ม็อบยันบุกทำเนียบฯจี้นายกฯยกเลิก‘เขื่อนวังหีบ’ รักษาป่าโบราณผืนสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391441

ม็อบยันบุกทำเนียบฯจี้นายกฯยกเลิก‘เขื่อนวังหีบ’ รักษาป่าโบราณผืนสุดท้าย

ม็อบยันบุกทำเนียบฯจี้นายกฯยกเลิก‘เขื่อนวังหีบ’ รักษาป่าโบราณผืนสุดท้าย

วันอาทิตย์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562, 11.57 น.

ม็อบยันบุกทำเนียบฯจี้นายกฯยกเลิก‘เขื่อนวังหีบ’ รักษาป่าโบราณผืนสุดท้าย

27 ม.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรณีเครือข่ายปกป้องดินน้ำป่านครศรีธรรมราช-พัทลุง มาปักหลักชุมนุมอยู่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าสู่วันที่ 3 พร้อมเฟซบุ๊กไลฟ์ถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการเขื่อนคลองสังข์ โครงการเขื่อนวังหีบ โครงการคลองผันน้ำเมืองนคร และโครงการประตูกั้นน้ำปากประ ซึ่งมีการใช้ถ้อยคำรุนแรง ตำหนิหน่วยงานรัฐนั้น ล่าสุดตนสั่งการให้ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ใช้ความอดทนและอดกลั้น ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาด้วยถ้อยคำใดๆ ขอให้ชี้แจงไปตามข้อเท็จจริงและระเบียบกฎหมาย อย่าได้โต้ตอบด้วยถ้อยคำหรือการกระทำที่รุนแรงอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ ย้ำว่า ชาวบ้านที่เดินทางมายังมีข้อข้อสงสัยในรายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินการตามโครงการ ดังนั้นหน้าที่ของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ในขณะนี้คือ ชี้แจงรายละเอียดที่ชาวบ้าน รวมถึงประชาชนทั้งประเทศให้เข้าใจในข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องทั่วถึง

นายกฤษฎา กล่าวถึงการที่ทางเครือข่ายระบุรัฐจะเดินหน้าโครงการต่อ โดยไม่ฟังข้อท้วงติงของชาวบ้านในพื้นที่ โดยยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯ ไม่ดึงดันเดินหน้าต่อ เนื่องจากเข้าใจในความเดือดร้อนของประชาชน ได้สั่งการให้กรมชลประทานส่งรายละเอียดแผนงาน ผลการศึกษา และขั้นตอนต่างๆ ที่ดำเนินการไปแล้วรายงานมา

ทั้งนี้ แนวทางที่กรมชลประทานระบุถึง โครงการประตูกั้นน้ำปากประ จังหวัดพัทลุง ซึ่งเดิมมีข้อร้องเรียนจากชาวบ้านตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน เมื่อปี 2555 ว่า ทำการเกษตรแล้วมีปัญหาน้ำเค็มรุก จึงได้กำหนดแผนป้องกัน แต่หากชาวบ้านขอให้ยกเลิก ไม่ให้มีการออกแบบโครงการใดๆ โดยระบุว่า คลองปากประไม่มีปัญหาน้ำเค็มรุกแล้ว ภาครัฐประสงค์จะลงพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน หากเห็นตรงกันว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องทำโครงการใดๆ ในเวลานี้ กรมชลประทานยืนยัน จะยกเลิกประตูกั้นน้ำปากประ

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการอื่นๆ ก็เช่นกัน รัฐให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงต้องการให้มาร่วมกันตั้งเป็นคณะทำงานประกอบด้วยชาวบ้าน กรมชลประทาน อาจมีนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ร่วมด้วยตามที่ชาวบ้านต้องการ เมื่อมีความเห็นตรงกันว่า ส่วนใดของโครงการไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ภาครัฐจะแก้ไข ส่วนใดที่ประชาชนยังเดือดร้อนอยู่เกี่ยวกับเรื่องน้ำ แต่เห็นตรงกันว่า สามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีอื่นได้ จะทบทวน ไม่ดื้อดึงที่จะเดินหน้าตามผลการศึกษาเดิม

สำหรับเรื่องงบประมาณโครงการที่ตั้งไว้นั้น ตั้งมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทางเครือข่ายฯ ระบุว่า ตั้งงบประมาณสูงนั้น หากตั้งคณะทำงานร่วม แล้วพบว่า ไม่สมควรทำโครงการขนาดใหญ่ เปลี่ยนเป็นแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ งบประมาณต้องลดลงตามขนาดและปริมาณงานเช่น โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบ จังหวัดพัทลุง ซึ่งครม. อนุมัติงบ 2,300 ล้านบาท ถ้าตรวจสอบร่วมกันแล้วปรากฏว่า แนวทางการแก้ไขจะไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่หรือตัด ปรับ ส่วนใดออก งบประมาณจะต้องปรับลดลงแน่นอน

“กระทรวงเกษตรฯ ยินดีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วม หากชาวบ้านร่วมกับภาครัฐเพื่อสำรวจพื้นที่ตามแผนการดำเนินงานอย่างละเอียด แล้วพบว่า มีส่วนใดไม่ถูกต้อง สามารถชี้ให้ภาครัฐแก้ไขได้ทันที” นายกฤษฎากล่าว

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้รับคำสั่งจากนายกฤษฎา ให้เร่งชี้แจงทำความเข้าใจเครือข่ายปกป้องดินน้ำป่านครศรีธรรมราช-พัทลุงตามประเด็นข้อสังเกตและข้อสงสัยของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งได้เตรียมข้อมูลผลการศึกษาและข้อมูลทางวิชาการ รวมถึงแผนงานที่ได้ดำเนินการมาเพื่อชี้แจงให้ทั้งทางเครือข่ายฯ ชาวบ้านในพื้นที่ และประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบ ทั้งนี้ในวันศุกร์ที่ผ่านมากรมชลประทานได้พูดคุยกับเครือข่ายฯ แล้วโดยจะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของชาวบ้านมาทบทวนและจัดเตรียมข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อทำความเข้าใจกัน

อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า หากทางเครือข่ายฯ ร่วมกับภาครัฐเพื่อทบทวนโครงการและมีความเห็นตรงกันว่า แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งและพัฒนาแหล่งน้ำในภาคใต้ที่เหมาะสมควรทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ จึงจะดำเนินการต่อไป สำหรับกระบวนการที่ดำเนินการมาเป็นขั้นตอนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่หากทางเครือข่ายฯ มองว่า ยังทำไม่สมบูรณ์ หรือขาดตกบกพร่องทางกรมชลประทานพร้อมดำเนินการกระบวนการมีส่วนร่วมใหม่ โดยไม่ดึงดันเดินหน้าโครงการต่อโดยที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน สำหรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ทางเครือข่ายฯ มีข้อกังวลนั้น กรมชลประทานยืนยันว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นขั้นตอนที่จะทำ หลังจากที่ได้ผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมทบทวนโครงการแล้วทั้ง 4 โครงการ

