เตือนชาวสวนเฝ้าระวัง ‘หนอนเจาะผลทุเรียน’ระบาดหนักช่วงติดผลทำเสียราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394032

x

เตือนชาวสวนเฝ้าระวัง ‘หนอนเจาะผลทุเรียน’ระบาดหนักช่วงติดผลทำเสียราคา

วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่มีลมแรง และมีฝนตกร้อยละ 10-20  ของพื้นที่  กรมวิชาการเกษตรแนะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะผลทุเรียน ซึ่งมักพบเข้าทำลายช่วงที่ต้นทุเรียนอยู่ในระยะติดผล เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนระยะนี้ จะพบการเข้าทำลายตั้งแต่ผลทุเรียนยังเล็ก อายุประมาณ 2 เดือน กระทั่งผลโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว ทำให้ผลทุเรียนเป็นแผล ผลอาจเน่าและร่วง เนื่องจากเชื้อราเข้าทำลายซ้ำ หากหนอนเจาะกินเข้าไปจนถึงเนื้อผล จะทำให้บริเวณนั้นเน่าเมื่อผลสุก โดยจะสังเกตเห็นมูลและรังของหนอนได้ชัดเจนที่เปลือกผลทุเรียน เมื่อผลทุเรียนใกล้แก่จะมีน้ำไหลเยิ้ม หนอนจะเข้าทำลายผลทุเรียนที่อยู่ชิดติดกันมากกว่าผลที่อยู่เดี่ยวๆ เพราะผีเสื้อตัวเต็มวัยชอบวางไข่ในรอยสัมผัสนี้ ถ้าผลทุเรียนที่มีรอยแมลงทำลาย ส่งผลทำให้ผลผลิตขายไม่ได้ราคา

เกษตรกรควรหมั่นตรวจดูผลทุเรียนในสวน หากพบรอยทำลายของหนอนเจาะผลทุเรียน ให้ใช้ไม้หรือลวดแข็งเขี่ยตัวหนอนออกมาทำลายทิ้ง จากนั้น ให้ตัดแต่งผลทุเรียนที่มีจำนวนมากเกินไป โดยเฉพาะผลที่อยู่ติดกัน เกษตรกรควรใช้กิ่งไม้หรือกาบมะพร้าวคั่นระหว่างผล ป้องกันตัวเต็มวัยวางไข่หรือตัวหนอนเข้าหลบอาศัย และควรเริ่มห่อผลทุเรียนตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์เป็นต้นไป ด้วยถุงมุ้งไนล่อน ถุงรีเมย์ หรือถุงพลาสติกสีขาวขุ่นที่เจาะรูขอบล่าง เพื่อให้น้ำระบายออกมาได้จะช่วยลดความเสียหายของผลทุเรียนได้

หากพบการระบาดรุนแรงของหนอนเจาะผลทุเรียน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพคือ สารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นเฉพาะส่วนผลทุเรียนที่พบการทำลายของหนอนเจาะผล สำหรับในแหล่งที่มีการระบาด ให้พ่นหลังจากทุเรียนติดผลแล้ว 1 เดือน โดยพ่น 3-4 ครั้ง ทุก 20 วัน

สศก.ลุยญี่ปุ่นถกแผน‘AFSIS’ พร้อมสำรวจความต้องการตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394031

x

สศก.ลุยญี่ปุ่นถกแผน‘AFSIS’ พร้อมสำรวจความต้องการตลาด

วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สศก.ลุยญี่ปุ่นถกแผน‘AFSIS’ 

พร้อมสำรวจความต้องการตลาด

เจอลู่ทางสดใสสินค้าเกษตรไทย

หอมหัวใหญ่-ขิง-ผลไม้ขึ้นแท่น

นายฉันทานนท์  วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการหารือการดำเนินโครงการระบบสารสนเทศเพื่อความมั่นคงด้านอาหารแห่งภาคพื้นอาเซียน (ASEAN Food Security Information System : AFSIS)  ระยะใหม่ในปี 2562 ระหว่างวันที่ 23 – 25 มกราคม ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงญี่ปุ่น มีผอ.กองแผนงานสถิติ กรมสถิติ  (Mr.Kenichiro Kakihara) และรองผอ.กองแผนงานสถิติ (Mr.Yasuhiro Miyake) เป็นผู้แทนร่วมหารือ

การหารือเกี่ยวกับโครงการ AFSIS ครั้งนี้ฝ่ายไทยรายงานผลดำเนินงานช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2561) ทั้งการจัดทำและเผยแพร่รายงานสารสนเทศความมั่นคงด้านอาหารมาต่อเนื่อง ได้แก่ รายงานแนวโน้มสินค้าเกษตร (Agricultural Commodity Outlook) และรายงานข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Information) ตลอดจนปรับปรุงฐานข้อมูลให้ทันสมัย และทยอยเผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์ AFSIS แล้ว คาดว่าเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

นอกจากนี้ AFSIS ยังริเริ่มสร้างระบบรายงานข้อมูลของประเทศสมาชิกผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ประเทศสมาชิกปรับปรุงข้อมูลได้เองทันที พร้อมดำเนินงานโครงการ Improving statistic data on food processing and Distribution related to Agricultural crops in ASEAN Region (ISFAS Project) ซึ่งเป็นการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับห่วงโซ่อาหารของอาเซียน 8 ประเทศ  ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เมษายน 2559 โดยโครงการจะสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2562

สำหรับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่นนำเสนอร่างโครงการส่งเสริมการสำรวจภาคการเกษตรเพื่อความยั่งยืนของภาคการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน หรือ (Zero Draft) Supporting Agricultural Survey on Promoting Sustainable Agriculture in ASEAN Region ซึ่งเน้นสำรวจต้นทุนในประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมา โดยอ้างอิงตัวชี้วัดของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable DevelopmentGoals–SDGs) ในส่วนพื้นที่การเกษตร ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินโครงการได้ช่วงเดือนมิถุนายน 2562 ซึ่งสศก. ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล สำนักงานเลขานุการ AFSIS พร้อมผลักดันความร่วมมือกับญี่ปุ่นเต็มที่ ซึ่งโครงการภายใต้AFSIS เป็นโครงการระยะสั้น ดังนั้น ไทยและญี่ปุ่นจึงควรเร่งวางแผนโครงการระยะต่อไปให้ต่อเนื่องทั้งระบบ เพื่อให้ประเทศสมาชิกได้ประโยชน์มากที่สุด รวมถึงประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุน อีกทั้งขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างปฏิรูปเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการเกษตร ข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญในการจัดทำนโยบายต่างๆ รวมถึงการลงทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยไทยและญี่ปุ่นต่างสนใจและพร้อมดำเนินการร่วมกันทั้งด้านเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริงในระยะยาว

โอกาสนี้ สศก. ยังติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร และหารือแนวโน้มความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรกับบริษัทค้าปลีกญี่ปุ่นที่นำเข้าผัก ผลไม้ของไทย พบว่า ส่วนใหญ่สินค้าเกษตรที่นำเข้าจากไทย ได้แก่ หอมหัวใหญ่ ไก่สดและสินค้าประมง โดยหอมหัวใหญ่จะนำเข้าช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม เนื่องจากฤดูหนาวของญี่ปุ่นไม่มีผลผลิตหอมหัวใหญ่ออกสู่ตลาด สำหรับไก่สดและสินค้าประมงจะนำเข้าตลอดปี และในอนาคตจะเพิ่มการนำเข้าขิงอีกด้วย ซึ่งการนำเข้าหอมหัวใหญ่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม นับเป็นผลดีกับไทย เพราะช่วงดังกล่าวเป็นช่วงผลผลิตหอมหัวใหญ่ไทยออกสู่ตลาดจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสดีของไทยที่จะเร่งผลักดันส่งออกหอมหัวใหญ่ไปตลาดญี่ปุ่นมากขึ้น รวมถึงผลักดันการส่งออก ขิง ซึ่งถือเป็นสินค้าที่ตลาดญี่ปุ่นสนใจ โดยต้องควบคุมมาตรฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของญี่ปุ่น ทั้งนี้ จากการหารือกับตัวแทนผู้ประกอบการญี่ปุ่นสนใจนำเข้าสินค้าเกษตรไทยเพิ่มเติมอีก โดยเฉพาะผลไม้ อาทิ กล้วยหอม และมะม่วง รวมถึงผลไม้สดอื่นๆ ที่ได้คุณภาพและเป็นที่นิยม

รายงานพิเศษ : ตีปี๊บ‘ขาวเจ๊กชัยนาท’ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดี สหกรณ์ฯทุ่งวัดสิงห์ชูเอกลักษณ์‘เมล็ดโต-กลิ่นหอม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394033

รายงานพิเศษ : ตีปี๊บ‘ขาวเจ๊กชัยนาท’ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดี  สหกรณ์ฯทุ่งวัดสิงห์ชูเอกลักษณ์‘เมล็ดโต-กลิ่นหอม’

รายงานพิเศษ : ตีปี๊บ‘ขาวเจ๊กชัยนาท’ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดี สหกรณ์ฯทุ่งวัดสิงห์ชูเอกลักษณ์‘เมล็ดโต-กลิ่นหอม’

วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ข้าวขาวเจ๊ก” เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดชัยนาท มีเอกลักษณ์ คือ เมล็ดโต อวบอิ่ม หุงขึ้นหม้อ มีกลิ่นหอม นิ่มพอดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ไม่แพ้ข้าวหอมมะลิ แต่ด้วยเป็นข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวยาวถึง 120 วัน และชอบน้ำฝน ทำให้ชาวนาที่ต้องการทำนา 2 ครั้ง หันไปปลูกข้าวพันธุ์อื่นที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 90 วัน มากกว่า ปัจจุบันข้าวขาวเจ๊ก จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ดังนั้น สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด จึงต้องการกระตุ้น ให้สมาชิกกลับมาปลูกข้าวพันธุ์ขาวเจ๊ก เพื่อร่วมกันทำตลาดทั้งในจังหวัดและระดับประเทศ โดยอาศัยความได้เปรียบ จากการเป็นพันธุ์พื้นถิ่น ไม่มีคู่แข่งจากแหล่งผลิตอื่น และสามารถสีบรรจุถุงจำหน่ายได้ทันที

นางสาวกำไร เขียวฉาย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด บอกว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯมีสมาชิกที่หันมาปลูกข้าวขาวเจ๊ก จำนวน 22 ราย พื้นที่ปลูก 233 ไร่ ต้นทุนการผลิตในพื้นที่จังหวัดชัยนาทอยู่ที่ 2,787 บาท/ไร่ ผลผลิต 379 กก./ไร่ เกษตรกรได้กำไร 956 บาท/ไร่ โดยสหกรณ์ฯจะรับประกันราคาขั้นต่ำ ตันละ 10,000 บาท นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังได้จัดออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยใช้วัสดุธรรมชาติ อาทิ ถุงกระดาษ และผักตบชวา เพื่อจำหน่ายเป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ เป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งราคาข้าวสารที่ขายมีการแยกประเภทแบบอัดสุญญากาศ ราคาขายอยู่ที่ 35 บาท/กก. ไม่อัดสุญญากาศ 30 บาท/กก. โดยมีต้นทุนการแปรรูปข้าวเปลือก เป็นข้าวสารบรรจุถุงขาย ประมาณ 28 บาท/กก.

