แนะปลูกพืชตามAgri-Mapสระบุรี แทนนาข้าวสร้างรายได้ให้ผลตอบแทนสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387615

x

แนะปลูกพืชตามAgri-Mapสระบุรี แทนนาข้าวสร้างรายได้ให้ผลตอบแทนสูง

วันพุธ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ในจ.สระบุรี พบว่า จ.สระบุรี มีพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) และปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกข้าว รวม 517,872 ไร่ และมีพื้นที่มีความเหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว รวม 26,904 ไร่ (ร้อยละ 5 ของพื้นที่ปลูกข้าวในจังหวัด) ซึ่งในพื้นที่ไม่เหมาะสม 26,904 ไร่ ดังกล่าว เหมาะสมสำหรับปลูกพืชไร่ประมาณ 12,000 ไร่ โดยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอ.แก่งคอย เมือง พระพุทธบาท และหนองแค ที่ปลูกได้ทั้ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน

หากมองสถานการณ์ปัจจุบัน จังหวัดสระบุรีเป็นแหล่งเลี้ยงโคนมอันดับ 1 ของประเทศ พืชอาหารสัตว์จึงมีความจำเป็นอย่างมาก โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่มีความโดดเด่น เนื่องจากด้านอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ต้องการสูง และราคาอยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งนโยบายรัฐ มีโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูกาลทำนา โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีต้นทุนการผลิตอยู่ระหว่าง 4,400 – 4,600 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) อยู่ระหว่าง 2,000 – 2,300 บาท/ไร่ แต่หากเกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์ควบคู่กับการทำฟาร์มปศุสัตว์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต พบว่า ข้าวโพดสดพร้อมฝัก ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในรูปเมล็ด จะมีต้นทุนการผลิต 5,636 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 4,764 บาท/ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถปลูกได้ 3 รอบต่อปี กรณีมีแหล่งน้ำ ซึ่งคิดแล้วเกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 14,292 บาท/ไร่/ปี อย่างไรก็ตาม หากมีการรวมกลุ่มปลูก และมีเทคโนโลยีเครื่องจักรเพื่อให้บริการในการเก็บเกี่ยวและจำหน่ายในรูปข้าวโพดหมัก จะช่วยเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเกษตรกรต้องวางแผนการผลิตและการตลาดให้ผลผลิตออกเป็นรุ่นอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้รับซื้ออย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาพื้นที่ ยังมีสินค้าทางเลือกและกิจกรรมเสริมที่น่าสนใจ อาทิ กล้วยหอม มีต้นทุนการผลิต 16,773 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 19,705 บาท/ไร่ ซึ่งหากผลิตให้ออกตรงความต้องการของตลาดในช่วงเทศกาลต่างๆ เกษตรกรจะได้รับกำไรสูงกว่าช่วงปกติ และยังนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย เช่น เค้กกล้วยหอม เป็นต้น ผักหวานป่า เป็นผักพื้นบ้านมีชื่อเสียงของจังหวัดเป็นผักที่ปลอดภัยจากสารพิษโดยธรรมชาติ เป็น “ผักสุขภาพ” ที่ผู้บริโภคมีความต้องการ มีต้นทุนการผลิต เฉลี่ย 65,720 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 84,280 บาท/ไร่ ไก่พื้นเมือง ต้นทุนการผลิต เฉลี่ย 90 บาท/ตัว ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 55 บาท/ตัว เป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญในชุมชนเลี้ยงไว้เพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน และเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ตลอดทั้งปี แถมมีราคาสูงมากขึ้นในช่วงเทศกาล

นายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 (สศท.7) กล่าวเสริมว่า นอกจากสินค้าทางเลือกข้างต้นแล้ว เกษตรกรยังสามารถปรับเปลี่ยนสำหรับปลูกพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อย ตลาดมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้น ประกอบกับจ.สระบุรี มีโรงงานผลิตยาสมุนไพรและโรงพยาบาลภาครัฐที่รับซื้อสมุนไพรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนไปทำเกษตรผสมผสาน เพื่อลดความเสี่ยง สับเปลี่ยนหมุนเวียนการปลูกพืชหลากหลายชนิด เช่น พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร/เครื่องเทศ ไม้ดอก ไม้ผล รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ เป็นอีกแนวทางหนึ่งเพื่อให้เกษตรกร มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น น้ำนมโคอินทรีย์ หน่วยงานต้องสนับสนุนเชื่อมโยงหาช่องทางการตลาด และเน้นการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าอินทรีย์ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ควรติดตาม สำรวจ และปรับปรุงฐานข้อมูลแผนที่ความเหมาะสมให้เป็นปัจจุบัน และร่วมวางแผนการผลิตและการตลาดสินค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อเกิดประโยชน์และเกษตรกรได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าการลงทุน สำหรับเกษตรกรและท่านที่สนใจต้องการสอบถามข้อมูลในพื้นที่เพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 โทร. 0-5640-5005-8 หรือ zone7@oae.go.th

ก.เกษตรฯผุดยุทธศาสตร์ เกลือทะเลไทย เล็งดันราคาสูงกว่าต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387504

ก.เกษตรฯผุดยุทธศาสตร์ เกลือทะเลไทย เล็งดันราคาสูงกว่าต้นทุน

ก.เกษตรฯผุดยุทธศาสตร์ เกลือทะเลไทย เล็งดันราคาสูงกว่าต้นทุน

วันอังคาร ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562, 13.38 น.

