สั่งฝนหลวงฯ ตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพิ่ม 4 หน่วย! ชี้อากาศอุ่นมีโอกาสทำฝนได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392659

สั่งฝนหลวงฯ ตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพิ่ม 4 หน่วย! ชี้อากาศอุ่นมีโอกาสทำฝนได้

สั่งฝนหลวงฯ ตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพิ่ม 4 หน่วย! ชี้อากาศอุ่นมีโอกาสทำฝนได้

วันศุกร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 13.27 น.

“กฤษฏา สั่งกรมฝนหลวง ตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพิ่ม4หน่วย ชี้อากาศอุ่นขึ้นมีโอกาสทำฝนได้ ให้พยายามขึ้นบินสร้างเมฆดูดควันพิษ ย้ำกรมชลและกรมฝนหลวง ลุยแก้ฝุ่นละอองคนเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด”

1 ก.พ. 62 นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการให้กรมชลประทานร่วมปฏิบัติภารกิจบรรเทาฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานรายงานว่า ได้เตรียมรถบรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตรไว้ 50 คันเพื่อนำไปร่วมกับกทม. ทำความสะอาดฝุ่นละอองบนถนนในเวลากลางคืนทั่วกรุงเทพฯ พร้อมกับให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วเพิ่มขึ้น เป็น4หน่วย โดยมี หน่วยเคลื่อนที่เร็วจ.ระยอง จ.นครสวรรค์ จ.ราชบุรี และหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เร่งปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองมลพิษช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด

นายกฤษฏา กล่าวว่า จากการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยารายงานว่า ในระยะนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้น บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่แผ่ลึกมาถึงภาคกลางและกรุงเทพฯ ได้ถอยกลับขึ้นไปอยู่บริเวณภาคเหนือ ซึ่งทำให้โอกาสเกิดเมฆตามธรรมชาติมีสูงขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาและเมื่อวานนี้(31 ม.ค.62)กรมฝนหลวงฯได้ปฏิบัติการก่อเมฆแล้ว ตรวจพบว่าในท้องฟ้าที่มีสภาพอากาศชื่นจะช่วยกันฝุ่นละอองในอากาศได้ด้วย

“เน้นย้ำให้กรมฝนหลวงได้พยายามขึ้นบินเพื่อปล่อยสารฝนหลวงสร้างเมฆเหนือท้องฟ้ากรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียงป็นระยะๆด้วย และติดตามสภาพอากาศทุกวัน ทันทีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย จะขึ้นทันที หวังผลลดมลพิษได้ทั้งในพื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงจังหวัดราชบุรี นครปฐม สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และนครสวรรค์ซึ่งมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดด้วย”นายกฤษฏา กล่าว

นายทองเปลว กล่าวว่า ได้ประสานงานกับกทม. อย่างใกล้ชิด โดยทางกทม. จะระบุพื้นที่ดำเนินการ ล่าสุดคืนที่ผ่านมา สำนักงานเขตคลองสานได้ขอให้จัดส่งรถบรรทุกน้ำ 3 คัน นำไปล้างทำความสะอาดฝุ่นละอองบนพื้นผิวถนนบริเวณเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าต่อเนื่องจนถึงถนนประชาธิปก โดยทางกทม. จะแจ้งมายังกรมชลประทานว่า แต่ละคืนจะให้ไปล้างทำความสะอาดถนนสายใด ในเขตไหนบ้าง ทั้งนี้เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองสะสมที่เกิดจากการจราจรที่คับคั่งในแต่ละวัน ชะล้างออกจากพื้นผิวจราจรไม่ฟุ้งขึ้นไปเพิ่มมลพิษในอากาศอีก

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวเหนียวมะม่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392467

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวเหนียวมะม่วง

วันศุกร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เห็นข่าวฮือฮาในหน้าหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการทำสถิติที่สุดในโลก หรือ Guinness World Records ของไทยเมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา คือการจัดทำข้าวเหนียวมะม่วงจำนวนมากที่สุดในโลก ต้องบอกตรงๆ ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งว่า เป็นการทำสถิติโลกที่ไม่น่าภาคภูมิใจ เพราะภาพที่ปรากฏออกมาสู่สายตาชาวโลกผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น

ข้าวเหนียวมะม่วงที่มากที่สุดในโลกนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเลี้ยงนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 10,000 คน ภายในงานที่ตั้งชื่อเสียซาบซึ้งว่า “WE CARE ABOUT YOU” ซึ่งจัดขึ้นบริเวณลานริมทะเลสาบ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี มีพลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานเปิดงาน มีบุคคลสำคัญทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีนมาร่วมงานหลายท่าน

งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับคืนมา หลังจากที่นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่มาเที่ยวเมืองไทยอยู่พักใหญ่ อันผลมาจากอุบัติเหตุทางเรือที่ภูเก็ตเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิตกว่า 50 ราย แถมรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิทย์ วงศ์สุวรรณ ที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม สร้างความไม่พอใจให้ชาวจีนส่วนใหญ่ จนต้องออกมาขอโทษกันยกใหญ่ งานปาร์ตี้ข้าวเหนียวมะม่วงครั้งนี้ เจ้าภาพ จึงเชิญมาเป็นประธานเปิดงานเสียเลย….

