ไฟเขียวปลากัดสัตว์น้ำประจำชาติ สร้างมูลค่าทางศก.กว่า115ล้าน/ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393786

ไฟเขียวปลากัดสัตว์น้ำประจำชาติ สร้างมูลค่าทางศก.กว่า115ล้าน/ปี

ไฟเขียวปลากัดสัตว์น้ำประจำชาติ สร้างมูลค่าทางศก.กว่า115ล้าน/ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงเสนอ หลังพยายามผลักดันเรื่องดังกล่าวมากว่าหนึ่งปี ซึ่งการที่ครม.เห็นชอบถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก สำหรับสาระสำคัญของการเสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติประกอบด้วย 3 ด้านคือ

1.ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ มีหลักฐานว่าคนไทยคุ้นเคยกับปลากัดมาตั้งแต่ในอดีต กระทรวงวัฒนธรรมประกาศขึ้นทะเบียนให้ปลากัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ 2.ด้านความเป็นเจ้าของและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวปลากัดไทยที่เสนอให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ชื่อวิทยาศาสตร์ Betta splendens ชื่อสามัญ “Siamese Fighting Fish” หรือ “Siamese Betta” มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและได้รับการยอมรับกว้างขวางในระดับสากล ชื่อ Siamese เป็นเครื่องสะท้อนชัดเจนว่า ปลากัดไทยนั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นเจ้าของได้ อีกทั้ง ไทยเป็นแหล่งอ้างอิงมาตรฐานหลักของปลากัดอีกด้วย

3.ด้านประโยชน์ใช้สอย โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยง และการสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะพันธุ์นําไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์ ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจมหาศาล ข้อมูลส่งออกปลากัดไทยกว่า 95 ประเทศ ปริมาณส่งออกปี 2556 – 2560 ประมาณ 20.85 ล้านตัว/ปี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 115.45 ล้านบาท/ปี หรือ 5.42 บาท/ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีการเลี้ยงปลากัดไทยทั่วโลก โดยด้านพันธุศาสตร์นั้น ชื่อของปลากัดจีน ปลากัดมาเลย์ และปลากัดอินโด แม้จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แต่มีที่มาจากสายพันธุ์เดียวกับปลากัดป่าของไทยทั้งสิ้น จ.นครปฐมเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด ปัจจุบันความนิยมปลากัดไทยได้รับความสนใจพัฒนาสายพันธุ์ที่เน้นความสวยงาม มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมประมง 1,500 ราย และมีผู้เลี้ยงรายย่อยมากกว่า 100,000 ราย ซึ่งปลากัดไทยสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้ชุมชนได้ นายกฤษฎากล่าวต่อว่า ปลากัดไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านพฤติกรรมการต่อสู้ เป็นสัตว์น้ำเพียง

ชนิดเดียวของไทยที่มีลักษณะดังกล่าว เหมาะเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ เนื่องจากคล้ายลักษณะคนไทยที่รักและหวงแหนชาติ ปกป้องแผ่นดินจากข้าศึกสู้รบกล้าหาญ แม้ปลากัดไทยจะมีลักษณะดุดัน แต่ยามสงบอ่อนโยน นุ่มนวลสอดคล้องกับนิสัยคนไทย เหมือนส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงชาติ “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”

“การที่ครม.เห็นชอบให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะปลากัดเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ มีถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย มีความผูกพันทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ มีการพัฒนาพันธุ์เพื่อการค้า กระทรวงเกษตรฯยืนยันจะผลักดันเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปลากัดไทยให้เดินหน้าต่อไปทุกมิติ อาทิ การค้าออนไลน์ ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เช่น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ที่สนับสนุนธุรกิจสัตว์น้ำสวยงามด้วยระบบขนส่งปลากัดในประเทศ ให้รวดเร็ว ปลอดภัยไปจนถึงมือลูกค้า ตลอดจนร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์เพื่อพัฒนาแผนธุรกิจปลากัดไทย” รมว.เกษตรฯกล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา เร่งแก้ปัญหาไร้ที่อยู่พร้อมสร้างอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393531

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา  เร่งแก้ปัญหาไร้ที่อยู่พร้อมสร้างอาชีพ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา เร่งแก้ปัญหาไร้ที่อยู่พร้อมสร้างอาชีพ

วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การไร้ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินยังคงเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคนไทย เช่นเดียวกับกลุ่มชาวบ้านในชุมชนท่าแพ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเอาเปรียบค่าเช่าที่ดินและถูกไล่รื้อ กว่า 335  ครัวเรือน  จนทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว  โดยในปี 2558 มีเจ้าหน้าที่จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. อนุมัติโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัยในรูปแบบการซื้อที่ดินเพื่อสร้างชุมชนใหม่ และเพื่อให้การช่วยเหลือสามารถเข้าถึงชาวบ้านได้ง่ายขึ้น จึงได้เกิดการรวมกลุ่มเป็นนิติบุคคลในรูปแบบสหกรณ์ โดยใช้ชื่อว่าสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา จำกัด มุ่งเน้นช่วยเหลือให้สมาชิกมีที่อยู่อาศัย มีรายได้ และดำเนินธุรกิจในรูปแบบของสหกรณ์ มีสินเชื่อ รวมกันซื้อ รวมกันขาย มีการออมเงิน และส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้

นายฉลองรัฐ ทองคำ ประธานสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯสร้างบ้านแล้วเสร็จ 51 หลังและอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 23  หลัง  เพื่อให้สมาชิกมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง นอกจากนี้ สมาชิกยังร่วมพัฒนาและดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้สะอาดสวยงาม  รวมทั้งส่งเสริมอาชีพสมาชิกในชุมชนด้วย

เมื่อจัดตั้งเป็นสหกรณ์ฯแล้ว ได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ามาทำความเข้าใจ แนะนำแนวทางและให้ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานตามหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการสหกรณ์ ส่วนการออกแบบบ้านนั้น จะออกแบบตามงบประมาณที่สมาชิกแจ้งความประสงค์มาว่าสามารถผ่อนบ้านได้ในราคาเท่าไหร่ จากนั้นสหกรณ์ฯจึงคำนวณงบประมาณในการสร้างบ้านทั้งหมด เพื่อให้สมาชิกอยู่ได้ และที่สำคัญต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับสมาชิกมากเกินไป

หลังจากที่สมาชิกมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว สหกรณ์ฯจึงได้ส่งเสริมอาชีพตามความถนัดของสมาชิกโดยปัจจุบันสมาชิกมีอาชีพที่หลากหลาย เช่น เลี้ยงและเพาะพันธุ์สัตว์เพื่อจำหน่าย ทั้งสุนัข แมว และกุ้งเครฟิช รวมทั้งการทำงานฝีมือ

“สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมาเจอปัญหาและอุปสรรคมากมาย เนื่องจากไม่มีความรู้ในการออกแบบหรือสร้างบ้าน แต่หลังจากรวมกันเป็นสหกรณ์ ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ทุกวันนี้สมาชิกทุกคนเกิดความภาคภูมิใจ และรักกันมากขึ้น” นายฉลองรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

เตือนชาวไร่จับตา หนอนกระทู้ระบาด ช่วงเก็บหอมแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393530

เตือนชาวไร่จับตา  หนอนกระทู้ระบาด  ช่วงเก็บหอมแดง

เตือนชาวไร่จับตา หนอนกระทู้ระบาด ช่วงเก็บหอมแดง

วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางวันมีแดดแรง กลางคืนจะมีอากาศเย็นช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะนำเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงให้เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ที่พบได้ในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตหอมแดง มักพบตัวหนอนกระทู้หอมจะเจาะเข้าไปอาศัยและกัดกินเนื้อเยื่อใบหอม ทำให้ใบหอมแดงมีสีขาว จากนั้นหนอนกระทู้หอมจะกัดกินจากใบหอมลงไปถึงหัวหอมแดง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตหอมแดงได้

เกษตรกรควรหมั่นตรวจเก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนกระทู้หอมในแปลงมาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อช่วยลดการระบาด สำหรับในระยะที่ตัวหนอนมีขนาดเล็กและพบการระบาดน้อย ให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bacillus thuringiensis) อัตรา 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร กรณีพบการระบาดรุนแรงให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด อาทิ สารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสแอล อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโทลเฟนไพแร็ด 16% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

เกษตรกรมั่นใจโครงการรัฐ ลุยปลูกข้าวโพดหลังนาเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393529

เกษตรกรมั่นใจโครงการรัฐ ลุยปลูกข้าวโพดหลังนาเพิ่มรายได้

เกษตรกรมั่นใจโครงการรัฐ ลุยปลูกข้าวโพดหลังนาเพิ่มรายได้

วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรสนองนโยบายรัฐบาล ดำเนินงานโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ร่วมกับหน่วยงาน 5 เสือภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ส่งผลให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 ไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ตลาดต้องการ ปรับสมดุลการผลิตข้าวให้เหมาะสมตามกลไกตลาด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชใช้น้ำน้อย จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสม ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย สร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การดำเนินการตามโครงการฯ กรมส่งเสริมการเกษตรมอบให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 37 จังหวัด ติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด พร้อมให้ความรู้ด้านวิชาการแก่เกษตรกรก่อนเพาะปลูก เพื่อให้การปลูกข้าวโพดตามโครงการ เป็นไปอย่างเหมาะสมตามสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ลักษณะวิถีชีวิตในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันตั้งแต่การเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม การเตรียมดิน การดูแลการเก็บเกี่ยวที่ถูกวิธี ตลอดจนการหาตลาดและแหล่งรับซื้อที่เหมาะสม ใกล้กับแหล่งเพาะปลูกมากที่สุด

