วช.หนุนนักวิจัยไทยโกอินเตอร์ กวาดรางวัลสร้างชื่อในเวทีนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387190

x

วช.หนุนนักวิจัยไทยโกอินเตอร์  กวาดรางวัลสร้างชื่อในเวทีนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมที่จะผลักดันการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและด้านการประดิษฐ์คิดค้นให้นักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยผ่านการดำเนินกิจกรรมหลายรูปแบบ ที่ผ่านมา วช.นำนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยไปคว้ารางวัลเกียรติยศจากหลายประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมการสนับสนุนให้นักวิจัย และนักประดิษฐ์ไทยนำเสนอผลงานในเวทีระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ และเป็นช่องทางสร้างโอกาสแก่นักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทย สำหรับการรับรองมาตรฐานแก่ผลงานประดิษฐ์คิดค้น และผลงานเป็นที่ยอมรับทางการตลาด และพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้ ล่าสุดได้ไปสร้างชื่อเสียงที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสาธารณรัฐเกาหลี ดังนี้

งาน “The 10th International Exhibition of Inventions & The 3rd World Invention and Innovation Forum (IEI & WIIF 2018)” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กันยายน 2561 ณ Guangdong Tanzhou International Convention and Exhibition Center เมืองฝอซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการสนับสนุนจากรัฐบาลเมืองฝอซาน (Foshan City Government) และสหพันธ์สมาคมนักประดิษฐ์นานาชาติ หรือ The International Federation of Inventors’ Associations (IFIA) ซึ่งทาง วช. ได้นำผลงานที่มีคุณภาพของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยเข้าร่วมประกวด จำนวน 43 ผลงาน จาก 12 องค์กร/หน่วยงาน ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ภายในงานมีหน่วยงานจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมกว่า 40 ประเทศ และมีผลงานเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงกว่า 4,000 ผลงาน

โดยในครั้งนี้ ผลงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยได้รับรางวัล IFIA Best Invention Medal จากผลงาน เรื่อง “ระบบเฝ้าระวังการเกิด flash over จากฝุ่นเกาะลูกถ้วย ด้วยระบบโทรมาตรความชื้นของอากาศในแนวสายส่ง” ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นรางวัลสำคัญของงานนี้ นอกจากนี้ ผลงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยยังได้รับรางวัลเหรียญทอง 19 ผลงาน รางวัลเหรียญเงิน 20 ผลงาน รางวัลเหรียญทองแดง 4 ผลงาน และรางวัลพิเศษ Special Prize จากประเทศต่างๆ 22 รางวัล จาก 9 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน 1 รางวัล ประเทศโรมาเนีย 1 รางวัล สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 1 รางวัล สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ 1 รางวัล สหพันธรัฐมาเลเซีย 2 รางวัล สาธารณรัฐเกาหลี 3 รางวัล สาธารณรัฐอินโดนีเซีย 3 รางวัล สาธารณรัฐสิงคโปร์ 4 รางวัล และสาธารณรัฐอินเดีย 6 รางวัลงาน “The International Trade Fair – Ideas, Inventions and New Products (iENA 2018)” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 4 พฤศจิกายน 2561 ณ Exhibition Centre Nuremberg เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยได้รับการสนับสนุนจาก AFAG Messen und Ausstellungen GmbH

วช. ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายพันธมิตรในการนำผลงานเข้าร่วมนำเสนอในงานดังกล่าว โดยมีผลงาน 45 ผลงาน จาก 12 องค์กร/หน่วยงาน ภายในงานมีหน่วยงานจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมกว่า 30 ประเทศ และมีผลงานเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงกว่า 800 ผลงาน โดยผลงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยได้รับรางวัล iENA Fairmanage
ment จากผลงาน เรื่อง “เครื่องดันสาย & ชุดคันโยกสาย Over Head” ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นรางวัลสำคัญของงานนี้ นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลเหรียญทอง 11 ผลงาน รางวัลเหรียญเงิน 11 ผลงาน รางวัลเหรียญทองแดง 16 ผลงาน และรางวัลพิเศษ Special Prize จากประเทศต่าง ๆ 17 รางวัล โดยแบ่งออกเป็น รางวัลพิเศษ Special Prize ที่ได้รับบนเวที (On Stage) 3 รางวัล ได้แก่ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรัฐโปแลนด์ และประเทศไต้หวัน

งาน “Seoul International Invention Fair 2018 (SIIF 2018)” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กรส่งเสริมด้านการประดิษฐ์คิดค้นของสาธารณรัฐเกาหลี หรือ Korea Invention Promotion Association (KIPA) วช. ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายพันธมิตรนำผลงานเข้าร่วมนำเสนอ โดยมีผลงาน 85 ผลงาน จาก 25 องค์กร/หน่วยงาน ภายในงานมีหน่วยงานจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมกว่า 35 ประเทศ และมีผลงานเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงกว่า 600 ผลงานโดยผลงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยได้รับรางวัลระดับ Grand Prize 1 รางวัล จากผลงาน สมุนไพรพลังงานฟาร์อินฟราเรด สำหรับต้านเชื้อแบคทีเรียและลดกลิ่นในช่องปาก ของบริษัท เซน อินโนเวชั่น กรุ๊ป จำกัด ซึ่งถือเป็นรางวัลชนะเลิศของงานนี้ นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลเหรียญทอง 18 ผลงาน เหรียญเงิน 24 ผลงาน เหรียญทองแดง 41 ผลงาน และรางวัลพิเศษ Special Prize จากประเทศต่างๆ 31 รางวัล จาก 14 องค์กร/หน่วยงาน โดยแบ่งออกเป็น รางวัลพิเศษ Special Prize ที่ได้รับบนเวที (On Stage) 5 รางวัล

ชายคาพระพิรุณ : 7 มกราคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387189

