกิดการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเกษตรกร เป็นสหกรณ์ ทำธุรกิจค้าข้าวแข่งกับเอกชนรายใหญ่โดยไม่เกรงกลัว สร้างความเจริญสู่สังคม และสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับกลุ่มก้อนของตน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้หนุ่ม-สาวหวนคืนสู่ถิ่น เกิดความสมดุลขึ้นในสังคม ครอบครัวมาอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ผมจึงหวังว่านโยบายของฝ่ายการเมืองคงไม่ใช่การยื่นปลาให้ตลอดเวลา แต่ผมอยากให้แนวคิดการทำนาให้พอกินขยายตัวออกไปมากขึ้น เพราะเป็นชาวนาใช่ว่าจะยืนบนขาตัวเองไม่ได้ เว้นแต่ไม่อยากยืน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

‘กฤษฎา’ยืนยัน!ไม่เห็นด้วยใช้สารเคมีทำเกษตรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395091

'กฤษฎา'ยืนยัน!ไม่เห็นด้วยใช้สารเคมีทำเกษตรกรรม

‘กฤษฎา’ยืนยัน!ไม่เห็นด้วยใช้สารเคมีทำเกษตรกรรม

วันอังคาร ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 19.23 น.

12 ก.พ.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือเพื่อหาแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตร (พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส) ร่วมกับผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ว่า การประชุมครั้งนี้ที่ประชุมได้มีความคิดเห็นตรงกันว่า ไม่เห็นด้วยที่ให้มีการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์มาใช้ในการทำการเกษตรกรรม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้หาวิธีการ เครื่องมือ หรือวัตถุอื่นๆ และสารบางชนิดเพื่อมาใช้ในการทำเกษตรแทนการใช้สารเคมี

โดยที่ประชุมได้มีการเสนอวิธีการและแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน อาทิ การประกาศเขตห้ามจำหน่ายหรือครอบครองสารอันตรายทั้ง 3 ชนิด ในบางพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งจะนำเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบ ในวันที่ 14 ก.พ.ที่จะถึงนี้ โดยการดำเนินการดังกล่าวจะต้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรับทราบด้วย จากนั้นจึงจะประกาศเป็นขั้นตอนในการดำเนินการต่อไป

‘บิ๊กฉัตร’แจงสถานการณ์น้ำ35เขื่อนอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยันให้ความสำคัญเป็นเรื่องแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394988

'บิ๊กฉัตร'แจงสถานการณ์น้ำ35เขื่อนอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยันให้ความสำคัญเป็นเรื่องแรก

‘บิ๊กฉัตร’แจงสถานการณ์น้ำ35เขื่อนอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยันให้ความสำคัญเป็นเรื่องแรก

วันอังคาร ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 15.39 น.

12 ก.พ.62 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานถึงปัญหาเรื่องภัยแล้ง ว่าขณะนี้น้ำในเขื่อนของประเทศไทยทั้ง 35 เขื่อน อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่จะมีระดับน้ำลดลงในอีก 10 เขื่อน แต่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดูแลบริหารจัดการเรื่องน้ำนี้อยู่ และให้ความสำคัญในเรื่องของการมีน้ำดื่มน้ำใช้และอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง และช่วยกันดูแลให้ความสำคัญกับเรื่องของแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยฝากให้ทางกระทรวงมหาดไทยไปดูแลน้ำประปาเพื่อให้ไปถึงพี่น้องประชาชนให้ครบทุกหมู่เหล่าด้วย

ต่อยอดแปรรูปผักหวานป่าฉลุย สินค้าปลอดภัยมาตรฐานGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394720

x

ต่อยอดแปรรูปผักหวานป่าฉลุย สินค้าปลอดภัยมาตรฐานGAP

วันอังคาร ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางจันทนา มณีโชติ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูปผักหวานป่าจ.สระบุรี เปิดเผยว่า “กลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูปผักหวานป่า” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 ด้วย ต.สร่างโศก อ.บ้านหมอ มีพืชประจำถิ่นขึ้นชื่อ คือ “ผักหวานป่า” ด้วยลักษณะดิน สภาพพื้นที่และสภาพอากาศเหมาะสม เดิมจำหน่ายยอดสด ราคากิโลกรัมละ 100 บาท แต่บางฤดูกาลผลผลิตมีมากทำให้ราคาลดลงไม่คุ้มต้นทุนค่าปลูก ปัจจุบันมีสมาชิก 15 คน นำยอดผักหวานป่าที่ผลิตได้ในตำบลและได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด ยอดขายดีคือ ทองม้วน กำลังการผลิต 5,000 ถุง/ปี น้ำผักหวานป่าพร้อมดื่ม กำลังการผลิต 20,000 ขวด/ปี นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์กลุ่มฯที่ยอดจำหน่ายไม่น้อยหน้าคือ ข้าวเกรียบและชาผักหวานป่า ซึ่งกำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์กลุ่มฯจะขยายเพิ่มขึ้นในอนาคต

ด้านน.ส.อรอนง ขำวงษ์ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อปี 2559 สภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรีเข้าไปที่กลุ่มฯให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มกัน จัดตั้งและขึ้นทะเบียนกลุ่มเกษตรกร พร้อมประสานนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาให้องค์ความรู้เรื่องบรรจุภัณฑ์ ปี 2560พาสมาชิกและผู้นำกลุ่มเข้าอบรมโครงการ Start Up เปลี่ยนเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตรกับสภาอุตสาหกรรม ส่วนปี 2561 เร่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มด้วยการประสานสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สนับสนุนเตาชีวมวลประหยัดพลังงาน ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มผลิตผักหวานป่ามีคุณภาพมาตรฐาน GAP ทุกคนผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของ “กลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูปผักหวานป่า” ปลอดภัยแน่นอนผู้สนใจสั่งซื้อแล้วส่งทางไปรษณีย์ได้ที่ คุณจันทนา มณีโชติ กลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูปผักหวานป่า โทรศัพท์ 08 – 7129 – 6207 หรือสอบถามข้อมูลได้ที่สภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ 0-3671-3311