ตลาดการค้าไทย-ตุรกีสดใส 3ปีมูลค่านำเข้า-ส่งออกผลผลิตเฉลี่ย5.6พันล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390930

x

ตลาดการค้าไทย-ตุรกีสดใส 3ปีมูลค่านำเข้า-ส่งออกผลผลิตเฉลี่ย5.6พันล.

วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศตุรกี นับเป็นตลาดคู่ค้าที่สำคัญ ซึ่งมีประชากรกว่า 80 ล้านคน ตั้งอยู่ระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ซึ่งทำให้ไทยสามารถนำจุดเด่นดังกล่าว ในการกระจายสินค้าเกษตร ไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้  หากมองถึงมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ยระหว่างไทยและตุรกี 3 ปี ระหว่างปี 2559-2561 เฉลี่ยอยู่ที่ 5,600 ล้านบาท/ปี  แบ่งเป็นมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรเฉลี่ย 4,600 ล้านบาท/ปี และมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตร 1,000 ล้านบาท/ปี

ที่ผ่านมาไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าสินค้าเกษตรมาโดยตลอด สินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ยางธรรมชาติ ยางแผ่นรมควัน อาหารปรุงแต่งเพื่อใช้บริโภค น้ำยางธรรมชาติ และข้าว ส่วนสินค้าเกษตรนำเข้าสำคัญของไทย ได้แก่ แป้งข้าวสาลี น้ำผลไม้ น้ำมันที่ได้จากธัญพืชจำพวกเมล็ดทานตะวัน และเมล็ดดอกคำฝอย หรือเมล็ดฝ้าย ขนมที่ทำจากน้ำตาล และอาหารปรุงแต่ง

รองเลขาธิการ สศก.กล่าวต่อไปว่า ด้านความตกลงทางการค้าไทยและตุรกี จากผลการประชุมเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – ตุรกี (Thailand – Turkey Free Trade Agreement : THTRFTA) ครั้งที่ 4  ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา  ณ กรุงเทพมหานคร สามารถสรุปรูปแบบการลดภาษี (Modality) ได้เบื้องต้น เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการจัดทำข้อเสนอเปิดตลาด (Initial Offer List) และข้อเรียกร้องเปิดตลาด (Initial Request List) ระหว่างกัน  ซึ่งไทยและตุรกี ได้หารือร่างข้อบทกฎการค้าสินค้า และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อร่างข้อบทกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า โดยการประชุมครั้งที่ 5 จะมีในช่วงเดือนเมษายน 2562 ณ ประเทศตุรกี

ทั้งนี้ หากการเจรจาบรรลุผล จะทำให้เกษตรกรไทยมีช่องทางการส่งออกเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีโอกาสเปิดตลาดในตุรกี ซึ่งถือเป็นประเทศที่เก็บอัตราภาษีสินค้าเกษตรค่อนข้างสูง โดยมีอัตราภาษีสินค้าเกษตรส่วนใหญ่อยู่ระหว่างร้อยละ 25-50 โดยขณะนี้ นับว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการเจรจา ซึ่งสศก. จะรายงานความก้าวหน้าให้ทราบเป็นระยะต่อไป

เกษตรกรแจงผู้ตรวจการแผ่นดินปม‘พาราควอต’ พร้อมขอบคุณคกก.วัตถุอันตรายที่ไม่แบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391043

เกษตรกรแจงผู้ตรวจการแผ่นดินปม‘พาราควอต’ พร้อมขอบคุณคกก.วัตถุอันตรายที่ไม่แบน

เกษตรกรแจงผู้ตรวจการแผ่นดินปม‘พาราควอต’ พร้อมขอบคุณคกก.วัตถุอันตรายที่ไม่แบน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562, 19.37 น.

24 ม.ค. 62 น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง พร้อมด้วยกลุ่มเกษตรปลูกผัก ผลไม้ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด และอ้อย กว่า 100 ราย เดินทางไปยื่นหนังสือที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งสืบเนื่องจากกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินได้แสดงความคิดเห็นต่อการยกเลิกใช้สารพาราควอต (Paraquat) ซึ่งขัดแย้งกับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้จำกัดการใช้ โดยให้สามารถใช้ได้ภายใต้การควบคุมอย่างเหมาะสมนั้น เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับข้อมูลอย่างถูกต้องและเป็นกลาง

น.ส.อัญชุลี กล่าวว่า ข้อมูลทั้งหมดที่ตนนำมามอบให้ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการ ห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือตรวจสอบและได้รับมาตรฐานสากล ร่วมกับประสบการณ์จริงของเกษตรกรที่ไม่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามข้อกล่าวอ้างต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมแสดงผลการตรวจสอบวิเคราะห์ดินและน้ำจาก จ.หนองบัวลำภู ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมย้ำว่าไม่พบสารพาราควอตตกค้างตามที่เอ็นจีโอบางกลุ่มกล่าวอ้าง

ขณะที่นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวเสริมว่า ข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของสารพาราควอตได้รับการพิจารณาแล้วว่า ไม่เป็นความจริง เพราะขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และหลักฐานพิสูจน์ โดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีฯ ซึ่งมีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

จึงอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน หยุดทำร้ายเกษตรกรทั่วประเทศ ด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ อย่าฟังความข้างเดียว เปิดใจรับข้อเท็จจริงทั้งสองด้าน และอย่าซ้ำเติมด้วยปัญหาใหม่ที่ส่งผลกระทบทำลายชีวิตเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 5 ล้านครอบครัว และเกษตรกรรายย่อย 17 – 20 ล้านคน เพราะปัจจุบันผลผลิตทางการเกษตรตก ราคาต่ำ ต้นทุนเพิ่ม การออกมาเรียกร้องในครั้งนี้ เกษตรกรหวังว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะรับฟังและตัดสินอย่างเป็นกลาง โดยใช้ข้อเท็จจริงมากกว่าความคิดเห็น

ในวันเดียวกัน เครือข่ายเกษตรกรดังกล่าวได้ไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ณ กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอบคุณนายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย หลังจากคณะกรรมการฯ มีมติเมื่อ 23 พ.ค. 2561 ไม่แบนการใช้ 3 สารเคมี พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต แต่ให้จำกัดการใช้แทน

โดย ดร.นพ.สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า คนที่รู้ความแล้วคงพอรู้ว่าสารทุกชนิดที่คนนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ทางเกษตรกรรมหรือทางแพทย์เป็นสารพิษทั้งนั้น มากน้อยแล้วแต่ชนิดสาร แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้สารพิษจริงๆ ก็หาวิธีการควบคุมการใช้ให้ถูกต้อง เช่น ยาที่หมอใช้รักษาคนไข้ก็มีพิษ แต่เขามีเอกสารแจ้งวิธีใช้ที่ถูกต้อง ถ้าคนไข้เอาไปใช้อย่างถูกต้องก็ได้ประโยชน์และไม่เกิดโทษ มีข่าวบ่อยๆ ที่คนเอายาไปกินฆ่าตัวตายกัน สารทางเกษตรกรรมก็เช่นกัน การใช้ก็เป็นประโยชน์ถ้ามีการกำกับดูแลอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ยังเดินทางไปขอพบนางวิไลวรรณ พรหมคำ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เพื่อให้กำลังใจและขอให้พิจารณาในเรื่องมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีที่ให้ลดการนำเข้าสารเคมี ทำให้เกิดการกักตุนสินค้า ปริมาณความต้องการซื้อสูงกว่าปริมาณการขาย ส่งผลเกษตรกรต้องซื้อในราคาแพงขึ้นโดยรวมปีละ 2,000 ล้านบาท อีกทั้งเครือข่ายเกษตรกรได้ตรวจสอบสารชีวภัณฑ์ที่อ้างว่าทดแทนได้ พบว่ามิได้เป็นสารธรรมชาติแต่อย่างใด แต่กลับมีส่วนผสมของสารเคมีเช่นเดิมและมีข้อสงสัยด้านความปลอดภัย

กรมชลฯเฝ้าระวังคุณภาพแม่น้ำ5สาย วอนชาวนาหยุดปลูกข้าวต่อเนื่องประหยัดน้ำฤดูแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390958

กรมชลฯเฝ้าระวังคุณภาพแม่น้ำ5สาย วอนชาวนาหยุดปลูกข้าวต่อเนื่องประหยัดน้ำฤดูแล้ง

กรมชลฯเฝ้าระวังคุณภาพแม่น้ำ5สาย วอนชาวนาหยุดปลูกข้าวต่อเนื่องประหยัดน้ำฤดูแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562, 16.34 น.

“กรมชลฯเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ 5 สาย “เบญจสุทธิคงคา”แม่น้ำเพชรบุรี -แม่กลอง-เจ้าพระยา -ป่าสัก -บางปะกง สั่งตรวจสอบในเวลาเดียวกัน เร่งรายงานผลมายังส่วนกลาง กำจัดวัชพืชดูแลความสะอาดตลอดลำน้ำ ย้ำทุกสำนักงานจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมวอนชาวนาหยุดปลูกข้าวต่อเนื่องประหยัดน้ำไว้ใช้ตลอดฤดูแล้ง”

24 ม.ค.62 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลัก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 16,496 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 66 ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 9,800 ล้าน ลบ.ม.โดยวางแผนบริหารจัดการน้ำสำหรับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทานปี 2561/62 โดย

กรมชลประทาน ได้ทำการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง ในช่วงวันที่ 1 พ.ย. 61 ถึง 30 เม.ย. 62 จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตรและอื่นๆรวม 8,000 ล้าน ลบ.ม. ส่วนภาคการเกษตร ได้ทำการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง 6.91 ล้านไร่ เช่น ข้าวนาปรัง 5.30 ล้านไร่ ข้าวโพด 0.70 ล้านไร่ พืชไร่พืชผัก 0.07 ล้านไร่ และพืชอื่นๆ 0.83 ล้านไร่

ทั้งนี้ปัจจุบันผลการจัดสรรน้ำ มีการใช้น้ำไปแล้วตั้งแต่ 1 พ.ย. 61 ถึงวันที่ 22 ม.ค.62 ประมาณ 3,852 ล้านลบ.ม. มากกว่าแผนฯในช่วงดังกล่าว 412 ล้านลบ.ม. เพราะมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ตอนบนเกินกว่าแผนฯ ที่ตั้งไว้ ทำให้ต้องเพิ่มการระบายน้ำมากกว่าแผนเป็นช่วงๆ เพื่อการรักษาระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาและระบบชลประทาน พร้อมควบคุมคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด

นอกจากนี้จากการติดตามผลการเพาะปลูกในเขตชลประทานถึงวันที่ 23 ม.ค. 62 มีการเพาะปลูกข้าวแล้ว 5.54 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปีต่อเนื่องรอเก็บเกี่ยว 0.05 ล้านไร่ และข้าวนาปรัง 5.49 ล้านไร่ ซึ่งเกษตรกรจะทยอยเก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนม.ค.62

ทั้งนี้ หากเกษตรกรเพาะปลูกข้าวต่อเนื่องทันทีจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำของข้าวที่อยู่ระหว่างการเพาะปลูก รวมถึงเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำ ตั้งแต่ต้นเดือนก.พ. 62 จะทยอยลดการระบายน้ำลงจาก 4 เขื่อนหลัก ตามลำดับเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกร ไม่ทำการเพาะปลูกข้าวต่อเนื่องหลังการเก็บเกี่ยว โดยรณรงค์ให้เพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยหลังการ    ทำนา

“ยังขอให้เกษตรกร และกลุ่มผู้ใช้น้ำ เข้าร่วมจัดรอบเวรการสูบน้ำของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและการใช้น้ำของอาคารเชื่อมต่อแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามข้อตกลงและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำและการใช้น้ำเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ตลอดช่วงฤดูแล้งปี 2561/62 อีกทั้งยังเป็นการสำรองน้ำไว้ใช้ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน”นายทวีศักดิ์ กล่าว

ด้านนายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบวีดีคอนฟอร์เรนท์ไปยังสำนักงานชลประทาน 1-17 ทั่วประเทศ ว่าปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ ปัจจุบันมีน้ำรวมกัน3.2 หมื่นล้านลบ.ม.มีแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง2.3 หมื่นล้านลบ.ม.โดยจัดสรรไปแล้ว9.2 พันล้านลบ.ม.เป็นร้อยละ40 เน้นเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก และยังคงเหลือปริมาณน้ำอีก1.3หมื่นล้านลบ.ม.หรือร้อยละ60 ส่วนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีน้ำใช้การได้ใน4 เขื่อนหลัก เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนป่าสัก รวม 1 หมื่นล้านลบ.ม.โดยมีแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง 8 พันล้านลบ.ม.จัดสรรไปแล้ว 3.9พันล้านลบ.ม.หรือร้อยละ49 คงเหลือ4 พันกว่าล้านลบ.ม.หรือร้อยละ51และสำรองน้ำไว้อีก5.5พันล้านลบ.ม.เพื่อใช้ต้นฤดูฝน

ด้านสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ทำการปรับเพิ่มการระบายน้ำเพื่อควบคุมค่าความเค็ม ปัจจุบันค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำปราจีน-บางปะกง และแม่น้ำท่าจีน อยู่ในระดับควบคุมได้ ส่วนแม่น้ำแม่กลอง หลังจากเพิ่มการระบายน้ำแล้ว ปัจจุบันสามารถควบคุมความเค็มให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้แล้วแต่ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่อไป

ทั้งนี้ได้กำชับให้สำนักงานชลประทานที่อยู่ในเขตคุณภาพน้ำ5สาย เบญจสุทธิคงคา ได้แก่แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำบางปะกง ให้เฝ้าระวังตรวจสอบคุณภาพน้ำโดยกำหนดการตรวจสอบในเวลาเดียวกันและรายงานผลกลับมายังส่วนกลาง เพื่อการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และเฝ้าดูแลความสะอาดของลำน้ำ กำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางอย่างต่อเนื่อง และขอให้พื้นที่ที่มีการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งร่วมมือกับจังหวัด สำรวจพื้นที่เพาะปลูกพร้อมขอความร่วมมือประชาชนในการจำกัดการเพาะปลูกในบางพื้นที่เพื่อนำมาวิเคาระห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูกาล

ย้ำความพร้อมสหกรณ์รับซื้อข้าวโพด กระตุ้นความเชื่อมั่นชาวไร่ยโสธร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390926

x

ย้ำความพร้อมสหกรณ์รับซื้อข้าวโพด กระตุ้นความเชื่อมั่นชาวไร่ยโสธร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562, 15.32 น.

ผู้ตรวจราชการฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรจังหวัดยโสธรเพื่อสร้างความมั่นใจ พร้อมเน้นย้ำสหกรณ์รับซื้อข้าวโพดในราคายุติธรรม

นายพีรพนธ์ กิจโกศล ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขต 13,14 เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามและเยี่ยมสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ที่เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาว่า ที่ผ่านมาจังหวัดยโสธร ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรได้รับทราบ และมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 562 ราย พื้นที่ 3,547 ไร่ ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรปลูกข้าวโพดแล้วเป็นพื้นที่ 1,236.75 ไร่ และมีเกษตรกรที่ประสงค์จะกู้ จำนวน 431 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มกราคม 2562) กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดยโสธร ได้ดำเนินการร่วมกับสหกรณ์การเกษตรที่มีความพร้อมที่เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา โดยมีสหกรณ์ที่เป็นจุดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์คือ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ยโสธร จำกัด ขณะที่สหกรณ์การเกษตรเลิงนกทา จำกัด สหกรณ์การเกษตรป่าติ้ว จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ยโสธร จำกัด เป็นจุดรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการในราคายุติธรรม

สำหรับสหกรณ์การเกษตรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้ง 3 แห่ง เป็นสหกรณ์ที่มีความพร้อมทั้งสถานที่และบุคลากรสามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรได้ในราคายุติธรรม และขอให้เกษตรกรหรือสมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ในจังหวัดยโสธร เชื่อมั่นและมั่นใจในการเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากมีตลาดรองรับอย่างแน่นอน และพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ เพื่อสร้างความมั่นคง สร้างรายได้ที่ยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ท่าม่วงฯชูผลิตนมคุณภาพ เล็งเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390700

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ท่าม่วงฯชูผลิตนมคุณภาพ  เล็งเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ท่าม่วงฯชูผลิตนมคุณภาพ เล็งเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้ได้มาตรฐานตั้งแต่กระบวนการผลิตน้ำนมทั้งระบบ การบริหารจัดการฟาร์ม การให้อาหาร การรีดนมที่ถูกสุขลักษณะ และสะอาดปลอดภัย ตลอดจนมีระบบตรวจสอบน้ำนมดิบทุกขั้นตอนที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ปัจจุบันสหกรณ์แห่งนี้กลายเป็นแหล่งผลิตน้ำนมที่ดีที่สุดของประเทศไทย

นายปภณภพ เฉลิมกลิ่น ผู้จัดการสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯมีสมาชิกกว่า 200 ราย และมีโคนม 1,800 ตัว กำลังการผลิต 20 ตันต่อวันที่ผ่านมาสหกรณ์ฯผลิตแค่นมโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่หลังจากได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรในการแปรรูปนม ทำให้สามารถผลิตน้ำนมบรรจุขวดพาสเจอร์ไรส์ส่งขายตามตลาดต่างๆ ได้ โดยเน้นนมรสจืดที่มีโปรตีนสูงคุณภาพดีที่สุด และจะส่งขายให้กับร้านกาแฟโดยเฉพาะ เนื่องจากเห็นถึงโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์นมในขณะนี้ว่า ยังสามารถเจาะกลุ่มร้านกาแฟได้ เนื่องจากยังต้องการนมสดเพื่อนำไปตีฟอง เพื่อให้กาแฟมีรสชาติหอม เข้มข้น และกลมกล่อม ซึ่งได้มีการทดลองนำนมสดของสหกรณ์ฯไปตีฟองกับกาแฟแล้ว ได้รสชาติกลางที่กลมกล่อมกำลังพอดี ดังนั้น สหกรณ์ฯจึงผลิตนมสดวันละ 1 ตัน แบ่งเป็น 2 ขนาด คือ ขนาดเล็กบรรจุขวดเพื่อขายให้เด็กมัธยม และขนาดใหญ่สำหรับส่งร้านกาแฟ ประมาณวันละ 5,000 ขวด สร้างรายได้ประมาณ 400,000 บาทต่อวันโดยเริ่มเจาะตลาดร้านกาแฟในจ.กาญจนบุรี ก่อน แล้วจะค่อยขยายไปตามจังหวัดใกล้เคียงและในกรุงเทพฯต่อไป คาดว่าไม่เกิน 2 ปีจะเห็นภาพตลาดนมสดที่ชัดเจน

“ที่ผ่านมานมโคแท้ 100% ของสหกรณ์ฯเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศไทยในด้านน้ำนมคุณภาพมาตลอด ผมมองว่าการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนมโคแท้ที่ดีและมีคุณภาพสูงต้องมาจากอาหารคุณภาพ มีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน กระบวนการรีดนมโค การออกแบบโรงเรือน การผสมเทียม การบันทึกข้อมูล และการดูแลสุขภาพโคนมตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อพัฒนานมโค 100% ให้มีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งลักษณะของน้ำนมที่คุณภาพดีจะมีกลิ่นธรรมชาติ มีสีขาวปนเหลืองเล็กน้อย สะอาด ปลอดภัย รสชาติมันเข้มอร่อย สร้างความโดดเด่นที่แตกต่างจากนมทั่วไปในท้องตลาด รวมถึงสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคตั้งแต่ได้สัมผัสครั้งแรก เพราะปัจจุบันตลาดมีตัวเลือกหลากหลาย สหกรณ์ฯจึงเน้นผลิตนมคุณภาพดีเป็นหลัก ไม่มีการปรุงแต่ง เพราะใช้น้ำนมดิบคุณภาพจากธรรมชาติจริงๆ ซึ่งตอนนี้ลูกค้าให้การตอบรับดีและขายหมดทุกวัน จึงไม่กังวลเรื่องการตลาด และในอนาคตสหกรณ์ฯมีแผนปรับปรุงฟาร์มโคนมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงการเกษตร เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมฟาร์มโคนมของสมาชิก เนื่องจากจ.กาญจนบุรีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี และยังมีชายแดนติดกับพม่า ซึ่งคาดว่าจะเชื่อมธุรกิจและเพิ่มช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์นมไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย” นายปภณภพ กล่าว

สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด เป็น 1 ใน 20 สหกรณ์ ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตน้ำนมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ภายใต้สโลแกน นมดีนมเด่น นมคุณภาพ สะอาดใส่ใจผู้บริโภค ซึ่งน้ำนมดิบของสหกรณ์ฯ ได้มาตรฐานไม่แพ้ต่างประเทศ เพราะน้ำนมผ่านการตรวจสอบค่าวิเคราะห์โปรตีน 3.1 ไขมัน 4.7 และเนื้อนมไม่รวมไขมัน 8.46 ซึ่งตัวเลขค่าวิเคราะห์จะเป็นตัวการันตีที่ดีที่สุดว่าน้ำนมดิบดีมีคุณภาพ

ปั้นทหารปลดประจำการสู่ทายาทเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390695

x

ปั้นทหารปลดประจำการสู่ทายาทเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

 

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายดูแลลูกหลานเกษตรกร โดยพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือและนวัตกรรม รวมถึงความสามารถบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน เพื่อตอบรับนโยบายดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรจึงมีแนวทางดำเนินงานสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อสืบทอดอาชีพการเกษตร มุ่งเน้นสร้างทายาทเกษตรกรจากรุ่นสู่รุ่น เริ่มตั้งแต่การพัฒนายุวเกษตรกรให้มีความรู้และทักษะด้านการเกษตร สนับสนุนและจูงใจให้ลูกหลานเกษตรกรเข้ามาทำการเกษตรมากขึ้น ค้นหาเกษตรกรรุ่นใหม่จากแหล่งที่มาที่หลากหลาย ไม่จำกัดแค่ลูกหลานเกษตรกร เพื่อสนับสนุนและพัฒนาให้เป็น Young Smart Farmer

กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมเสมียนตรา สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จึงหารือแนวทางและประสานการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน เตรียมความพร้อมปลดทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นบุตรหลานเกษตรกร แล้วส่งเสริมให้มีความรู้ทักษะด้านการเกษตร การใช้เทคโนโลยีการเกษตร การบริหารจัดการ และความรู้ด้านการตลาดสินค้าเกษตร ผ่านคำแนะนำของศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาสู่การเป็น Young Smart Farmer เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการเกษตรของประเทศ และสืบทอดอาชีพการเกษตรต่อไป เพราะปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่มีความเปลี่ยนแปลงทุกมิติ การทำการเกษตรจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา เพื่อตอบสนองความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยมี Young Smart Farmer เป็นกำลังสำคัญ เพื่อให้เกษตรกรไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อยู่ด้วยตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

กก.ตลาดเกษตรดิจิทัลไฟเขียว 2โครงการหนุนยุทธศาสตร์พระพิรุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390696

x

กก.ตลาดเกษตรดิจิทัลไฟเขียว 2โครงการหนุนยุทธศาสตร์พระพิรุณ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัลว่า ที่ประชุมเห็นชอบการลงนามความร่วมมือโครงการ NGV Marketplace แห่งแรก ณ สถานีบริการ NGV ปตท. แฮนด์ลิตา เอ็นจิเนียริ่ง (อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี) ตามยุทธศาสตร์ยกระดับการเกษตร 4.0 ยุทธศาสตร์พระพิรุณ ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่นำร่องจ.ชลบุรี เพื่อขับเคลื่อนโครงการเกษตรอุ่นใจในฐานะศูนย์กลาง (Hub) กระจายรวบรวมสินค้าเกษตรมาตรฐานในจ.ชลบุรี ให้เครือข่ายโรงอาหารปลอดภัยจากหน่วยงานทั้งสถานศึกษาและโรงงานในเขต อ.เมืองและอ.บ้านบึง จ.ชลบุรี และกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ รวมทั้งประยุกต์โครงการของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มาใช้เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการบริโภคและจัดหาวัตถุดิบสินค้าเกษตรมาตรฐาน

สำหรับรายการสินค้าคุณภาพมาตรฐานนำร่อง ได้พิจารณารายการผลผลิตและผลิตภัณฑ์การเกษตรที่โดดเด่นรายจังหวัด ที่กระทรวงเกษตรฯรวบรวมเกษตรกรและผู้ประกอบการที่พร้อมผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐาน 1,150 ราย โดยมีผู้ผลิตสินค้าทั้งลักษณะวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจแปลงใหญ่ กลุ่มเกษตรกร จนถึงเกษตรกรรายย่อยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานตามแผนการจัดตั้ง NGV Marketplace ประกอบด้วย ผู้ผลิตข้าว 300 ราย ผู้ผลิตไข่ 5 ราย ผู้ผลิตผัก 60 ราย ผู้ผลิตปลา 55 ราย ผู้ผลิตไก่ 10 ราย ผู้ผลิตเห็ด 20 ราย และผู้ผลิตสินค้าอื่น 700 ราย พร้อมทั้งยังมีสินค้าที่รวบรวมจากผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐานในระบบ DGT Farm 550 ราย เมื่อแยกประเภทสินค้าเกษตรมาตรฐานแล้ว ประกอบด้วย ผู้ผลิตข้าว 49 ราย ผู้ผลิตไข่ 1 ราย ผู้ผลิตผัก 13 ราย และผู้ผลิตสินค้าอื่นๆ 487 ราย