กลับมาเรื่องข้าวเหนียวมะม่วง ตามข่าวบอกว่าผู้รับผิดชอบทำข้าวเหนียวมะม่วงคือ คณาจารย์และนักศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ไม่ทราบว่าจำนวนกี่คน ทราบแต่จำนวนข้าวเหนียวที่ใช้ 1.5 ตัน และเป็นข้าวเหนียวเขี้ยวงู มะพร้าวที่ใช้มูนข้าวเหนียว 4.5 ตัน เป็นมะพร้าวจากทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์ และมะม่วงที่นำมาเสิร์ฟ เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 6,000 ผล จากอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี

มาทำความรู้จักกับวัตถุดิบในการทำข้าวเหนียวมะม่วงกันหน่อย…

ข้าวเหนียวเขี้ยวงู เป็นข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมือง ลักษณะเมล็ดเล็ก เรียวยาว สวยงาม เมื่อนึ่งสุกแล้วมีสีขาว การเกาะตัวเหนียวแต่ไม่เละ ผิวมีความเลื่อมมัน เนื้อสัมผัสนุ่ม มีกลิ่นหอม มีสารต้านอนุมูลอิสระในรูปของวิตามินอีสูง มีส่วนช่วยในกระบวนการย่อยและดูดซึมไปใช้ประโยชน์ในร่างกายโดยเฉพาะช่วยลดคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยลดอันตรายจากการเกิดเส้นเลือดหัวใจอุดตันด้วย

ข้าวเหนียวเขี้ยวงู นิยมนำมาทำเป็นข้าวเหนียวมูน รับประทานกับมะม่วง น้ำกะทิทุเรียน นำมาทำข้าวหลาม ไอศกรีม ขนมไทย ข้าวเหนียวสังขยา และข้าวเหนียวหน้าต่าง ๆ

มะพร้าวทับสะแก เป็นมะพร้าวต้นสูง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือเนื้อหนา กะลาบาง ผลใหญ่ ผลดก และมีความมันของกะทิสูงกว่ามะพร้าวจากแหล่งอื่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กำลังจะยื่นขอขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI

มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นมะม่วงที่นิยมรับประทานสุก พันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้ที่นิยมปลูก มี 2 พันธุ์ คือ น้ำดอกไม้เบอร์ 4 และน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เมื่อสุกจัดจะมีสีเหลืองอมส้ม หรือเหลืองทอง เนื้อละเอียด มีเสี้ยนเล็กน้อย มีเปลือกหนา มีรสหวานกว่าน้ำดอกไม้เบอร์ 4 ทนโรค ทนแมลง และบังคับให้ติดผลนอกฤดูได้ดีกว่าน้ำดอกไม้เบอร์ 4 เป็นที่นิยมของตลาดต่างประเทศ ทั้ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี

ที่พยายามอธิบายความ และลักษณะที่ดีเด่นของวัตถุดิบที่นำมาทำข้าวเหนียวมะม่วงครั้งนี้ เพื่อจะบอกว่า วัตถุดิบที่มีคุณค่า เมื่อแปรรูปออกมาแล้วต้องชูคุณค่านั้นให้ได้ทั้งรูปร่างหน้าตา และ รสชาติ ..แต่ภาพที่เห็นการเสิร์ฟ และการรับประทานของนักท่องเที่ยวชาวจีนในวันนั้นแล้วยังติดตา….

มะม่วงผ่าซีกแล้วกรีดเป็นตารางโดยที่เนื้อยังติดอยู่กับเปลือกวางซ้อนมาในจานเปล มีพลาสติกหุ้มจานมะม่วงเพื่อรักษาคุณภาพ ข้าวเหนียวมูนมาในชามใหญ่ๆ คนรับประทานใช้ช้อนบ้าง ใช้ตะเกียบบ้างตักและคีบข้าวเหนียว ใช้ตะเกียบคีบเนื้อมะม่วงให้แยกจากเปลือก หรือบางคนที่ไม่ห่วงสวยห่วงหล่อใช้ปากแทะมะม่วงจากเปลือก เห็นแล้วต้องถามว่า….มันใช่หรือ….

นี่ยังไม่รวมภาพที่เห็นข้าวเหนียวและมะม่วงที่เหลือจากงานเลี้ยง จะบอกว่าเหมือนบ่อขยะ ก็ดูจะรุนแรงไป แต่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง…..

หมดกัน…..ภาพพจน์ข้าวเหนียวมะม่วง…ของไทย…..ใครไม่อายแต่ผมอาย…..

แว่นขยาย

‘กฤษฏา’ชง’บิ๊กตู่’ปฏิรูปเกษตรแผนสอง ผุดโมเดลเกษตรแม่นยำสูง-จ่อเปิดแผนผลิตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392407

'กฤษฏา'ชง'บิ๊กตู่'ปฏิรูปเกษตรแผนสอง  ผุดโมเดลเกษตรแม่นยำสูง-จ่อเปิดแผนผลิตใหม่

‘กฤษฏา’ชง’บิ๊กตู่’ปฏิรูปเกษตรแผนสอง ผุดโมเดลเกษตรแม่นยำสูง-จ่อเปิดแผนผลิตใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562, 13.48 น.

