กษ.กระตุ้นภาคประชาสังคม ร่วมผลักดันจ.มหาสารคามขึ้นชั้น ‘เมืองหลวงเกษตรกรรมยั่งยืน’ ตั้งเป้าขยายพื้นที่2.5แสนไร่ปี’64

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391725

x

กษ.กระตุ้นภาคประชาสังคม ร่วมผลักดันจ.มหาสารคามขึ้นชั้น ‘เมืองหลวงเกษตรกรรมยั่งยืน’ ตั้งเป้าขยายพื้นที่2.5แสนไร่ปี’64

วันอังคาร ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานประกาศเจตนารมณ์ “ขับเคลื่อนมหาสารคาม…สู่การเป็นเมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน” ณ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) บ้านหนองเผือก ตำบลหนองทุ่ม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ว่า ปัจจุบันสภาพการผลิตสินค้าเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันกันสูง ส่งผลให้เกษตรกรประสบปัญหาในด้านต้นทุนการผลิตและตลาด โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ดังนั้น เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรรม จังหวัดมหาสารคาม โดยภาคประชาสังคม จึงได้มีการผนึกกำลังจากทุกหมู่เหล่าประกาศที่จะเป็นเมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน พร้อมที่จะปฏิบัติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2561-2564) ที่ได้กำหนดเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ไม่น้อยกว่า 5,000,000 ไร่ ภายในปี 2564 โดยจังหวัดมหาสารคาม ได้กำหนดเป้าหมายการทำเกษตรกรรมยั่งยืนไว้ที่250,000 ไร่ โดยจะสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตจากพืชเชิงเดี่ยวไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืน อาทิ เกษตรทฤษฎีใหม่เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตรเกษตรธรรมชาติ และเกษตรกรรมรูปแบบอื่น ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินการผลักดันเพื่อให้เกิดการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน โดยใช้กลไกการทำงานในระดับพื้นที่ จากภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ซึ่งหมายถึง ภาครัฐ ภาคประชาชนภาคเอกชน ภาคการศึกษา และปราชญ์ชาวบ้านทุกระดับ ร่วมมือกันขับเคลื่อนเพื่อให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ

การประกาศเจตนารมณ์ “ขับเคลื่อนมหาสารคาม…สู่การเป็นเมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน” ในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน ซึ่งเป็นผู้แทนจากทุกอำเภอ ประกอบด้วย เกษตรกรองค์กรจากเกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาทั้งระดับอำเภอและระดับจังหวัด เพื่อมารับฟังนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ตลอดทั้งประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนของจังหวัดมหาสารคาม สู่การเป็นเมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน

“ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกัน ดังที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตรัสว่า “สามัคคีคือพลัง ค้ำจุนแผ่นดินไทย” ภาคเกษตรของไทยจะไปไม่รอด หากไม่มีการปรับตัว เนื่องจากปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจของโลกกำลังตกต่ำลงทุกขณะ ส่งผลให้อาหารโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ในขณะที่อาหาร และอากาศบริสุทธิ์ลดน้อยลงทุกที โดยปัจจุบันค่า GDP ไม่สามารถวัดคุณภาพชีวิตของประชากรได้ แต่สิ่งที่วัดได้ คือ มีอากาศบริสุทธิ์อยู่หรือไม่ ดังนั้น ระบบการผลิตทุกด้านจึงต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ทุกโรงพยาบาล ทุกโรงเรียน ทุกโรงแรม ต้องมีอาหารปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนสร้างความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ จังหวัดมหาสารคามจะเป็นเมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมยั่งยืนได้ ด้วยการบูรณาการร่วมกันขับเคลื่อนเกษตรกรรมในทุกระดับพื้นที่ เน้นการลงมือทำ เพื่อผลักดันให้เกษตรกรรมของจังหวัดเกิดความยั่งยืนไปสู่ชั่วลูกชั่วหลานต่อไป” นายวิวัฒน์ กล่าว

ถกเครือข่ายแปลงใหญ่-ศพก. ย้ำแนวทางใช้ตลาดนำการผลิตสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391723

x

ถกเครือข่ายแปลงใหญ่-ศพก. ย้ำแนวทางใช้ตลาดนำการผลิตสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร

วันอังคาร ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ  สาราบรรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมการประชุมเชื่อมโยงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ครั้งที่ 2/2562 ณ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายบุญมี  สุระโคตร ประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ ระดับประเทศ และ นายเชิดชัย จิณะแสน ประธานเครือข่าย ศพก. ระดับประเทศ ร่วมเป็นประธานการประชุม โดยวาระสำคัญของการประชุม คือ การจับคู่ซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสินค้าแปลงใหญ่ และ ศพก. ที่มีความพร้อมระหว่างภาค รวมทั้งแนวทางการใช้ตลาดนำการผลิต การใช้ตราสัญลักษณ์บนสินค้าที่มาจากแปลงใหญ่เพื่อให้สินค้าเข้าสู่ตลาดที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือของตลาดขายสินค้าได้ รวมทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายแปลงใหญ่ ศพก. กับเครือข่าย young smart farmer

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงเครือข่ายแปลงใหญ่ และ ศพก. รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพราะเป็นนโยบายสำคัญ  ที่ขับเคลื่อนภาคการเกษตร โดยให้ภาครัฐและเกษตรกรได้มาหารือร่วมกันเพื่อแก้ไข และขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการหารือร่วมกันของกลุ่มเกษตรกรเน้นไปที่การสร้างความเข้มแข็งในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการ และการใช้แนวทางตลาดนำการผลิต การสร้างความเข้มแข็งของตลาดภายใน รวมทั้งการจัดชั้นคุณภาพแปลงใหญ่ เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพแปลงใหญ่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกษตรกร ได้ร่วมกันเพื่อวิเคราะห์ ปัญหา และหาบทสรุป เพื่อขับเคลื่อนร่วมกัน รวมทั้งได้เป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนโครงการสำคัญต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น โครงการสานพลังประชารัฐการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาโครงการไตรภาคีข้าวอย่างยั่งยืน การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) เป็นต้น

ไทย-กัมพูชาจับมือคุมเข้มศัตรูพืช สร้างเครือข่ายพัฒนาด่านกักกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391955

x

ไทย-กัมพูชาจับมือคุมเข้มศัตรูพืช สร้างเครือข่ายพัฒนาด่านกักกัน

วันอังคาร ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯเป็นเจ้าภาพจัดประชุมหารือความร่วมมือด้านกักกันพืชไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ 27-29 มกราคม 2562 ณ โรงแรมแคนทารี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นการประชุมบูรณาการความร่วมมือด้านกักกันพืชอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมีท่าน H.E. Ngin Chhay, Delegate of Royal Government of Cambodia, Director General of the GeneralDirectorate of Agricultureเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายกัมพูชา วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านกักกันพืชระหว่างหน่วยงานกักกันพืชของไทยและกัมพูชา ส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช ตลอดจนสนับสนุนเฝ้าระวังศัตรูพืชที่อาจติดมากับการค้าระหว่างประเทศ และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่ด่านพรมแดนทั้งสองประเทศ จะส่งผลต่อการทำงานร่วมกันในอนาคต

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดแนวพรมแดนไทย-กัมพูชา ที่มีระหว่างทางกว่า 798 กิโลเมตร จากจ.ตราดถึงจ.อุบลราชธานี มีด่านตรวจพืชตั้งอยู่ 7 ด่าน ครอบคลุมจุดผ่านแดนถาวรทั้ง 6 แห่ง และจุดผ่อนปรน 9 แห่ง รวมทั้งสิ้น 15 แห่ง นับว่าทั้งสองประเทศมีช่องทางนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างกันเป็นจำนวนไม่น้อย จึงอาจเกิดความเสี่ยงต่อการติดเข้ามาของศัตรูพืชได้ โดยเฉพาะเมื่อการค้าสินค้าเกษตรขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และตามกฎหมายว่าด้วยการกักกันพืชของไทย การนำเข้าสินค้าพืชซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามเพื่อการค้าจะต้องทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชก่อน

