ปศุสัตว์บุกตรวจค้นห้องเย็นที่โคราช พบเนื้อกระบือเถื่อนแช่แข็งเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393395

ปศุสัตว์บุกตรวจค้นห้องเย็นที่โคราช พบเนื้อกระบือเถื่อนแช่แข็งเพียบ

ปศุสัตว์บุกตรวจค้นห้องเย็นที่โคราช พบเนื้อกระบือเถื่อนแช่แข็งเพียบ

วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 20.20 น.

4 ก.พ. 62 ชุดเฉพาะกิจบังคับใช้กฎหมายของกรมปศุสัตว์ โดยกองสารวัตรและกักกัน ด่านกักกันสัตว์นครราชสีมา สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับฝ่ายข่าวกรอง ศูนย์ประมวลข้อมูลการข่าวทางศุลกากร เข้าตรวจค้นห้องเย็นในพื้นที่จังหวัดนครราขสีมาทั้งจังหวัด ตามโครงการตรวจสอบห้องเย็นเพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้าซากสัตว์

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์มีนโยบายเข้มงวดตรวจจับการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) อย่างเคร่งครัด โดยให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานคลอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตามโครงการตรวจสอบห้องเย็นเพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้าซากสัตว์

การนี้ชุดปฏิบัติงานกองสารวัตรและกักกัน ด่านกักกันสัตว์นครราชสีมา สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับฝ่ายข่าวกรอง ศูนย์ประมวลข้อมูลการข่าวทางศุลกากร ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบห้องเย็นในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบเนื้อกระบือแช่แข็งลักลอบนำเข้า น้ำหนักประมาณ 15,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 3,750,000 บาท เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจฯ ทำการยึดของกลางดังกล่าวไว้ทั้งหมดพร้อมดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด และขยายผลการจับกุมเครือข่ายขบวนการลักลอบนำสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) เข้าราชอาณาจักร ต่อไป

โดยแจ้งข้อหาการกระทำความผิด ดังนี้

1. ฝ่าฝืนมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 กรณีนำซากสัตว์เข้าราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ต้องระวางโทษตามมาตรา 68 จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ฝ่าฝืนมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 กรณีนำซากสัตว์ไปยังท้องที่จังหวัดอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสัตวแพทย์ประจำท้องที่ต้นทาง ต้องระวางโทษตามมาตรา 71 จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. ฝ่าฝืนมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 กรณีทำการค้าซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ต้องระวางโทษตามมาตรา 66 จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์มีความตระหนักถึงการป้องกันเชื้อโรคระบาดสัตว์จากต่างประเทศ ซึ่งอาจติดมากับสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ที่เป็นพาหะของโรคระบาด และมีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนทั่วไป โดยสินค้าปศุสัตว์ทุกชนิดที่นำมาจำหน่ายต้องได้รับการตรวจรับรองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและผู้บริโภคสินค้าปศุสัตว์ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ที่ถูกลักลอบนำเข้าราชอาณาจักรมานั้น อาจมาจากต้นทางที่เป็นแหล่งของโรคระบาดสัตว์ และไม่มีการควบคุมการผลิต รวมถึงไม่ได้รับการตรวจรับรองใดๆ
ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์กรมปศุสัตว์ มีมาตรการเข้มงวดจับกุมการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ดังนี้

1. กรมปศุสัตว์อนุมัติโครงการเข้าตรวจสอบสถานที่พักซากสัตว์ทั่วประเทศ ตามหนังสือกรมปศุสัตว์ ที่ กษ 0621/3384 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2561 เพื่อดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าซากสัตว์จากต่างประเทศ และนำมาซุกซ่อนไว้ตามห้องเย็นต่างๆ

2. กรมปศุสัตว์ ทำหนังสือขอความร่วมมือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามหนังสือกรมปศุสัตว์ ที่ กษ 0621/6828-6830 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 เพื่อร่วมมือในการป้องกันการลักลอบนำเข้าซากสัตว์ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

3. กรมปศุสัตว์ จัดทำเครื่องหมายประจำตัวสำหรับซากสัตว์ที่นำเข้า เพื่อใช้ตรวจสอบซากสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าดังกล่าวได้ จึงทำให้แยกแยะกับซากสัตว์ที่ลักลอบนำเข้าได้ ง่ายต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

4. ชุดปฏิบัติงานสุนัขดมกลิ่นตรวจสอบการลักลอบนำเข้าซากสัตว์ในพื้นที่สนามบินทุกแห่ง เพื่อตรวจสอบผู้โดยสารที่นำซากสัตว์เข้าราชอาณาจักรอย่างผิดกฎหมาย ด้วยวิธีการ Hand Carry โดยมีผลการปฏิบัติงานยึด อายัดซากสัตว์ ในปีงบประมาณที่ผ่านมา (2561) จำนวน 80 ครั้ง คิดเป็นมูลค่า 263,321 บาท และ ปีงบประมาณนี้ (2562) จำนวน 11 ครั้ง คิดเป็นมูลค่า 9,305 บาท

5. กรมปศุสัตว์ได้มีการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายในความรับผิดชอบของกรมปศุสัตว์ ตามคำสั่งกรมปศุสัตว์ที่ 918/2559 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 โดยหน่วยปฏิบัติติการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการลักลอบนำเข้าเนื้อโค กระบือจากต่างประเทศได้ทั่วราชอาณาจักร