ด้านนายทรงพันธ์ จันทร์สว่าง เกษตรจังหวัดขอนแก่นกล่าวว่า จ.ขอนแก่น เข้าร่วมโครงการ 18 อำเภอ เกษตรกร 911 ราย รวมพื้นที่ 5,434 ไร่ สำหรับที่อ.บ้านฝาง เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกข้าว อ้อย และข้าวโพดข้าวเหนียวเป็นหลัก แต่เมื่อมีโครงการนี้เข้ามา เกษตรกรบางรายประสงค์ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากมีมาตรการจูงใจที่น่าสนใจ จึงแบ่งพื้นที่ปลูกข้าวโพดฝักสดส่วนหนึ่ง เพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอให้ข้อมูลการเพาะปลูกเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพทั้ง 2 ชนิด ตั้งแต่วางแผนปลูก เช่น แปลงปลูกควรมีระยะห่างจากกันอย่างน้อย 200 เมตร ป้องกันละอองเกสรปลิวถึงกัน หรือให้ปลูกเหลื่อมระยะเวลาระหว่างกันอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ ไปจนถึงป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธี เช่น ปล่อยแตนเบียน แมลงหางหนีบ ให้ธรรมชาติดูแลกันเอง ปัจจุบันเกษตรกรหลายรายในพื้นที่ดำเนินการตามคำแนะนำ ทำให้ผลิตข้าวโพดได้ทั้ง 2 ชนิด ในพื้นที่ใกล้เคียงโดยไม่เกิดปัญหา ซึ่งเจ้าหน้าที่นักส่งเสริมการเกษตรทุกพื้นที่พร้อมให้ข้อมูล คำแนะนำ เพื่อให้เกษตรกรทำการเกษตรถูกวิธี ตามข้อกำชับของกระทรวงเกษตรฯและกรมส่งเสริมการเกษตร ทำให้เกิดผลผลิตและรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป

นายรุ่งโรจน์ โชติกวี เกษตรกรตำบลหนองบัว อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น เล่าว่า เดิมเกษตรกรปลูกข้าวในฤดูทำนา และปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวต่อหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว แต่เมื่อได้ฟังมาตรการของโครงการ จากเกษตรตำบล จึงเกิดสนใจเข้าร่วมโครงการ เพราะมีตลาดรับซื้อแน่นอน น่าจะขายได้ราคาดี และเป็นการปลูกพืชหมุนเวียน พอทำนาเสร็จจึงแบ่งพื้นที่เพื่อปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวส่วนหนึ่ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนหนึ่ง และปลูกปอเทืองบำรุงดินให้เป็นแปลงคั่นกลางห่างกัน 200 เมตร ระหว่างแปลงปลูกข้าวโพดทั้ง 2 ชนิด ตามคำแนะนำของเกษตรตำบล ถึงแม้ปลูกข้าวโพดทั้ง 2 ชนิดในเวลาไล่เลี่ยกันและพื้นที่ใกล้กัน แต่ไม่วิตกเรื่องนี้ พร้อมกันนี้ได้นำความรู้ด้านชีววิธี มาป้องกันแมลงในไร่ข้าวโพดด้วย

ส่องเกษตร : มือที่มองไม่เห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393527

449007

ส่องเกษตร : มือที่มองไม่เห็น

วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บรรดานักเศรษฐศาสตร์มักจะถูกสอนมาให้รู้จักกับ “มือที่มองไม่เห็น” หรือ Invisible Hand ซึ่ง อดัม สมิท นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของวิชาเศรษฐศาสตร์ระบบตลาดเสรี เป็นคนแรกที่นำคำนี้มาใช้ในวงการเศรษฐศาสตร์ โดยปรากฏในหนังสือชื่อ The Wealth of Nation ใน ค.ศ. ๑๗๗๖ จะว่าไปแล้ว มือที่มองไม่เห็นก่อให้เกิดผลดีเช่นกัน เนื่องจากการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการซึ่งต่างแสวงหากำไรในการทำธุรกิจส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการถูกลงทำให้ผู้บริโภคทั่วไปได้ประโยชน์ ราคาที่ถูกลงเป็น กลไกราคาที่เกิดขึ้นจากมือที่มองไม่เห็นนั่นเอง