 

31 ม.ค.62 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคเกษตรทั้งระบบ เป็นสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้เกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้ ส่วนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯสั่งว่า เกษตรกรไทย จะอยู่แบบนี้ไม่ได้ ผลิตได้มาก แต่ขายได้น้อย จะอยู่ในอาชีพได้ยาก ตนมาเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ1ปี ได้กำชับข้าราชการเกษตรทุกคนแนะนำเกษตรกรปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ จะต้องหาตลาดให้ด้วย ไม่ใช่ไปบอกให้ทำเกษตรแล้วปล่อยเกษตรกรทำตามยะถากรรม

“ยุคผมมาปรับใหม่ ตอนนี้ผลงานเริ่มประสบความสำเร็จแล้วโมเดลปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนทำนาปรัง ในนโยบายการตลาดนำการผลิต ผมเสนอนายกฯต้องรู้ตลาดก่อน ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ ต้องการเท่าไหร่ อย่างเช่นผลิตข้าว33ล้านตันข้าวเปลือก บริโภคในประเทศและ ส่งออก 20ล้านตันต่อปี ส่วนที่เหลืออีก10ล้านตัน ทำอย่างไร จึงเร่งลดพื้นที่ปลูกข้าว ประสานงานกระทรวงพาณิชย์ สมาคมอาหารสัตว์ ทราบว่าต้องใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ล้านตันต่อปี ผลิตทำอาหารสัตว์ ที่ผ่านมาไปซื้อต่างประเทศ2 ล้านตัน จึงรณรงค์ชาวนาหันมาปลูกข้าวโพด แทนทำนาปรัง ธกส.ให้กู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละสลึง ตอนนี้ข้าวโพดเริ่มออกแล้ว ผลผลิตดี ราคาดีมาก ขนาดความชื้นร้อยละ30-40 ยังขาดได้ 8บาท มีกำไร เฉลี่ย3.5พันบาทต่อไร่ ทำนาไร่ละ350บาท และมีประกันภัยความเสี่ยงทุกขั้นตอนจนถึงเก็บเกี่ยว เกษตรกรรู้ราคาขาย รู้ความต้องการตลาดล่วงหน้า นี่คือโมเดลตัวอย่างปฏิรูปเกษตร ยุคพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องใช้เงินหลายแสนล้านบาทไปรับจำนำ แล้วปล่อยข้าวเน่าเสีย”นายกฤษฏา กล่าว

นายกฤษฏา กล่าวว่าต่อไปนี้ กำลังขับเคลื่อนเรื่องใหญ่ ตนและรมช.เกษตรฯ2ท่าน วางแผนปีนี้หากเกษตรกรแห่ไปปลูกข้าวโพด ทำให้ราคาเป็นปัญหาอีก จึงมาทำแผนการผลิตของประเทศใหม่ โดยมีแผนที่การใช้ดินเหมาะสม จัดสรรโควตาทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์ จัดหาตลาด เพื่อให้ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรทุกชนิดสมดุลกับความต้องการก้าวไปสู่โมเดลเกษตรแม่นยำสูง

“ จากนี้ประเทศไทยมีแผนการผลิตสินค้าเกษตร จะใช้ระบบโควตา จัดสรร ให้เกษตรกรทำเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ กำลังเสนอเขียนแผนงาน เสนให้นายกฯ เดินหน้าปฏิรูปเกษตรแผนสอง ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดสรรโควตา พืช เลี้ยงสัตว์ เท่าไหร่โดยไม่มีปัญหาล้นตลาด หรือถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะเป็นบางชนิด รัฐลงไปดูแลใช้งบไม่มาก จะไม่ปล่อยให้ปลูกแบบเดิมเจ๊งแบบเดิมอีกต่อไป ผมมีประสบการณ์เรื่องยางพารา สมัยเป็นรองผู้ว่าฯจังหวัดภาคใต้ ปี42 -43ขณะนั้นผลผลิตยางไม่เกิน3ล้านตันต่อปี ราคากิโลกรัมละ100 บาท พอรัฐบาลปี47 เห็นราคาดีก็มาขยายพื้นที่ปลูกยางไปเป็นล้านๆไร่ มาถึงยุคนายกฯประยุทธ์ จึงโชคร้าย เพราะยางเหล่านั้นมากรีดได้ช่วงนี้ จนมีผลผลิตถึง 4.5ล้านตัน ก็เป็นความโชคร้ายของผมด้วย ซี่งเป็นห่วง ทุเรียนเจอวัฐจักรเดียวกัน ผมกำลังวิเคราะห์ดูทุกสินค้า โดยให้ทูตเกษตรต่างประเทศ 11แห่ง ขยายตลาดส่งออกยางพารา ในการทำพื้นถนน ลาดจอดรถ จะทราบปริมาณในเดือนนี้ ซึ่งปัญหาใหญ่ของเกษตรกร คือ เรื่องตลาด ในฐานะผมเป็นลูกเกษตรกร ที่บ้านเป็นหนี้ธกส.มาก่อน และมาเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯขอให้ ธกส.ปรับบทบาท อย่าปล่อยกู้อย่างเดียว ให้ทำงานควบคู่กับพาณิชย์จังหวัด ผมเป็นนายอำเภอ 10ปี ผู้ว่าฯ5ปี รู้ว่าคนพาณิชย์แต่ละจังหวัดมีเพียง4-5คน จะมาทำการตลาดให้เกษตรกรมีจำนวนมากคงไม่ไหว ซึ่งคนธกส.มีทุกตำบล ต้องเพิ่มบทบาท ทำการตลาด ให้ชาวไร่ชาวนาด้วย ขยายผลความสำเร็จในการปฏิรูปการเกษตร จากที่รัฐบาลชุดนี้สร้างรากฐานไว้ให้เกษตรกรสามารถอยู่ในอาชีพได้อย่างมั่นคงยั่งยืนแท้จริง”นายกฤษฏา กล่าว