สำหรับกัมพูชามีสินค้าที่ผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชแล้ว 9 ชนิด ได้แก่ พริก ผลสดของพืชตระกูลส้ม เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ ผลสดของพืชตระกูลกล้วย หัวมันฝรั่งสำหรับการแปรรูป เมล็ดข้าวโพด มันสำปะหลัง สบู่ดำ และ มะม่วงแก้ว การนำเข้าสินค้ามีการกำหนดเงื่อนไขในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืชที่แตกต่างกันไปในแต่ละชนิดสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการติดเข้ามาของศัตรูพืชที่สำคัญระหว่างกันได้ จากนั้นคณะกรมวิชาการเกษตรของกัมพูชายังเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชของไทย ณ จุดผ่านแดนบ้านเขาดิน ตลอดจนเยี่ยมชมการปฏิบัติงานในเขตควบคุมศัตรูพืช ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาการอารักขาพืชระหว่างประเทศ

สมาชิกสหกรณ์พรหมพิรามเฮ! ขายข้าวโพดได้ราคาดีมีกำไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391478

x

สมาชิกสหกรณ์พรหมพิรามเฮ! ขายข้าวโพดได้ราคาดีมีกำไร

วันจันทร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายทรงยศ  ไชยมงคล  นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการพิเศษ  รักษาราชการแทนสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรลดรอบการปลูกข้าวเป็นการปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า  สร้างโอกาสให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่สูงขึ้น โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ขานรับนโยบายและดำเนินการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัดคือ จ.พิษณุโลกและอุตรดิตถ์ โดยมีสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เป็นสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่นำร่องของ จ.พิษณุโลก ซึ่งมีสมาชิกเข้าร่วม 83 ราย พื้นที่ 1,181 ไร่  โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนเงินกู้จากเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 5,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 เพื่อเป็นทุนให้สมาชิกกู้ยืมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เฉลี่ยรายละ 3,000 บาท/ไร่

สมาชิกนำผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาขายให้สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นในมาตรฐานการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน โดยผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้มี 8,860  กิโลกรัม ซึ่งสหกรณ์รับซื้อในราคานำตลาด ตันละ 7,000 บาท ความชื้น 34.50% รวมเป็นเงิน 62,020  บาท สร้างความพอใจให้เกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลังหักต้นทุนที่ใช้ลงทุนเพาะปลูก เกษตรกรมีกำไรเฉลี่ยไร่ละ 4,748 บาท ปัจจุบันสหกรณ์ฯมีผลการรวบรวมรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสมาชิกในพื้นที่โครงการ 13 ราย พื้นที่ 78 ไร่ ปริมาณผลผลิต รวม 74.43 ตัน รวมเป็นเงิน 506,836 บาท  เฉลี่ยกิโลกรัมละ 6.80 บาท ซึ่งเกณฑ์ราคารับซื้อผลผลิตจะเป็นไปตามประกาศที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด

กษ.-มข.จัดใหญ่งานเกษตรอีสาน ชูแนวคิดนวัตกรรมบูรณาการภูมิปัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391484

x

กษ.-มข.จัดใหญ่งานเกษตรอีสาน n ชูแนวคิดนวัตกรรมบูรณาการภูมิปัญญา

วันจันทร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดงาน “งานวันเกษตรภาคอีสาน ประจำปี 2562” ณ อาคารนิทรรศการจตุรมุข อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และจ.ขอนแก่น จัดงานวันเกษตรภาคอีสานประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเกษตรอีสาน บูรณาการภูมิปัญญา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 25 มกราคม- 3 กุมภาพันธ์ 2562 วัตถุประสงค์เพื่อจัดนิทรรศการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สืบสานพระราชปณิธานภายใต้ร่มพระบารมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระบรมวงศานุวงศ์ ในการนำศาสตร์พระราชามาพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อแลกเปลี่ยนผลงานวิชาการและวิจัยทางการเกษตรของนักวิชาการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนและเกษตรกร เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตรสู่ชุมชน เพื่อฝึกอบรมอาชีพการเกษตรแก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา เห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรในฐานะผู้ผลิตอาหารและการเป็นครัวของโลก และเพื่อตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลว่าด้วย “การตลาดนำการผลิต” เรื่อง การเกษตรสู่ยุค Thailand 4.0 ซึ่งจะเชื่อมโยงในส่วนการเกษตรแปลงใหญ่ Zoning by Agri-Map มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน และแผนผลิตข้าวครบวงจร