ทั้งนี้ล่าสุดทางเครือข่ายฯ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยัน ให้รัฐทบทวนโครงการทั้ง 4 โครงการใหม่ พร้อมประกาศเจตนารมณ์ที่จะยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี โดยจะเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (28ม.ค.) เวลา 10.00 น.ต้องการให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจยกเลิกโครงการเขื่อนวังหีบ เพราะกระทบโดยตรงกับความเป็นอยู่ชาวบ้านต้องอพพย จากที่อยู่ที่ทำกิน และเพื่อปกป้องผืนป่าโบราณผืนสุดท้ายของประเทศไว้ อนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับชุมชนยั่งยืนกว่ามีเขื่อน

ทางด้านนายเจกะพันธ์ พรหมมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องดินน้ำป่านครศรีธรรมราช-พัทลุง กล่าวว่า ได้รับทราบนโยบายของรัฐมนตรีว่าการเกษตรฯ แล้ว ซึ่งจะได้นำมาหารือด้วย

‘กฤษฏา’จี้กรมชลฯสกัดม็อบต้านเขื่อนภาคใต้ แกนนำจ่อยกระดับเคลื่อนไหวใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391337

'กฤษฏา'จี้กรมชลฯสกัดม็อบต้านเขื่อนภาคใต้ แกนนำจ่อยกระดับเคลื่อนไหวใหญ่

‘กฤษฏา’จี้กรมชลฯสกัดม็อบต้านเขื่อนภาคใต้ แกนนำจ่อยกระดับเคลื่อนไหวใหญ่

วันเสาร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2562, 15.44 น.

‘กฤษฏา’จี้กรมชลฯสกัดม็อบต้านเขื่อนภาคใต้
แกนนำจ่อยกระดับเคลื่อนไหวใหญ่

“กฤษฏา นั่งไม่ติด จี้กรมชลฯสกัดม็อบต้านเขื่อนภาคใต้ นครศรี- เมืองลุง ด้านแกนนำเครือข่ายปกป้องดินน้ำป่า เตรียมยกระดับเคลื่อนไหวใหญ่ วันที่ 27 ม.ค.อีก2 ม็อบมาสมทบ”

26 ม.ค. 62 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการด่วนที่สุดให้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน และคณะอนุกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์ จ.นครศรีธรรมราช และพัทลุง ลงชี้แจงข้อเท็จจริงกับกลุ่มประชาชนจาก จ.นครศรีธรรมราชและจ.พัทลุงจำนวนหนึ่งได้คัดค้านโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งรวมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดรวม 4 โครงการโดยได้ยื่นหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรฯโดยให้เร่งทำความเข้าใจในประเด็นที่1.ถึงที่มาหรือต้นเรื่องของการจัดทำโครงการทั้ง 2 จังหวัดเกิดจากปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม น้ำแล้ง จึงได้ร้องเรียนขอให้ทางราชการแก้ไขปัญหาและพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้น โครงการทั้ง 4 แห่ง จึงไม่ใช่โครงการที่กรมชลประทานได้ริ่เริ่มแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือคิดขึ้นมาเองโดยไม่มีเหตุผลและความจำเป็นแต่อย่างใด

2.กรมชลประทานในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาของประชาชนตามข้อ 1 ได้ดำเนินการจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาและพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง 2 จังหวัดรวม 4 โครงการ ตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายรวมทั้งระเบียบของทางราชการที่กำหนดไว้ทุกประการ เช่น การขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการใช้พื้นที่ดำเนินการ/การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม/การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น

3.โครงการทั้ง 4 แห่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนแรกคือการลงไปสำรวจบริเวณพื้นที่โครงการให้ชัดเจนก่อน เพื่อนำข้อมูลพื้นที่จริงมาเปรียบเทียบกับผลการศึกษาที่ได้ทำไว้แล้ว หากผลการสำรวจพื้นที่จริงมีปัญหาที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนก็จะได้ปรับแก้ไข ก่อนลงมือดำเนินการก่อสร้างจริง เช่นการปรับเปลี่ยนบริเวณก่อสร้างให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศจริง การลดหรือเพิ่มพื้นที่ก่อสร้างเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการให้มากที่สุด

4.ขอให้กรมชลประทานและอพก.ทั้ง 2 จังหวัด จัดเจ้าหน้าที่หรือหาวิธีประชาสัมพันธ์หรือลงไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งในพื้นที่และผู้สนใจได้เข้าใจและรับทราบการทำงานของหน่วยราชการต่างๆว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วทุกประการ หากประชาชนรายใด กลุ่มใดมีข้อมูลที่ต้องการให้กรมชลประทานรับไปแก้ไขเพิ่มเติมหรือแม้กระทั่งการระงับโครงการก็สามารถยื่นข้อมูลมาได้เพื่อกรมชลประทานจะได้นำมาพิจารณาตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้

และหากประชาชนยังเห็นว่าการดำเนินการของกรมชลประทานและหน่วยราชการที่ได้กระทำการลงไปแล้วเป็นการดำเนินการที่ผิดหรือขัดกับกฎหมายและหรือระเบียบราชการกำหนดไว้ก็สามารถยื่นคำคัดค้านต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราชได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นและหากเห็นว่าหากการที่กรมชลประทานลงไปสำรวจพื้นที่เบื้องต้นจะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จนไม่สามารถเยียวยาแก้ไขในภายหลังได้ประชาชนผู้คัดค้านก็สามารถยื่นคำขอต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราชให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการดำเนินการของกรมชลประทานไว้ก่อน ในระหว่างพิจารณาคดี ก็ได้

ด้านนายประสิทธิชัย หนูนวล ผู้แทนเครือข่ายปกป้องดินน้ำป่านครศรีธรรมราช-พัทลุง ได้นำชาวบ้านกว่า200 คนที่ได้รับกระทบจากโครงการของกรมชลประทาน ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์เจตนารมณ์หน้ากระทรวงเกษตรฯว่ามีเครือข่ายเข้าร่วม 4 พื้นที่ เมื่อวานเดินขบวนมาจากหัวลำโพง จะรอฟังคำชี้แจงจากกรมชลประทานตามที่ได้ส่งหนังสือเรียกร้องให้ยุติการดำเนินการก่อสร้างเขื่อน-คลองผันน้ำ-ประตูกั้นน้ำ 4 แห่งในทั้ง 2 จังหวัด และกล่าวถึงกรณีที่ที่นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า หากประชาชนเห็นว่าการดำเนินการของหน่วยราชการนั้นผิดหรือขัดกับกฎหมาย ตลอดจนระเบียบราชการสามารถยื่นคำคัดค้านต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราชได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

