พร้อมจัด Field Dayปี’62 วันถ่ายทอดเทคโนโลยีเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่หนุนระบบแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390455

x

พร้อมจัด Field Dayปี’62 วันถ่ายทอดเทคโนโลยีเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่หนุนระบบแปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) คือกิจกรรมของกรมส่งเสริมการเกษตรที่จัดขึ้นทุกปี ในช่วงของการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ มีกำหนดเวลาการจัดงานที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ตามช่วงเวลาของพืชพันธุ์ที่เกษตรกรปลูก โดยอาศัยการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ดำเนินการโดยเกษตรกรต้นแบบที่พร้อมถ่ายทอดความรู้ในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมต่อการปลูกพืชในพื้นที่ของตนเอง ทั้งนี้ งาน Field Day ยังได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้บริการความรู้ด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกรในพื้นที่

ภายในงาน Field Day เกษตรกรจะได้เรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ของพืชในพื้นที่ผ่านสถานีเรียนรู้ต่างๆ และนิทรรศการสินค้าและผลิตภัณฑ์ การประกวดผลผลิต การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรในพื้นที่

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดเป้าหมายของงาน Field Day คือ ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น
และมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวง เช่น ศพก.แปลงใหญ่ เกษตรทฤษฎีใหม่ Zoning by Agri – MAP เป็นต้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะใช้ ศพก.เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และ ศพก. จะเป็นสถานที่เรียนรู้ นำไปสู่การผลิตร่วมกันแบบแปลงใหญ่ โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วย ศพก. ทั้ง 882 แห่งทั่วประเทศ มีแนวทางการดำเนินงาน 4 ด้านด้วยกัน ดังนี้ 1.เตรียมความพร้อมองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต การให้ความรู้ และบริการทางการเกษตร 2.การเข้าถึงปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์พืช เครื่องจักร และการตรวจวิเคราะห์ดิน 3.การบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเกษตร การเฝ้าระวังศัตรูพืช การให้ความรู้เกี่ยวกับสารชีวภัณฑ์ต่างๆ 4.การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร สนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่ม และทำแผนการผลิตรายบุคคล เกษตรกรในแต่ละพื้นที่สามารถสอบถามข้อมูลและกำหนดการการจัดงาน Field Day ได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือ ศพก.ใกล้บ้านท่าน

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมประมงเมืองคอน’หนุนสมาชิก เลี้ยงปูอินทรีย์รักษาระบบนิเวศสร้างอาชีพ-รายได้มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390458

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมประมงเมืองคอน’หนุนสมาชิก  เลี้ยงปูอินทรีย์รักษาระบบนิเวศสร้างอาชีพ-รายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมประมงเมืองคอน’หนุนสมาชิก เลี้ยงปูอินทรีย์รักษาระบบนิเวศสร้างอาชีพ-รายได้มั่นคง

วันพุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสหกรณ์ที่เน้นส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติ โดยเลี้ยงในพื้นที่ป่าชายเลน เน้นรักษาระบบนิเวศ และทำประมงแบบวิธีดั้งเดิม ทำให้ผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากสารตกค้าง ราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาด

ปัจจุบันสัตว์น้ำที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากที่สุดคือ “ปูดำ” โดยเฉพาะปูไข่ ทำให้ราคาในท้องตลาดค่อนข้างสูง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้สนับสนุนงบประมาณให้สหกรณ์ฯ ส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงปูอินทรีย์ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรสมาชิก

นายชาตรี เกตุเรน สหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมอาชีพด้านประมง ให้กับสหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด เลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ปลา และปู ต่อมาในปี 2560 เห็นว่าปูดำเป็นที่ต้องการของตลาดและราคาค่อนข้างดี จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการเลี้ยงปูแบบอินทรีย์ปีละ 30 ราย รายละ 3,000 บาท และขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ประมงมาให้ความรู้กับเกษตรกรเกี่ยวกับการเลี้ยงปูอินทรีย์อย่างถูกวิธี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากสมาชิกดีมาก ดังนั้นในอนาคตจึงมีแผนว่าจะขยายการผลิตเพิ่ม โดยขณะนี้กำลังประสานกับประมงในพื้นที่เพื่อทำในรูปแบบของธนาคารปูต่อไป

ด้านนายอาทิตย์ มุสิกวงศ์ ประธานสหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด บอกว่า เมื่อได้รับงบประมาณจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช สหกรณ์ฯ จึงได้คัดเลือกสมาชิกที่มีความสมัครใจเลี้ยงปูแบบอินทรีย์ 30 ราย โดยสหกรณ์ฯจัดซื้อลูกพันธุ์ปูดำมาแจกจ่ายให้สมาชิก เพื่อนำไปเลี้ยง ซึ่งในการเลี้ยงแบบอินทรีย์นั้น เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติในพื้นที่ 30 ไร่ หลังจากปล่อยไปเป็นเวลา 2 เดือนก็สามารถจับมาขายได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประมงเข้ามาตรวจสอบปริมาณสารตกค้าง ซึ่งที่ผ่านมาไม่พบสารตกค้างแต่อย่างใด จึงขายได้ในราคาค่อนข้างสูง และไม่ขึ้น-ลงตามราคาท้องตลาดถึงแม้บางครั้งผลผลิตจะมีเป็นจำนวนมากก็ตาม โดยราคาจะคงที่เป็นเดือน เนื่องจากแต่ละเดือนจะมีพ่อค้ามาประมูลราคาผลผลิตที่สหกรณ์ฯ ได้รวบรวมไว้จากสมาชิก จึงได้ราคาเดียวกันตลอดทั้งเดือน ซึ่งล่าสุดปูไข่เล็ก ราคา 500 กว่าบาทต่อกิโลกรัม ปูไข่รอง ราคา 600 กว่าบาทต่อกิโลกรัม และปูไข่ใหญ่ราคา 700 กว่าบาทต่อกิโลกรัม

