แนะพืชทางเลือกเพิ่มรายได้ ‘สมุนไพร-เห็ด-ผักกางมุ้ง’ทุนน้อยตลาดแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388805

x

แนะพืชทางเลือกเพิ่มรายได้ ‘สมุนไพร-เห็ด-ผักกางมุ้ง’ทุนน้อยตลาดแน่นอน

วันอังคาร ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดของจ.ฉะเชิงเทรา (TOP 4) ได้แก่ ข้าวนาปี มะม่วงน้ำดอกไม้ กุ้งขาวแวนนาไมและปลากะพง โดยพบว่า เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการผลิตข้าวนาปี ในพื้นที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และปานกลาง (S2) เฉลี่ย 1,822 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,444 บาท/ไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 13,738 บาท/ไร่ กุ้งขาวแวนนาไม มีผลตอบแทนสุทธิ 17,711 บาท/ไร่และปลากะพง มีผลตอบแทนสุทธิ 63,519 บาท/ไร่ ทั้งนี้ ในส่วนของมะม่วงน้ำดอกไม้ กุ้งขาวแวนนาไม และปลากะพง ไม่ได้แยกพื้นที่ความเหมาะสม

จากการเปรียบเทียบผลตอบแทนสุทธิการผลิตในพื้นที่เหมาะสม (S1/S2) และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) สำหรับการปลูกข้าว เพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นแนวทางเชิงนโยบายและมาตรการสนับสนุนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตามแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ในจ.ฉะเชิงเทรา พบว่าพื้นที่มีความเหมาะสม (S1/S2) สำหรับปลูกข้าวมี 1,169,706 ไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม(S3/N) สำหรับปลูกข้าว 130,056 ไร่ สำหรับสินค้าทางเลือกเพื่อปรับเปลี่ยนนาข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรสามารถเลือกปลูกพืชชนิดอื่นเสริมรายได้ในครัวเรือน เป็นพืชใช้น้ำน้อย มีตลาดรองรับแน่นอน ได้แก่

พืชสมุนไพร/เครื่องเทศ อาทิ ข่า ต้นทุนการผลิต 11,949 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 46,278 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 34,329 บาท/ไร่ ตะไคร้ ต้นทุนการผลิต 9,281 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 20,868 บาท/ไร่คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 11,586 บาท/ไร่ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเครื่องเทศปรุงรสอาหาร หรือตลาดบริโภคในและนอกจังหวัด มีพ่อค้าเข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิต ลดต้นทุนการขนส่งอีกด้วย

การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนระบบปิด ต้นทุนการผลิต 266,223 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทน 346,752 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 80,528 บาท/ไร่/ปี (1 ไร่ สามารถปลูกโรงเรือนได้ 6 – 7 โรง) เก็บขายเมื่ออายุได้ 15 วัน และพ่อค้าเข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิต

พืชผักปลอดภัย (กางมุ้ง) อาทิ ผักกวางตุ้ง มีต้นทุนการผลิต 9,246 บาท/ไร่/ปีผลตอบแทน 27,328 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 18,081 บาท/ไร่/ปี ผักคะน้า มีต้นทุนการผลิต 10,225 บาท/ไร่/ปีผลตอบแทน 29,342 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 19,117 บาท/ไร่/ปี โดยเกษตรกรสามารถควบคุมการผลิต ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด โดยเฉลี่ยของผักประมาณ 45 วัน/รุ่น เก็บจำหน่ายได้แล้ว และเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพ ทั้งนี้ หากเกษตรกรต้องการปรับเปลี่ยนการผลิต ควรวางแผน ศึกษาต้นทุนและผลตอบแทน ระยะการปลูกหรือเลี้ยง จนกระทั่งเก็บเกี่ยว โดยมีข้อมูลสนับสนุนความต้องการของตลาด โดยเกษตรกร หรือผู้สนใจข้อมูลสินค้าทางเลือกในพื้นที่ หรือข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญ สอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 โทร.0-3835-1398 หรือ zone6@oae.go.th

รักษ์เกษตร : ธาตุอาหาร กับการเจริญเติบโตของพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388800

x

รักษ์เกษตร : ธาตุอาหาร กับการเจริญเติบโตของพืช

วันอังคาร ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถามขอทราบความรู้ความเข้าใจเรื่องธาตุอาหารพืชด้วยครับ

คมสรณ์ โชติสว่าง

อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

คำตอบ

ธาตุอาหารพืชมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช นอกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และออกซิเจนแล้ว ยังมีธาตุอาหารพืชในดินอีก 14 ชนิด ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ธาตุอาหารหลัก 2) ธาตุอาหารรอง และ 3) ธาตุอาหารเสริม

ธาตุอาหารหลักประกอบด้วยธาตุอาหารพืช 3 ชนิด คือ

1.ธาตุไนโตรเจน (N)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช ช่วยทำให้พืชใบเขียวตั้งตัวได้ โดยไนโตรเจนยังเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์พืชในการสร้างโปรตีน ช่วยในกระบวนการสร้างอาหารและสร้างพลังงานให้กับพืชเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคลอโรฟิลล์ ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง ช่วยให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พบมากในปุ๋ยหมักและพืชตระกูลถั่ว

2. ธาตุฟอสฟอรัส (P)เป็นธาตุอาหารที่มีส่วนสำคัญที่ช่วยในการสังเคราะห์แสง มีส่วนช่วยในการผลิตแป้งและน้ำตาล ฟอสฟอรัสมีส่วนช่วยในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานทางเคมีในพืช ช่วยผลิตอาหาร มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต กระตุ้นการออกดอกและการเจริญเติบโตของรากมักพบในปุ๋ยหมัก เศษอาหารและกระดูกป่น

3. ธาตุโพแทสเซียม (K)เป็นธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินชั้นล่าง จะถูกดูดซึมโดยรากพืช มีส่วนช่วยในการสร้างโปรตีน ทำให้ผลมีคุณภาพ ลดโรคพืช โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่อยู่ในดิน วัตถุอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์

