‘กฤษฎา’สั่งสอบปมทำประชาพิจารณ์สร้าง’เขื่อนวังหีบ’55ครั้ง แต่ชาวบ้านยันไม่เคยเข้าร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392274

'กฤษฎา'สั่งสอบปมทำประชาพิจารณ์สร้าง'เขื่อนวังหีบ'55ครั้ง แต่ชาวบ้านยันไม่เคยเข้าร่วม

‘กฤษฎา’สั่งสอบปมทำประชาพิจารณ์สร้าง’เขื่อนวังหีบ’55ครั้ง แต่ชาวบ้านยันไม่เคยเข้าร่วม

วันพุธ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562, 18.21 น.

30 ม.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จะให้อธิบดีกรมชลประทานไปสอบข้อเท็จจริง กรณีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่การสร้างเขื่อนหรือฝายโครงการชลประทานในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเครือข่ายปกป้องดินน้ำป่า นครศรีธรรมราช-พัทลุง โดยมีประชาชนนับร้อยคนเดินทางมากรุงเทพฯ และร้องต่อนายกรัฐมนตรี ให้ชะลอหรือระงับโครงการ ว่ามีการดำเนินการเปิดเวทีรับฟังจริงหรือไม่ และขั้นตอนการดำเนินการทำอย่างไร เพราะจากการรับฟังพบว่า ประชาชนใน 4 โครงการ บอกตรงกันว่าไม่ทราบว่ามีการเปิดเวทีรับฟัง โดยเฉพาะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนวังหีบ ไม่เคยรับรู้ว่ามีเวทีประชาพิจารณ์

“กรมชลฯ ชี้แจงว่าที่ผ่านมาก่อนดำเนินโครงการหรือเปิดโครงการ จะมีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชน ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการทำโครงการตามกฎหมาย โดยกรมชลฯ ระบุว่า ทำมากถึง 55 ครั้ง แต่ประชาชนในโครงการคลองปากประ จ.พัทลุง เขื่อนวังหีบ เขื่อนคลองสังข์ ต่างระบุตรงกันว่าไม่เคยทราบการจัดเวทีประชาพิจารณ์ ผมไม่เข้าใจว่าเขาจัดกันอย่างไร เชิญใคร วิธีการเชิญที่ถูกต้องตามวิชาการเขาต้องเชิญทั้งผู้มีส่วนได้และส่วนเสีย แต่ปรากฏว่าประชาชนผู้ได้รับผลกระทบใน 4 โครงการนี้ บอกไม่เคยได้รับเชิญ ดังนั้น จะให้กรมชลฯ ไปดูว่าที่จ้างให้ทำประชาพิจารณ์ในรายละเอียดทำอย่างไร เชิญใคร ให้รายละเอียดมาดู” นายกฤษฎา กล่าว

กษ.-มข.จัดใหญ่งานเกษตรอีสาน โชว์นวัตกรรมผสมผสานภูมิปัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391954

x

กษ.-มข.จัดใหญ่งานเกษตรอีสาน โชว์นวัตกรรมผสมผสานภูมิปัญญา

วันพุธ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานวันเกษตรภาคอีสานเป็นการเผยแพร่เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยังภาคการเกษตร เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่การเกษตรไทยแลนด์ 4.0 ตามเจตนารมณ์ของกระทรวงเกษตรฯ การที่หลายหน่วยงานร่วมมือจัดงานวันเกษตรภาคอีสานขึ้น ถือเป็นการบูรณาการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรกร เพื่อร่วมพัฒนาและช่วยผลักดันให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ดำเนินชีวิตยกระดับความเป็นอยู่ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มโอกาสแข่งขันสินค้าเกษตร เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ส่งเสริมระบบเกษตรแปลงใหญ่ การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ภายใต้แนวความคิดของงาน คือ “นวัตกรรมเกษตรอีสาน บูรณาการภูมิปัญญา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ

นายธรรม นิลสุวรรณ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดขอนแก่น (ผอ.กยท.)กล่าวว่า กยท.ร่วมจัดงานวันเกษตรภาคอีสานทุกปี ในรูปแบบนิทรรศการกระบวนการผลิตและนวัตกรรมทางด้านยางพารา ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงการแปรรูปเชิงอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดแนวคิดประกอบอาชีพการทำสวนยางพาราให้มั่นคงและยั่งยืน รวมถึงการนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ  สำหรับปีนี้ กยท. ได้รับเกียรติจาก นายสุรเดช เตียวตระกูล รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เกียรติเป็นผู้มอบเงินช่วยเหลือโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านบัญชี ธ.ก.ส. ให้ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่จ.ขอนแก่น 731 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 12.7 ล้านบาท

“กยท.จัดแสดงนิทรรศการและจัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ นิทรรศการนวัตกรรมยางพารา ซึ่งนำเสนองานวิจัยหมอนคอนกรีตผสมยางพาราและการทำถนนพาราซอลล์ซีเมนต์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่นและวิทยาเขตนครราชสีมา นิทรรศการ Today’s Life Rubber (ของใช้จากยางพาราในชีวิตประจำวัน) รวมถึงการแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา ผู้สนใจมาเที่ยวชมกิจกรรมดังกล่าวภายในงานวันเกษตรภาคอีสานได้ ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562” นายธรรมกล่าวทิ้งท้าย

ส่องเกษตร : เลี้ยงไว้ไม่ให้โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391951