“ที่ผ่านมาสหกรณ์ฯเน้นส่งเสริมให้สมาชิกทำประมงแบบธรรมชาติอยู่แล้ว โดยเลี้ยงรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกุ้ง ปลา และปู และใช้วิธีการจับแบบดั้งเดิม เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดกับระบบนิเวศ เนื่องจากพื้นที่ในการเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลน ดังนั้น การส่งเสริมให้เลี้ยงปูอินทรีย์จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับสมาชิกทุกคน อีกทั้งการได้รับสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว ยังช่วยให้สมาชิกลดต้นทุนผลิต และมีกำลังใจทำแบบอินทรีย์ รวมถึงมีตลาดรองรับชัดเจน มีรายได้แน่นอน ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น” นายอาทิตย์ กล่าว

นอกเหนือจากการส่งเสริมอาชีพแล้ว สหกรณ์ฯ ยังดำเนินธุรกิจอีกหลายด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก ซึ่งการรวบรวมผลผลิตนั้น สหกรณ์ฯ จะเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกที่นำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯ จำนวนครึ่งหนึ่งของผลกำไรทั้งหมดที่สหกรณ์ได้รับ โดยจะเฉลี่ยคืนทุก 6 เดือน จึงถือว่าเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกได้อย่างแท้จริง

ส่องเกษตร : ศัตรูพืชไร้พรมแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390454

449007

ส่องเกษตร : ศัตรูพืชไร้พรมแดน

วันพุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มันก็แปลกดี บางคนไม่ได้ลึกซึ้งกับกับประเด็นทางเทคนิคก็สามารถฟุ้งได้เป็นวรรคเป็นเวร ในขณะที่ ผู้ที่รู้จริงได้แต่นั่งมองจากมุมห้องด้วยความสงบ อาจจะแอบยิ้มที่มุมปากแบบขำๆ และแปลกไปอีกว่า คนส่วนใหญ่ก็มักจะคล้อยตามกับกลุ่มคนที่ฟุ้งเก่งมากกว่าจะคล้อยตามกลุ่มคนที่รู้จริงแต่ไม่ฟุ้ง บ่อยครั้งที่เหตุผลทางวิชาการไม่สามารถยับยั้งความเชื่อมั่นต่อการฟุ้งของกลุ่มคนเหล่านั้นได้ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอนหลักกาลามสูตร ไว้ให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพึงตระหนักก่อนที่จะปักใจเชื่อในสิ่งใด

ช่วงหลังมานี่ ผมมักจะได้รับข่าวสารต่างๆ จากหลายแหล่ง ทั้งบรรดาญาติมิตรพี่น้องที่อยากให้ผมรู้เรื่องกับเขาไปด้วย
ทั้งที่บางเรื่องผมก็ใช่ว่าจะอยากรู้สักเท่าไหร่ พออายุมากขึ้นหน่วยความจำของผมก็เริ่มมีปัญหาบ้าง อาศัยได้พูดคุยสนทนาตามกาล ก็พอจะฟื้นฟูความรู้ที่ร่ำเรียนมา แต่ไม่ได้ใช้โดยตรงสักทีขึ้นมาได้บ้าง ปีที่ผ่านมาช่วงปลายๆปี มีความแตกตื่นเรื่องการเข้ามาของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ Sri Lanka Cassava Mosaic Virus (SLCMV) ซึ่งโรคนี้ทำให้มันสำปะหลังในแอฟริกา แทบหายไปจากพื้นที่ ก่อนที่โรคนี้จะเคลื่อนที่มาเรื่อยๆ ผมจำได้ว่าเมื่อปี 2559 ตอนที่ผมกลับมาทำหน้าที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตร รอบที่ 2 มีรายงานพบการระบาดของโรคนี้ที่กัมพูชา กรมวิชาการเกษตรได้เฝ้าระวังและตรึงแนวพรมแดนอย่างเข้มงวด ก็ยังไม่มีรายงานการเข้ามา ซึ่งต้องเข้าใจลักษณะของแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวก่อนว่าสามารถติดเข้ามากับส่วนขยายพันธุ์ของมันสำปะหลัง และมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะ เพราะเชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายด้วยตัวของมันเอง ต้องอาศัยกับสิ่งมีชีวิตอื่น และในที่สุดปี 2561 ผลจากการเฝ้าระวังก็พบว่ามีต้นมันสำปะหลังที่มีอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างที่เกิดจากเชื้อ SLCMV ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของไทย ใกล้แนวพรมแดนไทย-กัมพูชา นักวิชาการหลายท่านสันนิษฐานว่ามันต้องติดมากับท่อนพันธุ์แน่ๆ การทำลายและสนับสนุนให้ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคจะเกิดผลอย่างไร ฝนนี้คงได้เห็นกัน เพิ่งผ่านไปฤดูเดียว อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเอาอยู่

