สหกรณ์กรุงเทพฯจับมือกฟผ. เปิดตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนสร้างรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389502

x

สหกรณ์กรุงเทพฯจับมือกฟผ. เปิดตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนสร้างรายได้เพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่องการส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนกับร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัดว่า กฟผ.ดำเนินกิจกรรมสนับสนุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน บริเวณรอบพื้นที่เขื่อน และโรงไฟฟ้า ตั้งแต่กระบวนการผลิต แปรรูปและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ และมีความน่าเชื่อถือ อันนำไปสู่การยกระดับรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริม ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เป็นที่รู้จัก และเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้มากขึ้น

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ หวังจะเป็นช่องทางจัดจำหน่าย กระจายสินค้าไปให้ประชาชนในประเทศ ได้มีโอกาสสนับสนุนพี่น้องชุมชนที่อาศัยอยู่รอบๆ เขื่อนและโรงไฟฟ้า ต้องขอบคุณร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ที่ได้เข้ามาช่วยเหลือพี่น้องชุมชน ถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกก้าวหนึ่งในความร่วมมือพัฒนาคุณภาพชีวิต และยกระดับรายได้พี่น้องชุมชน รวมทั้งเป็นการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน

ด้านนายพีระพันธ์ เหมะรัต ประธานกรรมการร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสดี ที่กฟผ. เล็งเห็นระบบสหกรณ์มีความเข้มแข็ง และจะร่วมกันพัฒนาคนในชุมชน ให้มีเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืนและมั่นคง โดยการร่วมจับมือครั้งนี้ เป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ส่งผลกระทบไปถึงชาวบ้าน และที่สำคัญชาวชุมชนเมื่อผลิตสินค้าได้ แต่ไม่สามารถพัฒนารูปแบบให้เป็นสากลได้ ซึ่งร้านสหกรณ์ฯนอกจากเป็นร้านค้าปลีกเพื่อสมาชิก อีกประการสำคัญ ต้องมีปรัชญา อุดมการณ์ก่อตั้งสหกรณ์ คือ การเอื้ออาทรต่อชุมชน และสังคม เป็นหลักการของสหกรณ์ ที่ร้านสหกรณ์ฯ พึ่งปฏิบัติมาโดยตลอด

“รู้สึกยินดี ที่ร้านสหกรณ์ฯจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันพัฒนาชาวบ้าน เกษตรกร รวมถึงในหลายชุมชนได้รับทราบว่า พวกเราตั้งใจช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจาก กฟผ. ร้านสหกรณ์ฯสามารถนำมาจำหน่ายได้ทันที ในรูปแบบฝากขาย หรือวางจำหน่ายในร้านสหกรณ์ฯหรือจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งร้านสหกรณ์ฯได้จับมือกับ Shopee รวมทั้งไตรมาส 3 ร้านสหกรณ์ฯจะจัด App สนับสนุนสินค้า โดยร้านสหกรณ์ฯจะเป็นศูนย์กลางความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต และผู้บริโภค และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความตั้งใจของทั้งสองฝ่าย จะช่วยพัฒนาชุมชน และประเทศชาติให้มีความสุขต่อไปในอนาคต” ประธานกรรมการร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : มลพิษของคนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389499

281225166

เลาะรั้วเกษตร : มลพิษของคนกรุง

วันศุกร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันนี้ต้องขออนุญาตออกนอกรั้วเกษตรไปไกลสักนิด แต่ก็ยังมีอะไรเกี่ยวๆ กันอยู่บ้าง ที่รู้ๆ คือมีสถิติที่น่าตกใจสำหรับชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีการเสนอข่าวว่า บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีจำนวนฝุ่นละอองซึ่งเป็นมลพิษหนาแน่นที่สุดเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา

ณ ช่วงเวลานี้สิ่งที่ผู้คนใน กทม. พูดถึงมากกว่าการเลือกตั้ง คือ เรื่องของฝุ่นละอองที่หนาแน่น โดยเฉพาะ “PM 2.5”

PM 2.5 ที่ใครๆ ต่างพูดถึงกันวันนี้ คือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หมายถึงฝุ่นที่ละเอียดมาก เทียบเท่ากับแบคทีเรียที่ตาเรามองไม่เห็นเลยทีเดียว เป็นฝุ่นละอองที่ละเอียดขนาดที่ระบบป้องกันในร่างกายคนเราไม่สามารถดักจับได้ การหายใจปกติของคนเราก็จะมีฝุ่นนี้เข้าไปสู่ระบบทางเดินหายใจอย่างสบายๆ ที่สำคัญคือเขาบอกว่า ฝุ่นนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งปอด