ก.เกษตรฯ ผุดยุทธศาสตร์เกลือทะเลไทย เปิด3จุดประมูล ระหว่างเดือนม.ค.-มิ.ย. ขับเคลื่อนสหกรณ์เกลือทะเลไทยจับมือสหกรณ์จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ดันราคาสูงกว่าต้นทุน 

8 ม.ค. 62 นายอานัติ วิเศษรจนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการเกลือทะเลทั้งระบบ ว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2554 เห็นชอบให้การทำนาเกลือในส่วนที่เป็นเกลือสมุทรเป็น “เกษตรกรรม” และผู้ทำนาเกลือเป็น “เกษตรกร” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์เกลือทะเลไทย ปี 2560 – 2564 เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาสินค้าเกษตร อันจะเป็นการช่วยเหลือคุ้มครองอาชีพเกลือทะเลให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานในลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ โดยใช้ระบบสหกรณ์ และดำเนินการตามนโยบายตลาดนำการผลิต เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้ ส่งผลให้อาชีพนี้คงอยู่คู่กับประเทศไทยสืบไป

“ปัจจุบันได้มีการจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนเกษตรกรชาวนาเกลือทะเล ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการเกลือทะเลของ 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกรชาวนาเกลือทะเล” นายอานัติ กล่าว

นายอานัติ กล่าวว่า สำหรับชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาราคาเกลือที่ตกต่ำ กำหนดทิศทางและนโยบายเกี่ยวกับเกลือทะเล โดยเฉพาะราคาเกลือให้มีเสถียรภาพมากขึ้น จนขายได้ราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิต โดยให้ชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด เป็นจุดศูนย์กลางในการรวมกันซื้อรวมกันขาย เจรจาต่อรองในการกำหนดทิศทางของราคาเกลือทะเล เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาเกลือทะเลให้เกิดความมั่นคงไม่ผันผวน อีกทั้งยังมีเป้าหมายในการอนุรักษ์พื้นที่ทำนาเกลือทะเลของประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทำให้สมาชิกสหกรณ์ชาวนาเกลือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยระบบสหกรณ์

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด ได้กำหนดวิธีจำหน่ายเกลือทะเลโดยวิธีแบบประมูล ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2562

“เพื่อให้เกิดการยกระดับราคาเกลือทะเล โดยมีการกำหนดจุดจำหน่าย 3 จุด คือ จุดที่ 1 จังหวัดสมุทรสาคร เปิดประมูลทุกวันจันทร์ เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ต.โคกขาม อ.เมือง จุดที่ 2 จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดประมูลทุกวันพุธ เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม และจุดที่ 3 จังหวัดเพชรบุรี เปิดประมูลทุกวันศุกร์ เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด โดยในปี 2562 มีปริมาณเกลือแต่ละประเภท ได้แก่ เกลือขาว มีจำนวน 8,184 ตัน เกลือกลาง มีจำนวน 149,540 ตัน และเกลือดำ มีจำนวน 3,020 ตัน และมีแผนการส่งมอบเกลือของสหกรณ์สมาชิก ในปี 2562 รวมทั้งสิ้น 228 ราย จำนวน 160,744 ตัน” ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

นายอานัติ กล่าวอีกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการบริหารจัดการเกลือทะเลทั้งระบบ ซึ่งจะทำให้เกลือที่ผลิตมีคุณภาพมากขึ้น เกษตรกรทำนาเกลือได้ราคาสูงกว่าต้นทุน เกษตรกรทำนาเกลือได้รับการจัดการหนี้สินเดิม สมาชิกสหกรณ์อนุรักษ์พื้นที่ทำนาเกลือไว้ให้ลูกหลานได้ อีกทั้งรัฐยังสามารถช่วยเหลือเกษตรกรทำนาเกลือโดยใช้ระบบสหกรณ์ได้ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการตามกระบวนการ ได้แก่ (ร่าง) มาตรฐานสินค้าเกษตรการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการทำนาเกลือทะเล และ (ร่าง) มาตรฐานสินค้าเกษตรเกลือทะเลธรรมชาติ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอเชิญชวนให้เกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อเข้าสู่ระบบ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะบูรณาการการทำงานตามแนวทางประชารัฐต่อไป

‘ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์’ฉลุย ตอบโจทย์หนุนเกษตรกรแปลงวัสดุเหลือใช้ทำน้ำหมักชีวภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387322

x

‘ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์’ฉลุย ตอบโจทย์หนุนเกษตรกรแปลงวัสดุเหลือใช้ทำน้ำหมักชีวภาพ

วันอังคาร ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยผลการติดตามโครงการธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2558 โดยมีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นเจ้าภาพหลัก มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรผลิตและใช้ประโยชน์ปุ๋ยอินทรีย์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ลด ละ เลิกการเผา ด้วยการนําเอาวัสดุเหลือใช้จากไร่นามาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นการลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรทําเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้น โดยกำหนดพื้นที่ดำเนินการในความดูแลของสถานีพัฒนาที่ดินแต่ละจังหวัด รวมถึงหน่วยงานภายในกรมพัฒนาที่ดินที่มีศักยภาพการผลิตรวม 87 แห่ง โดยเน้นพื้นที่ของเกษตรกรหรือหมอดินอาสา หรือพื้นที่ที่ใช้เป็นสถานที่ดําเนินการ