อีกด้านหนึ่ง อันนี้ก็น่าสนใจ ทำให้ผมนึกถึงสมัยใช้เครื่องบินพ่นกำจัดตั๊กแตนปาทังก้าในข้าวโพดขึ้นมาทันที แต่ยุคนี้คงทำลำบาก ที่เป็นไปได้คงต้องใช้โดรนพ่นมากกว่า แมลงตัวนี้มาได้จังหวะ หนอนกระทู้เจาะข้าวโพด Fall Armyworm เดิมอยู่ในอเมริกา ก่อนย้ายมาแอฟริกา เข้ามาทางเอเชียตะวันออก โดยปี 2561 มีรายงานพบที่อินเดีย ไม่ทันใดก็โผล่ที่เมืองไทยฝั่งตะวันตกเรียบร้อย น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ด้วยวงจรชีวิตหนอนตัวนี้เพียง 30-40 วัน ตัวเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ราว 1,500-2,000 ฟอง ระยะไข่เพียง 2-3 วันเท่านั้น ตัวเต็มวัยมีอายุราว 10-21 วัน ความสามารถพิเศษคือ บินได้ไกลเฉลี่ย 100 กิโลเมตรต่อคืน ศักยภาพแบบนี้จึงทำให้เป็นหนอนกระทู้ที่น่ากลัวมาก ไม่รวมถึงความสามารถในการดื้อยาและพฤติกรรมการหลบซ่อนตัว หากมีการใช้สารเคมีไม่ถูกต้อง ยิ่งทำให้การควบคุมยากขึ้นไปอีก รวมทั้งการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาของภาครัฐ เป็นการสร้างแหล่งอาหารของหนอนตัวนี้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าอาหารการกินอุดมสมบูรณ์

นอกจากข้าวโพดจะเป็นอาหารโปรดของหนอนชนิดนี้แล้ว หนอนกระทู้ดังกล่าวยังมีพืชอาศัยกว่า 80 ชนิด โดยเฉพาะข้าว หากฝนนี้ขยับลงไปหาข้าว คงเป็นเรื่องที่น่าตื่นกลัวสำหรับชาวนา เพราะไม่เพียงแต่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ยังมีหนอนตัวใหม่มาให้จัดการกัน ชาวนาในฤดูกาลนี้ไม่อาจเป็นชาวนามือถือได้อีกต่อไป ปลูกข้าวก็ต้องเอาเงาไปทาบต้นข้าวกันบ้าง

คำกล่าวที่ว่า โลกไร้พรมแดน ทำให้ผมเชื่อแล้วว่า นอกจากโลกจะไร้พรมแดน ศัตรูพืชก็ไร้พรมแดนเช่นกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สศก.ชวนเที่ยวงานเกษตรอีสาน ดีเดย์25ม.ค.-3ก.พ.ที่ม.ขอนแก่น ชูนวัตกรรมบูรณาการภูมิปัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390457

x

สศก.ชวนเที่ยวงานเกษตรอีสาน ดีเดย์25ม.ค.-3ก.พ.ที่ม.ขอนแก่น ชูนวัตกรรมบูรณาการภูมิปัญญา

วันพุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สศก.ชวนเที่ยวงานเกษตรอีสาน

ดีเดย์25ม.ค.-3ก.พ.ที่ม.ขอนแก่น

ชูนวัตกรรมบูรณาการภูมิปัญญา

จัดเต็มถ่ายทอดความรู้โชว์ไอที

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้เตรียมร่วมจัดงานวันเกษตรภาคอีสาน ประจำปี 2562 ซึ่งมีหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดงานวันเกษตรภาคอีสาน ภายใต้แนวคิด เอกลักษณ์ “นวัตกรรมเกษตรอีสาน บูรณาการภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” รวมระยะเวลา 10 วัน ระหว่างวันที่ 25 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2562 ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตรมหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

การจัดงานครั้งนี้ สศท.4 ร่วมออกบูธนิทรรศการในหัวข้อ “พระอัจฉริยภาพด้านสารสนเทศการเกษตร” โดยจัดแสดงเนื้อหาและให้ความรู้เกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านสารสนเทศการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และข้อมูลเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจการเกษตรที่น่าสนใจแจกฟรี รวมทั้งการสาธิต Application “กระดานเศรษฐี” หรือ “OAE RCMO” ซึ่งคว้าแชมป์ในการประกวดโครงการ Thailand ICT Awards (TICTA) 2016 หรือโครงการประกวดผลงานด้านซอฟต์แวร์แห่งชาติ ประเภท E-Government & Services เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่เข้ามาชมงานสามารถเรียนรู้การคำนวณต้นทุนการผลิตทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง ในรูปแบบ Application ผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่สามารถดาวน์โหลดได้ด้วยตนเองทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android รวมไปถึงกระดานเศรษฐีรูปแบบ mannual ที่ผลิตขึ้นสำหรับเขียนแบบกระดาน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้ความรู้ ช่วยให้เกษตรกรสามารถคำนวณต้นทุนการผลิต พร้อมทราบแหล่งตลาดในพื้นที่เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการผลิตต่อไป ทั้งนี้ กระดานเศรษฐีดังกล่าว สศก. ยังได้ติดตั้งไว้ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ครบทั้ง 882 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยมีเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ประจำแต่ละ ศพก. เป็นผู้ให้คำแนะนำแก่เกษตรกร