‘เกษตรกร’เฮ กษ.เร่งเดินหน้าทุกสหกรณ์ทำปุ๋ยคุณภาพดี-ขายราคาถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392406

'เกษตรกร'เฮ กษ.เร่งเดินหน้าทุกสหกรณ์ทำปุ๋ยคุณภาพดี-ขายราคาถูก

‘เกษตรกร’เฮ กษ.เร่งเดินหน้าทุกสหกรณ์ทำปุ๋ยคุณภาพดี-ขายราคาถูก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562, 13.46 น.

 

31 ม.ค.62 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่ากำลังเดินหน้าโครงการสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรผสมปุ๋ยเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกร วางเป้าขายถูกกว่าท้องตลาด 3,378 บาทต่อตัน เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต 300 – 400 บาท ต่อไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมวิเคราะห์ค่าดิน เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยให้สหกรณ์ผลิตปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับดินแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเจรจากับผู้ประกอบการนำเข้าแม่ปุ๋ย พร้อมกับให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ได้ซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้า ในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด จัดส่งกระจายต่อให้สหกรณ์การเกษตรนำไปผลิตปุ๋ยขายเกษตรกรได้ในราคาถูก

ขณะนี้กรมฯมีโครงการสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรผลิตปุ๋ยใช้เองจำหน่ายให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร เนื่องจากปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และใช้ปุ๋ยไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นดิน ซึ่งส่งผลทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่ามาตรฐาน รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต โดยให้สหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอผลิตปุ๋ยที่มีคุณภาพและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดินของแต่ละพื้นที่ เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับสภาพดินให้สหกรณ์นำไปผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจะจัดเวทีให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงข้อดี ในการผลิตปุ๋ยใช้เองแทนปุ๋ยสำเร็จรูป และกรมวิชาการเกษตรจะออกใบอนุญาตผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงการให้คำแนะนำตามหลักวิชาการการผสมปุ๋ยและมอบใบรับรองปุ๋ยที่สหกรณ์ผลิตขึ้นว่ามีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่จะเลือกซื้อไปใช้

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเจรจากับผู้ประกอบการนำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยได้ซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้าในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดและกระจายต่อให้กับสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัดนำแม่ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักพืช คือ N P K สูตรเข้มข้น เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผสมและผลิตปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือสูตรที่เกษตรกรต้องการใช้ จำหน่ายให้กับเกษตรกร สำหรับเงินทุนในการผลิตปุ๋ยจำหน่ายให้เกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดสรรวงเงินสินเชื่อ 1,300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 2 และธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อปี

“ เดือนเมษายนเมื่อเข้าฤดูทำนาเกษตรกรก็จะสามารถใช้ปุ๋ยผสมเองนี้ได้ ขณะนี้กรมฯได้เปิดรับสมัครสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว 403 แห่งในพื้นที่ 66 จังหวัด และได้ประสานสหกรณ์เพื่อสำรวจปริมาณความต้องการปุ๋ยผสมใช้เองของสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์จะได้มีข้อมูลในการผลิตปุ๋ยได้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร คาดว่าสหกรณ์จะเริ่มผลิตปุ๋ยและจำหน่ายได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป้าหมายประมาณ 100,000 ตัน ซึ่งจะจำหน่ายราคาถูกกว่าปุ๋ยสำเร็จที่ขายตามท้องตลาดตันละ 3,378 บาท คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 300 – 400 บาท และสามารถลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 337.8 ล้านบาท” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ปศุสัตว์บุกจับโรงฆ่าสัตว์เถื่อนสระบุรี ยึดซากโคชำแหละ-อุปกรณ์การฆ่า กว่า 1.3แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392395

ปศุสัตว์บุกจับโรงฆ่าสัตว์เถื่อนสระบุรี ยึดซากโคชำแหละ-อุปกรณ์การฆ่า กว่า 1.3แสนบาท

ปศุสัตว์บุกจับโรงฆ่าสัตว์เถื่อนสระบุรี ยึดซากโคชำแหละ-อุปกรณ์การฆ่า กว่า 1.3แสนบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562, 13.22 น.

31 ม.ค. 62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าได้รับรายงานจากชุดเฉพาะกิจบังคับใช้กฎหมายของกรมปศุสัตว์ โดยกองสารวัตรและกักกัน สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี ด่านกักกันสัตว์สระบุรี ด่านกักกันสัตว์สุพรรณบุรี ด่านกักกันสัตว์พระนครศรีอยุธยา ด่านกักกันสัตว์ชัยนาท ด่านกักกันสัตว์ลพบุรี ร่วมกับทหารจากมณฑลทหารบกที่ 18 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรวังม่วง

เข้าตรวจสอบโรงฆ่าสัตว์ในพื้นที่อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ตามที่ได้รับร้องเรียนจากสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีการจัดตั้งและดำเนินกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิด จึงได้จับกุมผู้กระทำความผิด พร้อมยึดของกลางเป็นซากโคชำแหละ 576 กิโลกรัม และอุปกรณ์ที่ใช้ในการฆ่า จำนวน 19 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 135,070 บาท จึงได้ยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อส่งดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรวังม่วง จังหวัดสระบุรี โดยแจ้งข้อกล่าวหา

