รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เรื่องที่น่ารู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394714

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เรื่องที่น่ารู้

วันอังคาร ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมสงสัยว่า ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ มีความแตกต่างกันอย่างไร ครับ

ปัญญา นาน่วมเจริญ

อ.เมือง จ.พิษณุโลก

คำตอบ

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เป็นระบบทางการผลิตเกษตรแบบธรรมชาติจะเน้นการนำวัสดุอินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ในการผลิตพืชและสัตว์ เพื่อลดการนำปัจจัยการผลิตจากภายนอกมาใช้ให้น้อยที่สุด ซึ่งเป็นระบบแบบพึ่งพาตนเองพยายามลดต้นทุนปัจจัยการผลิตต่างๆหรือซื้อให้น้อยที่สุด แต่เน้นการผลิตโดยปัจจัยการผลิตเหล่านี้ ด้วยตนเองในไร่นาของตน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ จึงเป็นทางออกสำคัญในระบบการผลิตแบบเกษตรธรรมชาติ รวมทั้งเกษตรอินทรีย์ด้วย

เกษตรกร ได้มีความพยายามในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพ เพื่อให้การผลิตพืชหรือสัตว์มีคุณภาพดีขึ้นเมื่อคุณภาพของดินดีขึ้น ดินมีการอุ้มน้ำและความชื้นดีขึ้น เกิดระบบการถ่ายเทอากาศที่เหมาะสม จะทำให้ธาตุอาหารในพืชไม่สูญเสียไปจากระบบนิเวศในดินได้ง่าย ทั้งหมดนี้ เป็นการลดต้นทุนจากการนำปัจจัยการผลิตที่มีราคาแพง เช่น ปุ๋ยเคมี ได้เป็นอย่างดี

ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่ช่วยเพิ่มเติมธาตุอาหารของพืชและอาหารสัตว์กลับคืนสู่ระบบนิเวศในดิน เป็นการนำวัสดุอินทรีย์ต่างๆ กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ช่วยการปรับปรุงดินให้มีคุณสมบัติดีขึ้น โดยมีการเพิ่มเติมปริมาณอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดิน ทำให้ดินมีชีวิต

ปุ๋ยอินทรีย์ คือปุ๋ยที่ทำจากอินทรียวัตถุ ซึ่งผลิตด้วยวิธีทำให้ชื้น สับ หมัก บด ร่อน สกัด หรือด้วยวิธีการอื่นๆ เพื่อทำให้วัตถุอินทรีย์ย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพของดิน ส่งเสริมการปลดปล่อยธาตุอาหารให้เพียงพอ ให้พืชสามารถนำไปสร้างผลผลิตให้มีคุณภาพได้ ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน แหนแดง และปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงต่างๆ รวมทั้งเศษวัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งจากโรงงานแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรอีกด้วย

ปุ๋ยชีวภาพ คือปุ๋ยที่ได้จากการนำจุลินทรีย์ที่มีชีวิต มีความสามารถในการสร้างธาตุอาหาร หรือช่วยให้ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืช มาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน ทั้งทางชีวภาพ ทางกายภาพ หรือชีวเคมี ทั้งยังรวมถึงหัวเชื้อจุลินทรีย์อีกด้วย ปุ๋ยชีวภาพช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืช ช่วยสร้างอาหารให้พืช แต่ไม่มีธาตุอาหารในตัวมันเอง เมื่อปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้พืชได้ ในรูปที่พืชนำไปใช้ได้ ปุ๋ยชีวภาพที่มีการศึกษาและรวบรวมข้อมูลไว้  มีหลายชนิดด้วยกัน ชนิดของปุ๋ยชีวภาพ ได้แก่ ไรโซเบียม อะโซโตแบคเตอร์ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินแหนแดง เชื้อราไมคอร์ไรซ่า เชื้อราไตรโคเดอร์มา จุลินทรีย์ละลายฟอสเฟต และจุลินทรีย์เร่งปุ๋ยหมัก

ปุ๋ยทั้งสองชนิดนี้ เหมือนกัน มีประโยชน์ที่ใช้ก็เหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันที่กระบวนการทำหรือกระบวนการผลิตเท่านั้น และที่สำคัญคือ ปุ๋ยทั้งสองชนิดนี้ ต่างมุ่งการเป็นมิตรต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยาวนาน และเป็นทางเลือกที่สำคัญมากสำหรับเกษตรกร การใช้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพกันทั่วไปมีมากบ้างน้อยบ้าง และต่างก็ประสบปัญหาอยู่พอสมควร ดังนั้นต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ทั้งทางด้านวิชาการ กรรมวิธีการผลิต การใช้ประโยชน์ รวมทั้งการเก็บรักษา จะมีประโยชน์อย่างยิ่งที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการหันมาใช้ปุ๋ยเหล่านี้กัน อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป

นาย รัตวิ

ชสอ.จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำช่วยสมาชิก หนุนลงทุนสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394729

ชสอ.จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำช่วยสมาชิก หนุนลงทุนสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

ชสอ.จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำช่วยสมาชิก หนุนลงทุนสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์พิเศษ พล.ท.ดร.วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์บางกลุ่มประสงค์สร้างรายได้เพิ่มจากอาชีพเสริมแต่ยังขาดแคลนทุนทรัพย์ที่จะนำไปเสริมสร้างองค์ความรู้ในอาชีพเสริมที่สนใจ และขาดแคลนเงินลงทุน ชสอ.จึงจัด “โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาคุณภาพสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์”เพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้มีเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำจะได้มีเงินลงทุนประกอบอาชีพเสริม โดยกำหนดวงเงินกู้แต่ละสหกรณ์กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาทโดยแต่ละสหกรณ์จัดทำ “โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ผู้ประสงค์มีรายได้เพิ่มจากอาชีพเสริม” ให้สมาชิกสหกรณ์กู้ได้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยตามประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ อัตราร้อยละ 3.59 ต่อปี

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ ชสอ. ขอความกรุณาสหกรณ์สมาชิกคิดดอกเบี้ยจากสมาชิกในอัตราไม่เกินร้อยละ 3.59 ต่อปีเช่นกัน แต่หากสหกรณ์สมาชิกจำเป็นต้องคิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอความกรุณาคิดค่าใช้จ่ายดำเนินการไม่เกินร้อยละ 0.50 ต่อปีรวมเป็นดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 4.09 ต่อปี ชำระคืนเป็นงวดรายเดือน โดยส่งเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยไม่เกิน 36 งวด มีระยะเวลาปลอดเงินต้น 5 เดือนแรก

“ขณะนี้มีสหกรณ์สมาชิกหลายแห่งที่เข้าร่วมโครงการฯดำเนินการประสบผลสำเร็จ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ครูแม่ฮ่องสอน จำกัด ถือเป็นต้นแบบให้สหกรณ์สมาชิกภาคเหนือ หลังปล่อยเงินกู้ให้สมาชิกไปประกอบอาชีพเสริม สร้างรายได้ ปลดหนี้สินและมีเงินออมไว้ใช้ในอนาคต โดยไม่ต้องกู้เงินสหกรณ์ทั้งนี้ อยากเชิญชวนสหกรณ์สมาชิกอื่นร่วมโครงการฯส่งเสริมสมาชิกสร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ถือเป็นการดำเนินการตามหลักการสหกรณ์คือ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”ประธานกรรมการ ชสอ. กล่าว

ด้านนายสงวน ศรีสวัสดิ์ ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแม่ฮ่องสอน จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ฯ จัดทำโครงการ ชสอ.ร่วมกับสหกรณ์สมาชิก ปัจุบันปล่อยเงินกู้ให้สมาชิกประมาณ 400 ราย และมีสมาชิกสหกรณ์ประกอบอาชีพเสริมประสบผลสำเร็จกว่า 60% เช่น ปลูกพืชเศรษฐกิจพอเพียง แปรรูปน้ำเสาวรส ค้าขายอาหารตามสั่ง ทั้งนี้ ต้องขอบคุณ ชสอ. ที่ให้การช่วยเหลือปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเป็นทุนสร้างอาชีพเสริมให้สมาชิก อย่างไรก็ตาม อยากให้ ชสอ. ช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโยลีด้านการเกษตร ให้สมาชิกสหกรณ์เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาอาชีพเสริมด้านผลิตสินค้าเกษตรให้มั่นคงต่อไป

ขณะที่นางวันเพียน ศรีดา ครูปางมะผ้าสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแม่ฮ่องสอน จำกัด ที่เข้าร่วมโครงการฯกล่าวว่า ปัจจุบันรับราชการครู อ.ปางมะผ้า ซึ่งมีรายได้น้อย หากจะใช้ชีวิตบั้นปลายที่จ.แม่ฮ่องสอนต้องมีอาชีพเสริม จึงยื่นขอกู้เงินกับสหกรณ์ฯประมาณ 1 ล้านกว่าบาท เพื่อทำหอพักให้เช่า สร้างรายได้เดือนละประมาณ 30,000 กว่าบาท และอีกส่วนนำมาเป็นเงินทุนปลูกพืชเศรษฐกิจพอเพียง ปลอดสารพิษ โดยแรกเริ่มปลูกกินในครอบครัว แต่เมื่อผลผลิตมีจำนวนมากแบ่งให้เพื่อนบ้าน คนรู้จักจากนั้นมีคนมาแนะนำให้ปลูกขาย สร้างรายได้ รวมทั้งสามีซึ่งเป็นครูด้วยกันไปอบรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ จึงเลี้ยงหมูดำเสริมรายได้ โดยนำวัตถุดิบที่มีอยู่คือ ต้นกล้วยที่ปลูก มาทำเป็นอาหารหมู ประกอบกับมูลหมูนำมาเป็นปุ๋ยใส่ผักที่ปลูก ทำให้มีรายได้เพิ่มเดือนละประมาณ 5,000 บาททั้งนี้ กำลังขยายพื้นที่ปลูกผลไม้ 4 ไร่