449007

ส่องเกษตร : เลี้ยงไว้ไม่ให้โต

วันพุธ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมงานเลี้ยงหลายงาน ในหลายๆ กลุ่มคน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรืออย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ ผู้ที่เข้าสู่วัยอาวุโสเช่นผมมักจะได้รับเชิญให้ไปกล่าวคำอวยพรปีใหม่ หรือกล่าวอะไรก็ได้ที่อยากจะกล่าวในงานเช่นนี้เสมอ ซึ่งก็นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้รับฟังข้อคิดเห็นและแนวคิดของหลายๆ ท่าน การเป็นผู้ฟังทำให้เราได้รับทราบแนวคิดที่แตกต่างไปจากมุมเดิมๆ ที่เราเป็นอยู่

หนึ่งในงานปีใหม่ที่ผมได้เข้าร่วม คือ งานของอดีตผู้บริหารธนาคารของรัฐแห่งหนึ่ง และมีอยู่ท่านหนึ่งเสนอความเห็นได้กระทบใจผมมาก ท่านได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐที่มีต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศ สะท้อนความเป็นจริงของปี่กลองทางการเมืองที่กำลังโหมโรมอยู่ในปัจจุบัน นโยบายที่กล่าวสั้นๆว่า “นโยบายเลี้ยงไว้ไม่ให้โต”

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณานโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางการเกษตร ในทุกครั้งที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง มักจะยกความอยู่ดีกินดีของเกษตรกรมาเป็นเป้าหมายการพัฒนาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด เพราะนักการเมืองมองทะลุว่าฐานเสียงที่สำคัญคือ เกษตรกร เกษตรกรที่พร้อมจะเชื่อมั่นต่อนโยบายที่ให้ผลประโยชน์เฉพาะหน้าในช่วง 3-4 ปี ของแต่ละกลุ่มก้อนทางการเมืองได้มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศนำเสนอ ทั้งนโยบายการประกันราคา นโยบายการรับซื้อข้าวทุกเมล็ด หรือนโยบายสินเชื่อเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ

จะว่าไปแล้ว นโยบายเหล่านี้ เมื่อฝ่ายที่เสนอนโยบายได้เข้ามาบริหารประเทศ ก็มักจะผลักดันให้เกิดภาพที่สมบูรณ์ โดยที่เนื้อในไม่ได้ตอบโจทย์ความอยู่ดีกินดีเท่าใดนัก เกษตรกรผู้ที่ตกเป็นเครื่องมือของนโยบาย กลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และรอคอยความหวังใหม่ๆ จากกลุ่มก้อนทางการเมืองใหม่ๆ อีกต่อไป และต่อไป โดยไม่สามารถหลุดพ้นไปจากวังวนนี้ได้ เรียกได้ว่า ถูกเลี้ยงไว้ไม่ให้โต นั่นเอง

ประสบการณ์ที่ผมประสบเอง กรณีของบัตรที่รัฐออกให้เกิดขึ้นในคราวที่ผมมีโอกาสได้ไปตรวจเยี่ยมการใช้บัตรในพื้นที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เกษตรกรซึ่งเป็นหญิงสูงวัยเดินทางมาร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เพื่อซื้อปุ๋ยไปใส่ในนาข้าว ผ่านกระบวนการใช้จ่ายผ่านระบบบัตรดังกล่าว ด้วยความสนใจผมเลยเข้าไปคุยด้วยว่าใช้ปุ๋ยอะไรในนาข้าวและตอนนี้ข้าวที่ปลูกอยู่ในระยะใด เกษตรกรรายนั้นตอบผมมาว่าใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในนาข้าวระยะแตกกอตามที่ร้านค้าจัดให้ พอได้ฟังคำตอบ ผมถึงกับยืนอึ้งไป เพราะปกติแล้วปุ๋ยสูตรนี้นับว่าเป็นปุ๋ยที่มีราคาค่อนข้างสูง และใช้สำหรับพืชสวนเป็นหลัก ไม่มีคำแนะนำให้ใช้ในนาข้าว มันก็แปลกดี แต่เมื่อผมทบทวนแล้ว ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการขายปุ๋ยสูตรนี้ให้เกษตรกร คงหนีไม่พ้นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิต และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าปุ๋ย ในขณะที่เกษตรกรรายดังกล่าว ต้องรับสภาพกับการใช้ปุ๋ยที่ไม่ถูกสูตร ไม่ถูกวิธี ไม่ถูกเวลากันไป ผลตอบแทนที่ได้จากการทำนาด้วยการลงทุนใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่ถูกต้อง คงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก วัยรุ่นสมัยนี้เขาเรียกว่า ไม่พูดมาก เจ็บคอ

ในท่ามกลางนโยบายเลี้ยงไว้ไม่ให้โต ยังมีเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตัดขาดจากนโยบายดังกล่าว สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง พัฒนาการเกษตรบนพื้นฐานของความรู้ โดยไม่หวังพึ่งนโยบายขายฝันจากกลุ่มก้อนนักการเมือง เกษตรกรกลุ่มนี้จึงสามารถเติบโตในอาชีพของตนเอง ไม่ว่านโยบายจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยส่วนตัวแล้ว ผมชื่นชมกับวิธีคิดของเกษตรกรกลุ่มนี้มาก ผมไม่ขอฟันธงว่าเกษตรกรกลุ่มนี้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือเป็นเกษตรกรรุ่นเก่า เพราะเท่าที่ผมได้สัมผัสอายุไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาให้หลุดพ้นจากวงจรเลี้ยงไว้ไม่ให้โต มันขึ้นกับว่าจะเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลง หรือ เรียนรู้ด้วยความเคยชิน