1. ไม่ปฎิบัติตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 โดยทำการจัดตั้งโรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ และการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องโทษตามมาตรา 56 ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ไม่ปฎิบัติตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 โดยทำการฆ่าสัตว์โดยมิได้แจ้งจำนวนที่จะฆ่า วัน เวลา ที่จะดำเนินการฆ่าสัตว์ต้องโทษตามมาตรา 60 ระวางโทษปรับเรียงตามรายตัวของสัตว์ กรณีโคหรือกระบือ ตัวละไม่เกินห้าหมื่นบาท

การดำเนินการเข้าตรวจค้นจับกุมโรงฆ่าสัตว์ครั้งนี้ เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เนื่องจากเนื้อสัตว์ที่มาจากโรงฆ่าสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาต มีความเสี่ยงอย่างมากในการนำเชื้อโรคระบาดที่สามารถติดต่อสู่คน หรืออันตรายจากสารตกค้าง ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคและอาจทำให้เสียชีวิตได้ นอกจากนี้ทางกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามโรงฆ่าสัตว์เถื่อนทั่วประเทศ เพื่อยกระดับให้โรงฆ่าสัตว์เป็นมาตรฐานเดียวกันและมีสุขอนามัยที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

แฟ้มภาพ

กษ.จับมือมทร.ศรีวิชัยจัดเต็ม ‘งานวันเกษตรแห่งชาติปี’62’โชว์ความก้าวหน้านวัตกรรมไอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392248

x

กษ.จับมือมทร.ศรีวิชัยจัดเต็ม ‘งานวันเกษตรแห่งชาติปี’62’โชว์ความก้าวหน้านวัตกรรมไอที

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 1–9 กุมภาพันธ์ 2562 ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้แนวคิด “เกษตร ศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานด้านการพัฒนาการเกษตร ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย ตลอดจนถ่ายทอดความรู้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคส่วนต่างๆ โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมจัดแสดงนิทรรศการเพื่อเทิดพระเกียรติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้านการเกษตรของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “การส่งเสริมการเกษตร เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งการจัดนิทรรศการจะสื่อให้เห็นถึงการเชื่อมโยงการน้อมนำแนวทางการพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ผนวกกับแนวทางงานส่งเสริมการเกษตรในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดย่อม เพื่อการแปรรูป และเพิ่มมูลค่า พัฒนาผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์และแบรนด์ จนกลายเป็นองค์กรเกษตรกรที่มั่นคง การจัดกิจกรรมสาธิตและฝึกอาชีพด้านเกษตรกร จำนวน 3 หลักสูตร ได้แก่ เทคนิคการเลี้ยงผึ้งโพรงเสริมรายได้, นวัตกรรมการปลูกผักแบบอัจฉริยะ และปอกหมดเปลือก…เรื่องขยายพันธุ์พืช รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าการเกษตรที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนด้านการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตร เน้นจำหน่ายสินค้าเกษตรสดและแปรรูปที่ได้คุณภาพมาตรฐานและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตรจะได้เรียนรู้ด้านการตลาด สร้างรายได้ และเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยเฉพาะผลผลิตจากทางภาคใต้ อาทิ ส้มโอหวานปากพนัง ทุเรียนหมอนทอง มังคุดนอกฤดูกาล ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง และหมอนหนุนจากยางพารา

โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนเกษตรกรและผู้ที่สนใจเที่ยวชมงานวันเกษตรแห่งชาติณ บริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเรียนรู้นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ ตลอดจนนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย และร่วมกันอุดหนุนสินค้าเกษตรไทยได้ ตั้งแต่วันที่ 1-9 กุมภาพันธ์ 2562 นี้

รายงานพิเศษ : ไทยทำสำเร็จลดก๊าซเรือนกระจกเกินเป้า ทส.ตีเหล็กตอนร้อน…เปิดโรดแมปลุยขับเคลื่อนต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392252

รายงานพิเศษ : ไทยทำสำเร็จลดก๊าซเรือนกระจกเกินเป้า  ทส.ตีเหล็กตอนร้อน…เปิดโรดแมปลุยขับเคลื่อนต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : ไทยทำสำเร็จลดก๊าซเรือนกระจกเกินเป้า ทส.ตีเหล็กตอนร้อน…เปิดโรดแมปลุยขับเคลื่อนต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน เช่น กรณีการเกิดพายุปาบึกในภาคใต้ที่เพิ่งผ่านไป หรือแม้แต่ภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญและตื่นตัววางแนวทางป้องกันและแก้ไข โดยเฉพาะการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา

โดยที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมความตกลงปารีส ซึ่งเป็นกลไกภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัจจุบันมีรัฐภาคีเข้าร่วม 184 ประเทศ และจัดทำเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้คำมั่นต่อนานาชาติว่าประเทศไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเฟสแรกให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 7 ภายในปี พ.ศ.2563 และร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573