สำหรับงานวันเกษตรภาคอีสาน ประจำปีนี้ ภายในงานยังมีการร่วมออกบูธที่น่าสนใจของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนบนพื้นที่กว่า 60 ไร่ ทั้งการถ่ายทอดความรู้ทางการเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตร การเผยแพร่ผลงานด้านพัฒนาการเกษตรตามนโยบายของรัฐ การจำหน่ายพันธุ์ไม้ต่างๆ พันธุ์ไม้หายาก การเสวนาทางด้านวิชาการเกษตร การฝึกอบรมอาชีพการเกษตรให้แก่นักเรียนและนักศึกษาและประชาชนทั่วไป เพื่อให้เห็นความสำคัญของอาชีพการเกษตร การจัดประกวดต่างๆ เช่น โคเนื้อพันธุ์บราห์มัน กระบือ ปลาสวยงาม (ปลากัด ปลาหมอสี ปลาทอง) การจัดประกวดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าเกษตร เช่น ปลาส้ม แจ่วบอง ผ้าขาวม้าจากผ้าฝ้าย และผลิตภัณฑ์อาหารจากการแปรรูปข้าวด้วยนวัตกรรม ฯลฯ รวมทั้งมีการแข่งขันต่างๆ เช่น จัดพานบายศรี 3 ชั้น แข่งขันสาวไหมด้วยมือ แข่งขันกินปลาพาสนุก แข่งขันจับปลาไหล ฯลฯ ซึ่งแต่ละปีมีผู้เข้าเยี่ยมชมงานกว่า 500,000 คน

โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนเกษตรกรและผู้ที่สนใจเที่ยวชมงานวันเกษตรภาคอีสาน เพื่อร่วมกันอุดหนุนสินค้าเกษตรไทยและเรียนรู้นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ ตลอดจนนิทรรศการต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2562 ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตรมหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

เร่งแก้อุทกภัยบึงกาฬ ลดผลกระทบตัวเมือง-เพิ่มน้ำต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390271

x

เร่งแก้อุทกภัยบึงกาฬ ลดผลกระทบตัวเมือง-เพิ่มน้ำต้นทุน

วันอังคาร ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประชา เกษลี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานบึงกาฬ กรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอเมืองบึงกาฬ หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา เพื่อลดความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบริเวณศูนย์ราชการจังหวัดบึงกาฬ เรือนจำจังหวัดบึงกาฬ สถาบันราชภัฏอุดรธานี วิทยาเขตบึงกาฬ และพื้นที่เกษตรกรรมรอบหนองกุดทิง ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งริมแม่น้ำโขงอย่างเป็นระบบ (Area Base) ตามนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ซึ่งประกอบด้วย จ.บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี

ทั้งนี้ จ.บึงกาฬ เป็นจังหวัดที่มีฝนตกมากที่สุดในภาคอีสานมีค่าเฉลี่ยรายปีสูงถึง 2,670 มิลลิเมตร สูงกว่าค่าเฉลี่ยปริมาณฝนรายปีของภาคอีสานอยู่ถึง 1,098 มิลลิเมตร เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และพายุจรที่ทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อกัน นอกจากนี้ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีหนองกุดทิง ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติตั้งอยู่ในตัวเมืองรับน้ำจากลุ่มน้ำห้วยกำแพง สาขาของแม่น้ำโขง จึงได้รับอิทธิพลจากระดับน้ำในแม่น้ำโขงโดยตรงเกิดปัญหาอุทกภัยเป็นประจำ จากสถิติข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA พบว่าเกิดปัญหาน้ำท่วม 10 ปี จากทั้งหมด 12 ปี เช่น ในฤดูฝนปีที่ผ่านมาก็เกิดปัญหาน้ำท่วมค่อนข้างรุนแรง

สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.เมืองบึงกาฬ ประกอบด้วยงานสำคัญคือ 1.สร้างประตูระบายน้ำห้วยกำแพงขนาดบานกว้าง 6 เมตร 6 ช่อง พร้อมระบบระบายน้ำ กั้นระหว่างลำห้วยกำแพงที่ปากห้วยกำแพงก่อนไหลลงแม่น้ำโขงเพื่อปิดกั้นไม่ให้น้ำจากแม่น้ำโขงไหลย้อนเข้ามาจะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมดังกล่าวได้ และยังกักน้ำไว้ในหนองกุดทิงส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ตลอดปี 2.ก่อสร้างคันกั้นน้ำรอบศูนย์ราชการป้องกันน้ำเข้าท่วมสถานที่สำคัญความยาว 3.15 กิโลเมตร พร้อมระบบระบายน้ำ 3.ปรับปรุงฝายน้ำล้นห้วยกำแพงที่มีอยู่เดิม 4.ปรับปรุงท่อลอดบริเวณหนองเบ็น ซึ่งอยู่ด้านบนของหนองกุดทิงให้เป็นประตูระบายน้ำเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ และ5.พัฒนาระบบชลประทานรอบหนองกุดทิง โดยขยายพื้นที่ ส่งน้ำของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านท่าโพธิ์ 2 ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่ส่งน้ำได้ 280 ไร่ พร้อมก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าใหม่อีก 5 แห่ง เพิ่มพื้นที่ส่งน้ำได้ 6,320 ไร่