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบการจัดทำโครงการตรวจรับรองสินค้าเกษตรก่อนการส่งออก (Certify Hub) ตามยุทธศาสตร์พระพิรุณ ระหว่างกระทรวงเกษตรฯและบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือ AOT เพื่อรองรับการกระจายสินค้าไปยังท่าอากาศยานเครือข่าย โดยเฉพาะประเทศที่มีมาตรฐานสุขอนามัยสูง โดย AOT ทำความตกลงความร่วมมือกับเครือข่ายท่าอากาศยานต่างชาติ เช่น ท่าอากาศยานลีแอช(Liege) ให้เครือข่ายท่าอากาศยานของ AOT 6 แห่งในประเทศไทย พัฒนาการปฏิบัติเพื่อจัดทำ Certify Hub ตามมาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหารระดับสากล ลดปัญหาสินค้าเกษตรถูกตีกลับที่ปลายทาง อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการทั้งของไทยและคู่ค้าต่างประเทศ ลดค่าใช้จ่ายและปัญหาความน่าเชื่อถือสินค้าปลายทางระยะยาว เป็นการสนับสนุนการดำเนินงานของยุทธศาสตร์
พระพิรุณ

ซอกแซกอาเซียน : 24 มกราคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390699

566101

ซอกแซกอาเซียน : 24 มกราคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การช่วยเหลือข้าวเพื่อบริโภคของแอปเตอร์ในรูปแบบที่ 3 คือ แจกฟรีนั้น เจตนารมณ์ คือ เพื่อสงเคราะห์คนยากจนด้านมนุษยธรรม ดังนั้น ประเทศผู้ได้รับประโยชน์ก็ชอบที่จะต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าขนข้าวขึ้นจากเรือ ค่าธรรมเนียมภาครัฐ การขนส่ง ค่าเก็บรักษา รวมทั้งค่าใช่จ่ายอื่นทุกชนิดที่เกิดขึ้นประเด็นก็มีว่า ถ้าประเทศผู้รับเป็นประเทศยากจน ไหนจะต้องโดนภัยพิบัติทำลาย ต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ก็ย่อมจะเกิดปัญหาขาดแคลนค่าใช้จ่ายได้ ปัญหาเรื่องนี้ ความจริง เท่าที่ได้มีการดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามีประเทศผู้บริจาคข้าวที่ร่ำรวยและใจดี อย่างญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คือ นอกจากจะบริจาคข้าวสารแล้ว เขายังบริจาคเงินค่าใช้จ่ายที่ว่านั้นให้เพิ่มอีก เลยทำให้ประเทศผู้รับบริจาคสามารถมีเงินค่าขนส่ง ค่าเก็บรักษา ค่าดูแลรักษาคุณภาพข้าวสาร ค่าแจกจ่ายข้าว รวมทั้งการใช้จ่ายของเจ้าหน้าที่ดำเนินงานอีก ก็หมดปัญหาไปได้

แต่อย่างไรก็ดี หากการบริจาคข้าวสาร ไม่มีการบริจาคเงินเพิ่มเติมดังกล่าว รวมทั้งไม่สามารถหาเงินช่วยเหลือจากแหล่งอื่นได้ ระเบียบแอปเตอร์ได้หาทางออกไว้ 2 ประการ คือ ประการที่ 1 ก็ให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ออกเงินให้แทน แต่ถ้าหากมาขอที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์แล้วยังไม่มีอีก ก็ต้องใช้ประการที่ 2 คือ ให้แปลงข้าวที่บริจาคนั้นบางส่วนเป็นเงินค่าใช้จ่าย หรือพูดง่ายๆ คืออนุญาตให้นำข้าวบางส่วนออกขาย เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งอีกนั่นแหละ ปรากฏว่าทางออกทั้ง 2 ประการ ถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีการนำมาใช้เลย เนื่องจากมีผู้บริจาคใจดีดังได้กล่าวมาแล้ว อาจมีอยู่บ้างที่ประเทศผู้รับบริจาค สอบถามการสนับสนุนด้านการเงินจากสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ทางแก้วิธีนี้ ขอบอกเลยว่าเป็นไปได้ยาก เพราะทุกวันนี้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็มีเงินทุนค่อนข้างจำกัด แต่ละปีได้รับบริจาคมาเพื่อเฉพาะเป็นค่าใช้จ่ายในสำนักงานเท่านั้น คงไม่มีเหลือพอที่จะให้การสนับสนุนได้

ข้าวสารที่บริจาคล่วงหน้าและนำไปเก็บไว้ในประเทศหนึ่งๆ นั้น ก็มีระยะเวลาสิ้นสุดการเก็บรักษาเหมือนกัน ทั้งนี้ เพราะข้าวสารมีคุณสมบัติเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาได้ ดังนั้น ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้ให้และผู้รับว่า ระหว่างที่เก็บรักษาไว้นั้น หากไม่มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นถึงขั้นที่จะต้องนำข้าวไปแจกจ่ายแล้ว ส่วนมากจะเก็บไว้ไม่เกิน 12 เดือน ถ้าหากเกิน 12 เดือน ประเทศผู้เก็บรักษาไว้ย่อมสามารถขออนุมัติจากคณะมนตรีแอปเตอร์ เพื่อนำข้าวไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ยากจน แม้จะไม่เกิดภัยธรรมชาติเลย