ทั้งนี้ จากการที่ผลผลิตข้าวขาวเจ๊กชัยนาท มีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากเกษตรกรไม่นิยมปลูกนั้น ส่งผลให้ข้าวพันธุ์ดังกล่าวอาจสูญหายไปในอนาคต ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์และทางการค้า จึงได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร โดยได้รับหนังสือคุ้มครองการขึ้นทะเบียนพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช ปี พ.ศ.2519 (ร.พ.2) เลขที่ 908/2559 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ใช้ชื่อว่าพันธุ์ข้าวขาวเจ๊กชัยนาท โดยรวมชื่อจังหวัดเข้าไปด้วย

นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด ยังอยู่ระหว่างดำเนินการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication หรือ GI) “ข้าวขาวเจ๊กชัยนาท” เพื่อเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของคนในชุมชน เพราะมีเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของคนในชุมชนในการผลิตสินค้า

“การส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าว นอกจากเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นถิ่นให้คงอยู่คู่จังหวัดแล้ว ยังช่วยสร้างตลาดแบบไร้คู่แข่ง ทำให้สมาชิกมีรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น” นางสาวกำไร กล่าว

สำหรับเกษตรกรที่สนใจขอรับคำแนะนำหรือเลือกซื้อสินค้าได้ที่สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด เลขที่ 79 หมู่ 9 ต.มะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โทรศัพท์ 0-5646-1620 หรือติดต่อโดยตรงที่ นางสาวกำไร เขียวฉาย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ โทร. 06-3954-9555

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวเป็นพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394029

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวเป็นพิษ

วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เผลอเดี๋ยวเดียว เพียง 4 เดือน อธิบดีกรมการข้าว เปลี่ยนชื่อจาก กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล เป็น ประสงค์ ประไพตระกูล เสียแล้ว นี่ขนาดการเมืองยังไม่มาเต็มรูปแบบนะนี่ แสดงว่าความรู้ความสามารถ และสถานะของการเป็น “ลูกหม้อ” ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้…….ถ้าผู้มีอำนาจไม่พึงพอใจก็มีสิทธิ์จะไปได้ ทุกเมื่อ……

ตามข่าวระบุว่า การโยกสลับกันระหว่างอธิบดีกรมการข้าว กับผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ในครั้งนี้เพราะ พ.ร.บ.ข้าว เป็นเหตุ ส่วนเหตุจะละเอียดอ่อนมากแค่ไหนนั้น คนนอกคงมิอาจรู้ได้ ได้แต่ว่ากันไปตามข่าว….

ก่อนหน้านี้ก็สดับตรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พ.ร.บ. ฉบับนี้มาเป็นลำดับ เริ่มตั้งแต่เหตุผลของการคิดจะมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมา เมื่อราวกลางปี 2561 กรมการข้าวแจงเหตุผลว่า

“ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง แต่ในปัจจุบันการทำนากำลังประสบปัญหาทั้งระบบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม มีความเสี่ยงต่อการขาดทุนจากราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น รวมทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ชาวนามีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต มีหนี้สินในอัตราสูง ขาดแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพการทำนา หรือเกษตรกรรมต่อจากบรรพบุรุษ สร้างผลกระทบที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความมั่นคงทางอาหาร ระบบเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศในระยะยาวสมควรปรับปรุงและพัฒนา

เพื่อให้กระบวนการผลิตข้าวตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การเพาะปลูกข้าวในไร่นา การแปรรูป การตลาด และการพัฒนาอาชีพทำนา มีความมั่นคง ยั่งยืนอย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ ตลอดจนให้มีการสนับสนุนการรวมกลุ่มของชาวนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งตามยุทธศาสตร์ชาติ มีกลไกการควบคุมการผลิตและจำหน่ายข้าวอย่างเป็นระบบ สร้างความเป็นธรรมระหว่างชาวนาและผู้รับซื้อ โดยมีคณะกรรมการข้าว ที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวของประเทศ เพื่อให้ไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่องและยั่งยืน มีการกำกับ ติดตาม ควบคุม และพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิต การตลาด และการส่งออกข้าว เพื่อให้เกิดความสมดุล ให้สินค้าข้าวมีปริมาณ และคุณภาพที่เพียงพอต่อการบริโภค สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ตลอดจนมีระบบที่สามารถให้ความคุ้มครองชาวนาให้ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม จึงจำเป็นต้องตรา
พระราชบัญญัตินี้”

ย่อหน้าแรกของเหตุผล ฟังดูเหมือนการทำนาในปัจจุบันนี้ ช่างล้าหลัง เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศในทุกด้าน ถ้าไม่ตรา พ.ร.บ. นี้ขึ้นมา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศจะย่ำแย่

ย่อหน้าที่ 2 ของเหตุผล ต้องการจะบอกว่า เราควรมีคณะกรรมการข้าว ขึ้นมาควบคุม กำกับ ในทุกขั้นตอนของการผลิต การตลาด และการส่งออกข้าวของประเทศ