“นอกจากจะช่วยบรรเทาอุทกภัยในตัวเมืองบึงกาฬแล้ว น้ำที่กักจะเป็นน้ำต้นทุนให้พื้นที่เกษตรกรรมรอบหนองกุดทิงได้ตลอดทั้งปีรวม 10,670 ไร่ ทำให้ราษฎรมีความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค 17 หมู่บ้านใน 3 ตำบล ทั้งนี้ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองบึงกาฬคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565” ผู้อำนวยการโครงการชลประทานบึงกาฬ กล่าวย้ำในตอนท้าย

หนอนกระทู้โผล่ไร่ข้าวโพด เตือนให้กำจัดตามหลักวิชาการปราบอยู่หมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390272

x

หนอนกระทู้โผล่ไร่ข้าวโพด เตือนให้กำจัดตามหลักวิชาการปราบอยู่หมัด

วันอังคาร ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2561 ได้รับรายงานผ่านสายด่วนเฝ้าระวังหนอนกระทู้ fall armyworm ว่า พบการระบาดของหนอนกระทู้ fall armyworm ในแปลงปลูกข้าวโพดจ.ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี พิษณุโลก และนครสวรรค์ โดยพบการระบาดของหนอนกระทู้หลายระยะการเจริญเติบโตในแปลงเดียวกัน และเริ่มพบตัวเต็มวัยที่เพิ่งออกจากดักแด้ โดยหนอนกระทู้ fall armyworm จะเข้าทำลายข้าวโพดตั้งแต่ระยะเพิ่งงอก ไปจนถึงข้าวโพดออกฝัก และถ้าเข้าทำลายข้าวโพดอายุ 1-15 วัน จะทำให้ต้นข้าวโพดตายทั้งแปลง ถ้าป้องกันกำจัดไม่ทัน เมื่อข้าวโพดอายุ 30 วันขึ้นไป หนอนที่เริ่มโตจะเข้าไปหลบอาศัยอยู่ในส่วนยอด จากนั้นจะย้ายเข้าไปอาศัยในดอกตัวผู้และฝัก ทำให้ยากต่อการป้องกันกำจัด หากพบระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหาย 73%

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การระบาดของหนอนกระทู้ fall armyworm ที่สำรวจพบสามารถควบคุมได้หากปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเกษตรกรที่พบการระบาดเกือบทั้งหมดที่ใช้วิธีกำจัดตามคำแนะนำสามารถควบคุมการระบาดได้ผลน่าพอใจ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ มีเกษตรกรที่ใช้สารฆ่าแมลงชนิดอื่นที่ไม่ได้แนะนำ รวมทั้งยังพ่นสารไม่ถูกช่วงเวลาที่หนอนออกจากที่หลบซ่อน ทำให้การกำจัดไม่ได้ผลและเป็นสาเหตุให้ระบาดเพิ่มขึ้น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า วิธีป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ fall armyworm ที่ได้ผลตามหลักวิชาการคือ หากพบหนอนขนาดเล็กให้เก็บทำลายทิ้งและใช้ชีวภัณฑ์ ได้แก่ เชื้อ BT สายพันธุ์ไอซาไว หรือ สายพันธุ์เคอร์สตากี้ ชนิดผง อัตรา 40-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 4-7 วัน เมื่อพบการระบาด หากพบไข่ให้ทำลายโดยเก็บทำลายทิ้งและใช้แมลงหางหนีบ ส่วนตัวเต็มวัยให้ทำลายโดยใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง 80 กับดัก/ไร่ สำหรับหนอนขนาดใหญ่ให้ทำลายโดยใช้แมลงตัวห้ำ ได้แก่ แมลงหางหนีบหรือมวนพิฆาต และกรณีที่ใช้เคมีให้ใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่ 1.สารสไปนีโทแรม (spinetoram) 12% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร 2.สารคลอแรนทรานิลิโพรล (chlorantraniliprole) 5.17% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารฟลูเบนไดอะไมด์ (flubendiamide) 20% WG อัตรา 6 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร 3.สารคลอร์ฟีนาเพอร์ (chlorfenapyr) 10% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร 4.สารอินดอกซาคาร์บ(indoxacarb) 15% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทั้งนี้ ให้พ่นสารฆ่าแมลงทุก 7 วัน ติดต่อกัน 2-4 ครั้ง และต้องสลับกลุ่มสารทุก 30 วัน เพื่อลดความต้านทานสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่สายด่วนหนอนกระทู้ fall armyworm โทร. 06-1415-2517

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยคอกหมักทำง่าย ใช้เอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390269