ผลงานของแอปเตอร์ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2556 ที่แอปเตอร์เริ่มมีกิจกรรมดำเนินงาน มีการบริจาคข้าวสารช่วยเหลือตามรูปแบบที่ 3 นี้ ทั้งแบบช่วยเหลือหลังเกิดภัยพิบัติ และที่ขอไปเก็บสำรองไว้ล่วงหน้า ปริมาณรวมทั้งสิ้น 23,670 ตัน โดยมีประเทศผู้รับบริจาค ได้แก่ ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม ของประเทศไทยเราก็เคยได้รับการบริจาคช่วงก่อนหน้านั้น สมัยน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ซึ่งตอนนั้นแอปเตอร์กำลังเตรียมการแปลงร่างจาก East Asia Emergency Rice Reserve (EAERR) ที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว

ได้รู้จักหน้าตาของแอปเตอร์แบบคร่าวๆ แล้วนะครับ ในตอนต่อๆ ไป กระผมก็จะได้นำเอาเรื่องราว เหตุการณ์ที่ได้ไปพบปะมาด้วยตนเอง ขณะที่เดินทางไปปฏิบัติการตรวจสอบ ส่งมอบ และแจกจ่ายข้าวสารในประเทศต่างๆ มาเล่าให้ฟัง ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเขียนเล่าสิ่งที่พบเห็นนอกเหนือไปจากภารกิจข้างต้น รวมทั้งอาจเสริมไปด้วยความคิดเห็นต่างๆ บ้าง เท่าที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศและสังคมไทยครับ สวัสดีครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘อธิบดีประมง’จ่อคลอดหลักเกณฑ์เยียวยาเรือประมงออกนอกระบบ1ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390736

'อธิบดีประมง'จ่อคลอดหลักเกณฑ์เยียวยาเรือประมงออกนอกระบบ1ก.พ.นี้

‘อธิบดีประมง’จ่อคลอดหลักเกณฑ์เยียวยาเรือประมงออกนอกระบบ1ก.พ.นี้

วันพุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562, 16.16 น.

23 ม.ค.62 นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายผลการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองนำเรือประมงออกนอกระบบ โดยมีนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ว่าหลังจากได้ให้เจ้าของเรือประมงที่ไม่ประสงค์ทำประมงต่อไปเข้าโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ จากมาตรการแก้ปัญหาการทำประมงตามกฏไอยูยู ตั้งแต่ปี 2558 ลดขนาดกองเรือประมงไทย ให้เหมาะสมกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำและขนาดของน่านน้ำเพื่อให้ทรัพยากรทางทะเลมีความยั่งยืน มายืนยันตนภายในวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา

โดยก่อนหน้านี้ได้มีการสำรวจจำนวนเรือออกนอกระบบไว้แล้วตั้งแต่ปี 58 เข้าจำนวน 679 ลำ ขณะนี้มีเจ้าของเรือมายืนยันสิทธิ์ขอรับค่าชดเชย 570 ลำ ทั้งนี้พบว่ามีเรือประมงที่เป็นเรือเหล็กด้วย จึงให้คณะทำงานพิจารณาอัตราค่าชดเชยใหม่ สำหรับเรือประมงเหล็ก จากเดิมชดเชยเฉพาะเรือไม้

“จะเร่งกำหนดอัตราเงินช่วยเหลือชาวประมงกลุ่มเรือเหล็ก ที่ได้ประสบความเดือดร้อนไม่ได้ทำประมงมานานโดยเร็วที่สุด ซี่งการพิจารณาเรือประมง จะแบ่งกลุ่มเป็นเรือสีขาว เทา และดำ โดยกลุ่มสีขาวนั้นคือ กลุ่มที่ทั้งเจ้าของเรือไม่เคยกระทำผิดและเรือไม่เคยถูกใช้ไปในทางผิดกฎหมายซึ่งจะเป็นกลุ่มที่จะได้รับการชดเชยก่อน กลุ่มสีเทาคือ กลุ่มที่เจ้าของเรือเคยกระทำผิดหรือเรือลำนั้นเคยมีคดีความ อีกทั้งเป็นคดีที่มีโทษไม่รุนแรงซึ่งจะได้รับการชดเชยเป็นลำดับถัดมา ส่วนกลุ่มสีดำเป็นกลุ่มที่ทั้งเจ้าของเรือและเรือมีประวัติการกระทำผิดซึ่งส่วนนี้รัฐไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยให้ได้”นายอดิศร กล่าว

ทั้งนี้ยังมีเจ้าของเรือประมงที่เคยได้รับใบอนุญาตทำประมง แต่ไม่ประสงค์ประกอบอาชีพประมงอีกต่อไปได้มาแจ้งความประสงค์รับความช่วยเหลือ 2,512 ลำ โดยมีเจ้าของเรือที่ประสงค์รับค่าชดเชย 2,450 ลำ อีก 62 ลำนั้น เจ้าของเรือประสงค์ให้ขายเรือแก่ต่างประเทศซึ่งหน่วยงานรัฐจะทำหน้าที่ประสานงานกับสถานทูตประเทศที่ต้องการซื้อเรือ รวมถึงภาคเอกชนที่จะรับซื้อเรือ และอำนวยความสะดวกออกใบรับรองแก่เรือประมงที่ต้องการขายที่ได้ราคาดีกว่าเงินชดเชย