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมกิจกรรมของนักศึกษาให้มีโอกาสแสดงออกเชิงวิชาการและทักษะภาคสนาม กระตุ้นและส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร รวมทั้งการแสดงความก้าวหน้าทางวิชาการและผลงานด้านการเกษตรของคณะเกษตรศาสตร์และหน่วยที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ อาทิ การจัดสัมมนาวิชาการระดับชาติและนานาชาติด้านเกษตรศาสตร์ และเสวนาวิชาการเกษตรร่วมกับเครือข่ายผู้นำองค์กร สหกรณ์การเกษตร การแสดงผลงานความก้าวหน้าจากภาคเอกชน การประกวดและแข่งขันอาหารพื้นบ้านอีสาน การประกวดสินค้าโดดเด่นชุมชน การแสดงความก้าวหน้า
ทางวิชาการด้านปศุสัตว์และการประมง การประกวดสัตว์และปลา

งานวันเกษตรภาคอีสานครั้งนี้จึงคาดว่าจะเป็นโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและเทคโนโลยีด้านเกษตร การเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้ทางการเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตร เผยแพร่ผลงานด้านพัฒนาการเกษตรตามนโยบายของรัฐ กระตุ้นและส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรในฐานะผู้ผลิตอาหารและการเป็นครัวของโลก

ชายคาพระพิรุณ : 28 มกราคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391477

586851

ชายคาพระพิรุณ : 28 มกราคม 2562

วันจันทร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันก่อนนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปตรวจความก้าวหน้าโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาที่บ้านเปือย หมู่ที่ 5 ตำบลโนนทัน อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นแปลงปลูกข้าวโพดของนางทองเที่ยง สุดจอมและนายสำลี ล้นทม สมาชิกสหกรณ์การเกษตรหนองเรือ จำกัด โดยในจังหวัดขอนแก่นนั้น เกษตรกรเริ่มปลูกข้าวโพดได้ 45 วันแล้ว และคาดว่าจะเก็บผลผลิตได้ปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมที่จะถึง ซึ่งจะเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หน้าแล้งที่สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ระบุว่า มีคุณภาพดี ความชื้นต่ำเนื่องจากเมื่อข้าวโพดแก่ ยังไม่มีฝน เมล็ดเสียจึงน้อย อีกทั้ง สมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ของไทยร่วมให้ความรู้ จัดทำแปลงสาธิต เป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรที่ร่วมโครงการทุกขั้นตอนจนกระทั่งเก็บผลผลิต จึงคาดว่า ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 1,200 กิโลกรัม หากดูแลดีสามารถสูงถึง 1,500 ถึง 1,800 กิโลกรัมต่อไร่ ดังเช่นที่แปลงนำร่องในจังหวัดอุตรดิตถ์และพิษณุโลกประสบผลสำเร็จมาแล้ว เมื่อหักต้นทุนการผลิตทั้งหมดจะมีกำไร 3,000 ถึง 4,000 บาท ขณะที่ข้าวนาปรังได้กำไรเพียง 300 ถึง 400 บาทต่อไร่ การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงได้กำไรมากกว่า 10 เท่า

ซึ่งนายกฤษฎาบอกว่าจะใช้โครงการปลูกข้าวโพดหลังนา เป็น “กฤษฎาโมเดล” เพื่อเป็นต้นแบบการวางแผนการผลิตภาคการเกษตรของประเทศ และส่งเสริมการปลูกพืชชนิดอื่นๆ หลังฤดูทำนาในปีต่อๆ ไป เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และพืชผัก โดยจะต้องทำเกษตรแบบแปลงใหญ่หรือสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตและมีกำลังในการต่อรองราคาขายให้ได้รับความเป็นธรรม ไม่ถูกกดราคาจากคนกลางเหมือนที่ผ่านๆ มา

สำหรับโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาถือเป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลของปริมาณผลผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง แล้วหันมาปลูกพืชอื่นที่มีศักยภาพและสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้ทดแทน ซึ่งในปีนี้นำร่องส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นต้นแบบ เนื่องจากได้ศึกษาความต้องการของตลาดพบว่า ไทยยังผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปัจจุบันผลิตได้ปีละ 5 ล้านตัน แต่ตลาดต้องการ 8 ล้านตัน ยังขาดอยู่อีก 3 ล้านตัน ซึ่งในอนาคตเกษตรกรจะทำเกษตรกรรมใด จะต้องรวมกลุ่มกันทำและผลิตตามความต้องการของตลาดเพื่อไม่ต้องประสบภาวะราคาผลผลิตตกต่ำและมี
รายได้มั่นคงยั่งยืน…

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำทีมงานนั่งแถลงข่าว กรมปศุสัตว์ตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรในผลิตภัณฑ์สุกรที่ตรวจยึดได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต โดยได้ตรวจยึดซาลามี่และไส้กรอกจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่โดยสารเที่ยวบิน MU 573 จากเมืองเฉิงตู และผลิตภัณฑ์ที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้พบว่ามีการปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร การตรวจพบดังกล่าวเป็นผลพวงจากความเข้มงวดในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของกรมปศุสัตว์ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดในอุตสาหกรรมสุกรของไทย มีการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ ด่านของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด่านอาหารและยา ด่านศุลกากร รวมทั้งหน่วยงานปกครองและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อตรวจสอบเข้มงวดนักท่องเที่ยวหรือผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศที่มีการระบาดของโรคนี้ รวมทั้งการป้องกันลักลอบเคลื่อนย้ายสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรที่ท่าอากาศยานและตามแนวชายแดน แต่นายสัตวแพทย์สรวิศ ขอให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปอย่าได้ตระหนก และขอให้มั่นใจในการดำเนินงานที่เข้มงวดของปศุสัตว์ในการป้องกันโรคมิให้เข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรของประเทศไทย รวมทั้งขอย้ำให้เกษตรกรยกระดับการเลี้ยงสุกรให้มีระบบการป้องกันโรคเข้าสู่ฟาร์มตามมาตรฐาน GAP และให้สังเกตอาการสุกรอย่างใกล้ชิด หากพบสุกรแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูง เบื่ออาหาร ผิวหนังเป็นปื้นแดง และต่อมาเป็นสีเขียวคล้ำ พบภาวะแท้งในแม่สุกรและมีจำนวนสุกรตายผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ call center 06-3225-6888 หรือที่แอพพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ที่ประชุมบอร์ด กยท. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย ขึ้นดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย สำหรับประวัติ นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทสาขาพืชไร่ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2559 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการ ได้รับการยกย่องและรางวัลมากมาย อาทิ รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นปี 2551 เรื่องเครื่องต้นแบบผสมยางมะตอยกับยางพาราชนิดน้ำยางข้นแบบเคลื่อนที่ได้ รางวัล Wickham Awards จาก Global Rubber Conference 2016 และได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ประสานงาน (Liaison officer) ด้านอุตสาหกรรมยาง (End User) จากสภาวิจัยยางระหว่างประเทศ (IRRDB) เป็นต้น นับว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถด้านยางพาราเป็นอย่างดี

ขุนเกษตรา

สรุปผลงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391544

สรุปผลงาน

สรุปผลงาน

วันจันทร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมสรุปผลการลงพื้นที่การปฏิบัติงานโครงการขยายผลระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา รวมถึงผลการดำเนินงานและวางแผนการพัฒนาลุ่มน้ำปิงอย่างบูรณาการ ในด้านการจัดทำแผนบูรณาการพัฒนาพื้นที่เป้าหมายลุ่มน้ำปิง คือ บ้านแม่ขี้มูก (บ้านสองธาร) ตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และแผนการขับเคลื่อนคนรุ่นใหม่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เมื่อเร็วๆ นี้