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยคอกหมักทำง่าย ใช้เอง

วันอังคาร ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมใช้ปุ๋ยคอกเป็นประจำ บางครั้งก็ไม่ค่อยได้ผลดี แต่ทราบว่ามีการทำปุ๋ยคอกหมักใช้กันได้ผลดี ขอทราบวิธีทำด้วยครับ

แสงศร แดงสุวรรณ

อ.เมือง จ.นครพนม

คำตอบ

การทำปุ๋ยคอกหมัก ทำมาจากปุ๋ยกลุ่มของปุ๋ยธรรมชาติ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ เช่น มูลวัว มูลไก่ มูลสุกร มูลค้างคาว มาเป็นสารหลักในการทำปุ๋ยคอกหมักที่สามารถใช้อย่างต่อเนื่อง ใช้ได้ทั้งพืชสวนและพืชไร่ โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อต้นไม้และพื้นดิน

ประโยชน์ของการทำปุ๋ยคอกหมักอาจจะทำไว้ใช้เองในครัวเรือน หรือทำในพื้นที่การเกษตรของตัวเอง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมาก ยังช่วยเพิ่มผลิตและปรับระบบนิเวศในแปลงเกษตรให้มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

วิธีการทำปุ๋ยคอกหมักมีดังนี้

1. ขั้นเตรียมส่วนผสม

1) ปุ๋ยคอก (มูลวัว มูลไก่ มูลสุกร มูลค้างคาว หรือมูลอื่นๆ) จำนวน 1 ส่วน ที่หาได้ในพื้นที่เกษตรของตัวเอง

2) แกลบดำหรือแกลบเผา 1 ส่วน

3) รำ อย่างละเอียด 1 ส่วน

4) น้ำ EM ปริมาณ 1 ลิตรต่อปุ๋ยคอก 1 ส่วน

5) กากน้ำตาล 1 ลิตรต่อปุ๋ยคอก 1 ส่วน

6) น้ำสะอาด 25 ลิตรต่อปุ๋ยคอก 1 ส่วน

2. ขั้นตอนการทำปุ๋ยคอกหมัก

1) นำปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ไปตากแดดให้แห้งสนิทโดยใช้ผ้ากระสอบปูกับพื้นราบกลางแจ้ง เทปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ลงไป เกลี่ยให้กระจายออกจากกัน ถ้าก้อนใหญ่ต้องทุบ ไม่ให้เป็นก้อน ตากทิ้งเอาไว้กลางแดด 2 วัน

2) เมื่อปุ๋ยคอกแห้งสนิทดีแล้ว ให้เอามาคัดแยกสิ่งแปลกปลอมออกไปให้หมด เช่น ใบไม้กิ่งไม้ พลาสติก เชือก เศษผงต่างๆ เป็นต้น

3) นำปุ๋ยคอกมาคลุกเคล้าให้เข้ากันดีกับรำและแกลบ โดยใช้จอบเกลี่ยไปมาทีละน้อย ต้องคลุกให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวส่วนผสมเป็นสิ่งสำคัญมากและมีผลต่อคุณภาพของปุ๋ยคอกหมักที่ได้ด้วย

4) นำปุ๋ยคอกมาผสมกับน้ำ EM กากน้ำตาลและน้ำสะอาด ให้เข้าด้วยกัน ให้ผสมลงในถังขนาดใหญ่ แล้วใช้ฝักบัวรดน้ำตักขึ้นมาทีละน้อย ราดลงบนส่วนผสมแห้งที่คลุกเคล้าเอาไว้ เมื่อเทส่วนผสมของน้ำไปรอบหนึ่งแล้ว ให้ใช้จอบคลุกเคล้ารอบหนึ่ง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ส่วนผสมที่มีความชื้นแบบหมาดๆ อย่างทั่วถึง

5) ถ้าหมักในกระสอบ ให้นำส่วนผสมตักใส่ในกระสอบ ตั้งไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้าหากต้องการหมักในบ่อดิน ก็ต้องขุดบ่อสี่เหลี่ยมเตรียมเอาไว้ก่อน แล้วใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงบ่อปิดทับด้วยผ้าใบหรือหญ้าฟางอีกทีหนึ่ง

3. ขั้นตอนการนำปุ๋ยคอกหมักไปใช้งาน

ปุ๋ยคอกหมักที่ได้นี้ จะต้องหมักบ่มไว้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะนำไปใช้งานได้ โดยสังเกตและตรวจสอบทันทีเมื่อครบเวลา 2 สัปดาห์ หากปุ๋ยที่ได้ มีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงดำ มีเนื้อปุ๋ยเป็นแบบร่วนซุยไม่เกาะกันเป็นก้อน ระดับความร้อนของปุ๋ยใกล้เคียงกันทั้งหมด ไม่มีส่วนไหนร้อนหรือเย็นไปมากกว่ากัน และมีกลิ่นฉุนมากขึ้น ก็หมายความว่า ได้เกิดการย่อยสลายเกิดขึ้นภายในแล้ว สามารถนำไปใช้ได้ตามต้องการ