ปี่กลองการเมืองเริ่มแล้ว เราจะยอมเลี้ยงไม่โต หรือ เราจะโตกันเสียที

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ลุยเสริมพลังจิตอาสา แบ่งปันองค์ความรู้ด้านเกษตรสู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391957

x

ลุยเสริมพลังจิตอาสา แบ่งปันองค์ความรู้ด้านเกษตรสู่ชุมชน

วันพุธ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า กรมฯน้อมนำแนวทางพระราชดำริ มาแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร และขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างเป็นระบบ และนำองค์ความรู้ที่เป็นผลสำเร็จจากการศึกษา ทดลอง วิจัย จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 ศูนย์ ที่เหมาะสมไปส่งเสริมแก่เกษตรกรประกอบอาชีพด้านการเกษตรอย่างกว้างขวาง ผ่านการคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบแนวทางพระราชดำริ ที่มีจิตอาสาแบ่งปันความรู้แก่เพื่อนเกษตรกรในชุมชนและผู้ที่สนใจทำเกษตร เพื่อสร้างเครือข่ายการทำงาน รวมทั้งขยายผลไปยังกลุ่มยุวเกษตรกร ให้เรียนรู้งานพระราชดำริด้วย ทั้งนี้ เป้าหมาย ปี 2562 กรมฯ เดินหน้าขยายผลโดยสร้างเครือข่ายเกษตรกร จากจังหวัดที่ตั้งของศูนย์ศึกษาฯ 6 จังหวัด ออกไปในจังหวัดข้างเคียงอีกศูนย์ละ 2 จังหวัด ให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น และเหมาะสมตามสภาพพื้นที่จริงของเกษตรกร ผ่านการอบรมให้เกษตรกรมีพลังจิตอาสาและพร้อมขยายผลองค์ความรู้ไปสู่ชุมชนได้

กรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนเกษตรกรต้นแบบโดยอบรมเกษตรกรที่มีความพร้อมให้มีศักยภาพในการเป็นวิทยากร ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ข้างเคียงและผู้ที่สนใจประกอบอาชีพการเกษตร เช่น นายอุ่นเรือน เกิดสุข เกษตรกรต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียง จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ ที่น้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากศูนย์ไปใช้ประกอบอาชีพการเกษตร ตลอดจนวางแผนการผลิตที่ลดความเสี่ยง สร้างรายได้ตลอดปี ปัจจุบันสนับสนุนให้เป็นแปลงเรียนรู้ โดยผู้สนใจสามารถเข้าไปศึกษาการทำเกษตรผสมผสาน การปลูกพืชผักเสริมในแปลงไม้ผล การปลูกพืชท้องถิ่นและกาแฟ ตลอดจนการเพาะและแปรรูปเห็ดหลินจือ ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่โทรศัพท์ 08-7192-3285 ด้านนายศราวุฒิ เลาว้าง เกษตรกรต้นแบบด้านการพัฒนาการผลิตในพื้นที่พิเศษ จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (เกษตรที่สูง) จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นชนเผ่าม้งที่เข้ามาศึกษาการทำเกษตรจากศูนย์ศึกษาฯ กระทั่งสามารถวิเคราะห์ตลาด วางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ และมีทักษะเชี่ยวชาญเกี่ยวกับอะโวคาโด ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรวางแผนพัฒนาศักยภาพเกษตรกรอีกหลายรายให้เป็นวิทยากรแบ่งปันความรู้แก่ชุมชนในปี 2562 ต่อไป

รมว.เกษตรสั่งสอบด่วน ข้าวปลอมปนทุบหอมมะลิ-แนะชาวนาใช้พันธุ์ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391958

x

รมว.เกษตรสั่งสอบด่วน ข้าวปลอมปนทุบหอมมะลิ-แนะชาวนาใช้พันธุ์ดี

วันพุธ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากกรณีมีข่าวการปลอมปนในข้าวขาวดอกมะลิ 105 ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและชื่อเสียงข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งแก้ไขปัญหานั้น ว่าที่ร้อยตรี ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวที่มีอ้างว่าถูกนำมาผสมในข้าวขาวดอกมะลิ 105 นั้นคือ ข้าวหอมพวงเป็นข้าวเจ้าพื้นนุ่มอายุเก็บเกี่ยวสั้น 90-95 วัน และเชื่อกันว่าเป็นข้าวที่ผู้ประกอบการลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศให้ชาวนาเพาะปลูกในจ.สุพรรณบุรีประมาณปี 2558 แต่สันนิษฐานว่าข้าวดังกล่าวไม่ใช่ข้าวหอม Jasmine 85 ของประเทศเวียดนาม โดยมีผู้ประกอบการผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้ชาวนาทั้งที่ไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชจากกรมวิชาการเกษตร และไม่ได้รับรองพันธุ์จากกรมการข้าว แต่มีชาวนาไม่น้อยหลงเชื่อผู้ประกอบการที่ชักชวนให้ซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเหล่านี้ ด้วยเห็นว่าเป็นข้าวมีอายุสั้นและขายกลับผู้รับซื้อข้าวเปลือกได้ราคาสูงกว่าปกติตามคำโฆษณา