586851

ชายคาพระพิรุณ : 7 มกราคม 2562

วันจันทร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สวัสดีปีหมูทอง หวังว่าปีนี้จะเป็นปีทองของพี่น้องเกษตรกรบ้าง หลังจากได้รับผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำต่อเนื่องมาตลอดปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักๆ อย่างเช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน รวมถึงราคามะพร้าว ที่อยู่ดีๆ ก็ร่วงจากราคาลูกละ 20 กว่าบาทมาเหลือลูกละ 3 บาท กระทบไปหมดตั้งแต่เกษตรกร บางรายถึงกับไม่เก็บผลผลิต เพราะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย ส่งผลกระทบทั่วถึงไปกระทั่งคนเก็บ คนสอย คนขนส่ง แม้กระทั่งลิงกังก็พากันตกงาน หวังว่าปีนี้ราคาคงจะขยับขึ้นมาบ้าง ส่วนราคาผลไม้ในปีที่ผ่านมา ภาพรวมถือว่าดี โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด ที่ตลาดมีความต้องการและราคาดี ส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ที่ร่วมกันผลิต ร่วมกันขาย อย่างไรก็ดี สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้วิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2562 ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากปี 2561 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่เพิ่มขึ้น อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศยังคงเอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร และการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง…ขุนเกษตรา หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะครับ

ก่อนสิ้นปีที่ผ่านมา การยางแห่งประเทศไทย ได้มอบของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องชาวสวนยางพารา โดยนำร่องมอบเงินสนับสนุนตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง กว่า 19,000 ราย ประเดิมงวดแรกไป 161 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางตลอดจนสร้างความเข้มแข็งและช่วยเหลือค่าครองชีพของคนกรีดยางให้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางประเทศไทย (กยท.) จึงได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานฝ่ายปกครองและหน่วยงานอื่นๆ ในการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารโครงการสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ แบ่งเป็น ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล เพื่อร่วมพิจารณาคุณสมบัติของเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ โดยมุ่งเน้นดำเนินการให้เกิดความรวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม รัดกุม เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดซึ่งถือเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง การนำร่องจ่ายเงินรอบแรกเป็นการจ่ายเงินให้เกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งที่เป็นเจ้าของสวนยาง ผู้เช่าสวนยาง ผู้ทำสวนยาง และคนกรีดยาง ผ่านบัญชี ธ.ก.ส. พร้อมกันทั่วประเทศ รวม 17 จังหวัด มียอดเงินรวมทั้งสิ้นกว่า 161.5 ล้านบาท โดยจ่ายให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง กว่า 19,000 ราย แบ่งเป็น เจ้าของสวนยาง (1,100 บาท/ไร่) จำนวน 9,740 ราย เจ้าของสวนยางกรีดเอง (700 บาท/ไร่) จำนวน 7,965 ราย และคนกรีดยาง 700 บาท/ไร่) จำนวน 1,313 ราย สำหรับจังหวัดสงขลาถือเป็นพื้นที่ซึ่งมีเกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ สูงที่สุดในรอบแรก เป็นเงินกว่า 62 ล้านบาท โดยนายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านบริหาร ระบุว่า การจ่ายเงินสนับสนุนให้ในครั้งนี้ เป็นเพียงการเริ่มนำร่องเท่านั้น เกษตรกรชาวสวนยางรายอื่นๆ สามารถตรวจสอบรายชื่อและแจ้งสิทธิ์ขอเข้าร่วมโครงการ ได้ โดย กยท. ได้ประกาศผู้มีรายชื่อมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ทั้งเกษตรกรเจ้าของสวนยางและผู้กรีดยาง ณ ที่ทำการหมู่บ้านและจุดแต่ละชุมชนกำหนดทั่วประเทศ จึงขอให้เกษตรกรเข้าตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ และสามารถแจ้งสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ได้ที่ กยท. ในพื้นที่ที่สวนยางของท่านตั้งอยู่ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562

ทันทีที่มีประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง พายุโซนร้อนปาบึก จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณภาคใต้ หลายหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรอย่างทันท่วงที โดยกรมปศุสัตว์ได้ปล่อยขบวนรถบรรทุกถุงยังชีพสัตว์ จำนวน 1,000 ชุด เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ “ปาบึก” เป็นการลดความสูญเสียด้านปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงให้น้อยที่สุด พร้อมทั้งตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยด้านปศุสัตว์ตลอด 24 ชั่วโมง และจัดเตรียมบุคลากร พร้อมเครื่องมือให้มีความพร้อม 24 ชั่วโมง ได้แก่ 1.จุดอพยพสัตว์ในพื้นที่เสี่ยงภัย ประสานอาสาปศุสัตว์และทีมท้องที่เพื่อชี้เป้า พร้อมรับในทุกสถานการณ์ รวม 162 แห่ง 2.หน่วยเคลื่อนที่เร็ว รวม 36 หน่วย พร้อมช่วยด้านการรักษาพยาบาลสัตว์ การอพยพเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยง การลำเลียงและขนย้ายเสบียงสัตว์ไปให้ความช่วยเหลือ 3.เสบียงสัตว์ รวม 1,200 ตัน ในคลังเสบียงของ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ทุกแห่งในพื้นที่ประสบเหตุชั้นใน และอีก 3,200 ตัน ในพื้นที่รอบนอก คน-พาหนะพร้อมในปฏิบัติการ 4.ถุงยังชีพปศุสัตว์ เบื้องต้น 2,100 ชุด และ 5.เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ในพื้นที่ของปศุสัตว์เขต 7 เขต 8 และเขต 9 เตรียมความพร้อมไว้สูงสุด เพื่อเป็นกำลังเสริมในการประสานกับปศุสัตว์จังหวัด…ขอให้พี่น้องชาวใต้ปลอดภัยจากพายุครั้งนี้ด้วยนะครับ