คุณภาพของปุ๋ยคอกหมักที่ได้นั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของปุ๋ยคอกที่นำมาใช้ ความพิถีพิถันในขั้นตอนการทำ และสภาพแวดล้อมระหว่างการหมักบ่ม และที่สำคัญจะต้องหมั่นสังเกตลักษณะของปุ๋ยคอกหมักที่ทำทุกขั้นตอนด้วยนะครับ

นาย รัตวิ

สศก.-จีนถกแผนใช้ดาวเทียม ประยุกต์ใช้พัฒนาด้านเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390270

x

สศก.-จีนถกแผนใช้ดาวเทียม ประยุกต์ใช้พัฒนาด้านเกษตร

วันอังคาร ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการหารือแนวพัฒนาการสำรวจผลผลิตพืชด้วยดาวเทียม หรือ Crop Production Survey by Satellite ที่ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หนานจิง ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่ง สศก.เข้าร่วมโครงการความร่วมมือไทย-จีน (Sino – Thai) ด้านวิชาการระหว่างกระทรวงเกษตรฯของจีนและประเทศไทย

จากการหารือพบว่า ขณะนี้จีนใช้ดาวเทียมที่มีอยู่ในภารกิจด้านการเกษตรและด้านอื่น โดยดาวเทียมหลัก ได้แก่ HJA/B , GF-1, GF-2 , GF-6 , Sentinel-2 และ CBERS ซึ่งมีรายละเอียดภาพระดับสูง ร่วมกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่ โดยเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันได้ด้วยอินเตอร์เนต (Internet of Things : IoT) เชื่อมโยงเซ็นเซอร์ที่กระจายอยู่มากกว่า 2,000 จุดทั่วประเทศ รวมทั้งใช้อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle : UAV) ตรวจสอบค่าความผิดพลาด จากการวัดค่าการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรต่างๆ อาทิ อุณหภูมิ ความชื้น และกระแสลม ตลอดจนใช้กล้องวงจรปิดติดตามการเจริญเติบโตของต้นพืชและการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากแมลงศัตรูพืชอีกด้วย

นอกจากนั้น จีนยังใช้ดาวเทียมรายละเอียดสูง ประเมินเนื้อที่และผลผลิตด้านการเกษตรของประเทศอื่นรวมทั้งไทย ในการบริหารนโยบายด้านการเกษตรของประเทศตนเอง หากผลผลิตประเทศอื่นมีปริมาณมาก จีนจะรับซื้อจากต่างประเทศ กลับกันหากปริมาณการผลิตในประเทศอื่นมีปริมาณน้อย จีนจะผลิตสินค้าดังกล่าวในประเทศเพิ่มขึ้น

สำหรับประเทศไทย ขณะนี้สศก.ใช้เทคโนโลยีจากดาวเทียมเพื่อสำรวจผลผลิตทางการเกษตร จากภาพถ่ายดาวเทียม LANDSAT8 ทางเว็บไซต์ https://earthexplorer.usgs.gov/ ร่วมกับแผนที่รายละเอียดสูงจาก Google มาใช้แปลและวิเคราะห์จำแนกเนื้อที่เพาะปลูก และเนื้อที่ยืนต้นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน คาดว่าระยะต่อไป สศก.จะเริ่มใช้ดาวเทียมธีออส 2 (THEOS 2)สำรวจแทน ซึ่งตอบโจทย์การใช้ประโยชน์โดยรวมหลายด้าน ทั้งการเกษตร การจัดการน้ำแบบองค์รวม การจัดการด้านภัยพิบัติ ด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งความมั่นคงด้านสังคมและเศรษฐกิจ

จากการหารือดังกล่าวเป็นแนวทางพัฒนารูปแบบจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตรของประเทศไทยด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย ซึ่งการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง เครื่องมือที่ใช้อินเตอร์เนต IoT และ UAV ถือเป็นแนวทางประยุกต์เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารจัดการสินค้าเกษตรของไทยให้แม่นยำ ถูกต้องตอบสนองความต้องการใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละระดับต่อไปในอนาคต

นักวิจัยม.เกษตรฯ พบผีเสื้อกลางคืน สกุลใหม่ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390043

x

นักวิจัยม.เกษตรฯ พบผีเสื้อกลางคืน สกุลใหม่ของโลก

วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รศ.ดร.นันทศักดิ์ ปิ่นแก้ว ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พบผีเสื้อกลางคืนสกุลใหม่ของโลก และตั้งชื่อว่า “Kasetsarta” ผีเสื้อกลางคืน “สกุลเกษตรศาสตร์ (genus Kasetsartra)” ที่พบนี้เป็นผีเสื้อกลางคืนสกุลใหม่ของโลกซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร ZOOTAXA 4532(1): 95-103 ในวันที่ 17 ธันวาคม 2561 โดยตั้งชื่อสกุลเพื่อเป็นเกียรติให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผีเสื้อสกุลใหม่ของโลกนี้เป็นผลจากการวิจัยในปี 2553 จากโครงการศึกษาความหลากหลายของผีเสื้อหนอนม้วนใบในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบการแพร่กระจายเฉพาะในป่าเต็งรังของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้ตัวอย่างผีเสื้อสกุลนี้ทั้งสิ้น 149 ตัวอย่าง เป็นเพศผู้ 90 ตัวอย่าง และเพศเมีย 59 ตัวอย่าง ตัวอย่างต้นแบบ (Holotype) เก็บรักษาไว้ที่ห้องพิพิธภัณฑ์แมลงสุธรรม อารีกุล ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