หาสาเหตุกันต่อไปว่าฝุ่นนี้มาจากไหน…

อ้างถึงข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีงานวิจัยระบุไว้ในเอกสารโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งดำเนินการเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ระบุว่า PM 2.5 ส่วนใหญ่เกิดมาจากไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ รองลงมาคือ การเผาขยะและเศษสิ่งต่างๆ ส่วนโรงงานที่คิดว่าเป็นสาเหตุนั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนการก่อสร้างที่มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นงานก่อสร้างระยะยาว 4-5 ปี รวมทั้งการก่อสร้างอาคารที่พักคอนโดมิเนียม ซึ่งเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดตามเส้นทางรถไฟฟ้านั้น ก่อให้เกิดฝุ่นเช่นกัน แต่เป็นขนาดใหญ่กว่า PM 2.5 เป็นขนาด PM 10

มาถึงการแก้ไขที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยการฉีดน้ำขึ้นไปในอากาศ หรือ กระทรวงเกษตรฯ ของท่านรัฐมนตรี กฤษฎา บุญราช จะปฏิบัติการทำฝนเทียมเพื่อให้น้ำฝนชะเอาฝุ่นละอองตกลงมานั้น นักวิชาการบอกว่า ใช้กับ PM 10 พอจะได้ แต่กับ PM 2.5 ใช้ไม่ได้ผล…..

จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องจัดหาหน้ากากอนามัยมาบริการประชาชน เรื่องหน้ากากนี้ก็สร้างความสับสนให้กับชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ หน้ากากอนามัย หรือ แมสก์ที่เคยใช้คาดปิดปากปิดจมูกเวลาเป็นหวัด หรือเวลาไปโรงพยาบาลอย่างที่เคยใช้ก็ใช้ไม่ได้ เพราะไม่สามารถกรอง PM 2.5 ได้ ถ้าจะให้กรองได้ต้องใช้หน้ากากอนามัย N95 ขึ้นไป

หน้ากากอนามัย N95 หมายถึงประสิทธิภาพของหน้ากากสามารถกันฝุ่นละอองได้ 95% ซึ่งรวมทั้ง PM 2.5 ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้คนที่รักสุขภาพทั้งหลายจึงพากันหาซื้อมาใช้จนขาดตลาด เป็นสถานการณ์ที่ตื่นตระหนกของสังคมคนกรุง จนคุณหมอท่านหนึ่ง นามสกุลคุ้นๆ นายแพทย์ฉันชาย สิทธิพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจและปอด ออกมาบอกให้คลายกังวลว่า คนที่มีร่างกายอยู่ในสภาพปกติไม่ได้ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ หรือโรคปอด หรือคนที่ร่างกายยังปกติดีไม่มีอาการน้ำตาไหล ระคายเคือง หรืออาการผิดปกติอื่นใด ก็อาจจะยังไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัยระดับ N95 เพราะหน้ากากที่กรองฝุ่นได้ขนาดนั้นอาจทำให้เราหายใจลำบากกว่าปกติ

แถมยังมีผลงานวิจัยของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2 ท่าน คือ ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ และ ดร.ขนิษฐา พันธุรี Thaneyhill ซึ่งทำการศึกษาเมื่อปี 2551 พบว่า หน้ากากอนามัยธรรมดาซ้อนด้วยกระดาษทิชชู 2 ชั้น ก็มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ N95……ใครที่หาซื้อ N95 ไม่ได้ลองวิธีนี้ดู….

อ่านข่าวมลพิษในกรุงเทพฯ ก็ให้หนักใจว่าจะแก้ไขอย่างไรได้ ในเมื่อจำนวนรถยนต์ยังไม่สามารถทำให้ลดลงได้ แถมยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รอระบบขนส่งมวลชนสายสีเขียว สีแดง สีอื่นๆ ที่จะใช้ได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ก็ดูจะนานเกิน….นอกเหนือจากกรมควบคุมมลพิษ หลายฝ่ายคงต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และกรมการขนส่งทางบก ที่มีรถโดยสารจำนวนมากที่วิ่งบริการประชาชนแต่พ่นควันดำโขมงยังมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย

เป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่องนี้เรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของประชาชนตรงๆ เห็นกันชัดๆ แต่บรรดากลุ่มองค์กรอิสระทั้งหลายกลับเงียบงัน….ไม่เหมือนกับการให้ข้อมูลเรื่องอันตรายของสารเคมีทางการเกษตรที่ยืนกรานอยู่นั่นแล้วว่าทำให้เกษตรกรเป็นมะเร็งและโรคร้ายแรงต่างๆ ถึงขั้นจะฟ้องศาลปกครองกรณีที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ยอมแบนสารเคมีเจ้าปัญหาที่ยื้อยุดกันมานานข้ามปี

จบลงที่การเกษตรจนได้…..

แว่นขยาย

กรมชลฯลุยแก้ท่วมริมโขง นำร่องศึกษาเพิ่มศักยภาพห้วยบางบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389497

x

กรมชลฯลุยแก้ท่วมริมโขง นำร่องศึกษาเพิ่มศักยภาพห้วยบางบาด

วันศุกร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานดำเนินงานโครงการศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำห้วยบางบาด จ.บึงกาฬ ภายใต้แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ประกอบไปด้วย จ.บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี โดยจะศึกษา 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การสร้างสถานีสูบน้ำพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบถาวร 2.ขุดลอกตะกอนสะสม 3.แก้ปัญหากัดเซาะตลิ่งทั้งด้านหน้าและท้ายประตูระบายน้ำ(ปตร.) และ4.ทำระบบสูบน้ำเพื่อการชลประทาน หาวิธีจัดการน้ำในลำห้วยบางบาดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพื้นที่โดยรอบ 40,000 ไร่ พร้อมศึกษาจำนวนปริมาณน้ำที่จะสูบและเก็บน้ำไว้ในลำห้วยว่าควรมีปริมาณเท่าใดจึงเหมาะสมเป็นประโยชน์สูงสุดต่อราษฎร

สำหรับห้วยบางบาดมีต้นน้ำอยู่บริเวณ อ.เซกา ไหลผ่านชายขอบ อ.เซกา อ.เมือง และอ.บุ่งคล้า ก่อนไหลลงแม่น้ำโขง แต่เดิมมีปตร.ห้วยบางบาดปิดกั้นระหว่างลำห้วยกับแม่น้ำโขง ควบคุมไม่ให้น้ำจากแม่น้ำโขงที่เพิ่มระดับไหลเข้ามาท่วมสร้างความเสียหายนาข้าวที่เพาะปลูกอยู่ริมสองฝั่งลำห้วยและพื้นที่รอบๆ ประมาณ 40,000 ไร่ นอกจากนี้ ยังช่วยกันน้ำไว้ในลำห้วยบางบาดไม่ให้ไหลออกแม่น้ำโขงจนหมดเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลง เพื่อราษฎรจะได้ชักน้ำในลำห้วยไปใช้หล่อเลี้ยงต้นข้าวและเก็บไว้เพาะปลูกพืชไร่ในฤดูแล้ง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ปตร.ห้วยบางบาด มีอายุใช้งานกว่า 30 ปี พื้นที่ระหว่างลำห้วยบางบาดกับแม่น้ำโขงความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร เกิดตื้นเขินจากตะกอนที่ถูกพัดพาเข้ามาจากแม่น้ำโขง ประกอบกับปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีของจังหวัดอยู่ที่ 2,670 มิลลิเมตร สูงกว่าค่าเฉลี่ยปริมาณฝนรายปีของภาคอีสานอยู่ถึง 1,098 มิลลิเมตร เมื่อฝนตกทำให้น้ำท่าล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมสองฝั่งลำห้วยง่ายดาย

“ในช่วงฤดูฝนต้องปิดปตร.ห้วยบางบาด เพื่อไม่ให้น้ำจากแม่น้ำโขงที่สูงขึ้นไหลเข้ามาสมทบกับน้ำฝนในพื้นที่ แต่ด้วยปริมาณฝนที่ตกมากทำให้เกิดสภาพน้ำท่วมรอบลำห้วยบางบาดอย่างรวดเร็ว กรมชลประทานต้องคอยเฝ้าดูระดับน้ำในแม่น้ำโขง 24 ชั่วโมง และจะเปิดบาน ปตร. เมื่อระดับน้ำโขงลดลงเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ ปัญหาที่พบคือ ปริมาณน้ำฝนที่ตกมากขึ้นและขาดเครื่องมือระบายน้ำ พอแม่น้ำโขงไหลเข้ามาแล้วชลประทานต้องปิดบาน ปตร. ทำให้น้ำในพื้นที่ไม่สามารถระบายได้ต้องปล่อยท่วม ดังนั้น กรมจึงพิจารณาเร่งดำเนินงานโครงการศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำห้วยบางบาด” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

หนุนปลูกชาอัสสัมคู่อนุรักษ์ป่า ลดต้นทุน-ให้ผลผลิตคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389496

x

หนุนปลูกชาอัสสัมคู่อนุรักษ์ป่า ลดต้นทุน-ให้ผลผลิตคุณภาพ

วันศุกร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรวางแผนจัดทำแปลงสาธิตการปลูกชาอัสสัมคุณภาพ ประกอบกับเตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ปลูกชาตามโครงการทั้ง 3 จังหวัด (เชียงใหม่, น่าน, เชียงราย) เพื่อนำเกษตรกรศึกษาดูงานด้านการผลิตชา และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาอัสสัมต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น กลุ่มเข้มแข็งและยั่งยืนในลักษณะการปลูกชาอัสสัมร่วมกับป่าเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตามวัตถุประสงค์ของโครงการตามพระราชดำริ ซึ่งได้ประโยชน์ในอีกทางหนึ่งคือ ลดต้นทุนการสร้างโรงเรือน เนื่องจากชาอัสสัมเป็นไม้อายุยืนส่วนใหญ่เป็นไม้ชั้นล่างอยู่ภายใต้ป่ามีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม ซึ่งให้ผลผลิตยอดชาได้ดีภายใต้แสงแดดพอประมาณ ต่างจากชาจีนที่ต้องการแดดมาก

กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมผลักดันกลุ่มเกษตรกรซึ่งปลูกชาอัสสัมในพื้นที่โครงการ สู่การเป็นกลุ่มผู้ผลิตชาอินทรีย์ โดยกำหนดนโยบายพัฒนาการปลูกชาอัสสัมตามโครงการ 4 ด้าน ได้แก่ การผลิต ที่มุ่งถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีการผลิตให้เกษตรกร โดยใช้แปลงของเกษตรกรสาธิตกระบวนการผลิตที่ถูกต้อง การตลาด ส่งเสริมและสนับสนุนให้รวมกลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์ให้มีคุณภาพ เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวของจังหวัดขยายช่องทางจำหน่าย และประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ชาอัสสัมในรูปสินค้าให้เป็นที่รู้จัก

สำหรับการเพิ่มมูลค่าชาอัสสัม เร่งสร้างความเข้าใจให้เกษตรกรแยกพื้นที่ปลูกชา และแยกเก็บยอดชา เนื่องจากต้นชาที่อายุมากจะให้ผลผลิตมีคุณภาพรสชาติดีกว่า เพิ่มรายได้มากกว่าจำหน่ายยอดชาที่เก็บรวมกัน ทั้งนี้ การปลูกชาอัสสัมทำได้ทั้งเพาะเมล็ดและปักชำ โดยนำเมล็ดพันธุ์จากต้นแก่ มาแช่น้ำ 2 คืน แล้วเพาะในดิน เมื่อลำต้นแตกออกสูง 1-2 ฟุต จึงนำไปปลูกบนที่ดอยได้ ส่วนการปักชำจะเลือกนำกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ปลอดโรค ไปชำลงในถุงบรรจุวัสดุเพาะชำขนาด 4×6 นิ้ว ต้นก็เจริญเติบโตได้ ทั้งนี้ เกษตรกรผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ น่าน และเชียงราย หรือศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (เกษตรที่สูง) จ.เชียงใหม่ พะเยา และเชียงราย

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง อากาศชื้นเสี่ยงเจอโรคใบไหม้มันฝรั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389319

x

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง อากาศชื้นเสี่ยงเจอโรคใบไหม้มันฝรั่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศเย็น มีความชื้น มีหมอกลงจัด และอาจมีฝนตกระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบไหม้ สามารถพบได้ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น มักพบแสดงอาการของโรคที่ใบล่างก่อน โดยอาการเริ่มแรกด้านบนใบเป็นจุดแผลฉ่ำน้ำสีเขียวหม่น

คล้ายถูกน้ำร้อนลวกต่อมาจุดกลางแผลขยายเป็นแผลแห้งขนาดใหญ่สีน้ำตาล ขอบแผลฉ่ำน้ำสีดำ เมื่อพลิกดูด้านใต้ใบในบริเวณตรงกัน บริเวณขอบแผลจะพบละอองน้ำเล็กๆ สีขาวใสติดอยู่ และแผลขยายลุกลามออกไปจนทำให้ใบไหม้แห้งเป็นสีน้ำตาลในที่สุด

กรณีสภาพแวดล้อมเหมาะสม คือ อากาศเย็นมีความชื้นสูง หรือในสภาพที่มีหมอกลงจัด โรคใบไหม้จะลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังต้นอื่นๆ ทำให้มองเห็นใบมันฝรั่งไหม้แห้งกระจายเป็นหย่อมในแปลง ส่วนลำต้นและกิ่งก้านที่พบอาการของโรค แผลมีสีน้ำตาลหรือสีดำ หากระบาดรุนแรง จะทำให้ลำต้นหรือกิ่งหักพับและแห้งตายอย่างรวดเร็ว ถ้าโรคเข้าทำลาย ที่หัวจะทำให้หัวมันฝรั่งเน่าเสียได้

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบต้นที่แสดงอาการของโรคให้ถอนต้นแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 20-30กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซมอกซานิล+แมนโคแซบ 8%+64% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม 64% + 4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรวาลิคาร์บ + โพรพิเนบ 5.5% + 61.3%ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งบนใบและใต้ใบ พ่นทุก 5-7 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และควรใช้สารสลับชนิดกัน เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อราสาเหตุโรค ส่วนการให้น้ำควรงดให้น้ำในตอนเย็นและการให้น้ำที่มากเกินไป

สำหรับในแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้น ให้ไถพรวนดินและตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ และใส่ปูนขาวเพื่อจะช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก เกษตรกรควรใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ อีกทั้งควรปรับระยะปลูกไม่ให้แน่นเกินไป เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรเมื่อใช้ในแปลงที่มีการระบาดแล้ว ควรนำมาล้างทำความสะอาดและผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำกลับไปใช้ในแปลงทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน

ไทยส่งผู้เชี่ยวชาญช่วยเขมร พัฒนาความสามารถผู้ตรวจประเมินกรมรับรองงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389323

x

ไทยส่งผู้เชี่ยวชาญช่วยเขมร พัฒนาความสามารถผู้ตรวจประเมินกรมรับรองงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไทยส่งทีม Training เทคนิคด้านการรับรองระบบช่วยกัมพูชา ในกรอบความร่วมมือด้านความช่วยเหลือทางเทคนิคการรับรองระบบงาน

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช.เข้าร่วมประชุมหารือทวิภาคี กับกรมรับรองระบบงาน กระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ประเทศกัมพูชา ภายใต้บันทึกความเข้าใจด้านความช่วยเหลือทางเทคนิค ด้านการรับรองระบบระหว่างมกอช. และกรมรับรองระบบงาน กระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ประเทศกัมพูชา เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน  ความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคต่างๆของกิจกรรมภายใต้บันทึกความเข้าใจ(MOU) ฉบับนี้ รวมถึงหารือร่วมกันในกิจกรรมเร่งด่วนที่ทางกรมรับรองระบบงานกัมพูชา ต้องการความช่วยเหลือจากมกอช.

ทั้งนี้ ผลการประชุมหารือร่วมกัน มกอช.ให้การสนับสนุนช่วยเหลือด้านการพัฒนาความสามารถผู้ตรวจประเมินของกรมรับรองระบบงาน กัมพูชา ในมาตรฐาน ISO/IEC17065, 17021 และสนับสนุนผู้ตรวจประเมินของมกอช. นำทีมตรวจประเมิน หน่วยรับรองและเตรียมการความพร้อมด้านระบบเอกสารในการยื่นขอ Peer Evaluation จาก PAC โดยมีแผนดำเนินการในระยะ 2 ปี (2562-2563)

กรมรับรองระบบงาน (Departmentof Accreditation : DA)  เป็นหน่วยงานใหม่ ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับรองระบบงาน (Accreditation Body) ของประเทศกัมพูชา ซึ่งมีความต้องการให้การรับรองระบบงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารเป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคและสากล แต่ยังขาดความพร้อมในด้านระบบบริหารงานคุณภาพและบุคลากร โดยเฉพาะผู้ตรวจประเมิน จึงได้ร้องขอให้มีความช่วยเหลือทางเทคนิควิชาการในรูปแบบบันทึกความเข้าใจ ( MOU) ระหว่างมกอช. กับ กรมรับรองระบบงาน กระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรม

“บันทึกความเข้าใจ ( MOU)ดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) และผ่านการพิจารณาจากกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ว่าสามารถจัดทำความร่วมมือได้ เป็นไปตามเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรี (เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2558) โดยไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่กระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิในพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่อาจทำให้ไทยสูญเสียผลประโยชน์ โดยบันทึกความเข้าใจ(MOU) นี้  ได้ลงนามร่วมกัน เมื่อวันที่ 6มีนาคม 2560 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ลำไยแปรรูป : นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบด้านการแปรรูปลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง และผลไม้อบแห้งที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยเยี่ยมชมกระบวนการแปรรูปในโรงแปรรูป ณ ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน เมื่อเร็วๆ นี้

ปศุสัตว์ดันศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์ ส่งขายตปท.-ขยายบริการผสมเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389325

x

ปศุสัตว์ดันศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์ ส่งขายตปท.-ขยายบริการผสมเทียม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ ผลักดันศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์ให้ได้มาตรฐาน จำหน่ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมขยายการให้บริการผสมเทียมครอบคลุมทั่วประเทศ ให้เกษตรกรเข้าถึงมากขึ้น

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์ โครงการหลวงอินทนนท์ ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ริเริ่มพัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคนม โคเนื้อโดยใช้เทคโนโลยีผสมเทียมตั้งแต่ปี 2499 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้นำเข้าพ่อโคพันธ์ุจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน สามารถปรับปรุงโคนม โคเนื้อของเกษตรกร และเพิ่มมูลค่าให้แก่ปศุสัตว์ของประเทศไทยได้อย่างทั่วถึง กรมปศุสัตว์จึงได้มีการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์ขึ้น เพื่อวิจัยและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์พ่อพันธุ์โคเนื้อโคนมพันธุ์ดีเยี่ยมที่ผ่านการทดสอบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะโคสายพันธุ์ยุโรป ซึ่งมีศักยภาพสูงในการปรับปรุงพันธุ์ปศุสัตว์ของประเทศไทย รวมทั้งวิจัยและพัฒนาการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งให้มีประสิทธิภาพสูงตลอดปี

นายลักษณ์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีศูนย์วิจัยและผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ 3 แห่ง ได้แก่ โครงการหลวงอินทนนท์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และลำพญากลาง โดยจะผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์โค ทั้งโคเนื้อและโคนม ในส่วนของโครงการหลวงอินทนนท์นั้นส่วนใหญ่จะเป็นพ่อพันธุ์โคเนื้อจากต่างประเทศ และพ่อพันธุ์ที่ต้องการอากาศเย็น ซึ่งทั้ง 3 ศูนย์ฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มและศูนย์ผลิตน้ำเชื้อมาตรฐาน โดยมีพ่อโครวมทั้งสิ้น 111 ตัว (โคนม 73 ตัว และโคเนื้อ 38 ตัว) ศูนย์ฯ มีกำลังการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งรวม 974,000 โด๊สต่อปี แบ่งเป็น 1.น้ำเชื้อโคนม 570,000 โดส และ 2. น้ำเชื้อโคเนื้อ 404,000 โดส

ทั้งนี้ ภาพรวมการผสมเทียมโคนมในประเทศไทยนั้น มีจำนวนโคนมในประเทศ ประมาณ 560,000 ตัว อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ที่สามารถผสมได้ 400,000 ตัว ได้รับบริการผสมเทียมร้อยละ 99 และมีปริมาณการใช้น้ำเชื้อแช่แข็งของกรมปศุสัตว์ 400,000 โดสต่อปี ส่วนจำนวนโคเนื้อเพศเมีย (วัยเจริญพันธุ์) มีประมาณ 1.66 ล้านตัว ได้รับบริการผสมเทียมประมาณ 600,000 ตัว และมีปริมาณการใช้น้ำเชื้อแช่แข็งของกรมปศุสัตว์ 400,000 โดสต่อปี

สำหรับแนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมเพื่อรองรับ FTA กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ จะผลักดันเรื่องการรองรับมาตรฐานศูนย์ผลิตน้ำเชื้อเอกชนเพื่อกระตุ้นให้เอกชนผลิตน้ำเชื้อคุณภาพดีเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริการผสมเทียมให้ดีขึ้น และส่งเสริมการส่งออกน้ำเชื้อไปจำหน่ายยังต่างประเทศ รวมทั้งดำเนินการด้านกฎหมายในศูนย์ผลิตน้ำเชื้อที่ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมเพิ่มศักยภาพห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำเชื้อของกรมปศุสัตว์ให้ได้รับมาตรฐานสากล (ISO17025 ภายในปี 2563) อีกทั้งสนับสนุนงบประมาณในการเพิ่มหน่วยผสมเทียม และเพิ่มการให้บริการผสมเทียมของกรมปศุสัตว์ในพื้นที่ต่างๆ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ให้เกษตรกรเข้าถึงบริการได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนผลักดันการจำหน่ายน้ำเชื้อของกรมปศุสัตว์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ตั้งเป้าพัฒนาศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่ว 195แห่ง32จว.แก้ปัญหาขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389321

x

ตั้งเป้าพัฒนาศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่ว 195แห่ง32จว.แก้ปัญหาขาดแคลน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่าศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วชุมชน เป็นโครงการที่ตั้งขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่ดีของพืชตระกูลถั่ว โดยสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันผลิตเมล็ดพันธุ์ดีภายใต้คำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีในชุมชน สร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรให้หันมาปลูกพืชตระกูลถั่วเพิ่มมากขึ้น และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชตระกูลถั่วแก่เกษตรกร ตลอดจนเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้า

ทั้งนี้ ภายในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรมีแผนที่จะจัดตั้งและพัฒนาศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วชุมชน จำนวน195 ศูนย์ ในพื้นที่ 32 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ ชัยนาท ลพบุรี อุทัยธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ เลย ศรีสะเกษ สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี พะเยา ยโสธร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ และจังหวัดมหาสารคาม โดยมีเป้าหมายการผลิต ถั่วเหลือง 360 ตัน ถั่วเขียว 142 ตัน และถั่วลิสง 456 ตัน สามารถรองรับพื้นที่ปลูกได้กว่า 75,200 ไร่

กรมส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการส่งเสริมศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วชุมชน โดยอาศัย จัดเวทีถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรสมาชิกศูนย์ฯ ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่ว และการบริหารจัดการศูนย์ฯ ให้เข้มแข็ง การจัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่ว และการจัดทำแปลงส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่ว

ซอกแซกอาเซียน : ซอกแซกอาเซียน(3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389326

566101

ซอกแซกอาเซียน : ซอกแซกอาเซียน(3)

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมกำลังพูดถึงการช่วยเหลือขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ แอปเตอร์ ที่ว่ามีอยู่ 3 รูปแบบ คือ แบบที่ 1และ 2 เป็นการซื้อขายข้าวเพื่อการบริโภคช่วยเหลือประเทศขาดแคลน ซึ่งอธิบายไปแล้วคร่าวๆ ในฉบับก่อน คราวนี้จะมาพูดถึงรูปแบบที่ 3 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบแจกฟรี ว่าที่ผ่านมามีความเป็นไปอย่างไรบ้าง