ขุนเกษตรา

เตือนวิสาหกิจชุมชนต่อทะเบียน ยื่นช้าเกิน30ม.ค.มีสิทธิ์ถูกถอนชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387186

x

เตือนวิสาหกิจชุมชนต่อทะเบียน ยื่นช้าเกิน30ม.ค.มีสิทธิ์ถูกถอนชื่อ

วันจันทร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งเตือนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน อย่าลืมต่อทะเบียน วิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 1-30 มกราคม 2562 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชน เป็นการรวมตัวทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีในชุมชนให้เกิดคุณค่า สร้างรายได้ มุ่งสู่ประโยชน์ของกลุ่ม โดยภาคประชาชนเป็นผู้ดำเนินการ และมีหน่วยงานภาครัฐคอยสนับสนุน เพื่อให้การดำเนินกิจการของวิสาหกิจชุมชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรขอเชิญชวนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เข้ามาต่อทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนประจำปี 2562 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-30 มกราคม 2562 โดยต้องเป็นกิจการของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่ต้องดำเนินการจริงต่อเนื่อง เป็นกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน พร้อมยื่นแบบคำขอดำเนินกิจการต่อ ประกอบด้วย แบบคำขอดำเนินกิจการต่อ (แบบ สวช. 03) แผนประกอบการ ผลการดำเนินงาน และแบบจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน หากวิสาหกิจชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนไม่ดำเนินการมาต่อทะเบียน กรณีไม่มายื่นต่อทะเบียน 2 ปีติดต่อกัน กรมส่งเสริมการเกษตรจะออกหนังสือแจ้งเตือนการต่อทะเบียน และหากไม่มาดำเนินการตามหนังสือแจ้งเตือน จะถูกเพิกถอนทะเบียนและถูกถอนชื่อออกจากทะเบียน

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอเชิญชวนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จัดเตรียมเอกสารให้พร้อม และรีบยื่นต่อทะเบียนให้แล้วเสร็จ ก่อนวันที่ 31 มกราคม 2562 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์ 0-2955-1595

‘กฤษฎา’สั่งด่วน!ผู้บริหารทุกกรมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเกษตรกรเหยื่อ’ปาบึก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387170

'กฤษฎา'สั่งด่วน!ผู้บริหารทุกกรมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเกษตรกรเหยื่อ'ปาบึก'

‘กฤษฎา’สั่งด่วน!ผู้บริหารทุกกรมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเกษตรกรเหยื่อ’ปาบึก’

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 21.10 น.

“กฤษฎา”สั่งด่วนให้ผู้บริหารทุกกรม ปรับวิธีทำงานให้เป็นเอกภาพ ลงทุกพื้นที่สำรวจเกษตรกร ภาคใต้ประสบความเสียหายจากพายุ”ปาบึก”อย่างรวดเร็ว-กระชับ-ตรงจุด-ทันการณ์ พร้อมแผนฟื้นฟูอาชีพให้ชัดเจนครอบคลุมทุกมิติ

6 ม.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการทางไลน์ด่วนที่สุดเรื่อง การสำรวจความเสียหายและการปรับปรุงรายงานการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “ปาบึก”

โดยให้ปลัดเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงฯ ทุกระดับ หลังจากได้เกิดเหตุพายุปาบึก พัดผ่านจังหวัดภาคใต้ ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากพายุดังกล่าว โดยมีข้าราชการ และหน่วยงาน กษ.ได้เริ่มลงไปดูแลช่วยเหลือเกษตรกรและเฝ้าระวังป้องกัน ตั้งแต่เกิดก่อนเหตุจนถึงปัจจุบัน ด้วยความมุ่งมั่น ขยันขันแข็ง ทำให้ลดความเสียหายได้ระดับหนึ่งแล้วนั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรเป็นไปด้วยความรวดเร็วมีประสิทธิภาพ จึงให้หน่วยงานสังกัด กษ.แต่งตั้งคณะทำงานสำรวจความเสียหายและการช่วยเหลือเกษตรกรประจำพื้นที่ให้ครอบคลุมพื้นที่ๆได้รับผลกระทบจากพายุปาบึกโดยให้มีตัวแทนของหน่วยงานแต่ละกรมในสังกัด กษ.ที่ปฎิบัติงานในพื้นที่มาประกอบกำลังกันให้เกิดเอกภาพ หากกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อปริมาณงานให้อธิบดีแต่ละกรมออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่จากจังหวัดที่ไม่ประสบภัยหรือส่วนกลางลงไปช่วยเหลือคณะทำงานในพื้นที่โดยด่วน อย่าให้ชักช้าจนเสียการ ทั้งนี้มอบหมายให้เกษตรจังหวัดในฐานะเลขานุการ อพก.เป็นหน่วยประสานงานระหว่าง ผู้ว่าราชการจังหวัด และ ผอ.กองบัญชาการบรรเทาสาธารณภัย ปภ.จังหวัดกับหน่วยปฎิบัติอื่นๆให้รับทราบการปฎิบัติงานของหน่วยงาน กษ.ในพื้นที่เป็นระยะๆ ด้วย

นายกฤษฎา กล่าวว่าขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดความกระชับในการรายงานผลการช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งจะสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชน จึงขอให้ปรับปรุงการสรุปรายงานการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพายุปาบึก ให้ชัดเจนตามลำดับทั้งการบรรยายสรุปโดยวาจาและหรือการเขียนรายงานเป็นเอกสาร ดังนี้

1.เมื่อไหร่เกิดอะไรขึ้นที่ไหนและปรากฎความเสียหายที่มีผลกระทบต่อเกษตรกรในแต่ละด้านอะไรบ้าง (พืช/ปศุสัตว์/ประมง) และกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกิดเหตุอย่างไรที่ไหนบ้างและผลเป็นอย่างไร ทั้งนี้ อย่าลืม การรายงานผลการช่วยเหลือชาวสวนยางซึ่งมีระเบียบการช่วยเหลือแยกต่างหากจากพืชทั่วไปของ กยท.ด้วย

2.ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบตามข้อ 1 ระเบียบฯ กำหนดไว้ว่าอย่างไรมีขั้นตอนการดำเนินงาน/พิจารณาอย่างไรบ้าง

3.สรุปผลการช่วยเหลือเมื่อไหร่ได้เยียวยา/ช่วยเหลืออะไรไปแล้วบ้างคงค้างเรื่องอะไร

4.กรณีผู้ปฎิบัติหรือหน่วยปฎิบัติในพื้นที่ จะเสนอความเห็นด้วยก็ได้ในฐานะผู้ปฎิบัติว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐควรช่วยเหลือ/เยียวยาอะไรเป็นพิเศษหรือไม่เพราะเหตุใด/หรือควรแก้ไขระเบียบหรือลดขั้นตอนตรงไหนบ้างเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการช่วยเหลือเกษตรกรเป็นต้น

‘กฤษฎา’สั่งสำรวจความเสียหาย’ปาบึก’ เข้ม’ราคาสินค้า’ป้องฉวยโอกาสซ้ำเติมเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387130

'กฤษฎา'สั่งสำรวจความเสียหาย'ปาบึก' เข้ม'ราคาสินค้า'ป้องฉวยโอกาสซ้ำเติมเกษตรกร

‘กฤษฎา’สั่งสำรวจความเสียหาย’ปาบึก’ เข้ม’ราคาสินค้า’ป้องฉวยโอกาสซ้ำเติมเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 17.21 น.

“กฤษฎา”สั่งทุกหน่วยงานเร่งระดมสำรวจความเสียหายจากภัยพิบัติพายุปาบึก พบ13จว.ใต้ เกษตรกรได้รับผลกระทบ189,688ราย พร้อมกำชับเฝ้าระวังฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและกักตุนสินค้าวัสดุการเกษตรซ้ำเติมเกษตรกร ชี้ฝ่าฝืนให้ดำเนินการตามกฎหมายทันที”

6 ม.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการศูนย์อํานวยการและบัญชาการสถานการณ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ศอบ.กษ.) พายุโซนร้อนปาบึก สถานการณ์ห้วงต่อจากนี้ จะต้องเร่งสำรวจประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ และสังคม ด้านเกษตร โดยเฉพาะความเสียหายต่อการประมง ทั้งประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน เพาะเลี้ยงชายฝั่ง บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตลอดแนว

ดังนั้น จึงขอให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ได้พิจารณาดำเนินการ เฝ้าระวัง เตือนภัย พื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดจากน้ำป่าไหลหลาก และเกิดน้ำท่วมฉับพลัน พื้นที่เกษตรลุ่มต่ำ พื้นที่ริมเชิงเขา ริมแม่น้ำลำคลอง (พื้นที่มีความล่อแหลม เปราะบางสูง) โดยเฉพาะชาวประมง ให้เร่งสำรวจ และเกษตรกร ให้ได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบที่เกี่ยวข้องจากรัฐอย่างทั่วถึง ทันการณ์ ทันเวลา โดยให้วางแผนระดมและจัดกำลังเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมกับปริมาณภาระงาน เพื่อสำรวจความเสียหายสิ้นเชิง ด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ เป็นรายอำเภอ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ขอให้เร่งวางแผนและดำเนินการทันที

รวมทั้งจัดทำชุดข้อมูลเพื่อประกอบการเสนอกองบัญชาการบรรเทาสาธารณภัย กชภอ.และกชภช.พิจารณาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และเร่งดำเนินการจัดท้าเอกสารตามขั้นตอนของระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกษตรกร ได้รับการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ เฝ้าระวัง ป้องปราม การจำหน่ายวัสดุทางการเกษตร เพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและกักตุนสินค้าวัสดุ การเกษตร หากพบการฝ่าฝืนให้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับพื้นที่การเกษตรประสบภัย 13 จังหวัด เกษตรกรรวมทั้งสิ้น 189,688 ราย แบ่งเป็น

– ด้านพืช 6 จังหวัด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช , สุราษฎร์ธานี , สงขลา , ตรัง , ปัตตานี และ จ.ชุมพร เกษตรกร 158,550 ราย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 116,823 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 20,437 ไร่ พืชไร่ 2,513 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 93,873 ไร่ ลักษณะความเสียหาย ระยะแรกของพายุจะมีลมพัดแรง ส่งผลต้นไม้ขนาดใหญ่หักโค่น และระยะต่อมาเมื่อปริมาณฝนสะสมตกหนักจะเกิดมวลน้ำสะสมไหลหลากผ่านพื้นที่เกษตร ส่งผลให้หน้าดินในสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ถูกกัดเซาะ จากน้ำหลาก และเกิดน้ำท่วม พื้นที่เกษตรลุ่มต่ำ ส่งผลให้สวนยางพารา สวนปาล์ม มีน้ำขังท่วมโคนต้น และพื้นที่นาข้าวในจังหวัด นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ซึ่งอยู่ในระยะการเจริญเติบโตอายุปลูก 60 วัน ได้รับผลกระทบจากน้ำหลากไหลผ่านและท่วมขัง

– ด้านประมง 7 จังหวัด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช , สุราษฎร์ธานี, สงขลา, ปัตตานี, ประจวบคีรขันธ์, จันทบุรี และ จ.ตราด เกษตรกร 6,653 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตวน้ำ คาดว่าจะเสียหาย 22,364 ไร่ (บ่อปลา 12,484 ไร่ บ่อกุ้ง/ปู/หอย 9,880 ไร่) กระชัง 4,050 ตารางเมตร ลักษณะความเสียหาย ปลาที่เลี้ยงในกระชังถูกคลื่นซัดได้รับความเสียหาย สัตว์น้ำที่เลี้ยงในบ่อถูกน้ำท่วม

– ด้านปศุสัตว์ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช , สุราษฎรธ์านี , นราธิวาส และ จ.ปัตตานี เกษตรกร 25,138 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 1,216,681 ตัว แบ่งเป็น โค- กระบือ 46,678 ตัว สุกร 49,993 ตัว แพะ-แกะ 9,021 ตัว สัตว์ปีก 1,110,989 ตัว ลักษณะความเสียหายสัตว์ปีกพื้นบ้านที่ไม่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย สูญหาย และโรงเรือนสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์ (ไก่เนื้อ ไก่ไข่)ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ถูกน้ำท่วมโรงเรือนสัตว์ใหญ่โคเนื้อสามารถอพยพขึ้นที่สงูตามคำเตือนซึ่งในระยะต่อมาสุขภาพสัตว์อาจอ่อนแอเนื่องจาก ภาวะเครียดและความชื้น ได้รับอาหารไม่เพียงพอ