ในการดำเนินโครงการ กรมพัฒนาที่ดินส่งเจ้าหน้าที่มาสอนวิธีการทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ ให้เกษตรกรที่รวมกลุ่มกันจัดตั้งขึ้นเป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน โดยมีการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น มูลสัตว์ กากน้ำตาล ยูเรีย ถังหมัก สารเร่ง พด. ปีละครั้ง หลังจากนั้นเกษตรกรจะผลิตปุ๋ยอินทรีย์เองตามศักยภาพของกลุ่ม และเกษตรกรบางรายที่สนใจจะนำความรู้ไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในครัวเรือน

จากการประเมินผลการดำเนินโครงการ ปี 2561 ของ สศก. พบว่า มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 3,000 ราย ใน 77 จังหวัด โดยเกษตรกรประมาณ 1,500 ราย นำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในครัวเรือน โดยผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง 1.5 ตัน/ครัวเรือน จากเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา อาทิ มูลสัตว์ ฟางข้าว แกลบ รำ ขี้เถ้า กากมัน ใบไม้ หญ้าแห้ง ซังข้าวโพด และสามารถผลิตน้ำหมักชีวภาพได้เฉลี่ย 300 ลิตร/ครัวเรือน จากเศษอาหาร เศษผัก ปลา หอยเชอรี่และผลไม้ ทั้งนี้ สามารถคิดเป็นมูลค่าปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพรวมประมาณ 12,000 บาท/ครัวเรือน และคิดเป็นผลประโยชน์สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 7,517 บาท/ครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเกษตรกรที่เหลืออีกประมาณ 1,500 ราย ที่ยังไม่นำความรู้มาปรับใช้ เนื่องจากมีภารกิจมาก อายุมาก และขาดวัสดุที่จำเป็นในการผลิต เช่น มูลสัตว์ กากน้ำตาลและถังหมัก หลังจากนี้ กระทรวงเกษตรฯมีแผนสนับสนุนให้ธนาคาร/สหกรณ์ต่างๆ ในพื้นที่ รวบรวมวัสดุที่จำเป็นข้างต้นมาจำหน่ายในราคาขายส่ง หรือให้เกษตรกรยืมโดยมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ยังพบว่าเกษตรกรที่ผลิตปุ๋ยหมักใช้เองจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมโดยลดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นาลงถึงเท่าตัว ซึ่งเป็นการลดมลพิษทางอากาศและลดภาวะโลกร้อน
ทำให้สภาพแวดล้อมดี เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหารในดิน ดินร่วนซุยมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในครัวเรือนทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้น เป็นผลดีต่อสุขภาพทั้งตัวเองและผู้บริโภคอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนและให้ความรู้ต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรทุกรายเห็นประโยชน์และหันมาเริ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในครัวเรือนมากขึ้น

รายการพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ลุยเจาะกลุ่มเยาวชน หนุน‘ออมไม่อด จดไม่จน’สอนทำบัญชีวางแผนใช้จ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387323

รายการพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ลุยเจาะกลุ่มเยาวชน  หนุน‘ออมไม่อด จดไม่จน’สอนทำบัญชีวางแผนใช้จ่าย

รายการพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ลุยเจาะกลุ่มเยาวชน หนุน‘ออมไม่อด จดไม่จน’สอนทำบัญชีวางแผนใช้จ่าย

วันอังคาร ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการส่งเสริมการทำ “บัญชี” ให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพอาชีพ วิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเป้าหมายตามโครงการพระราชดำริ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี รู้จักคิด รู้จักจ่าย รู้จักออม และเกิดแรง จูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่กรม ให้ความสำคัญและกระตุ้นให้เกิดการทำบัญชี โดยมุ่งเน้นให้เยาวชนนักเรียนตระหนักและเห็นประโยชน์ของการบันทึกบัญชีและสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายของตนเองรวมทั้งยังเป็นการสร้างและผลักดันให้เยาวชนนักเรียนเป็นกลไกขับเคลื่อนการจดบันทึกบัญชีและเป็นเครือข่ายถ่ายทอดความรู้ด้านการจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนให้บุคคลในครอบครัวและบุคคลผู้ใกล้ชิด เป็นการปลูกฝังการสร้างวินัยทางการเงินให้เยาวชนรู้คุณค่าของเงิน รู้จักการวางแผนการใช้จ่ายเงินและมีวินัยทางการเงินมากขึ้น

โครงการ “ออมไม่อด จดไม่จน” เป็นโครงการที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมบูรณาการงานกับสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมป์ โดยร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการทำบัญชี พร้อมแจกสมุดบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจ วิธีการจดบันทึกบัญชี รู้จักการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนนักเรียน มีนิสัยรักการออมโดยผ่านการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย รู้จักคิดคำนวณ รู้คุณค่าของเงินและมีวินัยทางการเงิน ซึ่งการออมโดยการจดบันทึกนี้ มีความสำคัญกับการสร้างฐานรากเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและแข็งแกร่ง ทำให้เกิดความสามัคคี และความปรองดองภายในครอบครัว และชุมชนได้

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2562 กรม จัดอบรมให้นักเรียนในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบางกะปิ 453 คน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ 290 คน

 

