รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’ครูบัญชีอาสาดีเด่นจ.เพชรบุรี พลิกวิกฤติเป็นโอกาสใช้ความรู้ทางบัญชีปรับวิถีทำเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386661

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’ครูบัญชีอาสาดีเด่นจ.เพชรบุรี  พลิกวิกฤติเป็นโอกาสใช้ความรู้ทางบัญชีปรับวิถีทำเกษตร

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’ครูบัญชีอาสาดีเด่นจ.เพชรบุรี พลิกวิกฤติเป็นโอกาสใช้ความรู้ทางบัญชีปรับวิถีทำเกษตร

วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรและประชาชน มีการทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างครูบัญชีอาสาหรือ “อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี” ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากร วิทยากรผู้ช่วย เพื่อสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้ และติดตามผลการทำบัญชีของเกษตรกร รวมถึงการสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนและพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจากการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และครูบัญชีอาสา ได้ช่วยเสริมสร้างให้เกษตรกรได้ใช้บัญชีไปใช้วิเคราะห์ต้นทุนการประกอบอาชีพ เพื่อวางแผนธุรกิจในครัวเรือนของตนเองได้

นายสุริยะ ชูวงศ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาบัญชีฟาร์มประจำปี ๒๕๕๙ และครูบัญชีอาสากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จากจังหวัดเพชรบุรี เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่เคยประสบปัญหาในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยจำหน่ายกล้วยหอมทองในช่วงสินค้าล้นตลาด ทำให้ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และได้ราคาตกต่ำ แต่ในทางกลับกันเมื่อถึงช่วงเทศกาลที่กล้วยหอมทองเป็นที่ต้องการของตลาด กลับไม่มีสินค้าไปจำหน่าย สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ จนกระทั่งได้รับการส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้นำข้อมูลจากการจดบันทึกทางบัญชีมาวิเคราะห์การใช้จ่าย ทำให้สามารถมองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และนำไปวางแผนในการเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตที่สอดคล้องกับกลไกการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้สามารถจำหน่ายกล้วยหอมทองได้ราคาดี พร้อมทั้งน้อมนำทฤษฎีไร่นาสวนผสมและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ปลูกพืชไร่พืชสวนแบบผสมผสาน แบ่งพื้นที่อย่างเป็นระบบ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการผลิต บริหารจัดการระบบการเงินด้วยการทำบัญชีครัวเรือนและการทำการตลาด โดยศึกษาความต้องการของตลาดและตรวจสอบราคาของผักผลไม้ที่แตกต่างไปตามเทศกาลและฤดูกาล เพื่อนำมาวางแผนการปลูกพืชในแต่ละเดือนให้เหมาะกับความต้องการของตลาดในช่วงนั้นๆ

จากการที่นายสุริยะนำข้อมูลทางบัญชีที่จดบันทึกไว้มาวิเคราะห์วางแผนการผลิต ทำให้มองเห็นปัญหาและแนวทางแก้ไข จนพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จ โดยนายสุริยะบอกว่า องค์ความรู้ทางบัญชี ถือเป็นอาวุธทางปัญญาที่ส่งผลให้การผลิตภาคการเกษตร ผ่านพ้นความเสี่ยงจากกลไกทางการตลาดที่มีผลต่อการกำหนดราคาพืชผลทางการเกษตร และยังสามารถนำข้อมูลจากการจดบันทึกทางบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการปัจจัยการผลิตอย่างดิน น้ำ และปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม จนทำให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้อีกด้วย

นับเป็นตัวอย่างของเกษตรกรที่นำองค์ความรู้ทางบัญชีมาปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตและทำการเกษตร และยังเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรอื่นๆ นำไปเป็นแบบอย่างปรับตัวฝ่าวิกฤติที่เกิดขึ้นสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

 