ปี 2560 กรมการข้าวตรวจสอบพบว่า เริ่มจำหน่ายเมล็ดข้าวหอมพวงเพื่อการค้า ทั้งที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์ตามพ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ซึ่งผิดกฎหมาย และกระจายการปลูกในจังหวัดใกล้เคียง กรมการข้าวจึงเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ทำความผิดตามพ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ.2518 เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของข้าวหอมพวง ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ปลอมปน ไม่ได้คุณภาพ และโฆษณาคุณภาพเป็นเท็จ กระทั่งตรวจพบการทำผิด จึงดำเนินคดีกับสถานที่รวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้าที่รวบรวมและขายเมล็ดข้าวหอมพวง 2 ราย ในจ.สุพรรณบุรีและ 1 ราย ที่จ.พิษณุโลก

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังมีการลักลอบจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมพวงและชักจูงชาวนาให้หลงเชื่อ โดยปลูกมากที่จ.นครสวรรค์ คาดว่ามีพื้นที่ปลูกประมาณ 9,300 ไร่ ใน 10 ตำบลของอ.ชุมแสง หน่วยสารวัตรเกษตรของกรมการข้าวเข้าตรวจค้นร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชในอ.ชุมแสง แต่ไม่พบการทำผิดตามพ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่มีท่าข้าวที่รับซื้อ 2 แห่งคือ ท่าข้าวนโมและท่าข้าวไพรทอง อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ จึงเข้าตรวจสอบ พร้อมทั้งเข้าเก็บตัวอย่างข้าวหอมพวง ซึ่งทราบว่าให้ราคารับซื้อข้าวเปลือกเกี่ยวสดในราคาตันละ 8,000–9,000 บาท สูงกว่ากว่าข้าวขาวปกติทั่วไปที่มีราคาประมาณตันละ 7,500–7,800 บาท และส่งต่อข้าวเปลือกไปยังผู้ประกอบการโรงสีใน จ.นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สุพรรณบุรี

ผลตรวจสอบคุณภาพทางกายภาพเบื้องต้นของตัวอย่างข้าวที่สุ่มเก็บมา 2 ตัวอย่าง พบว่ามีเมล็ดข้าวพันธุ์อื่นปนมากถึง 70 เมล็ดในตัวอย่าง 500 กรัม ขณะเดียวกันพบข้าวแดงปนมากถึง 190 เมล็ดในตัวอย่าง 500 กรัม กล่าวได้ว่า ผลผลิตข้าวเปลือกดังกล่าว แท้จริงมีพันธุ์ปนสูงมาก ดังนั้น จึงขอให้เกษตรกรที่ประสงค์จะปลูกข้าวพื้นนุ่มหันมาปลูกข้าวที่ได้รับการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว เช่น พันธุ์ กข21 มีความต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หรือพันธุ์กข77 ที่มีคุณภาพเมล็ดดีให้ผลผลิตสูง และขณะนี้กรมการข้าวเตรียมรับรองพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มพันธุ์ใหม่เพิ่มเติม คือ พันธุ์ กข79 ที่อายุสั้น ผลผลิตสูงต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ต้านทานโรคไหม้ และมีคุณภาพการสีเป็นข้าวสารคุณภาพดี

รณรงค์เลิกเผาซากพืชลดฝุ่นพิษ แนะไถกลบโปรยสารอีเอ็มย่อยสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391963

x

รณรงค์เลิกเผาซากพืชลดฝุ่นพิษ แนะไถกลบโปรยสารอีเอ็มย่อยสลาย

วันพุธ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ครบรอบปีที่ 6 และเป็นประธานพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดกรมฝนหลวงฯว่า กรมฝนหลวงฯ ตั้งขึ้นเพื่อรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบครบวงจร โครงการฝนหลวงช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร ก่อให้เกิดประโยชน์สมดังพระราชปณิธานของพระองค์ ส่งผลให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงพึ่งพาตนเองได้

นายกฤษฎากล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปัญหาฝุ่นละอองที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนนั้น กรมฝนหลวงฯขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการขึ้นบินฝนหลวงจะประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ประการ 1.มีความชื้นสัมพัทธ์อยู่ในระดับร้อยละ 60-70  และ 2.ค่าการยกตัวของเมฆ ถ้าติดลบ และความชื้นสัมพัทธ์มาก ก็ปฏิบัติการฝนหลวงได้สำเร็จ  โดยตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม มีค่าความชื้นสัมพัทธ์สูงถึงร้อยละ 70  และค่าการยกตัวของเมฆติดลบ ทำให้ปฏิบัติภารกิจสำเร็จปริมาณฝนตกตามพื้นที่เป้าหมาย

นายกฤษฎากล่าวอีกว่า กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควัน โดยการจูงใจไม่ให้เกษตรกรเผาซากพืช โดยประสานกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนกระทรวงเกษตรฯหาเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวโดยวิธี  “ผลาญ 3 ผลาญ 4” คือ การไถกลบด้วยจอบ หรือรถไถ ในกรณีที่เกษตรกรปลูกข้าวโพด เดิมเมื่อเก็บฝักข้าวโพดเสร็จก็จะนำไปเผา เพื่อเตรียมทำพืชฤดูใหม่ แต่ปัจจุบันพบว่าเมื่อเก็บข้าวโพดเสร็จจะไถกลบ แล้วโปรยสารอีเอ็มเพื่อย่อยสลายภายใน 15 วันหรือ 1 เดือน ทำให้ดินกลายเป็นปุ๋ย ขณะนี้ได้เผยแพร่วิธีดังกล่าวไปยังเกษตรกรซึ่งเป็นที่นิยม รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากกระทรวงมหาดไทยสร้างความเข้าใจให้เกษตรกรเพื่อหันมาลดการเผาให้มากขึ้นดังนั้น ในปี 2559-2561 มีค่าความร้อนของอากาศที่เกิดจากการเผาของซากพืช วัชพืช น้อยหรือแทบไม่มีเลย