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน ประโยชน์เหลือหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387320

x

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน ประโยชน์เหลือหลาย

วันอังคาร ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม พืชคลุมดินมีประโยชน์มากมายเหลือเกิน ผมอยากทราบว่ามีอะไรบ้างครับ

อมรจันท์ ทรงอัปสร อ.ร้องกวาง จ.แพร่

คำตอบ

พืชคลุมดิน เป็นพืชที่มีลำต้นอ่อนเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดรวมกัน เพื่อให้คลุมดินตลอดปี หรือชั่วระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยปลูกพืชเหล่านี้ทิ้งไว้ เพื่อยึดผิวดิน และป้องกันดินพังทลาย เวลามีฝนตกหนัก เกิดน้ำบ่า หรือมีลมแรงพัดเข้าสู่ผิวดินบริเวณนั้น การไถกลบพืชคลุมดินลงไปในดิน เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดพืชที่จะนำมาปลูกเป็นพืชคลุมดินนั้น ควรเป็นพืชที่ขึ้นง่าย ทั้งในดินดี และดินเลว มีการเจริญเติบโตเร็ว มีกิ่งก้านสาขามาก และส่วนยอดอ่อนนุ่มมีน้ำมาก พืชคลุมดินที่นิยมกัน เช่น ถั่วลาย ถั่วบราซิล คาโลโปโกเนียม คุดซู เป็นต้น

การปลูกพืชคลุมดินจะช่วยให้ต้นไม้ได้รับประโยชน์หลายประการ คือ

1. เพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เมื่อเศษกิ่งใบของพืชคลุมดินร่วงหล่นทับถมบนผิวดิน ในที่สุดจะผุพังรวมตัวกับดิน ซึ่งจะเป็นแหล่งอาหารของต้นไม้ต่อไป นอกจากนี้ ยังช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมี ทำให้เกิดธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ช่วยเพิ่มจำนวนไส้เดือนและจุลินทรีย์ในดินอีกด้วย

2. ป้องกันการชะล้างของหน้าดิน รากของพืชคลุมดิน จะหยั่งลึกลงไปในดิน และยึดเม็ดดินไว้ ทำให้ผิวดินไม่ถูกกัดเซาะได้ง่าย เมื่อมีน้ำบ่าไหลแรง หรือฝนตกหนัก การปลูกพืชตามแนวระดับ เป็นวิธีการไถพรวน หว่าน ปลูก และเก็บเกี่ยวพืชขนานไปตามแนวระดับเดียวกัน ขวางความลาดเอียงของพื้นที่ เป็นวิธีที่ช่วยอนุรักษ์ดินที่มีลักษณะเป็นเนิน หรือไหล่เขาได้วิธีหนึ่ง การทำสวนบนเนินลาด จึงจำเป็นต้องปลูกพืชคลุมดิน โดยปลูกพืชคลุมดินไว้ตามขั้นบันได จะช่วยยับยั้งความแรงของกระแสน้ำที่ไหลลงได้ จึงเป็นการป้องกันการพังทลายของดิน นอกจากนี้ ใบหรือเถาพืชคลุมดินที่เจริญอย่างหนาแน่น จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดฝนที่มีขนาดโตๆ กระทบผิวดินโดยตรง อันจะเป็นการลดการชะล้างหน้าดินอีกทางหนึ่งด้วยทั้งยังช่วยป้องกันการชะของน้ำฝนที่พาเอาหน้าดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ไปที่อื่น พืชที่ปลูกคลุมดิน ควรเป็นพืชที่แผ่กิ่งก้านและใบไปตามผิวดินได้ดี  และรากตื้นพืชคลุมดิน จะช่วยลดอัตราการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้ดี

3. ทำให้โครงสร้าง และสภาพของดินดีขึ้น ดินที่มีพืชคลุมดินขึ้นอยู่ จะไม่เกาะกันแน่นเหมือนดินที่ไม่มีพืชขึ้นเลย ถ้าเราเลือกพืชคลุมที่มีรากชอนไชไปในดิน และเป็นพืชที่ให้อินทรียวัตถุมาก จะทำให้ดินบริเวณนั้นร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้สะดวก และอุ้มน้ำได้ดี ทำให้ดินมีโครงสร้างเหมาะแก่การเจริญเติบโตของไม้ผล อินทรียวัตถุจากพืชคลุมดิน จะช่วยทำให้เม็ดดินเหนียวติดกันเป็นก้อนๆ มีขนาดโตกว่าปกติ ทำให้ดินร่วนขึ้น ทั้งนี้เพราะ สารที่มีลักษณะคล้ายวุ้นในอินทรียวัตถุจะมาเคลือบเม็ดดินเหนียว ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ให้เป็นก้อนโตขึ้น สารนี้ ยังช่วยทำให้เม็ดทรายในดินทรายให้ติดกันแน่น ทำให้เหนียวขึ้นมากกว่าเดิม เมื่อรวมกับซากพืชแล้ว ดินทรายก็จะอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

4. ช่วยเก็บความชื้นให้กับดิน การปล่อยให้พืชคลุมดินคลุมตามผิวดินนั้น โดยเฉพาะพืชคลุมดินที่ปลูกในดินที่พรวนแล้วอย่างดี หลังจากฝนตกใหญ่ครั้งสุดท้าย จะช่วยให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น และช่วยลดการระเหยของน้ำ เพราะพืชคลุมดินจะช่วยบังแสงแดดไม่ให้โดนผิวดินโดยตรง นอกจากนี้อินทรียวัตถุที่หล่นปกคลุมผิวดิน จะเป็นวัตถุคลุมดินที่ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำเป็นอย่างดี พืชคลุมดิน จะช่วยดูดเอาน้ำที่จะไหลผ่านลงไปสู่ดินชั้นล่างไว้ แทนที่จะปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงทำให้ผิวดินชื้นอยู่เสมอ