ส่วนเรือประมง ประสบภัย 8 จังหวัด ได้แก่ จ.ชลบุรี , ระยอง , จันทบุรี , ประจวบคีรีขันธ์ , นครศรีธรรมราช , ระนอง , สงขลา และ จ.ปัตตานี จ้านวน 86 ลำ ลักษณะความเสียหาย ในพื้นที่ภาคตะวันออก เรือประมงพื้นบ้านส่วนใหญ่เป็นเรือที่จอดบริเวณชายหาด น้ำเข้าเครื่องยนต์เรือ สามารถถอดมาล้างและใช้งานได้ เปลือกเรือแตกเนื่องจากเรือกระแทกกันขณะจอด สามารถซ่อมแซมได้ ในขณะนี้หน่วยงาน กรมประมง ร่วมบูรณาการตรวจสอบความเสียหาย

ทั้งนี้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ พ.ศ. 2556 ในกรณีเสียหายสิ้นเชิง และ ตาย/สูญหาย ด้านพืช ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 30 ไร่ ข้าว 1,113 บาท พืชไร่ 1,148 บาท พืชสวน 1,690 บาท ช่วยเหลือค่าขนย้ายดินโคลน ไร่ละไม่เกิน 7,000 บาท รายละ 5 ไร่ ช่วยเหลือค่าปรับเกลี่ยพื้นที่ช่วยเหลือ ไร่ละ 700 บาท ไม่เกิน 30 ไร่ ด้านประมง ปลา 4,225 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่ กุ้ง/ปู หอย ทะเล 10,920 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่ กระชัง 315 ตรม. ไม่เกิน 80 ตรม.ด้านปศุสัตว์ โค-กระบือ ตัวละ 6,000 – 22,000 บาท ไม่เกินสองตัว ยางพารา สมาชิกการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)เสียสภาพสวน ให้ทุนปลูกแทน ไร่ละ 16,000 บาท ช่วยเหลือค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ ไม่เกินครัวเรือนละ 11,000 บาท ช่วยเหลือค่าซ่อมแซมคอกสัตว์/โรงเรือน ครัวเรือนละไม่เกิน 5,000 บาท รวมทั้งช่วยเหลือเรือประมงตามระเบียบกรมประมง พ.ศ.2541/ตามระเบียบ ก.คลัง พ.ศ.2556

กรณีเรือความยาวไม่เกิน 10 เมตร ช่วยเหลือ ค่าซ่อมแซมเรือและอุปกรณ์ ไม่เกิน ลำละ 20,000 บาท กรณีเรือจม ช่วยเหลือค่ากู้เรือ ค่าซ่อมแซมเรือและอุปกรณ์ ไม่เกิน ล้าละ 30,000 บาท กรณีเรือสูญหาย/เสียหายมาก ซ่อมแซมไม่ได้ ช่วยเหลือ ล้าละไม่เกิน 66,000 บาท กรณีเรือความยาวเกิน 10 เมตร ช่วยเหลือ ค่าซ่อมแซมเรือและอุปกรณ์ ไม่เกิน ล้าละ 70,000 บาท กรณีเรือจม ช่วยเหลือค่ากู้เรือ ค่าซ่อมแซมเรือและอุปกรณ์ ไม่เกิน ล้าละ 95,000 บาท กรณีเรือสูญหาย/เสียหายมาก ซ่อมแซมไม่ได้ ช่วยเหลือ ล้าละไม่เกิน 200,000 บาท กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์การช่วยเหลือตามระเบียบกรมประมงฯ ให้ช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ ไม่เกินครัวเรือนละ 11,000 บาท

‘กรมประมง’วางมาตรการเยียวยาชาวประมง-เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ เหยื่อ’พายุปาบึก’7จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387106

'กรมประมง'วางมาตรการเยียวยาชาวประมง-เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ เหยื่อ'พายุปาบึก'7จว.

‘กรมประมง’วางมาตรการเยียวยาชาวประมง-เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ เหยื่อ’พายุปาบึก’7จว.

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 14.24 น.

6 ม.ค.62 นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวถึงแนวทางความช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมงจากผลกระทบพายุปาบึก ในเบื้องต้นสรุปรายงานสถานการณ์ความเสียหายของเกษตรกรผู้ประสบภัยจากพายุปาบึก (PABUK) ช่วงภัย 4 – 5 ม.ค.62 พบความเสียหาย ในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ระยอง , ประจวบคีรีขันธ์ , ระนอง , นครศรีธรรมราช , สงขลา , ปัตตานี และสตูล เกษตรกรได้รับความเสียหาย จำนวน 5,668 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คาดว่าเสียหาย 20,805 ไร่ 4,625 ตารางเมตร เรือประมง 64 ลำ

ทั้งนี้ กรมประมงได้ให้การช่วยเหลือเฉพาะหน้า โดยจัดชุดเฉพาะกิจจำนวน 15 ชุด พร้อมเจ้าหน้าที่ จำนวน 187 นาย รถยนต์ จำนวน 26 คัน เรือตรวจการประมง จำนวน 39 ลำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ส่วนดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนั้น เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ 2556 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยใช้อัตราการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยฯ 2556 ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้

1.กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปูทะเล และหอยทะเล ไร่ละ 10,920 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่

2.ปลา หรือสัตว์น้ำอื่น นอกจากข้อ 1 ในบ่อดิน ไร่ละ 4,225 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่

3.สัตว์น้ำตามข้อ 1 และ ข้อ 2 ที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ ตารางเมตรละ 315 บาท รายละไม่เกิน 80 ตารางเมตร

สำหรับการช่วยเหลือเรือประมง ประกอบด้วย

1.การช่วยเหลือตามระเบียบกรมประมงฯ 2541 อัตรา ดังนี้

1.1 เรือความยาวไม่เกิน 10 เมตร

– ค่ากู้ ไม่เกิน  10,000 บาท/ลำ

– ค่าซ่อม ไม่เกิน 20,000 บาท/ลำ

– เสียหายทั้งลำ ไม่เกิน 66,000 บาท/ลำ

1.2 เรือความยาวเกิน 10 เมตร

– ค่ากู้ ไม่เกิน 25,000 บาท/ลำ

– ค่าซ่อม ไม่เกิน 70,000 บาท/ลำ

– เสียหายทั้งลำ ไม่เกิน 200,000 บาท/ลำ

2.การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ 2556 ข้อ 5.1 ด้านการดำรงชีพ ข้อ 5.1.11 ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ หรือเงินทุน ครอบครัวละไม่เกิน 11,000 บาท

เผยอัตราเงินช่วยเหลือชาวประมง-ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำได้รับความเสียหายจากพายุปาบึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387073

เผยอัตราเงินช่วยเหลือชาวประมง-ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำได้รับความเสียหายจากพายุปาบึก

เผยอัตราเงินช่วยเหลือชาวประมง-ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำได้รับความเสียหายจากพายุปาบึก

วันเสาร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562, 22.03 น.

5 ม.ค.62 นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบกรมประมง กล่าวว่า มีชาวประมงและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับความเสียหายจากพายุปาบึก ในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และสตูล จำนวน 5,668 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คาดว่าเสียหาย 20,805 ไร่ 4,625 ตารางเมตร เรือประมง 64 ลำ กรมประมงได้ให้การช่วยเหลือเฉพาะหน้าโดยจัดชุดเฉพาะกิจจำนวน 15 ชุด พร้อมเจ้าหน้าที่ จำนวน 187 นาย รถยนต์ จำนวน 26 คัน เรือตรวจการประมง จำนวน 39 ลำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ส่วนดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนั้นเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ2556และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยใช้อัตราการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยฯ 2556 ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้

1. กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปูทะเล และหอยทะเล ไร่ละ 10,920 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่

2. ปลา หรือสัตว์น้ำอื่น นอกจากข้อ 1 ในบ่อดิน ไร่ละ 4,225 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่

3. สัตว์น้ำตามข้อ 1 และ ข้อ 2 ที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ ตารางเมตรละ 315 บาท รายละไม่เกิน 80 ตารางเมตร

สำหรับการช่วยเหลือเรือประมง ประกอบด้วย

1. การช่วยเหลือตามระเบียบกรมประมงฯ 2541 อัตรา ดังนี้

1.1 เรือความยาวไม่เกิน 10 เมตร

– ค่ากู้ ไม่เกิน 10,000 บาท/ลำ

– ค่าซ่อม ไม่เกิน 20,000 บาท/ลำ

– เสียหายทั้งลำ ไม่เกิน 66,000 บาท/ลำ

1.2 เรือความยาวเกิน 10 เมตร

– ค่ากู้ ไม่เกิน 25,000 บาท/ลำ

– ค่าซ่อม ไม่เกิน 70,000 บาท/ลำ

– เสียหายทั้งลำ ไม่เกิน 200,000 บาท/ลำ

2. การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ 2556 ข้อ 5.1 ด้านการดำรงชีพ ข้อ 5.1.11 ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ หรือเงินทุน ครอบครัวละไม่เกิน 11,000 บาท

‘กฤษฎา’มอบเงินช่วยเหลือชาวสวนยางภาคตะวันออกไร่ละ1.8พันบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386836

'กฤษฎา'มอบเงินช่วยเหลือชาวสวนยางภาคตะวันออกไร่ละ1.8พันบาท

‘กฤษฎา’มอบเงินช่วยเหลือชาวสวนยางภาคตะวันออกไร่ละ1.8พันบาท

วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562, 16.51 น.

“กฤษฎา”ลงพื้นที่มอบเงินช่วยเหลือชาวสวนยางภาคตะวันออกไร่ละ1.8พันบาท ลั่นเดินหน้าทำถนนพาราซอยด์ซีเมนต์อีก80,000กิโลเมตร แนะปรับเปลี่ยนยางไปปลูกพืชเศรษฐกิจ”โกโก้-มะพร้าวน้ำหอม”เพื่อเพิ่มรายได้อย่างมั่นคง

4 ม.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบเงินช่วยเหลือชาวสวนยางภาคตะวันออก ในโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ณ ที่ว่าการอำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดตามสถานการณ์การตลาด และราคายางอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้ออกมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำมาเป็นระยะ โดยรัฐบาลมีนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ที่มุ่งหวังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางในระยะเร่งด่วน ในช่วงที่ราคายางส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง และคนกรีดยางเพื่อสนับสนุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง และช่วยเหลือค่าครองชีพคนกรีดยาง อีกทั้งเป็นขวัญกำลังใจให้สามารถร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพยาง และยกระดับราคาให้เป็นไปตามที่ทุกคนคาดหวัง

“การมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางภาคตะวันออก ในโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง รายละ 1,800 บาท/ไร่ รายละไม่เกิน 15 ไร่ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางในระยะเร่งด่วน โดยเงิน 1,800 บาท ดังกล่าว แบ่งเป็น 1,100 บาท ให้แก่เจ้าของสวน และ 700 บาท สำหรับการจ้างแรงงาน ซึ่งเงินจำนวนนี้ได้ทยอยมอบให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศที่ได้ลงทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย โดยสามารถไปติดต่อขอรับการช่วยเหลือได้ที่สำนักงานการยางฯ ของแต่ละจังหวัดที่ได้ลงทะเบียนไว้ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังเร่งดำเนินโครงการสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ รวมทั้งสิ้น 80,000 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมทั้งสิ้นกว่า 9 แสน – 1 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศได้อีกทางหนึ่ง ส่วนเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้นยางมีอายุมากกว่า 25 ปี ได้สนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ตลาดมีความต้องการ อาทิ โกโก้ มะพร้าวน้ำหอม หรือปลูกพืชล้มลุกแซมสวนยาง เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงในอาชีพนอกเหนือการทำสวนยางเพียงอย่างเดียวด้วย” นายกฤษฎา กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังดำเนินโครงการต่างๆ ที่ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอาชีพ เพิ่มรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร และสร้างเสถียรภาพราคายางพาราทั้งระบบ อาทิ โครงการสนับสนุนทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบกิจการยางพารา หรือกลุ่มสหกรณ์ยางพารา การวางแนวทางในการพัฒนาภาคการเกษตร โดยเน้นการแก้ปัญหา 3 ด้าน ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิต การให้ความรู้กับเกษตรกรทำเกษตรรูปแบบใหม่ ตลอดจนการมุ่งเน้นด้านการตลาด ไม่ว่าจะเป็นผลผลิต หรือการจัดจำหน่าย ซึ่งต้องให้ตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเกษตรกรผู้ผลิต และภาคเอกชนผู้ค้า ทั้งนี้ เพื่อปฏิรูปภาคการเกษตรให้มีความมั่นคงสมกับที่เป็นรากฐานเศรษฐกิจของประเทศไทย