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงฯเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงฯปฏิบัติการทำฝนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนที่ขาดแคลนน้ำได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ละปีช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ถึง 200-300 ล้านไร่ รวมทั้งพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำฝน รวมถึงด้านความร่วมมือกับต่างประเทศและการเผยแพร่ศาสตร์พระราชาในต่างแดน สำหรับแผนดำเนินงานปีต่อไป ยังคงขับเคลื่อนโครงการวิจัย เช่น การศึกษาวิจัยการทำฝนด้วยเทคนิคเผาจากภาคพื้น (Ground Based Generator)  รวมทั้ง โครงการวิจัยพัฒนาอากาศยานไร้นักบิน (UAV) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงแบบเมฆอุ่นโดยใช้UAV ยิงพลุสารเคมีซิลเวอร์ไอโอไดด์ และเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานศาสตร์พระราชา นอกจากนี้ จะปรับขยายศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มขึ้นจากเดิม 5 ศูนย์ คือ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จ.บุรีรัมย์ และพิจารณาย้ายศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ มาประจำการ ที่ จ.ตาก เนื่องจากสนามบินเชียงใหม่ จราจรค่อนข้างแออัด รวมทั้งตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มอีกแห่งที่ จ.พิษณุโลกในปี 2563 ตลอดจนเร่งจัดตั้งโรงเรียนการบินฝนหลวง ที่จ.ตาก ลดปัญหาขาดแคลนนักบิน พร้อมรองรับความร่วมมือระหว่างประเทศ และจัดสร้างศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ ที่จ.เพชรบุรี เป็นแหล่งความรู้ด้านงานวิจัย งานวิชาการ เป็นศูนย์อบรมเพิ่มพูนความรู้ให้บุคลากรฝนหลวง และต่างประเทศที่สนใจ รวมทั้งโรงเรียนการบินฯ และศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี คาดว่าในปี 2563 จะเป็นรูปธรรม

สทนช.เปิดโรดแมปดันแผนน้ำชาติ ทุ่มงบ3.3แสนล้านผุด112โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391923

สทนช.เปิดโรดแมปดันแผนน้ำชาติ ทุ่มงบ3.3แสนล้านผุด112โครงการ

สทนช.เปิดโรดแมปดันแผนน้ำชาติ ทุ่มงบ3.3แสนล้านผุด112โครงการ

วันอังคาร ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562, 14.34 น.

สทนช.เปิดโรดแมปดันแผนน้ำชาติ ทุ่มงบ3.3แสนล้านบาท112โครงการ ลุยเดินหน้าสร้างปี62-65 แจ้งเกิดกฎหมายน้ำของประเทศ เร่งทำประชาพิจารณ์ก่อนคิดอัตราเก็บค่าน้ำภาคอุตสาหกรรม ส่วนเกษตรกรใช้น้ำเพื่อครองชีพ ยันไม่ต้องจ่ายค่าใช้น้ำ

29 ม.ค.62 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในงานสัมมนา เรื่อง “เหลียวหน้าแลหลังแนวทางการบริหารจัดการน้ำของชาติ 20 ปี ภายใต้การแจ้งเกิด พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561” ว่า พ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายน้ำฉบับแรกของประเทศ ซึ่งรัฐบาลคาดหวังจะทำให้เกิดการบูรณาการ การใช้ พัฒนา บริหารจัดการ ฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำที่เป็นเอกภาพ มีมาตรการป้องกันแก้ไขน้ำแล้ง-น้ำท่วม วางหลักเกณฑ์ในการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำสาธารณะ มีองค์กรในการบริหารจัดการน้ำระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และระดับองค์กรผู้ใช้น้ำ สะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำ ให้มีความประสานสอดคล้องกันในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน 8 เรื่อง คือ การจัดสรร การใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และสิทธิในน้ำรวมทั้งจะมีการวางหลักเกณฑ์ในการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำสาธารณะ การจัดทำนโยบายและแผนบริหารทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งจะทำให้เกิดองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใน 3 ระดับ คือ ระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และระดับองค์กรผู้ใช้น้ำ

ขณะนี้ สทนช.เตรียมนำกฎหมายลูกต่างๆ เช่น การกำหนดพื้นที่ลุ่มนํ้าและการอนุญาตการใช้นํ้า และการเก็บค่านํ้า เพื่อออกไปรับฟังความคิดเห็นในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการเก็บค่านํ้า ทาง สทนช.อยู่ในช่วงศึกษาการเก็บค่านํ้าของชลประทานและการจัดเก็บค่านํ้าบาดาล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายมากที่สุด และการน้ำใช้ในขั้นพื้นฐานการดำรงชีพจะไม่มีการเก็บค่านํ้าอย่างแน่นอน ส่วนจะเก็บจากอุตสาหกรรมขนาดไหน เก็บอย่างไร ตรงนี้จะต้องไปรับฟังความคิดเห็นและศึกษาให้รอบคอบที่สุด

