‘ไข่ไก่ไทย’โกอินเตอร์ สิงคโปร์เพิ่มโควตานำเข้าเดือนละ10ล้านฟอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389299

‘ไข่ไก่ไทย’โกอินเตอร์ สิงคโปร์เพิ่มโควตานำเข้าเดือนละ10ล้านฟอง

‘ไข่ไก่ไทย’โกอินเตอร์ สิงคโปร์เพิ่มโควตานำเข้าเดือนละ10ล้านฟอง

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 17.09 น.

“ไข่ไก่ไทย” โกอินเตอร์ สิงคโปร์เพิ่มโควตานำเข้าไข่ไก่สดไทยอีก 10.8 ล้านฟองต่อเดือน หลังกรมปศุสัตว์ เจรจาสิงคโปร์มาตรวจรับรองฟาร์มไก่ไข่เพื่อส่งออกเพิ่มได้สำเร็จอีก 1 ฟาร์ม

16 ม.ค.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า หน่วยงานอาหาร สัตวแพทย์และการเกษตรประเทศสิงคโปร์ หรือ Agri-food & Veterinary Authority of Singapore (AVA) ได้แจ้งกรมปศุสัตว์ว่าทางการสิงคโปร์ให้การรับรองฟาร์มไก่ไข่เพิ่มอีก 1 แห่ง โดยสามารถส่งออกไข่ไก่จากฟาร์มที่รับรองไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ตั้งแต่ 11 ม.ค.62

ทั้งนี้ การตรวจรับรองในครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรมปศุสัตว์ได้เจรจาและส่งหนังสือเชิญคณะเจ้าหน้าที่จาก AVA มาตรวจรับรองฟาร์มไก่ไข่ และโรงคัดไข่ ระหว่างวันที่ 6 – 8 ม.ค.62 ซึ่งผลการตรวจประเมิน ทางการสิงคโปร์พบว่ามีระบบการจัดการด้านมาตรฐานฟาร์ม และการควบคุมระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นไปตามมาตรฐานกรมปศุสัตว์และสอดคล้องกับข้อกำหนดของสิงคโปร์ หน่วยงาน AVA จึงให้การรับรองฟาร์มไก่ไข่เพิ่มเติม จำนวน 1 แห่ง โดยให้โควตาส่งออก 10.8 ล้านฟองต่อเดือน ตามกำลังการผลิตของฟาร์ม นอกจากนี้ ทางการสิงคโปร์ได้แจ้งเพิ่มเติมว่ามีแผนส่งเจ้าหน้าที่ AVA เดินทางมาตรวจรับรองฟาร์มไก่ไข่เพิ่มเติมอีกในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันตลาดการส่งออกสินค้าไข่ไก่สดของไทยมากกว่า 80% คือประเทศฮ่องกง โดยในปี 2561 ประเทศไทยมีการส่งออกไข่ไก่สดทั้งสิ้นปริมาณ 19,730 ตัน (335ล้านฟอง) คิดเป็นมูลค่า 885 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการส่งออกไข่ไก่สดในปี 2560 ซึ่งสามารถส่งออกได้ปริมาณ 11,930 ตัน (203ล้านฟอง)คิดเป็นมูลค่า 596 ล้านบาท

ในช่วงปี 2560 ประเทศไทยสามารถเจรจาขยายและเปิดตลาดการส่งออกไข่ไก่สดไปยังประเทศคู่ค้าอื่นได้เพิ่มเติม ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลีและสิงคโปร์ สำหรับประเทศสิงคโปร์ในปี 2561 มีการส่งออกไข่ไก่สด ปริมาณ 789 ตัน(13.4ล้านฟอง) คิดเป็นมูลค่า 37 ล้านบาท การเปิดขยายการรับรองและเพิ่มโควตาส่งออกของสิงคโปร์ในครั้งนี้ ถือเป็นผลดีต่อภาพรวมของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ทำให้เพิ่มช่องทางระบายผลผลิตไข่ไก่สดได้มากขึ้นเมื่อเกิดกรณีที่มีปริมาณผลผลิตล้นตลาดในประเทศ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า นายกฤษฎา​ บุญ​ราช​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ​ มีนโยบายให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยไข่ไก่สดเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่มีราคาตกต่ำ เนื่องจากปริมาณผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาด และกรมปศุสัตว์ได้ออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหา ภายใต้แผนปฏิบัติการ “PS Support” เพื่อปรับสมดุลปริมาณการผลิตให้สอดคล้องความต้องการของตลาด รวมถึงผลักดันการส่งออกไข่ไก่สดไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ

กรมชลฯคุมความเค็ม’แม่น้ำบางปะกง’ป้องน้ำทะเลรุกล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389293

กรมชลฯคุมความเค็ม'แม่น้ำบางปะกง'ป้องน้ำทะเลรุกล้ำ

กรมชลฯคุมความเค็ม’แม่น้ำบางปะกง’ป้องน้ำทะเลรุกล้ำ

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 16.54 น.