ดูจาก หมวดที่ 1 ส่วนที่ 1 ของ ร่าง พ.ร.บ. ข้าว ฉบับนี้ ก็พอจะคาดเดาได้ว่า เกษตรกรจะมีสิทธิ์มีเสียงเพียงไร เพราะในคณะกรรมการข้าวจะมีตัวแทนเกษตรกรเข้าไปเป็นกรรมการเพียง 5 คนเท่านั้น ในขณะที่ตัวแทนภาครัฐมี 20 คน ภาคเอกชน 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านที่เกี่ยวข้องอีก 3 คน และใช่ว่าตัวแทนเกษตรกรที่เข้าไปจะเป็นตัวแทนชาวนาอย่างแท้จริง เพราะในอดีตที่ผ่านมาก็พอจะเห็นๆ กันอยู่ว่า ตัวแทนชาวนาที่เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการบางคณะกลับไปเข้าข้างฝ่ายอื่นเสียอีก

เรื่องปากเสียงแทนเกษตรกรก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ คณะกรรมการข้าว สามารถจะบังคับ กะเกณฑ์ชาวนาแทบจะทั้งหมด จนวิถีชีวิตชาวนาแบบที่เคยเป็นอาจจะเหลือน้อย หรือไม่เหลือเอาเสียเลย ตั้งแต่การโซนนิ่ง หรือการกำหนดพื้นที่ปลูก การกำหนดราคาต้นทุนการผลิต กำหนดราคาขาย หรือแม้กระทั่งพันธุ์ข้าวที่จะปลูก….

เรื่องพันธุ์ข้าว ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช เป็นห่วงกังวลว่าจะทำให้นายทุนผู้จดทะเบียนเป็นเจ้าของพันธุ์ผูกขาดการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และชาวนาที่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองจะเดือดร้อนเพราะทำผิดกฎหมายนั้น เป็นเพียงประเด็นหนึ่งในจำนวนหลายประเด็นที่บรรจุอยู่ใน พ.ร.บ. ข้าวฉบับนี้ และเป็นประเด็นที่สร้างความวิตกกังวลให้ชาวนา ที่เป็นชาวนาจริง ๆ เพราะถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมามีผลบังคับใช้ ปัญหาจะเกิดมากกว่า พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทยหลายเท่า

แต่นั่นก็ไม่หมายความว่า การโยกย้ายอธิบดีกรมการข้าว จะสามารถแก้ปัญหาที่ห่วงกังวลได้… เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้ กว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ได้ต้องผ่านความเห็นชอบกระทรวงเกษตรฯ มาก่อน สนช. ตั้งเป้าว่าจะพิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้เสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ แล้วอธิบดีกรมการข้าวคนใหม่จะทำอะไรได้….

แว่นขยาย

อธิบดีปศุสัตว์เชื่อมสัมพันธ์สปป.ลาว สานความร่วมมือด้านเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394143

อธิบดีปศุสัตว์เชื่อมสัมพันธ์สปป.ลาว สานความร่วมมือด้านเกษตร

อธิบดีปศุสัตว์เชื่อมสัมพันธ์สปป.ลาว สานความร่วมมือด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 21.32 น.

7 ก.พ. 62  นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำคณะลงพื้นที่ศูนย์พัฒนาและบริการกสิกรรม-ป่าไม้ (หนองเต่า) สะหวันนะเขต สปป.ลาว พร้อมด้วย ปศุสัตว์เขต 4 เลขานุการกรม ปศุสัตว์จังหวัดอุบลราชธานี ปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหาร ปศุสัตว์อำเภอเมือง มี นายบุญเลี้ยง จันวันเพ็ง รองหัวหน้าแผนกกสิกรรมป่าไม้ กล่าวต้อนรับ พร้อมนายคำจันทร์ สีดาวงศ์ หัวหน้าแผนกเลี้ยงสัตว์และการประมง และนายสุลีพร พิมมะจักร ผอ.ศูนย์ฯ สปป.ลาว

ศูนย์พัฒนาและบริการกสิกรรม-ป่าไม้ (หนองเต่า) สะหวันนะเขต เป็นโครงการที่ ดร.ทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของลาว ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อขอพระราชทานโครงการความร่วมมือด้านเกษตรระหว่างไทยและสปป.ลาว เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์พัฒนาและบริการความรู้ด้านกสิกรรม ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้จัดตั้งขึ้น ตั้งแต่ปี 2554 เป็นสถานที่สาธิตกิจกรรมการเกษตรและถ่ายทอดเทคโนโลยีในเกษตรกรชาวลาว ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

การดำเนินการด้านปศุสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์ มีกิจกรรมด้านปศุสัตว์ใน 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การเลี้ยงสุกร การเลี้ยงแพะ การเลี้ยงเป็ดไข่ และเป็ดเนื้อ มีกิจกรรมเสริมในการปลูกพืชอาหารสัตว์ ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์ภายในศูนย์ฯ และเป็นเสบียงสัตว์ในช่วงแล้งหรือฤดูขาดแคลนและขยายผลสู่ชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมด้านการฝึกอบรมด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการเลี้ยงสัตว์ให้แก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกรเครือข่าย และการออกหน่วยให้บริการกสิกรรมสัญจร เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปโดยรอบกรมปศุสัตว์ได้พยายามส่งเสริมและแนะนำให้ความรู้วิชาการแก่เจ้าหน้าที่ สปป.ลาว และขยายผลสู่ชุมชนโดยการส่งเสริมการเลี้ยงเป็ดเทศให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายลาว พิจารณาคัดเลือกเกษตรกรเพื่อเข้าร่วมโครงการนำร่อง ก่อนพิจารณาขยายกิจกรรมประเภทอื่นๆ ไปยังเกษตรกรต่อไป

ทั้งนี้ อธิบดีได้ให้คำแนะนำแนวทางการดำเนินงานโครงการแก่เจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานฝ่าย สปป.ลาว โดยมอบปัจจัยการผลิต ลูกเป็ดเทศและอาหารข้นแก่เกษตรกรเครือข่ายด้านปศุสัตว์ 15 ราย พร้อมทั้งมอบพัดลมตั้งพื้น 5 เครื่องให้แก่ศูนย์ฯ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ภายในศูนย์ฯ หนองเต่า สปป.ลาว ต่อไป

‘กฤษฏา’หนุนสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ผสมปุ๋ยคุณภาพดีใช้เอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394056

'กฤษฏา'หนุนสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ผสมปุ๋ยคุณภาพดีใช้เอง

‘กฤษฏา’หนุนสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ผสมปุ๋ยคุณภาพดีใช้เอง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 15.57 น.