ธาตุอาหารรองประกอบด้วยธาตุอาหารพืช 3 ชนิด คือ

1. แคลเซียม (Ca)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการแบ่งเซลล์ ผสมเกสร การงอกของเมล็ด มีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างของเซลล์พืช ช่วยในการลำเลียงอาหาร ช่วยในการปรับสมดุลทั้งกรดและด่างของพืช

2.แมกนีเซียม (Mg)เป็นธาตุอาหารที่เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ ช่วยในการสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมันและน้ำตาล ช่วยในการสังเคราะห์แสง และช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต

3.กำมะถัน (S)เป็นธาตุอาหารที่เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโน วิตามิน และโปรตีน ช่วยสร้างคลอโรฟิลล์ ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของรากและเมล็ดพืช ทำให้พืชแข็งแรงและทนต่อความเย็น

ธาตุอาหารเสริมประกอบด้วยธาตุอาหารพืช 8 ชนิด คือ

1.โบรอน (B)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการสร้างสารอาหารและควบคุมสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาการเจริญเติบโตของ
เมล็ดพันธุ์ ช่วยในการออกดอก ผสมเกสร ช่วยในการติดผลและย้ายน้ำตาลมาสู่ผล

2.ทองแดง (Cu)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของระบบสืบพันธุ์พืช ช่วยในการเผาผลาญอาหารของรากพืชและเป็นประโยชน์ต่อการใช้โปรตีนของพืช ช่วยสังเคราะห์คลอโรฟิลล์และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์

3.คลอรีน (CI)เป็นธาตุอาหารที่พบในดิน มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับฮอร์โมนพืช ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารสำหรับพืช

4.เหล็ก (Fe)เป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างคลอโรฟิลล์ สังเคราะห์
คลอโรฟิลล์และสังเคราะห์แสง

5.แมงกานีส (Mn)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการทำงานของเอนไซม์ มีส่วนประกอบของคาร์บอนไดออกไซด์และการย่อยไนโตรเจน

6.โมลิบดีนัม (Mo)เป็นธาตุอาหารที่พบธาตุชนิดนี้ในดิน ช่วยในการดึงไนโตรเจนออกมาใช้งานและช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน

7.สังกะสี (Zn)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน คลอโรฟิลล์และแป้ง ควบคุมการย่อยน้ำตาลของพืช ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของเอนไซม์ที่มีส่วนในการควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และจำเป็นต่อการเปลี่ยนสภาพของคาร์โบไฮเดรต

8.นิกเกิล (Ni)เป็นธาตุอาหารที่สำคัญต่อเอนไซม์ ทำหน้าที่ปลด
ปล่อยไนโตรเจนให้อยู่ในรูปที่จะนำไปใช้ได้ และยังช่วยในกระบวนการงอกของเมล็ด
อีกด้วย

ธาตุอาหารพืช เป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อพืช เมื่อพืชไม่ได้รับธาตุอาหาร ก็จะไม่สามารถดำรงชีพได้ เมื่อเราสามารถแก้ไขโดยให้ธาตุอาหารนั้นแก่พืช อาการขาดธาตุอาหารเหล่านั้นก็จะหายไป พืชก็จะสามารถกลับมาดำรงชีพเป็นปกติได้

นาย รัตวิ

เร่งสร้างองค์ความรู้ให้ชาวสวน สกัด‘แมลงวันผลไม้’ได้อยู่หมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388802

x

เร่งสร้างองค์ความรู้ให้ชาวสวน สกัด‘แมลงวันผลไม้’ได้อยู่หมัด

วันอังคาร ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า แมลงวันผลไม้ หรือแมลงวันทอง เป็นศัตรูพืชที่สำคัญยิ่งในไม้ผลหลายชนิด เช่น พุทรา มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ กระท้อน ลองกอง นอกจากนั้นประเทศคู่ค้าส่งออกของไทยยังถือว่าแมลงวันผลไม้เป็นศัตรูพืชกักกันในการส่งออกด้วย แมลงวันผลไม้ จึงเป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการส่งออกไม้ผลของประเทศไทย โดยแมลงวันผลไม้มีวงจรตลอดชีวิตนานกว่า 3 เดือน ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารในธรรมชาติ แมลงวันผลไม้เพศเมีย 1 ตัว วางไข่ได้ประมาณ 1,200-1,500 ฟอง โดยจะวางไข่ภายใต้ผิวเปลือกของผลไม้ เมื่อไข่ฟักพัฒนาเป็นตัวหนอนจะกัดกินเนื้อผลภายใน ระยะหนอนนี้จะเป็นระยะที่ทำลายพืชผลการเกษตรอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

วิธีการป้องกันกำจัดแมลงวันผลไม้ทำได้หลายวิธี เช่น เก็บผลไม้เน่าเสียหรือร่วงหล่นไปฝังกลบหรือนำไปทำน้ำหมักทำความสะอาดสวนและตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ตัดพืชอาศัยที่เป็นแหล่งอาหารของแมลงวันผลไม้ แขวนกับดักกาวเหนียว ใช้เหยื่อโปรตีนและสารล่อแมลงวันผลไม้เพศผู้ ใช้เทคโนโลยีแมลงเป็นหมัน เพื่อควบคุมแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กรมส่งเสริมการเกษตร โดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทยสนับสนุนและสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรเข้าใจวงกว้าง เนื่องจากเกษตรกรส่วนหนึ่งกังวลว่าการปล่อยแมลงเป็นหมันเข้าไปในสวนผลไม้จะเป็นการเพิ่ม ความเสียหายจากแมลงวันผลไม้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะการปล่อยแมลงวันผลไม้ที่เป็นหมันเข้าไปในสวน เมื่อไปผสมพันธุ์กับแมลงวันผลไม้ที่ไม่เป็นหมัน จะทำให้แมลงวันที่ไม่เป็นหมันไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ เป็นการลดจำนวนประชากรแมลงวันผลไม้ สำหรับรอยเจาะของแมลงวันผลไม้ที่เป็นหมันไม่สามารถสร้างความเสียหายให้ผลไม้ได้ เนื่องจากไข่ไม่สามารถฟักพัฒนาเป็นตัวหนอนได้ และร่องรอยจะจางหายไปเองเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว

ทั้งนี้ หากเกษตรกรสนใจรายละเอียดเรื่องเทคโนโลยีแมลงเป็นหมัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศทอ. หรือศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน เพื่อร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรและนำเทคโนโลยีการเกษตรต่างๆ ไปใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ดีเดย์กพ.ลุยถนนยางพารา กษ.แจงอปท.ก่อนสตาร์ทพร้อมกันทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388804

x

ดีเดย์กพ.ลุยถนนยางพารา กษ.แจงอปท.ก่อนสตาร์ทพร้อมกันทั่วปท.

วันอังคาร ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวหลังประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อประชาสัมพันธ์ชี้แจงโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตรว่า ได้เชิญผู้แทนจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ทั้ง 77 จังหวัด กรมบัญชีกลาง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

มาหารือเพื่อรับทราบวิธีการดำเนินงาน รวมถึงมาตรฐานและขั้นตอนสร้างถนนยางพาราซอยด์ซีเมนต์ให้ถูกต้องตรงกัน จะได้เร่งสร้างถนนพร้อมกันทั่วประเทศระยะทางรวม 75,032 กิโลเมตร ใช้น้ำยางสดปริมาณกว่า 1.4 ล้านตัน หรือคิดเป็นน้ำยางข้นประมาณ 7.2 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าน้ำยางสดกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท รวมทั้งเตรียมเสนอแผนใช้ยางพาราอื่นๆ ให้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยเห็นชอบ และประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงอุตสาหกรรม ให้หน่วยงานอื่นนำไปจัดซื้อจัดจ้างได้ทันที อาทิ แผ่นยางปูพื้นสนามกีฬา บล็อกยางปูพื้นตัวหนอน นอกจากนี้ กำลังศึกษาแนวทางใช้ยางพาราผลิตเป็นอะไหล่เชื่อมจุดวางหมอนรถไฟ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นและเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น ทำให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดผลกระทบจากสถานการณ์ราคายางตกต่ำ สร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีกทางหนึ่ง

“การประชุมวันนี้ กระทรวงเกษตรฯเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติ ในการสร้างถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ให้ถูกต้องตรงกัน โดยจะเริ่มสร้างถนนพร้อมกันทั่วประเทศในเดือนกุมภาพันธ์นี้ขณะเดียวกันรัฐบาลอนุมัติโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่สหกรณ์การเกษตรในการรวบรวม และแปรรูปยางพาราเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ นอกจากนี้ สัปดาห์หน้าเตรียมเสนอให้บอร์ดการยางฯเห็นชอบผลิตภัณฑ์จากยางพาราอื่น อาทิ แผ่นยางปูพื้นสนามกีฬา บล็อกยางปูพื้นตัวหนอนซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐาน มอก. จากกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อนำไปเผยแพร่และประชาสัมพันธ์แก่หน่วยงานอื่น ให้นำไปจัดซื้อจัดจ้างได้” นายกฤษฎา กล่าว

ด้านนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประชุมชี้แจงขั้นตอนดำเนินโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร เพื่อให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ และเข้าใจหลักเกณฑ์ เงื่อนไขโครงการฯสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ และวิธีปฏิบัติได้ถูกต้อง จึงเชิญกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทมาให้คำแนะนำเรื่องการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติสำหรับงานถนนท้องถิ่น ทั้งการกำหนดคุณลักษณะ แบบมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพอย่างละเอียด เป็นโอกาสดีสำหรับตัวแทนอปท.ทั้ง 77 จังหวัด และผู้บริหารกยท.ได้สอบถามข้อมูลเพิ่ม กรณีมีข้อสงสัยกระบวนการดำเนินงานโครงการ

ปธ.สสท.ป้ายแดงชู6นโยบาย พัฒนาสหกรณ์ก้าวหน้ายั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388801

x

ปธ.สสท.ป้ายแดงชู6นโยบาย พัฒนาสหกรณ์ก้าวหน้ายั่งยืน

วันอังคาร ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย(สสท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์ แห่งประเทศไทย ชุดที่ 25 ซึ่งตนเป็นประธาน พร้อมคณะสัตตะพลังรักษ์สหกรณ์บูรณาการทำงานเพื่อส่งเสริมพัฒนากิจการสหกรณ์ทุกประเภทให้ก้าวหน้า สู่ความเข้มแข็ง โดยดำเนินการตามมาตรา 110 แห่งพ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ทั้งนี้ ได้วางกรอบนโยบายพัฒนาสันนิบาตสหกรณ์ฯ และขบวนการสหกรณ์ของไทย 6 ด้าน ได้แก่

1.ปฏิรูปสันนิบาตสหกรณ์ฯเน้นพัฒนาระบบบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้ระบบธรรมาภิบาล ตั้งกองทุนกลางและพัฒนาสู่การเป็นธนาคาร (Coop Bank) ปฏิรูปและยกระดับระบบพัฒนาศักยภาพบุคลากรสหกรณ์ โดยตั้ง“วิทยาลัยสหกรณ์”เป็นศูนย์กลางพัฒนาคน งานวิจัยและนวัตกรรมของขบวนการสหกรณ์ นอกจากนี้ ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาจัดหลักสูตรอบรม“ฟรี”ที่เอื้อต่อการ“พัฒนานักสหกรณ์มืออาชีพ” ปฏิรูปและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้วยระบบฐานข้อมูลที่ทันสมัย ในยุคสหกรณ์ 4.0 รวมทั้งปฏิรูประบบเลือกตั้งของสันนิบาตสหกรณ์ฯ เพื่อให้ได้ ” คนเก่ง คนดี และมีคุณธรรม”

2.กระจายอำนาจบริหาร โดยตั้งสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดหรือเครือข่ายสหกรณ์ระดับจังหวัด 3.จัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรมให้เครือข่ายสหกรณ์อย่างเท่าเทียม 4.การแก้กฎหมายสหกรณ์ พัฒนาระบบกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมเอื้อต่อการพัฒนาสหกรณ์ตั้งศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่สหกรณ์ทุกประเภท

5.เอื้ออาทรกลุ่มรากหญ้า เน้นพัฒนาสู่สากลด้วยระบบสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการของสหกรณ์ สร้างตราสินค้า Brand Co-op ตามที่องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์สากล หรือองค์การ ICA รณรงค์ให้สมาชิกองค์กรสหกรณ์ทั่วโลกใช้เครื่องหมายการค้า Coop 6.การพัฒนาเครือข่ายสัตตะสหกรณ์ สร้างความเข้มแข็งของขบวนการสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ขยายเครือข่ายสหกรณ์ระดับชาติในรูป“สภาสหกรณ์แห่งชาติ” ผลักดันตั้งชุมนุมสหกรณ์หรือจัดตั้งเป็นประเภท สหกรณ์อเนกประสงค์ สร้างเครือข่ายสหกรณ์ระดับจังหวัดให้มั่นคงในรูปแบบ “ชุมนุมสหกรณ์จังหวัด” ภายใต้หลักการแนวคิด “สหกรณ์ก้าวไกล ด้วยน้ำพระทัยในหลวง” ส่งเสริมความร่วมมือกับชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภท

กยท.แจงยุทธศาสตร์ยางพารา20ปี แก้ตลาดโลกกดราคายางไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388780

กยท.แจงยุทธศาสตร์ยางพารา20ปี แก้ตลาดโลกกดราคายางไทย

กยท.แจงยุทธศาสตร์ยางพารา20ปี แก้ตลาดโลกกดราคายางไทย

วันจันทร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562, 15.20 น.

“กยท.แจงยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี เลิกปลูกยางเกือบ 5 ล้านไร่ เพิ่มใช้ในประเทศร้อยละ 35 แก้ตลาดโลกกดราคายางไทย”

14 ม.ค.62 นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) แถลงแผนยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี กล่าวว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ โดยมีเนื้อที่ปลูกยางพาราประมาณ 23 ล้านไร่ สามารถผลิตยางได้ปีละ 4.4 ล้านตัน สร้างรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.6 ล้านครัวเรือน 300,000 ล้านบาท มูลค่าการส่งออก 400,000 ล้านบาทต่อปี แต่เนื่องจากไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก อีกทั้งราคายางพาราที่ซื้อขายกันในตลาดโลกยังถูกกำหนดในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งมีการเก็งกำไร ทำให้ราคาผันผวน

นอกจากนี้​ราคายางสังเคราะห์ยังลดต่ำลงทำให้ทั่วโลกหันมาใช้ยางสังเคราะห์แทนยางธรรมชาติเพื่อลดต้นทุน ทำให้การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 – 2579) มุ่งเน้นเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศ ด้วยการส่งเสริมการผลิต แปรรูป และส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง ลดสัดส่วน​การส่งออกยางวัตถุดิบ ทั้งนี้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “ประเทศผู้ผลิตยางคุณภาพดี เกษตรกรมีรายได้มั่นคง” จึงมีแนวทางสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรฯ เพิ่มรายได้ของเกษตรกรโดยการปรับเปลี่ยนไปทำสวนยางแบบผสมผสาน การจัดการสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่

นอกจากนี้จะแก้ไขปัญหาสวนยางที่บุกรุกพื้นที่ป่า โค่นต้นยางเก่า และปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี หรือไม้ยืนต้นชนิดอื่น พัฒนาคุณภาพยางและผลิตภัณฑ์ยางให้ได้มาตรฐาน ให้ความสำคัญแก่การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต รวมทั้งทำระบบซื้อขายยางในตลาดกลางยางพาราแต่ละแห่งเข้ากับตลาดยางท้องถิ่นโดยเรียกว่า “ตลาดยาง กยท.” เพื่อที่จะสร้างข้อมูลด้านปริมาณและราคาที่มีการซื้อขายจริงให้ทั่วโลกนำไปใช้ในการอ้างอิง นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมให้ต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนแปรรูปยางพารา

นายเยี่ยม กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะต้องเร่งทำคือ การทำมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ตามที่สภาพิทักษ์ป่า (FSC) ของสหภาพยุโรปกำหนด ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2563 นี้แล้ว ไม่เช่นนั้นทั้งยุโรปและญี่ปุ่นจะไม่ซื้อทั้งผลิตภัณฑ์ไม้ยางและยางวัตถุดิบจากสวนที่​ ไม่ได้รับการรับรอง ในระยะยาวจะจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับใช้ทดแทนแรงงานคนในสวนยางเนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์คือ ลดพื้นที่ปลูกยางลงจาก 23.3 ล้านไร่ ให้เหลือ 18.4 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณผลผลิตยางจาก 224 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เป็น 360 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศจากร้อยละ 13.6 เป็นร้อยละ 35 ในปี 2579 เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางจาก 250,000 เป็น 800,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มรายได้จากการทำสวนยางจาก 11,984 บาทต่อไร่ต่อปี เป็น 19,800 บาทต่อไร่ต่อปี จากนี้ไป กยท.​ จะนำยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี ให้คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ให้​ความเห็น​ชอบ​ แล้วจึงนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา​เป็น​ขั้นตอนต่อไป

ใครไม่ทำต้องเอาคืน! นายกฯย้ำที่ดินส.ป.ก.เพื่อการเกษตรเท่านั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388767

ใครไม่ทำต้องเอาคืน! นายกฯย้ำที่ดินส.ป.ก.เพื่อการเกษตรเท่านั้น

ใครไม่ทำต้องเอาคืน! นายกฯย้ำที่ดินส.ป.ก.เพื่อการเกษตรเท่านั้น

วันจันทร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562, 14.53 น.

14 ม.ค.62 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ชมการแสดงของนักเรียนในชุด “มนต์เมืองแจ่ม” พร้อมชมวีดีทัศน์ “แม่แจ่มโมเดล” การบูรณาการแก้ปัญหาหมอกควัน และไฟป่าอย่างยั่งยืนครบวงจร ด้วยกลไกประชารัฐ การป้องกันรักษาป่า พร้อมเป็นประธานสักขีพยาน มอบหนังสือแสดง โครงการป่าชุมชน ให้แก่ผู้แทนชุมชน ของกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการมอบสมุดประจำตัว ผู้ที่ได้รับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาลในลักษณะแปลงรวมให้กับราษฎร โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้มอบ

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับประชาชนประมาณ 5 พันคนว่า วันนี้กรุงเทพฯ กำลังเจอปัญหาหมอกควันที่อันตรายต่อการหายใจ ซึ่งตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยมาช่วยกันรณรงค์ให้ทุกคนระมัดระวังใช้หน้ากากป้องกันตัวเอง และใช้น้ำฉีดมวลอากาศไล่ฝุ่นละอองตกลงสู่พื้น ถ้าอากาศดี ความชื้นพอก็จะใช้เครื่องบินในการทำฝนเทียมลงมา เพื่อให้ละอองตกลงสู่พื้นดิน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายถ้าจะแก้ปัญหา แต่วิธีการแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดคือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ต้องช่วยกัน นายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาลก็มีแค่สองมือ มีปากเดียวพูดอยู่อย่างนี้และสั่งการข้างล่างให้ทำ ซึ่งทุกคนก็มีหน่วยงานที่ต้องทำ แต่ก็คงทำได้ไม่ครบ เพราะพื้นที่มีเยอะ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าคนไม่จุดไฟในป่าก็น้อยมากที่จะเกิดไฟป่า การบุกรุกแผ้วถางป่าคนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ได้ ซึ่งกระทรวงทรัพย์ฯจะต้องพิจารณาความเหมาะสม ถ้าเขาทำไร่หมุนเวียนจะทำอย่างไร ทุกอย่างจะต้องมีมาตรการที่เหมาะสม อย่าไปฟังใครเขาพูดว่ามาแล้วจะให้ที่ดิน จะขุดน้ำให้ทุกบ้าน หรือจะให้ทุนการศึกษาในระดับปริญญา มันเป็นไปไม่ได้ อย่างนี้ไม่ได้พูดเรื่องจริง พูดอย่างนี้ทุกคนก็ชอบ แล้วมันได้หรือไม่ มันต้องแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี ด้วยหลักการ และเหตุผล จากกฎหมายที่มีอยู่ ใครเดือดร้อนอะไรอย่างไร อย่างทิ้งข้อกฎหมาย แต่กฎหมายที่ไม่ทันสมัยก็ปรับแก้ และสิ่งที่ขอมาจะได้ทั้งหมด แต่ต้องไปแก้กฎหมาย

นายกฯ กล่าวอีกว่า ที่ดิน ส.ป.ก.ให้ทำการเกษตร ถ้าไม่ทำการเกษตรก็ต้องเอาคืน นั่นคือความมุ่งหมายในการใช้พื้นที่ ไม่ใช่มีที่ แล้วเอาไปขายหรือเอาไปจำหน่าย หรือแบ่งให้ลูกทั้งหมด ทั้งๆ ที่ลูกไม่ได้ทำการเกษตร แล้วพ่อแม่ก็ไม่มีที่ทำกิน ต้องคิดแบบนี้ อย่าให้ใครเขาสอนวิธีการคิดผิดๆ ทุกคนอยากได้หมด มันอยู่ที่เราจะเข้าใจทุกอย่างได้แค่ไหน ส่วนการกระจายอำนาจท้องถิ่นก็กระจายอยู่แล้ว นายกฯ อบจ.อะไรต่างๆ ก็เลือกตั้ง แต่พอทำอะไรไม่ได้ก็ด่านายกฯ ประยุทธ์คนเดียว งบประมาณก็ให้ลงไปแล้ว แม้มีภาษีท้องถิ่น แต่ก็ยังไม่เพียงพอรัฐบาลก็ต้องนำงบกลางลงไปให้เพิ่มเติม

“สิ่งที่นายกฯพูดมา พูดเรื่องจริง พูดในกฎหมาย พูดในหลักการ แต่ไม่ใช่ว่านายกฯไม่รัก ก็รักพวกเรา แต่ถ้าไม่ถูกวิธีไปต่อไม่ได้ ทุกคนอยากได้ดีทุกอย่าง แต่ทุกคนก็ต้องร่วมมือกัน ถ้าใครทำไม่ดี ทำเลวก็ต้องติดคุก นี่ดูสิสื่อชอบถ่ายภาพนายกฯตอนไม่หล่อ กำลังชี้โบ๊ชี้เบ๊ ถ่ายลงทีวีและหนังสือพิมพ์ทุกวันแล้วก็บอกว่านายกฯตู่ขี้โมโหแต่นายกฯเป็นคนที่จริงใจ ก็โมโหบางทีมันก็จำเป็นเพราะมันเยอะ มันมีพวกไม่หวังดีเยอะพอสมควร