นายอดิศร กล่าวว่า สำหรับงบประมาณที่จะใช้เยียวยาเรือประมงจะไม่ได้ทุกลำในคราวเดียว จะชดเชยเรือขนาดเล็ก 10-60 ตันกรอสก่อน เจ้าของเรือ 1 คน ได้รับการชดเชย 1 ลำ สำหรับผู้ที่มีหลายลำให้เลือกว่า ต้องการนำเรือลำใดขอรับค่าชดเชย ในเกณฑ์ชดเชยจะต้องทำให้รอบคอบ จะนำเข้าที่ประชุมวันที่ 1 ก.พ.นี้

คกก.ส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัล เห็นชอบความร่วมมือโครงการ NGV Marketplace

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390621

คกก.ส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัล เห็นชอบความร่วมมือโครงการ NGV Marketplace

คกก.ส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัล เห็นชอบความร่วมมือโครงการ NGV Marketplace

วันพุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562, 10.39 น.

คกก.ส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัล เห็นชอบความร่วมมือโครงการ NGV Marketplace เพื่อขับเคลื่อนโครงการเกษตรอุ่นใจในฐานะ Hub กระจายและรวบรวมสินค้าเกษตรมาตรฐานในพื้นที่ จ.ชลบุรี และโครงการตรวจรับรองสินค้าเกษตรก่อนการส่งออก เพื่อรองรับการกระจายสินค้าไปยังท่าอากาศยานเครือข่าย

23 ม.ค.62 กระทรวงเกษตรได้มีดารจัดการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัล ครั้งที่ 1/2562 โดยมี นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุม โดยมีผู้ร่วมประชุมจาดหน่วยงานต่างๆ อาทิ นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และตัวแทนจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัล ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมเห็นชอบการลงนามความร่วมมือโครงการ NGV Marketplace แห่งแรก ณ สถานีบริการ NGV ปตท. แฮนด์ลิตา เอ็นจิเนียริ่ง (อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี) ตามยุทธศาสตร์ยกระดับการเกษตร 4.0 (ยุทธศาสตร์พระพิรุณ) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่นำร่องจังหวัดชลบุรี เพื่อขับเคลื่อนโครงการเกษตรอุ่นใจในฐานะศูนย์กลาง (Hub) กระจายและรวบรวมสินค้าเกษตรมาตรฐานในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ให้แก่เครือข่ายโรงอาหารปลอดภัยจากหน่วยงาน ทั้งสถานศึกษาและโรงงานในเขต อ.เมือง และ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี และกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ รวมทั้งประยุกต์โครงการของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มาใช้เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการบริโภคและจัดหาวัตถุดิบสินค้าเกษตรมาตรฐาน

สำหรับรายการสินค้าคุณภาพมาตรฐานนำร่อง ได้มีการพิจารณารายการผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่โดดเด่นรายจังหวัด ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รวบรวมเกษตรกรและผู้ประกอบการที่พร้อมผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐาน จำนวน 1,150 ราย โดยมีจำนวนผู้ผลิตสินค้าทั้งในลักษณะวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจแปลงใหญ่ กลุ่มเกษตรกร จนถึงเกษตรกรรายย่อยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานตามแผนการจัดตั้ง NGV Marketplace ประกอบด้วย ผู้ผลิตข้าว 300 ราย ผู้ผลิตไข่ 5 ราย ผู้ผลิตผัก 60 ราย ผู้ผลิตปลา 55 ราย ผู้ผลิตไก่ 10 ราย ผู้ผลิตเห็ด 20 ราย และผู้ผลิตสินค้าอื่นๆ 700 ราย พร้อมทั้งยังมีสินค้าที่รวบรวมจากผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐานในระบบ DGT Farm จำนวน 550 ราย โดยเมื่อแยกประเภทสินค้าเกษตรมาตรฐานแล้ว ประกอบด้วย ผู้ผลิตข้าว 49 ราย ผู้ผลิตไข่ 1 ราย ผู้ผลิตผัก 13 ราย และผู้ผลิตสินค้าอื่นๆ 487 ราย

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการจัดทำโครงการตรวจรับรองสินค้าเกษตรก่อนการส่งออก (Certify Hub) ตามยุทธศาสตร์ยกระดับการเกษตร 4.0 (ยุทธศาสตร์พระพิรุณ) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งเป็นแนวทางดำเนินการที่สำคัญเพื่อรองรับการกระจายสินค้าไปยังท่าอากาศยานเครือข่าย โดยเฉพาะในประเทศที่มีมาตรฐานสุขอนามัยสูง โดย AOT ได้จัดทำความตกลงความร่วมมือกับเครือข่ายท่าอากาศยานต่างชาติ เช่น ท่าอากาศยานลีแอช (Liege) ให้เครือข่ายท่าอากาศยานของ AOT จำนวน 6 แห่งในประเทศไทย สามารถพัฒนาการปฏิบัติเพื่อจัดทำ Certify Hub ตามมาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหารระดับสากล เพื่อลดปัญหาสินค้าเกษตรถูกตีกลับที่ปลายทาง ทำให้อำนวยความสะดวกต่อผู้ประกอบการทั้งของไทยและคู่ค้าต่างประเทศ รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายและปัญหาความน่าเชื่อถือสินค้าปลายทางระยะยาว ซึ่งเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานของยุทธศาสตร์พระพิรุณ