5. ช่วยกำจัดวัชพืช พืชคลุมดินส่วนมาก จะมีใบเป็นจำนวนมาก และหล่นทับถมบนผิวดินจนแสงสว่างส่องไม่ถึงผิวดิน เมื่อเป็นเช่นนี้ วัชพืช ก็ไม่มีโอกาสงอกได้ แม้แต่วัชพืชที่ตั้งตัวได้แล้ว เช่น
หญ้าคา ถ้าเราปลูกพืชคลุมดิน เช่น ถั่วลาย ขึ้นคลุมจะทำให้หญ้าคาตายได้ เพราะถูกบังแสงแดด จนมีแสงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

6. การใช้วัสดุธรรมชาติคลุมดินในช่วงเวลาที่หยุดพักการปลูกพืชไม่ควรปล่อยให้ดินว่างเปล่า ควรหาวัสดุมาคลุมดินไว้วัสดุที่เหมาะสำหรับคลุมดินคือ หญ้าและฟาง นอกจากจะเป็นการป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินแล้ว ยังช่วยรักษาความชื้นของดิน และยังสลายกลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย

7. การปลูกพืชหมุนเวียน และปลูกพืชแซม เป็นการปลูกพืชสลับชนิดกันในพืชที่เดียวกัน เช่น การปลูกถั่วสลับกับพืชที่เราต้องการผลผลิต ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันพังทลายของดินแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้และยังช่วยบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ด้วยและการปลูกพืชแซม เป็นการปลูกพืชที่ให้ผลผลิตในพืชที่ว่างระหว่างแถวของพืชหลัก เป็นการป้องกันไม่ให้พื้นที่ว่างนั้น ถูกชะล้างพังทลาย และป้องการเจริญเติบโตของวัชพืชได้อีกด้วย

ที่สำคัญ การปลูกพืชคลุมดินช่วยปลูกป่า ป่าไม้จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี  เพราะป่าไม้จะช่วยชะลอการไหลของน้ำ ทำให้น้ำซึมเข้าสู่ดินได้มากขึ้น และหน้าดินไม่พังทลาย  และยังช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล ไม่เกิดความแห้งแล้งแก่ดิน ไม่เกิดน้ำท่วม ฯลฯ

นาย รัตวิ

“เชียงรายปลื้ม” ตลาดล้านเมืองสร้างอาหารปลอดภัยผู้บริโภค ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387433

“เชียงรายปลื้ม” ตลาดล้านเมืองสร้างอาหารปลอดภัยผู้บริโภค ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

“เชียงรายปลื้ม” ตลาดล้านเมืองสร้างอาหารปลอดภัยผู้บริโภค ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตลาดล้านเมือง ตั้งเป้าพัฒนาสินค้าการเกษตรคุณภาพดีที่ครบวงจร โดยมุ่งเน้นการสร้างอาหารสุขภาพ อาหารปลอดภัย เพื่อความเป็นที่สุดในภูมิภาค พร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2562 นี้แน่นอน

ตลาดล้านเมือง ตั้งเป้าพัฒนาสินค้าการเกษตรคุณภาพดีที่ครบวงจร โดยมุ่งเน้นการสร้างอาหารสุขภาพ อาหารปลอดภัย เพื่อความเป็นที่สุดในภูมิภาค พร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2562 นี้แน่นอน

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ประธานกรรมการบริหารตลาดกลางผักและผลไม้ จ.ราชบุรี หรือตลาดศรีเมือง ได้ชู “ศรีเมืองโมเดล” ตลาดต้น แบบอาหารปลอดภัย ที่ได้รับรางวัลการันตีจากหน่วยงานและสถาบันต่างๆ มากมาย อาทิ รางวัลความเป็นเลิศคุณภาพห้องปฏิบัติการตรวจ สอบสารพิษตกค้างในผักสด ผลไม้สด จาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, รางวัลสุดยอดตลาดสะอาดอาหารปลอดภัย จากกรมการค้าภายใน กระทรวง พาณิชย์, รางวัลความเป็นเลิศด้านคุณภาพห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และสาธารณสุข “ระดับเพชร” , รางวัลสุดยอดตลาดที่พัฒนาและรักษามาตรฐานตลาดสดน่าซื้อ 1 ทศวรรษ (Healthy Market Gold Awards) จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

นายนภินทร กล่าวว่า ตลาดล้านเมืองจะมุ่งพัฒนาไปสู่การเป็นตลาดสดน่าซื้อ โดยบูรณาการงานอาหาร ปลอดภัย ในแบบที่ไม่ใช่เป็นพ่อค้าคนกลาง แต่เป็นตลาดกลางอำนวยความสะดวกให้เกิดความเป็นธรรมแก่ ทุกฝ่าย โดยการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคตั้งแต่ ต้นน้ำ(เกษตรกร) กลางน้ำ(ตลาด) จนถึงปลายน้ำ (ผู้บริโภค) โดยยึดหลักของ “ศรีเมืองโมเดล” ที่มีการส่งเสริมเกษตรกร ให้ผลิตพืชผลทางการเกษตรที่ ปลอดภัย นำมาวางจำหน่ายเอง ด้วยสินค้าหลากหลายประเภท ในราคาที่เป็นธรรม และพร้อมที่จะพัฒนา ต่อยอดก้าวต่อไปสู่การเป็นผู้นำของตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรในระดับอาเซียนต่อไป