แนะสินค้าTop4มหาสารคาม พร้อมพืชทางเลือกให้เกษตรกร ใช้ปลูกทดแทนนาข้าวพื้นที่S3,N เปิดช่องสร้างผลตอบแทนเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386659

x

แนะสินค้าTop4มหาสารคาม พร้อมพืชทางเลือกให้เกษตรกร ใช้ปลูกทดแทนนาข้าวพื้นที่S3,N เปิดช่องสร้างผลตอบแทนเพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ในจ.มหาสารคาม ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท.4) จ.ขอนแก่น ศึกษาสินค้าเกษตรที่สำคัญ Top4 ของจังหวัด พบว่า ข้าวเหนียวนาปี อ้อยโรงงาน โคเนื้อ และกระบือ เป็น 4 สินค้าสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดของจังหวัด โดยศึกษาเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่เหมาะสม (S1,S2) กับพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N) เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ และนำเสนอสินค้าเกษตรทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงให้เกษตรกร สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมของนาข้าวตามแผนที่ Agri-Map

จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันจ.มหาสารคามมีพื้นที่เหมาะสม (S1,S2) สำหรับการปลูกข้าว 1,380,100 ไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N) 789,800 ไร่ ในขณะที่อ้อยโรงงานมีพื้นที่เหมาะสม (S1,S2) สำหรับการปลูก 90,956 ไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N) 84,962 ไร่ หากพิจารณาผลตอบแทนสุทธิจากการผลิต ข้าวเหนียวนาปี ในพื้นที่เหมาะสม (S1,S2) พบว่า เกษตรกรได้กำไร 1,353 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N) เกษตรกรขาดทุน 2,160 บาท/ไร่ อ้อยโรงงาน ในพื้นที่เหมาะสม (S1,S2) ได้กำไร 1,311 บาท/ไร่ ส่วนในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N) ได้กำไร 355 บาท/ไร่ ด้านโคเนื้อและกระบือ ไม่แยกพื้นที่ความเหมาะสม โดยโคเนื้อ ให้ผลตอบแทน 7,921 บาท/ตัว และ กระบือ ให้ผลตอบแทน 6,307 บาท/ตัว

สำหรับสินค้าทางเลือกเพื่อปรับเปลี่ยนนาข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม พบว่า มันสำปะหลังให้ผลตอบแทนสุทธิที่สูงกว่าข้าวเหนียวนาปี โดยมีต้นทุน 6,621 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ เกษตรกรได้กำไร 551 บาท/ไร่ กล้วยหอมทอง มีต้นทุน 28,091 บาท/ไร่ เกษตรกรได้กำไรในปีแรก 657 บาท/ไร่ (ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นในปีถัดไป) พืชผัก อาทิ กะหล่ำปลี ปลูกปีละ 1 รอบ เฉพาะช่วงฤดูหนาว เริ่มปลูกธันวาคม อายุเก็บเกี่ยว 120 วัน ต้นทุน 20,358 บาท/ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรได้กำไร 26,925 บาท/ไร่

ผักรวม ได้แก่ ผักชี ต้นหอม โหระพา สะระแหน่ ใบแมงลัก กะเพรา ซึ่งปลูกได้ตลอดปี อายุเก็บเกี่ยว 40-50 วัน มีต้นทุน 7,068 บาท/ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรได้กำไร 11,755 บาท/ไร่/รอบการผลิต และผักกาด ปลูกปีละ 3 รอบ ช่วงเวลาปลูก ธันวาคม-พฤษภาคม อายุเก็บเกี่ยว 45 วัน ต้นทุน 2,395 บาท/ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรได้กำไร 9,382 บาท/ไร่/รอบการผลิต

ด้านนายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการ สศท.4 กล่าวเสริมว่า ผลการศึกษาดังกล่าว สศท.4 ได้นำเสนอในที่ประชุม โครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning) ปี 2561 ของจ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนส่วนราชการ รวมทั้งผู้แทนเกษตรกร เพื่อนำเสนอแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่และรับฟังความคิดเห็น ซึ่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเกษตรกรมีข้อเสนอว่านอกเหนือจากสินค้า Top4 และพืชทางเลือกที่เสนอมาแล้วนั้น ควรส่งเสริมการปลูกอินทผาลัม พืชสมุนไพร หม่อนไหม การเลี้ยงโคนม และการเลี้ยงปลาตะเพียนเพื่อแปรรูป ซึ่งสินค้าดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการของตลาด และคาดว่าจะเป็นทางเลือกให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง สำหรับสินค้าชนิดใหม่ ที่ยังไม่เคยผลิตในพื้นที่ หากเกษตรกรจะทดลองผลิตจะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับควรศึกษาข้อมูลต้นทุน ผลตอบแทน และเรื่องการตลาด ตามแนวทางตลาดนำการผลิตให้รอบคอบ หากผู้สนใจสอบถามผลการศึกษาเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สศท.4 โทร. 0-4326-1513 ต่อ 13 หรืออีเมล zone4@oae.go.th