ทั้งนี้ หลังจากนายกฯประกาศเป้าหมายดังกล่าว ประเทศไทยได้ดำเนินงานภายใต้มาตรการต่างๆ โดยเฉพาะภาคพลังงานและการขนส่ง ซึ่งเป็นภาคที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของประเทศ เช่น การประหยัดไฟ ใช้อุปกรณ์ติดฉลากเบอร์ 5 และใช้พลังงานทดแทน ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 45.68 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเท่ากับร้อยละ12 สูงกว่าเป้าหมายที่ประกาศไว้ ทำให้นานาชาติแสดงความชื่นชมเราอย่างมาก หลังจากนี้จะเร่งเดินหน้ามาตรการอื่น เช่น การลงทุนก่อสร้างระบบขนส่งทางรางเพิ่มอีก 2,000 กม. มีทั้งระบบรถไฟทางคู่ 32 เส้นทาง ระบบรถไฟฟ้า ระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยมลพิษในอนาคต

“นอกจากนี้ เรายังมีแผนงานสำคัญ นั่นคือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือป่าไม้ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2580 จากที่ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าร้อยละ 32 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 102.4 ล้านไร่ โดยจะดำเนินการปกป้องป่าจำนวนนี้เอาไว้ไม่ให้ถูกตัดอีกแม้แต่ต้นเดียว และใช้มาตรการต่างๆ เข้ามาเสริมในการเพิ่มพื้นที่ป่า เช่น ผลักดันการแก้กฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ 5 ฉบับ เพื่อสนับสนุนการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า และสนับสนุนการปลูกป่าชุมชน เป็นต้น ดังนั้น จึงมั่นใจว่าประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเฟสที่ 2 คือ ร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 โดยคาดว่าจะทำได้ถึงร้อยละ 28 หรือเกินกว่าเป้าหมายอย่างแน่นอน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า นอกจากภาคการพลังงานและการขนส่งแล้ว ยังมีภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และของเสียซึ่งครอบคลุมทั้งของเสียชุมชนและของเสียโรงงานที่เป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ จึงมีมติเห็นชอบแผนที่นำทาง หรือ Roadmap แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 2564-2573สาขาต่างๆ คาดว่าเมื่อถึงปี 2573 ไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 156.86 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์หรือร้อยละ 28.2 โดยแผนงานสำคัญสาขาต่าง ๆ มีดังนี้

สาขาพลังงาน ประกอบด้วยมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน มาตรการพัฒนาพลังงานทดแทน, สาขาคมนาคมขนส่ง ประกอบด้วย มาตรการหลีกเลี่ยงหรือลดการเดินทาง การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง (Shift Mode) เช่น การพัฒนาการขนส่งระบบรางเพื่อขนส่งมวลชนและโลจิสติกส์, สาขาการจัดการของเสีย ประกอบด้วยมาตรการการจัดการขยะและน้ำเสียชุมชน และสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ รวมถึงน้ำเสียงอุตสาหกรรม เช่น การทดแทนหรือปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น

“ดังนั้น จึงอยากขอรณรงค์และเชิญชวนประชาชนและภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทุกคนทำได้ทันที เช่น การประหยัดพลังงานภายในบ้านและที่ทำงาน การเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชน การหยุดเผาขยะในที่โล่ง การงดใช้ถุงพลาสติก และการปลูกป่าหรือต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งไม่เพียงจะเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น แต่ยังลดมลพิษทางอากาศได้อีกด้วย” เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 31 มกราคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392247

566101

ซอกแซกอาเซียน : 31 มกราคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อช่วงที่กระผมเข้าทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ใหม่ๆ กลางปี 2559 ได้มีโอกาสรับเชิญจากประเทศฟิลิปปินส์ให้ไปร่วมงานส่งมอบข้าว ซึ่งได้รับบริจาคมาจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 240 ตัน ที่เกาะซามาร์ ทางตอนกลางของประเทศ การเดินทางจากกรุงมะนิลา ไปยังเกาะดังกล่าว ต้องใช้เครื่องบิน ซึ่งใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง จุดที่ตั้งสถานที่ทำพิธีส่งมอบ อยู่ที่เมืองคาตามาน เป็นเมืองหลวงของจังหวัดซามาร์เหนือ พูดถึงการแบ่งแยกเขตปกครองของประเทศฟิลิปปินส์ กระผมรู้สึกว่าจะมีความเป็นระบบมาก เพราะมีการแบ่งเขตออกเป็นภูมิภาค หรือ Region แต่ละภูมิภาคจะมีขนาดเท่าๆ กัน มีจำนวนจังหวัดเกือบเท่าๆ กัน และทุกกระทรวง ทบวง กรมก็ยึดถือระบบการแบ่งภูมิภาคเหมือนกัน

ประเด็นนี้ มีความแตกต่างจากประเทศไทยเรามากทีเดียว เพราะการแบ่งภูมิภาค หรือภาคบ้านเรา แต่ละกระทรวง หรือ กรม แบ่งไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น กรมส่งเสริมการเกษตร มีการแบ่งภูมิภาคที่เรียกว่า เขต ออกเป็น 6 เขต กล่าวง่ายๆ คือ เหนือ อีสาน กลาง ออก ตก ใต้ ขณะที่ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะแบ่งไปอีกอย่างหนึ่งคือ มี 7 ภูมิภาค ได้แก่ เหนือ อีสาน กลาง ออก ใต้ฝั่งตะวันออก ใต้ฝั่งตะวันตก และกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนของกระทรวงมหาดไทย ก็มีการแบ่งออกเป็น 4 ภูมิภาค คือ เหนือ อีสาน กลาง และใต้ อย่างนี้เป็นต้น

ในประเทศฟิลิปปินส์ แต่ละภูมิภาคก็จะแยกเป็นจังหวัดต่างๆ ชื่อจังหวัดถ้าเป็นบ้านเราก็จะมีชื่อต่างกันไปอย่างชัดเจน แต่ของเขาส่วนหนึ่งใช้วิธีง่ายๆ ชื่อเดียวแต่ต่อท้ายหรือขึ้นต้นด้วยทิศ เช่น ในภูมิภาคซามาร์ที่ไปกันนี้แบ่งออกเป็น 3 จังหวัด ประกอบด้วย ซามาร์เหนือ ซามาร์ตะวันออก และซามาร์ตะวันตก ถึงตรงนี้กระผมก็นึกถึงประเทศไทยตอนที่มีคนพูดว่า โคราช หรือจังหวัดนครราชสีมา มีอาณาบริเวณใหญ่มาก น่าจะแยกเป็นจังหวัดย่อยได้ ชาวโคราชบางส่วนคัดค้านไม่ให้แยก เหตุผลเพราะทุกคนที่อาศัยในโคราชต่างก็เป็นลูกหลานย่าโมกันทั้งนั้น หากแยกออกไป จะไม่ได้เป็นลูกหลานย่าโมอีก ปรากฏว่าหาวิธีแก้กันไม่ได้ จังหวัดนครราชสีมาก็แยกไม่ได้สักที ขณะที่จังหวัดอื่นๆ ที่ใหญ่ๆ แยกกันไปหมดแล้ว เช่น อุบลราชธานี แยกออกเป็นจังหวัดยโสธร กับจังหวัดอำนาจเจริญ ความจริงถ้าเอาแนวทางเหมือนฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ในประเทศอเมริกาก็ใช้กัน คือ แยกโคราชเป็นจังหวัดนครราชสีมาเหนือ กับจังหวัดนครราชสีมาใต้ หรือจะเพิ่ม ออก ตก อีกก็น่าจะพอรับได้ ดีไหมครับวิธีนี้ เพราะคนโคราชทุกคนยังสามารถเป็นลูกหลานย่าโมกันต่อไปได้เหมือนเดิม

การจัดงานส่งมอบข้าว กระทำขึ้นเป็นพิธีการหลังจากที่คณะมนตรีแอปเตอร์อนุมัติคำร้องขอของประเทศฟิลิปปินส์ในการระบายข้าวที่เก็บสำรองไว้ล่วงหน้าเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เท่ากับว่าเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ข้าวที่เดิมเป็นเจ้าของร่วมกันทั้ง 13 ประเทศ ให้ไปเป็นของประเทศผู้รับบริจาคข้าว ในที่นี้ หมายถึงประเทศฟิลิปปินส์ โดยในพิธีครั้งนี้ก็จะมีผู้แทนจากประเทศผู้บริจาค คือ ญี่ปุ่น ผู้แทนประเทศผู้รับ คือ ฟิลิปปินส์ และที่ขาดไม่ได้คือสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ในฐานะผู้ประสานงานกลาง สำหรับประเทศญี่ปุ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้คือ Crop Production Bureau ซึ่งเป็นกรมกรมหนึ่งภายใต้กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และการประมง ส่วนประเทศผู้รับ คือ ฟิลิปปินส์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ National Food Authority (NFA) อันโด่งดัง ปรากฏว่าผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานเหล่านี้ ต่างก็มาเข้าร่วมงานอย่างครบครัน รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของท้องถิ่น ทำให้พวกเราที่ทำงานในสำนักเลขานุการแอปเตอร์ต่างรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี ผมเพิ่งเข้ามาอยู่ในแวดวงระหว่างชาติแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต แม้ว่าจะพอมีประสบการณ์มามากพอสมควรเกี่ยวกับการต่างประเทศ แต่ก็ถือเป็นความรู้สึกใหม่ ด้วยเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยพิธีการ หรือ Protocol อยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่เต็มรูปแบบเหมือนทำงานในกระทรวงต่างประเทศ และที่รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากคือ ผู้บริหารระดับสูงของประเทศเหล่านี้ต่างให้เกียรติพวกเราเป็นอย่างมาก ต้อนรับขับสู้ที่แสนประทับใจ ซึ่งในตอนต่อๆ ไป คงมีรายละเอียดมาเล่าเพิ่มเติมครับ สวัสดีครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สศก.ตรวจแหล่งปลูกหอมหัวใหญ่ ถกเกษตรกรเชียงใหม่-ผู้ส่งออก วางแผนรองรับผลผลิตช่วงม.ค.-มี.ค. คุณภาพดีพร้อมลุยญี่ปุ่นตลาดหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392249

x

สศก.ตรวจแหล่งปลูกหอมหัวใหญ่ ถกเกษตรกรเชียงใหม่-ผู้ส่งออก วางแผนรองรับผลผลิตช่วงม.ค.-มี.ค. คุณภาพดีพร้อมลุยญี่ปุ่นตลาดหลัก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา  ตราโช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์หอมหัวใหญ่ จ.เชียงใหม่ แหล่งปลูกหอมหัวใหญ่อันดับหนึ่ง และแหล่งส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย โดยลงพื้นที่ในอ.แม่วาง และอ.สันป่าตอง พร้อมประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ อาทิ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่แม่วาง จำกัด ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่บ้านกาดพัฒนา จำกัด และผู้ประกอบการส่งออกหอมหัวใหญ่ เพื่อติดตามสถานการณ์แนวทางบริหารจัดการสินค้าหอมหัวใหญ่ที่จะออกตลาดในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2562

สำหรับข้อมูลสถานการณ์การผลิตหอมหัวใหญ่ ปี 2562 (ปีเพาะปลูก2561/62) ข้อมูลพยากรณ์ ณ 7 มกราคม 2562  พบว่า จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย มีเนื้อที่เพาะปลูกรวม 9,233 ไร่ ลดลงเล็กน้อยจากปีที่แล้ว 70 ไร่ (ร้อยละ 0.75) เนื่องจากมีฝนตกช่วงต้นฤดูทำให้กล้าพันธุ์เสียหายปลูกได้ไม่เต็มพื้นที่ ผลผลิต 32,261 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว  25 ตัน (ร้อยละ 0.08)  ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,502 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 30 กิโลกรัม (ร้อยละ 0.86) เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ไม่มีโรคและแมลงรบกวน

ขณะนี้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณร้อยละ 30 ของผลผลิตทั้งหมด (ประมาณ 9,678 ตัน)  และจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ส่วนราคาของผลผลิตช่วงต้นฤดูกาล (ปลายเดือนธันวาคม 2561  ถึง กลางเดือนมกราคม 2562 ) เกรดคละเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 10 บาท/กิโลกรัม ราคาใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ พบว่า หอมหัวใหญ่ในปีนี้มีคุณภาพดีกว่าปีที่แล้ว และเป็นพันธุ์ Super Rex ทั้งหมดตรงกับความต้องการของตลาดส่งออก คือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย โดยราคาหอมหัวใหญ่เกรดส่งออกคละ จะสูงกว่า 15 บาท/กก. อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้จัดเตรียมแนวทางในการบริหารจัดการหอมหัวใหญ่ที่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมกราคม ถึง มีนาคม ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาสินค้าดังกล่าวมีความผันผวน โดยได้สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ เพื่อชะลอการจำหน่ายผลผลิตโดยแขวนผลผลิตและเก็บผลผลิตเข้าห้องเย็นบางส่วนในช่วงที่ผลผลิตออกกระจุกตัวมาก และการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์  และจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (Traceability)  ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 และจะขยายผลต่อให้เป็นรูปธรรมต่อไป

‘กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล’ปัดข่าวลาออก หลังโดนเด้งนั่งผู้ตรวจฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392279

'กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล'ปัดข่าวลาออก หลังโดนเด้งนั่งผู้ตรวจฯ

‘กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล’ปัดข่าวลาออก หลังโดนเด้งนั่งผู้ตรวจฯ

วันพุธ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562, 18.31 น.

30 ม.ค.62 จากกรณีการโยกย้าย นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อดีตอธิบดีกรมการข้าว พ้นจากตำแหน่ง มาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะมีปัญหาในการชี้แจง พ.ร.บ.พันธุ์ข้าว พ.ศ. …. ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังพิจารณา เนื่องจากพบว่าไม่มีการรักษาประโยชน์เกษตรกร และไม่ดำเนินตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ไปสงวนคำแปรญัตติเพื่อจะได้เสนอความเห็นต่อกฎหมายให้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร เพื่อป้องกันการการครอบงำทางตลาดของกลุ่มผู้ค้าพันธุ์ข้าว ตามคำสั่ง เมื่อวันที่ 25 ม.ค.62 แต่นายกฤษณพงศ์ ไม่ดำเนินการ จึงได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โยกย้ายทันทีนั้น

ทั้งนี้ ตลอดทั้งวันมีกระแสข่าวว่านายกฤษณพงศ์ จะลาออกจากราชการ เนื่องจากไม่พอใจที่โดนย้าย ซึ่งมีรายงานว่า รมว.เกษตรฯ และปลัดเกษตรฯ รับทราบข่าวนี้ และต่างมีท่าทีว่า หากนายกฤษณพงศ์ ยื่นหนังสือลาออก ก็พร้อมจะเซ็นอนุมัติโดยไม่ทักท้วง ดังนั้น ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ก็มีข่าวจากผู้ใกล้ชิดนายกฤษณพงศ์ ออกมาว่า ไม่ประสงค์ยื่นใบลาออกจากราชการแล้ว

โดย นายกฤษณพงศ์ กล่าวว่า ยืนยันยังไม่คิดลาออกจากราชการ เพราะข้าราชการอยู่ตรงไหนก็ได้ พร้อมทำงานในตำแหน่งผู้ตรวจฯ ส่วนความขัดแย้งระหว่างตนกับ รมว.เกษตรฯ ไม่ขอพูดถึง

ด้าน นายประสงค์ ประไพตระกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิบดีคนใหม่ กล่าวว่า ระหว่างนี้รอเข้าพบ รมว.เกษตรฯ เพื่อขอรับทราบนโยบายในการแก้ไขปัญหาข้าว จาก พ.ร.บ.นี้ ที่จะออกมา เพื่อจะได้วางแนวทางแก้ไขร่วมกันในการดูแลผลประโยชน์ชาวนาไทย