16 ม.ค.62 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้ลดการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำสียัด อ่างเก็บน้ำคลองระบม และอ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล ลงสู่แม่น้ำบางปะกง โดยกรมชลประทานเร่งดำเนินการแผนควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกงได้ผล ไม่เกิดปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรที่เคยสร้างความเสียหายแก่เกษตรกร เนื่องจากในช่วงฤดูแล้งนี้ ได้มีการจัดการบริหารประตูระบายน้ำบางขนาก ต.บางขนาก อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ระยะทาง 124 กิโลเมตร จากปากแม่น้ำ คุมค่าความเค็มไม่ให้เกิน 1 กรัมต่อลิตร ซึ่งวัดระดับเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ได้เพียง 0.09 กรัมต่อลิตร

สำหรับแม่น้ำปราจีนบุรี จุดควบคุมความเค็มจะอยู่ที่ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ระยะทาง 186 กิโลเมตร จากปากแม่น้ำ ซึ่งจะควบคุมค่าความเค็มไม่ให้เกิน 1 กรัมต่อลิตร จนถึงวันที่ 31 มี.ค.เพื่อให้การประปาส่วนภูมิภาค สาขาปราจีนบุรี และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ใช้น้ำจากแม่น้ำผลิตประปาได้ ปัจจุบันวัดค่าความเค็มได้ 0.12 กรัมต่อลิตร

สถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกง อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ จึงลดการระบายน้ำจาก 3 เขื่อน เพื่อคืนสภาพน้ำในแม่น้ำบางปะกงให้เป็นตามธรรมชาติ และสำรองน้ำไว้ใช้ช่วงจำเป็น

ส่องเกษตร : เมื่อความเปลี่ยนแปลงไล่ล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389110

449007

ส่องเกษตร : เมื่อความเปลี่ยนแปลงไล่ล่า

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อไม่นานมานี้ ด้วยภาระหน้าที่ผมได้ออกเดินทางไปแถวๆกรุงเก่า เมืองมรดกโลกที่มีความย้อนแย้งสูงมาก เมื่อมีโอกาสผมมักจะเอ่ยปากเสมอว่า การเปลี่ยนอยุธยาให้เป็นเขตอุตสาหกรรม เป็นวิธีคิดที่ขาดไปในหลายๆมิติ และมันก็สะท้อนกลับมาอย่างรุนแรง คนกรุงเก่าจริงๆ เริ่มจะอยู่ที่กรุงเก่าไม่ได้แล้ว สังคมเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน ผู้คนหลากหน้าหลายตาเข้ามาในกรุงเก่า และจากไปพร้อมผลประโยชน์ เหลือเพียงซากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคนแปลกหน้าเท่านั้น ตัวเลข GDP กับดัชนี้วัดความสุข ไม่ได้แปรผันตามกัน

เส้นทางถนนพหลโยธิน ตั้งแต่รังสิต ยาวไปนวนคร เลี้ยวซ้ายเข้าเขตอยุธยา พื้นที่นาหายไปเกือบหมดแล้ว กลายเป็นย่านโรงงานอย่างเต็มรูปแบบ ผู้คนหลายเชื้อชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว การออกเดินทางช่วงเช้าจะพบเห็นขบวนรถบัสโดยสารขนาดใหญ่รับ-ส่งพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ รถติดไม่แพ้เมืองกรุงเช่นกัน ในขณะที่เส้นทางเข้ากรุงเทพฯ ช่วงเวลาเช้ามืด จะเป็นขบวนรถขนส่งพืชผลทางการเกษตร เพื่อนำเข้ามาจำหน่ายยังตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง ในขณะที่เมื่อครั้นอดีตจะต้องไปส่งถึงปากคลองตลาด หรือตลาดมหานาค วิธีขนส่งพืชผลทางการเกษตรเหล่านี้ ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าที่ควร ยังคงขนส่งตะกร้า ใส่ถุงพลาสติก หรือวางเรียงกองมา ขึ้นกับชนิดของพืชผลการเกษตรเหล่านั้น ก่อนที่จะจำหน่ายออกไปยังตลาดอื่นๆ ต่อไปความฝันของผมที่จะเห็นการตัดแต่งพืชผลทางการเกษตรอย่างถูกสุขอนามัย มีระบบการขนส่งที่รักษาคุณภาพของสินค้าเหล่านั้น พร้อมจำหน่ายให้กับผู้บริโภค คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะครอบคลุมทุกตลาด แต่ผมยังรู้สึกดีเสมอเมื่อได้ซื้อพืชผักผลไม้ที่ผ่านกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวที่มีคุณภาพ อารมณ์และรสชาติของพืชผักผลไม้ที่สัมผัสมันต่างกันจริงๆ เห็นความตั้งใจและความใส่ใจอยู่ในนั้น ไม่ใช่การบริโภคเพื่อให้ได้ชื่อว่าบริโภคแล้วเท่านั้นเราไม่มีทางเลือก หรือเราเลือกไม่ได้ การจะได้เลือกคงต้องเพิ่มต้นทุนอีกใช่หรือไม่

ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าพืชผลทางการเกษตรที่ขนๆ กันเข้ามาในตลาดค้าส่งหลักๆ นั้นเมื่อมาถึงก็ต้องมีการตัดแต่ง คัดแยก บรรจุใหม่ เรียกได้ว่าขนมาทิ้งกันก็ว่าได้ ทำไมถึงไม่จัดการกระบวนการเหล่านี้ตั้งแต่ในแหล่งผลิต พื้นที่บรรทุกก็จะเพิ่มขึ้น ไม่ต้องขนมาทิ้งกันอีก รวมทั้งยังคงคุณภาพความสดใหม่ของพืชผลเหล่านั้นจนถึงมือผู้บริโภค เศษซากที่เหลือก็ยังสามารถนำกลับไปเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ผลิตได้อีก ไม่สิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ อย่างไรเสียของเสียที่คัดแยกตัดแต่งในตลาดค้าส่งเหล่านี้ ก็ถูกผลักให้เป็นภาระของผู้บริโภคอยู่แล้ว เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตใช่ว่าจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ผมชื่นชมกับระบบการผลิตทางการเกษตรที่เกษตรกรขายตรงให้กับผู้บริโภคมาก มีกลุ่มผู้บริโภคหลายกลุ่มที่ต้องการผลผลิตทางการเกษตรที่พวกเขาเชื่อมั่นต่อคุณภาพของผลผลิต บริโภคได้อย่างสนิทใจ สิ่งที่ขาดคือตัวเชื่อมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตกับผู้บริโภคทำอย่างไรถึงจะมาจับมือกันได้ เริ่มจากวงเล็กๆของใครของมัน ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ ยิ่งระบบการค้าขาย online พัฒนาขึ้นเท่าใด การเชื่อมโยงกันน่าจะง่ายเข้า มีกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เรียกกันว่า Young Smart Farmer พยายามเชื่อมระบบเหล่านี้เข้าหากันซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านพระราชทานแนวทางการพัฒนาดังกล่าวมานานมาแล้วรูปแบบดังกล่าว คือ โครงการหลวง นั่นเอง

ณ จุดนั้น จะกลายเป็นจุดจบของพ่อค้าคนกลาง คุณภาพและมาตรฐานการผลิตจะเกิดขึ้นด้วยระบบความไว้วางใจกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ตลาดเสมือนจะเป็นของจริง ถึงเวลาเมื่อความเปลี่ยนแปลงไล่ล่า

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ประมงพานฯ เชียงราย’ สร้างอาชีพมั่นคงด้วยระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389115

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ประมงพานฯ เชียงราย’ สร้างอาชีพมั่นคงด้วยระบบสหกรณ์

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ประมงพานฯ เชียงราย’ สร้างอาชีพมั่นคงด้วยระบบสหกรณ์

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่ออาชีพการเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ อ.พาน จ.เชียงราย รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงอื่นๆ ทำให้มีการเลี้ยงปลานิลเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างอำนาจการต่อรองทางการตลาดกับพ่อค้าคนกลาง จึงได้เกิดการรวมตัวกันก่อตั้ง สหกรณ์ประมงพาน จำกัด ขึ้น เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2543 โดยดำเนินงานตามหลักการ และวิธีการสหกรณ์

นางสาวกาญจนา คำพุฒ ประธานกรรมการสหกรณ์ประมงพาน จำกัด เล่าว่า การรวมกลุ่มเลี้ยงปลาของเกษตรกรในช่วงแรก ยังไม่มีระบบของตลาด ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองราคา จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งสหกรณ์ประมงพาน จำกัด ขึ้นมา โดยใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาช่วยในการวางแผน วางนโยบาย ในการร่วมกันซื้ออาหารเลี้ยงปลา และการร่วมกันขาย โดยสหกรณ์ฯ จะเป็นตัวกลางที่กำหนดราคาให้กับสมาชิก และจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้เลี้ยงปลาเอกชนอีก 7 กลุ่ม ในพื้นที่อำเภอพาน การซื้อขายปลาจะมีการตกลงกันเพื่อที่จะพยุงราคาปลานิลไม่ให้ตกต่ำ และจะมีรถของพ่อค้าที่ทางสหกรณ์ฯได้ติดต่อให้มารับซื้อปลานิลของสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม

สำหรับการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ในปัจจุบัน จะมุ่งเน้นความอยู่ดีกินดีของสมาชิกเป็นหลัก โดยให้คำปรึกษาและบริการสมาชิกในด้านการเลี้ยงปลานิลให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตั้งแต่การคัดเลือกลูกปลา การจัดหาอาหารมาให้ และการรวบรวมผลผลิต ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมาสหกรณ์ฯ ไม่เคยกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินทุนหรือสถาบันการเงินอื่น นอกจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้สหกรณ์ฯ ค่อยๆเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง และล่าสุด สหกรณ์ฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามโครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อจัดหาเครื่องบดผสมอาหาร ขนาด 150 กิโลกรัม/ชั่วโมง 1 เครื่อง ตู้นึ่งอาหารสเตนเลส 1 เครื่อง ตู้ช็อกอาหารเย็น/แข็ง ขนาด อุณหภูมิ-40 องศาเซลเซียส ความจุ 50-65 กิโลกรัม จำนวน 2 ตู้ ซึ่งการได้รับงบประมาณดังกล่าวทำให้สหกรณ์ฯสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตปลานิลให้มีคุณภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด

นอกจากนี้การรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ทำให้สามารถสั่งซื้ออาหารปลาจากโรงงานได้โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้ลดต้นทุนการเลี้ยงปลานิลได้มาก ขณะเดียวกัน ผลกำไรและผลประกอบการที่ได้ สหกรณ์ฯจะคืนไปให้สมาชิกในรูปของเงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนตอนสิ้นปีซึ่งเหมือนเป็นการเก็บออม หรือเป็นเงินออมของสมาชิกเพื่อนำไปลงทุนในกิจการการเพาะเลี้ยงปลานิลได้เพิ่มขึ้น หรือเป็นเงินออมให้กับลูกหลานเพื่อเป็นทุนการศึกษาหรือประกอบอาชีพในอนาคตได้อย่างมั่นคง

สหกรณ์ประมงพาน จำกัด จ.เชียงราย นับว่าเป็นสหกรณ์ประมงที่มีความเข้มแข็งอีกแห่งหนึ่ง และด้วยเทคนิคการเลี้ยงเฉพาะทำให้ปลามีน้ำหนักดี เนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นคาว จึงส่งผลให้สินค้าปลานิลของสมาชิกสหกรณ์

3หน่วยงานปูพรม22จว.ชายทะเล ตรวจประเมินเรือประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389114

x

3หน่วยงานปูพรม22จว.ชายทะเล ตรวจประเมินเรือประมง

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

3หน่วยงานปูพรม22จว.ชายทะเล

ตรวจประเมินเรือประมง

ยื่นขอออกนอกระบบ571ลำ

“ประมง-เจ้าท่า-สมาคมประมง”บูรณาการ ปูพรมลงตรวจประเมินการมีอยู่จริงของเรือประมงที่จะนำออกนอกระบบ ทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล ประเมินราคาเพื่อจ่ายค่าชดเชย

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการนำเรือออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืนเปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานรวบรวมข้อมูลสภาพเรือประมงในพื้นที่ 22 จังหวัดชายทะเล โดยในแต่ละจังหวัดจะประกอบไปด้วย คณะทำงานฯ 6 คน ได้แก่ ประมงจังหวัด  ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค  เจ้าพนักงานตรวจเรือ  ผู้แทนสมาคมประมง  หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง และนักวิชาการประมง ทำหน้าที่ประเมินสภาพเรือประมงในพื้นที่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะทำงานประเมินราคาฯ กำหนด ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเรือประมงทั้งภาพถ่าย เอกสาร เพื่อรายงานผลการประเมินเรือทั้งหมดส่งให้คณะทำงานประเมินราคาฯ ดำเนินการต่อไป  ล่าสุด คณะทำงานชุดดังกล่าวทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล เริ่มลงพื้นที่ตรวจประเมินสภาพความมีอยู่จริงของเรือ ที่แจ้งความประสงค์นำออกนอกระบบ กลุ่มที่ 1 ซึ่งในขณะนี้มีจำนวน 571 ลำ