ส่องสหกรณ์ : ข้าวไรซ์เบอร์รี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386660

ส่องสหกรณ์ : ข้าวไรซ์เบอร์รี่

ส่องสหกรณ์ : ข้าวไรซ์เบอร์รี่

วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับความนิยมมากจากผู้รักสุขภาพเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากกว่าข้าวสายพันธุ์อื่นๆ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ช่วยบำรุงระบบไหลเวียนโลหิต บำรุงสายตา อีกทั้งยังช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี เพราะมีไฟเบอร์สูงไม่ทำให้ท้องผูก ตลอดจนสามารถช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

ในช่วงเทศกาลปีใหม่เช่นนี้ หลายคนนิยมมอบของขวัญให้แก่กัน ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จึงถือเป็นของขวัญที่สามารถส่งต่อความปรารถนาดี ให้กับญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนสนิทมิตรสหายได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ สหกรณ์ผู้ผลิตข้าวเพื่อสุขภาพ จังหวัดลพบุรี จำกัด เลขที่ 134/2 หมู่ 2 ต.ท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี โทร. 085-424-4073 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610-7842 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

รายงานพิเศษ : สหกรณ์วัดจันทร์หนุนสมาชิก ปลูกเมล่อนอินทรีย์สร้างรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386438

รายงานพิเศษ : สหกรณ์วัดจันทร์หนุนสมาชิก  ปลูกเมล่อนอินทรีย์สร้างรายได้ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์วัดจันทร์หนุนสมาชิก ปลูกเมล่อนอินทรีย์สร้างรายได้ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“เมล่อนอินทรีย์” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค อีกทั้งยังขายได้ราคาดี สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก จึงได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพที่ยั่งยืน

นางกัญญา งามสงวน ผู้จัดการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากสหกรณ์ฯ เข้าอบรมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ที่ได้มาสนับสนุนโครงการปลูกพืชทางเลือกและผักปลอดภัยเพื่อเพิ่มรายได้เสริมให้กับกลุ่มสมาชิก จึงได้เรียนรู้วิธีการปลูกเมล่อนตามนโยบายยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและสร้างมูลค่า เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นสหกรณ์ฯ ได้ส่งเสริมให้สมาชิกหันมาปลูกเมล่อนอินทรีย์ ในลักษณะปลูกในโดม เพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับสมาชิกและเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภค

สหกรณ์ฯได้ลงทุนสร้างโรงเรือนกลางของสหกรณ์ใช้งบประมาณ 600,000 บาท ปลูกเมล่อนอินทรีย์ตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี โดยซื้อเมล็ดพันธุ์เมล่อนพันธุ์กรีนเน็ตมาปลูก ซึ่งทำให้ผลผลิตมีรสชาติดี เนื้อนุ่ม หวาน หอม มีทั้งสีส้มและเขียว โดยใช้เวลาเพียง 60 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตนำไปขายได้ ปัจจุบันขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ถ้าซื้อเหมาถึงฟาร์มขายราคากิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งถูกกว่าตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปและยังปลอดสารด้วย

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีโรงเรือนสำหรับปลูกเมล่อน 2 โรงเรือน เป็นโรงเรือนแบบปิดที่สามารถควบคุมการผลิตได้ โดยจะควบคุมความหนาแน่นของจำนวนต้น การให้น้ำ การดูแลรักษาซึ่งปลอดจากสารเคมี สารกำจัดแมลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค นอกจากนี้ การปลูกเมล่อนยังมีต้นทุนต่ำ ดูแลรักษาง่าย ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ใช้เพียงการทำแบบระบบน้ำหยด เปิดปิดเป็นเวลา สหกรณ์ฯ ได้เริ่มเก็บผลผลิตและจำหน่ายเมล่อนรุ่นแรก ทำกำไรถึง 80,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกร ซึ่งตลาดในขณะนี้ของสหกรณ์จะขายตามยอดสั่งซื้อของลูกค้าที่สั่งผ่านชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด และโครงการธงฟ้าประชารัฐ