‘บิ๊กฉัตร’ไฟเขียว’กฤษฎา’เคาะจ่ายชดเชยเรือประมงออกนอกระบบล็อตแรก570ลำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386788

'บิ๊กฉัตร'ไฟเขียว'กฤษฎา'เคาะจ่ายชดเชยเรือประมงออกนอกระบบล็อตแรก570ลำ

‘บิ๊กฉัตร’ไฟเขียว’กฤษฎา’เคาะจ่ายชดเชยเรือประมงออกนอกระบบล็อตแรก570ลำ

วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562, 15.15 น.

4 ม.ค.62 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ให้ความเห็นชอบการประเมินราคาตามสภาพเรือประมง กำหนดเกณฑ์การประเมินราคาเรือตามสภาพความเป็นจริงของเรือที่ประสงค์นำออกนอกระบบ ตามที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืนเสนอ ซึ่งมี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน โดยเบื้องต้นคาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 600 ล้านบาท ในการจ่ายชดเชยการนำเรือประมงออกนอกระบบ จำนวน 570 ลำ ที่แจ้งความประสงค์ไว้กับกรมประมงไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นเรือประมงที่ไม่สามารถออกทำประมง ตั้งแต่เริ่มมีการแก้ไขปัญหาไอยูยูตั้งแต่ปี 58 เพราะไม่มีใบอนุญาตประมง

สำหรับกระบวนการขั้นตอนการจ่ายชดเชยการนำเรือประมงออกนอกระบบนั้น คณะอนุกรรมการฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 2 ชุด ได้แก่ 1.คณะทำงานรวบรวมข้อมูลสภาพเรือประมงในพื้นที่ ประจำทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล เพื่อทำการประเมินสภาพเรือประมงปี 58 ตามแบบการประเมินการชดเชยตามสภาพเรือประมง แล้วจัดส่งแบบประเมินพร้อมรูปถ่ายเรือให้คณะทำงานชุดที่ 2 คือ คณะทำงานประเมินราคาตามสภาพเรือประมง เพื่อดำเนินการประเมินค่าชดเชย และคำนวณโดยใช้ราคาอ้างอิงตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.58

ทั้งนี้ คุณสมบัติของเรือและเจ้าของเรือที่จะพิจารณานำเรือออกนอกระบบ ต้องเป็นเรือที่แจ้งความประสงค์จะนำเรือออกนอกระบบตามประกาศคณะทำงานตรวจสอบประวัติความถูกต้อง และคุณสมบัติเรือประมงและเจ้าของเรือ โดยรายชื่อและเจ้าของเรือที่จะได้รับการประเมินต้องเป็นรายชื่อที่ผ่านการพิจารณาของคณะทำงานฯ ด้วยเช่นกัน ส่วนเกณฑ์การประเมินเพื่อรับค่าชดเชยการนำเรือประมงออกนอกระบบนั้น จะประเมินจากโครงสร้างของเรือ 4 ส่วน ได้แก่ 1.เปลือกเรือ 2.พื้นเรือ-ดาดฟ้า 3.กงเรือ-กระดูกงู และ 4.เก๋งเรือ โดยเกณฑ์ให้น้ำหนักคะแนนแต่ละโครงสร้าง พิจารณาจากปริมาณไม้ที่ใช้ในการประกอบเป็นโครงสร้างแต่ละส่วน ประกอบด้วย เปลือกเรือ ร้อยละ 35 พื้นเรือ-ดาดฟ้า ร้อยละ 10 กงเรือ-กระดูกงู ร้อยละ25 และเก๋งเรือ ร้อยละ 10 โดยประเมินสภาพไม้จากโครงสร้างเรือแต่ละส่วนโดยวิธีการให้คะแนนแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ สภาพไม่ดี สภาพพอใช้สภาพดี และสภาพดีมาก

“การดำเนินการหลังจากคณะทำงานประเมินราคาตามสภาพเรือประมง จัดทำสรุปผลการประเมินราคาเรือเป็นรายลำ และรวบรวมสรุปจำนวนเรือและราคาประเมินทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว จะเสนอต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน และเสนอ ครม.โดยเบื้องต้นคาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 22 ม.ค.นี้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการให้กำลังใจชาวประมงที่ให้ความร่วมมือกับรัฐแก้ปัญหาไอยูยูมาตลอดระยะเวลา 3 ปี ซึ่งคาดว่าเมื่อ ครม.เห็นชอบแล้ว การจ่ายเงินชดเชยการนำเรือประมงออกนอกระบบ จำนวน 570 ลำ จะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ.นี้ และเรือที่เข้าโครงการนำเรือออกนอกระบบครั้งนี้ จะไม่กลับสู่ระบบประมงอีกแล้ว โดยเรือเหล่านี้เจ้าของจะต้องรื้อทำลายทั้งหมด” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : ลาทีปีเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386658