อีกทั้งหากเห็นว่า จากการกรมชลประทานลงไปสำรวจพื้นที่เบื้องต้นจะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จนไม่สามารถเยียวยาแก้ไขในภายหลังได้ ประชาชนผู้คัดค้านสามารถยื่นคำขอต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราชให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการดำเนินการของกรมชลประทานไว้ก่อนในระหว่างพิจารณาคดีได้นั้น ทางเครือข่ายฯ มองว่า การยื่นฟ้องศาลปกครองอาจได้เพียงคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับโครงการ แต่สิ่งที่ต้องการคือ ให้ครม. มีมติยกเลิกโครงการโครงการเขื่อนวังหีบ อ.ทุ่งสง จ.พัทลุงและโครงการคลองผันน้ำเมืองนคร จ.นครศรีธรรมราชซึ่งครม. ได้อนุมัติให้ดำเนินการก่อนหน้านี้ ส่วนโครงการเขื่อนคลองสังข์ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชและโครงการประตูกั้นน้ำปากประ จังหวัดพัทลุงซึ่งยังไม่มีมติครม. ดังนั้นกรมชลประทานสมควรทำหนังสือยุติโครงการทันที เพราะจะปกป้องป่าคงสภาพเดิมเป็นป่าโบราณที่ยังมีธรรมชาติความสมบูรณ์ผืนสุดท้ายของประเทศเหมาะกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้ได้

ทั้งนี้ทางเครือข่ายเห็นว่า ปัญหาอุทกภัยซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญในใช้อ้างอิงในการดำเนินโครงการนั้น เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกที่ เมื่อมีฝนตกหนัก แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศของภาคใต้ซึ่งเป็นที่ลาด อีกทั้งมีทางออกสู่ทะเล ไม่ได้ทำให้น้ำท่วมขังนาน ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้งบประมาณมหาศาลทำเขื่อนหรือโครงการขนาดใหญ่ซึ่งจากข้อมูล ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาแหล่งน้ำโดยไม่ต้องใช้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ได้ แล้วหันไปแก้ปัญหาโดยจัดผังเมือง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเช่น สะพานหรือถนนที่ขวางทางระบายน้ำออกสู่ทะเล ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน

ในวันอาทิตย์ที่ 27 มค.62 ทางเครือข่ายฯ ขอเรียกร้องต่อประชาชนทั่วประเทศได้ออกมาร่วมปกป้อง ดินน้ำป่า กับทางเครือข่าย เพราะมีเพียงอำนาจประชาชนเท่านั้นที่จะปกป้องทรัพยากรธรรมชาติไว้ได้ โดยขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม รวมพลคนรักดินน้ำป่า ประเทศไทย ครั้งที่ 1 หน้าสำนักงาน สปก.ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป สำหรับการยกระดับการเคลื่อนไหวต่อไป อยู่ระหว่างเตรียมการณ์ และในวันพรุ่งนี้จะมีชาวบ้านที่เดือดร้อนจากทั้ง 2 จังหวัดมาสมทบ

กรมชลฯโร่แจงม็อบต้าน 3 เขื่อน ยัน10โครงการเพิ่มแหล่งน้ำแก้น้ำท่วมภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391336

กรมชลฯโร่แจงม็อบต้าน 3 เขื่อน  ยัน10โครงการเพิ่มแหล่งน้ำแก้น้ำท่วมภาคใต้

กรมชลฯโร่แจงม็อบต้าน 3 เขื่อน ยัน10โครงการเพิ่มแหล่งน้ำแก้น้ำท่วมภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2562, 15.39 น.

“กรมชลฯโร่แจงม็อบต้านเขื่อนวังหีบ เขื่อนคลองสังข์ เขื่อนเหมืองตะกั่ว บุกกระทรวงเกษตรฯยัน10โครงการเพิ่มแหล่งน้ำแก้อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ผ่านการมีส่วนร่วมครอบคลุมทุกมิติ”

26 ม.ค. 62 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงกรณีม็อบเครือข่ายปกป้องดิน-น้ำ-ป่า บนผืนแผ่นดินใต้ นำชาวบ้านต่อต้านเขื่อนวังหีบ เขื่อนคลองสังข์ จ.นครศรีธรรมราช เขื่อนเหมืองตะกั่ว จ.พัทลุง และโครงการพัฒนาแห่งน้ำ มาปักหลักหน้ากระทรวงเกษตรฯกว่า 200 คน เพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี และนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ คัดค้านโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้  โดยไม่เชื่อถือข้อมูลจากภาครัฐที่จะแก้ปํญหาอุทกภัยและเป็นแหล่งน้ำสนับสนุนภาคการเกษตร ว่าการดำเนินการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของ  กรมชลประทานทุกโครงการเกิดจากปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่

ดังนั้น กรมชลประทานในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ จึงต้องพิจารณาหาแนวทางแก้ไขด้วยการศึกษาความเหมาะสมทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างรอบคอบ และกระบวนการในการดำเนินการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และระเบียบของทางราชการที่กำหนดไว้ทุกประการ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ลักษณะปัญหาด้านน้ำของพื้นที่ภาคใต้ที่สำคัญ คือ ด้านอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก ซึ่งเกิดจากพื้นที่ภาคใต้มีฝนตกชุก ความลาดชันสูง และปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากลักษณะการไหลของน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว และไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำไว้

แนวทางการพัฒนาเพื่อบรรเทาปัญหาแบ่งเป็น 3 พื้นที่ กล่าวคือ การเก็บกักน้ำไว้ในพื้นที่ต้นน้ำ การบริหารจัดการน้ำอย่างสมดุลในพื้นที่กลางน้ำ และการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ปลายน้ำ นอกจากจะเป็นประโยชน์