ไทยพร้อมร่วมประชุมG20 ญี่ปุ่นเจ้าภาพตั้งธงหนุนการค้าเสรี-นวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391483

x

ไทยพร้อมร่วมประชุมG20 l ญี่ปุ่นเจ้าภาพตั้งธงหนุนการค้าเสรี-นวัตกรรม

วันจันทร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์  วรรณเขจร  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน ได้รับเชิญจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประธานและเจ้าภาพการจัดประชุมผู้นำ กลุ่ม 20 (G20 Summit Meeting) ประจำปี 2562 เพื่อเข้าร่วมประชุม G20 Summit Meeting ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่  28 – 29 มิถุนายน 2562  ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ 20 แห่ง ประกอบด้วย สหภาพยุโรป กับ 19 ประเทศ ได้แก่ ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ (สหราชอาณาจักร แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย) และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ 11 ประเทศ (อาร์เจนตินา บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และตุรกี)

ในส่วนประเทศไทย เข้าร่วมประชุม G20 Summit Meeting ล่าสุดเมื่อปี 2559 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนกันยายน 2559 ณ นครหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะที่ไทยเป็นประธาน กลุ่ม 77 ซึ่งการประชุมครั้งนั้น ไทยสะท้อนวิสัยทัศน์และความต้องการของประเทศกำลังพัฒนา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานนโยบายและความเป็นหุ้นส่วนในรูปแบบใหม่ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา (Global Partnership) เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามกลไกประชารัฐ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยไทยแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่จะบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของสหประชาชาติอีกด้วย

สำหรับการประชุมที่จะมีขึ้นในเดือน มิถุนายน 2562 ครั้งนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประธานและเจ้าภาพอยู่ระหว่างการกำหนดหัวข้อหลักและประเด็นสำคัญการประชุมฯ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นเน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการส่งเสริมการค้าเสรีและนวัตกรรม การลดความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกับการพัฒนา โดยมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ ยังจะผลักดันให้มีการหารือเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ การสาธารณสุขระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจดิจิทัล การขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุ และนโยบาย Society 5.0 ทั้งนี้ หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับด้านเกษตร จะประชุมหารือภายใต้ Meeting of Agriculture Deputies ช่วงเดือนมีนาคมและพฤษภาคม 2562 ณ กรุงโตเกียว และเมืองนิอิกาตะ ประเทศญี่ปุ่น ตามลำดับ โดยกระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างพิจารณาหารือประเด็นและท่าทีการเจรจา เพื่อให้การประชุมดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์กับไทยและภูมิภาคอาเซียนได้มากที่สุด

รมว.เกษตรลุยขอนแก่น ตรวจโครงการปลูกข้าวโพดหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391481

x

รมว.เกษตรลุยขอนแก่น ตรวจโครงการปลูกข้าวโพดหลังนา

วันจันทร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชหลังฤดูทำนาเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ว่า กระทรวงเกษตรฯมีนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” โดยวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้เกิดความสมดุล เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต มีตลาดรองรับที่แน่นอนผลผลิตไม่ล้นตลาด เกษตรกรมีรายได้และมีความมั่นคงในอาชีพการเกษตรมากขึ้น ทั้งนี้ นโยบายส่งเสริมการปลูกพืชหลังฤดูทำนาเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร โดยมีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง ใช้น้ำน้อย และปัจจุบันผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทั้งนี้ นำร่องส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบและจะขยายผลเพื่อส่งเสริมปลูกพืชชนิดอื่นหลังฤดูทำนา เช่น พืชผัก และพืชตระกูลถั่ว ต่อไป

“แนวทางพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมหลังฤดูทำนาปีนั้น ไม่ว่ากระทรวงเกษตรฯ จะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกหรือทำการเกษตรอะไร ต้องมีตลาดรองรับ จึงใช้รูปแบบหาตลาดตามแนวทางประชารัฐ เพื่อส่งเสริมให้ภาครัฐ เกษตรกร เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยมีระบบสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเป็นองค์กรกลางขับเคลื่อน และเชื่อมั่นว่าการปรับเปลี่ยนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีวัตถุดิบใช้อย่างมั่นคง และประหยัดทรัพยากรน้ำอีกด้วย” นายกฤษฎา กล่าว

