กรมชลฯเข้มแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ยันปีนี้มีพอใช้ในกิจกรรมทุกด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390044

x

กรมชลฯเข้มแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ยันปีนี้มีพอใช้ในกิจกรรมทุกด้าน

วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำช่วงฤดูแล้งว่า กรมชลประทานเก็บกักไว้ใช้ช่วงฤดูแล้งซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมาจำนวน 39,570 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)โดยเก็บกักไว้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง 34,151 ล้านลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 412 แห่ง 3,274 ล้านลบ.ม. และแหล่งน้ำจากหน้าฝายทดน้ำ แก้มลิงต่างๆ ก 2,145 ล้านลบ.ม. พร้อมทั้งได้ทำการวางแผนจัดสรรไว้ใช้ในกิจกรรมการใช้น้ำในด้านต่างๆ 23,100 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 58 ของน้ำที่ใช้การได้ แบ่งเป็นการจัดสรรน้ำเพื่อเกษตรกรรม 13,953 ล้านลบ.ม. เพื่อรักษาระบบนิเวศ 6,440 ล้านลบ.ม. เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,404 ล้านลบ.ม. เพื่อการอุตสาหกรรม 303 ล้านลบ.ม. และน้ำที่เหลืออีก 16,470 ล้านลบ.ม. (ร้อยละ 42 ของน้ำที่ใช้การได้) เก็บเป็นน้ำสำรองไว้ต้นฤดูฝน กรณีฝนมาล่าช้า หรือฝนทิ้งช่วย

“เมื่อเริ่มเข้าสู่ปีใหม่ 256 เราใช้น้ำไปแล้ว 7,750 ล้านลบ.ม. และทำนาปรังแล้ว 4.78 ล้านไร่จากแผน 8.03 ล้านไร่ แต่เมื่อตรวจสอบปริมาณน้ำทั้งหมดพบว่ามีน้ำเหลืออยู่ถึง 34,970 ล้านลบ.ม. แสดงว่ามีมวลน้ำไหลเพิ่มขึ้น 3,150 ล้านลบ.ม. ซึ่งเป็นผลจากน้ำฝนที่เติมเข้าเขื่อนช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้เรามีน้ำสำรองก่อนที่ฝนปีนี้จะมามากขึ้น เสถียรภาพความมั่นคงในเรื่องน้ำจึงมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ดี กรมชลประทานยังคงส่งน้ำตามแผนเดิม จากนี้ต่อไปยังเหลือน้ำที่ต้องจัดสรรน้ำให้กิจกรรมการการใช้น้ำในด้านต่างๆอีก 15,350 ล้านลบ.ม. กรมชลประทานขอยืนยันว่าจากตอนนี้ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ประชาชนและเกษตรกรจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอทุกกิจกรรมในเขตชลประทานอย่างแน่นอน” ดร.ทองเปลวกล่าว

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า ฤดูแล้งปี 2561 / 2562 ไม่มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ แต่มีอ่างเก็บน้ำบางแห่งที่มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อยเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน 2561 จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด 6 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น และอ่างเก็บน้ำแม่มอกจ.สุโขทัย จะไม่มีการจัดสรรน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2561/ 62 อ่างเก็บน้ำลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี และ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา จะจัดสรรน้ำสนับสนุนเฉพาะการเพาะปลูกพืชไร่ พืชผัก พืชใช้น้ำน้อย อย่างไรก็ตาม ทุกพื้นที่มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์จนถึงเดือนกรกฎาคม 2562

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 6 แห่งดังกล่าวมีคณะกรรมการ Joint Management Committee (JMC) วางแผนใช้น้ำให้เหมาะสมกับน้ำต้นทุน ดังนั้นสิ่งที่หลายคนกังวลว่าน้ำน้อยแล้วจะเกิดปัญหาแย่งชิงน้ำ จึงไม่เกิดขึ้นเลย เพราะจากการติดตามตรวจสอบไม่พบผู้ใดฝ่าฝืนกติกาหรือมติคณะกรรมการ JMC ด้านเกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับดินและน้ำ โดยใช้ Agri Map ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำ ประหยัดต้นทุน ผลผลิตไม่เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชายคาพระพิรุณ : 21 มกราคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390047

