‘แอนแทรกซ์’คร่า 1 ศพ มุกดาหารติดสะสม 2 เฝ้าระวัง 247 คน สัมผัสโดยตรง

‘แอนแทรกซ์’คร่า 1 ศพ มุกดาหารติดสะสม 2 เฝ้าระวัง 247 คน สัมผัสโดยตรง

‘แอนแทรกซ์’คร่า 1 ศพ มุกดาหารติดสะสม 2 เฝ้าระวัง 247 คน สัมผัสโดยตรง

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘แอนแทรกซ์’คร่า1ศพ มุกดาหารติดสะสม2 เฝ้าระวัง247คน สัมผัสโดยตรง

“สสจ.มุกดาหาร” เผยพบผู้ติดเชื้อ “แอนแทรกซ์” สะสม 2 ราย คร่าชีวิต 1 ศพ ประกาศเตือนชาวบ้านในพื้นที่งดบริโภค‘เนื้อวัว ควาย แพะ แกะดิบ’ป้องกันติดเชื้อ“แอนแทรกซ์”พร้อมเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่ร่วมสัมผัสโรคทั้งจากการร่วมชำแหละสัตว์-ผู้บริโภคเป็นเวลา 60 วัน พร้อมเร่งตรวจหาแหล่งที่มาของเชื้อ-ผู้ป่วยเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มภารกิจสื่อสารความเสี่ยง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร งดบริโภคเนื้อวัว ควาย แพะ และแกะในรูปแบบดิบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568 เมื่อประชาชนในพื้นที่ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล ได้สัมผัสและบริโภคเนื้อวัวที่คาดว่าอาจปนเปื้อนเชื้อโรค ต่อมาเริ่มมีอาการไข้และมีตุ่มที่ผิวหนัง จึงถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล และส่งต่อมายังโรงพยาบาลมุกดาหาร แต่อาการไม่ดีขึ้นและเสียชีวิตวันที่ 30 เมษายน 2568 แพทย์วินิจฉัยว่าเสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ โดยผู้เสียชีวิตรายนี้นับเป็นรายแรกของจังหวัดมุกดาหาร

นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหารเปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ 1 ราย และได้เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่บริโภคเนื้อวัวร่วมกับผู้ป่วย พร้อมให้ยาป้องกันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ โรคแอนแทรกซ์ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ในส่วนมาตรการควบคุมโรค อำเภอดอนตาลได้ตั้งจุดตรวจและจุดสกัด 4 แห่ง ได้แก่ บ้านป่าพะยอม บ้านนาห้วยกอก บ้านภูวง และหน้าสถานีตำรวจภูธรป่าไร่ เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์

ต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ ที่บ้านโคกสว่าง ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล พบว่ามีการเข้าตรวจสอบจุดชำแหละวัวที่มีอาการต้องสงสัย โดยเจ้าหน้าที่จากด่านกักกันสัตว์ ปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหาร กรมปศุสัตว์ ได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจ และฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณโดยรอบ และฉีดวัคซีนให้กับโค และกระบือ ในรัศมี 5 กิโลเมตรจำนวน 800 ตัว เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค

ด้านนายทัศนเทพ รักษ์พิทักษ์กุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านโคกสว่าง เปิดเผยว่า สถานการณ์โดยรวมไม่น่าเป็นห่วง ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานราชการและท้องถิ่น ที่เข้ามาสนับสนุนการควบคุมโรคเต็มที่ และได้รณรงค์ให้ประชาชนงดบริโภคเนื้อดิบ รวมถึงขอความร่วมมือหากพบสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะวัว มีอาการผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นายทัศนเทพกล่าวต่อว่า เริ่มแรกวันที่ 12 เมษายน และวันที่ 13 เป็นงานบุญผ้าป่า ได้ซื้อวัวมาชำแหละแบ่งกัน มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมาร่วมชำแหละด้วย โดยมีบาดแผลเป็นตุ่มอยู่ที่มือ ก่อนแยกย้ายกันไป ต่อมาวันที่ 14-15 เมษายน ผู้เสียชีวิตเริ่มมีอาการ แต่ยังไม่ไปรักษาตัว กระทั่งวันที่ 28 เมษายน มีวัวตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงประสานปศุสัตว์อำเภอมาตรวจสอบ เจ้าหน้าที่แนะนำให้ฝังดินฝังกลบ แต่มีทีมงานอีก 1 ชุด มานำวัวตัวนั้นมาชำแหละแบ่งทำอาหาร จนทราบข่าวของผู้ป่วยคือ นายพัฒน์ คนยืน ผู้ตาย จึงประกาศเตือนชาวบ้านที่นำเนื้อวัวไป ให้นำเนื้อวัวไปกลบฝังดินเผา ห้ามรับประทานเด็ดขาด จากนั้นมีเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ออกมาสำรวจ ฉีดวัคซีน ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ บริเวณป่าสวนยางพาราที่ชำแหละวัว และบริเวณใกล้เคียงที่ชำแหละ ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบมาจากหมูหรือมาจากวัว ที่มาชำแหละมาจากบ้านนาสะโน อำเภอดอนตาล พื้นที่ใกล้กัน ตอนนี้มีผู้ป่วย 4 คน เสียชีวิต 1 คน กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 คน

ทั้งนี้ ยืนยันผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย เป็นชาย อายุ 53 ปี ชาวบ้านเหล่าหมี ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โรคประจำตัว เบาหวาน อาชีพรับจ้างก่อสร้าง เริ่มป่วยวันที่ 24 เมษายน มีตุ่มแผลที่มือข้างขวา วันที่ 27 เมษายน เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลดอนตาล ด้วยอาการแผลที่มือผู้ป่วยเริ่มมีสีดำ ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้โต ขณะรอตรวจที่โรงพยาบาลดอนตาล มีอาการ หน้ามืด ชักเกร็ง แพทย์สงสัยเนื่องจากผู้ป่วยมีอาการเข้าได้กับโรคแอนแทรกซ์ จึงเจาะเลือดส่งตรวจยืนยันเชื้อ วันที่ 28 เมษายน ผู้ป่วยสงสัยโรคแอนแทรกซ์มีอาการแย่ลง จึงส่งรักษาต่อโรงพยาบาลมุกดาหาร และมีการเจาะเลือดและ swab บาดแผลส่งตรวจเพิ่มเติม ส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สถาบันบำราศนราดูร วันที่ 29 เมษายน ผู้ป่วยอาการแย่ลง กระทั่งวันที่ 30 เมษายน ผู้ป่วยเสียชีวิต และได้จัดการศพตามมาตรฐาน พบผลตรวจด้วยวิธีเพาะเชื้อ Bacillus anthracis ที่ห้องปฏิบัติการสถาบันบำราศนราดูร ในตัวอย่างเลือด ผู้ป่วยมีประวัติชำแหละโค งานบุญผ้าป่า และแจกเนื้อโคที่ชำแหละไปรับประทานในหมู่บ้าน

สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหารกล่าวด้วยว่า หลังเกิดเหตุได้ค้นหาผู้ป่วยและผู้สัมผัสเพิ่มเติม พบผู้สัมผัสรวม 247 คน แบ่งเป็นผู้ชำแหละสัตว์ 28 คน และ ผู้บริโภคเนื้อดิบ 219 คน เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 129 คน ให้ยา Doxycycline ในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 129 คน นอกจากนี้ ยังพบผู้สัมผัสที่มีอาการ 1 ราย โดยมีอาการแผล เริ่มมีอาการวันที่ 27 เมษายน และมีประวัติร่วมชำแหละโควันที่ 12 เมษายน พร้อมผู้ป่วยรายแรก อยู่ระหว่างสอบสวนและส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ขณะเดียวกันได้ตั้งศูนย์คัดกรองผู้สัมผัสเพิ่มเติม ที่ศาลากลางหมู่บ้านในชุมชน

ขณะที่ปศุสัตว์อำเภอร่วมกับด่านกักกันสัตว์ พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ บริเวณสถานที่ชำแหละ เก็บตัวอย่างเนื้อแห้ง หนังแห้ง โคและหมู และเก็บตัวอย่างเนื้อและเลือดที่อยู่บนเขียงที่ใช้ชำแหละ อุจจาระโค เพื่อส่งตรวจ ที่ศูนย์วิจัยและและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่น ฉีดยาปฏิชีวนะในโค ในพื้นที่ บ้านโคกสว่าง หมู่ 6 จำนวน 124 ตัว ด่านกักกันสัตว์ขอความร่วมมือห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าออกพื้นที่เสี่ยงในรัศมี 5 กิโลเมตร