“ปัจจุบันชำระหนี้คืนให้สหกรณ์ฯหมดแล้ว และฝากเงินออมกับสหกรณ์เดือนละ 30,000 บาท ที่สำคัญปลายปีได้รับเงินปันผลและเฉลี่ยคืน สหกรณ์ฯถือเป็นที่พึ่งทั้งด้านแหล่งทุนประกอบอาชีพ และยังช่วยสนับสนุนทุนการศึกษาลูกอีกด้วย”นางวันเพียน กล่าว

คปก.ไฟเขียวใช้ที่ดินเขตปฏิรูป ให้คพ.ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้แก้ปัญหาปนเปื้อนสารตะกั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394721

x

คปก.ไฟเขียวใช้ที่ดินเขตปฏิรูป ให้คพ.ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้แก้ปัญหาปนเปื้อนสารตะกั่ว

วันอังคาร ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.)ว่า ที่ประชุม คปก.เห็นชอบหลักการให้ กรมควบคุมมลพิษ ใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เนื้อที่ 62-2-10 ไร่  เพื่อดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่วโดยบริเวณที่ดินดังกล่าวเคยเป็นที่ตั้งของโรงแต่งแร่และบ่อเก็บตะกอน ซึ่งพบว่ามีปริมาณสารตะกั่วในดินสูงเกินค่ามาตรฐานที่จะใช้เป็นที่พักอาศัยหรือปลูกพืช กรมควบคุมมลพิษจึงมีแผนฟื้นฟูที่ดินบริเวณดังกล่าวให้กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยการวางหินหนา 60 เซนติเมตร ทับที่ดินเดิมและกลบทับด้วยดินสะอาดอีกครั้งหนึ่ง ป้องกันสารตะกั่วรั่วไหลสู่ภายนอก พร้อมทั้งเฝ้าติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอนุมัติโครงการจัดซื้อเครื่องหาพิกัดด้วยสัญญาณดาวเทียม(GNSSชนิด Rover) 88 ชุดและเห็นชอบให้ใช้เงินจ่ายขาดจากกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการดังกล่าว วงเงิน36 ล้าบาท ทดแทนระบบสำรวจรังวัดเดิมของส.ป.ก. โดยเทคโนโลยีด้านการสำรวจรังวัดใหม่ที่ส.ป.ก. จะนำมาใช้นี้คือระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) ซึ่งเป็นระบบที่ให้ผลสำรวจรังวัดและแผนที่ถูกต้องแม่นยำ ตรงตามภูมิประเทศ และเป็นที่ยอมรับของสากล ช่วยเพิ่มศักยภาพงานสำรวจรังวัดของ ส.ป.ก. ทำให้บริหารจัดการที่ดินของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินระหว่างเกษตรกรด้วยกันเองได้ นอกจากนี้ ยังนำไปเชื่อมโยงกับข้อมูลแผนที่ของหน่วยงานอื่นเพื่อบูรณาการการแก้ปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ หรือ One Mapตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย

ที่ประชุม คปก. ยังอนุมัติให้ ส.ป.ก. ดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.)จ.ชลบุรี และเห็นชอบให้ใช้เงินจ่ายขาดจากกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการดังกล่าว 2 รายการคือ 1) การขยายเขตไฟฟ้าในชุมชนและใช้ในระบบประปาบาดาลและหอถังสูงในพื้นที่ชุมชนเขาซก ต.เขาซก อ.หนองใหญ่ และ 2) การขยายเขตไฟฟ้าในชุมชนและใช้ในระบบประปาบาดาลและหอถังสูง ในพื้นที่ชุมชนบ่อทอง ต.บ่อทอง อ.บ่อทอง วงเงินรวม5.3 ล้านบาท ซึ่งเมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จจะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน 89 ราย เนื้อที่ 1,640 ไร่ มีระบบไฟฟ้าและน้ำประปาใช้และประกอบอาชีพเกษตรกรรมต่อไปได้อย่างมั่นคง