“ขณะนี้สหกรณ์ฯ กำลังจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 2 โรงเรือน เพื่อกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดให้มากขึ้น โดยจะให้สมาชิกนำความรู้ไปต่อยอด หากจะทดลองปลูกที่บ้านของตัวเอง สหกรณ์ฯ ก็จะไปรับซื้อถึงที่เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้แก่สมาชิก พร้อมกับหาตลาดรองรับ หากสมาชิกได้เรียนรู้และสนใจจะทำอาชีพนี้จริงจัง ก็น่าจะสร้างรายได้มากกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น และทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่องทั้งปี” นางกัญญา กล่าว

แม้ตอนนี้สหกรณ์ฯ ยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ และเริ่มส่งเสริมให้สมาชิกปลูก แต่เชื่อว่าเมล่อนอินทรีย์เป็นพืชที่มีอนาคตไกล สามารถสร้างรายได้ที่งดงามให้กับสมาชิกได้อย่างแน่นอน

จับรง.ปุ๋ย-ร้านค้าสารเคมีผิดกม. ยึดของกลาง110ตันมูลค่ากว่า1.6ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386434

x

จับรง.ปุ๋ย-ร้านค้าสารเคมีผิดกม. ยึดของกลาง110ตันมูลค่ากว่า1.6ล.

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตรผนึกกำลังกองปราบปราม ล้างบางโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์และร้านขายสารเคมี จ.ราชบุรี พบความผิดทั้งไม่ขึ้นทะเบียนและทะเบียนหมดอายุ ยึดของกลางอายัดไว้ 110 ตัน มูลค่ากว่า 1.6 ล้านบาท ชี้ได้รับเบาะแสจากประชาชนในพื้นที่

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรราชบุรี กรมวิชาการเกษตรร่วมกับตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(กก.2 บก.ปคบ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)ตรวจสอบโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เอ เอ็ม พี ต.โพหัก อ.บางแพ จ.ราชบุรี เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรราชบุรีได้ตรวจสอบที่ร้านจำหน่ายปุ๋ยในเขตอ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม พบมีการนำผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ตราหัวใจยิ้ม ซึ่งผลิตจากโรงงานดังกล่าวเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง

จากการเข้าตรวจสอบโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เอ เอ็ม พี พบปุ๋ยอินทรีย์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และกระสอบภาชนะบรรจุเปล่า ได้แก่ ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ 822 กระสอบ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดผง 1,042 กระสอบ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด 180 กระสอบ กระสอบพลาสติกสานเปล่า สีขาว ฉลากระบุปุ๋ยอินทรีย์ชนิดผงปุ๋ยตราหัวใจยิ้ม 525 ใบ ฉลากระบุปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด ปุ๋ยตราหัวใจยิ้ม 2,844 ใบ กระสอบพลาสติกสานเปล่า สีขาว ฉลากระบุปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตราช้างแดงคู่ 1,600 ใบ เจ้าหน้าที่ได้สุ่มเก็บตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ชนิดผง ตราหัวใจยิ้ม ผลิตจำหน่ายที่โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เอ เอ็ม พี น้ำหนัก 40 กิโลกรัม ไม่ระบุเลขทะเบียน และปริมาณธาตุอาหารรับรอง เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวมีฉลากไม่ถูกต้องตามที่พ.ร.บ.ปุ๋ยกำหนด จึงตรวจยึดและอายัดไว้ทั้งหมด รวมมูลค่าประมาณ 800,000 บาท

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า วันเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจสอบร้านธนาพรรณการเกษตร ต.ดอนคลัง อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าสถานที่ดังกล่าวครอบครองและจำหน่ายวัตถุอันตรายและปุ๋ยเคมีที่ทะเบียนหมดอายุและไม่มีทะเบียน เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพบของกลางอยู่ในบ้านไม่มีเลขที่ ต.ดอนคลัง อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี มีวัตถุอันตรายทะเบียนหมดอายุและไม่มีทะเบียน 11 รายการ และปุ๋ยเคมีไม่มีทะเบียน 3 รายการ รวม 14 รายการ เนื่องจากวัตถุอันตรายและปุ๋ยเคมีที่ครอบครองไม่ปฏิบัติตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย และพ.ร.บ.ปุ๋ยที่กำหนดไว้ จึงได้ตรวจยึดอายัดไว้ โดยแบ่งเป็นชนิดน้ำ 1,174 ลิตร และชนิดผง 467 กิโลกรัม รวมมูลค่าสินค้าประมาณ 820,000 บาท