นายสมเกียรติ กล่าวว่า สทนช.จะทำหน้าเป็นเสนาธิการน้ำและเป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยให้มีหน้าที่และอำนาจสำคัญ ในการจัดทำผังน้ำเชื่อมโยงการดำเนินงานกับคณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานของรัฐ/อปท.และภาคส่วนต่างๆ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.น้ำฯ อำนวยการและกำกับดูแลโครงการสำคัญระดับชาติหรือโครงการเร่งด่วน ตลอดจนบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยการแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤตน้ำที่นายกรัฐมนตรีบัญชาการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจในขณะที่ สทนช.ภาค มีบทบาททำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการลุ่มน้ำ และดำเนินการให้มีการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ คาดภายใน 2 ปี จะสามารถกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ ตามหมวด 4 และกฎหมายว่าด้วยการยื่นคำขอรับใบอนุญาตการใช้น้ำ ตามมาตรา 104 แล้วเสร็จ

สำหรับประโยชน์จากการบริหารทรัพยากรน้ำภายใต้บังคับ พ.ร.บทรัพยากรน้ำฯ จะทำให้มีนโยบายการบริหารทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ จะทำให้มีแผนแม่บทการบริหารทรัพยากรน้ำที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยในระดับลุ่มน้ำจะมีแผนแม่บทการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ ซึ่งจะเป็นแผนที่ที่กำหนดทางเดินให้ไปถึงจุดหมาย ที่ทำให้มีความมั่นคงและยั่งยืนด้านน้ำ

มีการบริหารจัดการน้ำครอบคลุมทุกบริบทของน้ำ ทั้งน้ำในบรรยากาศ น้ำบนดิน น้ำใต้ดิน และน้ำทะเล ตลอดจนบริหารจัดการโดยองค์กรระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และองค์กรผู้ใช้น้ำ ในขณะที่ประชาชนเองก็จะมีสิทธิใช้น้ำตามสิทธิขั้นพื้นฐาน และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่สำคัญคือจะทำให้ประเทศไทยมีแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมที่บูรณาการร่วมกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต

“จะเร่งขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ให้สอดคล้องกับพื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ จำนวน 66 พื้นที่ แบ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาด้านน้ำ 53 พื้นที่ รวม 34.62 ล้านไร่ น้ำท่วม 11.24 ล้านไร่ น้ำแล้ง 6.87 ล้านไร่ ประสบปัญหาทั้งน้ำท่วม และน้ำแล้ง 16.51 ล้านไร่ ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ 0.001 ล้านไร่ และพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ 13 พื้นที่ 10.81 ล้านไร่ แผนงานโครงการที่จะดำเนินการปี 63 จำนวน 46 โครงการ วงเงิน 34,166 ล้านบาท ปี 64 จำนวน 52 โครงการ วงเงิน 189,755 ล้านบาท ปี 65 จำนวน 7 โครงการ วงเงิน 76,738 ล้านบาท ซึ่งในปี 62 นี้ ได้ดำเนินการไปแล้ว 7 โครงการ วงเงิน 2,660 ล้านบาท รวมแผนงานโครงการ ปี 62 – 65 จำนวน 112 โครงการ วงเงินรวม 330,319 ล้านบาท รวมทั้งศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผลกระทบด้านสุขภาพประชาชน ใน 5 ลุ่มน้ำสำคัญ ได้แก่ สะแกกรัง ปราจีนบุรี-บางปะกง ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ชี มูล” นายสมเกียรติ กล่าว

ม็อบฟาร์มหมูเฮ! ศาลยกฟ้องหลังโดนฟ้องเรียก 500 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391912

ม็อบฟาร์มหมูเฮ! ศาลยกฟ้องหลังโดนฟ้องเรียก 500 ล้าน

ม็อบฟาร์มหมูเฮ! ศาลยกฟ้องหลังโดนฟ้องเรียก 500 ล้าน

วันอังคาร ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562, 14.14 น.

29 ม.ค. 62 ที่ห้องพิจารณาคดี ศาลจังหวัดเชียงราย ผู้พิพากษาได้ขึ้นนั่งบัลลังก์เพื่อพิพากษาศาลชั้นต้นกรณีบริษัทที.วี.เอฟ ฟาร์มมิ่ง จำกัด ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องร้องนายธีรพงษ์ เผ่ากา รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ และนายจิรายุ เผ่ากา ส.อบจ.เชียงราย เขต อ.พาน พร้อมพวกรวม 27 คน ข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย โดยเรียกเสียหายเป็นเงินจำนวน 500 ล้านบาท โดยบริษัทระบุว่าได้ลงทุนจะก่อสร้างกิจการฟาร์มสุกรแต่เมื่อปี 2559 แต่จำเลยได้ออกมาคัดค้านโครงการจนทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย และหลังจากศาลได้นัดให้คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายไปเจรจาโดยมีผู้ไกล่เกลี่ยแล้วก็ไม่ได้ข้อยุติ

โดยก่อนฟังคำพิพากษานายธีรพงษ์และนายจิรายุ เผ่ากา นำชาวบ้านประมาณ 50 คน ไปกราบขอพรอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช บริเวณห้าแยกพ่อขุน อ.เมืองเชียงราย และพากันนำไข่ไปบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วยจำนวน 999 ใบ จากนั้นพากันเดินเท้าไปยังศาล จ.เชียงราย โดยมีชาวบ้านไปสมทบอีกประมาณ 200 คน

ผลการพิจารณาคดีพบว่าศาลได้ยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำภายใต้หลักของกฎหมาย โดยกฎหมายให้การคุ้มครองในฐานะที่สามารถแสดงออกเพื่อการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ รวมทั้งมีสิทธิในการเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย ดังนั้นจึงถือว่ายังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด และหากโจทก์ประสงค์จะยื่นอุธรณ์ต่อก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันต่อไป ซึ่งหลังการตัดสินชาวบ้านที่ไปรอฟังข่าวต่างแสดงอาการดีใจ ก่อนเดินทางกลับ สำหรับการฟ้องร้องดังกล่าวมีขึ้นหลังจากทางบริษัทฯ ได้ซื้อที่ดินจำนวน 153 ไร่ 69 ตารางวา พื้นที่หมู่ 11 ต.แม่อ้อ ห่างจากชุมชนประมาณ 1,300 เมตร เพื่อประกอบกิจการเลี้ยงสัตว์ประเภทฟาร์มสุกร มีเป้าจะเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์จำนวนประมาณ 4,800 ตัว

อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2559 กลุ่มชาวบ้านโดยมีแกนนำต่างๆ ดังกล่าวได้ออกมาเคลื่อนไหวทั้งการยื่นหนังสือคัดค้าน ชุมนุมคัดค้าน ฯลฯ จนถึงขั้นฟ้องร้องถึงศาลปกครองและคดีอาญาในศาล จ.เชียงราย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมมวกเหล็กขยายฐาน แหล่งผลิตนมครบวงจร…สู่การเรียนรู้คู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391726

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมมวกเหล็กขยายฐาน  แหล่งผลิตนมครบวงจร...สู่การเรียนรู้คู่ชุมชน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมมวกเหล็กขยายฐาน แหล่งผลิตนมครบวงจร…สู่การเรียนรู้คู่ชุมชน

วันอังคาร ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จังหวัดสระบุรี เป็นแหล่งผลิตน้ำนมดิบคุณภาพอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่ก่อตั้งมานานกว่า 47 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม 555 ราย เลี้ยงโคนมรวมทั้งสิ้น 12,000 ตัว มีทุนเรือนหุ้น 85.5 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจแต่ละปีสูงกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่กระจายไปถึงชุมชนเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์โดยตรง

นายนครินทร์ สีวงกต ที่ปรึกษาสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก เล่าว่า สหกรณ์โคนมมวกเหล็กเริ่มจากการรวบรวมสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่เพียง 7 รายเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีสมาชิกถึง 555 ราย ในจำนวนนี้มีทั้งฟาร์มเล็กและฟาร์มใหญ่รวมกัน เมื่อสหกรณ์ฯเริ่มเติบโต จำนวนสมาชิกก็เพิ่มขึ้น ทางสหกรณ์ฯจึงได้มีธุรกิจบริการเพื่อช่วยเหลือสมาชิกแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจมินิมาร์ท จำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคทั่วไป ธุรกิจปั๊มน้ำมัน ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจโรงงานอาหารสัตว์ที่มีทั้งชนิดผงและชนิดเม็ด และมีสัตวแพทย์ผสมเทียมไว้บริการ รวมทั้งเข้าไปช่วยวางมาตรฐานฟาร์มให้แก่สมาชิก เพื่อให้ผ่านมาตรฐาน GAP เช่น หากจะเข้าชมต้องมีบ่อฆ่าเชื้อ ใส่หมวก ผ้าปิดปาก แยกวัวให้เป็นสัดส่วน ซึ่งฟาร์มที่ได้มาตรฐานจะผ่านการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์

ปัจจุบันสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด มีปริมาณน้ำนมดิบจากสมาชิกประมาณ 108 ตันต่อวัน รับซื้อจากสหกรณ์เชื่อมโยง 10 ตันต่อวัน รวมแล้ว 118 ตันต่อวัน ด้วยราคารับซื้อมาตรฐาน 17.50 บาท/กิโลกรัม บวกลบตามคุณภาพ ส่วนฟาร์มที่ได้มาตรฐานจะได้ราคาสูงถึง 19 บาท/กิโลกรัม ซึ่งจากปริมาณน้ำนมดิบจำนวนมากนี้ ทางสหกรณ์ได้ส่งน้ำนมดิบให้กับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และเอกชนชื่อดังหลายที่ นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังได้ผลิตนมภายใต้แบรนด์มวกเหล็ก แดรีมิลค์ ในรูปแบบกล่อง ด้วยระบบเครื่องจักรทันสมัย 3 เครื่อง ซึ่งมีกำลังการผลิต 5,000 กล่องต่อชั่วโมง เฉลี่ยแล้ว 140,000 กล่องต่อวัน และน้ำนมดิบบางส่วนยังได้นำมาผลิตนมโรงเรียน ทั้งบรรจุกล่องและบรรจุถุง ส่งให้กับโรงเรียนในเขตภาคกลาง 13 โรงเรียน

“เมื่อสหกรณ์ฯมีต้นน้ำและกลางน้ำที่สมบูรณ์แล้ว จำเป็นต้องเน้นการพัฒนาที่ปลายน้ำตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมทำโรงงานแปรรูปนมระบบยูเอชที ระบบพาสเจอไรซ์ ต่อยอดขึ้นมาอีกขั้นคือแปรรูปผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์หลายรสชาติ รสน้ำผึ้ง ข้าวโพด ช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ เค้กหน้านิ่ม โยเกิร์ต ไอศกรีมนมสด เจลาโต้ พุดดิ้งนมสด ฯลฯ” นายนครินทร์ กล่าว

สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด นอกจากเป็นแหล่งผลิตนมแล้ว ยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้นักท่องเที่ยวที่สนใจการเลี้ยงโคนมมาศึกษาดูงานตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำตลอดจนกระบวนการปลายน้ำ ตั้งแต่การรีดนม ป้อนนม ผลิตอาหารสัตว์ ผลิตนมแปรรูป และเวิร์กช็อป อีกทั้งยังเป็น 1 ในสหกรณ์นำร่องที่ทางสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเสริมให้เป็นสถานที่จัดงานไมซ์เพื่อชุมชน เป็นแหล่งจัดฝึกอบรม เรียนรู้ สำหรับองค์กรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนและสมาชิกอีกทางหนึ่งด้วย

รักษ์เกษตร : สะเดา ประโยชน์และวิธีทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391722

x

รักษ์เกษตร : สะเดา ประโยชน์และวิธีทำ

วันอังคาร ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ที่บ้านผมมีต้นสะเดามากมายครับ อยากจะเอามาทำน้ำฉีดพ่นโรคและแมลง แต่ทำไม่เป็น ขอทราบประโยชน์และวิธีทำด้วยครับ

ฉัตรชัย สายสงคราม

อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา

คำตอบ

การใช้สารสกัดจากพืช พืชที่นิยมนำมาใช้สกัดเป็นสารควบคุมโรคและแมลง และใช้เป็นสารไล่แมลงคือ สะเดา เนื่องจากในสะเดามีสารที่มีคุณสมบัติช่วยในการป้องกันและกำจัดแมลงได้ จะไปช่วยฆ่าแมลงบางชนิดได้ ทำให้แมลงไม่กินอาหาร มีการเจริญเติบโตผิดปกติ หยุดการเจริญเติบโตและระบบย่อยอาหารของแมลง และหยุดการวางไข่และการลอกคราบของแมลง ทั้งยังเป็นพิษต่อไข่ของแมลง และทำให้ไข่ไม่ฟักอีกด้วย

เหตุผลที่สะเดาเป็นพืชที่เหมาะสมในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

เพราะสารสกัดจากสะเดาไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสัตว์เลี้ยง มีการสลายตัวในสภาพธรรมชาติได้เร็ว จึงไม่เกิดปัญหาพิษตกค้างในพืช ผลผลิตทางการเกษตร และสภาพแวดล้อม ทำให้สารสกัดจากสะเดามีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ต่อโรคพืชและแมลงศัตรูพืช ทั้งยังไม่เป็นอันตรายต่อแมลงที่เป็นมิตรต่อพืช เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน แมงมุม และสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ในระบบนิเวศวิทยาทางการเกษตร เช่น นก กบ เขียด ปลา อีกด้วย นอกจากนี้แล้ว สะเดา ยังเป็นพืชปลูกง่ายและโตเร็ว ให้ผลผลิตมาก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในระยะเวลานาน

พืชผักที่ใช้สารสกัดจากสะเดาได้ผล ได้แก่ ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักกาดหอม กะหลํ่าปลี กะหลํ่าดอก แตงกวา แตงโม แตงเทศ มะเขือเทศ มะเขือยาว หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน พริกขี้หนู ตำลึง มะกรูด และมะนาว เป็นต้น

วิธีทำสารสกัดจากสะเดา วิธีที่ง่ายและไม่ยุ่งยากคือ การสกัดด้วยน้ำ ให้ใช้เอาผลสะเดา หรือใบสะเดาที่บดแล้ว 1 กิโลกรัม แช่ในนํ้า 20 ลิตร ทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืน นำไปฉีดพ่น โดยควรสังเกตพืชที่ฉีดพ่นด้วย พืชบางชนิดเมื่อได้รับสารนี้แล้ว อาจเกิดอาการใบไหม้เหี่ยวย่น หรือต้นแคระแกร็น ควรจะงดใช้สารสกัดจากสะเดาทันที

ชนิดของแมลงที่สามารถกำจัดได้ด้วยสะเดา มีดังนี้

1.ชนิดของแมลงที่ใช้แล้วได้ผลดี ได้แก่ หนอนม้วนใบ หนอนใยผัก หนอนกัดกินใบ หนอนกระทู้ หนอนเจาะยอด หนอนชอนใบ หนอนหนังเหนียว และหนอนหัวกะโหลก

2.ชนิดของแมลงที่ใช้แล้วได้ผลปานกลาง ได้แก่ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยอ่อน หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนต้นกล้าถั่ว แมลงหวี่ขาว และแมลงวันทอง

3.ชนิดของแมลงที่ใช้แล้วได้ผลน้อย ได้แก่ หนอนเจาะฝักถั่ว เพลี้ยไฟ ไรแดง มวน และด้วงชนิดต่างๆ

ผลพลอยได้จากการผลิตสารสกัดสะเดา กากที่เหลือจากการสกัดออกมาแล้ว เรียกว่า กากสะเดา ยังพบว่า มีธาตุอาหารอยู่หลายชนิด คือ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โปตัสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) และมักเนเซียม (Mg) นอกจากนั้น ยังประกอบด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต สามารถนำเอากากสะเดามาผึ่งให้แห้ง แล้วนำไปใช้เป็นปุ๋ยทำให้ดินดีขึ้นอีกด้วย นะครับ

นาย รัตวิ