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ลาทีปีเก่า

วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ย้อนกลับไปปี 2561 ที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ต้องบอกว่า เป็นปีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเผชิญกับปัญหามากกว่าเรื่องที่น่ายินดี แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ชื่อ
กฤษฎา บุญราช ก็อาศัยความเก๋าของการเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ที่คลุกคลีใกล้ชิดประชาชน และรู้จักระบบราชการเป็นอย่างดี เป็นแม่ทัพนำพาเกษตรนาวาผ่านพ้นวิกฤติในปี 2561 มาได้ แบบละเหี่ยใจ….ถึงขั้นออกมาขู่คาดโทษข้าราชการที่เกียร์ว่าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร กฤษฎา บุญราช เข้ามารับตำแหน่งแทน พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่ถูกปรับเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ใน ครม.ประยุทธ์ 5 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ด้วยเหตุผลที่ใครๆ เขาว่ากันว่า บิ๊กฉัตรไม่สามารถแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้

บิ๊กกฤษฎาเข้ามารับตำแหน่งระยะแรกๆ ก็คงงงๆ กับภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ อยู่บ้าง เพราะมีงานหลากหลายเหลือเกิน แม้จะเคยเป็นผู้บังคับบัญชา เกษตรจังหวัด ประมงจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด สหกรณ์จังหวัดมาก่อน แต่นั่นก็เป็นภารกิจเฉพาะในจังหวัด แต่เมื่อมารับผิดชอบดูแลภารกิจในภาพรวมของประเทศประสบการณ์ที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยงานในระดับจังหวัดคงช่วยอะไรไม่ได้มาก

ดูจากเริ่มแรกที่ท่านเข้ามาจัดระเบียบการบริหารราชการ โดยยึดเอากรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก ที่เรียกเสียหรูว่า กลไกการขับเคลื่อนในพื้นที่ ประกอบด้วย 2 ฝ่าย ฝ่ายอำนวยการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสนาธิการ หรือฝ่ายบุ๋น นั่งวางแผนและกำหนดยุทธวิธี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นเลขานุการ

อีกฝ่ายหนึ่ง คือ ฝ่ายปฏิบัติการ หรือฝ่ายบู๊ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ระดับจังหวัด เรียก CO (Chief of Operation) มีเกษตรจังหวัด เป็นประธาน คณะกรรมการประกอบด้วย หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทุกหน่วยงานในจังหวัด และ เกษตรอำเภอทุกอำเภอ อีกระดับคือ ระดับอำเภอ เรียก OT (Operation Team) มีเกษตรอำเภอ เป็นหัวหน้าทีม ลุยงานภาคสนาม

ระยะแรกท่านฝากความหวังให้เกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอ เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายจนหลายคนเครียดว่าจะทำตามที่ท่านมอบหมายได้หรือไม่ บางคนถึงกับออกปากว่า “ตายแน่….”

ไม่ยืนยันว่า ทุกจังหวัดปฏิบัติตามการจัดระเบียบของท่านอย่างเคร่งครัดหรือไม่ แต่สถานการณ์ต่างๆ ก็ผ่านพ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ โดยภารกิจแรกที่ทุกจังหวัดต้องดำเนินการคือ โครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่กระทรวงเกษตรฯ ได้รับงบประมาณเกือบ 2.5 หมื่นล้านบาท มีทั้งการปรับโครงสร้างการผลิตของเกษตรกร การอบรมเพิ่มทักษะด้านการผลิตและการตลาดให้กับเกษตรกรผู้สนใจ รวมถึงการต่อยอดโครงการ 9101 รายที่ประสบความสำเร็จด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช เพิ่งแถลงผลการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืน ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมาว่าสามารถสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกร โดยเกษตรกรกว่า 1.6 ล้านคน ได้รับความรู้และทักษะทางด้านการผลิตและการตลาดเพิ่มมากขึ้น มีรายได้จากการเข้าร่วมโครงการอบรมและการสนับสนุนกิจกรรมการผลิตที่แต่ละชุมชนเสนอเป็นเงินกว่า 2.6 พันล้านบาท เป็นธรรมดาของการแถลงผลงาน…ก็ต้องมีแต่เรื่องดีๆ

มาช่วงไตรมาสหลังของปี 2561 บิ๊กกฤษฎา เริ่มลุยแก้ปัญหาราคาผลผลิตสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องราคายาง หลังจากที่ปล่อยให้ กยท. หาทางแก้ปัญหาแล้วไม่ได้ผล มาตรการต่างๆ เช่น ถนนยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร หรือการให้บริษัทผลิตล้อยางรับซื้อยางจากเกษตรกร ก็ช่วยกระตุ้นราคายางให้ขยับขึ้นมาบ้าง แม้จะไม่สูงนัก แต่ก็ยังดีกว่าตกต่ำลงเรื่อยๆ ส่วนราคาปาล์มน้ำมัน ก็ไม่ปล่อยให้ตกต่ำจนเนิ่นนาน ไหวตัวรีบแก้ไขเสียก่อนที่ชาวสวนปาล์มจะก่อม็อบ

ส่วนโครงการประชารัฐ ที่เป็นนโยบายหลักนโยบายหนึ่งของรัฐบาล บิ๊กกฤษฎา ก็ทุ่มสุดตัว โดยเฉพาะโครงการปลูกข้าวโพดหลังนา ที่แม้ว่าจะได้พื้นที่ต่ำกว่าเป้าหมาย เพราะเกษตรกรที่ทำนาไม่กล้าเสี่ยงไปปลูกพืชที่ตัวเองไม่คุ้นเคย บังเอิญโชคเข้าข้าง ปีนี้ข้าวโพดราคาดี จึงไม่มีเสียงอื้ออึงให้รำคาญใจ ว่าแต่ต้องสกัดศัตรูข้าวโพดให้อยู่ มิเช่นนั้นเกษตรกรจะเดือดร้อน

ยังมีเรื่องราวสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ที่ยังไม่รู้ หมู่ หรือจ่า และคงยืดเยื้อไปถึงรัฐบาลใหม่ นั่นคือ เรื่อง สารเคมี 3 ชนิด เรื่องกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ที่ดิน ส.ป.ก. ทั้งนี้ยังไม่รวมเรื่องที่เกี่ยวกับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IUU แต่อย่างใด

ไม่เข้าใจอยู่เรื่องเดียว…..ทำไมเรื่องการผลักดันให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ จึงต้องเร่งด่วนจนรัฐมนตรีต้องลงมากำกับเอง…….

แว่นขยาย