ด้านการบรรเทาอุทกภัยแล้ว ยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งด้วย ซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 10 โครงการตามที่กล่าวอ้าง ได้แก่ 1) โครงการเขื่อนวังหีบ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช 2) โครงการสร้างเขื่อนคลองสังข์ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช 3) โครงการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว อ.ป่าบอน จ.พัทลุง 4) โครงการประตูน้ำปากประ อ.ควนขนุน   จ.พัทลุง 5) โครงการคลองผันน้ำเมืองนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอของ จ.นครศรีธรรมราช  6) โครงการบรรเทาอุทกภัยและบริหารจัดการลุ่มน้ำคลองหลังสวน จ.ชุมพร 7) โครงการประตูระบายน้ำคลองสวีหนุ่ม พร้อมระบบส่งน้ำ จ.ชุมพร 8) โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำคลองตะโก จ.ชุมพร 9) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองละแม จ.ชุมพร 10) โครงการประตูระบายน้ำบ้านหาดแตง จ.ชุมพร นั้น ได้ดำเนินการตามแนวทางข้างต้น

“โครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง 10 โครงการดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินการเพื่อบรรเทาปัญหาและสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำให้กับประชาชนในทุกภาคส่วน รวมทั้งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศโดยรวม มิได้เอื้อประโยชน์เป็นการเฉพาะต่อกลุ่มทุนใดๆ ทั้งสิ้น”รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

มกอช.เตรียมความพร้อมเกษตรกรในการเข้าสู่มาตรฐาน GAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391266

มกอช.เตรียมความพร้อมเกษตรกรในการเข้าสู่มาตรฐาน GAP

มกอช.เตรียมความพร้อมเกษตรกรในการเข้าสู่มาตรฐาน GAP

วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562, 20.01 น.

มกอช. เตรียมความพร้อมเกษตรกรในการเข้าสู่มาตรฐาน GAP พืชอาหาร ผ่าน Q อาสาพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ จังหวัดฉะเชิงเทรา

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้ดำเนินการพัฒนา Q อาสา ด้านมาตรฐาน GAP พืชอาหาร ขึ้นตั้งแต่ปี 2559       โดยคัดเลือกผู้นำกลุ่มเกษตรกร ประธานศูนย์เรียนรู้ฯ (ศพก.) Young Smart Farmer และอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครนายก   สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และพัทลุง มาอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องมาตรฐาน GAP พืชอาหาร เพื่อให้เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย มีทักษะในการถ่ายถอดความรู้ และการตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ มกอช. ในพื้นที่ และเป็นที่ปรึกษาเกษตรกรให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP ได้

ทั้งนี้มกอช. มีเป้าหมายในการดำเนินงานที่แปลงเกษตรกรที่ยื่นขอการรับรองมาตรฐาน GAP พืชอาหาร ของสำนักงานเกษตรจังหวัดทั้ง  9  จังหวัด จังหวัดละไม่น้อยกว่า 50-100 แปลง รวม 9 จังหวัด จำนวน 600 แปลง ทั้งนี้ การดำเนินงานในพื้นที่ฉะเชิงเทรา มกอช. ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด ในการลงพื้นที่ จัดทีม Q อาสา และทำแผนการตรวจประเมินเบื้องต้น แปลงเกษตรที่ยื่นขอการรับรอง GAP ใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสนามชัยเขต เป็นแปลง ลำไย 15 แปลง  อำเภอคลองเขื่อน เป็นแปลงมะพร้าว 20 แปลง  และอำเภอท่าตะเกียบ แปลงไผ่ตง 15 แปลง รวมในพื้นที่ฉะเชิงเทรา 50 แปลง โดยให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร ในการตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น  (Pre audit) และตรวจติดตามเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องให้กับเกษตรกร เพื่อให้ได้การรับรองตามเกณฑ์ จากนั้น มกอช. สรุปผลการดำเนินงานให้แก่สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อให้ สำนักงานเกษตรจังหวัด ส่งรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการตรวจประเมินเบื้องต้นให้กับหน่วยงานรับรองสังกัดกรมวิชาการเกษตร  มาตรวจประเมินให้การรับรองต่อไป

เทงบ1.4พันล้าน!กษ.ไฟเขียวกรมฝนหลวงฯซื้อเครื่องบินใหม่2ลำ-เฮลิคอปเตอร์1ลำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391146

เทงบ1.4พันล้าน!กษ.ไฟเขียวกรมฝนหลวงฯซื้อเครื่องบินใหม่2ลำ-เฮลิคอปเตอร์1ลำ

เทงบ1.4พันล้าน!กษ.ไฟเขียวกรมฝนหลวงฯซื้อเครื่องบินใหม่2ลำ-เฮลิคอปเตอร์1ลำ

วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562, 15.32 น.

“กฤษฎา”ไฟเขียวกรมฝนหลวงฯซื้อเครื่องบินใหม่2ลำ-เฮลิคอปเตอร์1ลำ เทงบกว่า1.4พันล้านบาท เชื่อมั่น”ฝนหลวง”มีศักยภาพทำฝนช่วยเหลือเกษตรกรส่วนใหญ่ อาศัยน้ำฝนทำเกษตร120ล้านไร่ ด้านอธิบดีฝนหลวงฯยันมีภารกิจมากขึ้น เร่งเจรจากพ.เพิ่มอัตรากำลังอีกเท่าตัว เผยขาดแคลนนักบินกว่า10อัตรา

25 ม.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายให้กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เนื่องในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงฯ ครบรอบ2 ปี ว่ากรมฝนหลวงฯ ทำให้ดูแลชีวิตความเป็นอยู่เกษตรดียิ่งขึ้น หัวใจสำคัญการผลิตคือเรื่องดิน น้ำ อากาศ ประเทศไทยมีพื้นที่ทำเกษตร 149 ล้านไร่ อยู่ในเขตชลประทาน 30 ล้านไร่ ส่วน 120 ล้านไร่ อยู่นอกเขตต้องอาศัยน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และฝนหลวงที่เกษตกรพึ่งพาได้

ทั้งนี้ การทำฝนหลวงแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพ และปริมณฑล ได้ใช้เทคนิกนิกฝนหลวงพระราชทาน ทำให้เกิดฝนตกในกรุงเทพฯและรอบนอก เป็นเรื่องโชคดีทำได้สำเร็จเมื่อวันที่ 15 ม.ค.แต่ช่วงนี้ความชื้นสัมพัทธ์มีน้อย และค่ายกตัวของเมฆยังเป็นอุปสรรค จึงสั่งให้กรมฝนหลวงฯสแตนบายตลอด24 ชั่วโมง และประสานงานกับหน่วยงานหลัก ร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ผล เพราะมีความพร้อมในเรื่องสถานีทำฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว ได้ตั้งไว้รอบกรุงเทพ พร้อมทั้งนักบิน เครื่องมือระบบการติดตามอย่างต่อเนื่องถ้าสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขฝนหลวงขึ้นทำทันที