6. กรมปศุสัตว์ได้จัดทำแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 สำหรับการแจ้งข้อมูลข่าวสารและเป็นช่องทางรับข้อร้องเรียน โดยผู้ที่มีข้อมูลการลักลอบนำเข้าเนื้อโค กระบือจากต่างประเทศ สามารถแจ้งข้อร้องเรียนดังกล่าวมายังกรมปศุสัตว์เพื่อดำเนินการต่อไปโดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา (2561) มีการจับกุมผู้กระทำความผิด 118 ครั้ง ดำเนินคดี  38 คดี มูลค่าของกลาง 4,976,631 บาท และปีงบประมาณนี้ (2562) มีการจับกุมผู้กระทำความผิด 30 ครั้ง ดำเนินคดีทั้ง  17 คดี มูลค่าของกลาง 6,848,951 บาท

ท้ายที่สุดนี้ หากต้องการร้องเรียนผู้กระทำความผิดกฎหมาย ติดต่อกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ โทรศัพท์ 02 501 3473-5

ชายคาพระพิรุณ : 4 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393027

x586851

ชายคาพระพิรุณ : 4 กุมภาพันธ์ 2562

วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ฟ้าฝ่าดังเปรี้ยงแถวทุ่งบางเขน เมื่อนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มีคำสั่งเด้งนายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว ให้ไปนั่งในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ทั้งที่เพิ่งเป็นอธิบดีกรมการข้าวเต็มตัวได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ด้วยปัญหาเรื่องการบริหารภายในกรมการข้าว ที่ทำให้การแก้ปัญหาเรื่องข้าว ไม่สามารถพัฒนาได้ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะในเรื่องการขึ้นทะเบียนพันธุ์ข้าว ตามร่างพ.ร.บ.ข้าว ที่กำลังอยู่ในพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่อาจจะนำไปสู่การมีปัญหาอย่างรุนแรงระหว่างภาคเอกชน กับชาวนาไทย เพราะจะทำให้ชาวนาไม่สามารถจำหน่ายพันธุ์ข้าวระหว่างชาวนาด้วยกันได้ ซึ่งได้ทำให้นายกฤษฎา ไม่พอใจอย่างมาก หลังจากได้รับรู้ว่าร่างพ.ร.บ.ข้าว กำลังเข้าสู่วาระสอง แม้นายกฤษณพงศ์ ได้ทำหนังสือชี้แจง แต่นายกฤษฎาบอกว่าคำชี้แจงยังฟังไม่ขึ้น อีกทั้งหากกรมการข้าว ไม่สงวนคำแปรญัตติ จะเป็นการเอื้อให้มีการผูกขาดพันธุ์ข้าวและการจำหน่ายไว้กับภาคเอกชนในอนาคต จึงเป็นที่มาการตัดสินใจปรับเปลี่ยนอธิบดีกรมการข้าวด้วยประการฉะนี้ หวยเลยมาออกที่ นายประสงค์ ประไพตระกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิบดีคนใหม่ หลังจากอยู่ในตำแหน่งผู้ตรวจราชการฯ เพียงไม่กี่เดือนเช่นกัน สำหรับ นายประสงค์ ประไพตระกูล ถือว่าเป็นลูกหม้อของกรมส่งเสริมการเกษตร และเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ คลุกคลีกับเกษตรกรมาเป็นอย่างดี ครั้งนี้ได้รับการไว้วางใจจากนายกฤษฎา ให้มาสะสางปัญหาดังกล่าว และวางแนวทางแก้ไขในการดูแลผลประโยชน์ชาวนาไทยที่อาจจะได้รับผลกระทบจากพ.ร.บ.นี้ ต่อไป

กรมส่งเสริมสหกรณ์มีโครงการดีๆ เพื่อพี่น้องเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะด้านปัจจัยการผลิต ขับเคลื่อนผ่านขบวนการสหกรณ์ โดยสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรผลิตปุ๋ยใช้เองจำหน่ายให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร เนื่องจากปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และใช้ปุ๋ยไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นดิน ซึ่งส่งผลทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่ามาตรฐาน จึงสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอผลิตปุ๋ยที่มีคุณภาพและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดินของแต่ละพื้นที่ เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับสภาพดินให้สหกรณ์นำไปผลิต เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่าจะร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งจัดเวทีให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงข้อดีในการผลิตปุ๋ยใช้เองแทนปุ๋ยสำเร็จรูป และกรมวิชาการเกษตรจะออกใบอนุญาตผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงการให้คำแนะนำตามหลักวิชาการการผสมปุ๋ยและมอบใบรับรองปุ๋ยที่สหกรณ์ผลิตขึ้นว่ามีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่จะเลือกซื้อไปใช้ โดยกระทรวงพาณิชย์จะเจรจากับผู้ประกอบการนำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยได้ซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้าในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดและกระจายต่อให้กับสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัดนำแม่ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักพืช คือ N P K สูตรเข้มข้น เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผสมและผลิตปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือสูตรที่เกษตรกรต้องการใช้จำหน่ายให้กับเกษตรกร สำหรับเงินทุนในการผลิตปุ๋ยจำหน่ายให้เกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดสรรวงเงินสินเชื่อ 1,300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 2 และธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อปี ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เปิดรับสมัครสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว 403 แห่ง ในพื้นที่ 66 จังหวัด และได้ประสานสหกรณ์เพื่อสำรวจปริมาณความต้องการปุ๋ยผสมใช้เองของสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์จะได้มีข้อมูลในการผลิตปุ๋ยได้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร คาดว่าสหกรณ์จะเริ่มผลิตปุ๋ยและจำหน่ายได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป้าหมายประมาณ 100,000 ตัน ซึ่งจะจำหน่ายราคาถูกกว่าปุ๋ยสำเร็จที่ขายตามท้องตลาดตันละ 3,378 บาท คาดว่าโครงการนี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 300 – 400 บาท และสามารถลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 337.8 ล้านบาท