ชูพืชทางเลือกแทนทำนา ‘ข้าวโพด-ถั่ว’ผลตอบแทนสูงกำไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394717

x

ชูพืชทางเลือกแทนทำนา ‘ข้าวโพด-ถั่ว’ผลตอบแทนสูงกำไรดี

วันอังคาร ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จ.ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตร เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ในจ.ขอนแก่น พบว่าสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดของจังหวัด ได้แก่ ข้าวเหนียวนาปี ข้าวหอมมะลิ และอ้อยโรงงาน  โดยข้อมูลสำรวจสินค้า ทั้ง 3 ชนิดพบว่า จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกข้าวที่เหมาะสม(S1,S2) 2.39 ล้านไร่  และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N) 3.28 ล้านไร่  โดยผลตอบแทนสุทธิจากการผลิต ข้าวเหนียวนาปี ในพื้นที่เหมาะสม (S1,S2) เกษตรกรได้กำไร 1,743 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N) เกษตรกรขาดทุน 1,735 บาท/ไร่ ส่วนข้าวหอมมะลิ พื้นที่เหมาะสม (S1,S2) เกษตรกรได้กำไร 1,822 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N) เกษตรกรขาดทุน 1,791 บาท/ไร่

อ้อยโรงงาน มีพื้นที่เหมาะสม (S1,S2) สำหรับการปลูก 2.36 ล้านไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N)  3.38 ล้านไร่  ผลตอบแทนสุทธิในพื้นที่เหมาะสม (S1,S2)  เกษตรกรได้กำไร 3,729 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม(S3,N)  ได้กำไร 2,785 บาท/ไร่

หากพิจารณาสินค้าทางเลือกให้เกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรแทนการทำนาข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม ตามแผนที่ Agri-Map จ.ขอนแก่น พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น1 ให้ผลตอบแทนสุทธิที่สูงกว่าข้าวเหนียวนาปี โดยมีต้นทุน 4,076 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ เกษตรกรได้กำไร 452 บาท/ไร่ ถั่วลิสงรุ่น2 (ฤดูแล้ง)  มีต้นทุน 7,454 บาท/ไร่ เกษตรกรได้กำไร 1,841 บาท/ไร่  และถั่วเหลืองรุ่น2 (ฤดูแล้ง) ต้นทุน 2,107 บาท/ไร่ เกษตรกรได้กำไร 1,622 บาท/ไร่

ทั้งนี้  ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่เป็นที่ต้องการของตลาด อาทิ ข้าวโพดต้นสด ไม้ดอก พืชผัก หญ้าเนเปียร์ การเลี้ยง หมูหลุม และโคเนื้อ ซึ่งเป็นทางเลือกให้เกษตรกรเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องศึกษาข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะการผลิตพืช/เลี้ยงสัตว์ชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยดำเนินการ ประกอบกับศึกษาข้อมูลการตลาดให้รอบคอบ ผู้สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่สศท.4 โทร. 0-4326-1513  หรืออี-เมล zone4@oae.go.th

ส.ป.ก.เดินหน้าขับไล่’ฟลอร่าพาร์ค’รุกที่วังน้ำเขียว ชี้ต้องออกจากพื้นที่ใน15วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394740

ส.ป.ก.เดินหน้าขับไล่'ฟลอร่าพาร์ค'รุกที่วังน้ำเขียว ชี้ต้องออกจากพื้นที่ใน15วัน

ส.ป.ก.เดินหน้าขับไล่’ฟลอร่าพาร์ค’รุกที่วังน้ำเขียว ชี้ต้องออกจากพื้นที่ใน15วัน

วันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 15.40 น.

11 ก.พ.62 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยถึงกรณีที่ดินแปลงฟลอร่าพาร์ค โดยบริษัท ฟ้าประทาน ขอใช้ที่ดิน ส.ป.ก. อ.วังน้ำเขียว เมื่อปี 2553 ต่อจากสมาคมพืชสวนโลก ที่ขอใช้ 1 ปี เพื่อจัดงาน โดยคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (คปจ.) มีมติให้ยกคำร้องเมื่อต้นเดือน ก.พ.62 คือไม่ให้เอกชนเข้าใช้ที่ดิน และให้ออกจากพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาทาง ส.ป.ก.ได้ขอให้จังหวัดรายงานมาเป็นทางการเพื่อจะดำเนินการ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ
ทั้งนี้ ส.ป.ก.จะแจ้งให้บริษัทออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน ซึ่งกรณีไม่ยอมออกก็ต้องฟ้องแพ่งขับไล่ และเรียกค่าเสียหายนับแต่วันบุกรุก

“เราทำทุกขั้นตอนตามกฎหมาย จะใช้เวลามากน้อยในชั้นศาล ยังไม่ทราบ และเอกชนจะเปิดดำเนินการต่อก็เป็นเรื่องที่ต้องรอฟังจากศาลว่าจะมีการพิจารณาเบื้องต้นอย่างไร” เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าว

บุกรุกตั้งแต่ปี24!ส.ป.ก.จ่องัดม.44ยึดที่’บ.สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มกระบี่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394736

บุกรุกตั้งแต่ปี24!ส.ป.ก.จ่องัดม.44ยึดที่'บ.สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มกระบี่'

บุกรุกตั้งแต่ปี24!ส.ป.ก.จ่องัดม.44ยึดที่’บ.สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มกระบี่’

วันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 15.30 น.