นายกฤษฎา กล่าวว่ามาตรการแก้ปัญหาในเรื่องเผาซากพืช วัชพืช จากการทำเกษตร ที่ผ่านมาประสานกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรฯ จนทำให้การเผาซากพืชลดลงไปอย่างมาก ตั้งแต่ปี 2560 รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯได้ใช้ความก้าวหน้าไปช่วยเกษตรกร เช่น ข้าวโพดจะมีตอซังเหลือมากหลังเก็บเกี่ยว จากความเคยชินจะใช้วิธีเผากัน ซึ่งปัจจุบันให้ไถกลบ และใช้สารอีเอ็มโปรยจะย่อยสลาย ภายใน 1 สัปดาห์ โดยขณะนี้เกษตรกรนิยมใช้กันมาก รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่ออกไปทำความเข้าใจเข้มข้นมากขึ้น ทำให้การเผาซากพืชแทบจะไม่มี และมีการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านขอความร่วมมืองดเผาซากพืช จะเห็นว่ารัฐบาล ทำได้สำเร็จในช่วงฤดูแล้งเครื่องบินพาณิชย์ ไม่ต้องหยุดบิน

นายกฤษฎา กล่าวว่า ได้เห็นชอบแผนเพิ่มประสิทธิภาพฝนหลวง ซี่งปัจจุบันมีเครื่องบินขนาดใหญ่อยู่ 14 ลำ และให้จัดซื้อใหม่อีก 2 ลำ เพื่อทดแทนเครื่องบินฝูงเก่าที่ใช้งานมานาน มีอายุตามวงรอบ และจัดหาเฮลิคอปเตอร์ อีก 1 ลำ ได้ตั้งงบไว้แล้ว ซึ่งเชื่อมั่นว่าการทำฝนหลวงมีศักยภาพดีขึ้น

นอกจากนี้ ได้ให้แนวทาง นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงฯ และเจ้าหน้าที่ ช่วยกันทดลองศึกษาหาเทคนิกเพิ่มเติม นอกจากปัจจัยความชื้นสัมพัทธ์ และค่ายกตัวของเมฆ ที่เหมาะสมจึงจะขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงได้ ขอให้แลกเปลี่ยนความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ช่วยกันหาแนวทางพัฒนากิจการฝนหลวง ให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในหน้าแล้งนี้ กรมชลประทาน ยืนยันว่ามีน้ำเพียงพอ แต่ตนเป็นห่วงในเรื่องการใช้น้ำทำการเกษตร ยังมีการใช้น้ำมากโดยเฉพาะการปลูกข้าวต่อเนื่อง ได้ให้กรมชลฯไปวางมาตรการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด เพราะปัจจุบันการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพบล แลเขื่อนสิริกิติ์ มาใช้ใต้เขื่อนใช้น้ำไปมากกับการเกษตร แม้ว่ารณรงค์ให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อยแล้ว แต่ชาวนาก็ยังปลูกข้าวกันมาก ต้องไปเฝ้าระวังจุดสูงสุดที่จะใช้น้ำมากในช่วงเดือน มิ.ย.ส่วนปัญหาค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำแม่กลอง ได้ใช้น้ำจืดควบคุมปริมาณได้ ให้ค่าความเค็มไม่เกิน โดยใช้ระยะจากอ่าวไทย 13 กม.จะเป็นช่วงพื้นที่น้ำกร่อย

“ปีนี้ข้าวราคาดี ข้าวหอมมะลิ ตันละ 1.8 – 2 หมื่นบาท ข้าวขาวราคา 8 พันบาท ชาวนาคุ้นเคยกับการทำนา ดังนั้น เมื่อปลูกข้าวนาปรังรอบแรกเก็บเกี่ยวแล้ว ขอไม่ให้ปลูกใหม่ หรือทำนาปรังรอบสอง ได้แจ้งกับนายอำเภอ กำนัน ลงทำความเข้าใจกับชาวนาใช้น้ำอย่างประหยัด กำจัดพื้นที่ปลูกตามแผน เพราะปีนี้เป็นปีแรกปรับเปลี่ยนจากปลูกข้าว มาปลูกข้าวโพดได้ถึง 7 แสนไร่ ปีหน้าแผนการผลิตใหม่เตรียมหาพืชอื่นไว้ด้วยที่มีราคาดี และหาจุดรับซื้อ มีตลาดรองรับแน่นอน ประกันภัยความเสี่ยงผลผลิต ใช้ “กฤษฎาโมเดล” เป็นต้นแบบ และเป็นชื่อที่สื่อตั้งให้ตนเองที่มาปฏิรูปภาคเกษตรได้เป็นรูปธรรม เกษตรกรจับต้องได้” นายกฤษฎา กล่าว

ด้าน นายสุรสีห์ กล่าวว่า ดำเนินการจัดซื้อเครื่องบินใหม่ 2 ลำ รุ่นคาซ่า 900 ล้านบาท จัดซื้อจากประเทศอินโดนีเซีย และกำลังดำเนินการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ ด้วยวิธีอีบิดดิ้ง ครั้งที่ 3 ราคา 500 ล้านบาท ใช้งบปี 61 – 63 โดยปีนี้จะได้เครื่องบินคาช่า มา 1 ลำ และปีหน้าอีก 1 ลำ มาทดแทนเครื่องเก่า ซึ่งเครื่องบินฝนหลวงที่มีอายุการใช้งานเก่าสุด 40 ปี และใหม่สุด 2 – 3 ปี ซึ่งเครื่องบินที่สั่งมาใหม่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น

ทั้งนี้ ยังมีปัญหาบุคคลากรไม่เพียงพอ โดยมีข้าราชการ 205 คน พนักงานและลูกจ้าง กว่า 200 คน ซึ่งภารกิจฝนหลวงเพิ่มมากขึ้นทั้งพื้นที่เกษตร และในเขตเมือง เกิดผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนด้วยสภาวะโลกร้อนขึ้น ยังต้องการเจ้าหน้าที่เพิ่มอีกเท่าตัว เนื่องจากปฏิบัติการภารกิจทุกวันในการติดตามสภาพอากาศเฝ้าระวังตลอด ได้เสนอปัญหานี้กับ รมว.เกษตรฯ และได้ให้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) แล้ว ขออัตรากำลัง พร้อมกับเปิดรับสมัครนักบินอีก 4 ตำแหน่ง แทนเกษียณ อย่างไรก็ตาม นักบินฝนหลวงยังต้องการเพิ่มอีก 10 ตำแหน่ง จึงเหมาะสมกับภารกิจ

‘รมช.วิวัฒน์’เยือนถิ่นสารคาม ปลุกภาคประชาสังคมหนุนเมืองหลวงเกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391140

'รมช.วิวัฒน์'เยือนถิ่นสารคาม ปลุกภาคประชาสังคมหนุนเมืองหลวงเกษตรกรรมยั่งยืน

‘รมช.วิวัฒน์’เยือนถิ่นสารคาม ปลุกภาคประชาสังคมหนุนเมืองหลวงเกษตรกรรมยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562, 15.21 น.