อยากจะพูดเสียเลยครับว่า ตั้งแต่ตั้งแอปเตอร์มา 7 ปี กิจกรรมของแอปเตอร์เราก็เข้มข้นอยู่เฉพาะรูปแบบนี้แหละครับ และเกือบทั้งหมดอย่างต่อเนื่องสำหรับประเทศผู้บริจาคข้าว ก็คือ ประเทศญี่ปุ่น จะมีประเทศอื่นๆ ที่ร่วมบริจาคอยู่บ้างก็ตอนที่เกิดพายุใหญ่ไห่เยี่ยนที่พัดถล่มตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อหกปีกว่า ซึ่งตอนนั้นประเทศไทยเราก็ได้ร่วมเป็นผู้บริจาคด้วย และก็กลายเป็นประเทศที่หมัดหนัก แม้นานๆต่อยที กล่าวคือ บริจาคคราวเดียวมากถึง 5,000 ตัน ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็มี เช่น จีนมาเลเซีย ส่วนในตอนหลังๆ ระยะปีสองปีมานี้เกาหลีใต้ ได้เริ่มเข้ามาร่วมเป็นผู้บริจาคด้วย

การบริจาคข้าวในรูปแบบที่ 3 นี้ ความจริงคนที่ออกแบบวิธีการเขาก็คงเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน กรณีเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น เพราะในยามนั้นประชาชนต้องเผชิญกับความอดอยาก ขาดแคลนอาหาร (ข้าว) บริโภค การจะรอให้เกิดภัยก่อนแล้ว จึงเริ่มกระบวนการเสาะแสวงหาประเทศผู้บริจาค ในทางปฏิบัติ ต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะกว่าแอปเตอร์จะส่งหนังสือเวียนไปขอความอนุเคราะห์ กว่าที่ประเทศต่างๆ จะพิจารณา รวมทั้งกระบวนภายในจัดหาเงิน หาข้าว รวมทั้งการจัดส่งข้าวไปยังประเทศประสบภัยที่ต้องใช้ทางเรือเดินสมุทรอย่างเดียว กินเวลานานมาก ทั้งยังต้องผ่านขั้นตอนด้านภาษีนำเข้าส่งออกทางศุลกากรอีก จากที่เคยประสบมาใช้เวลายาวนานถึง 6 เดือน สถานการณ์แบบนี้ พูดภาษาชาวบ้านคือ ไม่ทันกินแน่นอน จึงมีการคิดวิธีแก้ไข ซึ่งนอกเหนือจากการพยายามลดขั้นตอนต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ก็มีการกำหนดวิธีพิเศษ คือ ให้บริจาคข้าวล่วงหน้าได้ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า pre-positioned stockpiled rice ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่าแบบแรกมากทีเดียว เพราะเป็นการบริจาคและขนส่งข้าวไปเก็บไว้ในโกดังในประเทศที่คาดว่าจะเกิดภัยธรรมชาติล่วงหน้า ซึ่งย่อมจะสามารถนำเอาข้าวที่เก็บไว้นั้นออกมาแจกจ่ายได้ทันทีเมื่อประเทศนั้นประสบภัยพิบัติ ประเทศญี่ปุ่นได้ใช้วิธีบริจาคล่วงหน้านี้มาแต่ยุคเริ่มต้น ขณะที่เกาหลีใต้ได้เริ่มเข้ามาใช้วิธีเดียวกันในระยะสองสามปีมานี้ ทั้งนี้ ปริมาณการบริจาคข้าวล่วงหน้าก็อยู่ที่ ปีละ 500-1,000 ตัน

ถามว่า แล้วที่นำเอาข้าวบริจาคไปเก็บไว้ในโกดังของประเทศใดๆ จะถือว่าข้าวเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศนั้นเลยหรือไม่ เพราะหากประเทศข้างเคียงเกิดภัยพิบัติขึ้นมาก่อน จะขนเอาข้าวที่เก็บไว้นั้นไปช่วยเหลือได้หรือไม่ คำตอบ คือ ตามระเบียบแอปเตอร์ ปกติข้าวที่บริจาคนั้น ก่อนที่คณะมนตรีแอปเตอร์อนุมัติให้แจกจ่ายในประเทศใด ข้าวนั้นถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของแอปเตอร์ ไม่ใช่เป็นของประเทศผู้เก็บรักษาในโกดัง ดังนั้น เมื่อเกิดกรณีข้างต้น ข้าวที่เก็บไว้ก็อาจถูกนำไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในประเทศอื่นๆ ได้ คำถามมีตามมาอีก คือ แล้วค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาหรือขนส่งเพิ่มเติมใครจ่ายล่ะ เพราะผมเก็บข้าวไว้ แต่เวลาเกิดภัยกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย ตอบว่า ตามระเบียบ ประเทศผู้ได้ประโยชน์ หรือ ที่ประสบภัยและได้ข้าวไปแจกประชาชนนั่นเองที่จะต้องเป็นผู้จ่าย ก็นับว่าเป็นธรรมดีครับ สำหรับการกำหนดแบบนี้ แต่ก็ยังมีอีกครับ ที่มีกรณีปลีกย่อยเกิดขึ้นอีก เช่น ข้าวที่ส่งไปเก็บไว้นั้น ต้องเก็บไว้นานเท่าใด ยิ่งเก็บนานยิ่งเสียค่าใช้จ่ายมาก หรือ ข้าวเสื่อมสภาพลงไปจนบริโภคเป็นอาหารไม่ได้ หรือกรณีเก็บไว้ที่หนึ่งแต่เกิดภัยอีกที่หนึ่ง ขณะที่เงินค่าโลจิสติกส์ต่างๆ ก็ไม่มี จะมีทางออกอย่างไร ขอยกไปคุยในฉบับหน้าอีกสักฉบับก็แล้วกันครับ สวัสดีครับ

‘ชาญพิทยา ฉิมพาลี’

‘รมว.กษ.’ควง’อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นที่ติดตามโครงการสถานที่พักพิงสัตว์-โรงพยาบาลสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389344

'รมว.กษ.'ควง'อธิบดีปศุสัตว์'ลงพื้นที่ติดตามโครงการสถานที่พักพิงสัตว์-โรงพยาบาลสัตว์

‘รมว.กษ.’ควง’อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นที่ติดตามโครงการสถานที่พักพิงสัตว์-โรงพยาบาลสัตว์

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 18.35 น.

16 ม.ค.62 เมื่อเวลา 13.30 น.ที่โครงการก่อสร้างสถานพักพิงสัตว์ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ไปตรวจราชการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายธีระ อนันต์วรปัญญา ปศุสัตว์เขต 5 , นายสุรเดช สมิเปรม เลขานุการกรม , นายอรรถชา กัมปนาถแสนยากร นายอำเภอดอยสะเก็ด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการสถานที่พักพิงสัตว์และโรงพยาบาลสัตว์ เพื่อให้ความช่วยเหลือมูลนิธิ ดิ อาร์ค (animal rescue kingdom) อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

ผลการดำเนินงาน สรุปได้ดังนี้

–  ด้านการประปา ได้มีการวางระบบท่อประปาเรียบร้อยดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมใช้งานแล้ว

–  ด้านโทรคมนาคม ทีโอที มีการติดตั้งสายเคเบิ้ลคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการจัดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกในติดต่อสื่อสารภายในศูนย์พักพิงดังกล่าว

–  ด้านไฟฟ้าได้ดำเนินติดตั้งบางส่วนแล้วคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน4เดือนทั้งนี้ได้ปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์ด้วย

–  ด้านกรมชลประทาน ได้มีการขยายขนาดสะพานและได้สร้างสะพานใหม่กว้าง10เมตร เป็นสะพานเข็มตอกเพื่ออำนวยความสะดวกในการคมนาคมให้ดียิ่งขึ้นคาดการว่าสิ้นเดือนมีนาคมจะดำเนินการแล้วเสร็จ

–  ด้านการก่อสร้างสถานพักพิงสัตว์ฯได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้แบบการก่อสร้างสถานพักพิงสัตว์ของกรมปศุสัตว์เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 ทั้งนี้ได้ผู้รับจ้างทำงานเรียบร้อย จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างคอกสัตว์4คอกสถานที่เก็บอาหารสัตว์และบ้านพักเจ้าหน้าที่ คอกโชว์สัตว์และสถานพยาบาลสัตว์คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้หลังจากศูนย์พักพิงและโรงพยาบาลสัตว์สร้างเสร็จแล้ว ซึ่งคาดว่าสามารถช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทารุณกรรมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นที่พึ่งของสัตว์ด้อยโอกาส และช่วยเหลือและสร้างความเข้าใจ ให้แนวทางในการช่วยเหลือตัวเองและดูแลสัตว์ในชุมชนได้มากขึ้น

โดย รมว.กษ.ได้เร่งติดตามให้ดำเนินการในระบบและการบริการต่างๆ ให้เรียบร้อย ได้แก่ การสร้างถนนและสะพาน เอกสารสิทธิ์ (โฉนดที่ดิน) ระบบไฟฟ้าให้ประชาชนได้ประโยชน์ด้วย ระบบประปา การคมนาคมโทรศัพท์ และการก่อสร้าง ให้การดำเนินการทุกอย่างรวดเร็ว โปร่งใส ถูกต้อง และดำเนินการอย่างคุ้มค่าโดยยึดถือประโยชน์ส่วนรวมและประชาชน