เมื่อเร็วๆนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยภายในงานนี้ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ลำปาง ภายใต้การนำของ นางวิมลรัตน์ จันทร์สกาว ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 7 และนายมานะ โภคินมาศ หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ลำปาง นำทีมงานร่วมจัดนิทรรศการด้านบัญชีเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับรู้ข้อมูลและสามารถใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างวินัยทางการเงิน รู้จักวางแผนการใช้จ่ายและการประกอบอาชีพให้สามารถดำรงชีวิตเองได้อย่างยั่งยืน…กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยุคนี้ นับว่าเน้นนโยบายเข้าถึงเกษตรกรและขบวนการสหกรณ์อย่างทั่วถึง อธิบดีโอภาสมอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่ให้ความรู้ด้านการทำบัญชีแก่พี่น้องเกษตรกร สหกรณ์รวมถึงเยาวชนอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตที่จะนำไปสู่ความอยู่ดีกินดีต่อไป

ขุนเกษตรา

กรมชลฯเร่งสร้างปตร.ลำน้ำพุงฯ l กำหนดเสร็จปี’66-แก้ท่วมสกลนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393030

x

กรมชลฯเร่งสร้างปตร.ลำน้ำพุงฯ  กำหนดเสร็จปี’66-แก้ท่วมสกลนคร

วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการประตูระบายน้ำ(ปตร.)ลำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม อ.โคกศรีสุพรรณ อ.เมือง จ.สกลนคร ตลอดจนควบคุมน้ำให้ไหลเข้าหนองหารในปริมาณที่เกิดประโยชน์สูงสุดกับการอุปโภค บริโภค เกษตร อุตสาหกรรม ปศุสัตว์ รักษาระบบนิเวศจำนวน 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เมื่อแล้วเสร็จจะมีราษฎรได้รับประโยชน์ 53 หมู่บ้าน 10,857 ครัวเรือน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535 ในคราวเสด็จฯทอดพระเนตรสภาพพื้นที่ที่บ้านตองโขบ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร สรุปใจความว่า “ควรพิจารณาก่อสร้างอาคารบังคับน้ำเพื่อควบคุมการไหลของน้ำในลำห้วยต่างๆ และควรพิจารณาขุดลอกและปรับปรุงลำห้วยและหนองน้ำธรรมชาติ เพื่อช่วยระบายน้ำในฤดูฝน และใช้เป็นแหล่งเก็บน้ำให้ราษฎรได้ใช้ทำการเกษตรและอุปโภค-บริโภคในฤดูแล้งได้อีกด้วย”

“ลำน้ำพุง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพาน บริเวณอ.กุดบาก จ.สกลนคร ไหลผ่านอ.เต่างอย อ.โคกศรีสุพรรณ ลงสู่หนองหาร อ.เมืองสกลนคร ความยาวประมาณ 99.5 กิโลเมตร แต่มีความลาดชันสูง ดังนั้น เมื่อเกิดน้ำไหลหลากช่วงฤดูฝน ปริมาณน้ำจำนวนมากจะไหลพุ่งตรงลงสู่พื้นราบตอนล่างบริเวณหนองหารทันที ส่งผลให้น้ำท่วมในเขตอ.เมืองสกลนคร อ.โคกศรีสุพรรณ และพื้นที่ราบลุ่มน้ำพุง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี โดยปีล่าสุดสร้างความเสียหายให้จังหวัดประมาณ 80 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงน้อมนำพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ ลำน้ำพุง-น้ำก่ำพร้อมอาคารประกอบ เพื่อกักน้ำที่มาจำนวนมากไม่ให้ท่วมตัวเมืองสกลนครและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมทำหน้าที่ควบคุมน้ำให้ไหลเข้าหนองหารในปริมาณที่เหมาะสม” ดร.ทองเปลวกล่าว

นอกจากนี้ ยังจะขุดคลองผันน้ำบริเวณฝั่งขวา หน้าปตร.ลำน้ำพุง-น้ำก่ำ เพื่อตัดยอดน้ำออกจากลำน้ำพุง 3 สาย ได้แก่ คลองผันน้ำร่องช้างเผือก-ห้วยยาง ยาว 16.3 กม. คลองผันน้ำหนองแซง-ห้วยซัน-ห้วยยาง ยาว 21.2 กม. และคลองผันน้ำห้วยยาง-ลำน้ำก่ำ ยาว 4.9 กม. ผันน้ำรวมกันได้ 55 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อไปลงลำน้ำก่ำและไหลออกแม่น้ำโขงต่อไป ซึ่งบริเวณนี้มีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากยอดน้ำที่ตัดมา 69,011 ไร่