“รมช.วิวัฒน์”เยือนจ.มหาสารคาม ปลุกภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ผนึกกำลังประกาศเจตนารมณ์หนุนมหาสารคามสู่เมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อลูกหลาน พร้อมตั้งเป้า250,000ไร่ในปี64

25 ม.ค.62 ที่ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) บ้านหนองเผือก ต.หนองทุ่ม อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานประกาศเจตนารมณ์ “ขับเคลื่อนมหาสารคาม…สู่การเป็นเมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน” ว่า ปัจจุบันสภาพการผลิตสินค้าเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันกันสูง ส่งผลให้เกษตรกรประสบปัญหาในด้านต้นทุนการผลิตและตลาด โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ดังนั้น เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรรม จ.มหาสารคาม โดยภาคประชาสังคม จึงได้มีการผนึกกำลังจากทุกหมู่เหล่าประกาศที่จะเป็นเมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน พร้อมที่จะปฏิบัติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2561-2564) ที่ได้กำหนดเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ไม่น้อยกว่า 5,000,000 ไร่ ภายในปี 2564

โดย จ.มหาสารคาม ได้กำหนดเป้าหมายการทำเกษตรกรรมยั่งยืนไว้ที่ 250,000 ไร่ โดยจะสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตจากพืชเชิงเดี่ยวไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืน อาทิ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ และเกษตรกรรมรูปแบบอื่น ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินการผลักดันเพื่อให้เกิดการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน โดยใช้กลไกการทำงานในระดับพื้นที่ จากภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ซึ่งหมายถึง ภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และปราชญ์ชาวบ้านทุกระดับ ร่วมมือกันขับเคลื่อนเพื่อให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ

การประกาศเจตนารมณ์ “ขับเคลื่อนมหาสารคาม…สู่การเป็นเมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน” ในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน ซึ่งเป็นผู้แทนจากทุกอำเภอ ประกอบด้วย เกษตรกร องค์กรจากเกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ทั้งระดับอำเภอและระดับจังหวัด เพื่อมารับฟังนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ตลอดทั้งประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนของ จ.มหาสารคาม สู่การเป็นเมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน

“ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกัน ดังที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตรัสว่า “สามัคคีคือพลัง ค้ำจุนแผ่นดินไทย” ภาคเกษตรของไทยจะไปไม่รอด หากไม่มีการปรับตัว เนื่องจากปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจของโลกกำลังตกต่ำลงทุกขณะ ส่งผลให้อาหารโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤต ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ในขณะที่อาหาร และอากาศบริสุทธิ์ลดน้อยลงทุกที โดยปัจจุบันค่า GDP ไม่สามารถวัดคุณภาพชีวิตของประชากรได้ แต่สิ่งที่วัดได้ คือ มีอากาศบริสุทธิ์อยู่หรือไม่ ดังนั้น ระบบการผลิตทุกด้านจึงต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ทุกโรงพยาบาล ทุกโรงเรียน ทุกโรงแรม ต้องมีอาหารปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนสร้างความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน” นายวิวัฒน์ กล่าวและว่า ทั้งนี้ จ.มหาสารคาม จะเป็นเมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมยั่งยืนได้ ด้วยการบูรณาการร่วมกันขับเคลื่อนเกษตรกรรมในทุกระดับพื้นที่ เน้นการลงมือทำ เพื่อผลักดันให้เกษตรกรรมของจังหวัดเกิดความยั่งยืนไปสู่ชั่วลูกชั่วหลานต่อไป

ไฟเขียวนำเข้าปู่ย่า-พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ตามแผนรักษาเสถียรภาพราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390914

x

ไฟเขียวนำเข้าปู่ย่า-พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ตามแผนรักษาเสถียรภาพราคา

วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

 

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board)ว่า ตามที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดทำร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่ โดยผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศและจากประเทศสมาชิก WTO และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องแล้วนั้น ที่ประชุมจึงมอบหมายให้ มกอช.ร่วมกับกรมปศุสัตว์ เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่เป็นมาตรฐานบังคับ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับมาตรฐานบังคับให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันและมีความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการสับสนของเกษตรกรและผู้ปฏิบัติ โดยมาตรฐานดังกล่าวจะควบคุมฟาร์มสำหรับฟาร์มรายย่อย ที่มีขนาดการเลี้ยง 1,000 ตัวขึ้นไป อีกทั้ง ยังมอบหมายให้กรมปศุสัตว์หาแนวทางปรับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่เลี้ยงตั้งแต่ 1-999 ตัว ที่มกอช. ไม่ได้บังคับให้ได้มาตรฐานอื่นๆ ด้วย

นอกจากนี้ ยังได้ดูแลราคาไข่ไก่ให้มีเสถียรภาพ ซึ่งทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยกระทรวงเกษตรฯต้องสร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยตัวเลขที่จะรักษาเสถียรภาพได้คือต้องมีแม่ไก่ไข่ยืนกรงอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านตัว ซึ่งจะมีการผลิตไข่ไก่ที่ประมาณ 80% หรือประมาณ 40 ล้านฟอง/วัน ปัจจุบันราคาไข่ไก่อยู่ที่ 2.50 – 2.60 บาท แล้วแต่พื้นที่ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การรักษาเสถียรภาพไข่ไก่มีประสิทธิภาพ ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบแผนการนำเข้าปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ปี 2562 คือ 1) แผนการเลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) ปี 2562 จำนวน 3,800 ตัว (เดิม 5,500 ตัว) และ 2) แผนการเลี้ยงแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ปี 2562 จำนวน 440,000 ตัว (เดิม 550,000 ตัว) และสำรองไว้ที่กรมปศุสัตว์อีก 20,000 ตัว โดยให้ผู้ประกอบการไปจัดทำโครงการ/แผนบริโภคไข่ไก่ภายในประเทศเพื่อให้มีปริมาณสูงขึ้น สำหรับนำมาประกอบการพิจารณาอนุญาตนำเข้า PS ที่สำรองไว้ข้างต้น

นายลักษณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินงานระยะยาว ได้ตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ไก่ไข่ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2562-2566) เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์เดิม และเพิ่มเติมเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ลดต้นทุนการผลิตส่งเสริมการบริโภค และสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้อาชีพการเลี้ยงไก่ไข่เป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : กว่าจะรู้ตัว…ก็สายเสียแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390928

281225166

เลาะรั้วเกษตร : กว่าจะรู้ตัว…ก็สายเสียแล้ว

วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในขณะที่ปี่กลองการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกระหึ่มขึ้นทุกที พรรคต่างๆ ก็หยิบเอานโยบายขายฝันบ้าง ขายความตั้งใจบ้างมาเรียกคะแนน หรือโยนหินถามทางไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เน้นไปในเรื่องเศรษฐกิจ และสุขภาพอนามัยของประชาชนที่ดูดี แต่ถึงเวลาจริงๆ ทำได้หรือไม่ค่อยว่ากัน….