สำหรับเกณฑ์ประเมินเพื่อรับค่าชดเชยในการนำเรือประมงออกนอกระบบนั้น จะประเมินจากโครงสร้างเรือ โดยเกณฑ์การให้น้ำหนักคะแนนแต่ละโครงสร้าง จะพิจารณาจากสภาพไม้และปริมาณไม้ที่ใช้ประกอบเป็นโครงสร้างแต่ละส่วน 4 ส่วนได้แก่ 1.เปลือกเรือ  2.พื้นเรือ – ดาดฟ้า 3.กงเรือ – กระดูกงู และ 4 เก๋งเรือ นอกจากนี้ เรือประมงดังกล่าวต้องแสดงหลักฐานรายละเอียดของเรือ อาทิ อัตลักษณ์ การตรึงพังงา สถานที่จอดเรือ เพื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายเมื่อปี 2558 หรือปี 2560 เพื่อยืนยันการมีอยู่จริงและป้องกันการสวมสิทธิ์ของเรือประมงที่จะนำออกนอกระบบ โดยการประเมินค่าชดเชย จะคำนวณจากราคาอ้างอิง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558

ทั้งนี้ การประเมินสภาพเรือประมงที่จะนำออกนอกระบบ จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 12 มกราคม จากนั้น คณะทำงานประเมินราคาฯจัดทำสรุปผลประเมินราคาเรือเป็นรายลำ และรวบรวมสรุปจำนวนเรือและราคาประเมิน เสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน และเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากเจ้าของเรือประมงที่ประสงค์นำเรือออกนอกระบบที่มีจุดจอดเรือ ณ จังหวัดต่างๆ เร่งติดต่อสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้ามีข้อสงสัยติดต่อศูนย์ประสานงานการนำเรือออกนอกระบบ โทร. 0-2561-0543 และสำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลทุกจังหวัด

หนาวนานทำข้าวโพดใบม่วง แนะใช้ปุ๋ยเกร็ดเป็นอาหารเสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389111

x

หนาวนานทำข้าวโพดใบม่วง แนะใช้ปุ๋ยเกร็ดเป็นอาหารเสริม

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป รวมทั้งพายุโซนร้อน “ปาบึก” (PABUK) บริเวณอ่าวไทยตอนล่าง มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 150 กิโลเมตร ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของจ.นครศรีธรรมราช หรือที่ละติจูด 7.9 องศาเหนือ ลองจิจูด 101.5 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้เคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช เย็นวันที่ 4 มกราคม ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ (ข้อมูล จากกรมอุตุนิยมวิทยา ณ วันที่ 4 มกราคม 2562 เวลา 07.00 น.)

หากมีอากาศหนาวเย็นเป็นระยะเวลานานๆ และอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลให้ข้าวโพดที่ปลูกในช่วงฤดูแล้งหลังนา เกิดอาการใบและลำต้นสีม่วง โดยจะแสดงอาการในระยะที่ข้าวโพดเริ่มงอกจนถึงอายุประมาณ 15-20 วัน เพราะอากาศหนาวจะทำให้ธาตุฟอสฟอรัสถูกตรึง และปลดปล่อยให้ข้าวโพดนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย ส่งผลให้ข้าวโพดชะงักการเจริญเติบโต แต่หากเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ข้าวโพดจะค่อยๆฟื้นตัว กลับมาเจริญเติบโตได้ตามปกติ ทั้งนี้ หากเกษตรกรเกิดความกังวลแนะนำให้ใช้ปุ๋ยเกร็ด สูตร 15-30-15 อัตราตามคำแนะนำ เพื่อเป็นอาหารเสริม ช่วยลำเลียงธาตุอาหารให้ข้าวโพดได้อีกทางหนึ่ง โดยฉีดพ่นทางใบ ตามช่วงเวลาฉีดพ่นที่เหมาะสมที่ดีที่สุดคือ16.00-19.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา อย่ากังวล กรมส่งเสริมการเกษตรจะคอยให้คำแนะนำ อยู่เคียงข้าง หรือหากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่เกษตรอำเภอ/จังหวัดใกล้บ้านท่าน

กษ.ดันศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อโคพันธ์ุ เพิ่มมูลค่าปศุสัตว์-สร้างมาตรฐานส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389113

x

กษ.ดันศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อโคพันธ์ุ เพิ่มมูลค่าปศุสัตว์-สร้างมาตรฐานส่งออก