ส่วนทางด้านซ้ายของลำน้ำพุงจะขุดคลองส่งน้ำห้วยทามไห-ห้วยสองตอน ความยาว 8.8 กม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 9,347 ไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์จากคลองผันน้ำและคลองส่งน้ำทั้ง 4 สาย รวมทั้งหมด 78,358 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ต.ตองโขบ ต.ด่านม่วงคำ ต.แมดนาท่ม และต.เหล่าโพนค้อ อ.โคกศรีสุพรรณ ทำให้ราษฎรจะมีน้ำใช้เพียงพอทุกฤดูกาล นอกจากนี้ ยังจะทำให้หนองหารมีระดับน้ำพอดี ใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด และพัฒนาเป็นที่ท่องเที่ยวได้ตลอดปี ทำให้ชุมชนมีรายได้เสริมจากกิจกรรมท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับความคืบหน้าของโครงการนั้น ขณะนี้กรมชลประทานเร่งสำรวจปักหลักเขตและจัดหาที่ดิน 1,985 ไร่ ซึ่งได้ประชุมรับฟังความคิดเห็นของราษฎรในพื้นที่ 3 ครั้ง ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการดังกล่าวและแนวทางการพัฒนาทั้งหมด คาดว่าใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2566

ชวนเที่ยวงานวันเกษตรฯที่เมืองคอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393028

x

ชวนเที่ยวงานวันเกษตรฯที่เมืองคอน

วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 1-9 กุมภาพันธ์ 2562 บริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ภายใต้แนวคิด “เกษตร ศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเข้าร่วมจัดนิทรรศการงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด“การส่งเสริมการเกษตร เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” สื่อให้เห็นการน้อมนำแนวทางพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ผนวกกับแนวทางงานส่งเสริมการเกษตรในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดย่อม เพื่อการแปรรูปและเพิ่มมูลค่า พัฒนาผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์และแบรนด์จนกลายเป็นองค์กรเกษตรกรที่มั่นคง การจัดกิจกรรมสาธิตและฝึกอาชีพด้านเกษตรกร 3 หลักสูตร ได้แก่ เทคนิคการเลี้ยงผึ้งโพรงเสริมรายได้ นวัตกรรมการปลูกผักแบบอัจฉริยะ และปอกหมดเปลือก…เรื่องขยายพันธุ์พืช รวมทั้งจำหน่ายสินค้าการเกษตรที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนด้านการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตร โดยเฉพาะผลผลิตจากทางภาคใต้ อาทิ ส้มโอหวานปากพนัง ทุเรียนหมอนทอง มังคุดนอกฤดูกาล ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง และหมอนหนุนจากยางพาราขอเชิญผู้สนใจเที่ยวชมงานวันเกษตรแห่งชาติ
เพื่อเรียนรู้นวัตกรรมเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนนิทรรศการที่น่าสนใจ และอุดหนุนสินค้าเกษตรไทยได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์

ข้าว-อ้อย-มัน-มะพร้าวราคาลง ฉุดดัชนีรายได้เกษตรกรม.ค.ลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393029

x

ข้าว-อ้อย-มัน-มะพร้าวราคาลง n ฉุดดัชนีรายได้เกษตรกรม.ค.ลด

วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนธันวาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2560 ร้อยละ 1.45 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.12 จากสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และกุ้งขาวแวนนาไม

สำหรับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนธันวาคม 2561 ลดลงจากเดือนธันวาคม 2560 ร้อยละ 1.62 ซึ่งสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา ราคาลดลงเนื่องจากด้านเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ของโลก ทำให้เกิดการชะลอซื้อ และชะลอซื้อ-ขายในตลาดล่วงหน้าจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศเศรษฐกิจหลัก และ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากภาวะการค้าในประเทศและการส่งออกชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ราคาเพิ่มขึ้นเพราะผลผลิตเสียหายจากภัยแล้ง จึงไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด มันสำปะหลัง ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น และเป็นช่วงต้นฤดูการเก็บเกี่ยว หัวมันสำปะหลังเริ่มทยอยออกสู่ตลาด และสุกร ราคาเพิ่มขึ้นเพราะความต้องการบริโภคเพิ่มรองรับนักท่องเที่ยวและวันหยุดต่อเนื่องท้ายปี

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนธันวาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2560 ร้อยละ 3.12 สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ สับปะรด ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า แนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนมกราคม 2562 จะลดลงจากเดือนมกราคม 2561 ร้อยละ 1.88 เป็นผลมาจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลง ร้อยละ 0.21 โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และมะพร้าว ในขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.29 ซึ่งสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง สับปะรด ปาล์มน้ำมัน สุกร และไก่เนื้อ สำหรับสินค้าสำคัญ ที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนมกราคม 2562 ได้แก่ มันสำปะหลัง และหอมแดง ทั้งนี้ เดือนกุมภาพันธ์ 2562 คาดว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรจะขยายตัวเล็กน้อย ในขณะที่ดัชนีราคามีแนวโน้มลดลง ส่วนดัชนีผลผลิตจะขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านเขาซกชูนวัตกรรม4M สร้างจุดแข็งการบริหาร-อุดช่องทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393031

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านเขาซกชูนวัตกรรม4M  สร้างจุดแข็งการบริหาร-อุดช่องทุจริต

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านเขาซกชูนวัตกรรม4M สร้างจุดแข็งการบริหาร-อุดช่องทุจริต

วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนยางประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ซึ่งมีผลมาจากปัจจัยความต้องการยางพาราของตลาดโลก และปัญหาต้นทุนการผลิตยางพาราของไทยที่สูงเมื่อเทียบกับเกษตรกรผู้ผลิตยางพาราประเทศอื่น ส่งผล
กระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างมาก เกษตรกรมีรายได้ไม่พอกับการเลี้ยงชีพ มีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว และส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย แต่สำหรับธุรกิจยางพาราในกลุ่มสหกรณ์กลับไม่ได้รับผลกระทบ
ในภาพรวมยังมีแนวโน้มที่ดีและมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี สร้างความเข้มแข็งในระบบการตลาดให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางไม่ต้องประสบปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เพิ่มอำนาจในการต่อรองราคาและดึงดูดพ่อค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อยให้เข้ามาซื้อยางผ่านสหกรณ์

สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเขาซก จำกัด เป็นสหกรณ์ที่เกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี ซึ่งจากเดิมเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกอ้อย และมันสำปะหลัง ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ส่วนใหญ่ นำส่งขายให้กับโรงงานในเขตพื้นที่อำเภอใกล้เคียง ในลักษณะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขาย ทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบด้านราคา รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจากปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และค่าจ้างแรงงานมีราคาสูง ในขณะที่พืชไร่จะขายได้เพียงปีละครั้ง จึงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ประกอบกับเกษตรกรได้รับผลกระทบในเรื่องราคาอ้อย และมันสำปะหลังตกต่ำ จึงมีเกษตรกรบางรายมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนการปลูกพืชชนิดใหม่ ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาทดแทน จึงได้มีการนำยางพาราเข้ามาทดลองปลูกในพื้นที่ซึ่งได้ผลดี จนกระทั่งในปี 2534 มีการรวมตัวกันของเกษตรกร โดยหันมาทำยางแผ่น แทนการขายน้ำยางสด และรวมกันขายเป็นกลุ่ม จากการร่วมมือช่วยเหลือกันของสมาชิกภายในกลุ่ม จึงได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากภาครัฐ ในการสร้างโรงอบยาง เพื่อปรับปรุงคุณภาพยาง และได้ก่อตั้งเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2537

สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเขาซก จำกัด ยังได้นำนวัตกรรม Smart 4M ที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไปใช้ในการบริหารงาน เพื่อให้สหกรณ์ได้มีข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง สามารถรู้เท่าทันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งยังได้วางกลยุทธ์ในการสร้างมาตรฐานจริยธรรมด้านการเงินการบัญชีแก่ผู้บริหารสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์มีผู้บริหารที่มีความเป็นมืออาชีพ สามารถรับมือกับภาวะความเสี่ยงในการบริหารการเงิน และความผันผวนทางเศรษฐกิจ

 

 

นายธวัชชัย สุระประเสริฐ ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเขาซก จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ฯ มีการดำเนินธุรกิจขนาดใหญ่ มีเงินทุนหมุนเวียนหลายร้อยล้านบาท การรู้ความเคลื่อนไหวข้อมูลบัญชีและสถานะทางการเงินจะมีประโยชน์ในการบริหารงาน ซึ่งทางสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ชลบุรี ได้แนะนำให้สหกรณ์ใช้นวัตกรรม Smart 4M ที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ช่วยในการบริหารงานสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ ซึ่งผู้บริหารของสหกรณ์ได้นำโปรแกรม Smart Manage มาช่วยในการบริหารงาน ทำให้สามารถตรวจสอบการดำเนินการของสหกรณ์ได้รายวัน มีระบบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารสหกรณ์ และเป็นเครื่องมือให้ผู้บริหารใช้ในการกำกับติดตามการทำงานของฝ่ายจัดการสหกรณ์ ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ทำให้ตัดสินใจในการบริหารงานสหกรณ์ได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

นอกจากนี้ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ชลบุรี ได้นำนวัตกรรม Smart 4M แนะนำให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไปในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อที่จะสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความโปร่งใส เป็นการช่วยลดความเสี่ยงของการทุจริตในสหกรณ์ได้ อีกทั้งเกษตรกรสามารถทำบัญชีได้และใช้บัญชีเป็น และใช้บัญชีเป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์วางแผนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

โดยนางสุนันทา ทิพย์ชุน นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ กล่าวว่า สำหรับสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเขาซก จำกัด ได้ใช้นวัตกรรม Smart 4M ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการบริหารงานสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยให้คณะกรรมการทราบผลการดำเนินงาน และสถานะทางการเงินของสหกรณ์ในแต่ละเดือน เพื่อจะนำข้อมูลไปใช้วางแผนเพื่อจะพัฒนางานของสหกรณ์ให้ดีมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสมาชิกสหกรณ์ สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้แบบ Real Time สร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลที่ดีให้สหกรณ์

การนำนวัตกรรม Smart 4M ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ นอกจากช่วยสร้างความสำเร็จในการบริหารงานแล้ว ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งด้วยระบบการควบคุมภายในที่ดี อุดช่องโหว่การทุจริตสามารถแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดความเสียหายในสหกรณ์ได้อย่างทันเวลา

‘กฤษฎา’สั่งเร่งยึดคืนพื่นที่สวนปาล์ม-บ.แจงครอบครองก่อนออก ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393102

'กฤษฎา'สั่งเร่งยึดคืนพื่นที่สวนปาล์ม-บ.แจงครอบครองก่อนออก ส.ป.ก.

‘กฤษฎา’สั่งเร่งยึดคืนพื่นที่สวนปาล์ม-บ.แจงครอบครองก่อนออก ส.ป.ก.