“สารวัตรเกษตรพร้อมตำรวจกองปราบฯบก.ปคบ.ได้เข้าตรวจสอบโรงงานผลิตปุ๋ย และร้ายขายวัตถุอันตรายไม่ขึ้นทะเบียนผิดกฎหมายทั้ง 2 แห่ง โดยตรวจยึดอายัดของกลางไว้รวม 110 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,620,000 บาท หากผู้ใดทราบเบาะแสแหล่งทำความผิดผลิตและจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรปลอมหรือไม่มีคุณภาพหลอกขายเกษตรกร ขอให้แจ้งกลุ่มสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร.0-2940-6670”

นำร่องจ่ายเงินอุดหนุนชาวสวนยาง ลอตแรก1.9หมื่นราย161ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386435

x

นำร่องจ่ายเงินอุดหนุนชาวสวนยาง ลอตแรก1.9หมื่นราย161ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านบริหารเผยว่า หลังรัฐบาลมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เกษตรกรชาวสวนยางตลอดจนสร้างความเข้มแข็งและช่วยเหลือค่าครองชีพของคนกรีดยางให้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางประเทศไทย(กยท.) ได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานฝ่ายปกครองและหน่วยงานอื่นเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารโครงการสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ แบ่งเป็น ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล เพื่อร่วมพิจารณาคุณสมบัติของเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ โดยมุ่งเน้นดำเนินการให้เกิดความรวดเร็ว ถูกต้องเป็นธรรม รัดกุม เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งถือเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง เป็นของขวัญปีใหม่ให้เกษตรกรชาวสวนยางสอดคล้องกับนโยบายส่งความสุขปีใหม่ของรัฐบาล

นายสุนันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำร่องจ่ายเงินรอบแรกวันนี้เป็นการจ่ายเงินให้เกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งที่เป็นเจ้าของสวนยาง ผู้เช่าสวนยาง ผู้ทำสวนยาง และคนกรีดยาง ผ่านบัญชีธ.ก.ส. พร้อมกันทั่วประเทศรวม 17 จังหวัด มียอดเงินทั้งหมด 161.5 ล้านบาท โดยจ่ายให้เกษตรกรชาวสวนยางมากกว่า 19,000 ราย แบ่งเป็น เจ้าของสวนยาง (1,100 บาท/ไร่) 9,740 ราย เจ้าของสวนยางกรีดเอง (700 บาท/ไร่) 7,965 ราย และคนกรีดยาง 700 บาท/ไร่) 1,313 ราย สำหรับจ.สงขลา ถือเป็นพื้นที่ซึ่งมีเกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการฯสูงที่สุดในรอบแรก เป็นเงินกว่า 62 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินสนับสนุนให้ในวันนี้เป็นเพียงการเริ่มนำร่องเท่านั้น เกษตรกรชาวสวนยาง
รายอื่นๆตรวจสอบรายชื่อและแจ้งสิทธิ์ขอเข้าร่วมโครงการ ได้

“กยท. ได้ประกาศผู้มีรายชื่อมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ทั้งเกษตรกรเจ้าของสวนยางและผู้กรีดยาง ณ ที่ทำการหมู่บ้านและจุดแต่ละชุมชนกำหนดทั่วประเทศ จึงขอให้เกษตรกรเข้าตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ และสามารถแจ้งสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ได้ที่กยท.ในพื้นที่ที่สวนยางของท่านตั้งอยู่ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562”

ซอกแซกอาเซียน : 3 มกราคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386436