11 ก.พ.62 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยความคืบกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ทำหนังสือถึง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่เข้ารังวัดที่ดินสวนปาล์ม ที่บริษัท อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ว่า ผู้ว่าฯ กระบี่ ได้ขอให้ ส.ป.ก.ส่งเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ไปรังวัดแนวเขตให้ชัดเจน เพื่อจะนำที่ดินมาจัดให้ประชาชนเข้าทำกิน โดยทางจังหวัดได้ทำหนังสือมาเมื่อเดือน ม.ค.เนื่องจากขณะนี้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ปะทะกันอย่างมาก ควรจะเร่งนำมาจัดทำคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 ที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ใช้มาตรา 44 เข้ายึดกว่า 7 พันไร่ เป็นแปลงที่ No 601 โดย ส.ป.ก.ได้มีหนังสือตอบถึงผู้ว่าฯ เพื่อให้ประสานฝ่ายความมั่นคง และ ส.ป.ก.จังหวัด เพื่อเข้าพื้นที่ เนื่องจากทางเอกชนก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และที่ผ่านมามีการปะทะเสียชีวิตกันมาแล้ว

ทั้งนี้ ที่ดินที่บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มฯ บุกรุกครอบครองทำประโยชน์นั้น กรมป่าไม้ระบุชัดว่าครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 7,186-3-38 ไร่ พื้นที่ ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ 1 แปลง และอีก 2 แปลง ตั้งแต่ปี 2524 และต่อมาที่ดินแปลงดังกล่าว กรมป่าไม้มอบให้ ส.ป.ก.เพื่อนำมาจัดให้ประชาชน แต่ไม่สามารถเข้าดำเนินการได้

“ได้ตรวจสอบพบว่า อีก 4 พันกว่าไร่ ส.ป.ก.ได้เคยให้เอกชนจัดให้เกษตรกรเอง และต่อมาคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ (คปก.) ได้มีการตรวจสอบและพบว่า เกษตรกรที่บริษัทนำมาเป็นนอมินีของบริษัททั้งหมด คปจ.จึงมีมติให้ยกเลิกการจัดครั้งนั้น โดยถือว่าเป็นการจัดที่ผิดพลาด และจากนั้นก็มีปัญหาสะสม โดยมีการบุกรุกมาตลอด ซึ่งแปลงนี้ต้องจัดโดยกฎหมายปกติของ ส.ป.ก.ส่วนที่ดินอีก 2 พันกว่าไร่ จะใช้คำสั่งมาตรา 44 จัด ซึ่งต้องให้ทางจังหวัดประสานอีกครั้ง” นายวิณะโรจน์ กล่าว

 

ครม.ไฟเขียว7โครงการอุ้มมันฯ รองรับผลผลิตปี’62เพิ่ม-สกัดราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394547

x

ครม.ไฟเขียว7โครงการอุ้มมันฯ รองรับผลผลิตปี’62เพิ่ม-สกัดราคาตก

วันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ร่วมกับสมาคมมันสำปะหลัง 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย เพื่อติดตามสถานการณ์มันสำปะหลัง ณ ประเทศกัมพูชา และเวียดนาม ระหว่างวันที่ 13-18 มกราคม 2562 ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเป็นแหล่งผลิตมันสำปะหลังสำคัญ โดยไทยนำเข้ามันสำปะหลังสดและมันเส้นจากกัมพูชาเพื่อรวบรวมปรับปรุงคุณภาพ/แปรรูปส่งออกเป็นจำนวนมาก ขณะที่เวียดนามถือเป็นประเทศคู่แข่งสำคัญของไทย

จากการติดตามสถานการณ์การผลิตมันสำปะหลังที่กัมพูชา ใน 5 จังหวัด (เสียมราฐ,อุดรมีชัย, พระวิหาร, รัตนคีรี และ ตโบงฆมุม) และเวียดนาม 2 จังหวัด (ญาลาย และกว่างหงาย)คาดว่า ผลผลิตมันสำปะหลัง ปี 2561/62 ในพื้นที่ดังกล่าว จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคามันสำปะหลัง ปี 2560/61 ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก และดูแลเอาใจใส่ต้นมันสำปะหลังดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ พบต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการคล้ายใบด่างมันสำปะหลังในทุกจังหวัด แต่การแพร่ระบาดมีเพียงบางพื้นที่ จึงคาดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของผลผลิตมันสำปะหลังในพื้นที่ให้ลดลง

สำหรับสถานการณ์การผลิตมันสำปะหลังของไทย ปี 2561/62 (ตุลาคม 2561 ถึง กันยายน 2562) ข้อมูล  ณ ธันวาคม 2561  คาดว่า มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.40 ล้านไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560/61 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.73 ผลผลิต 29.97 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.53 และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,566 ตัน/ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.65  เนื่องจากในปี 2561 ราคาหัวมันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวสูงขึ้นมาก เฉลี่ย 2.25 บาท/กิโลกรัม  สูงกว่าปี 2560 ซึ่งเฉลี่ยที่ราคา 1.52 บาท/กิโลกรัม จึงจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำฝนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นมันสำปะหลัง

ด้านราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา เดือนมกราคม 2562 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.27 บาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2561 ที่ราคากิโลกรัมละ 2.30 บาท หรือลดลงร้อยละ 1.30 เนื่องจากราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง(มันเส้น และแป้งมันสำปะหลัง) มีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2562 เป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดมาก อาจทำให้ราคามันสำปะหลังปรับตัวลดลงได้

ทั้งนี้ ภาครัฐเตรียมแนวทางแก้ปัญหามันสำปะหลังทั้งระบบ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 2561/62 รวม 7 โครงการ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562  ประกอบด้วย 1) โครงการสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็กเพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง 2)โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยด 3) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร 4)โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 5) โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (มันเส้นสะอาด) 6) โครงการขยายโอกาสทางการค้าและพัฒนาศักยภาพผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และ7) โครงการกำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน

ชายคาพระพิรุณ : 11 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394549

586851

ชายคาพระพิรุณ : 11 กุมภาพันธ์ 2562

วันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากัด เมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงเสนอ หลังจากที่กรมประมงใช้ความพยายามอยู่นานร่วมปีซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายประการต่อเกษตรกร โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและการสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะพันธุ์ ซึ่งนําไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์ที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ซึ่งจากข้อมูลส่งออกปลากัดไทยระหว่างปี 2556-2560 มีประมาณ 20.85 ล้านตัว/ปี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 115.45 ล้านบาท/ปี หรือ 5.42 บาท/ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปีเนื่องจากปัจจุบันมีการเลี้ยงปลากัดไทยทั่วโลก โดยพันธุกรรมของปลากัดที่มีชื่อหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นปลากัดจีน ปลากัดมาเลย์ และปลากัดอินโดฯถึงแม้จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แต่มีที่มาจากสายพันธุ์เดียวกับปลากัดป่าของไทยทั้งสิ้น ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากัดกับกรมประมงจํานวน 1,500 ราย เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลากัดไทยมีการกระจายทั่วพื้นที่ของประเทศไทยจํานวน 500 ราย และมีผู้ที่เลี้ยงรายย่อย ผู้ชื่นชอบการเลี้ยงปลากัดไทยมากกว่า 100,000 ราย ซึ่งปลากัดไทยสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชุมชนได้ รวมทั้งมีการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเอาไว้กัดแข่งขันเป็นกีฬา หรือนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน รวมถึงมอบเป็นของขวัญในวันพิเศษและยังสามารถนําไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของไทย ตลอดจนนําไปใช้ประกอบสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสะท้อนความเป็นไทยได้ โดย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันจะผลักดันเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปลากัดไทยให้เดินหน้าต่อไปในหลากหลายมิติยิ่งขึ้น อาทิ การค้าออนไลน์ การร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ที่สนับสนุนธุรกิจสัตว์น้ำสวยงามด้วยระบบการขนส่งปลากัดภายในประเทศ ผลักดันและสนับสนุนให้เกิดความรวดเร็วและมีความปลอดภัยไปจนถึงมือลูกค้า ตลอดจนร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์เพื่อพัฒนาแผนธุรกิจปลากัดไทยต่อไป