586851

ชายคาพระพิรุณ : 21 มกราคม 2561

วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์มลพิษฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกรมควบคุมมลพิษมีรายงานค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้นเกินมาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนทั่วกรุงเทพมหานคร จึงสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยด่วน โดยได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว จำนวน 1 หน่วย คือหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดระยอง เตรียมความพร้อมปฏิบัติการในวันที่มีสภาพอากาศเอื้ออำนวยในการทำฝน เพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแผนปฏิบัติการระหว่างวันที่ 15-18 มกราคม 2562 โดยใช้เครื่องบิน CASA จำนวน 2 ลำ ซึ่งจากการปฏิบัติการฝนหลวง แม้จะได้ผลปฏิบัติการที่ไม่ได้ผล 100% ด้วยปัญหาสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย แต่ก็ช่วยให้มีฝนตกลงมาบรรเทาช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศได้ระดับหนึ่ง และท่านอธิบดีสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ก็สั่งการให้คณะทำงานคงเตรียมความพร้อมและวางแผนการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้และวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงต่อไป งานนี้ ถือว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้น้อมนำตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาใช้เป็นแนวทางยึดถือปฏิบัติและใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ให้สอดรับกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ท่านอธิบดีสุรสีห์ เน้นย้ำขอให้ประชาชนมั่นใจในความพร้อมของกรมฝนหลวงฯ ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีความคือหน้าของการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างไรนั้น พี่น้องประชาชนทุกท่านสามารถติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารได้ทางเว็บไซต์/เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร…

จากเหตุการณ์พายุ “ปาบึก” เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อต้นเดือนมกราคม 2562 ส่งผลให้พื้นที่ภาคใต้ประสบอุทกภัย และจากการลงสำรวจพื้นที่ล่าสุดของเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร คาดว่าจะมีพื้นที่การเกษตรเสียหาย จำนวน 192,485 ไร่ แยกเป็น พื้นที่เพาะปลูกข้าว 34,567 ไร่ พืชไร่ 3,884 ไร่ รวมถึงพืชสวนและอื่นๆ 154,034 ไร่ พื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ใน 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ส่วนประจวบคีรีขันธ์ และยะลา มีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายเร่งผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มาช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประสบอุทกภัย เพื่อควบคุมศัตรูพืชที่อาจจะเกิดขึ้นและเข้าทำลายต้นพืชหลังน้ำลด โดยนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.สุราษฎร์ธานีและสงขลา) และศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ในพื้นที่ ร่วมกันดำเนินการผลิตขยายเชื้อราไตรโคเดอร์มา เป้าหมายรวม 100,000 กิโลกรัม สำหรับใช้ในพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการฟื้นฟูจำนวน 100,000 ไร่ โดยการแจกจ่ายเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้แก่เกษตรกร จะเริ่มในวันที่ 19 มกราคม 2561 ให้แก่เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ ณ แปลงเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลไม้ (ส้มโอทับทิมสยาม) จ.นครศรีธรรมราช หมู่ที่ 16 ต.คลองน้อยอ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีเจ้าหน้าที่จาก ศทอ.สงขลา ให้คำแนะนำวิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาแก่เกษตรกรในพื้นที่ อธิบดีสำราญ ยังบอกอีกว่า กรมส่งเสริมการเกษตร จะเร่งดำเนินการแจกจ่ายเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อื่นต่อไป โดยมาตรการการช่วยเหลือจากอุทกภัยครั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจัดตั้งศูนย์อำนวยการและฟื้นฟูด้านการเกษตรส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อติดตามสถานการณ์ ช่วยเหลือและฟื้นฟู ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว ประกอบกับลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการดูแลพืชผลทางการเกษตรหลังได้รับผลกระทบ ซึ่งหากเกษตรกรต้องการปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่…

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาถ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตเชิงรุกโดยเตรียมเปิดตลาดผลิตภัณฑ์เด่นจากทุกกลุ่มเกษตรกรภายใต้ชื่อ “สินค้าดี วิถีเกษตรไทย” ณ ตลาด อ.ต.ก. ระหว่างวันที่ 24-28 มกราคม 2562 เพื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานของกลุ่มแม่บ้านให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เพิ่มช่องทางการตลาด หรือมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตสินค้าเกษตร เปิดโอกาสให้เกษตรกร ได้พบปะกับผู้บริโภคโดยตรง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตสินค้าให้มีคุณลักษณะและปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ในขณะที่ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพ และความปลอดภัยของสินค้า ส่งผลให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร สามารถช่วยเหลือตนเองได้แบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นวิถีดำเนินการ ที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรที่ดี และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน…เชิญไปอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรได้นะครับ

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟดงมะไฟ’สินค้าGIโคราช ก้าวสู่มาตรฐานระดับSME Start up