566101

ซอกแซกอาเซียน : 3 มกราคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพยิ่ง คอลัมน์ “ซอกแซกอาเซียน” เป็นคอลัมน์ใหม่แกะกล่อง เริ่มออกเป็นฉบับแรกตรงกับช่วงปีใหม่ 2562 ซึ่งกระผมอาสาเข้ามานำเสนอนี้ จะเป็นเรื่องราว เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับสภาพความเป็นไปของบ้านเมือง ประชาชน สังคม วัฒนธรรมและอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านที่ตั้งอยู่ในแถบภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ ซึ่งกระผมได้มีโอกาสเดินทางเข้าไปพบเห็นด้วยตัวเอง และสิ่งที่นำมาเล่านี้ เห็นว่าน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่พวกเราคนไทยไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ทางด้านการศึกษาเรียนรู้เพื่อการพัฒนา การท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ตลอดจนการบันเทิงอื่นๆ ก็หวังว่าท่านผู้อ่านที่เคารพรักจะได้ติดตามอย่างต่อเนื่องนะครับ

สาเหตุที่กระผมยกเอาเรื่องเกี่ยวกับอาเซียนมาเป็นหัวใจหลักในการนำเสนอ ก็ด้วยเพราะปัจจุบัน กระผมได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทั่วไป หรือ General manager ขององค์กรหนึ่งภายใต้ประชาคมความร่วมมืออาเซียน ชื่อว่า องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve เรียกสั้นๆ ว่า แอปเตอร์ หรือ APTERR คำว่าบวกสาม หลายท่านอาจจะงง เลยต้องเฉลยเพิ่มเติมว่า องค์กรข้างต้นนอกจากจะมีสมาชิก 10 ประเทศของอาเซียนที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว ยังมีประเทศสนใจเข้าร่วมอีก 3 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ดังนั้น ก่อนที่กระผมจะได้นำเอาเรื่องราวต่างๆ ที่พบเห็นมาเล่าให้ฟัง ขออนุญาตกล่าวถึงแอปเตอร์สักเล็กน้อย ปูพื้นไว้เป็นเบื้องต้นเพื่อท่านผู้อ่านจะได้ทำความรู้จักมักจี่กับเจ้าองค์กรที่ว่านี้ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ตลอดจนมีแนวทางหรือวิธีการทำงานอย่างไรกันบ้าง

แอปเตอร์ เกิดขึ้นภายใต้ความตกลงโดยฉันทามติของสมาชิกอาเซียนบวกสาม ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีจุดประสงค์ เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในด้านการระดมข้าวสารเพื่อบริโภค เมื่อเกิดกรณีภัยพิบัติต่างๆ ตลอดจนเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งเป็นการตอบสนองแนวคิดด้านความมั่นคงทางอาหาร และโดยที่เหล่ามวลสมาชิกเห็นความสำคัญในฐานะเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวส่งออกรายใหญ่ของโลก จึงเห็นชอบให้จัดตั้งออฟฟิศดำเนินงาน หรือ สำนักเลขานุการแอปเตอร์ขึ้นในประเทศไทย โดยผู้แทนฝ่ายไทย คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดสรรพื้นที่บริเวณชั้น 2 ให้เป็นที่ตั้งของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ นอกจากนี้ เพื่อให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและมีสถานะเป็นนิติบุคคล ประเทศไทยก็ได้ออกพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ปัจจุบันสำนักเลขานุการแอปเตอร์ มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่ประมาณ 10 คน และมีผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นส่งมาปฏิบัติประจำอีก 1 คน

สำนักเลขานุการแอปเตอร์ บริหารงานภายใต้การควบคุมกำกับของคณะมนตรีแอปเตอร์ (APTERR Council) ประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการระดับไม่ต่ำกว่ารองอธิบดี ประเทศละ 1 คน และมีผู้ประสานงานอีกประเทศละ 1 คน ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งปวง มาจากการลงขันออกเงินของสมาชิกทุกประเทศ สำหรับแนวทางการดำเนินงานช่วยเหลือด้านข้าวสารบริโภคจะมีอยู่ 3 รูปแบบ (Tier) อธิบายง่ายๆ คือ การสำรองเป็นตัวเลขปริมาณข้าวสารไว้เพื่อซื้อขายกันระหว่างสมาชิกเมื่อจำเป็น มีทั้งรูปแบบที่ 1 คือ การทำสัญญาล่วงหน้า หรือ รูปแบบที่ 2 ทำสัญญาระหว่างหรือภายหลังเกิดภัยพิบัติ การช่วยเหลือรูปแบบที่ 1 หรือ 2 นี้ กำหนดไว้ตายตัวเลยว่า ทั้ง 13 ประเทศต้องสำรองข้าวไว้ขาย รวมกันทั้งสิ้นปีละ 787,000 ตัน โดยในจำนวนนี้ ประเทศไทยถูกกำหนดให้สำรองไว้ 15,000 ตัน ส่วนประเทศอื่นๆ ก็มีการกำหนดไว้มากน้อยต่างกันไป การช่วยเหลือรูปแบบที่ 3 คือ การระดมข้าวสารหรือเงินสดไปช่วยประเทศประสบภัยหรือยากจนแบบให้เปล่า นอกเหนือจากปริมาณ 787,000 ตันข้างต้น