กฤษฏา หนุนสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ผสมปุ๋ยคุณภาพดีใช้เอง ดัดหลังพ่อค้าโกร่งราคาปุ๋ย ระบุปุ๋ยสหกรณ์ ขายถูกตันละ 3.3 พันกว่าบาท ลดต้นทุนไร่ละ 400 บาท

7 ก.พ.62 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ ได้เร่งรัดให้หน่วยงานเกี่ยวข้อง เดินหน้าลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ สหกรณ์การเกษตรและเกษตรกร ทำปุ๋ยผสมใช้เอง จะช่วยลดต้นทุนได้ถึง 30% ในขณะนี้กรมวิชาการเกษตร เตรียมออกใบอนุญาตผลิตปุ๋ยผสมให้กับสหกรณ์การเกษตร ที่มีศักยภาพผลิตปุ๋ยคุณภาพได้และจำหน่ายราคาถูกกว่าท้องตลาดให้กับสมาชิกในฤดูกาลผลิตนี้ เนื่องการเจรจาให้กลุ่มเอกชนขายปุ๋ยลดราคาลงมาเป็นยาก โดยนายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้กำชับให้ช่วยเกษตรกรได้เข้าถึงปัจจัยการผลิตที่ราคาเป็นธรรม

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯมีโครงการสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรผลิตปุ๋ยใช้เองจำหน่ายให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร เนื่องจากปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และใช้ปุ๋ยไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นดิน ซึ่งส่งผลทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่ามาตรฐาน รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต โดยให้สหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอผลิตปุ๋ยที่มีคุณภาพและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดินของแต่ละพื้นที่ เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับสภาพดินให้สหกรณ์นำไปผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจะจัดเวทีให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงข้อดี ในการผลิตปุ๋ยใช้เองแทนปุ๋ยสำเร็จรูป และกรมวิชาการเกษตรจะออกใบอนุญาตผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงการให้คำแนะนำตามหลักวิชาการการผสมปุ๋ยและมอบใบรับรองปุ๋ยที่สหกรณ์ผลิตขึ้นว่ามีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่จะเลือกซื้อไปใช้

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเจรจากับผู้ประกอบการนำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยได้ซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้าในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดและกระจายต่อให้กับสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัดนำแม่ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักพืช คือ N P K สูตรเข้มข้น เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผสมและผลิตปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือสูตรที่เกษตรกรต้องการใช้ จำหน่ายให้กับเกษตรกร สำหรับเงินทุนในการผลิตปุ๋ยจำหน่ายให้เกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดสรรวงเงินสินเชื่อ 1,300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 2 และ ธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อปี

“ช่วงเดือนเมษายนเมื่อเข้าฤดูทำนาเกษตรกรก็จะสามารถใช้ปุ๋ยผสมเองนี้ได้ ขณะนี้กรมฯได้เปิดรับสมัครสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว 403 แห่งในพื้นที่ 66 จังหวัด และได้ประสานสหกรณ์เพื่อสำรวจปริมาณความต้องการปุ๋ยผสมใช้เองของสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์จะได้มีข้อมูลในการผลิตปุ๋ยได้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร คาดว่าสหกรณ์จะเริ่มผลิตปุ๋ยและจำหน่ายได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป้าหมายประมาณ 100,000 ตัน ซึ่งจะจำหน่ายราคาถูกกว่าปุ๋ยสำเร็จที่ขายตามท้องตลาด ในราคาตันละ 3,378 บาท คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 300 – 400 บาท และสามารถลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 337.8 ล้านบาท” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

‘กฤษฏา’เร่งกรมชลฯตั้งคกก.3ฝ่าย ทบทวนผลกระทบ4โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394050

'กฤษฏา'เร่งกรมชลฯตั้งคกก.3ฝ่าย ทบทวนผลกระทบ4โครงการ

‘กฤษฏา’เร่งกรมชลฯตั้งคกก.3ฝ่าย ทบทวนผลกระทบ4โครงการ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 15.51 น.

กฤษฏา เร่งกรมชลฯ ตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ทบทวนผลกระทบ 4 โครงการ ผันน้ำเลี่ยงเมืองนคร เขื่อนวังหีบ เขื่อนคลองสังข์ ประตูน้ำปากประ ชี้ยกเลิกได้ถ้าประชาชนในพื้นที่ไม่เดือดร้อน

7 ก.พ.62 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ ครม.ว่าได้สั่ง นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เร่งรัดแต่งตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย มีกรมชลประทาน นักวิชาการ และชาวบ้านที่มีผลกระทบจาก 4 โครงการในสองจังหวัดนครศรีธรรมราช และพัทลุง เช่นโครงการผันน้ำบรรเทาอุทกภัยตัวเมืองนครศรีธรรมราช ตามแนวพระราชดำริ เขื่อนวังหีบ เขื่อนคลองสังข์ และประตูกั้นน้ำเค็ม ปากประ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พัทลุง หลังจากที่สำนักนายกรัฐมนตรี รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบขอให้ยกเลิกทั้งหมด ได้เดินทางมาปักหลักข้างทำเนียบฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยได้ให้ชะลอไว้ก่อนจนกว่าคณะกรรมการฯ จะได้ผลสรุปร่วมกันเพื่อศึกษาผลกระทบในพื้นที่อย่างรอบด้าน