ตลาดล้านเมือง ศูนย์กลางตลาดค้าส่งผัก-ผลไม้ ใหญ่สุดในภาคเหนือเชื่อมโยง จีน สปป.ลาวและเมียนมา ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกแม่กรณ์ จ.เชียงราย บนเนื้อที่ 160 ไร่ ปัจจุบันได้มีการปรับพื้นที่ไปแล้ว 100% ดำเนินการ ก่อสร้างไปแล้วกว่า 30% โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพ่อค้าแม่ค้า ด้วยยอดจองแผงค้าและอาคารค้า ปลีกถึง 70% จากการเปิดจองวันแรกเพียงวันเดียว พร้อมแล้วที่จะพัฒนาปรับปรุงทุกพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด เพื่อสร้างรายได้และผลกำไรแก่ผู้ค้า ขยายฐานผู้ซื้อจากในประเทศ สู่ตลาดผู้ซื้อต่างประเทศ และเป็น ศูนย์กลางการค้าส่งออก ส่งเสริมและพัฒนาระบบขนส่ง(โลจิสติกส์) อย่างมีประสิทธิภาพสูง เพื่อก้าวสู่ระดับ ภูมิภาคและระดับอาเซียน

กษ.เยียวยาชาวสวนยางตอ. เร่งจ่ายรายละ1.8พันบาท/ไร่ บรรเทาความเดือดร้อนราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387321

x

กษ.เยียวยาชาวสวนยางตอ. เร่งจ่ายรายละ1.8พันบาท/ไร่ บรรเทาความเดือดร้อนราคาตก

วันอังคาร ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กษ.เยียวยาชาวสวนยางตอ.

เร่งจ่ายรายละ1.8พันบาท/ไร่

บรรเทาความเดือดร้อนราคาตก

เดินหน้าทำถนนพาราซอยล์ซีเมนต์

รัฐมนตรีเกษตรฯมอบเงินช่วยเหลือชาวสวนยางภาคตะวันออก ตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมเดินหน้าทำถนนพาราซอยล์ซีเมนต์อีก 80,000 กิโลเมตร และส่งเสริมเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อเพิ่มรายได้อย่างมั่นคง

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบเงินช่วยเหลือชาวสวนยางภาคตะวันออก ในโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ณ ที่ว่าการอำเภอนายายอาม จ.จันทบุรี ว่า กระทรวงเกษตรฯติดตามสถานการณ์การตลาดและราคายางอย่างใกล้ชิด รวมทั้งออกมาตรการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำมาเป็นระยะ โดยรัฐบาลมีนโยบายและมาตรการแก้ปัญหาทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง มุ่งหวังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรชาวสวนยางในระยะเร่งด่วน ในช่วงที่ราคายางส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง และคนกรีดยางเพื่อสนับสนุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง และช่วยเหลือค่าครองชีพคนกรีดยาง อีกทั้งเป็นขวัญกำลังใจให้ร่วมมือพัฒนาคุณภาพยาง และยกระดับราคาให้เป็นไปตามที่ทุกคนคาดหวัง

“การมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางภาคตะวันออก ในโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยางรายละ 1,800 บาท/ไร่ รายละไม่เกิน 15 ไร่ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางระยะเร่งด่วน โดยเงิน 1,800 บาท ดังกล่าว แบ่งเป็น 1,100 บาทให้เจ้าของสวน และ 700 บาทสำหรับการจ้างแรงงาน ซึ่งเงินจำนวนนี้ทยอยมอบให้เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศที่ลงทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย โดยสามารถไปติดต่อขอรับการช่วยเหลือได้ที่สำนักงานการยางฯ ของแต่ละจังหวัดที่ลงทะเบียนไว้ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังเร่งดำเนินโครงการสร้างถนนพาราซอยล์ซีเมนต์รวม 80,000 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมทั้งสิ้นกว่า 9 แสน – 1 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศได้อีกทางหนึ่ง ส่วนเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้นยางมีอายุมากกว่า 25 ปี ได้สนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ตลาดต้องการ อาทิ โกโก้ มะพร้าวน้ำหอม หรือปลูกพืชล้มลุกแซมสวนยาง เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงในอาชีพนอกเหนือการทำสวนยางเพียงอย่างเดียวด้วย”

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังดำเนินโครงการต่างๆ ที่ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอาชีพ เพิ่มรายได้เสริมให้เกษตรกรและสร้างเสถียรภาพราคายางพาราทั้งระบบ อาทิ โครงการสนับสนุนทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบกิจการยางพารา หรือกลุ่มสหกรณ์ยางพารา การวางแนวทางพัฒนาภาคการเกษตร โดยเน้นแก้ปัญหา 3 ด้าน ได้แก่ ลดต้นทุนการผลิต ให้ความรู้กับเกษตรกรทำเกษตรรูปแบบใหม่ ตลอดจนมุ่งเน้นด้านการตลาด ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตหรือการจัดจำหน่าย ซึ่งต้องให้ตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเกษตรกรผู้ผลิต และภาคเอกชนผู้ค้า ทั้งนี้ เพื่อปฏิรูปภาคการเกษตรให้มีความมั่นคงสมกับที่เป็นรากฐานเศรษฐกิจของประเทศไทย

ดอกมะลิราคาพุ่งสูง หลังอากาศแปรปรวนจนขาดตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387229

ดอกมะลิราคาพุ่งสูง หลังอากาศแปรปรวนจนขาดตลาด

ดอกมะลิราคาพุ่งสูง หลังอากาศแปรปรวนจนขาดตลาด

วันจันทร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2562, 10.32 น.