ถามว่า ที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของแอปเตอร์เป็นอย่างไร ก็คงต้องยกยอดไปเล่าต่อในสัปดาห์หน้าละครับ สำหรับฉบับแรกนี้ ขอยุติไว้เพียงนี้ก่อนครับ ภาพยนตร์ช่วงต้นๆ ทุกเรื่องอาจจะดูแล้ว น่าเบื่อนิดหน่อย แต่ส่วนมากยิ่งดูต่อๆ ไป ก็จะยิ่งสนุกครับ สวัสดีครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

เปิด56ศูนย์เรียนรู้ รับปชช.ช่วงปีใหม่ ท่องเที่ยววิถีเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://sootinclaimon.wordpress.com/wp-admin/post-new.php

x

เปิด56ศูนย์เรียนรู้ รับปชช.ช่วงปีใหม่ ท่องเที่ยววิถีเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินกิจกรรมส่งความสุขปีใหม่ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเปิดให้บริการแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร 56 แห่ง พร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร และให้ความรู้ด้านการเกษตรแก่ประชาชนที่สนใจภายใต้การบริการของศูนย์ปฏิบัติการกรมส่งเสริมการเกษตร สถานที่ท่องเที่ยวดังกล่าวล้วนผ่านการดำเนินการส่งเสริมและพัฒนา มีจุดเด่นเฉพาะตัว มีกิจกรรมต่อเนื่อง และอยู่บนเส้นทางที่เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆบริเวณใกล้เคียงได้ เช่น 1.ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.สมุทรสาคร มีกิจกรรมเพาะเห็ดนานาชนิด ชมดอกกล้วยไม้ ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ 2.ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.กาญจนบุรี (เกษตรที่สูง) มีกิจกรรมตกแต่งสถานที่ด้วยไม้ดอกไม้ประดับการจัดมุมการปลูกพืช 3.สวนเพชร เกาะอินทรีย์วิถีไทย จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกผักและผลไม้ที่มีรวมกันกว่า 100 ชนิด แถมยังได้การรับรองพืช Organic Thailand และสถานที่อื่นๆ อีกมากมาย ผู้สนใจดูข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ที่ แอพพลิเคชั่น เกษตรเช็คอิน ซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรีในเพลย์สโตร์ของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ หรือที่เพจเฟซบุ๊ค “เกษตร เช็คอิน” นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังมีกิจกรรมเปิดจุดบริการประชาชนของหน่วยงานภายใต้กรมที่สำนักงานตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมสายหลักใน 34 จังหวัด รวม 40 จุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ รวมถึงเป็นพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกช่องทางหนึ่ง

กำนันแห่งทุ่งกุลาพร้อมเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ ลงพื้นที่พัฒนาระบบน้ำเพื่อทุ่งกุลาที่สดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386189

กำนันแห่งทุ่งกุลาพร้อมเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ ลงพื้นที่พัฒนาระบบน้ำเพื่อทุ่งกุลาที่สดใส

กำนันแห่งทุ่งกุลาพร้อมเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ ลงพื้นที่พัฒนาระบบน้ำเพื่อทุ่งกุลาที่สดใส

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 17.09 น.