หลังจากนี้ จะค้นหาแหล่งที่มาของเชื้อ ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการในกลุ่มผู้ที่มีอาการ โดยเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงเป็นระยะเวลา 60 วัน ส่วนมาตรการด้านสัตว์ วางแผนฉีดวัคซีนในสัตว์ ในรัศมี 5 กิโลเมตร ภายใน 1 สัปดาห์ เฝ้าระวังสัตว์ป่วยตายในอ.ดอนตาล จนกว่าจะไม่มีสัตว์ป่วยเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 20 วัน

ครบรอบ 83 ปี กรมปศุสัตว์ เปิดตัวระบบ DLD-Televet ยกระดับบริการสัตวแพทย์ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

ครบรอบ 83 ปี กรมปศุสัตว์ เปิดตัวระบบ DLD-Televet ยกระดับบริการสัตวแพทย์ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

ครบรอบ 83 ปี กรมปศุสัตว์ เปิดตัวระบบ DLD-Televet ยกระดับบริการสัตวแพทย์ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

2 พฤษภาคม 2568 กรมปศุสัตว์ นำโดยนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 83 ปี (5 พฤษภาคม 2568) ภายใต้แนวคิด “83 ปี ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน ผู้บริหารจากหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงวันคล้ายวันสถาปนาและผลสำเร็จของกรมปศุสัตว์ตลอด 83 ปี พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัวระบบ DLD-Televet อีกทั้ง มีกิจกรรมหลากหลาย เช่น พิธีมอบโค การจัดนิทรรศการ การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ OK  การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์มูลค่าสูง การแสดงโชว์ Line Dance การให้บริการผ่าตัดทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่สุนัขและแมว ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการนำของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ด้วยการส่งเสริมให้ภาคเกษตรกรรมปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล เพิ่มรายได้และพัฒนาสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ตอบสนองนโยบายนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญยิ่งในการควบคุม ส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ ทั้งในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงแต่รักษามาตรฐานการดำเนินงานที่เข้มแข็ง แต่ยังสามารถเปลี่ยนแปลง ปรับตัว และพัฒนากระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการเปิดตัวระบบ DLD-Televet ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบริการสัตวแพทย์ของประเทศไทยที่ไม่ใช่เพียงแค่ระบบเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างเกษตรกรกับบริการด้านสุขภาพสัตว์ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ระบบนี้จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรอย่างมาก การพัฒนาระบบ DLD-Televet ยังสะท้อนแนวคิด “ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” ที่กรมปศุสัตว์นำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวสู่การเป็นหน่วยงานที่ทันสมัย และพร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ

ด้านนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างรายได้ที่มั่นคงและพัฒนาภาคเกษตรให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพทุกมิติ ก้าวสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยแนวคิด “ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” สอดรับกับยุคสมัยในปัจจุบันและอนาคต โดยกรมปศุสัตว์ได้ปรับกระบวนการทำงานให้สะดวก รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน ด้วยการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ยกระดับบริการต่างๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จนสามารถขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้นำการส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ระดับโลก เช่น ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์จากน้ำนม ในโอกาสสำคัญนี้ กรมปศุสัตว์พร้อมเปิดตัวระบบบริการสัตวแพทย์ทางไกล “DLD-Televet” อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ซึ่งระบบ “DLD-Televet” เป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพสัตว์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและชนบทที่ขาดแคลนสัตวแพทย์ ระบบนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงคำปรึกษาทางสัตวแพทย์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และสามารถวินิจฉัยและดูแลสุขภาพสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ DLD-Televet ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านโรคสัตว์แบบเรียลไทม์ ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านปศุสัตว์ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน

การจัดงานครั้งนี้ เป็นการแสดงศักยภาพการขับเคลื่อนภารกิจของกรมปศุสัตว์ ตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสะท้อนความสำเร็จของกรมปศุสัตว์ในการผนึกเทคโนโลยีกับภารกิจ ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “83 ปี ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย เช่น พิธีมอบโค ซึ่งเป็นโคเพศเมีย จำนวนทั้งสิ้น 27 ตัว โดยนำไปมอบให้แก่เกษตรกรจังหวัดชัยภูมิเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ เพิ่มผลผลิตและใช้ประโยชน์ในการเกษตรภายใต้หลักเกณฑ์ ตามโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดําริ การมอบรางวัลต่างๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ และเกษตรกร เช่น DLD Quality Awards รางวัลอาสาปศุสัตว์ดีเด่น รางวัลเครือข่ายสัตว์พันธุ์ดี กรมปศุสัตว์ ดีเด่น ระดับประเทศ รางวัล LAB OK เป็นต้น การจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ในหัวข้อต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ OK รวมถึงการแสดงโชว์ Line Dance การให้บริการผ่าตัดทำหมันและบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

-(016)

กะเพราขาดตลาด! ‘ลุยขยาย3สายพันธุ์’ หนุนเกษตรกรปลูกขายรายได้งาม

กะเพราขาดตลาด! ‘ลุยขยาย3สายพันธุ์’ หนุนเกษตรกรปลูกขายรายได้งาม

กะเพราขาดตลาด! ‘ลุยขยาย3สายพันธุ์’ หนุนเกษตรกรปลูกขายรายได้งาม

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.47 น.

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จ.ตรัง ขยายแปลงปลูกกะเพรา 3 สายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ใบเล็ก ใบใหญ่และกะเพราแดง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและกลุ่มร้านอาหารที่ทำเมนูผัดกะเพรา เมนูง่าย ๆ รสชาติเผ็ดร้อน หรือที่คนไทยเรียกว่าเมนูสิ้นคิด หลังกะเพราหายากขึ้น แพงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง

วันที่ 2 พ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จ.ตรัง นางวรรณา พรหมบุญทอง ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และนักวิชาการเกษตรฯ  เร่งขยายพันธุ์ต้นกะเพราจำนวน 3 สายพันธุ์คือ กะเพราเขียวใบเล็ก ใบใหญ่และกะเพราแดง บนเนื้อที่ปลูกประมาณ 1 ไร่ เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์แจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นำไปปลูกเป็นการสร้างรายได้เสริมบนที่ดินว่างข้างบ้าน หลังกะเพราในท้องตลาดมีราคาแพงขึ้น และหายากมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งของทุกปี

ซึ่งกะเพราทั้ง  3 สายพันธุ์ใช้เวลาประมาณ 60-90 วันก็สามารถตัดใบขายได้ ในราคากิโลละ 60-80 บาทหรือมัดละ 10 บาท ส่วนกะเพราแดงราคากิโลละ 100 บาท เพราะเป็นกะเพราที่หายาก ให้รสชาติที่เผ็ดร้อนและหอมกว่ากะเพราเขียว  แต่สรรพคุณเหมือนกันคือ มีส่วนประกอบของสมุนไพรในตำรับยาไทยหลายชนิด ช่วยบำรุงธาตุไฟ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ป้องกันอาการหวัด ขับลมในกระเพาะ แก้จุกเสียด ช่วยระบบย่อยอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาวในเนื้อสัตว์ ช่วยละระดับไขมันในเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ใบกะเพราใช้ขยี้ผสมน้ำ ไล่กำจัดแมลงศัตรูพืชต่าง ๆ ได้

และแม้ว่ากะเพราจะเป็นเมนูสิ้นคิด นึกไม่ออกบอกกะเพราไว้ก่อน แต่ด้วยรสชาติที่หอม อร่อย จึงทำให้กะเพรายังเป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก ปลูกครั้งเดียวก็สามารถตัดกิ่งปักชำ เพื่อขยายพันธุ์และขายได้ตลอดทั้งปี แต่ด้วยพื้นที่ทำการเกษตรลดลง ประกอบกับคนรุ่นใหม่ไม่สนใจปลูกกะเพรา จึงทำให้กะเพรามักจะขาดตลาดและมีราคาแพงขึ้น ทั้งที่เป็นพืชปลูกง่าย ตายยาก หมั่นรดน้ำ ใส่ปุ๋ยคอกทุก ๆ 7 วัน ก็ทำให้กะเพราเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังไม่มีโรคและแมลงรบกวน เพราะกะเพราเป็นพืชที่มีรสฉุน แมลงไม่ชอบ ส่วนเกษตรกรรายใดสนใจ ติดต่อขอรับเมล็ดพันธุ์ได้ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จ.ตรัง ในวันและเวลาราชการ