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลมีแผนเยอะในการสร้างถนนหนทางทั่วประเทศซึ่งจะบรรจุอยู่ในแผนแม่บทหมดแล้ว รัฐบาลต้องทยอยทำไปตามแผน เราไม่ใช่หาเสียงอย่างเดียว ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง หรือทำครึ่งกลางๆมันไม่ได้ รัฐบาลแก้ปัญหาหลายอย่าง มีการพักชำระหนี้สิน ปัจจุบันหนี้สินของชาวไร่ชาวนา 4 แสนกว่าล้านบาท เวลาใครมาหาเสียงและบอกว่าจะให้ทั้งหมด ก็ให้คูณตัวเลขไปด้วย อย่าลืมศูนย์อีก 6 ตัว อย่าให้ใครเขาหลอก ให้ถามคนที่มาพูดว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

“ไอ้พวกนี้หลอกลวง โกหกการพูดแบบนายกฯคงไม่ชอบหรอก พูดมาไม่เห็นได้อะไรมันไม่ใช่แต่มันจะทยอยได้แบบนี้ เดี๋ยวที่ดินก็จะจัดไปเรื่อยๆ ทุกอำเภอทุกตำบลทุกหมู่บ้าน เรื่องหนี้นอกระบบ ใครเป็นนายทุนเงินกู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนถือว่าผิดกฎหมายติดคุก วันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเขาจะไปตรวจสอบทั้งหมด รวมถึงเรื่องกฎหมายขายฝากด้วย รัฐบาลก็เข้ามาแก้ปัญหาแล้วนี่คือสิ่งที่รัฐบาลทำ อย่าให้ใครมาหลอกอีก โดยเฉพาะที่บอกว่าจะล้างหนี้ทั้งประเทศมันทำไม่ได้จริงหรอก”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กฎหมายสูงสุดของประเทศคือรัฐธรรมนูญและมีการทำประชามติแล้ว แล้วจะล้มรัฐธรรมนูญกันทำไม รัฐธรรมนูญมีผลกระทบกับพวกท่านหรือเปล่า ก็มีผลกระทบกับบางคนที่ทำไม่ดีเท่านั้น และนอกจากรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีกฎหมายลูก มีกฎกระทรวง ซึ่งคนที่จะได้ประโยชน์หรือไม่อยู่ตรงนี้ คนที่จะติดคุกอยู่ตรงนี้

“วันนี้มีการมาพูดว่าจะให้ศูนย์เด็กเล็กคนละ 600 มีคนมาพูดแบบนี้ และอีกพวกบอกจะให้ถึงเรียนจบมหาวิทยาลัย ที่พูดมาผมไม่ได้จะจับผิดใคร แต่ในฐานะรัฐบาลต้องทำความเข้าใจว่าทำได้หรือไม่ สื่อโซเชียลฯ ที่ลงข่าวขอให้คำนึงถึงความเหมาะสมในการนำเสนอข่าวด้วยเพราะบางข่าวมีความละเอียดอ่อน ถ้าคนที่เขาเคยทำไม่ดี ทำความเสียหายกับประเทศชาติมาก่อน อย่าไปฟัง จะไปฟังเขาทำไมผม พูดกลางๆ นะ ถ้าผมเคยทำความเสียหาย ก็อย่าฟังผม ขอบคุณขอให้โชคดีตลอดปี 62 เลือกตั้งขอให้ได้รัฐบาลดีๆมาด้วย และจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกประเทศไทยมี ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องของพวกท่านไม่ใช่นายกฯ คนเดียวต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ได้ รัฐบาลเราก็ใช่ว่าจะดี ถ้ามีผู้นำที่ดีมีระบบการบริหารจัดการที่ดีมีแผนยุทธศาสตร์ ทั้งหมดก็จะเดินหน้าต่อไปด้วย

จากนั้นนายกฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ แก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ “แม่แจ่มโมเดล” และการจัดการขยะของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 โดยระหว่างที่เดินนายกฯกล่าวว่า ตนเป็นรัฐบาลที่สามารถทำงานได้ แต่รัฐบาลที่ผ่านมาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลผสม ทำงานไม่ได้เท่ารัฐบาลนี้ ตนเป็นพรรค และทุกคนก็เป็นพรรคพวกของตน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯพร้อมคณะได้รับประทานอาหาร กลางวันที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ก่อนออกเดินทางเยี่ยมชม โครงการก๊าซธรรมชาติปลอดภัยบ้านแม่ปาน หมู่ 10 ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม และศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร ระบบเกษตรผสมผสานตามศาสตร์พระราชา ลดการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว

ทั้งนี้ ระหว่างเกินเยี่ยมชมนิทรรศการ นายกฯ ได้ซื้อเสื้อม่อฮ่อมผ้าฝ้ายทอมือย้อมธรรมชาติ ราคา 1,650 บาทด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 14 มกราคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388595

586851

ชายคาพระพิรุณ : 14 มกราคม 2562

วันจันทร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ชมแปลงปลูกข้าวโพดและร่วมเก็บเกี่ยวผลผลิตในแปลงนำร่องพร้อมเยี่ยมชมสหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อและพบปะกับเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ซึ่งผลการดำเนินงานพื้นที่นำร่องในจังหวัดอุตรดิตถ์ เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วประมาณ 3,800 ตัน โดยสหกรณ์จะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ราคาข้าวโพดฝักสดระดับความชื้น 27-30% กิโลกรัมละ 7-8 บาท และส่งต่อให้สหกรณ์การเกษตรเมืองตรอน จำกัด ซึ่งเป็นแม่ข่ายในการรับซื้อผลผลิตจากทั้ง 4 สหกรณ์ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพอบลดความชื้นให้อยู่ที่ 14.5% และส่งจำหน่ายให้กับบริษัท CPF และบริษัท เบทาโกร จำกัด ซึ่งขณะนี้ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 9.80 บาท เมื่อคำนวณต้นทุนการผลิตแล้วพบว่า เกษตรกรมีต้นทุนในการผลิตเฉลี่ย 3,810 บาท/ไร่ มีรายได้จากการขายข้าวโพดเฉลี่ย 8,365 บาท/ไร่ และเมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีกำไรเฉลี่ยไร่ละ 4,555 บาท

โดยการดำเนินการรวบรวมผลผลิตของสหกรณ์นั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ วงเงิน 10.3 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมไปจัดหาปัจจัยการผลิตและรวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ซึ่งหากพิจารณาจากต้นทุนและรายได้ของเกษตรกรแล้ว ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางไว้ทั้งเรื่องปริมาณผลผลิตต่อไร่ คุณภาพของข้าวโพดและราคาที่รับซื้อจากเกษตรกร และหากได้ผลสรุปโครงการทั้งหมดแล้วเป็นไปตามนี้ทุกพื้นที่ที่ร่วมโครงการ ก็คาดว่าในอนาคตข้าวโพดจะเป็นพืชทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรจะเพาะปลูกได้หลังเสร็จสิ้นจากฤดูทำนา และหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จก็ต้องปรบมือให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สมาคมผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์และ
สหกรณ์ในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้ประสานความร่วมมือกันเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอยู่ดีกินดีขึ้น…

จากพายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อช่วงวันที่ 3 – 5 มกราคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรตรวจสอบพบพื้นที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น มีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจำนวน 11 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา ตรัง ปัตตานี ชุมพร พัทลุง กระบี่ นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ และยะลา มีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน 231,282 ราย พื้นที่เสียหายจำนวน 192,485 ไร่ แยกเป็น ข้าว 34,567 ไร่ พืชไร่ 3,884 ไร่ พืชสวน และพืชอื่นๆ 154,034 ไร่ โดยมีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จำนวน 6 จังหวัด คือ นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ชุมพร สงขลา และสุราษฎร์ธานี โดยเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบและอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน สามารถยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) เพื่อรับเงินช่วยเหลือได้ตามชนิดพืช คือ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวยังได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจากโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 ในอัตราไร่ละ 1,260 บาท โดยเกษตรกรที่มีความประสงค์ยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัยพิบัติ แจ้งขอรับการช่วยเหลือครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านได้นะครับ…

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในยุคนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ถือว่าได้ให้ความสำคัญกับงานสอบบัญชีสหกรณ์เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งยกระดับเสริมศักยภาพให้กับผู้สอบบัญชีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเล็งเห็นว่าผู้สอบบัญชีสหกรณ์จะเป็นบุคลากรสำคัญที่มีบทบาทและมีส่วนช่วยในการหาทางแก้ไขและหาทางป้องกันปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ได้ ซึ่งจะเป็นวิธีที่สามารถสกัดกั้นการทุจริตในสหกรณ์ได้เป็นอย่างดีอีกทางหนึ่ง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์จึงจัดตั้งหน่วยงานใหม่คือ กองกำกับการสอบบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่จะรองรับปัญหาของระบบสหกรณ์และส่วนที่เกี่ยวข้องให้กว้างขวางและมีความชัดเจน โดยในส่วนของการดำเนินงานของกองกำกับการสอบบัญชีสหกรณ์นั้น อธิบดีโอภาส บอกว่า จะทำให้เกิดความชัดเจนในการเป็นผู้ควบคุมดูแลภายใต้มาตรฐานการสอบบัญชี มาตรฐานการบัญชี ตลอดจนระเบียบข้อบังคับต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความถูกต้องเรียบร้อยและเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

ขุนเกษตรา

กษ.ระดมความเห็นร่างแผน ขับเคลื่อนศูนย์วิจัยดินภูมิภาคเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388598

x

กษ.ระดมความเห็นร่างแผน ขับเคลื่อนศูนย์วิจัยดินภูมิภาคเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังมอบนโยบายแนวทางพัฒนาการดำเนินงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย (CESRA) ที่ศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่า จากการที่ประเทศสมาชิกสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งเอเชีย (Asian Soil Partnership หรือ ASP) กําหนดประเด็นปัญหาแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมด้านนโยบาย การศึกษาวิจัย โดยเน้นให้มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และตระหนักถึงประโยชน์สูงสุดจากการบูรณาการข้อมูลวิจัยดินของประเทศสมาชิก พร้อมเสนอให้ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินฯ โดยเห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นผู้นําจัดตั้งศูนย์ CESRA เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูล การวิจัย และนวัตกรรมด้านทรัพยากรดินของภูมิภาค เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลด้านทรัพยากรดิน ที่สนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทรัพยากรดินแห่งภูมิภาคเอเชียให้เชื่อมโยงกับระบบข้อมูลทรัพยากรดินโลก และนําไปสู่การบรรลุผลสําเร็จตามกฎบัตรดินโลก ที่กําหนดโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่ง สหประชาชาติ (FAO)ซึ่งไทยเปิดตัวศูนย์ CESRA ที่ศูนย์วิจัยการอนุรักษดินและน้ำ อ.ปากช่อง เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยมีการเสวนาแนวทางขับเคลื่อนศูนย์ กําหนดทิศทางพัฒนาศูนย์ CESRA

เพื่อให้การขับเคลื่อนสู่แผนการดําเนินงานของศูนย์ CESRA เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมกระทรวงเกษตรฯ จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแผนขับเคลื่อนศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย (Workshop on CESRA action plan formulation) ขึ้นระหว่างวันที่ 8- 9 มกราคม 2562 ณ ศูนยวิจัยการอนุรักษดินและน้ำ อ.ปากช่อง เพื่อระดมความคิดเห็นการพัฒนาแนวทางดำเนินงานของศูนย์ CESRA ตลอดทั้งนำข้อเสนอแนะจากการเปิดตัวศูนย์วัตถุประสงค์ของ CESRA กรอบการดำเนินงาน ASP การพัฒนาฐานข้อมูลงานวิจัย การฝึกอบรมการสร้างเครือข่ายสำหรับขับเคลื่อนศูนย์ CESRA ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคเอเชีย มาจัดทำแผนการขับเคลื่อนศูนย์ฯ ซึ่งจะทำให้ได้แผนดำเนินงานและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งเป็นการเตรียมการสำหรับการจัดเสนอแผนการดำเนินงานและประเด็นสำคัญของ CESRA ต่อที่ประชุม ASP ครั้งที่ 5 ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศอินเดียในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ต่อไป

ทั้งนี้ จะจัดตั้งพันธมิตรความร่วมมือทรัพยากรดินของประเทศ หรือThailand Soil Partnership หรือ TSP เพื่อเป็นกลไก
เชื่อมโยงความร่วมมือไปยัง ASP และทั่วโลก ให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน

ซ้ำเติมชาวนา ลักข้าวเปลือกหมดยุ้ง ราคากว่าแสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388640

ซ้ำเติมชาวนา ลักข้าวเปลือกหมดยุ้ง ราคากว่าแสนบาท

ซ้ำเติมชาวนา ลักข้าวเปลือกหมดยุ้ง ราคากว่าแสนบาท

วันจันทร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ซ้ำเติมชาวนา

ลักข้าวเปลือกหมดยุ้ง

ราคากว่าแสนบาท

เหลือให้ดูแค่2กำมือ

ฮือร้องสื่อคดีไม่คืบ

ชาวนาโคราชโร่ร้องสื่อ คนร้ายบุกขโมยข้าวเปลือกในยุ้งหายเกลี้ยง102 กระสอบ มูลค่ากว่า 1 แสน ช้ำใจเตรียมนำขายใช้หนี้ธ.ก.ส.กลับถูกฉกซ้ำเติมกันอีก วอนคนร้ายนำข้าวมาคืนหรือเอาเงินมาชดใช้ 1แสน เผยแจ้งความแล้วแต่เรื่องยังเงียบ

เมื่อวันที่ 13มกราคม ผู้สื่อข่าวได้รับร้องเรียนจากนางมัลลิกา ทำเสร็จ อายุ 57 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 1 บ้านหนองม่วง ต.งิ้ว อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา กรณีถูกคนร้ายบุกขโมยข้าวเปลือกในยุ้งฉางหายไปทั้งหมดจำนวน 102 กระสอบ มูลค่ากว่า 1 แสนบาท สร้างความเดือนร้อนเป็นอย่างยิ่ง จึงเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านของนางมัลลิกา พบเพื่อนบ้านจำนวนมากพากันมาให้กำลังใจและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งสืบสวนหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดี บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความเศร้าใจ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจชาวนาต้องเจ็บช้ำใจแสนสาหัส

จากการตรวจสอบภายในยุ้งฉาง พบเพียงเศษเมล็ดข้าวเปลือกกระจัดกระจายเล็กน้อยประมาณแค่ 2 กำมือ ส่วนข้าวที่บรรจุกระสอบไว้ถูกโจรขโมยหายไปทั้งหมด หลังก่อเหตุคนร้ายยังปิดประตูยุ้งฉางไว้เหมือนเดิม ทำให้เจ้าของไม่ได้สังเกตว่าข้าวถูกขโมยไปตั้งแต่เมื่อไหร่

นางมัลลิกาเปิดเผยลายละเอียดพร้อมน้ำตาคลอเบ้าว่า ปีนี้ประสบปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตข้าวลดลงได้เพียง 102 กระสอบ จากที่เคยได้ 250 กระสอบ ต้องมาทุกซ์ซ้ำกรรมซัดอีก หลังเก็บเกี่ยวได้นำบรรจุกระสอบเก็บไว้ในยุ้งข้าว เพื่อรอเวลาขายนำเงินมาใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) แต่กลับถูกคนร้ายขโมยซ้ำเติมกันอีก

นางมัลลิกากล่าวต่อว่า ทั้งนี้ คาดว่าคนร้ายน่าจะลงมือช่วงกลางดึก เนื่องจากมีพี่สาวเฝ้าบ้านเพียงคนเดียวส่วนตนและสามีว่างเว้นจากการทำนาก็พากันไปทำงานก่อสร้างในตัวเมืองนครราชสีมา เมื่อกลับมาเยี่ยมบ้านมาเปิดดูข้าวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2561 ยังเห็นข้าวอยู่เต็มยุ้งฉาง หลังจากนั้นกลับบ้านมาเปิดดูอีกครั้งเมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าข้าวทั้งหมดสูญหายไป จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.ห้วยแถลง

“หลังเกิดเหตุมีนายอำเภอ ผกก. และตำรวจมาตรวจสอบ พร้อมมอบสิ่งของช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น แถมยังกำชับว่าไม่ต้องนำเรื่องนี้ไปออกข่าว เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตามล่าตัวคนร้ายอยู่ แต่ชาวบ้านไม่สบายใจ เพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในหมู่บ้าน อีกทั้ง ผ่านไปหลายวันก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ จึงนำเรื่องดังกล่าวไปร้องเรียนผู้สื่อข่าวให้ช่วยสะท้อนปัญหาความเดือดร้อน ตอนนี้ถ้าเป็นไปได้ขอให้คนร้ายนำข้าวมาคืนหรือนำเงินที่ขายข้าวมาชดใช้ 1 แสนบาท เพื่อจะนำเงินไปใช้หนี้ หากไม่นำมาคืนก็ฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี ไม่ใช่ปล่อยเงียบแบบนี้” นางมัลลิกา กล่าว

ด้านพ.ต.อ.สรวิศ เพ็ชรคำ ผกก.สภ.ห้วยแถลงเปิดเผยว่า ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ ตำรวจชุดสืบสวนอยู่ระหว่างเร่งหาเบาะแสคนร้าย ตรวจสอบเส้นทางการหลบหนีและวิงวอนชาวบ้านหากพบเบาะแสใดๆ ช่วยแจ้งหน้าที่ตำรวจอีกทางหนึ่งด้วย