พืชผลทางการเกษตรก็มักจะถูกมือที่มองไม่เห็นควบคุมอยู่เช่นกัน จะเห็นได้จากราคาของพืชผลทางการเกษตรมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นกับปริมาณของผลผลิตและความต้องการซื้อในแต่ละช่วงเวลา ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนภาคตะวันออก มักจะประสบปัญหาวิกฤติราคาในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคม หรือ ปัญหาเงาะราคาตกต่ำในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี ระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่ออกมา หนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาที่ผมเห็นมาตลอด คือ การกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิต ปริมาณมากน้อยเท่าใดก็ว่ากันไปแต่จะช่วยได้ประมาณไหนก็คงทราบกันดี

ด้วยลักษณะราคาผลผลิตทางการเกษตร เป็นราคาที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล มือที่มองเห็นจึงใช้ช่องทางดังกล่าวมาบิดเบือนกลไกตลาด ทั้งการสร้างความต้องการเทียม หรือ แม้แต่การสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อคุณภาพ เช่น การแกล้งตัดทุเรียนอ่อนส่งออกไปสักตู้สองตู้ แล้วมากดราคารับซื้อลงไปได้อีก เรื่องแบบนี้ก็ยังมีปรากฏให้เห็นกัน

นอกจากนี้ ยังมีนักการเมืองหลายฝ่ายหยิบยกเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำมาใช้เป็นนโยบายหาเสียงจากเกษตรกร ซึ่งท่านเหล่านี้ทราบดีว่าเป็นฐานเสียงสำคัญในการส่งท่านเข้าสู่สภาอันทรงเกียรติ ผุดไอเดียอันบรรเจิดหลากหลาย บางครั้งจังหวะดีได้เข้ามาในช่วงที่กลไกของตลาดทำงานเป็นปกติ ราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น ก็สามารถตีกินได้ว่านโยบายประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเข้ามาในช่วงเกิดความผันผวน นโยบายบิดเบือนกลไกตลาด ผลที่เกิดขึ้นคงไม่สวยงามนัก บางทีผมก็คิดว่านโยบายต่างๆ ที่นำเสนอ คงลืมนึกไปว่าการพัฒนาคุณภาพของพืชผลทางการเกษตรต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาหรือ นึกได้เช่นกันแต่การพัฒนาคุณภาพมันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ไม่ได้เห็นผลทันอกทันใจท่าน

ง่ายๆ กับเรื่องที่เห็นกันชินตา คือ การขนพืชผักที่ปลูกรอบๆ กรุงเทพฯ มาจำหน่ายที่ตลาดขายส่งในเมืองกรุง เก็บเกี่ยวเสร็จก็ตัดใส่ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ หรือใส่ตะกร้า ขนใส่รถปิกอัพ วิ่งเข้ามา พอมาถึงตลาดก็ต้องมาคัดแยกส่วนที่เสียหายทิ้งไปอีก บรรจุใส่ถุงเล็กๆ แขวนข้างรถกลายเป็นรถพุ่มพวง เข้าไปขายในชุมชนต่างๆ เรียกได้ว่ากว่าจะถึงมือผู้บริโภค คุณภาพพืชผัก ไม่ว่าจะเป็นความสด สุขอนามัยต่างๆ ก็ลดน้อยลงไปตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น เป็นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองมาก เป็นไปได้หรือไม่ที่นโยบายของฝ่ายการเมืองจะมุ่งพัฒนาคุณภาพของสินค้าแทนรูปแบบการค้าขายเดิมๆ ถ้านึกอะไรไม่ออกให้นึกถึงโครงการหลวงที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านได้ทรงดำริขึ้น สร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกรผู้เป็นสมาชิกโครงการหลวง ด้วยการพัฒนาการผลิต พัฒนาระบบการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว พัฒนาช่องทางการจำหน่ายมารองรับ เมื่อสินค้ามีคุณภาพ กลไกราคาจากมือที่มองไม่เห็นจะส่งผลให้สินค้านั้น ผู้ประกอบการนั้นอยู่ได้ แม้ในภาวะที่มีความผันผวนสูง

มือที่มองไม่เห็นจะสวยงามเสมอหากเป็นมือที่มีคุณธรรมและจริยธรรม อย่าได้แต่มุ่งหวังเอาประโยชน์จากความเดือดร้อนของเกษตรกรมาสร้างความเป็นธรรมในการเข้าสู่อำนาจและมองไม่เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผมยังหวังเห็นสังคมการเกษตรที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นแม้การเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แม่โจ้เปิดรับทายาทเกษตรกร เรียนต่อป.ตรี-ยื่นใบสมัครถึง23มี.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393528

x

แม่โจ้เปิดรับทายาทเกษตรกร เรียนต่อป.ตรี-ยื่นใบสมัครถึง23มี.ค.

วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อนำบุตรหลานทายาทเกษตรกรเข้าศึกษาต่อโดยไม่ต้องสอบในระดับปริญญาตรีหลักสูตร 4 และ 5 ปี ทั้งนี้ เมื่อปีการศึกษา 2561 มีบุตรหลานเกษตรกรทั่วประเทศที่สมัครผ่านการคัดเลือกเข้ารับการศึกษาจำนวน 111 คน 14 คณะ นับเป็นความสำเร็จภายใต้ความร่วมมือระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่มอบให้สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด คัดเลือกบุตรหลานเกษตรกรเข้าศึกษาสู่รั้วมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาด้านการเกษตร ให้คงไว้ซึ่งทายาทเกษตรกรและประเทศเกษตรกรรมต่อไป สำหรับปีการศึกษา 2562 นี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติยังคงสานต่อความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ต่อเนื่อง โดยเริ่มเปิดรับสมัครทายาทเกษตรกร เพื่อเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีผ่านสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด (สกจ.) ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ – 23 มีนาคม 2562 ติดต่อได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ให้เอกสิทธิ์แก่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดในการคัดเลือกบุตรหลานเกษตรกรให้มหาวิทยาลัยเกษตรกร สามารถนำบุตรหลานของท่านที่จบการศึกษา ม.6 , ปวช. เลือกเรียนได้ 3 วิทยาเขตคือ วิทยาเขตเชียงใหม่ แพร่ และชุมพร โดยสภาเกษตรกรจังหวัดจะส่งผลการคัดเลือกให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภายในวันที่ 1 เมษายน 2562 และจะประกาศผลวันที่ 24 เมษายน 2562 ทางเว็บไซต์ www.admissions.mju.ac.th หากเกษตรกรต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ คุณวรินทร์กมล กฤตฤกษ์ หมายเลขโทรศัพท์ 0–5311-2937 หรือ 09 – 9384-6627 โทรสาร(fax) 0-5311-2920 E-mail : nfc.cmi@ncf.mail.go.th

กษ.รณรงค์หยุดเผาพื้นที่เกษตร ตั้งเป้าปี’62เพิ่มเครือข่ายอีก16จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393280

กษ.รณรงค์หยุดเผาพื้นที่เกษตร  ตั้งเป้าปี’62เพิ่มเครือข่ายอีก16จว.

กษ.รณรงค์หยุดเผาพื้นที่เกษตร ตั้งเป้าปี’62เพิ่มเครือข่ายอีก16จว.

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรต่อเนื่องทุกปี ล่าสุดเดินหน้าส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกร โดยสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผาและขยายพื้นที่นำร่องหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ปี 2562

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า จากสถานการณ์ฝุ่นควันที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเจ้าหน้าที่เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร รวมถึงสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา ให้ถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในชุมชนของตนให้มีความรู้พื้นฐานเพื่อหยุดเผา และนำเทคโนโลยีจัดการเศษวัสดุการเกษตรมาใช้ทดแทนการเผาได้ เช่น ใช้เครื่องสับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นวัสดุปกคลุมหน้าดิน ทำปุ๋ยหมักน้ำหมักเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน การไถกลบตอซัง จัดเก็บเศษวัสดุฟางข้าวมาเพาะเห็ดฟาง ซึ่งเกษตรกรและผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติมและสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน รวมถึงเข้าร่วมทำกิจกรรมฐานเรียนรู้การปฏิบัติดังกล่าว ในวันสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผาและรณรงค์หยุดเผาที่แต่ละจังหวัดกำหนดประมาณเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2562

สำหรับปี 2562 มุ่งถ่ายทอดความรู้พัฒนาศักยภาพและสร้างเกษตรกร-ชุมชนต้นแบบขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเผาได้เป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่เป็นจุดเรียนรู้ขยายผลไปพื้นที่อื่น ขยายเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผาจาก 120 ตำบลใน 10 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ น่าน เชียงราย ตาก ลำปาง พะเยา แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอนและอุตรดิตถ์ สู่พื้นที่ 16 จังหวัดที่พบว่ามีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และอุดรธานี ทั้งนี้ ร่วมผลักดันเกษตรกรในชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำการเกษตรปลอดการเผา ตามชุมชนต้นแบบปลอดการเผาในพื้นที่การเกษตรจ.น่าน 2 ชุมชนคือ ชุมชนทุ่งศรีทอง อ.เวียงสา ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมัก ไถกลบตอซัง และเก็บเศษวัสดุฟางข้าว และ ต.ผาสิงห์ อ.เมืองฯ ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมักและเพาะเห็ดฟางจากเศษฟางข้าวกว่า 57 ตัน/ปี ลดการเผาฟางข้าวได้กว่า 72 ไร่ มีสมาชิก 43 ราย ผลิตเห็ดฟางได้ 600 กก. /เดือน จำหน่ายในพื้นที่ 80 บาท/กก. สร้างรายได้ 48,000 บาทต่อเดือน