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์ โครงการหลวงอินทนนท์ ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ได้ริเริ่มพัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคนม โคเนื้อโดยใช้เทคโนโลยีผสมเทียมตั้งแต่ปี 2499 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งกรมปศุสัตว์นำเข้าพ่อโคพันธุ์จากต่างประเทศมาใช้ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน สามารถปรับปรุงโคนม โคเนื้อของเกษตรกร และเพิ่มมูลค่าให้ปศุสัตว์ของประเทศไทยได้อย่างทั่วถึง กรมปศุสัตว์จึงดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์ขึ้น เพื่อวิจัยและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์พ่อพันธุ์โคเนื้อโคนมพันธุ์ดีเยี่ยมที่ผ่านการทดสอบจากต่างประเทศโดยเฉพาะโคสายพันธุ์ยุโรปซึ่งมีศักยภาพสูงในการปรับปรุงพันธุ์ปศุสัตว์ของประเทศไทย รวมทั้งวิจัยและพัฒนาการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งให้มีประสิทธิภาพสูงตลอดปี

นายลักษณ์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีศูนย์วิจัยและผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ 3 แห่ง ได้แก่ โครงการหลวงอินทนนท์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และลำพญากลาง โดยจะผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์โค ทั้งโคเนื้อและโคนม ในส่วนโครงการหลวงอินทนนท์นั้น ส่วนใหญ่เป็นพ่อพันธุ์โคเนื้อจากต่างประเทศ และพ่อพันธุ์ที่ต้องการอากาศเย็น ซึ่งทั้ง 3 ศูนย์ฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มและศูนย์ผลิตน้ำเชื้อมาตรฐาน โดยมีพ่อโครวมทั้งสิ้น 111 ตัว (โคนม 73 ตัว และโคเนื้อ 38 ตัว) ศูนย์ฯ มีกำลังผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งรวม 974,000 โดสต่อปี  แบ่งเป็น  1.น้ำเชื้อโคนม 570,000 โดส และ 2.น้ำเชื้อ โคเนื้อ 404,000 โดส

ทั้งนี้ ภาพรวมการผสมเทียมโคนมในประเทศไทยนั้น มีจำนวนโคนมในประเทศ ประมาณ 560,000 ตัว อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ที่สามารถผสมได้ 400,000 ตัว ได้รับบริการผสมเทียมร้อยละ 99 และมีปริมาณการใช้น้ำเชื้อแช่แข็งของกรมปศุสัตว์ 400,000 โดสต่อปี ส่วนจำนวนโคเนื้อเพศเมีย (วัยเจริญพันธุ์) มีประมาณ1.66 ล้านตัว ได้รับบริการผสมเทียมประมาณ 600,000 ตัว และมีปริมาณใช้น้ำเชื้อแช่แข็งของกรมปศุสัตว์ 400,000 โดสต่อปี

สำหรับแนวทางส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมเพื่อรองรับ FTA กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ จะผลักดันเรื่องการรองรับมาตรฐานศูนย์ผลิตน้ำเชื้อเอกชน เพื่อกระตุ้นให้เอกชนผลิตน้ำเชื้อคุณภาพดีเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริการผสมเทียมให้ดีขึ้น และส่งเสริมการส่งออกน้ำเชื้อไปจำหน่ายต่างประเทศ รวมทั้งดำเนินการด้านกฎหมายในศูนย์ผลิตน้ำเชื้อที่ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมเพิ่มศักยภาพห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำเชื้อของกรมปศุสัตว์ให้ได้รับมาตรฐานสากล (ISO17025 ภายในปี 2563) อีกทั้ง สนับสนุนงบประมาณในการเพิ่มหน่วยผสมเทียม และเพิ่มการให้บริการผสมเทียมของกรมปศุสัตว์ในพื้นที่ต่างๆให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ให้เกษตรกรเข้าถึงบริการได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนผลักดันการจำหน่ายน้ำเชื้อของกรมปศุสัตว์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

‘ปศุสัตว์’พร้อมรับคณะผู้แทนอียู ตรวจประเมินผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389146

'ปศุสัตว์'พร้อมรับคณะผู้แทนอียู ตรวจประเมินผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกส่งออก

‘ปศุสัตว์’พร้อมรับคณะผู้แทนอียู ตรวจประเมินผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกส่งออก

วันอังคาร ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562, 20.19 น.

15 ม.ค.62 ที่ห้องประชุม 2 ตึกชัยอัศวรักษ์ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมของโรงงานในการรับการตรวจประเมินจากเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ , ผอ.สพส. , ผอ.กสก. , ผอ.กรป. , ปศุสัตว์เขต 1 , 2 , 3 , 5 , 6 , 8 , ปศุสัตว์จังหวัด 11 จังหวัด , ผู้แทนจาก สตส. , สคบ. , สพส. , กรป. , อยส.และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย และผู้ประกอบการ 8 บริษัท รวมจำนวนทั้งสิ้น 90 ราย