นายกฤษฏา กล่าวว่าในการพิจารณาโครงการ ตนได้ให้แนวทางว่าโครงการใดที่มีกฏหมายออกมามีผลบังคับใช้แล้ว ต้องทำต่อไปตามกฏหมาย เช่น มี พ.ร.ฏ.เวรคืนที่ดิน ในส่วนโครงการที่เป็นมติ ครม.ให้ไปทบทวน โดยให้คณะกรรมการ 3 ฝ่ายไปดูทั้งหมด ถ้าตรวจสอบในพื้นที่แล้ว พบว่าปัญหาไม่เกิดขึ้น ไม่มีความเสียหาย ไม่มีความเดือดร้อนเกิดกับประชาขน ไม่ต้องทำยกเลิกได้เลย ตนขอขีดเส้นใต้สี่ห้าเส้นเลยประเด็นนี้เน้นย้ำ ถ้าประชาชนในพื้นที่ไม่เดือดร้อนแล้วไม่ต้องทำ

“อธิบดีกรมชลฯยืนยันว่าสำหรับเขื่อนวังหีบ ยังไม่มีอะไรที่เป็นกฏหมายออกมา และยังไม่งบประมาณลงไป ส่วนประตูน้ำปากประ จ.พัทลุง เป็นเพียงขั้นตอนออกแบบและประชาชนในพื้นที่ไม่เดือดร้อนก็ยกเลิกได้ ส่วนเขื่อนคลองสังข์ กรมชลฯ ดำเนินการไปแล้ว ให้ประสานกับคณะกรรมการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เพื่อทบทวนโครงการ” นายกฤษฏา กล่าว

สศก.พยากรณ์ผลผลิตภาคเหนือ ปริมาณลำไย-ลิ้นจี่เพิ่มจากปี’61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393785

x

สศก.พยากรณ์ผลผลิตภาคเหนือ ปริมาณลำไย-ลิ้นจี่เพิ่มจากปี’61

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา  ตราโช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยผลพยากรณ์ไม้ผลภาคเหนือ ปี 2562 ครั้งที่ 1 ของลิ้นจี่และลำไย โดยคณะทำงานจัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู ซึ่งผลพยากรณ์ ครั้งที่ 1 ข้อมูล ณ วันที่ 18 มกราคม 2562 พบว่า ลำไยเนื้อที่ให้ผลทั้ง 8 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และตาก รวม 851,814 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 1.35 ผลผลิตรวม 703,335 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.42 แยกเป็นลำไยในฤดู 436,801 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 และลำไยนอกฤดูจะมีผลผลิตรวม 266,534 ตัน ลดลงร้อยละ 2.31 ผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 826 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.12 แยกเป็นลำไยในฤดู 691 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.74 และลำไยนอกฤดูประมาณ 1,213 กิโลกรัม/ไร่ ลดลงร้อยละ 11.78

ขณะนี้ลำไยอยู่ในช่วงแทงช่อประมาณร้อยละ 5  และคาดว่าจะแทงช่อชัดเจนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งปีนี้การติดช่อจะล่าช้ากว่าปีที่ผ่านมา  เนื่องจากหลังเกษตรกรราดสารเร่งออกดอกแล้วมีฝนตก ทำให้ลำไยแตกใบอ่อนแทนการติดช่อ อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลผลิตลำไยจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากเกษตรกรหันไปผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ซึ่งเกษตรกรบางส่วนเป็นเกษตรกรมือใหม่ที่ยังขาดความชำนาญในการบำรุงดูแลสวนลำไยนอกฤดู โดยผลผลิตลำไยในฤดู จะออกมากช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ทั้งนี้ เกษตรกรควรระมัดระวังและศึกษาเรื่องใช้สารในอัตราตามมาตรฐานที่กำหนด

ลิ้นจี่เนื้อที่ให้ผลทั้ง 8 จังหวัด รวม 95,381 ไร่ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 1.10 ผลผลิตรวม 41,473 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.61  ส่วนผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 435 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.87  โดยสถานการณ์ผลิตลิ้นจี่ขณะนี้ออกดอกแล้วบางส่วน  ทั้งนี้ ผลผลิตลิ้นจี่คาดว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะสภาพอากาศเหมาะสม ประกอบกับเกษตรกรดูแลดีและหันมาทำลิ้นจี่คุณภาพมาก  โดยผลผลิตจะออกมากช่วงเดือนพฤษภาคม ประมาณร้อยละ 60 และต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2562

รองเลขาธิการกล่าวด้วยว่า ข้อมูลพยากรณ์ดังกล่าว คณะทำงานฯนำข้อมูลเสนอคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board)  วันที่ 28 มกราคม 2562 และจะเร่งกำหนดแผนบริหารจัดการปี 2562 โดยเร็ว ซึ่งยังเน้นบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จโดยเชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อให้เหมาะสม ทั้งเชิงคุณภาพ มาตรฐาน การเพิ่มมูลค่า และด้านปริมาณ โดยจัดสมดุลอุปสงค์ อุปทาน พร้อมเตรียมแผนรองรับปริมาณผลผลิตที่จะออกมาก (ช่วง peak) ซึ่งสศก.จะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และจะนำเสนอให้ทราบเป็นระยะต่อไป

รายงานพิเศษ : หมอนยางพาราคุณภาพ‘เอราวัณ’ งานดีตีตลาดจีนฝีมือสหกรณ์เนินดินแดงตราด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393794

รายงานพิเศษ : หมอนยางพาราคุณภาพ‘เอราวัณ’ งานดีตีตลาดจีนฝีมือสหกรณ์เนินดินแดงตราด

รายงานพิเศษ : หมอนยางพาราคุณภาพ‘เอราวัณ’ งานดีตีตลาดจีนฝีมือสหกรณ์เนินดินแดงตราด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ถูกก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เดิมสหกรณ์แห่งนี้มีการบริหารจัดการแบบสหกรณ์อื่นทั่วไป มีการรวบรวมน้ำยางพาราของเกษตรกรมาทำยางแผ่นรมควันชั้น 3 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ต่อมาทางคณะกรรมการสหกรณ์จึงได้ประชุมปรึกษาหาแนวทาง จนเกิดแนวความคิดในการนำน้ำยางพารามาผลิตทำหมอนยางพารา ได้ศึกษาทดลองจนสามารถทำหมอนยางพารา 100% ที่มีคุณภาพดีจนสำเร็จ ซึ่งการทำหมอนยางพาราของสหกรณ์ฯนั้น นอกจากจะช่วยเกษตรกรในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำแล้ว ยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับชุมชนอีกด้วย

นายเกรียงไกร เทพินทร์อารักษ์ ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด บอกว่า สหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด เป็นผู้ผลิตสินค้าแปรรูปจากยางพารา โดยผลิตเป็นหมอนยางพาราภายใต้ชื่อ “เอราวัณ” ปัจจุบันตลาดของหมอนยางพาราเริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสหกรณ์ฯ มีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศจีน เนื่องจากลูกค้าจีนมีความต้องการใช้สินค้าหมอนยางพาราจำนวนมาก ปัจจุบันสหกรณ์ฯ ส่งหมอนไปที่ตลาดจีน เดือนละ 12,000-15,000 ใบ และได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้บริโภคชาวจีนจนกลายเป็นค่านิยมของคนจีนว่าต้องการใช้หมอนยางพาราจากประเทศไทยเท่านั้น

ส่วนการตลาด สหกรณ์ฯ จะเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และตรงกับความต้องการของตลาดเป็นหลัก ซึ่งทำให้สามารถยกระดับราคาได้เพิ่มขึ้น เพราะหากหมอนยางพาราผลิตออกมาไม่ได้คุณภาพก็จะไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้และไม่มีตลาดต้องการ ดังนั้น สหกรณ์ฯ จึงต้องเน้นเรื่องการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่เน้นแข่งขันเรื่องราคา ซึ่งจุดเด่นของหมอนยางพาราที่สหกรณ์ผลิตขึ้นนั้นจะมีหลายคุณสมบัติขนาดนุ่มมาก นุ่มปานกลาง และแข็ง สหกรณ์ฯ ก็จะผลิตตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารากำลังไปได้ดี แต่ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดภายในประเทศ สหกรณ์ฯส่งขายที่ดิวตี้ฟรี และขายผ่านทีวีช้อปปิ้ง ผ่านช่อง Shop Channel MCOT Family ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง และเว็บไซต์ลาซาด้า เป็นหลัก ซึ่งมีลูกค้าสั่งซื้อผ่านออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง ทุกเดือนเช่นกัน

สำหรับผลิตภัณฑ์ยางพาราของสหกรณ์ฯ นั้น คุณภาพสินค้าต้องดีสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้าจดจำและสั่งซื้อสินค้าของสหกรณ์ฯ ไปตลอด เนื่องจากหมอนยางพาราหนึ่งใบใช้ได้นานเป็น 10 ปี กว่าลูกค้าจะกลับมาซื้ออีกครั้งก็นานพอสมควร ดังนั้น สหกรณ์ฯ จึงคิดที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความแตกต่าง และหลากหลายให้กับลูกค้า รวมถึงสร้างทางเลือกใหม่ให้กับธุรกิจของสหกรณ์ฯ นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับสมาชิกสหกรณ์อีกด้วย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสหกรณ์ฯ ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ หอการค้าไทย และสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจให้กับสหกรณ์ฯ โดยใช้ความร่วมมือดังกล่าว ร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าสหกรณ์ฯ

ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด บอกอีกว่า ได้มองเห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของธุรกิจหมอนยางพาราเป็นอย่างดี จึงคิดว่าจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น พร้อมกับผลิตสินค้าตัวใหม่ออกมาจำหน่าย เป็นการนำยางพาราแห้งมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของสหกรณ์ฯ ซึ่งจะแตกต่างจากสินค้าเดิมที่มีอยู่ และจะเน้นพัฒนารูปแบบที่ทันสมัย เพราะจะทำให้ขายง่ายและผู้บริโภคกำลังนิยม แต่ทั้งนี้ สินค้าจะต้องมีคุณภาพ และราคาไม่สูงจนเกินไป ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯ มีตลาดรองรับและปริมาณคำสั่งซื้อที่ชัดเจนแล้ว คาดว่าน่าจะผลิตสินค้าตัวใหม่นำเสนอออกสู่ตลาดได้ในเร็วๆ นี้

ซอกแซกอาเซียน : 7 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393791

566101

ซอกแซกอาเซียน : 7 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องการไปทำพิธีส่งมอบข้าวสารของแอปเตอร์ให้ประเทศฟิลิปปินส์ ที่เมืองคาตามาน ที่เริ่มคุยไปในฉบับก่อน มีหลายคนอาจสงสัยว่า ระบบการแจกจ่ายต่อไปยังประชาชนเขาทำกันอย่างไร ก็ขอเล่าเพิ่มในฉบับนี้ครับ แต่เป็นเฉพาะเรื่องของประเทศฟิลิปปินส์ก่อนนะครับ

หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานงานกับแอปเตอร์ของประเทศฟิลิปปินส์ คือ National Food Authority หรือ เอ็นเอฟเอ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานตัวแทนประเทศฟิลิปปินส์ที่ผู้บริหารสูงสุดดำรงตำแหน่งสมาชิกของคณะมนตรีแอปเตอร์ด้วย ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ เอ็นเอฟเอ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Administrator ความจริงเมื่อเทียบกันแล้ว ถือว่าใหญ่กว่าตำแหน่งอธิบดี และเป็นตำแหน่งที่ไม่ใช่ข้าราชการประจำ แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการ

เจ้าหน้าที่ที่เป็นข้าราชการประจำจริงๆ เริ่มตั้งแต่ รอง หรือ Deputy Administrator ซึ่งมีอยู่ 2 ตำแหน่งด้วยกัน ดูๆ ไปก็เหมือนกับรัฐวิสาหกิจของไทย เช่น องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. ที่ผู้บริหารสูงสุดเป็นตำแหน่งไม่ถาวร เปลี่ยนไปตามการเมือง ส่วนตำแหน่งรอง กลับเป็นถาวร แต่กระนั้นตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจไทยไม่ได้เทียบถึงชั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการ คงเป็นตำแหน่งที่เทียบเท่าหรือค่อนข้างต่ำกว่าอธิบดีเสียด้วยซ้ำ ซึ่งระบบเหล่านี้ก็ต่างกันไปในแต่ละประเทศ ผมคงจะได้กล่าวถึงในฉบับต่อๆ ไป ของประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่พบเห็นให้ท่านผู้อ่านได้ทราบไว้ด้วยครับ

หน่วยงาน เอ็นเอฟเอ ของฟิลิปปินส์ มีหน้าที่หลัก คือ ทำให้ประชาชนทั้งประเทศมีข้าวกินอย่างพอเพียง แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการปลูกข้าวนะครับ เพราะหน้าที่ส่งเสริมการปลูกข้าวเป็นของกระทรวงเกษตร ซึ่งใช้คำภาษาอังกฤษว่า Department of Agriculture ตามระบบของประเทศอเมริกา (ปกติระบบของไทยใช้คำว่า Ministry ตามอย่างประเทศอังกฤษ) แต่ เอ็นเอฟเอ ทำให้มีข้าวพอกินด้วยการเก็บสต็อกไว้ในโกดัง มีวิธีการ คือ (1) ซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาผู้ปลูกโดยตรง กับ (2) สั่งซื้อข้าวสารจากต่างประเทศ ถึงตรงนี้ขอพูดความประหลาดอย่างหนึ่งของอาเซียน คือ ทั้งสิบประเทศที่ประกอบเป็นอาเซียนนี้ เราเป็นทั้งประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งได้แก่ ประเทศไทยและเวียดนาม แต่ขณะเดียวกัน เราก็เป็นประเทศผู้ขาดแคลนและนำเข้าข้าวรายใหญ่ของโลกในขณะเดียวกัน ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ กับอินโดนีเซีย แต่ที่เหมือนกันทั้ง 10 ประเทศ คือ เราเป็นประเทศผู้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักเหมือนกันทั้งหมด

ประเด็นนี้ จึงเป็นที่มาของคำถามอย่างหนึ่งที่ว่า แล้วพวกเราเป็นเพื่อนใกล้ชิดกัน อีกทั้งยังรวมกันเป็นหนึ่งเดียวมาตั้ง 50 ปี แล้ว เมื่อมีปัญหาที่สามารถช่วยกันได้ แล้วทำไมจึงไม่ช่วยกันก่อนที่จะไปช่วยคนอื่น ก็น่าคิดนะครับ เรื่องนี้ต่างคนต่างมุมมอง เพราะผลประโยชน์ของประเทศ อาจไม่ใช่ผลประโยชน์ของปัจเจกชน เนื่องจากบริษัท/โรงสีข้าวผู้ส่งออกก็อยากจะขายข้าวสร้างมรรคผลกำไรให้กับตนเอง ยิ่งต่างประเทศขาดแคลน ราคายิ่งดี ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงกลายเป็นเรื่องที่ขัดแย้งหรือตรงข้ามกันกับการช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรมที่อาเซียนระดับประเทศพึงมี ปัญหาของการอยู่ร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงสรุปโดยนักพัฒนาตรงกันที่คำว่า “ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ trust” เป็นประการสำคัญ

ว่าจะพูดถึงระบบแจกจ่ายข้าวของแอปเตอร์ของฟิลิปปินส์ กลับเถลไปไกล กลับมาต่อที่ว่า เอ็นเอฟเอ นอกจากจะทำให้ข้าวมีพอกินแล้ว ยังต้องทำหน้าที่ทำให้ข้าวมีราคาจำหน่ายที่คนสามารถหาซื้อได้ด้วย นั่นหมายถึง เอ็นเอฟเอ จะต้องทำหน้าที่จำหน่ายข้าวสารในราคาต่ำกว่าที่เอกชนจำหน่ายเพื่อถ่วงดุลหรือดึงราคาข้าวในท้องตลาดไม่ให้สูงเกินไป ระบบแบบ เอ็นเอฟเอ นี้ในประเทศอาเซียนที่ขาดแคลนข้าวจะมีคล้ายๆ กัน เช่นในประเทศอินโดนีเซียมีหน่วยงานชื่อว่า Indonesian Bureau of Logistics (BULOG) ส่วนในมาเลเซีย ชื่อว่า Padiberas Nasional Berhad หรือ BERNAS แต่สำหรับประเทศผู้ผลิตข้าวเหลือกินจะไม่มีหน่วยงานลักษณะนี้ ก็ถือเป็นโชคของประเทศไทยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org