วันก่อน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ทางงานวิจัยสู่การพัฒนา และการปฏิบัติของภาคสหกรณ์ โดยการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปพัฒนา ตั้งแต่กระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวกับภาคสหกรณ์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ตลอดจนการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการคิด การออกแบบการผลิตสินค้าของสหกรณ์และเกษตรกรให้มีความโดดเด่นโดยนำเทคโนโลยีไปผสมผสานกับการปฏิบัติที่ทางสหกรณ์ดำเนินการอยู่ให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต มีคุณภาพ ลดต้นทุน และสะท้อนให้เห็นความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนเป็นที่น่าจดจำ ซึ่งจะสามารถเพิ่มมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นการร่วมกันใช้ความสามารถและองค์ความรู้ทางงานวิจัยของทั้งสองหน่วยงานสนับสนุนการพัฒนาและวิจัยของหน่วยงานภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์และชุมชนต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประจำปี 2562 ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.2) อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จะร่วมจัดแสดงนิทรรศการการเกษตร ภายใต้แนวคิด “เกษตรกรรุ่นใหม่ อนาคตเกษตรไทย” และนิทรรศการที่มีชีวิตในแปลงสวนเกษตร ซึ่งแบ่งเป็นซุ้มไม้เลื้อย แปลงปลูกพืชผักผสมผสานไม้ดอกและไม้ผล แปลงผักสวนครัว แปลงพืชพื้นถิ่นแม่กลอง แปลงปลูกพริกบางช้างซึ่งเป็นพริกที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีกลิ่นหอม สีสวยสด และรสชาติไม่เผ็ดมากนัก นิยมใช้ประกอบอาหารชาววังในสมัย ร.2 และการเลี้ยงปลาตะเพียนขาวในร่องสวน ซึ่งมี QR code ให้ผู้เข้าชมงานสแกนเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพันธุ์พืชและพันธุ์ปลานั้นๆ ตลอดจนการแสดง ผลงานของกลุ่มยุวเกษตรกรจากโรงเรียนต่างๆ ผลงานของ Young Smart Farmer ด้านการผลิตทางการเกษตรและการสร้างนวัตกรรมเกษตร เช่น การผลิตข้าวครบวงจร การผลิตและการใช้ปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน เป็นต้น นอกจากนี้ จะมีการแจกต้นพันธุ์พริกบางช้างภายในงานด้วย

สำหรับการประกวดผลผลิตการเกษตร แบ่งเป็น 2 รายการ ได้แก่ การปลูกพริกบางช้างในกระถาง ภายใต้แนวคิด : นำพริกมันบางช้างกลับคืนถิ่น และการปลูกผักสวนครัวในกระถาง ภายใต้แนวคิด : เศรษฐกิจพอเพียงในครัวเรือน โดยสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรและนักเรียน รวมถึงประชาชนทั่วไป สามารถสมัครเข้าประกวดได้ โดยสมัครด้วยตนเองในวันประกวด วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ตั้งแต่เวลา 08.00 -12.00 น. ณ รร.วัดอัมพวันวิทยาลัย จ.สมุทรสงคราม ชิงรางวัลเงินสด ทั้งนี้ผู้ชนะเลิศจะได้เข้ารับพระราชทานรางวัล จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-3471-1711 ในโอกาสนี้ ประชาชนและผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2562…

ขุนเกษตรา

แนะเกษตรกรเพาะเลี้ยงแตนเบียน ใช้กำจัด‘แมลงดำหนามมะพร้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394548

x

แนะเกษตรกรเพาะเลี้ยงแตนเบียน ใช้กำจัด‘แมลงดำหนามมะพร้าว’

วันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แมลงดำหนามมะพร้าวเป็นศัตรูมะพร้าวที่สำคัญ ทำลายมะพร้าวโดยกัดกินยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ ทำให้ยอดมะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต หากการทำลายรุนแรง ทำให้ใบแห้งกลายเป็นสีน้ำตาล มองเห็นเป็นสีขาวโพลน ชาวสวนเรียกอาการหัวหงอก การป้องกันกำจัดแมลงดำหนามมะพร้าวโดยชีววิธี โดยการใช้แตนเบียนอะซีโคเดส (Asecodes hispinarum) และแตนเบียนเตตระสติคัส (Tetrastrichus brontispae ) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อชาวสวนมะพร้าวผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญเกษตรกรที่ตั้งใจสามารถเพาะเลี้ยงแตนเบียนได้ด้วยตนเองแตนเบียนอะซีโคเดสทำลายแมลงดำหนามมะพร้าว โดยใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปวางไข่ในตัวหนอนแมลงดำหนามมะพร้าว เมื่อไข่ของแตนเบียนฟักเป็นตัวหนอนจะดูดกินของเหลวภายในตัวหนอนแมลงดำหนามมะพร้าว ทำให้เคลื่อนไหวช้า กินอาหารน้อยลงและตายในที่สุด หลังถูกเบียน 5-7 วัน หนอนที่ถูกเบียนตาย ลำตัวสีดำและแข็ง เรียกว่ามัมมี่ ส่วนลักษณะการทำลายแมลงดำหนามมะพร้าวของแตนเบียนเตตระสติคัสเหมือนกับแตนเบียนอะซีโคเดสเพียงแต่ แตนเบียนเตตระสติคัสทำลายหนอนวัย 4 หรือระยะดักแด้