7 ม.ค.62 พื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ นับเป็นแหล่งปลูกมะลิรายใหญ่ทางภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ , อำเภอเก้าเลี้ยว เกษตรกรส่วนใหญ่ต่างยึดอาชีพปลูกมะลิส่งขายจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ ทำให้เกษตรกรต่างเร่งเก็บผลผลิตส่งขาย โดยตลาดสำคัญอยู่ที่ปากคลองตลาด กรุงเทพมหานคร

ส่วนราคาล่าสุด ได้ขยับตัวสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 700 – 800 บาท แต่ผลผลิตก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากมะลิออกดอกน้อย ทั้งนี้ เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ประกอบกับมีการระบาดของศัตรูพืชในบางพื้นที่จึงทำให้เกษตรกรต้องพลาดโอกาสและเสียดายที่ไม่สามารรถจะเก็บดอกมะลิขายในช่วงนี้

 

ด้านนางมาเรียม เหลืองงาม เกษตรกรชาวสวนมะลิ ม.2 ต.หนองเต่า อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่ได้ปลูกมะลิไว้ รวมกันหลายสิบไร่แต่ช่วงนี้เก็บได้วันละ 1 กิโลฯกว่าๆ จากที่เคยเก็บได้วันละ 7-8 กิโลกรัม ซึ่งปกติทุกปีในช่วงนี้ ดอกมะลิจะออกดอกสีขาวเต็มสวนและจะเก็บดอกมะลิป้อนสู่ตลาดจำนวนมากแต่ปีนี้ดอกมะลิไม่ออกดอก เพราะได้รับผลกระทบจากอากาศที่แปรปรวน ทำให้พลาดโอกาสในการขายเนื่องจากผลผลิตมีน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการส่งผลให้ราคาดอกมะลิพุ่ง

ติดดาบกลุ่มเกษตรกร ต่อยอดแปรรูปผักหวานป่าสร้างมูลค่าเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387187

x

ติดดาบกลุ่มเกษตรกร ต่อยอดแปรรูปผักหวานป่าสร้างมูลค่าเพิ่ม

วันจันทร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางจันทนา มณีโชติ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูปผักหวานป่า จ.สระบุรี เปิดเผยว่า “กลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูปผักหวานป่า” ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี 2559 ด้วย ต.สร่างโศก อ.บ้านหมอ มีพืชประจำถิ่นขึ้นชื่อคือ “ผักหวานป่า” เป็นพืชยืนต้น อายุยืนไม่ต้องดูแลมาก ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ระยะยาว ปลูกร่วมกับข้าวโพด มันแกว หรือพืชผักอื่น และด้วยลักษณะดิน สภาพพื้นที่สภาพอากาศเหมาะสมในการปลูก ในขณะที่อำเภอใกล้เคียงไม่สามารถปลูกได้ด้วยปัญหาจากน้ำท่วมขังและการบำรุง เดิมจะจำหน่ายยอดสดราคากิโลกรัมละ 100 บาท แต่บางฤดูกาลผลผลิตมีปริมาณมาก ทำให้ราคาลดลงไม่คุ้มต้นทุนค่าปลูก

“ผักหวานป่า” นำมาปรุงอาหารได้หลายเมนู เช่น แกงเลียง แกงจืด แกงส้ม ทอดกรอบ ชุบไข่และยังนิยมนำมาแกล้มอาหารรสจัดจำพวกส้มตำและลาบ หรือจิ้มกับแจ่วและน้ำพริกได้ทุกชนิด ประโยชน์ของผักหวานป่าคนโบราณนิยมนำมาทำยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคได้หลายชนิด ใบ และรากมีสรรพคุณแก้อาการปวดศีรษะ รากเป็นยาฤทธิ์เย็นแก้ไข้
แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก่นของต้นนำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้อาการปวดตามข้อ และอื่นๆ “ผักหวานป่า” เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะโปรตีน พลังงาน วิตามินเอ ซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก อีกทั้ง
ยังมีปริมาณเส้นใยอาหารพอสมควรจึงช่วยขับถ่ายได้ดี และเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ เช่น เบตาแคโรทีน และสารประกอบฟีนอลิก เป็นต้น “กลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูปผักหวานป่า” ปัจจุบันมีสมาชิก 15 คน ได้นำยอดผักหวานป่าที่ผลิตได้ในตำบลและได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด
การันตีด้วยประสบการณ์ของสมาชิกในกลุ่มที่แปรรูปผักหวานป่ามานานกว่า 10 ปี ยอดขายดีคือ ทองม้วน กำลังการผลิต 5,000 ถุง/ปี ซึ่งช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาผลิตไม่พอขาย น้ำผักหวานป่าพร้อมดื่ม กำลังการผลิต 20,000 ขวด/ปี นอกจากนี้
ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ยอดจำหน่ายไม่น้อยหน้า คือข้าวเกรียบและชาผักหวานป่า ซึ่งกำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์กลุ่มจะขยายเพิ่มขึ้นในอนาคต