ไม่เห็นพรรคไหนหยิบยกเรื่องการเกษตรมาชูเป็นนโยบายสำคัญของพรรค ทั้งๆ ที่การเกษตร คือ เศรษฐกิจของชาติอย่างแท้จริง เพราะการเกษตรคือ ปากท้องของประชาชน คือ รายได้หลักของประเทศ คือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงทางการค้า กฎ กติกาสากล ความร่วมมือระหว่างประเทศ ระหว่างภูมิภาค และอื่น ๆ

วันก่อนได้ฟังเสวนาสาธารณะ เรื่อง “มองเมืองไทย ให้ไกลกว่าได้เลือกตั้ง” ซึ่งจัดขึ้นที่ อสมท ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ บอกว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (ที่รัฐบาลคุยนักหนาว่าเศรษฐกิจของไทยเราเติบโตดี) มีตัวเลขมาให้ดูหรูๆ 3.8% นั้น เป็นอันดับเกือบบ๊วยของอาเซียน ชนะบรูไนเพียงประเทศเดียว

พร้อมนี้ ดร.สมชายยังสะกิดให้คิดถึงภูมิภาคอาเซียน ว่าประเทศไทยอยู่ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่งชาวประชาต่างรู้ว่าเราเข้าสู่ AEC เมื่อปี 2015 แต่ AEC จะร่วมมือกันไปถึงปี 2025มีข้อตกลงมากมายที่ไทยต้องดำเนินการเพื่อไม่ให้เสียเปรียบด้านการค้า มาตรฐานสินค้าและกำแพงภาษี แต่ดูเหมือนนักการเมือง และพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงกันอยู่ในขณะนี้ไม่ได้ให้ความสนใจสักเท่าไร

ทำให้ต้องหวนคิดถึงเมื่อปี 2015 หรือ พ.ศ. 2558 ที่มีการประชาสัมพันธ์การเข้าสู่ AEC จนอะไรๆ ก็ AEC ไปหมด แม้แต่โรงเรียนในต่างจังหวัด ก็ยังสอนให้เด็กรู้จัก AEC ด้วยการแต่งกายเป็นชุดประจำชาติของประเทศต่างๆ ในอาเซียน แต่ไม่ได้มุ่งเน้นให้รู้จักว่า AEC คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และจะมีผลกระทบกับประเทศในด้านใดบ้าง

ดร.สมชายยังพูดถึง AFTA หรือ เขตการค้าเสรีอาเซียน ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1992 หรือ ปี พ.ศ. 2535 ตามข้อเสนอของผู้นำมาเลเซีย จากข้อตกลงนี้มาเลเซียทำการโซนนิ่งพื้นที่การเกษตรใหม่ เลิกปลูกยางพารา ให้เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมันแทน โดยมองว่าอีก 10 ปีข้างหน้า มาเลเซียจะเปลี่ยนจากผู้ปลูกยาง มาเป็นการลงทุนด้านอุตสาหกรรมแปรรูปยางและจะนำเข้ายางพาราจากไทย ซึ่งมาเลเซียก็ทำได้ตามนั้น….

ถึงวันนี้วันที่ยางพาราราคาตกต่ำ มาเลเซียนั่งยิ้มเพราะไม่มีผลผลิตยางมากมายที่ต้องมาปวดหัวแก้ปัญหาเหมือนอย่างที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ส่วนปาล์มน้ำมัน ซึ่งมาเลเซียกลายมาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่นั้น แม้แนวโน้มราคาในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจะต่ำลง แต่มาเลเซียก็ยังเอาอยู่ ผิดกับของไทย ที่ทั้งยางและปาล์มน้ำมันทำเอากระทรวงเกษตรฯ ระส่ำไปเหมือนกัน

ผู้ร่วมเสวนาอีกท่านหนึ่ง คือ ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร อุปนายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ผู้เชี่ยวชาญด้านโซ่อุปทานด้านการเกษตร CLMV พูดถึง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่า แตะเรื่องของการเกษตรน้อยมาก พร้อมกับย้อนไปถึงข่าวที่ฮือฮากันมากเมื่อเดือนเมษายน ปีที่แล้ว เมื่อแจ๊ค หม่า มาเมืองไทย และทิ้งร่องรอยของความเป็นผู้นำด้านการตลาดออนไลน์ไว้ ด้วยการสั่งซื้อทุเรียนหมอนทองของไทยไปถึง 80,000 ผล ภายในเวลา 1 นาที เรียกว่าข่าวนี้ยึดพื้นที่สื่อไปเกือบหมด

รัฐบาลก็หน้าบาน คิดว่าเป็นความสำเร็จ แถมยังตั้งความหวังไว้ว่าสินค้าเกษตรของไทยต้องพยายามทำตลาดออนไลน์ให้ได้แบบนี้ แต่ ดร.วรชาติ เปิดเผยว่า ทุเรียน 80,000 ผลนั้น จุแค่ 8 ตู้คอนเทนเนอร์ เท่านั้น จริงๆ แล้ว ไทยเราขายทุเรียนวันละ 180-200 ตู้คอนเทนเนอร์ และก็ไม่รู้ว่ากระบวนการในการรวบรวมผลผลิตทุเรียน 80,000 ผลนั้น ทำกันอย่างไร เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ไม่มีใครยืนยัน…

ที่สำคัญคือ ใน CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ต่างก็ปลูกทุเรียนหมอนทอง และส่งขายในประเทศจีนเหมือนกัน ไม่น่าห่วงว่าประเทศเหล่านี้จะเป็นคู่แข่งของไทย แต่ห่วงเรื่องคุณภาพของทุเรียนหมอนทองไม่ดีเท่าของไทย แต่ผู้บริโภคชาวจีนจะไม่รู้ว่าหมอนทองนั้นมาจากประเทศไหน ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาให้กับหมอนทองของไทยได้ถ้าไม่หาทางป้องกัน เพราะทุกวันนี้ทุเรียน เป็นไม้ผลที่ทำรายได้ให้กับประเทศกว่าปีละ 3 หมื่นล้านบาท