วันอาทิตย์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 18.43 น.

3 ก.พ.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งให้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) รีบเรียกประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินส่วนกลาง เพื่อพิจารณากรณี พ.ต.ท.มล.กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ทำหนังสือด่วนที่สุดถึง รมว.เกษตรฯ ขอให้เร่งรัดการกำหนดพื้นที่เป้าหมายตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 รายแปลง บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด บุกรุกครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื้อที่ 7,186 ไร่ 3 งาน 78 ตารางวา ที่ผ่านมามีข้อขัดแย้งรุนแรง และมีการใช้อิทธิพลเกิดขึ้นในพื้นที่มาต่อเนื่องระหว่างเอกชน ไม่ยอมออกจากพื้นที่และชาวบ้าน เข้าไปจับจอง เป็นปัญหามาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ ให้ ส.ป.ก.เร่งรัดนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรให้ประชาชนผู้ยากไร้และเกษตรกร เข้าทำกินให้กับชุมนุมตามนโยบายรัฐบาลโดยเร็วที่สุด

ด้าน พ.ต.ท.มล.กิติบดี เปิดเผยว่า การพิจารณาแก้ไขกรณีบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด บุกรุกเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.โดยมีการจัดทำร่างแผนที่แนบท้ายประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช.ลงวันที่ 5 ก.ค.59 รวมจำนวน 3 แปลง เป็นที่ดินหมายเลข No601 เนื้อที่ 7,186 ไร่ 3 งาน 78 ตารางวา ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินท้องที่ ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ พร้อมกับขอให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินฯ ตรวจสอบข้อมูลการจัดที่ดินในบริเวณพื้นที่ระหว่างแปลงตามร่างแผนที่แนบท้าย รวมพื้นที่โดยรอบว่ามีการจัดที่ดินแล้วหรือไม่อย่างไร เพื่อใช้ในการประกอบจัดทำคำสั่งฯ ต่อไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจังหวัดตรวจสอบแล้ว พบว่า บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม บุกรุกครอบครองปลูกปาล์มน้ำมัน ในเนื้อที่ดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดินที่ของรัฐ แปลงที่ ร.9 ตั้งแต่ พ.ศ.2524 ต่อมากรมป่าไม้ ส่งมอบพื้นที่ป่าสงวนให้ ส.ป.ก.ไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงมีที่ดินพิพาทด้วยระหว่างการแก้ไขปัญหาบุกรุก ส.ป.ก.ได้มีกลุ่มมวลชนหลายกลุ่มบุกรุกที่ดินพิพาท ส่งผลเกิดความยัดแย้งรุนแรง เกิดปัญหาอาชญากรรม ทั้งการใช้อิทธิพล เกิดการแพร่หลายของยาเสพติด ซึ่งอำเภอและจังหวัดเข้าแก้ไขอยู่บ่อยครั้งแต่การใช้ความรุนแรงยังไม่ยุติ และเมื่อวันที่ 7 – 8 ม.ค.บริษัทได้จัดเจ้าหน้าที่รังวัด และใช้รถแบคโฮ เข้าทำการขุดร่องเป็นแนวเขตที่ดินที่มีเอกสารแสดงสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน เนื้อที่ 1,995 ไร่เศษ ระหว่างขุดมีชาวบ้านมาทักท้วงอ้างว่าโฉนดของบริษัทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้มีการปะทะใช้ความรุนแรงขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม ได้ประชุมกับผู้แทนหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานเกี่ยวข้อง สรุปว่าหากไม่ดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 เพื่อแก้ไขปัญหา จะต้องดำเนินการฟ้องขับไล่ และเรียกค่าเสียหายกับบริษัท โดยใช้เวลายาวนานกว่าคดีจะเสร็จสิ้น ทำให้ปัญหาส่งผลกระทบอย่างมาก และเพื่อป้องกันปัญหามวลชนอาจจะบานปลายเป็นปัญหาระดับประเทศ ซึ่ง ส.ป.ก.เร่งรัดตามคำสั่งฯ นำที่ดินมาจัดสรรรายแปลงโดยด่วนที่สุด จะทำให้ได้ข้อยุติข้อพิพาทในพื้นที่ด้วย

ขณะที่บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด ได้ออกมาชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าบริษัทบุกรุกเป็นไม่เป็นความจริง เพราะบริษัทได้ครอบครองมาตั้งแต่ปี 2522 ก่อนประกาศเป็นเขต ส.ป.ก. โดยปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวอยู่กับพื้นที่บริษัทถูกต้องถามกฎหมายจำนวน 55 แปลง

โดยปัจจุบันกลุ่มประชาชนได้เข้ายึดที่ดิน ส.ป.ก.และครอบคลุมพื้นที่ 55 แปลงของบริษัทด้วย

โดยทางที่ประชุม กอ รมน.จังหวัดกระบี่เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมาได้กำชับใช้ให้กรมบังคับคดีจ.กระบี่เร่งส่งมอบที่ดินที่บริษัทฟ้องชนะคดี  2 คดี  คืนบริษัทและให้ ส.ป.ก.กระบี่เร่งผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่ ส.ป.ก.ดังกล่าว

เกษตรกร-ผู้ประสบภัยเฮ!!มท.ออกระเบียบให้ท้องถิ่นช่วยเหลือได้เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392980

เกษตรกร-ผู้ประสบภัยเฮ!!มท.ออกระเบียบให้ท้องถิ่นช่วยเหลือได้เพิ่มขึ้น

เกษตรกร-ผู้ประสบภัยเฮ!!มท.ออกระเบียบให้ท้องถิ่นช่วยเหลือได้เพิ่มขึ้น

วันเสาร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 21.15 น.