สำหรับวิธีเพาะเลี้ยงแตนเบียนอะซีโคเดสทำได้โดยตัดใบมะพร้าววางในกล่องเบียน ใส่หนอนวัย 3 จำนวน 100 ตัว และพ่อแม่พันธุ์แตนเบียน (ได้จาก 5 มัมมี่) ที่ผสมพันธุ์แล้วประมาณครึ่งวันลงในกล่องเบียน ปิดฝากล่องซึ่งเจาะเป็นช่องบุด้วยผ้าตาข่าย ใช้กระดาษทิชชูจุ่มน้ำผึ้งพอหมาดๆ ปิดบนฝากล่องบนผ้าตาข่าย เพื่อเป็นอาหารให้พ่อแม่พันธุ์แตนเบียน หลังจากหนอนถูกเบียน 7 วัน นำมัมมี่ล้างด้วยคลอร็อกซ์ 10% ผึ่งให้แห้งสนิท นำไปปล่อยเพื่อควบคุมแมลงดำหนามมะพร้าวในสวน โดยปล่อยไร่ละ 5-10 มัมมี่ 3-5 ครั้ง ห่างกัน7-10 วัน เมื่อควบคุมได้แล้วให้ปล่อยเพิ่มเป็นระยะ 5-6 ครั้ง เพื่อป้องกันการระบาดใหม่ สำหรับแมลงดำหนามมะพร้าวที่นำมาใช้เลี้ยงแตนเบียน เกษตรกรควรเลี้ยงด้วยตัวเอง จะทำให้ควบคุมการผลิต กำหนดปริมาณแตนเบียนและช่วงเวลาที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่พบการระบาดของแมลงดำหนามมะพร้าว เกษตรกรสามารถลดประชากรของแมลงดำหนามมะพร้าวและเพิ่มปริมาณแตนเบียน โดยใช้หนอนและดักแด้ในธรรมชาติมาใช้ผลิตแตนเบียน ส่วนไข่และตัวเต็มวัยให้นำมาเลี้ยง กระทั่งเป็นหนอนและดักแด้ที่จะนำมาใช้ผลิตแตนเบียนต่อไป

สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจเลี้ยงและใช้แตนเบียนป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว ตลอดจนชีววิธีป้องกันกำจัดศัตรูพืช สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือร่วมเป็นสมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) เพื่อรับทราบข่าวสารและเรียนรู้วิธีการตลอดจนเทคโนโลยี ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชต่อไป

มกอช.ลงพื้นที่อยุธยา สร้างความเข้มแข็งมาตรฐานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394571

มกอช.ลงพื้นที่อยุธยา สร้างความเข้มแข็งมาตรฐานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่

มกอช.ลงพื้นที่อยุธยา สร้างความเข้มแข็งมาตรฐานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 18.09 น.

มกอช.สร้างความเข้มแข็งมาตรฐานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่จ.พระนครศรีอยุธยา นโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรฯ

10 ก.พ.62 น.ส.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดสัมมนา เรื่อง การจัดการและการกำกับดูแลโรงคัดบรรจุผักและผลไม้ขนาดเล็กตามหลักการปฏิบัติที่ดีในการผลิต (GMP) พร้อมติดตามการเตรียมความพร้อมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตามโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ประกอบการขอรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ.9035-2553) (GMP) จากกรมวิชาการเกษตร ณ โรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนาคูร่วมใจพัฒนา ต.นาคู อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ การจัดการดังกล่าวก็เพื่อการกำกับดูแลโรงคัดบรรจุผักและผลไม้ขนาดเล็กตามหลักการปฏิบัติที่ดีในการผลิต (GMP) ศึกษาและพัฒนารูปแบบการผลิตและควบคุมคุณภาพของโรงคัดบรรจุและโรงรวบรวมผักและผลไม้สดขนาดเล็ก ให้มีการจัดการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพที่เป็นมาตรฐานเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัย และให้แนวทางการบริการจัดการ โดยมอบหมายให้ นายพรพรหม ชัยฤทธิไชย ที่ปรึกษาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานและร่วมบรรยายให้ความรู้ด้วย ณ โรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนาคูร่วมใจพัฒนา ต.นาคู อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ มกอช.ยังติดตามการเตรียมความพร้อมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตามโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ประกอบการขอรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ.9035-2553) (GMP) จากกรมวิชาการเกษตร ตลอดจนเป็นการนำโมเดลบ้านโนนเขวา จ.ขอนแก่น ขยายผลการปฏิบัติไปสู่จังหวัดอื่น เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้ตลาดนำการผลิตให้กับสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานต่อไป