นี่เป็นปัญหาส่วนหนึ่ง ของภาคการเกษตร ภาคการผลิตที่พรรคการเมืองไม่ไยดี จนกว่าจะได้มาเป็นรัฐบาลถึงจะรู้ว่าภาคการเกษตรนั้นไม่สนใจไม่ได้แล้ว……

แว่นขยาย

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง 2หนอนถั่วเหลืองระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390927

x

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง 2หนอนถั่วเหลืองระบาด

วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้จะมีสภาพอากาศแห้งแล้ง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเฝ้าระวังการระบาดของหนอนม้วนใบและหนอนกระทู้ผัก สามารถพบได้ในระยะที่ต้นถั่วเหลืองอายุประมาณ 1 เดือน เกษตรกรควรสังเกต หนอนม้วนใบ มักพบหนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชักใยบางๆ คลุมตัวไว้แล้วกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้นจะกระจายไปทั่วทั้งแปลง เพื่อสร้างใยยึดใบพืชจากขอบใบของใบเดียวเข้าหากัน หรือชักใยดึงเอาใบมากกว่า 2 ใบ มาห่อรวมเข้าหากัน และอาศัยกัดกินอยู่ในใบที่ห่อม้วนนั้นจนหมด จึงเคลื่อนย้ายเข้าไปทำลายใบอื่นต่อไป

สำหรับระยะก่อนออกดอกถึงระยะฝักยังเขียวอยู่ หากพบใบถูกทำลาย 30% หรือระยะหลังดอกบาน 4 สัปดาห์ กรณีพบใบถูกทำลาย 60% ให้เกษตรกรพ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ เกษตรกรควรติดตามเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกระทู้ผัก จะพบหนอนเข้าทำลายตั้งแต่ต้นถั่วเหลืองเจริญเติบโตทางลำต้นและใบจนถึงระยะออกดอกและติดฝัก โดยหนอนที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกัดแทะผิวใบด้านล่างเหลือแต่เส้นใบ เมื่อผิวใบแห้งจะมองเห็นเป็นสีขาว หากหนอนโตขึ้น หนอนจะกัดกินเข้าไปจากขอบใบ และจะแยกกลุ่มออกไปกัดกินใบทั่วทั้งแปลง หากพบการระบาด ให้พ่นด้วยเชื้อไวรัสของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 1-2 ครั้ง กรณีใบถูกทำลาย 30% ให้พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ภาคีเครือข่ายวิถีสำโรงขานรับ แนวนโยบายขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390929

x

ภาคีเครือข่ายวิถีสำโรงขานรับ แนวนโยบายขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังร่วมเป็นสักขีพยานการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์วิถีสำโรง จ.อุบลราชธานี พร้อมมอบนโยบายการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนและเกษตรอินทรีย์ ที่วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง ต.โนนกลาง อ.สำโรงว่า การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ และเพื่อเป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานเกษตรอินทรีย์ให้เป็นรูปธรรม กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญร่วมลงนามความร่วมมือเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 1,000,000 ไร่ ในปี 2564 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมาโดยจ.อุบลราชธานี มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 200,000 ไร่ ในปี 2564 พร้อมจัดทำ Road Map การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภายใต้ยุทธศาสตร์ อุบลราชธานีแห่งเกษตรอินทรีย์ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

สำหรับการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์วิถีสำโรง จ.อุบลราชธานีครั้งนี้ กำหนดแนวทางความร่วมมือ ดังนี้ (1) ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ใน อ.สำโรง จากเดิมตั้งเป้าหมาย 10,000 ไร่ เป็น 30,000 ไร่ ในปี 2564 (2) ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่ตัดแต่งพันธุกรรมทำการเกษตร  (3)ร่วมกันสร้างการรับรู้ สร้างแรงบันดาลใจ ในการทำเกษตรอินทรีย์ให้เกษตรกรในอ.สำโรง  (4) ร่วมกันสร้างเยาวชน คนอำเภอสำโรงรุ่นใหม่ หัวใจอินทรีย์  (5) เผยแพร่ความรู้เกษตรอินทรีย์วิถีสำโรงให้ผู้สนใจ  (6) สร้างตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วถึง (7) สร้างความเข้มแข็งให้กลุ่ม เครือข่าย โดยเกษตรกรเป็นผู้ขับเคลื่อน ภาครัฐและภาคประชาสังคมเป็นฝ่ายสนับสนุน (8)ขับเคลื่อนแบบประชารัฐ ระหว่าง ส่วนราชการ เกษตรกร และภาคีเครือข่าย เพื่อทำให้อ.สำโรง เป็นอำเภอต้นแบบเกษตรอินทรีย์ และ (9) ร่วมมือกันประชาสัมพันธ์ “เกษตรอินทรีย์ วิถีสำโรง” ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

“เกษตรกรในอ.สำโรง จ.อุบลราชธานีขานรับนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งประกาศขอเพิ่มพื้นที่เป้าหมายเกษตรอินทรีย์จากเดิม 10,000 ไร่ เป็น 30,000 ไร่ ในปี 2564 ทั้งนี้ จ.อุบลราชธานี มีตลาดที่รองรับผลผลิตได้ เช่น โรงพยาบาล และโรงเรียนต่างๆ มีภาคเอกชนที่เป็นเครือข่ายประชารัฐเข้าร่วมผลักดันและพัฒนาผลผลิตอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดทั้งส่งเสริมความรู้ด้านการตลาดให้เกษตรกร สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่เน้นการตลาดนำการผลิต โดยการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นแนวทางสำคัญในการช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยอ.สำโรง จะเป็นหนึ่งในอำเภอต้นแบบให้อำเภอต่างๆ ในจ.อุบลราชธานี ที่จะขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป” นายวิวัฒน์ กล่าว

สำหรับผู้ร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์ ประกอบด้วย เกษตรกรต้นแบบเกษตรอินทรีย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล 9 ตำบล กำนัน 9 ตำบล เกษตรอำเภอสำโรง นายอำเภอสำโรง สาธารณสุขอำเภอสำโรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสำโรง และบริษัท ประชารัฐ รักสามัคคีอุบลราชธานี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯมอบเกียรติบัตรแก่เกษตรกรต้นแบบเกษตรอินทรีย์วิถีสำโรง 15 คน พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการเกษตรอินทรีย์ และการผลิตพืชผักอินทรีย์ของเกษตรกรด้วย