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390048

x

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟดงมะไฟ’สินค้าGIโคราช ก้าวสู่มาตรฐานระดับSME Start up

วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการเพาะปลูกกาแฟใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา เลย อุดรธานี และชัยภูมิ  โดยผลพยากรณ์ปี 2562 (ปีเพาะปลูก 2561/62) ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2561 คาดว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนื้อที่ให้ผล จำนวน 1,846 ไร่ ผลผลิต 116 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 63 กิโลกรัม/ไร่ โดยจังหวัดนครราชสีมามีเนื้อที่ให้ผลมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 825 ไร่ (ร้อยละ 45) ให้ผลผลิต 56 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย68 กิโลกรัม/ไร่

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) พบว่า แหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญของจังหวัดนครราชสีมา อยู่ในอำเภอวังน้ำเขียว และอำเภอสูงเนินนิยมปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวจะเป็นการผลิตแบบเกษตรกรรายใหญ่ในรูปแบบบริษัทเอกชน ในขณะที่อำเภอสูงเนิน นิยมปลูกในพื้นที่หมู่บ้านดงมะไฟ ต.มะเกลือเก่า เป็นการดำเนินการในรูปของวิสาหกิจชุมชนดงมะไฟ ซึ่งริเริ่มปลูกกาแฟเมื่อปี 2545 และดำเนินการมาอย่างจริงจังจนกระทั่งเป็นที่รู้จักภายใต้ชื่อ “กาแฟดงมะไฟ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในด้านการปลูกที่มีการเก็บเกี่ยวอย่างมีคุณภาพและบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

ด้านภูมิศาสตร์ พบว่า พื้นที่กาแฟที่ปลูกในจังหวัดนครราชสีมา จะอยู่ที่ระดับความสูง 400-700 เมตร จากระดับน้ำทะเล แหล่งต้นน้ำลำธาร ทำให้กาแฟดงมะไฟ มีอัตลักษณ์ รสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอม และที่สำคัญ มีระดับสารคาเฟอีน 1% (มีความเข้มข้นของคาเฟอีนระดับต่ำ ซึ่งดีต่อผู้ที่ชื่นชอบดื่มกาแฟเป็นประจำ) และการนำกาแฟมาปลูกในพื้นที่นี้สามารถสร้างป่าต้นน้ำลำธารที่ดี สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างแหล่งเรียนรู้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ นอกจากนี้ สถานที่ปลูกกาแฟดงมะไฟ ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะ คือ พิธีรับขวัญแม่กาแฟที่จัดเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน  เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับชุมชนอีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืนให้กับชุมชนอีกด้วย

กาแฟดงมะไฟ ได้รับการจดขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559  และในปี 2561 กาแฟดงมะไฟได้รับรางวัลมาตรฐาน SME Start up ในโครงการพัฒนาสู่สุดยอด SME จังหวัด (SME Provincial Champions)

ทั้งนี้ กาแฟ สามารถให้ผลผลิตตลอดทั้งปี โดยให้ผลผลิตในปีที่ 3 เป็นต้นไป และผลผลิตจะออกมากสุดในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม สำหรับเกษตรกร หรือท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการผลิตและการตลาดสินค้ากาแฟ หรือพืชเศรษฐกิจอื่นที่สำคัญในจังหวัด สามารถขอข้อมูลได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 โทรศัพท์ 0-4446-5120 หรือ อีเมล zone5@oae.go.th

‘อธิบดีปศุสัตว์’ชูโมเดล’วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำ’ขยายผลทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390054

'อธิบดีปศุสัตว์'ชูโมเดล'วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำ'ขยายผลทั่วประเทศ

‘อธิบดีปศุสัตว์’ชูโมเดล’วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำ’ขยายผลทั่วประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562, 16.05 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”หนุนเกษตรกรร่วมกลุ่มขับเคลื่อนสร้างรายได้ท้องถิ่น ชูโมเดล”วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำ”จ.เชียงใหม่ ขยายผลทั่วประเทศ

20 ม.ค.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม เลขานุการกรม ร่วมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร (GAP) ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

โดย อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ อ.สันทราย เป็นโมเดลให้กับพื้นที่อื่นๆ โดยมีการขับเคลื่อนกิจกรรมของเครือข่ายยึดหลักการใช้การตลาดนำการผลิต โดยสามารถส่งสินค้าผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แช่แข็ง เนื้อไก่ปรุงสุกพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) ให้กับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ (Modern Trade) ของจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับรองมาตรฐานตามกฎหมายของกรมปศุสัตว์ และมาจากฟาร์มเครือข่ายสมาชิกเกือบ 50 ฟาร์ม สามารถผลิตพ่อแม่พันธุ์สัตว์และลูกไก่ให้แก่สมาชิกและลูกค้าทั่วประเทศ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ชุมชนผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำ ติดตามการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389942

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ชุมชนผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำ ติดตามการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ชุมชนผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำ ติดตามการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร

วันเสาร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2562, 19.24 น.