2 ก.พ.62 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่า ด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2562 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งระเบียบดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.) ให้ครอบคลุมสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของ อปท. และมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้จากเดิมการช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. จะมี 3 กรณี ได้แก่ ด้านสาธารณภัย ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน ด้านส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต อันเป็นการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้านป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเมื่อเกิดโรคติดต่อหรือโรคระบาดขึ้นในพื้นที่ อปท. การแก้ไขระเบียบในครั้งนี้เป็นการเพิ่มเติมด้านการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย โดยอปท.สามารถให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาเรื่องแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรทั้งในด้านการจัดหาหรือปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรหรือให้การสนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการปรับปรุงแหล่งน้ำ หรือทำการเกษตร ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การสนับสนุนด้านการเกษตร และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาในเรื่องของพืชผลการเกษตรจากการขาดแคลนน้ำ ให้มีผลผลิตมากขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

และการแก้ไขระเบียบอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ กรณีการเกิดเหตุไฟไหม้บ้านหลังเดียวนั้น ซึ่งไม่ใช่กรณีสาธารณภัย แต่เดิม อปท.สามารถช่วยเหลือได้ในด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ครอบครัวผู้ประสบความเดือดร้อน โดยใช้หลักเกณฑ์ของ พม. ซึ่งให้การช่วยเหลือได้ในอัตราครอบครัวละไม่เกิน 3,000 บาท และช่วยติดต่อกันได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อครอบครัวต่อปีงบประมาณ ก็ได้มีการแก้ไขให้ อปท. สามารถให้ความช่วยเหลือได้ในด้านส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ครอบครัวผู้ประสบความเดือดร้อน กรณีเกิดไฟไหม้ที่ไม่เป็นสาธารณภัยได้ในอัตราเดียวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย กล่าวคือ สามารถให้การช่วยเหลือเป็นเงินหรือสิ่งของในการซ่อมแซมบ้านที่ถูกไฟไหม้ได้เท่าที่จ่ายจริง หลังละไม่เกิน 33,000 บาท ตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินของกระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ ระเบียบดังกล่าวได้มีการกำหนดระดับความช่วยเหลือของ อปท.ให้ชัดเจนขึ้น มิให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือสับสนระหว่าง อปท.กับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยเหลือกรณีเกิดสาธารณภัย และมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือเพื่อเยียวยาหรือฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัย โดยกำหนดเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่เกิดภัย ให้ อปท. รายงานอำเภอ/จังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณานำเงินทดรองราชการเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และกรณีที่ไม่ได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่เกิดภัย ให้ อปท. เสนอคณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยไม่เกินหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้นั่นเอง

รมว.เกษตรฯเข็นแผนการผลิตใหม่ของประเทศ เคาะโควต้า’เกษตรกรรม ป้องล้นตลาด ไม่ซ้ำรอยยางพารา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392904

รมว.เกษตรฯเข็นแผนการผลิตใหม่ของประเทศ เคาะโควต้า'เกษตรกรรม ป้องล้นตลาด ไม่ซ้ำรอยยางพารา'

รมว.เกษตรฯเข็นแผนการผลิตใหม่ของประเทศ เคาะโควต้า’เกษตรกรรม ป้องล้นตลาด ไม่ซ้ำรอยยางพารา’

วันเสาร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 16.21 น.

2 ก.พ. 62 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ กำชับให้คณะอนุกรรมการฯ ที่รับผิดชอบการผลิตและพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรรายชนิด กำหนดโควตาการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยใช้นโยบายการจัดสรรปริมาณการผลิตตามความต้องการของตลาด หรือ โควตาเกษตรกรรม ป้องกันการทำเกษตรไม่มีแผนการตลาดรองรับ ขยายพื้นที่ปลูกจนล้นตลาด ราคาตกต่ำเช่นยางพารา

“กำชับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ที่เป็นคณะอนุกรรมการฯ รับผิดชอบผลผลิตทางการเกษตรรายชนิด เช่น คณะอนุกรรมการฯ พืชสวนดูแล ชาและกาแฟ คณะอนุกรรมการฯ พืชหัว ดูแลหอมแดง หอมใหญ่ กระเทียม มันฝรั่ง ซึ่งตามพระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดูแลพืชเหล่านี้โดยตรง ส่วนพืชอื่น ปศุสัตว์ และประมงนั้น อยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการนโยบายระดับชาติได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม้ผล ถั่วเหลือง มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา อ้อย ปศุสัตว์ และประมง ซึ่งครม. กำหนดให้กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันดูแลเป็นรายชนิด”นายกฤษฏา กล่าวว่า

นายกฤษฎา กล่าวว่า จะร่างแผนการผลิตใหม่ โดยกำหนดโควตาเกษตรกรรม ผ่านแผนที่การใช้ที่ดินเหมาะสม และมีแหล่งน้ำ พร้อมกับสั่งทูตเกษตรใน 11 ประเทศสำรวจความต้องการล่วงหน้าของตลาดโลก รวมทั้งตลาดในประเทศ โดยเกษตรกรแต่ละรายจะมีโควตาการผลิตเป็นปริมาณที่ชัดเจน เช่น มีที่ดิน 50 ไร่ ควรปลูกพืชกี่ชนิด อะไรบ้าง และจำนวนเท่าไร กรมส่งเสริมการเกษตร จะเข้าไปแนะนำและขึ้นทะเบียนการผลิต เช่นเดียวกับการทำปศุสัตว์และประมงด้วย

ในปีที่ผ่านมา นโยบาย ตลาดนำการผลิต ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมที่น่าพอใจได้แก่ การลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง มาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กว่า7แสนไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวดีกว่าทำนาจากนี้จะส่งเสริมชาวนา ปลูกข้าวคุณภาพดี และข้าวอินทรีย์ ซี่งตลาดต่างประเทศต้องการอีกมาก และขายได้ราคาสูงกว่าข้าวที่ใช้สารเคมี

นอกจากนี้ในช่วงฤดูแล้งจะส่งเสริมการปลูกถั่วเหลือง ถั่วเขียว และพืชผัก โดยโมเดลการผลิตสมดุลตลาด ที่จัดทำขึ้นสามารถใช้อย่างได้ผลดีต่อไป แม้จะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน

นายกฤษฎา กล่าวว่ารัฐบาลนี้ ดำเนินการประกันความเสี่ยง แก่อาชีพเกษตรกรทั้งการจัดสรรงบประมาณให้เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การทำประกันภัยพิบัติ แม้เกิดน้ำท่วม น้ำแล้ง โรคหรือแมลง ได้รับการชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลังแล้ว จะได้ค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัยอีกด้วย เพื่อให้อาชีพเกษตรกรมีหลักประกันที่มั่นคงและมีสวัสดิการเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ

เกษตรกรปลื้ม ‘กรมชลฯ’ขยายผลเพิ่มการใช้น้ำจากเขื่อนคลองสียัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392703

เกษตรกรปลื้ม 'กรมชลฯ'ขยายผลเพิ่มการใช้น้ำจากเขื่อนคลองสียัด

เกษตรกรปลื้ม ‘กรมชลฯ’ขยายผลเพิ่มการใช้น้ำจากเขื่อนคลองสียัด

วันศุกร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 15.18 น.

“เกษตรกร ปลื้ม กรมชลฯ ขยายผลเพิ่มการใช้น้ำจากเขื่อนคลองสียัด เร่งขัดคูคลองกระจาย สู่แปลงนา ชักน้ำเข้าพื้นที่ได้ทั่วถึงกว่า 4 หมื่นไร่ เพิ่มประสิทธิภาพทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชผสมผสานเลี้ยงสัตว์ รับเงินตลอดปี”

1 ก.พ.62 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าได้ขยายผลเพิ่มประสิทธิภาพเขื่อนคลองสียัดและ พื้นที่ส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา โดยการขุดคูส่งน้ำ ใช้ระบบการกระจายน้ำเข้าสู่แปลงนาให้เกษตรกรได้ใช้น้ำอย่างทั่วถึง เป้าหมายพื้นที่ 4 หมื่นไร่ ซึ่งจะทยอยก่อสร้างไปจนครบตามเป้าหมาย ซึ่งเขื่อนคลองสียัด เป็นแหล่งน้ำต้นทุน มีความจุมากถึง 420 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่าใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก หากใช้การส่งน้ำโดยคลองส่งน้ำก็อาจยังไม่ทั่วถึง จึงเพิ่มศักยภาพ การแพร่กระจายน้ำด้วยการก่อสร้างคูส่งน้ำ คล้ายๆ กับเส้นเลือดฝอย เพื่อให้สามารถส่งน้ำให้ถึงแปลงนาได้อย่างทั่วถึง เท่ากับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำได้ผลโดยตรงกับเกษตรกรสามารถเข้าถึงการใช้น้ำ ส่งผลดีการทำเกษตรมีความมั่นคงขึ้น โดยเฉพาะทำเกษตรทฤษฎีใหม่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ หลากหลายแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้เกษตรกรมีรายได้ในการผลิตมากขึ้นด้วยมีผลผลิตออกตลอดปี มีคุณภาพชีวิตมั่นคง

นายดวงขจร สุระเสียง เกษตรกรในพื้นที่โครงการส่งน้ำบำรุงรักษาคลองสียัด ต.คู้ยายหมี อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน ได้เข้ามาก่อสร้างจัดระบบน้ำ หรือคูส่งน้ำต่อจากคลองส่งน้ำเข้าสู่แปลงไร่นา ตนจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการทันที เพราะสามารถชักน้ำจากคูส่งน้ำลงไปเก็บกักในสระเก็บน้ำที่ขุดไว้ 4 สระในพื้นที่ร่วม 2 ไร่ ทำให้มีความมั่นคงด้านน้ำเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีน้ำสมบูรณ์จึงขยายไปสู่การปลูกไผ่ตง ไผ่หวาน ขายหน่อไม้ การปลูกพืชผักสวนครัว การเลี้ยงเป็ด ไก่งวง ปลา และกบ โดยประยุกต์ใช้แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง ร.9 แม้ตนเพิ่งลงมือทำไม่นานก็ได้เห็นผลกันแล้ว ชาวบ้านก็เริ่มขุดบ่อตาม และชักน้ำชลประทานเข้ามามีน้ำใช้ตลอดปี