ด้านน.ส.อรอนง ขำวงษ์ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อปี 2559 สภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรีเข้าไปที่กลุ่มให้เกษตรกรได้เห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มกัน จัดตั้งและขึ้นทะเบียนกลุ่มเกษตรกร พร้อมประสานนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาให้องค์ความรู้เรื่องบรรจุภัณฑ์ ปี 2560 พาสมาชิกและผู้นำกลุ่มเข้าอบรมโครงการ Start Up เปลี่ยนเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตรกับสภาอุตสาหกรรม ส่วนในปี 2561 เร่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มด้วยการประสานสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สนับสนุนเตาชีวมวลประหยัดพลังงานให้กลุ่ม ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มผลิตผักหวานป่ามีคุณภาพ มาตรฐาน GAP ทุกคน ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของ “กลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูปผักหวานป่า” ปลอดภัยแน่นอน ผู้สนใจสั่งซื้อได้ที่ คุณจันทนา มณีโชติ กลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูปผักหวานป่า หมายเลขโทรศัพท์ 08-7129-6207 หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ สภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 0-3671-3311

กษ. ดึงBig Dataจัดฐานข้อมูล ผนึก30หน่วยงานยกระดับภาคเกษตร4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387188

x

กษ. ดึงBig Dataจัดฐานข้อมูล l ผนึก30หน่วยงานยกระดับภาคเกษตร4.0

วันจันทร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันวิสัยทัศน์เชิงนโยบายในการพัฒนาประเทศมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเทศโดยอาศัยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 ภาคเกษตรจึงจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลเพื่อการใช้ประโยชน์ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยทุกภาคส่วนต่างเริ่มเรียนรู้และเข้าใจระบบดิจิทัลมากขึ้นเพื่อเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ดังนั้น สศก. ในฐานะหน่วยงานผู้ดำเนินการจัดทำ Big Data กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดำเนินการเพื่อใช้ประโยชน์ด้าน Big data เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ (Analytic) จัดทำนโยบายและมาตรการภาคการเกษตรของรัฐบาล และผู้บริหารกระทรวงฯ ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

คุณสมบัติพื้นฐานสำคัญของ Big Data นั้น เป็นข้อมูลที่มีจำนวนมากในทุกมิติ มีความซับซ้อนหลากหลาย เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เชื่อมโยงกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเรียบร้อยแล้ว ทำให้ทราบปริมาณผลผลิต ช่วงเวลา แหล่งผลิตที่สำคัญ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต เพื่อใช้บริหารจัดการและกำหนดราคาได้อย่างเหมาะสม โดยกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการ Big data ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ด้านข้อมูลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ได้แก่ ข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร มีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก 2) ด้านข้อมูลสินค้าเกษตร ได้แก่ ข้อมูลด้านการผลิตสินค้าเกษตร มี
สศก. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก 3) ด้านข้อมูลและพื้นที่เกษตรกรรม ได้แก่ ข้อมูลความเหมาะสมการใช้ที่ดิน ข้อมูลการใช้ที่ดิน มีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และ 4) ด้านข้อมูลน้ำและการชลประทาน ได้แก่ ข้อมูลแหล่งน้ำ ปริมาณน้ำ ซึ่งมีกรมชลประทานเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรสำคัญจากหน่วยงานภายในและภายนอกกว่า 30 หน่วยงานทั่วประเทศทั้งด้านการผลิต การตลาด ความต้องการใช้ ข้อมูลของเกษตรกร จากโครงการ Farmer ONE ซึ่งเป็นฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนที่ผ่านการบูรณาการทั้งเกษตรกรผู้ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ข้อมูลเนื้อที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรของประเทศไทย ข้อมูลรายได้ภาคเกษตรของครัวเรือน รวมถึงหนี้สินภาคการเกษตร

ทั้งนี้ การจัดทำ Big Data เป็นการบริหารจัดการฐานข้อมูลภาคการเกษตรของประเทศผ่านเทคโนโลยี มีการเชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน นำเสนอข้อมูลแก่ผู้ใช้ให้เข้าใจง่ายในการนำไปใช้ประโยชน์ และคำนึงถึงพื้นฐานของการทำ Big Data เพื่อเตรียมการใช้เทคโนโลยีผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอนาคต โดยระยะเริ่มแรก สศก.จะเปิดให้ผู้บริหาร
กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ Big Data บริหารจัดการด้านการเกษตร ซึ่งจะพัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดให้ผู้สนใจใช้ประโยชน์ข้อมูลได้ ตามความเหมาะสมในระยะต่อไป และที่สำคัญคือ เกษตรกรต้องได้รับประโยชน์โดยตรง สามารถพัฒนาการผลิตและองค์ความรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปัจจุบัน สำหรับผู้ต้องการสอบถามข้อมูลการให้บริการของ Big Data กระทรวงเกษตรฯ อาทิ จำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนในระดับประเทศ ภาค หรือระดับจังหวัด เป็นต้น สอบถามได้ที่ ส่วนสารสนเทศเศรษฐกิจการเกษตร ศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทร. 0-2940-6640 ในวันและเวลาราชการ