กำนันพูล บัวลี แห่งตำบลทุ่งกุลา พร้อมนายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ เพื่อทุ่งกุลาสดใส

ณ ดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้ ที่นี่ มีกำนัน พูล บัวลี ตำบลทุ่งกุลา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปี ๒๕๕๙ นำโครงการเสนอต่อ ท่านสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ขอสนับสนุนงบประมาณเหลือจ่าย ๑๐ ล้านบาท โครงการสร้างโรงสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้า จากลำน้ำมูล บ้านสังข์น้อย ตำบลทุ่งกุลา โดยน้ำระบบท่อขนาด ๘” จากแนวคิด คือ น้ำที่ไหลพาดผ่านในฤดูฝนทุ่งกุลาร้องไห้ จำนวนมาศาล ต่อปีแต่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เพราะหน้าแล้งน้ำหายไปหมด ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นพื้นที่ราบ ทำการฝังท่อน้ำผ่านนาข้าวของชาวนา อย่างไม่มีปัญหาเพราะทุกคนยินยอมไม่ต้องเวนคืนที่ดิน คณะกรรมการเปิดปิดน้ำ อย่างเป็นธรรม ระยะทางของท่อน้ำยาว ๗ กิโลเมตร  สามารถสูบน้ำดูแลพื้นที่นาข้าวได้ ๖๐๐-๗๐๐ ไร่  เป็นกำนันต้นแบบของน้ำระบบท่อ

นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ เดินทางลงพื้นที่ประสานงานกับกำนันพูล บัวลี พร้อมนำคณะอนุกรรมมาธิการด้านปัจจัยการผลิตทางการเกษตร สนช.นายประเกียรติ นาสิมมา พร้อมคณะลงพื้นที่ เป็นโครงการน้ำระบบท่อแห่งแรก นำร่องที่น่าศึกษาเพื่อการพัฒนาน้ำเพื่อการเกษตร ของชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ สู่ท้องทุ่งกุลาสดใส ปากน้ำลำพลับพลา ที่ไหลมาบรรจบกับลำน้ำมูล กำนันพูล บัวลี เคยนำงบประมาณมาทำฝายนำล้นแบบคันดิน นำมากฝายขาดทุกปี กักเก็บน้ำไม่อยู่ พื้นที่สาธารณะกว่า ๒ พันไร่ สามารถขุดให้เป็นแก้มลิงได้ แต่ขาดงบประมาณ หากทำได้พื้นที่บริเวณนี้เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ พื้นที่ทางการเกษตร กักเก็บน้ำไว้เพื่ออุปโภค บริโภคได้ ๗ หมู่บ้าน เบื้องต้น อยากได้งบประมาณมาทำฝายน้ำล้นอย่างถาวรก่อน ครับ นายพูลกล่าว

ทางด้าน นายธนิต พันธ์หินกอง นายอำเภอสุวรรณภูมิ เดินทางลงตรวจสอบพื้นที่พร้อมให้ทำรายงานด้วย เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณดำเนินการต่อไป เพราะเป็นเรื่องตรงใจ ตรงตามความต้องการของประชาชน คนทุ่งกุลาร้องไห้

ทีมข่าวเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ

กษ.จับมือ8หน่วยงาน พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386043

x

กษ.จับมือ8หน่วยงาน พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลว่า กระทรวงเกษตรฯโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ร่วมกับ 8 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็น เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และมีรายได้มั่นคงจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมภายใน 20 ปี

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมอาศัยน้ำฝนและสภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงการดำเนินงานของ ส.ป.ก. เพียงหน่วยงานเดียวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็น ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปอย่างล่าช้า ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็วและให้พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส.ป.ก. จึงขอความร่วมมือจากพันธมิตรที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้ง 8 หน่วยงานมาช่วยกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว ซึ่งทั้ง 9 หน่วยงานจะดำเนินงานตาม MOU ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่และงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน อาทิ ส.ป.ก.จะดูแลเรื่องการอนุญาตใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน กรมชลประทานสนับสนุนงานด้านพัฒนาแหล่งน้ำ
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะสนับสนุนเรื่องการขยายเขตไฟฟ้า กรมทรัพยากรน้ำจะช่วยเรื่องการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะเข้ามาร่วมพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานจะให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน กรมพัฒนาที่ดินจะช่วยแนะนำให้ความรู้ความเหมาะสมของสภาพดินและการพัฒนาคุณภาพดิน เป็นต้น มุ่งหวังให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน