‘กษ.’เผยโครงสร้างอาคารกระทรวงยังมั่นคงแข็งแรง พร้อมประกาศให้ทำงานปกติจันทร์นีั

'กษ.'เผยโครงสร้างอาคารกระทรวงยังมั่นคงแข็งแรง พร้อมประกาศให้ทำงานปกติจันทร์นีั

‘กษ.’เผยโครงสร้างอาคารกระทรวงยังมั่นคงแข็งแรง พร้อมประกาศให้ทำงานปกติจันทร์นีั

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.48 น.

‘กษ.’เผยโครงสร้างอาคารกระทรวงยังมั่นคงแข็งแรง พร้อมประกาศให้ทำงานปกติจันทร์นีั

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2568 นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยว่าภายหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568 จุดศูนย์กลางที่ประเทศเมียนมา ซึ่งได้ส่งผลกระทบมายังประเทศไทย ล่าสุดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอแจ้งให้ทราบว่า กรมโยธาธิการ และผังเมืองร่วมกับกรมชลประทานเข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เบื้องต้นเมื่อวันที่ 30 มี.ค.2568แล้ว ปรากฏว่า ไม่พบความเสียหายในส่วนของโครงสร้างหลักของอาคาร เช่น คาน เสา และพื้น จึงไม่ส่งผลกระทบต่อตัวอาคาร และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงานภายในอาคาร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ จึงขอประกาศให้ทราบ ดังนี้ 1.ให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ มาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.2568 เป็นต้นไปตามปกติ 2.ห้ามการใช้ลิฟต์ในการขึ้นลงทุกอาคาร จนกว่าจะมีการตรวจสอบแล้วเสร็จ 3.ห้ามนำรถมาจอดบริเวณด้านหน้าอาคารของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ตลอดแนว เนื่องจากจะมีการตรวจสอบหลังคาอาคารเพิ่มเติมอึกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ต่อไป

‘นฤมล’ยืนยัน​‘แผ่นดินไหว’​ไม่กระทบ‘เขื่อน’ ขอปชช.​มั่นใจ​ปลอดภัย​

‘นฤมล’ยืนยัน​‘แผ่นดินไหว’​ไม่กระทบ‘เขื่อน’ ขอปชช.​มั่นใจ​ปลอดภัย​

‘นฤมล’ยืนยัน​‘แผ่นดินไหว’​ไม่กระทบ‘เขื่อน’ ขอปชช.​มั่นใจ​ปลอดภัย​

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

‘นฤมล’ยืนยัน​‘แผ่นดินไหว’​ไม่กระทบ‘เขื่อน’ ขอปชช.​มั่นใจ​ปลอดภัย​

30 มีนาคม 2568 นางนฤมล​ ภิญโญ​สิน​วัฒน์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​เกษตร​และ​สหกรณ์​เปิดเผยว่าล่าสุด ได้รับรายงาน​จาก​นายสุริยพล นุชอนงค์อธิบดี​กรม​ชลประทาน​ถึง​ผลการ​ตรวจสอบ​เขื่อน​ หลัง​เกิดแผ่นดินไหว​ในเมียนมา​และ​มีแรงสั่นสะเทือน​ถึง​ไทย​ โดยจากการตรวจวัดค่าอัตราเร่ง (ค่าวัดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว) ที่วัดได้ที่เขื่อนของกรมชลประทาน พบว่า​ มีค่าที่ตรวจวัดได้อยู่ระหว่าง 0.00505 -0.01647 g ซึ่งค่าที่ตรวจวัดได้ดังกล่าวไม่เกินค่าตามมาตรฐานการออกแบบของกรมชลประทานและตามหลักการขององค์กรเขื่อนใหญ่ระหว่างชาติ (ICOLD) กำหนดไว้เพื่อรองรับอัตราเร่งคือ​ ไม่เกิน 0.2 g  ดั้งนั้น เหตุการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าว  จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน

ทั้งนี้​กรมชลประทาน ได้ออกแบบเขื่อนทุกแห่งให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวไว้ด้วยค่าที่สูงสุดของความเสี่ยงในพื้นที่ประเทศไทย นอกจากนี้ยังตรวจสอบและติดตามข้อมูลทางสถิติของค่าความเร่งสูงสุดที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่ตลอดเวลา เพื่อนำมาประเมินเหตุการณ์แผ่นดินไหว​ รวมทั้งแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเขื่อน เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อนตลอดเวลา

นอกจากนี้​ยังมอบหมาย​ให้​อธิบดีกรมชลประทาน สั่งการหน่วยงาน​ในสังกัด​เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ ที่พร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังและ ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดด้วย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ขอนแก่น ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่ขอนแก่น ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ขอนแก่น ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.03 น.

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์ณรงค์ เลี้ยงเจริญ ผอ.สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผอ.สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นางสาวเยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์เขต 4 นายสัตวแพทย์ชาญประเสริฐ พลซา ปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่น นายกล้าหาญ ศรีทองท้วม ปศุสัตว์จังหวัดหนองคาย นายสัตวแพทย์สายฝน วงษาทุม ปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร นายสัตวแพทย์สุทิน กาญจนรัช ปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ นางวัลลภา วราอัศวปติ ปศุสัตว์จังหวัดหนองบัวลำภู นายสัตวแพทย์ปัญญา แววดี ปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคาม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 4 ร่วมติดตามคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ พร้อมกล่าวมอบนโยบายฯ พบปะประชาชน และรับฟังปัญหาความเดือดร้อน โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ต.โคกสี อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น

ในการนี้ กรมปศุสัตว์ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้ด้านพืชอาหารสัตว์ และการเลี้ยงไก่ไข่ของเครือข่ายมูลนิธิก่อการดี พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านปศุสัตว์ ได้แก่ มอบหญ้าแห้ง จำนวน 250 ฟ่อน สนับสนุนเมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่ จำนวน 100 กิโลกรัม (เกษตรกร 50 รายๆ ละ 2 กิโลกรัม) มอบชุดถุงยังชีพปศุสัตว์ (แร่ธาตุพร้อมยาถ่ายพยาธิ) จำนวน 50 ชุด และแจกไข่ไก่กว่า 5,000 ฟอง ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงาน นอกจากได้มีการออกหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว จำนวน 106 ตัว และมอบอาหารสุนัข จำนวน 100 ถุง แก่ประชาชนที่นำสัตว์เลี้ยงมารับบริการด้วย

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมคณะ’รมว.นฤมล’เยือนขอนแก่น พบปะพี่น้องเกษตรกร

'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมคณะ'รมว.นฤมล'เยือนขอนแก่น พบปะพี่น้องเกษตรกร

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมคณะ’รมว.นฤมล’เยือนขอนแก่น พบปะพี่น้องเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.53 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”ร่วมคณะ”รมว.นฤมล”เยือนขอนแก่น พบปะพี่น้องเกษตรกร พร้อมมอบปัจจัยการผลิตช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากเกษตรกร พร้อมมอบปัจจัยการผลิตจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แก่ โฉนดเพื่อการเกษตร ปัจจัยการผลิต โฉนดต้นยาง พันธุ์สัตว์น้ำ เงินอุดหนุนกลุ่มเกษตรกร (กลุ่มละ 100,000 บาท) ใบรับรองมาตรฐานสินค้า/ใบอนุญาตร้านค้า พันธุ์หม่อน เงินอุดหนุนอุปกรณ์การตลาดให้แก่สถาบันเกษตรกร เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ สมุดบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสินค้าเกษตร (ดอกเกลือ) โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมลงพื้นที่ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น

โดยในส่วนของกรมการข้าว ได้ร่วมสนับสนุนปัจจัยการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 533.62 ตัน จากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย สนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร 13 กลุ่ม จากโครงการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว สนับสนุนสารชีวภัณฑ์ จำนวน 11,073 ลิตร และสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์น้ำ จำนวน 11,073 ลิตร เป็นต้น

ในโอกาสเดียวกันนี้ ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่นและศูนย์วิจัยข้าวบริเวณใกล้เคียง ได้ร่วมจัดนิทรรศการงานวิจัยด้านข้าว อาทิ เทคโนโลยีทำนาลดโลกร้อน มากิซูชิจากข้าวทับทิมชุมแพ ชาข้าวกล้อง เป็นต้น

– 006

‘รมว.นฤมล’เยือนขอนแก่น ลุยพัฒนา’หนองเลิง’บรรเทาปัญหาน้ำท่วม

'รมว.นฤมล'เยือนขอนแก่น ลุยพัฒนา'หนองเลิง'บรรเทาปัญหาน้ำท่วม

‘รมว.นฤมล’เยือนขอนแก่น ลุยพัฒนา’หนองเลิง’บรรเทาปัญหาน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.29 น.

วันนี้ (28 มี.ค.68) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่พร้อมรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายไพฑูรย์ ศรีมุก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 นายทรงพล สวยสม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน
จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ชลประทาน 501,919 ไร่ มีแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่จำนวน 1 แห่ง ได้แก่เขื่อนอุบลรัตน์ และแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลาง 14 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 1,110.66 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 43% ของความจุเก็บกัก มีปริมาณน้ำใช้การได้ 515.9 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันสำนักงานชลประทานที่ 6 จังหวัดขอนแก่น ได้จัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งไปแล้วทั้งสิ้น 890 ล้านลูกบาศก์เมตร คงเหลือปริมาณน้ำที่ต้องจัดสรรอีกประมาณ 460 ล้านลูกบาศก์เมตร ในช่วงฤดูแล้งนี้มีน้ำเพียงพอใช้ทุกกิจกรรม ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นฤดูฝนหน้า

ด้านมาตรการเตรียมความพร้อมและการให้ความช่วยเหลือฤดูฝน 2567/2568 ได้จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ รวมถึงสถานีสูบน้ำ บริเวณประตูระบายน้ำห้วยพระคือ (D8) จำนวน 20 เครื่อง และประตูระบายน้ำปากประแก (D10) จำนวน 5 เครื่อง เพื่อป้องกันอุทกภัยในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีแหล่งน้ำที่สำคัญคือ อ่างเก็บน้ำห้วยสายบาตร หรือ หนองเลิง ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านเลิง ตำบลโคกสี อำเภอเมือง มีพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ รับน้ำจากลำห้วยสายบาตรก่อนจะไหลลงสู่ลำน้ำพอง ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร และจากลำน้ำพองไหลลงสู่แม่น้ำชี ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร เมื่อช่วงฤดูฝนของปีที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่หนองเลิงเป็นจำนวนมากเกินความจุ เกิดน้ำล้นข้ามสันฝายบริเวณทำนบดินหนองเลิง และกัดเซะฝายพังเสียหาย ประกอบกับตัวฝายมีอายุการใช้งานเป็นเวลานาน ทำให้ฝายน้ำล้นขาด ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ นั้น

กรมชลประทาน ได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน โดยการขุดลอกหนองเลิง พื้นที่ 270 ไร่ ส่วนแผนงานระยะกลาง มีโครงการที่จะก่อสร้างประตูระบายน้ำหนองเลิงพร้อมอาคารประกอบ ขนาดบานระบาย 5 ช่อง อัตราการระบายน้ำ 307 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมขุดลอกลำห้วยด้านท้ายฝายน้ำล้น ระยะทางประมาณ 800 เมตร เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตรให้กับชาวตำบลโคกสี และพื้นที่ใกล้เคียง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,800 ไร่ ประชาชน 2,133 ครัวเรือน ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่

– 006

‘นฤมล’สั่งด่วน’กรมชลฯ’ ตรวจสอบความแข็งแรง’เขื่อน’ทั่วประเทศ

'นฤมล'สั่งด่วน'กรมชลฯ' ตรวจสอบความแข็งแรง'เขื่อน'ทั่วประเทศ

‘นฤมล’สั่งด่วน’กรมชลฯ’ ตรวจสอบความแข็งแรง’เขื่อน’ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

“รมว.นฤมล”เยือนขอนแก่น พบปะเกษตรกร พร้อมสั่ง”อธิบดีกรมชลประทาน”ตรวจสอบความแข็งแรงเขื่อนทั่วประเทศ หลังไทยได้รับผลกระทบแผ่นดินไหวในเมียนมา ด้าน”อธิบดีกรมชลฯ”ยืนยัน!มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากเกษตรกร พร้อมมอบปัจจัยการผลิตจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ โฉนดเพื่อการเกษตร ปัจจัยการผลิต โฉนดต้นยาง พันธุ์สัตว์น้ำ เงินอุดหนุนกลุ่มเกษตรกร (กลุ่มละ 100,000 บาท) ใบรับรองมาตรฐานสินค้า/ใบอนุญาตร้านค้า พันธุ์หม่อน เงินอุดหนุนอุปกรณ์การตลาดให้แก่สถาบันเกษตรกร เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ สมุดบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสินค้าเกษตร (ดอกเกลือ) ณ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น

“หลังจากได้รับทราบสถานการณ์เหตุแผ่นดินไหว ได้มอบหมายกรมชลประทานในการตรวจสอบความพร้อมของเขื่อนต่าง ๆ ทั่วประเทศ จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าเขื่อนทุกเขื่อนมีความแข็งแรงมั่นคง อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีเครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจสอบและเตือนภัยที่ได้มาตรฐาน และจะนำเรียนให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ในนามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้เสียหายทุกท่าน ส่วนใดที่กระทรวงเกษตรฯ สามารถช่วยเหลือเยียวยาได้พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ โดยจะประสานทุกหน่วยงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้าน นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวกรมชลประทาน ได้ใช้เครื่องมือในการตรวจสอบความเสียหายประจำเขื่อน และได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักชลประทานเข้าไปตรวจสอบเขื่อนทุกแห่งแล้ว โดยยืนยันว่าทุกเขื่อนมีสภาพการใช้งานปกติ เรามีเครื่องมือตรวจสอบอยู่ หากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวก็จะมีวิธีการรับมืออยู่แล้ว ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าแน่นอน

– 006

กฟก.เชียงราย ชำระหนี้แทนเกษตรกร-ลูกหนี้สหกรณ์-คืนกองทุนโดยไม่มีดอกเบี้ย

กฟก.เชียงราย ชำระหนี้แทนเกษตรกร-ลูกหนี้สหกรณ์-คืนกองทุนโดยไม่มีดอกเบี้ย

กฟก.เชียงราย ชำระหนี้แทนเกษตรกร-ลูกหนี้สหกรณ์-คืนกองทุนโดยไม่มีดอกเบี้ย

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.09 น.

กฟก.เชียงราย ชำระหนี้แทนเกษตรกรสมาชิกฯ ลูกหนี้สหกรณ์ฯ กลุ่มเป้าหมายใช้บุคคลค้ำประกัน เกษตรกรชำระคืนกองทุนฟื้นฟูฯโดยไม่มีดอกเบี้ย

วันที่ 28 มีนาคม 2568 นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) และนางเกศรา สุภานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เชียงราย (สตส.) ร่วมมอบเงิน จำนวน 352,002.55 บาท เพื่อชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 3 ราย กลุ่มเป้าหมายเกษตรกรลูกหนี้ใช้บุคคลค้ำประกัน ให้กับสถาบันเจ้าหนี้สหกรณ์ฯ จำนวน 3 สหกรณ์ฯ โดยมีนายพิชิตพล ลือชัย นักวิชาตรวจสอบบัญชีชำนาญการพิเศษ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เชียงราย (สตส.) อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย (ผู้แทนภาคราชการ) ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ชั้น 1

โดยมีผู้แทนสหกรณ์ฯ จำนวน 3 สหกรณ์ฯ เป็นผู้รับมอบเงินเพื่อชำระหนี้แทนเกษตรกร ดังนี้ 1.สหกรณ์การเกษตรเมืองเทิง จำกัด ชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย จำนวนเงิน 206,944.00 บาท มีนายเด่น ซาวคำเขต เลขานุการสหกรณ์ฯ เป็นผู้รับมอบ 2.สหกรณ์ อ.บ.ต.สันกลาง จำกัด ชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย จำนวนเงิน 73,019.78 บาท มีนายคำ คำแก้ว ประธานกรรมการสหกรณ์ฯ เป็นผู้รับมอบ และ 3. สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตขุนตาล จำกัด ชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย จำนวนเงิน 72,038.77 บาท มีนางรุ่งพิสมัย ตาจุมปา ผู้จัดการสหกรณ์ฯเป็นผู้รับมอบ 

นายนิยม กล่าวว่า สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2568 เพิ่มเติม เพื่อชำระหนี้แทนเกษตรกรให้กับสหกรณ์ฯ ที่มีรายชื่ออนุมัติชำระหนี้ไว้แล้ว โดยเป็นกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรลูกหนี้ใช้บุคคลค้ำประกัน จำนวน 3 ราย และเกษตรกรชำระเงินคืนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) โดยไม่มีดอกเบี้ย

ทั้งนี้ สามารถสอบถามการช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ได้ที่ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ชั้น 1 โทรศัพท์ 053-150156 ในวันและเวลาราชการ นายนิยม กล่าว ///-026

ก.เกษตรเปิดตัวระบบลงทะเบียนฯ

ก.เกษตรเปิดตัวระบบลงทะเบียนฯ

ก.เกษตรเปิดตัวระบบลงทะเบียนฯ

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.45 น.

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ แถลงข่าวเปิดตัว ระบบขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางการเกษตร สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระดับโลก

วันนี้ (28 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าวเปิดตัว ระบบขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agri Service Provider) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นศูนย์กลางอาหาร (Agriculture & Food Hub) โดยเน้นการพัฒนาเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน มุ่งสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนผ่านกลไกการยกระดับสินค้าเกษตรสู่การเพิ่มรายได้ และการเสริมแกร่งให้กับเกษตรกรและคนในภาคเกษตร เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มของปริมาณการใช้บริการทางการเกษตรผ่านเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีการเกษตรปี 2567 สาขาบริการทางการเกษตร ซึ่งมีแนวโน้มของปริมาณการใช้บริการทางการเกษตร ผ่านเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ร้อยละ 0.3 – 1.3 จากเหตุปัจจัยข้อจำกัด คือ แรงงาน เวลา ทุน

ดังนั้นการลงทุนซื้อเครื่องจักรกล หรือเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ของเกษตรกรรายย่อยจะมีจุดคุ้มทุนที่ใช้ระยะเวลายาวนาน รวมถึงภาวะขาดแคลนแรงงาน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมทั้งกฎระเบียบมาตรฐานสินค้า ที่ต้องยกระดับกระบวนการผลิตเป็นเกษตรแม่นยำ Precision Farming รวมถึงแนวโน้มตลาดที่ทำให้ความต้องการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการวางแนวทางการบริหารจัดการเศรษฐกิจแบ่งปันทรัพยากร (Sharing Economy) จะได้รับการตอบสนองเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่นายทะเบียน สำหรับการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ที่เป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อีกทั้งได้มีการพัฒนา“เครือข่ายบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรร่วมกันของชุมชน” ให้เกิดระบบ Sharing Economy ในท้องถิ่นเกษตรกรเข้าถึงการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยไม่ต้องลงทุนซื้อด้วยตนเอง ลดภาระการลงทุนซ้ำซ้อน เกิดการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรอย่างคุ้มค่าการลงทุน และพัฒนาเครือข่ายบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรร่วมกันของชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพโดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการทำการเกษตรแปลงใหญ่ หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือเกษตรกร Young Smart Farmer หรือ Smart Farmer หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างระบบฐานข้อมูลผู้ให้บริการทางการเกษตร เพื่อเป็นรากฐานในการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรประกอบกับตามระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกรเกี่ยวกับการประกอบกิจการในด้านการเกษตร พ.ศ. 2567 เพื่อให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลผู้ให้บริการทางการเกษตรประเภทต่างๆ เช่น ผู้ให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมถึงโดรนเพื่อการเกษตร และบริการระบบอัตโนมัติ บริการเก็บเกี่ยวผลผลิต

สำหรับคุณสมบัติผู้จดแจ้ง เป็นเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือ ผู้ประกอบการ ที่มีเครื่องจักรกลทางการเกษตรไว้ในครอบครอง และมีความประสงค์จะให้บริการ สามารถจดแจ้งผ่านออนไลน์ ได้ที่ระบบขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agri Service Provider) และยื่นแบบได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง โดยจะแบ่งงานบริการเป็นหมวดหมู่ เช่น ก่อนการผลิต (บริการปรับหน้าดิน ยกร่อง ขุดร่องน้ำ) ระหว่างการผลิต (บริการโดรนเพื่อการเกษตร) หลังการผลิต (บริการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว , พืชไร่, นักคัด , นักตัดผลไม้ , ขนส่งผลผลิต) งานบริการ (ระบบน้ำอัตโนมัติ) โดยผู้ให้ข้อมูลต้องไม่แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และยินยอมการให้ข้อมูลกับภาครัฐ เพื่อนำไปพัฒนาระบบต่อไป

015

‘อิทธิ’วางแนวทางขับเคลื่อน งานจัดที่ดินทำโฉนดเพื่อการเกษตร

‘อิทธิ’วางแนวทางขับเคลื่อน  งานจัดที่ดินทำโฉนดเพื่อการเกษตร

‘อิทธิ’วางแนวทางขับเคลื่อน งานจัดที่ดินทำโฉนดเพื่อการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการสัมมนา เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนงานจัดที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ 2568” โดยมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมตรัง เขตพระนคร กทม.มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานด้านการจัดที่ดินให้มีความชัดเจนและเป็นแนวทางเดียวกัน รวมถึงการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหา และเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงาน รับทราบนโยบายด้านการจัดที่ดินของ ส.ป.ก.พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดมความคิดเห็นและร่วมกันกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนและปรับปรุงการปฏิบัติงานของ ส.ป.ก.ให้บรรลุเป้าหมาย

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า จากเดิมที่ตั้งเป้าจัดที่ดินทำกินแก่เกษตรกรให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ให้ครบ 22 ล้านไร่ ในปี 2568 มีปัญหาอุปสรรคเรื่องพื้นที่ซึ่งยังมีข้อพิพาทประมาณ 5 ล้านไร่ จึงปรับแผนเป้าหมายเป็น 17 ล้านไร่ ในปี 2568 ได้สั่งการ ส.ป.ก.ทุกจังหวัด ร่วมขับเคลื่อนงานให้บรรลุตามเป้าหมาย ส่วนโฉนดต้นไม้ ก็เป็นอีกนโยบายที่สำคัญซึ่งจะต้องจะดำเนินการควบคู่กับการออกโฉนดเพื่อการเกษตร ยืนยันว่าจะกำกับติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมภายในปีนี้

ทั้งนี้ ส.ป.ก.ได้ปรับปรุงสิทธิการถือครองที่ดินให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดิน โดยพิจารณาเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้นำมาพัฒนาที่ดินเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว โดยเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2567 มีแผนงานดำเนินการประมาณ 5 แสนราย โดยใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และสรุปปิดโครงการไปเมื่อเดือนธันวาคม 2567 สำหรับปีงบประมาณ 2568 แผนงานมากกว่าปีที่แล้วประมาณ 2 เท่า นั่นคือ เป้าหมายในการยื่นรับคำขอออกโฉนดเพื่อการเกษตร 1.06 ล้านราย และต้องจัดทำโฉนดเพื่อการเกษตรให้แล้วเสร็จ ร้อยละ 70 ของเป้าหมายในการรับคำขอ ซึ่งเป็นปริมาณที่มากและท้าทายทุกจังหวัด

นอกจากนี้ ส.ป.ก.ได้แก้ไขระเบียบสำหรับใช้ในการดำเนินงานจัดที่ดินของ ส.ป.ก.ใหม่ เพื่อให้มีความพร้อมรองรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน ประกอบด้วย ระเบียบ คปก.หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกและจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร การโอนหรือตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อ และการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรที่ได้รับที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 และระเบียบ คปก.ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2566

‘อัครา’มุ่งผลักดันทำเกษตรสมัยใหม่

‘อัครา’มุ่งผลักดันทำเกษตรสมัยใหม่

‘อัครา’มุ่งผลักดันทำเกษตรสมัยใหม่

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลักดัน : นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยกระดับเกษตรทันสมัย ฟื้นฟูครัวไทยสู่ครัวโลกและความมั่นคงทางอาหาร ครั้งที่ 1/2568 โดยเห็นชอบแนวทางขับเคลื่อนยกระดับเกษตรทันสมัย ผลักดันการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ด้วย 5 กิจกรรม ผลิตพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยกระดับเกษตรทันสมัย ฟื้นฟูครัวไทยสู่ครัวโลกและความมั่นคงทางอาหาร ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนยกระดับเกษตรทันสมัย ฟื้นฟูครัวไทยสู่ครัวโลกและความมั่นคงทางอาหาร 5 กิจกรรม ได้แก่ 1.แนวทางส่งเสริมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ทางเลือกที่มีตลาดรองรับบนพื้นที่ต้นแบบบ้านแม่ต๋ำน้อย ด้วยการรวมกลุ่มเกษตรกรปลูกพืชผักมูลค่าสูงในโรงเรือนให้มีมาตรฐานปลอดภัยมีการลงพื้นที่จัดหาตลาดที่รองรับผลผลิต อาทิ แตงกวาญี่ปุ่น เมล่อน ฟักทองบัตเตอร์นัท เป็นต้น 8.2 แสนบาทต่อไร่ต่อปี 2.แนวทางการปรับเปลี่ยนที่ดินไม่เหมาะสมเป็นการเกษตรแม่นยำ เช่น การปรับเปลี่ยนนาข้าวร้างสู่การปลูกปาล์มน้ำมัน 3.แนวทางการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการเพื่อพัฒนาการผลิตในพื้นที่เฉพาะ เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่กุลาร้องไห้ให้สามารถเพาะปลูกพืชได้ในหน้าแล้ง 4.แนวทางการแปรรูปสินค้าเกษตร อาทิ การผลิตสุราชุมชนจากข้าวหลากสี การแปรรูปกาแฟจากเกษตรกรชาติพันธุ์ การแปรรูปปลานิลมีมาตรฐานจัดจำหน่ายบนหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ และ 5.แนวทางการพัฒนาพื้นที่นำร่องเกษตรทันสมัย แม่นยำ อ.แม่ใจ จ.พะเยา (พะเยาโมเดล) ซึ่งทุกกิจกรรมนำร่องสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร และสามารถหยิบยกนำต้นแบบดังกล่าวไปใช้ในพื้นที่อื่นได้ในอนาคต

“กระทรวงเกษตรฯ ขานรับนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก จึงทำโครงการนำร่อง ปรับเปลี่ยนนาข้าวร้างให้เป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ การปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา ส้มโอทับทิมสยามที่มีตลาดรองรับ จึงมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU โครงการยกระดับการพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่ ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย (อบจ.)และองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย (อบต.) ให้เป็นประโยชน์” นายอัครา กล่าว