ผีเสื้อสกุลใหม่นี้เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก จัดอยู่ในวงศ์ผีเสื้อหนอนม้วนใบ (Family Tortricidae) วงศ์ย่อย Olethreutinae เผ่า Enarmoniini ปีกแผ่กว้างเพียง 1.3 – 1.5 เซนติเมตร ปีกคู่หน้ามีพื้นปีกสีเหลืองปนน้ำตาลอ่อน และมีแถบสีเหลืองทองสะท้อนแสงพาดตามขวางปีกทั้งสองข้าง 6 แถบ ขอบปีกด้านบนมีขีดเล็กๆ สีน้ำตาลอ่อนจำนวนมากเรียงกันเป็นระเบียบ ปีกคู่หลังมีสีขาว บริเวณมุมปลายปีกเป็นสีเหลืองอ่อน เพศผู้และเพศเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมากแตกต่างกันอย่างชัดเจนที่ลักษณะของอวัยวะสืบพันธุ์ ในงานวิจัยนี้ยังรายงานผีเสื้อชนิดใหม่ของโลกในสกุล Kasetsartra 1 ชนิด คือ Kasetsartra fasciaura โดยเฉพาะชื่อชนิด fasciaura นั้นมาจากรากศัพท์ภาษาลาติน 2 คำคือ fascia แปลว่า “แถบ” และ aura แปลว่า “สีทอง” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของแถบสีทองสะท้อนแสงที่ปรากฏในปีกคู่หน้าข้างละ 3 แถบนั่นเอง

เร่งผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มา แจกเกษตรกรเหยื่อปาบึกคุมโรคพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390046

x

เร่งผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มา แจกเกษตรกรเหยื่อปาบึกคุมโรคพืช

วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า ผลจากพายุ“ปาบึก”ที่เคลื่อนเข้าประเทศไทยเมื่อต้นเดือนมกราคม 2562 ส่งผลให้พื้นที่ภาคใต้ประสบอุทกภัย จากการลงสำรวจพื้นที่ของเจ้าหน้าที่กรม คาดว่าจะมีพื้นที่การเกษตรเสียหาย 192,485 ไร่ แยกเป็น พื้นที่เพาะปลูกข้าว 34,567 ไร่ พืชไร่ 3,884 ไร่ รวมถึงพืชสวนและอื่นๆ 154,034 ไร่ พื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ใน 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ส่วนประจวบคีรีขันธ์และยะลา มีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย

กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายเร่งผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มาช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประสบอุทกภัย เพื่อควบคุมศัตรูพืชที่อาจเกิดขึ้นและเข้าทำลายต้นพืชหลังน้ำลด โดยให้สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.สุราษฎร์ธานีและสงขลา) และศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.)ในพื้นที่ ร่วมกันผลิตขยายเชื้อราไตรโคเดอร์มา เป้าหมายรวม 100,000 กิโลกรัม สำหรับใช้ในพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการฟื้นฟูจำนวน 100,000 ไร่

การแจกจ่ายเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้เกษตรกรเริ่มวันที่ 19 มกราคม 2561 ให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ ณ แปลงเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลไม้ (ส้มโอทับทิมสยาม) จ.นครศรีธรรมราช หมู่ที่ 16 ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีเจ้าหน้าที่จาก ศทอ.สงขลา ให้คำแนะนำวิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาแก่เกษตรกรในพื้นที่ ทั้งนี้ กรมฯจะเร่งแจกจ่ายเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อื่นต่อไป โดยมาตรการการช่วยเหลือจากอุทกภัยครั้งนี้ กรมตั้งศูนย์อำนวยการและฟื้นฟูด้านการเกษตรส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อติดตามสถานการณ์ ช่วยเหลือและฟื้นฟู ประกอบกับลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรดูแลพืชผลการเกษตรหลังได้รับผลกระทบ ถ้าเกษตรกรต้องการปรึกษาเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

นายสุพิท จิตรภักดี ผอ.ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคพืชหลังน้ำลด โดยเฉพาะโรครากเน่าโคนเน่า ซึ่งในไม้ผล (ส้มและทุเรียน) ต้นพืชจะแสดงอาการใบสลด ใบเริ่มเหลืองและร่วง หากขุดจะพบอาการรากเน่า และบางครั้งพบอาการเน่าบริเวณโคนลำต้น โดยมีน้ำเยิ้มสีน้ำตาลแดงไหลซึมออกมา หากอาการลุกลามรอบลำต้น ต้นจะตาย ให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัมผสมรำข้าว 4 กิโลกรัม ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 100 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน โรยรอบโคนต้นประมาณ 5 กิโลกรัมต่อต้น หรือใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ล้างให้สปอร์ออกมา แล้วกรองเอาน้ำที่มีสปอร์ไปพ่น รด หรือราด บริเวณโคนต้น ส่วนโรครากเน่า-โคนเน่าในพืชผักใช้ส่วนผสมของเชื้อ 1 กำมือ (ประมาณ 30 กรัม) โรยรอบโคนต้น