19 ม.ค. 62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม เลขานุการกรม ร่วมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร(GAP) ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายซิมโอน ปัญญา ประธานกลุ่มฯ น.สพ.ชัยโรจน์ โพธิ์เจริญ รักษาการ ผอ.ส่วนมาตรฐานการปศุสัตว์ สนง.ปศข.5 น.สพ.มงคล ศรีจันทร์ หน.กลุ่มสุขภาพสัตว์ น.สพ.สุวิทย์ ประชุม รักษาการ หน.กลุ่มพัฒนาคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ และนายมงคล สิทธิรักษ์ ปศุสัตว์อำเภอสันทราย สนง.ปศจ.เชียงใหม่ ให้การต้อนรับ

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ อำเภอสันทราย มีการขับเคลื่อนกิจกรรมของเครือข่ายโดยยึดหลักการใช้การตลาดนำการผลิต โดยสามารถส่งสินค้าผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แช่แข็ง เนื้อไก่ปรุงสุกพร้อมรับประทาน(Ready to Eat) ให้กับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ(Modern Trade) ของจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับรองมาตรฐานตามกฎหมายของกรมปศุสัตว์ และมาจากฟาร์มเครือข่ายสมาชิกเกือบ 50 ฟาร์ม สามารถผลิตพ่อแม่พันธุ์สัตว์และลูกไก่ให้แก่สมาชิกและลูกค้าทั่วประเทศ

รมช.เกษตรฯ เยี่ยมศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตร’พัทลุง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389919

รมช.เกษตรฯ เยี่ยมศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตร'พัทลุง'

รมช.เกษตรฯ เยี่ยมศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตร’พัทลุง’

วันเสาร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2562, 16.50 น.

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรที่จังหวัดพัทลุง ชี้แนวทางการก้าวเข้าสู่เกษตรอินทรีย์ เป็นทางรอดของเกษตรกรไทยในอนาคต

นายวิวัฒน์  ศัลยกำธร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรงเกษตรและสหกรณ์  พร้อมด้วยนายกู้เกียรติ  วงศ์กระพันธุ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง นายขจรศักดิ์  เจริญโสภา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง  และนายสมชาย  เกลี้ยงนิล  นายอำเภอศรีนครินทร์  ได้นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมแปลงเกษตรตัวอย่าง ของนายอำนวย  วงศ์ชู  พื้นที่ตำบลชุมพล  อำเภอศรีนครินทร์  จังหวัดพัทลุง  ซึ่งเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตร  ชื่อศูนย์เรียนรู้ผสมผสานตามปณิธานพ่อหลวง หรือสวนลุงนวย   เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตัวเอง

ทั้งนี้สวนลุงนวย เป็นแปลงเกษตรแบบผสมผสาน มีการปลูกพืชอย่างหลากหลายทั้งไม้ใช้สอย  ไม้กินได้ และไม้เศรษฐกิจ  โดยมีทั้งมะละกอ  กล้วย  สละ ทุเรียน  พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร และไม้ยืนต้นอย่างไม้สัก  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดและไก่ ร่วมด้วย ทำให้สามารถมีรายได้จากแปลงเกษตรหมุนเวียนตลอดทั้งปี

โดยจุดเด่นของสวนเกษตรแห่งนี้คือ  อยู่ที่เจ้าของสวนได้พยายามนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาใช้ เพื่อพัฒนาไปสู่ความเป็นเกษตรอินทรีย์ เช่น การปลูกไม้ผลในโรงเรือนเพื่อป้องกันแมลงรบกวน  การจัดระบบการให้น้ำแบบสปริงเกอร์เพื่อลดเวลาการทำงาน  การกำจัดวัชพืชด้วยวิธีตัดหญ้าแทนการใช้ยาฆ่าหญ้า  นอกจากนี้ยังได้นำไส้เดือนดินและแหนแดงเข้ามาช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างดิน ให้เหมาะสมกับการปลูกพืช
ปัจจุบันสวนแห่งนี้ได้เลิกใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชอย่างถาวร  มีเพียงปุ๋ยเท่านั้นที่ยังไม่สามารถใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ 100 % แต่คาดว่าจะสามารถพัฒนาไปสู่เกษตรอินทรีย์ คือไม่ใช้เคมีอย่างสมบูรณ์ ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้

โอกาสนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ข้อแนะนำว่า จังหวัดพัทลุงเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาระบบการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกพืช ให้เป็นเกษตรอินทรีย์เต็มพื้นที่ได้ เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานสำคัญ คือดินและน้ำที่อุดมสมบูรณ์  เพียงแต่จะต้องมีความตั้งใจและร่วมมือกันทั้งจังหวัด เพราะการทำการเกษตรแบบเก่า เป็นการเกษตรที่พึ่งตัวเองไม่ได้ คือต้องซื้อปุ๋ย ซื้อยา ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมากเมื่อเทียบกับผลผลิตที่ได้ และสำคัญคือจะทำลายสุขภาพของทั้งตัวเกษตรกรเองและต่อผู้บริโภค   ในทางกลับกันหากได้นำความรู้ที่เหมาะสมเข้ามาพัฒนาการเกษตร เช่น การปรับโครงสร้างดินควบคู่ไปกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ จะสามารถทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้กว่าการใช้เคมีอย่างแน่นอน  ซึ่งนั่นก็หมายถึงจะทำให้ลดต้นทุน  จำนวนผลผลิตเพิ่มขึ้น  ผลผลิตมีคุณภาพดี  สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น และที่สำคัญคือ จะได้สุขภาพที่ดีกลับคืนมาด้วย

‘คนขายไข่’ยิ้มได้ ราคาหน้าฟาร์มแตะฟองละ2.60 บาท เด้งรับส่งออกเพิ่ม65ล้านฟอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389751

‘คนขายไข่’ยิ้มได้ ราคาหน้าฟาร์มแตะฟองละ2.60 บาท เด้งรับส่งออกเพิ่ม65ล้านฟอง

‘คนขายไข่’ยิ้มได้ ราคาหน้าฟาร์มแตะฟองละ2.60 บาท เด้งรับส่งออกเพิ่ม65ล้านฟอง

วันศุกร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562, 17.11 น.

‘คนขายไข่’ยิ้มได้ ราคาหน้าฟาร์มแตะฟองละ2.60 บาท เด้งรับส่งออกเพิ่ม65ล้านฟอง

18 ม.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างยั่งยืน ซึ่งไข่ไก่เป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่มีปริมาณผลผลิตจำนวนมากเกินความต้องการของตลาดในประเทศ ทำให้ราคาตกต่ำ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ขาดทุนสะสม โดยให้กรมปศุสัตว์เป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนจัดทำโครงการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ ปี 2561 เน้นการสำรวจข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำอย่างรอบด้าน ทั้งด้านปริมาณการผลิต โครงสร้างราคา รวมถึงปริมาณความต้องการบริโภคของตลาดในประเทศ การแปรรูปและการส่งออก แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์วางแผนร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จนนำมาสู่การขับเคลื่อนในภาคปฏิบัติ ภายใต้แผนปฏิบัติการ “PS Support”

โดยมาตรการล่าสุดเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น ด้วยกิจกรรมการรวบรวมไข่ไก่สดส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ 65 ล้านฟอง ควบคู่ไปกับกิจกรรมการลดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรง 1,000,000 ตัว และมาตรการแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อความยั่งยืนด้วยกิจกรรมการลดแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS)อายุ 25-60 สัปดาห์ จำนวน 100,000 ตัว ซึ่งทั้ง 3 กิจกรรมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจาก ภาคเอกชนผู้นำเข้าไก่ไข่พันธุ์ทั้ง 16 บริษัทอย่างดีเยี่ยม ผลการดำเนินการทั้ง 3 กิจกรรมแล้วเสร็จเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2561 ส่งผลให้ปัจจุบันปริมาณผลผลิตไข่ไก่เริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลกับความต้องการบริโภคของตลาดภายในประเทศ ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจึงเริ่มปรับตัวสูงขึ้นและมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นได้อีกเนื่องจากกิจกรรมส่งออกไข่ไก่ไปจำหน่ายต่างประเทศยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดฮ่องกงและสิงคโปร์

“การแก้ปัญหาผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาด ทำให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำ โดยใช้แผนปฏิบัติการ “PS Support” ของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น มั่นใจว่าเป็นการแก้ไขในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่สามารถขายไข่ไก่ได้ในราคาที่มีความพึงพอใจ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดอาศัยความมีส่วนร่วมของภาคเอกชนรายใหญ่ที่ให้ความเอื้ออาทรสู่ภาคเกษตรกรรายย่อย โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรมีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” นายกฤษฏา กล่าว

ด้านสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและผู้ส่งออกไข่ไก่ ได้ประกาศขยับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ฟองละ 2.60 บาท มีผลวันที่ 18 มกราคม 2562 เป็นต้นไป ส่งสัญญาณสภาวะปริมาณผลผลิตไข่ไก่ที่ล้นตลาด เริ่มเข้าสู่สมดุล หลังจากภาคเอกชนผู้นำเข้าไก่ไข่พันธุ์รายใหญ่ 16 บริษัทให้ความร่วมมือ ลดจำนวนแม่พันธุ์ ลดจำนวนแม่ไก่ยืนกรง และผลักดันการส่งออกไข่ไก่ไปจำหน่ายต่างประเทศ ตามแผนปฏิบัติการ “PS Support” ของกรมปศุสัตว์

มหิดลเจ๋งโชว์ผลงานโบว์แดง‘สมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389626

มหิดลเจ๋งโชว์ผลงานโบว์แดง‘สมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่’

มหิดลเจ๋งโชว์ผลงานโบว์แดง‘สมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่’

วันศุกร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562, 07.02 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล โชว์วิจัยและทดสอบตำรับสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่ พบช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมแม่ได้สูงเกือบ 5 เท่า โดยไม่มีผลข้างเคียง และถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงครั้งแรกของไทย ได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ระดับโลก ณ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 17 มกราคม ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้าคณะวิจัย สมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่ ภายใต้สิทธิบัตรแบรนด์ “ฟีนูแคปพลัส”เปิดเผยว่า ใช้เวลาศึกษาวิจัยเรื่องนี้มากกว่า 1 ปี และนับเป็นอีกหนึ่งเรื่องน่ายินดี สำหรับวงการสมุนไพรไทย ที่ช่วยให้คุณแม่หลังคลอด มีน้ำนมเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ทีมวิจัยจากคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของตำรับสมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ ลูกซัด ขิง และขมิ้น ภายใต้สิทธิบัตรแบรนด์ “ฟีนูแคปพลัส” จากบริษัท สมุนไพรบ้านอาจารย์ จำกัด

ทั้งนี้ ได้ทำการทดสอบในกลุ่มแม่ให้นมบุตร รูปแบบเป็นการวิจัยแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุมและปกปิดทั้งสองทาง ซึ่งถือเป็นการวิจัยที่ดี และศึกษาในกลุ่มมารดาที่ให้นมบุตรมาแล้ว 1 เดือน น้ำนมจึงค่อนข้างคงที่ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่ ส่วนอีกกลุ่มได้รับยาหลอก ทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งทางทีมวิจัย ได้มีการตรวจประเมินร่างกาย วิเคราะห์เลือดทางชีวเคมี และมีการเก็บตัวอย่างน้ำนมทั้งก่อนและหลังการรับประทาน ตลอดจนมีการบันทึกอาหารที่แม่ทานในแต่ละวัน เพื่อศึกษาปัจจัยด้านอาหารร่วมด้วย

โดยพบว่า ค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำนมมารดาก่อนการทดลอง ในกลุ่มที่ได้รับสมุนไพร อยู่ที่ 710 มล. /วัน และในกลุ่มยาหลอกอยู่ที่ 736 มล./วัน ซึ่งไม่แตกต่างกันทางสถิติ  แต่หลังจากการทดลองในสัปดาห์ที่ 2 พบว่า ปริมาณน้ำนมในกลุ่มมารดาที่ทานสมุนไพรฯ เพิ่มขึ้น 49% และเพิ่มสูงขึ้นถึง 103 % ในสัปดาห์ที่ 4 อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ สูงขึ้นเกือบ 5 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ที่เพิ่มขึ้นเพียง 11% และ 24% ในสัปดาห์ที่ 2 และ 4 ตามลำดับ

สำหรับวิธีรับประทานสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่ ทีมวิจัยแนะนำว่า สามารถทานได้ทันทีหลังคลอดลูก ก่อนอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 3 แคปซูล แต่ไม่ควรทานระหว่างการตั้งครรภ์ เนื่องจาก ส่วนผสมของลูกซัดมีผลต่อการบีบตัวของมดลูก อาจทำให้คลอดก่อนกำหนดได้

นอกจากนี้ ยังพบเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของวิตามินเอในน้ำนมแม่ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่กลุ่มที่ได้รับยาหลอกมีปริมาณวิตามินเอลดลง  รวมถึง การทำงานของตับและไตทั้งก่อนและหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน และไม่พบรายงานใดๆ ถึงผลข้างเคียงในทารก รวมทั้งผลงานวิจัยตำรับสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่ ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ได้มีการตีพิมพ์ในวารสาร การแพทย์ระดับโลก “Breastfeeding Medicine” นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้รับการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้าน ผศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ภาวะหญิงให้นมบุตรต้องการสารอาหารต่างๆ มากขึ้น เช่นเดียวกับหญิงตั้งครรภ์ รวมทั้งต้องการพลังงานในการสร้างและหลั่งน้ำนมด้วย โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวจนเด็กอายุ 6 เดือน การเลือกกินอาหารที่ดีถูกต้องตามหลักโภชนาการจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ พบว่าประเทศไทยมีแม่ที่ให้นมบุตรจนเด็กอายุถึง 6 เดือน เพียงแค่ 15 เปอร์เซนต์ ขณะที่สปป.ลาว 40 เปอร์เซนต์ อินโดนีเซีย 42 เปอร์เซนต์

โดยเหตุผลที่แม่คนไทยไม่สามารถให้นมได้ถึง 6 เดือน จากการสำรวจพบว่าร้อยละ 45.5 คือแม่คิดว่า น้ำนมแม่มีไม่เพียงพอ อย่างไรก็ดี แม่ที่ให้นมบุตรที่อายุไม่ถึง 6 เดือน แต่ให้ทานนมผงแทน จะมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก และให้พลังงานสูง อาจทำให้เด็กเกิดภาวะโรคอ้วนได้ ส่วนแม่ที่ให้นมบุตร 6 เดือน หรือมากกว่า จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการ สุขภาพที่ดี รวมทั้งมีพัฒนาการทางสมองดี เป็นเด็กฉลาด

ไทยรับลูกตร.สากลล่าเรือเถื่อน สวมทะเบียนโผล่ทำประมงน่านน้ำโซมาเลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389503

x

ไทยรับลูกตร.สากลล่าเรือเถื่อน สวมทะเบียนโผล่ทำประมงน่านน้ำโซมาเลีย

วันศุกร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) หรือตำรวจสากล ออกหมายจับกุมเรือประมงที่ไปทำประมงผิดกฎหมายในน่านน้ำโซมาเลีย พร้อมแจ้งเตือนหน่วยงานประเทศสมาชิกทั่วโลก หากพบเรือลำนี้ทำประมงในน่านน้ำประเทศใด ให้ทำการจับกุมพร้อมแจ้งตำรวจสากลได้ทันที

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ร่วมกับพลตำรวจโทจารุวัฒน์ ไวศยะ ประธานอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการบังคับใช้กฎหมาย ศูนย์บัญชาการแก้ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ตำรวจสากลออกหนังสือขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกให้แจ้งเบาะแสเรือประมงที่ใช้ชื่อว่าเรือ O.SIRICHAINAWA 15 หรือ OR. SIRICHAINAWA 15หลังจากสหภาพยุโรป (EU) ใช้เครื่องบินตรวจการณ์ทางอากาศและพบเรือประมงลำดังกล่าวทำประมงบริเวณอ่าวเอเดนในน่านน้ำของประเทศโซมาเลีย จึงแจ้งเตือนมายังประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ในฐานะรัฐเจ้าของธง เนื่องจากในอดีตเคยมีเรือประมงสัญชาติไทย ชื่ออ.ศิริชัยนาวา 15 ทำประมงในน่านน้ำประเทศเยเมน

จากการตรวจสอบพบว่าเรือประมงไทยชื่อ อ.ศิริชัยนาวา 15 มีผู้ครอบครองเป็นคนไทย และเคยได้ยื่นแจ้งเรื่องต่อกรมเจ้าท่าว่า เรือประมงลำดังกล่าวได้จมลงในท้องที่จ.สมุทรสาคร และไม่สามารถหาซากเรือมายืนยันได้ ซึ่งกรมเจ้าท่าได้เพิกถอนทะเบียนเรือลำดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 ดังนั้นหากเรือประมงที่อียูตรวจพบเป็นเรืออ.ศิริชัยนาวา 15 จะถือเป็น “เรือประมงไร้สัญชาติ” ตามอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล 1982 (UNCOLS 1982) และหากนำเรือดังกล่าวไปทำประมงจะถือเป็นเรือประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU Vessle) นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยร่วมกันพิจารณาคำให้การของเจ้าของเรือประมงลำดังกล่าว ถ้าพบเป็นการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน จะดำเนินการทางกฎหมายอาญาต่อไป

เพื่อเป็นการให้ความร่วมมือป้องกันเรือประมงผิดกฎหมาย ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวไปยังตำรวจสากลและเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ตำรวจสากลออกหนังสือแจ้งจับเรือประมง O.SIRICHAINAWA 15 หรือ OR. SIRICHAINAWA 15 แก่หน่วยงานในประเทศสมาชิก ได้แก่ เจ้าหน้าที่หน่วยงานท่าเรือ ยามชายฝั่ง กองทัพเรือ ตำรวจทางทะเล ศุลกากร ด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือด่านควบคุมชายแดน หากหน่วยงานใดพบเรือลำดังกล่าวเข้าทำประมงในน่านน้ำหรือนำสัตว์น้ำขึ้นท่า สามารถจับกุมตรวจค้นได้ทันที

การดำเนินการร่วมกับอียูและตำรวจสากลครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการให้ความร่วมมือกับทุกประเทศ ทุกองค์กรต่อต้านการทำการประมงผิดกฎหมาย ภายใต้ความรับผิดชอบของ “รัฐ” โดยมีเป้าหมายเพื่อความมั่นคงและยั่งยืนทางการประมงเป็นสำคัญ ทั้งนี้ กรมประมงขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ถ้าพบเรือประมงที่เข้าข่ายเรือประมงผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่ กรมประมง โทร. 0-2562-0600

จัดยิ่งใหญ่‘ตามรอยตำนานกาแฟฯ’ โชว์แหล่งพัฒนาพันธุ์นวัตกรรมเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389498

x

จัดยิ่งใหญ่‘ตามรอยตำนานกาแฟฯ’ โชว์แหล่งพัฒนาพันธุ์นวัตกรรมเด็ด

วันศุกร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรกำหนดจัดงาน“ตามรอยตำนานกาแฟ แลดอกนางพญาเสือโคร่ง “ระหว่างวันที่ 13-14 มกราคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการผลิต การแปรรูปและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกาแฟ พร้อมต่อยอดพัฒนางานวิจัยที่มีคุณภาพ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถลดต้นทุนการผลิต นำไปสู่ความยั่งยืนในอาชีพ อีกทั้ง ยังเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตกาแฟอะราบิกาของกรมวิชาการเกษตร และแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร (Agro tourism)ขุนวาง ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ตลอดจนเป็นการส่งเสริมสนับสนุน และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร อนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายหน่วยงาน ซึ่งภายในงานประกอบด้วย ชม นิทรรศการวิชาการ “จากพระราชดำริแรกปี 2525 ถึงปี 2562…ก้าวสู่ปีที่ 35 แห่งการวิจัยและพัฒนากาแฟอะราบิกากรมวิชาการเกษตร” อาทิ แหล่งรวมพันธุ์และแหล่งสร้างนวัตกรรมกาแฟอะราบิกาพันธุ์ใหม่ เทคโนโลยีการพัฒนายกระดับมาตรฐานคุณภาพกาแฟอะราบิกา การเชื่อมโยงการผลิตกาแฟอะราบิกาไทยสู่มาตรฐานกาแฟอะราบิกาโลก และทิศทางการพัฒนากาแฟอะราบิกาในอนาคต ร่วม เสวนาทางวิชาการ องค์ความรู้ของกรมวิชาการเกษตรต่อการพัฒนากาแฟอะราบิกาของไทย การสร้างอัตลักษณ์กาแฟไทยจากยอดดอยสู่สากล และการปรับโฉมการผลิตและเพิ่มมูลค่ากาแฟอะราบิกายุค 4.0 ลุ้นสนุก การแข่งขันเก็บผลกาแฟอะราบิกาคุณภาพ การแข่งรถสามล้อดอยวิถีชาวดอยและการแข่งขันถ่ายภาพภายใต้แนวคิด “ตามรอยตำนานกาแฟ แลดอกนางพญาเสือโคร่ง” พร้อมเรียนรู้ การสาธิตเทคนิคการชิมกาแฟและชิมกาแฟพิเศษ Best ASEAN Top 5 Coffee สาธิตการทำ Latte Art และสาธิตการชงกาแฟในรูปแบบต่างๆ