สำหรับอ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1,053 ราย พื้นที่เพาะปลูก 6,389.75 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกสหกรณ์ 64 ราย พื้นที่เพาะปลูก 315 ไร่ ส่วนต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่ 5,190 บาทต่อไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,800 กก.ต่อไร่และขายข้าวโพดได้ในราคาไม่ต่ำกว่ากก.ละ 5 บาท ความชื้น 27-30% (เป็นข้าวโพดฝักแก่เมล็ดติดฝักปอกเปลือก) ซึ่งสมาชิกจะมีรายได้ประมาณไร่ละ 9,000 บาทเป็นอย่างต่ำ ทำให้เกษตรกรมีกำไรต่อไร่ ไม่ต่ำกว่า 3,810 บาท ซึ่งปัจจุบันถือว่ามีรายได้มากกว่าการปลูกข้าว ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า

ม็อบต้าน’เขื่อนวังหีบ-เขื่อนคลองสังข์’พอใจ หลัง’กฤษฎา’สั่งรับฟังความเดือดร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391508

ม็อบต้าน'เขื่อนวังหีบ-เขื่อนคลองสังข์'พอใจ หลัง'กฤษฎา'สั่งรับฟังความเดือดร้อน

ม็อบต้าน’เขื่อนวังหีบ-เขื่อนคลองสังข์’พอใจ หลัง’กฤษฎา’สั่งรับฟังความเดือดร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562, 18.07 น.

27 ม.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดมอบหมายให้ นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน มาพบกลุ่มประชาชนเครือข่ายอนุรักษ์ดินน้ำป่า จ.นครศรีธรรมราช-พัทลุง ที่มาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ และยื่นหนังสือถึง รมว.เกษตรฯ เพื่อขอให้ยกเลิกโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง และการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ 2 จังหวัด รวม 4 โครงการ ในวันที่ 28 ม.ค.62 เวลา 08.00 น.พร้อมชี้แจงตอบหนังสือของกลุ่มประชาชนรวมทั้งตอบการซักถามอื่นๆ

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า ในการพบกับกลุ่มประชาชนครั้งนี้ให้อธิบดีกรมชลประทาน ยึดถือข้อเท็จจริงของความเป็นมาของการจัดทำโครงการ รวมทั้งปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนทุกกลุ่มในพื้นที่เป็นเป้าหมายหลัก ในการเจรจาชี้แจงทำความเข้าใจในครั้งนี้ด้วย โดยกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกรมชลประทาน ได้พิจารณาข้อเสนอเรียกร้องดังกล่าวแล้ว โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงพร้อมข้อมูลต่างๆ ที่เพียงพอที่จะชี้แจงตอบประชาชนอย่างชัดเจน

ด้าน นายเจกะพันธ์ พรหมมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ดินน้ำป่านครศรีธรรมราช-พัทลุง กล่าวว่า ขอขอบพระคุณนายกฤษฎา และนายทองเปลว ที่เปิดใจกว้างรับฟังข้อคิดเห็นและข้อท้วงติงของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนวังหีบ , เขื่อนคลองสังข์ และโครงการขุดคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช รวมทั้งโครงการประตูกั้นน้ำปากประ ซึ่งการที่ รมว.เกษตรฯ สั่งการให้อธิบดีกรมชลประทานมารับฟังความเดือดร้อนของชาวบ้านในวันพุร่งนี้ (28 ม.ค.) เวลา 8.00 น.นั้น เบื้องต้นเห็นว่า รมว.เกษตรฯ และกรมชลประทาน แสดงความจริงใจ ซึ่งพร้อมต้อนรับการมาพบของอธิบดีกรมชลประทาน และคาดหวังว่าจะได้รับฟังข้อเท็จจริงในการดำเนินโครงการทั้ง 4 โครงการ จนได้ข้อเสนอที่ชาวบ้านซึ่งได้รับความเดือดร้อนต้องอพยพออกจากพื้นที่ หลังจากผลการเจรจาออกมาแล้ว ทางเครือข่ายจะหารือเพื่อกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวต่อไป ว่าจะเคลื่อนม็อบไปทำเนียบรัฐบาลยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้ยกเลิกทั้ง 4 โครงการหรือไม่ หากได้ผลหารือพึงพอใจจะไม่ไป