ชาวไร่ศรีสะเกษ-ยโสธรแห่ปลูก หอมแดงอินทรีย์ราคาดี-ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393282

ชาวไร่ศรีสะเกษ-ยโสธรแห่ปลูก หอมแดงอินทรีย์ราคาดี-ปลอดภัย

ชาวไร่ศรีสะเกษ-ยโสธรแห่ปลูก หอมแดงอินทรีย์ราคาดี-ปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์หอมแดงในจ.ศรีสะเกษและยโสธร แหล่งผลิตสำคัญของประเทศ  โดยสถานการณ์การผลิตหอมแดง ปี 2562 ปีเพาะปลูก 2561/62 ข้อมูล ณ วันที่ 21 มกราคม 2562  พบว่า จ.ศรีสะเกษ (แหล่งปลูกอันดับ 1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) มีเนื้อที่เพาะปลูก 23,748 ไร่ เพิ่มจากปีที่แล้วร้อยละ 0.28  ผลผลิตรวม 68,370 ตัน ลดลงจากปีที่แล้วร้อยละ 14.63  และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 2,888 กิโลกรัม/ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วร้อยละ 15.83 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของศัตรูพืช โรคหนอนและการระบาดของหนอนกระทู้หอมแดง จ.ยโสธร (แหล่งปลูกอันดับ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองจากชัยภูมิ) เนื้อที่เพาะปลูกรวม 998 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 1.11 ผลผลิตรวม 3,291 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 1.35 ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว3,321 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 0.94 เนื่องจากมีการเฝ้าระวังติดตามข่าวสารการระบาดของศัตรูพืชใกล้ชิดและรีบแจ้งให้เกษตรกรทราบ ประกอบกับเกษตรกรนำภูมิปัญญาท้องถิ่นดักผีเสื้อหนอนกระทู้หอมด้วยวิธีการใช้ไฟล่อแมลง จึงบริหารจัดการศัตรูพืชได้ทันสถานการณ์

นอกจากนี้ พบว่า เกษตรกรในพื้นที่ได้ให้ความสนใจปลูกหอมแดงอินทรีย์มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะปลอดภัย ต่อผู้ปลูกและผู้บริโภคแล้ว ยังได้ราคาสูงกว่าราคาหอมทั่วไป เฉลี่ยหอมปึ่งอินทรีย์ราคาอยู่ที่ 25-30 บาท/กิโลกรัม สูงกว่าหอมปึ่งทั่วไป ซึ่งราคาประมาณ 15-25 บาท/กิโลกรัม โดยขณะนี้มีการปลูกหอมแดงอินทรีย์มากในอ.ค้อวัง จ.ยโสธร อ.ยางชุมน้อยและ อ.ราศีไศล จ.ศรีสะเกษ  ทั้งนี้ ในจ.ศรีสะเกษ มีแหล่งรับซื้อหอมแดงอินทรีย์รายใหญ่ เช่น วิสาหกิจชุมชนตำบลละทาย อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ  ซึ่งส่งออกทั้งหอมแดง กระเทียม ขิง ข่า ตะไคร้ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์  ได้แก่ มาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU)  มาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกา ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture – USDA) และมาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ญี่ปุ่น (Japanese Agricultural Standard – Organic JAS mark) ไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ ในชื่อแบรนด์ “อรชัญ ออร์แกนิค”

ด้านนายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จ.อุบลราชธานี (สศท.11) กล่าวเสริมว่า ผลผลิตของ จ.ศรีสะเกษและยโสธรออกสู่ตลาดมากขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2561 พื้นที่เพาะปลูกบางส่วนพบการระบาดของหนอนกระทู้ในหอมแดง โดยเฉพาะในอ.ค้อวัง จ.ยโสธร และ อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ สาเหตุเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนและมีฝนตก  อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯโดยกรมวิชาการเกษตรลงพื้นที่ให้คำแนะนำในการควบคุมการระบาดของโรค โดยใช้สารชีวภัณฑ์กำจัดแมลง DOA BIO-V1 ซึ่งเป็นหนึ่งในสารชีวภัณฑ์ประเภทไวรัสเอ็นพีวีที่มีอยู่ในธรรมชาติ สำหรับฉีดพ่นลงแปลงปลูกหอมแดงตามอัตราที่กำหนด ซึ่งจะส่งผลให้หนอนเกิดโรคติดเชื้อและตายในที่สุด อีกทั้งเกษตรกรยังใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นดักผีเสื้อหนอนกระทู้หอมร่วมด้วย ดังนั้น เกษตรกรที่เริ่มเพาะปลูกใหม่ ควรหมั่นสังเกตแปลงเพาะปลูก หากพบหรือสงสัยว่าหอมแดงจะเป็นโรค ขอคำปรึกษาได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ทันที

รักษ์เกษตร : แนวทางการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393279

x

รักษ์เกษตร : แนวทางการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะกำจัดศัตรูพืช โดยวิธีเกษตรธรรมชาติมีอะไรบ้าง และทำอย่างไรครับ ขอบคุณครับ

ขวัญชัย รัตนวิทยาการ

อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

คำตอบ

ปัญหาศัตรูพืชที่เกษตรกรประสบอยู่ทุกวันนี้ สามารถป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้ โดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งมีแนวทางให้เลือกใช้หลายแนวทาง ตามความเหมาะสม ศัตรูพืช อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ 1) วัชพืช 2) โรคพืช และ 3) แมลงศัตรูพืช มีแนวทางการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้ดังนี้

การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช มีแนวทางดังนี้

1. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีกล เป็นการใช้มือจับแมลงมาทำลาย การใช้มุ้งตาข่าย การใช้กับดักแสงไฟ และการใช้กับดักกาวเหนียว

2. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีเขตกรรม เป็นการดูแลรักษาแปลงให้สะอาดการหาช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพืชการเก็บเกี่ยวพืชเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายของโรคและแมลงการใช้ระบบการปลูกพืช เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชแซมการจัดการให้น้ำ และการใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชเพื่อลดการทำลายของโรคและแมลง

3. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยชีวะวิธี เป็นการใช้ประโยชน์จากแมลงศัตรูธรรมชาติ ได้แก่

1) ตัวเบียน หรือแมลงเบียน ที่อาศัยแมลงศัตรูพืชเพื่อการดำรงชีวิต และการสืบพันธุ์ ซึ่งทำให้แมลงศัตรูพืชตายในระหว่างการเจริญเติบโต

2) ตัวห้ำ หรือแมลงห้ำ เป็นแมลงที่ดำรงชีวิตโดยการกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต ตัวห้ำพวกนี้ มีหลายชนิด และมีการขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว

3) สัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ สัตว์ปีก เช่น นก สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู กิ้งก่า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ

4) สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมงมุม

5)เชื้อโรค เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้แมลงศัตรูพืชเป็นโรคตาย เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา โปรโตซัว ไส้เดือนฝอย จะช่วยทำลายแมลงศัตรูพืชได้มาก

4. การป้องกันโดยใช้พันธุ์พืชต้านทาน

5. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยใช้สมุนไพร

การป้องกันและกำจัดวัชพืช มีแนวทางดังนี้

1. ใช้วิธีการถอน ใช้จอบถาง หรือใช้วิธีการไถพรวนซึ่งเป็นแบบง่ายๆ ที่ใช้กันอยู่

2. ใช้วัสดุคลุมดิน เป็นการปกคลุมผิวดิน โดยใช้วัสดุตามธรรมชาติ ได้แก่ เศษซากพืช วัสดุเหลือใช้ในการเกษตร ฟางข้าว ตอซังพืช หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ต้นถั่ว ขุยมะพร้าว กากอ้อย แกลบ หรือพลาสติกที่ผลิตขึ้นสำหรับการคลุมดินโดยเฉพาะ ซึ่งวิธีนี้ จะช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ และเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินด้วย

3. ปลูกพืชคลุมดิน เป็นการปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินในสวนไม้ผล หรือปลูกพืชต่างๆ เช่น ผัก ไม้ดอก สมุนไพร แซมในสวนไม้ผล ก็ได้เช่นกัน

การทำเกษตรธรรมชาติ เกษตรกรอาจประสบปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช เกษตรกรควรแก้ปัญหาเหล่านี้โดยวิธีการป้องกันและกำจัดวิธีต่างๆ ผสมผสานกันไป แต่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเมื่อทำเกษตรธรรมชาติไปสักระยะหนึ่ง ดินจะดีขึ้น ต้นพืชก็จะเจริญเติบโตดีขึ้น ทำให้ต้นพืชแข็งแรง และยังมีแมลงที่เป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น ก็จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้โดยธรรมชาตินะครับ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : ‘โพนยางคำ’ปรับตัวรักษาตลาด ยกระดับการผลิตเนื้อโคคุณภาพสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393283