ขณะที่ นางวรรณา พรหมบุญทอง ผู้อำนวยการศูนย์ขยายพันธ์พืชที่ จ.ตรัง กล่าวว่า กะเพราที่ปลูกมี 3 สายพันธุ์คือกะเพราเขียวใบเล็ก ใบใหญ่และกะเพราแดง เพื่อทดสอบสาระสำคัญที่มีสรรพคุณทางยาว่าสายพันธุ์ไหนดีที่สุด อีกจุดประสงค์หนี่งคือปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้สนับสนุนเกษตรกรที่มีความต้องการเอากะเพราไปปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือปลูกเพื่อส่งขายเป็นรายได้ เพราะเดี๋ยวนี้กะเพราก็มีหลายเมนูอาหาร เช่น ผัดกะเพราเนื้อหมู ผัดเผ็ด แกงเลียงหรือแกงอะไรก็มีกะเพราเป็นส่วนผสมค่อนข้างเยอะ

แต่ปัญหาคือที่ปลูกเป็นเชิงการค้าจะไม่ค่อยมี เราจึงส่งเสริมโดยจัดทำเป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์ และจะสนับสนุนให้ไปปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนก่อน ถ้าต่อยอดไปปลูกเพื่อการค้าก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้ ///-026

‘นฤมล’เผย’กยท.-เครือข่ายฯ’เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน

'นฤมล'เผย'กยท.-เครือข่ายฯ'เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน

‘นฤมล’เผย’กยท.-เครือข่ายฯ’เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.08 น.

“นฤมล”เผย กยท.จับมือเครือข่ายฯ”เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน สร้างแรงกดดันต่อสมดุลของตลาด ทำราคายางพาราพุ่งกระฉูด ตลาดยางสุดคึกคัก

2 พฤษภาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงสถานการณ์ราคายางพาราปัจจุบันว่า ยางทุกชนิดปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยในวันนี้( 2 พ.ค.)ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) ราคาปรับขึ้นมา 70 บาทต่อกิโลกรัม (กก.),ยางแผ่นดิบคุณภาพดี (ความชื้นไม่เกิน 3%)  ราคาปรับขึ้นมา 68 บาทต่อกิโลกรัม,น้ำยางสด ราคาปรับขึ้นมา 58.75 บาทต่อกิโลกรัม,ยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคาปรับขึ้นมา 58 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 70%) ราคาปรับขึ้นมา 40.60 บาทต่อกิโลกรัม

“ราคายางที่ปรับขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)และคณะกรรมการเครือข่ายฯ และการยางแห่งประเทศไทย ในการขอความร่วมมือเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางเลื่อนฤดูกาลเปิดกรีดยางออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมที่จะทำการเปิดเดือน พ.ค. 2568 โดยให้เริ่มทำการเปิดกรีดเดือน มิ.ย. 2568 ซึ่งจะทำให้ผลผลิตยางหายไปจากระบบตลาดโลกไม่ต่ำกว่า 3 แสนตัน หากมูลค่าผลผลิตยางพาราชนิดแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) กิโลกรัมละ 72.04 บาท (ข้อมูลจากการประกาศราคายางของฝ่ายเศรษฐกิจการยาง กยท. ณ วันที่ 3 เมษายน 2568) โดยคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 14,400 ล้านบาท ในช่วงเวลาดังกล่าวการลดลงของอุปทานนี้จะสร้างแรงกดดันต่อสมดุลของตลาด ส่งผลทำให้ตลาดโลกยางตื่น กลัวอนาคตซัพพลายจะขาดทำให้ผู้ค้าที่มีคำสั่งซื้อไว้จะต้องรีบซื้อ ของเก็บไว้ส่งมอบ ส่งผลทำให้ตลาดยางกลับมาคึกคักใหม่อีกรอบ”

นางนฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นแก้ปัญหาด้านราคายาง เพื่อคลายความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ในระหว่างเลื่อนเปิดกรีดยาง เกษตรกรชาวสวนยางสามารถบำรุงรักษาต้นยางให้แข็งแรงสมบูรณ์ เตรียมพร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อเปิดกรีด โดย กยท. จะสนับสนุนเงินกู้จากองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (3) แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านโครงการสิบเชื่อระยะสั้น สำหรับสถาบันเกษตรกรกรเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตยางพารา (สถาบันฯ ละ 1 สัญญา)วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท/ 1 สัญญา โดยปลอดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 4 เดือนโครงการสินเชื่อระยะสั้น สำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตฯ เริ่มต้งแต่เดือน พฤษภาคม เป็นต้นไป 

นอกจากนี้ ตนได้มอบให้ กยท.ช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการยางที่รับซื้อยางพาราโดยการช่วยหลือชดเชยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ทั้งนี้จะต้องมีเงื่อนไขเป็นผู้ประกอบกิจการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมกับวางแผนซื้อโรงงานผลิตยางล้อเพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกรมาแปรรูป เพื่อดึงอุปทานผลผลิตยางออกจากตลาด และเป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราให้มีมาตรฐาน สร้างโอกาสทางธุรกิจและการตลาด ส่งเสริมให้มีแบรนด์สินค้ายางพาราเป็นของ กยท. รวมถึงเป็นการส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.57 น.

Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 ผลักดันการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม เป็นการผลิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ตลาด และตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรได้จัดการพื้นที่เกษตรกรรมตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก หรือ Zoning by Agri-Map เพื่อให้เกษตรกรได้รับการปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ อันส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตลดลง ผลผลิตและรายได้เพิ่ม มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กรมพัฒนาที่ดิน โดย สถานีพัฒนาที่ดินอุทัยธานี สำนักงาน   พัฒนาที่ดินเขต 9 พาไปลงพื้นที่เกษตรกรตัวอย่างของ นางเกศชนก ชาวป่า เกษตรกร ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ที่เข้าร่วมโครงการฯ กับ กรมพัฒนาที่ดิน สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/0Lfy2w71tqs

‘หมอดินกำแพงเพชร’เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP)

'หมอดินกำแพงเพชร'เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP)

‘หมอดินกำแพงเพชร’เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP)

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.53 น.

หมอดินกำแพงเพชร เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP) สู่ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS ……ชูผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง”เม็ดอมจากปลีกล้วยไข่สกัด”

สถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร โดย นางสาวสุชญา ตรีระแสง นักวิชาการเกษตรชำนาญการ พร้อมด้วย กลุ่มวิชาการฯ สพข.9 โดย นางสาวนิโลบล สุจสินธุ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ นายพีรดนย์ สุริยะธง นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ และ นางสาวกมลวรรณ ทองอ่อน นักวิชาการเเกษตร ลงพื้นที่ติดตาม และให้คำปรึกษาขั้นตอนและกระบวนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS ให้กับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ PGS ท่าพุทรา กลุ่มใหม่ขึ้นที่ 1 ต.ท่าพุทรา อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร โดยมี หมอดินดวงฤทัย เงินยวง เป็นประธานกลุุ่ม

เกษตรกรกลุ่มนี้เป็นสมาชิกแปลงใหญ่กล้วยไข่และได้รับการขึ้นทะเบียน GI นอกจากขายผลผลิตสด ยังมีผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปจากกล้วยไข่หลายชนิด เช่น กล้วยไข่หนึบหนับ ผงแป้งกล้วย ไซรับกล้วย น้ำพริกกล้วย และ เม็ดอมจากปลีกล้วยไข่สกัดเพื่อเพิ่มน้ำนม บำรุงครรภ์ โดยเกษตรกรเป็นสมาชิกธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ มีปัจจัยการผลิตปุ๋ยหมัก พด 1 น้ำหมักชีวภาพ พด.2 จึงมีความพร้อมและตั้งใจสมัครเข้ารับการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS เพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้า และทำการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมติดตามความก้าวหน้า’โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย’

'อธิบดีกรมการข้าว'ประชุมติดตามความก้าวหน้า'โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย'

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมติดตามความก้าวหน้า’โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

กรมการข้าว ประชุมติดตามความก้าวหน้า “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย” เตรียมพร้อมเยียวยาชาวนาโดนน้ำท่วม

วันพฤหัสบดีที่ 1 พ.ค. 2568 เวลา 09.30 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Zoom Meeting

ในการประชุมดังกล่าวได้มีการหารือถึงความก้าวหน้าของโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย รวมไปถึงการปรับปรุงคู่มือการปฏิบัติงาน ตลอดจนแนวทางการดำเนินการกรณีเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวเสียชีวิต

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือ! ระหว่าง’รมช.เกษตรฯ’กับผู้บริหารหอการค้าไทย

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือ! ระหว่าง'รมช.เกษตรฯ'กับผู้บริหารหอการค้าไทย

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือ! ระหว่าง’รมช.เกษตรฯ’กับผู้บริหารหอการค้าไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.50 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือระหว่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับผู้บริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

1 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์หญิงวนิดา แจ้งประจักษ์ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ นายจิรภัทร อินทร์สุข ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือฯ

โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมหารือร่วม ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะฯ เพื่อหารือแนวทางความร่วมและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศ และการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องรับรอง 112 ชั้น 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

งดบริโภคเนื้อดิบ! กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์

งดบริโภคเนื้อดิบ! กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์

งดบริโภคเนื้อดิบ! กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.56 น.

1 พฤษภาคม 2568 กรมปศุสัตว์เตือน เกษตรกรเฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์ หลังพบผู้ป่วยรายแรกที่มุกดาหาร มีประวัติชำแหละและรับประทานเนื้อโคดิบ โดยเบื้องต้นได้ดำเนินการเก็บตัวอย่าง เนื้อแห้ง หนังแห้งของสุกรและโค เนื้อสัตว์และเลือดที่อยู่บนเขียงที่ใช้ในการชําแหละ ส่งตรวจหาเชื้อที่ศูนย์วิจัยและและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่นพร้อมสั่งเฝ้าระวังป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในโค กระบือ แพะ แกะ ยันในขณะนี้ยังไม่พบสัตว์ป่วยตายผิดปกติในพื้นที่

นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากที่พบรายงานผู้ป่วยยืนยันโรคแอนแทรกซ์ที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล และย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ด้วยอาการมีแผลที่มือขวา ต่อมน้ำเหลืองโตที่รักแร้ขวา ผู้ป่วยมีประวัติชำแหละและรับประทานเนื้อโคดิบ โดยแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้น คือ septic shock และได้รับผลทางห้องปฏิบัติการรายงานผลการตรวจวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus anthracis) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคแอนแทรกซ์

ซึ่งโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus anthracis)  สัตว์ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ในดินหรือหญ้าเข้าสู่ร่างกาย หรือจากการกินน้ำและอาหารที่มีเชื้อปะปนเข้าไป เมื่อเชื้อเข้าตัวสัตว์จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น พร้อมสร้างสารพิษทำให้สัตว์ป่วยและตายในที่สุด ในระหว่างสัตว์ป่วยเชื้อถูกขับออกมากับอุจจาระปัสสาวะหรือน้ำนม เมื่อทำการเปิดผ่าซากเชื้อสัมผัสกับอากาศจะสร้างสปอร์ทำให้คงทนในสภาพแวดล้อมได้นาน โค กระบือ แพะ แกะ ที่ป่วยมีอาการแบบเฉียบพลัน คือสัตว์ป่วยจะตายอย่างรวดเร็ว มีเลือดสีดำคล้ำไหลออกตามทวารต่างๆ ซากไม่แข็งตัว สำหรับคนที่ทำการผ่าซากหรือบริโภคเนื้อสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้ แบบสุกๆ ดิบๆ จะพบแผลหลุมตามนิ้วมือ แขน หรือช่องปาก และมีอาการเจ็บปวดในช่องท้องโรคนี้ทำให้คนตายได้หากตรวจพบโรคช้า

ทั้งนี้สถานการณ์ ณ ปัจจุบันจากการเฝ้าระวังและค้นหาโรค ยังไม่พบสัตว์ป่วยตายผิดปกติในพื้นที่ โดยกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่าง ได้แก่ เนื้อแห้ง หนังแห้งของสุกรและโค เนื้อสัตว์และเลือดที่อยู่บนเขียงที่ใช้ในการชําแหละ อุจจาระโคเพื่อส่งตรวจหาเชื้อที่ศูนย์วิจัยและและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่น
 
อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินมาตรการควบคุมโรคแอนแทรกซ์ในสัตว์ที่จังหวัดมุกดาหาร โดยมีแนวทางดังนี้

1. กักและสังเกตอาการสัตว์ภายในฝูง ร่วมกับฉีดยาปฏิชีวนะกลุ่ม penicillin อย่างน้อย 3-5 วัน
2. ขอความร่วมมือห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าออกในพื้นที่
3. งดนำโคไปเลี้ยงในพื้นที่แปลงหญ้า / แหล่งน้ำ หรือบริเวณที่สงสัย
4. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในสัตว์ภายในตำบล
5. การทำลายเชื้อด้วยโซดาไฟในพื้นที่ชำแหละสัตว์ 3 จุด ได้แก่ บ้านเหล่าหมี 2 จุด และบ้านโคกสว่าง
1 จุด ทั้งนี้ ให้ทำลายเชื้อบริเวณจุดเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ที่เชือด ท่อน้ำทิ้ง โดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่งกายให้รัดกุม โดยการใส่ชุดป้องกันโรค มาส์กและถุงมือ
6. เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างในสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม เช่น ดินบริเวณคอกสัตว์ เพื่อตรวจหาการปนเปื้อนเชื้อ
7. ดำเนินการเฝ้าระวังสัตว์ป่วยในพื้นที่อำเภอดอนตาล
8. ประชาสัมพันธ์เตือนภัยให้เกษตรกรให้สังเกตอาการสัตว์เลี้ยง โดยมีนิยาม คือ โค กระบือ แพะ แกะตายเฉียบพลัน เลือดไหลออกจากปาก จมูก ทวารหนัก เลือดมีลักษณะไม่แข็งตัว หากพบมีอาการดังกล่าว
ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที และมีการเฝ้าระวังโรคร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่
9. เน้นประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน งดบริโภคเนื้อดิบโดยเด็ดขาด

“กรมฯขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ แพะแกะ หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยหรือตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุแบบเฉียบพลัน ห้ามเปิดผ่าซาก ห้ามเคลื่อนย้ายซากหรือชำแหละเพื่อการบริโภค ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ หรือ ผ่านทาง Application DLD 4.0 หรือโทรศัพท์สายด่วน 063-225-6888 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา“ นายสัตวแพทย์บุญญกฤช กล่าว

.012

ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

กระทรวงเกษตรฯ หารือ หอการค้าไทย ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

วันนี้ (1 พ.ค.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ร่วมหารือกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ พร้อมด้วย คณะกรรมการสายงานเกษตรและอาหาร หอการค้าไทย โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เข้าร่วม ที่ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายอิทธิ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมาย คือลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มและอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการหารือร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสที่ดี ที่จะสร้างความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนา แก้ไข และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 

สำหรับประเด็นข้อเสนอที่ทางคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจ และได้เร่งดำเนินการติดตามแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การส่งออกทุเรียนของไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้มีการตั้งคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เพิ่มห้องแลปตรวจสาร Basic Yellow2 (BY2) ให้เร็วขึ้น จนสามารถปลดล็อคส่งออกทุเรียนไทยได้สำเร็จ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ในส่วนของข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขอยืนยันและให้ความมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรฯ ยึดหลักรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ การนำเข้าสินค้าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร โดยจะพิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นที่ประเทศไทยยังมีการขาดแคลน

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อาทิ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแช่เยือกแข็งไทย การยกระดับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงผำ บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอต่างๆ สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้มั่นคง ยั่งยืน

015