เนื่องจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) มีกำหนดการเดินทางมาตรวจประเมินที่ไทย ใน 2 เรื่อง คือ 1.ระบบกำกับดูแลการผลิตเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ เน้นการตรวจติดตามโรงงาน และการรับรองระบบของ CA (Competent Authority) ให้เป็นตามระบบข้อกำหนดและระเบียบของ EU และ 2.การตรวจสารตกค้างและการกำกับดูแลการใช้ยาในสัตว์ (Residues) ในประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ระหว่างวันที่ 22 ม.ค. – 4 ก.พ.62

ทั้งนี้ จากการประชุมฯ ได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านระบบโรงงาน ผู้ประสานงาน ล่าม เอกสารวิชาการ ห้องวิเคราะห์ปฎิบัติการ สัตวแพทย์ประจำโรงงาน และการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกโรงงานได้เป็นระบบมาตรฐานเดียวกันสอดคล้องตามข้อกำหนด และระเบียบของ EU สร้างความเชื่อมั่นในการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกของไทยไปสหภาพยุโรปต่อไป

ไทยส่งทีมTrainingเทคนิคด้านการรับรองระบบกัมพูชา ด้านความช่วยเหลือทางเทคนิคด้านการรับรองระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388977

ไทยส่งทีมTrainingเทคนิคด้านการรับรองระบบกัมพูชา  ด้านความช่วยเหลือทางเทคนิคด้านการรับรองระบบ

ไทยส่งทีมTrainingเทคนิคด้านการรับรองระบบกัมพูชา ด้านความช่วยเหลือทางเทคนิคด้านการรับรองระบบ

วันอังคาร ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562, 11.55 น.

ไทยส่งทีมTrainingเทคนิคด้านการรับรองระบบกัมพูชา

ภายใต้กรอบความร่วมมือ ด้านความช่วยเหลือทางเทคนิคด้านการรับรองระบบ

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วม ประชุมหารือทวิภาคี กับกรมรับรองระบบงาน กระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรม เพื่อร่วมกันหารือในกิจกรรมเร่งด่วนที่ทางกรมรับรองระบบงานกัมพูชา ต้องการความช่วยเหลือจาก มกอช. ณ ประเทศกัมพูชา

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้เข้าร่วม ประชุมหารือทวิภาคี กับกรมรับรองระบบงาน กระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ประเทศ กัมพูชา ภายใต้บันทึกความเข้าใจด้านความช่วยเหลือทางเทคนิคด้านการรับรองระบบระหว่างสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมรับรองระบบงาน กระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ประเทศกัมพูชา  เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน  ความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคต่างๆ ของกิจกรรมภายใต้บันทึกความเข้าใจ ( MOU) ฉบับนี้ รวมถึงหารือร่วมกันในกิจกรรมเร่งด่วนที่ทางกรมรับรองระบบงาน กัมพูชา ต้องการความช่วยเหลือจาก สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)

ทั้งนี้ ผลการประชุมหารือร่วมกัน มกอช. ให้การสนับสนุนช่วยเหลือด้านการพัฒนาความสามารถผู้ตรวจประเมินของกรมรับรองระบบงาน กัมพูชา ในมาตรฐาน ISO/IEC17065, 17021 และสนับสนุนผู้ตรวจประเมินของ มกอช. นำทีมตรวจประเมิน หน่วยรับรอง และเตรียมการความพร้อมด้านระบบเอกสารในการยื่นขอ Peer Evaluation จาก PAC โดยมีแผนดำเนินการในระยะ 2 ปี (2562-2563)

เลขาธิการ กล่าวต่อไปว่า กรมรับรองระบบงาน (Department of Accreditation : DA)  เป็นหน่วยงานใหม่ ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับรองระบบงาน (Accreditation Body) ของประเทศกัมพูชา ซึ่งมีความต้องการให้การรับรองระบบงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารเป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคและสากล แต่ยังขาดความพร้อมในด้านระบบบริหารงานคุณภาพและบุคลากร โดยเฉพาะผู้ตรวจประเมิน จึงได้ร้องขอให้มีความช่วยเหลือทางเทคนิควิชาการในรูปแบบบันทึกความเข้าใจ ( MOU) ระหว่าง มกอช. กับ กรมรับรองระบบงาน กระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรม

บันทึกความเข้าใจ ( MOU) ดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) และผ่านการพิจารณาจากกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ว่าสามารถจัดทำความร่วมมือได้ เป็นไปตามเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรี (เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2558) โดยไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่กระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิในพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่อาจทำให้ไทยสูญเสียผลประโยชน์ โดยบันทึกความเข้าใจ ( MOU) นี้  ได้ลงนามร่วมกัน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เลขาธิการกล่าว…

สินค้าประมงไทยฉายแววสดใส ใบเขียวไอยูยูย้ำเชื่อมั่นผู้นำเข้ายุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388806