รายงานพิเศษ : ‘โพนยางคำ’ปรับตัวรักษาตลาด ยกระดับการผลิตเนื้อโคคุณภาพสู่สากล

รายงานพิเศษ : ‘โพนยางคำ’ปรับตัวรักษาตลาด ยกระดับการผลิตเนื้อโคคุณภาพสู่สากล

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกว่า 6,000 ราย ในเขตจังหวัดสกลนครและพื้นที่ใกล้เคียง กำลังเผชิญกับปัญหาการแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงจากกระแสการบริโภคเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น โดยเฉพาะในอีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียจะสิ้นสุดลงในปี 2563 จะส่งผลทำให้การนำเข้าสินค้าเนื้อโคจากออสเตรเลียไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า และไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าทำให้ราคาเนื้อนำเข้าต่างประเทศจะมีราคาถูกลงอย่างมาก และอาจถูกกว่าราคาต้นทุนการผลิตเนื้อโคขุนไทย ซึ่งจะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนของประเทศไทย

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด เริ่มปรับตัวเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์และสมาชิก รวมถึงตลาดเนื้อโคไทย และยกมาตรฐานการผลิตสู่ระดับสากล

นายอุทิศ เคะนะอ่อน ประธานสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด บอกว่า จากสถานการณ์การแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงจากเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ สหกรณ์ฯ มีแผนพัฒนาการทำงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการยกระดับมาตรฐานการผลิต พัฒนาการเลี้ยงจากฟาร์มให้มีคุณภาพ และสร้างโรงชำแหละ และตัดแต่งหลังใหม่มูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท เพื่อยกระดับการชำแหละให้ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) และได้พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์โพนยางคำ ผ่านทาง QR-Code บนฉลากผลิตภัณฑ์  เพื่อการันตีในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ทุกชิ้น

ด้านการพัฒนาตลาดเชิงรุก ทางสหกรณ์ได้ดำเนินการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางขึ้น ปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวสินค้าโพนยางคำใน 3 งาน ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และยังได้ประชาสัมพันธ์เพื่อเปิดตัวแบรนด์เนื้อโคขุนโพนยางคำอย่างเป็นทางการที่ “ศูนย์การค้า K-Village”สุขุมวิท 26 กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมเข้าสู่การตลาดออนไลน์ (online) โดยพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ “เนื้อโคขุนโพนยางคำ”  ที่มี 4 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน และเวียดนาม โดยเป็นแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และช่องทางการสั่งซื้อได้สะดวกขึ้น

ด้านการสร้างความหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทางสหกรณ์ฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์โพนยางคำให้หลากหลายมากขึ้น โดยพยายามมีส่วนแบ่งในตลาดอาหารพร้อมบริโภคมากขึ้น เช่น เนื้อชาบูสไลด์พร้อมบริโภคแช่แข็ง  แฮมเนื้อรมควัน และตลอดจนผลิตภัณฑ์สแน็ค เนื้ออบกรอบ

“เราเชื่อมั่นว่าเนื้อที่ผลิตจากสหกรณ์ฯภายใต้แบรนด์ โพนยางคำ ที่มีประวัติการก่อตั้งมาอย่างยาวนานมากกว่า 40 ปี เป็นเนื้อคุณภาพดี เนื่องจากเป็นสายพันธุ์โคลูกผสมฝรั่งเศส คือ ชาโลเลต์ ลิมูซ่า และซีเมนทอล ที่ผ่านการเลี้ยงดู เอาใจใส่ด้วยภูมิปัญญาที่ตกทอดมากจากรุ่นสู่รุ่น ขุนด้วยอาหารสูตรพิเศษ ระยะเวลานานกว่า 12 เดือน จนได้เนื้อโคขุนที่มีลายไขมันแทรกสวยงาม เป็นที่ชื่นชอบจากผู้บริโภคมาอย่างยาวนานนั้น จะสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไปภายใต้สถานการณ์การตลาดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน” นายอุทิศ กล่าว

ด้วยลักษณะพิเศษของการคัดเลือกพันธุ์ที่ดี ระยะเวลาการขุนที่เหมาะสม สูตรอาหารพิเศษ ทำให้เนื้อโคขุนของสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด เป็นเนื้อที่มีความนุ่ม ชุ่มด้วยไขมันแทรก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อร่อยด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์นี้ ล่าสุดทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication หรือ GI) ในนาม “เนื้อโคขุนโพนยางคำ”