สินค้าประมงไทยฉายแววสดใส ใบเขียวไอยูยูย้ำเชื่อมั่นผู้นำเข้ายุโรป

สินค้าประมงไทยฉายแววสดใส ใบเขียวไอยูยูย้ำเชื่อมั่นผู้นำเข้ายุโรป

วันอังคาร ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมผู้นำเข้าสินค้าประมงไทยในทวีปยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ประเทศเบลเยียม โดยมีสมาคมผู้นำเข้าสินค้าประมงสหภาพยุโรปรายใหญ่เข้าร่วมงานว่า ในช่วงที่ประเทศไทยมีปัญหาความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และปัญหาการค้ามนุษย์ หรือไอยูยู แต่ต้องถือว่าผู้นำเข้าในกลุ่มประเทศยุโรปยังให้ความเชื่อมั่นสินค้าประมงของไทย โดยเฉพาะ Seafood Task Force ที่ช่วยสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนข้อแนะนำในการดำเนินการ ทำให้ประเทศไทยแก้ปัญหาได้สำเร็จในระยะเวลาอันสั้น โดยสิ่งที่รัฐบาลไทยวางรากฐานการแก้ปัญหาการทำประมงของประเทศ เพื่อมุ่งไปสู่การประมงอย่างยั่งยืนไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งในด้านกรอบกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในการปฏิรูปการประมงของไทยให้เป็นที่ยอมรับ

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวต่อว่า พระราชกำหนดการประมง 2558 และพระราชกำหนดเรือไทย 2561 เป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับอนุสัญญา ข้อตกลงสากล ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ UN หรือ FAO ที่จุดมุ่งหมายให้ทำประมงยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรประมงและกองเรือประมง ประเด็นที่หลายคนเคยกังวลและตั้งคำถามอยู่เสมอว่าการประมงของไทยอยู่ในสภาวะที่ Over fishing หรือไม่ ผมคงเรียนให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่าสภาวะการประมงของประเทศไทยวันนี้ไม่อยู่ในภาวะนั้นแน่นอน ปัจจุบันทรัพยากรสัตว์น้ำของไทยนับวันจะดีขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และมีการจัดสรรทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างเป็นธรรมให้ชาวประมงทั้งพื้นบ้านและพาณิชย์

นอกจากนี้ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาการประมงยั่งยืนผ่านโครงการปรับปรุงการทำประมง หรือ Fisheries Improvement Project : FIP และในส่วนชาวประมงพื้นบ้าน รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยสร้างความเข็มแข็งให้ชุมชนประมงชายฝั่ง ส่งเสริมให้เกิดการทำประมงภายใต้ “มาตรฐาน Blue Band” ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของไทยในอนาคต ด้านการติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวัง (MCS) ผมเรียนได้อย่างมั่นใจ วันนี้ประเทศไทยมีระบบ MCS ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการควบคุมเรือไทยและเรือต่างชาติให้เป็นไปตามกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง และมาตรการ PSMA ภายใต้การทำงานของศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง (PIPO) ใน 22 จังหวัดชายทะเลของไทยและด่านตรวจสัตว์น้ำ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า และที่ผู้นำเข้าให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ : ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุดที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของไทยปราศจากการทำการประมงไอยูยู ซึ่งยืนยันได้อย่างมั่นใจว่า วันนี้ระบบตรวจสอบย้อนกลับจนป้องกันสัตว์น้ำและสินค้าประมงผิดกฎหมายเข้ามาในสายการผลิตของไทยทุกช่องทาง

สำหรับด้านแรงงาน โดยตลอดช่วงเวลาที่ประเทศไทยแก้ปัญหาไอยูยู เรื่องแรงงานในภาคประมงทะเล เป็นอีกเรื่องที่ดำเนินการควบคู่กัน ผลดำเนินการที่ผ่านมาทำให้การรับอนุสัญญา ILO C188 เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และคาดว่าในปีนี้ไทยจะยื่นสัตยาบันอนุสัญญาฉบับดังกล่าว

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลที่ดีต่อภาพลักษณ์การทำการประมงของไทย ให้พ้นจากข้อกล่าวหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการค้ามนุษย์ และจะส่งเสริมความยั่งยืนทางทะเลทุกระดับ สร้างเครือข่ายพันธมิตรผลักดันไปสู่เป้าหมายของ SDG พร้อมร่วมรับผิดชอบกับประชาคมโลกรักษาทรัพยากรทางทะเล และการทำประมงอย่างรับผิดชอบ ร่วมกำจัดปัญหาการทำประมง IUU และปัญหาการค้ามนุษย์ ในภาคประมงให้หมดสิ้นไป” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว