กษ.วางยุทธศาสตร์เกลือไทยปี’60-64 ตั้งชุมนุมสหกรณ์สร้างเสถียรภาพราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387857

x

กษ.วางยุทธศาสตร์เกลือไทยปี’60-64 ตั้งชุมนุมสหกรณ์สร้างเสถียรภาพราคา

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอานัติ วิเศษรจนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังชี้แจงแนวทางบริหารจัดการเกลือทะเลทั้งระบบว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 มีนาคม 2554 เห็นชอบให้การทำนาเกลือในส่วนที่เป็นเกลือสมุทรเป็น“เกษตรกรรม” และผู้ทำนาเกลือเป็น “เกษตรกร” กระทรวงเกษตรฯจึงกำหนดยุทธศาสตร์เกลือทะเลไทย ปี 2560 – 2564 เป็นแนวทางพัฒนาสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นการช่วยเหลือคุ้มครองอาชีพเกลือทะเลให้มั่นคงยั่งยืน โดยกำหนดแนวทางดำเนินงานในลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ ใช้ระบบสหกรณ์และดำเนินการตามนโยบายตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรแก้ปัญหาหนี้สินได้ ส่งผลให้อาชีพนี้คงอยู่คู่กับประเทศไทยสืบไป ปัจจุบันได้ตั้งชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเกษตรกรชาวนาเกลือทะเลขับเคลื่อนการบริหารจัดการเกลือทะเลของ 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกรชาวนาเกลือทะเลต่อไป

สำหรับชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด วัตถุประสงค์เพื่อร่วมแก้ปัญหาราคาเกลือตกต่ำ กำหนดทิศทางและนโยบายเกี่ยวกับเกลือทะเล โดยเฉพาะราคาเกลือให้มีเสถียรภาพ ขายได้ราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิต ให้เป็นศูนย์กลางรวมกันซื้อรวมกันขาย เจรจาต่อรองกำหนดทิศทางราคาเกลือทะเล เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาเกลือทะเลให้มั่นคงไม่ผันผวน อีกทั้ง ยังมีเป้าหมายอนุรักษ์พื้นที่ทำนาเกลือทะเลของประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทำให้สมาชิกสหกรณ์ชาวนาเกลือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยระบบสหกรณ์

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด กำหนดวิธีจำหน่ายเกลือทะเลโดยวิธีแบบประมูล ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 เพื่อยกระดับราคาเกลือทะเล โดยกำหนดจุดจำหน่าย 3 จุดคือ จ.สมุทรสาคร เปิดประมูลทุกวันจันทร์ เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสงคราม เปิดประมูลทุกวันพุธ เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานสหกรณ์จ.สมุทรสงคราม และที่จ.เพชรบุรี เปิดประมูลทุกวันศุกร์ เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด โดยปี 2562 มีปริมาณเกลือแต่ละประเภทได้แก่ เกลือขาว มี 8,184 ตัน เกลือกลาง มี 149,540 ตัน และเกลือดำ มี3,020 ตัน และมีแผนส่งมอบเกลือของสหกรณ์สมาชิก ในปี 2562 รวม 228 ราย จำนวน 160,744 ตัน

“กระทรวงเกษตรฯบริหารจัดการเกลือทะเลทั้งระบบ ซึ่งจะทำให้เกลือที่ผลิตมีคุณภาพมากขึ้น เกษตรกรทำนาเกลือได้ราคาสูงกว่าต้นทุน ได้รับการจัดการหนี้สินเดิม อนุรักษ์ พื้นที่ทำนาเกลือไว้ให้ลูกหลานได้ อีกทั้ง รัฐยังช่วยเกษตรกรทำนาเกลือโดยใช้ระบบสหกรณ์ได้ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร 2 ฉบับ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการตามกระบวนการได้แก่ (ร่าง) มาตรฐานสินค้าเกษตรการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการทำนาเกลือทะเล และ(ร่าง) มาตรฐานสินค้าเกษตรเกลือทะเลธรรมชาติให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขอเชิญชวนให้เกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อเข้าสู่ระบบ ขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะบูรณาการการทำงานตามแนวทางประชารัฐต่อไป” นายอานัติ กล่าว

ย้ำเกษตรกรอ่านฉลากยาฆ่าแมลง ศึกษารายละเอียดให้เข้าใจก่อนใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387858

x

ย้ำเกษตรกรอ่านฉลากยาฆ่าแมลง ศึกษารายละเอียดให้เข้าใจก่อนใช้

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ถูกต้องปลอดภัย เกษตรกรทำได้ไม่ยุ่งยาก ซึ่งสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เกษตรกรนิยมใช้ปัจจุบันมีอยู่จำนวนมาก หลากหลายชื่อการค้า บางครั้งเกษตรกรใช้สารเคมีผสมรวมกัน เพราะเชื่อว่าจะได้ผลดี แต่บางครั้งไม่ทราบว่าเป็นชนิดเดียวกันและยังเป็นชนิดที่เป็นพิษสูง เกษตรกรจึงมีโอกาสเสี่ยงได้รับอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น ดังนั้น เกษตรกรควรศึกษารายละเอียดที่ระบุอยู่บนผลิตภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้เข้าใจ ก่อนใช้

ระดับความเป็นพิษของสารเคมีสังเกตได้จากสีของฉลากภาชนะบรรจุ ได้แก่ แดง เหลือง และน้ำเงิน แสดงถึงความเป็นพิษร้ายแรง ปานกลาง และเล็กน้อยตามลำดับ โดยเกษตรกรสามารถศึกษาข้อมูลสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้จากฉลากติดภาชนะบรรจุ ซึ่งจะมีข้อมูลระดับความเป็นพิษ อาการหลังได้รับสารเคมี การปฐมพยาบาลเบื้องต้น วิธีป้องกันอันตราย อุปกรณ์ป้องกันอันตราย วิธีการและขั้นตอนต่างๆ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น กรณีสารเคมีหกรดเปรอะเปื้อน หรือเกิดไฟไหม้ ดังนั้น เกษตรกรต้องศึกษาวิธีใช้อย่างละเอียดถี่ถ้วน รอบคอบ ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุไว้ และต้องรักษาฉลากที่ติดภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้อยู่ในสภาพเดิม เห็นง่ายหยิบอ่านได้ทันที เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ข้อมูลในฉลากอาจช่วยให้แพทย์รักษาได้ถูกต้องและรวดเร็ว

นายสำราญกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเกษตรกรศึกษาฉลากสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่จะใช้ได้ถูกต้องแล้ว ทำให้เลือกใช้สารเคมีชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติทำลายศัตรูพืชเหมือนกัน แต่เป็นพิษต่ำกว่า เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรเอง แต่นอกจากการดูระดับความเป็นพิษแล้ว เกษตรกรควรใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ตรงกับศัตรูพืชที่พบ หรืออาจเลือกใช้สารชีวภาพ เช่น มูลไส้เดือน ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ใช้วิธีปลูกพืชหมุนเวียน และใช้แมลง เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน อย่างไรก็ตาม สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นสารหรือส่วนประกอบของสารที่สังเคราะห์ขึ้น หรืออาจสกัดจากธรรมชาติออกมาในรูปสารเคมี เข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางคือ ปาก การหายใจ และผิวหนัง จึงไม่ควรประมาทขณะใช้ และควรสวมหน้ากาก ถุงมือ หมวก แว่นตา และเสื้อผ้ามิดชิด

ซอกแซกอาเซียน : คอลัมน์ซอกแซกอาเซียน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387860

566101

ซอกแซกอาเซียน : คอลัมน์ซอกแซกอาเซียน (2)

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อฉบับที่แล้ว เล่าคร่าวๆ ว่าแอปเตอร์ หน้าตาเป็นอย่างไร ทำงานอย่างไร และทิ้งท้ายว่าผลการทำงานเป็นอย่างไรบ้างนั้น กระผมรับปากจะมาเล่าต่อกัน ฉบับนี้ จึงขออนุญาตต่ออีกสักเล็กน้อย ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นที่น่าสนใจโดยทั่วไปของประเทศอาเซียน จีน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นครับ

ความจริง การจะทำงานให้ถูกตาถูกใจของประเทศสมาชิกได้นั้น ก็คือถามว่า แอปเตอร์สามารถช่วยเหลือข้าวสารเพื่อบริโภคแก่ประชาชนผู้ประสบภัยได้มากน้อยแค่ไหน ว่ากันตามจริง ในแต่ละปีทุกวันนี้ ภัยธรรมชาติบนโลกเราเกิดขึ้นมากหรือถี่กว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น พายุใหญ่ สึนามิ น้ำท่วม ฝนแล้ง แผ่นดินไหว ดินถล่ม ภูเขาไฟระเบิด รวมไปถึงโรคแมลงระบาดทำลายพืชผลทางการเกษตร ด้วยอิทธิพลของสาเหตุหลักที่นักวิชาการของโลกมักยกมากล่าวอ้างกัน คือ climate change หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะประเทศอาเซียนบวกสามของเรา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เวียดนาม มักจะเจอบ่อยกว่าเพื่อน

เช่น เมื่อช่วงตั้งแอปเตอร์ใหม่ๆ ปี 2557 ก็เกิดพายุใหญ่ไห่เยี่ยนพัดทำลายตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์เสียหายหนักทั้งบ้านเรือนทรัพย์สิน รวมทั้งชีวิตประชาชนไปเป็นจำนวนมาก หรือก่อนนั้นช่วงปลายปี 2554 ไทยเราเองก็เจอภัยน้ำท่วมใหญ่จนทำให้ภาคกลางลงมาถึงกรุงเทพฯ ประชาชนต้องเผชิญกันถ้วนทั่ว โรงงานแถวพระนครศรีอยุธยาเสียหายกันเป็นจำนวนมาก

หรือล่าสุดปีที่แล้ว พายุดอมเรย ก็พัดเอาฟ้าฝนมาทำลายบ้านเรือนพืชผลทางตอนกลางของเวียดนามล่มจมไปไม่ใช่น้อย ความเสียหายโดยรวมจากภัยต่างๆ แต่ละครั้งนับเป็นจำนวนมหาศาล และคงจะต้องยอมรับว่าปริมาณการช่วยเหลืออันน้อยนิดจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งก็คงจะไม่เพียงพอทั่วถึง ในทางปฏิบัติเลยต้องอาศัยเอาความช่วยเหลือจากหลายๆ แหล่งมาผสมกัน เปรียบคล้ายกับการร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งทุกวันนี้ก็มีองค์กรจำพวกนี้อยู่เยอะ ในระดับโลกก็เช่น WFP หรือ World Food Programme ของสหประชาชาติ หรือในอาเซียนเราก็มี AHA Center ซึ่งมีที่ตั้งสำนักงาน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

แต่อย่างไรก็ดี องค์กรตัวอย่างข้างต้นส่วนมากมักจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันด้วยปัจจัยทุกชนิดที่จำเป็น ได้แก่ อาหาร เต็นท์ ที่นอนหมอนมุ้ง เสื้อผ้า หยูกยา ไปจนถึงเงินสด แต่ทว่าแอปเตอร์เราไม่เป็นอย่างนั้น เราจำกัดเฉพาะ “ข้าวเพื่อบริโภค” ทั้งนี้ เพราะเราเห็นว่าประชากรในภูมิภาคนี้ กินข้าวเป็นอาหารหลัก ขณะเดียวกันพื้นที่บริเวณนี้ เราก็ปลูกข้าวเป็นพืชหลักส่วนใหญ่ ดังนั้น ความมั่นคงทางอาหารของพวกเราชาวอาเซียนบวกสาม ก็หมายถึงการมี “ข้าว” กินอย่างเพียงพอ เป็นประการสำคัญ

อย่างที่อธิบายคร่าวๆ ไปแล้วในฉบับแรก ว่าวิธีการช่วยเหลือ “ข้าว” ของแอปเตอร์ มี 3 รูปแบบ คือ รูปแบบ 1 และ 2 จะเป็นเรื่องของการซื้อขาย อาจมีผู้สงสัยว่า ถ้าซื้อขายกัน ทำไมต้องมาจับถือทำข้อตกลงกัน เพราะทุกวันนี้ก็มีการซื้อขายข้าวในตลาดทั่วไป ทั้งรัฐและเอกชนกันมากมายอยู่แล้ว ตรงนี้ กระผมขอตอบทำความเข้าใจเลยว่า ที่ต้องทำความตกลงกันนั้น เขาเน้นการบังคับว่าจะต้อง “ขาย”มากกว่าบังคับ “ซื้อ” ครับ

ที่เป็นดังนี้ เนื่องจากประสบการณ์เมื่อปี 2551 ราคาข้าวในตลาดโลกสูงปรี๊ดข้าวขาว 5% มีราคา สูงถึงตันละกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ ทั้งที่เดิมซื้อขายกันเพียง 250-300 เหรียญสหรัฐ แถมยังมีการกักตุนอีก สถานการณ์เช่นนี้ ก็แน่ละ ประเทศผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าข้าวก็เดือดร้อนสิครับ ชาวบ้านปกติซื้อข้าวสารกินกิโลกรัมละ 3 บาท ราคาพุ่งพรวดไปเป็นกิโลกรัมละ 10 บาท ก็หายนะสิครับ ยิ่งอาเซียนเรามีหลายประเทศที่ผลิตข้าวไม่พอกิน เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ต้องนำเข้าข้าวเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และบางประเทศแทบไม่ผลิตเลย เช่น สิงคโปร์ บรูไน หากเราไม่ช่วยกันตรงนี้ แล้วจะอยู่เป็นเพื่อนกันทำไม

จึงเป็นที่มาของการมีรูปแบบที่ 1 และ 2 ว่า ถ้าหากประเทศหนึ่งประเทศใดของอาเซียนบวกสามเกิดภัยพิบัติ ไม่มีข้าวกิน ก็ใช้สิทธิความตกลงแอปเตอร์ขอซื้อจากประเทศสมาชิกได้ โดยประเทศผู้ถูกร้องขอไม่สามารถปฏิเสธได้ (ตามโควตาที่กำหนด) พิเคราะห์ดูแนวทางนี้ กระผมก็ยอมรับว่า เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยม แยบยล ลึกล้ำพอประมาณทีเดียวครับ หมดหน้าพอดียังเล่าไม่หมด ขอมาต่อฉบับหน้าครับ สำหรับพระเอกรูปแบบที่ 3

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

รายงานพิเศษ : ชูอัตลักษณ์‘กาแฟชุมพร’จุดขาย ส่งเสริมสมาชิกผลิตของดีคุณภาพคับแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387859

รายงานพิเศษ : ชูอัตลักษณ์‘กาแฟชุมพร’จุดขาย  ส่งเสริมสมาชิกผลิตของดีคุณภาพคับแก้ว

รายงานพิเศษ : ชูอัตลักษณ์‘กาแฟชุมพร’จุดขาย ส่งเสริมสมาชิกผลิตของดีคุณภาพคับแก้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 โดยการรวมตัวกันของเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เพื่อให้สหกรณ์เป็นตัวกลางในการดูแลจัดการผลผลิตและสร้างอำนาจการต่อรองทางการตลาด โดยดำเนินการภายใต้อุดมการณ์ หลักการและวิธีการของสหกรณ์

นายปิยะ หนูสุด ผู้จัดการสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิกกว่า 700 ราย ดำเนินธุรกิจหลักคือ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และธุรกิจแปรรูป ที่ผ่านมา การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ เน้นความเป็นอยู่ และความมั่นคงในการประกอบอาชีพของสมาชิกเป็นสำคัญ โดยการส่งเสริมให้สมาชิกลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะเรื่องการใช้ปุ๋ย ซึ่งสหกรณ์ฯจะมีเครื่องผสมปุ๋ยสั่งตัดบริการให้สมาชิก นอกจากนี้ ยังให้ความรู้การตัดแต่งกิ่ง การทำสาวกาแฟ การเสียบยอด ตลอดจนพาไปดูงานแปลงที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อให้สมาชิกนำมาต่อยอดในแปลงของตนเองต่อไป

สำหรับการรวบรวมผลผลิตกาแฟจากสมาชิกนั้น แต่ละปีสหกรณ์ฯจะมีเงินทุนรวบรวมเมล็ดกาแฟปีละประมาณ 50 ล้านบาท โดยสหกรณ์ฯจะได้รับสนับสนุนเงินทุนในการรวบรวมผลผลิตจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้ได้สนับสนุน 40 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี รวมถึงได้รับสนับสนุนโกดังรวบรวมและสต๊อกกาแฟ และเครื่องชั่งน้ำหนักขนาด 60 ตัน ตลอดจนสนับสนุนเงินทุนปรับปรุงร้านกาแฟให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งปีนี้สหกรณ์ฯตั้งเป้ารวบรวมที่ 1,000 ตัน โดยสหกรณ์ฯจะรับซื้อราคาสูงกว่าท้องตลาดกิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนสมาชิกที่ผลิตกาแฟได้สวย เม็ดใหญ่มีคุณภาพ จะบวกเพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 5 บาท และในกรณีที่สมาชิกบางรายไม่รับเงินสด แต่เปลี่ยนเป็นการถือหุ้นแทน สหกรณ์ฯจะบวกเพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 10 บาท

ในส่วนของผลผลิตที่รวบรวมนั้น บางส่วนสหกรณ์ฯจะขายให้พ่อค้า โรงคั่ว และบริษัทใหญ่ๆ อีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้แปรรูปเอง ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กาแฟสาร กาแฟคั่ว-บด drip coffee กาแฟ 3 in 1 แบรนด์ “กาแฟชุมพร” และกาแฟ 3 in 1 แบรนด์ “กาแฟสหกรณ์” ซึ่งที่ผ่านมามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการและการเปลี่ยนแปลงค่านิยมในการดื่มกาแฟของผู้บริโภค โดยล่าสุดกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา นั่นคือ กาแฟเรดโทน ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ อีกทั้ง ในอนาคตมีแผนพัฒนากาแฟในรูปแบบขวดอีกด้วย ทั้งนี้ ตลาดจำหน่ายกาแฟของสหกรณ์ฯมีหลากหลาย เช่น ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย ร้านค้าเอกชนทั่วไป และตามห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นในจังหวัดชุมพรอีก 14 สาขา

ด้านนางสุพัตรา เงินทอง สมาชิกสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด บอกว่า ตนเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง และทำธุรกรรมกับสหกรณ์ฯเรื่อยมา ทั้งกู้ยืมเงินไปลงทุนในแปลง ซื้อปุ๋ย ยา ซึ่งสหกรณ์ฯ จะเป็นตัวกลางแบ่งปันประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปลูกกาแฟที่มีคุณภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการคัดพันธุ์กาแฟ วิธีการปลูก การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย เพื่อช่วยเหลือสมาชิกลดต้นทุนการผลิต อีกทั้ง ยังเป็นตลาดรองรับผลผลิตที่ให้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป

“ตั้งแต่เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ได้ประโยชน์จากสหกรณ์ฯเยอะมาก โดยเฉพาะไม่เคยต้องกังวลเรื่องเงินลงทุนเลย สามารถกู้ยืมจากสหกรณ์ฯได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเงินคืนสหกรณ์ฯ หากเรารู้จักบริหารเงินทุนที่ได้มาพร้อมนำคำแนะนำดีๆ ของสหกรณ์ฯมาปรับใช้ คำว่าขาดทุนแทบไม่มีเลย นี่คือสิ่งที่ทำให้ตนเชื่อมั่นและรักในสหกรณ์ฯมาก” นางสุพัตรา กล่าว

ด้วยความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของกาแฟชุมพร ทั้งรสชาติและกลิ่นหอม ประกอบกับการเอาใจใส่ทุกขั้นตอนการผลิตของสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด ทำให้กาแฟโรบัสต้าของชุมพรขึ้นชื่อว่าเป็นกาแฟที่ดีที่สุดในประเทศไทย นอกเหนือจากนั้น การดำเนินงานที่ผ่านมาของสหกรณ์ฯ ยังเป็นที่ประจักษ์ในความสำเร็จจนกลายเป็นสหกรณ์ต้นแบบของจังหวัด เป็น 1 สหกรณ์ 1 อำเภอของจังหวัดในฐานะของสหกรณ์พิเศษ และเป็นอีก 1 สหกรณ์ที่เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ไทยอีกด้วย

‘อธิบดีปศุสัตว์’นำคณะเยือนสำนักงานใหญ่สหภาพยุโรป ผลักดันการส่งออกไก่แปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387750

‘อธิบดีปศุสัตว์’นำคณะเยือนสำนักงานใหญ่สหภาพยุโรป ผลักดันการส่งออกไก่แปรรูป

‘อธิบดีปศุสัตว์’นำคณะเยือนสำนักงานใหญ่สหภาพยุโรป ผลักดันการส่งออกไก่แปรรูป

วันพุธ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562, 14.18 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมคณะ ได้เดินทางเยือนสำนักงานใหญ่สหภาพยุโรปเพื่อเจรจาผลักดันการส่งออกไก่แปรรูปของไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล ผอ.สพส. , นายสัตวแพทย์วัชรพล โชติยะปุตตะ ผอ.กรป. และคณะ เข้าร่วมหารือกับ DG SANTE และเจ้าหน้าที่  FVO, Mr.Matthew Hudson  Acting Director of Stekehoder and International Relation (The successor of Mr.Scannell,Mr.Koen Van dyck Head of Unit Bilateral International Relation and Dr.Sylvie Coylon Policy Officer

สำหรับประเด็นหารือ ดังนี้ 1.ความคืบหน้าการพิจารณา Regionalisation (Update on regionalisation recognition) 2.การขึ้นทะเบียนโรงงาน (Listing of new establishments in TCL) 3.ความคืบหน้าการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ให้แก่ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป (Update on market access of animal products into TH) 4.มาตรการขอไทยในการควบคุมการปนเปื้อนเชื้อ Samonella ในเนื้อไก่หมักเกลือ (TH measures on Salmonella Contaminaton)

การเดินทางเข้าร่วมหารือกับ DG SANTE และเจ้าหน้าที่ FVOในครั้งนี้เพื่อผลักดันการส่งออกไก่แปรรูปของไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นและให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสหภาพยุโรป กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานควบคุมกำกับดูแลระบบการผลิตเนื้อสัตว์ปีกส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ได้สั่งการให้ผู้ประกอบการที่พบข้อบกพร่องเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านั้นทันที เพื่อยืนยันในความเข้มแข็งและเพื่อคงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นต่อระบบการควบคุมกำกับการผลิตเนื้อสัตว์ปีกของไทยไปยังสหภาพยุโรปต่อไป ณ Europese Commission ราชอาณาจักรเบลเยียม

‘รมว.เกษตรฯ’​ ลงแขกเก็บข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แปลงนำร่องปัดจัดฉากสร้างผลงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387743

'รมว.เกษตรฯ'​ ลงแขกเก็บข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แปลงนำร่องปัดจัดฉากสร้างผลงาน

‘รมว.เกษตรฯ’​ ลงแขกเก็บข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แปลงนำร่องปัดจัดฉากสร้างผลงาน

วันพุธ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562, 13.58 น.

9 ม.ค.62 ที่แปลงสาธิตการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลสำเร็จการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในพื้นที่นำร่อง หมู่ที่ 4 บ้านโรงหม้อ ต.บ้านหม้อ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ โดยมี นายธนากร อึ้งจิตรไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์, นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเกษตรกรในพื้นที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

โดยนายกฤษฎา กล่าวว่า วันนี้ (9 ม.ค.62) ครบ 3 เดือน หรือ 130 วัน ที่ได้เพาะปลูกเมล็ดข้าวโพดไว้ ทั้งนี้ การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ประสบความสำเร็จในการหารายได้ให้กับประชาชน เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วมีรายได้ประมาณ 3,000-4,000 บาทต่อไร่ ในขณะที่การปลูกข้าวนาปรัง หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือประมาณ 300-400 บาทเท่านั้น แต่อยากให้ระวังเรื่องการเก็บเกี่ยว ความชื้น และที่สำคัญสัญญาการซื้อขายกับสหกรณ์การเกษตร เพื่อคงความสัมพันธ์ในการซื้อขายปีหน้าทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มอบนโยบายเข้าไปสนับสนุน ว่า การที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเข้าไปสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกอะไรนั้น จะต้องมีตลาดรองรับสินค้าและแนะนำอะไรต้องขายได้ ไม่ใช่ว่าพอลงไปปลูกแล้วมีผลผลิต เมื่อถึงเวลานำไปขายแล้วขายไม่ได้ ไม่มีตลาดรองรับ หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ

“ยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ได้มีการจัดฉากมาเอางานของเกษตรกรที่ปลูกอยู่แล้ว มาเป็นผลงาน แต่เราได้เข้ามาบริหารจัดการให้ดีขึ้น ก่อนหน้านี้ จ.อุตรดิตถ์มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว แต่มีปัญหาหลังการเก็บเกี่ยว คือไม่มีจุดรับซื้อที่ชัดเจน หรือบางครั้งต้องข้ามจังหวัดไปขาย  แต่เมื่อเราเข้ามาก็ได้ช่วยเรื่องการบริหารจัดการเกี่ยวกับจุดรับซื้อ รับส่งเพื่อให้สะดวก  ซึ่งเป็นการบริหารจัดการในรูปแบบใหม่ ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เราได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอนาคต ถ้าหากราคาต่ำลง เราก็จะมีการสนับสนุนให้เกษตรกรหมุนเวียนไปปลูกถั่วเขียว ถั่วเหลือง หรือพืชผักปลอดสารพิษ โดยจะมีราคาไล่เลี่ยกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน คือ มีจุดรับซื้อชัดเจนอยู่แล้ว” รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ด้านนายพิเชษฐ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้คัดเลือกอ.พิชัยเป็นพื้นที่นำร่องในการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เหมาะสมตาม Agri – Map โดยมีเกษตรกรในพื้นที่ 221 ราย และมีเกษตรกร 67 รายเพิ่งหันมาลองปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาเป็นครั้งแรกในปีนี้ ซึ่งเกษตรกรทั้งหมดเป็นสมาชิกสหกรณ์ 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโรงหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโคกหม้อ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรพิชัย จำกัด พื้นที่เพาะปลูก 3,240 ไร่

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินงานพื้นที่นำร่องใน จ.อุตรดิตถ์ เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วประมาณ 3,800 ตัน สหกรณ์รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด และส่งต่อให้สหกรณ์การเกษตรเมืองตรอน จำกัด ซึ่งเป็นแม่ข่ายในการรับซื้อผลผลิตจากทั้ง 4 สหกรณ์ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพอบลดความชื้นให้อยู่ที่ 14.5% และส่งจำหน่ายให้กับบริษัท CPF และบริษัท เบทาโกร จำกัด ซึ่งราคาขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 9.80 บาท เกษตรกรจะมีต้นทุนในการผลิตเฉลี่ย 3,810 บาท/ไร่ ซึ่งรับซื้อข้าวโพดฝักสดจากสมาชิก ระดับความชื้น 27-30 % ในราคา 7-8 บาทต่อกก. โดยเกษตรกรจะมีรายได้จากการขายข้าวโพดเฉลี่ย 8,365 บาท/ไร่ และเมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีกำไรเฉลี่ยไร่ละ 4,555 บาท

“อ.พิชัย ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่อง มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 221 ราย พื้นที่รวม 3,240 ไร่ ผลผลิตข้าวโพดที่ได้โดยเฉลี่ยไร่ละ 1.2 ตัน และในบางรายได้ผลผลิตสูงถึง 1.8 ตันต่อไร่ และหากขายได้ในราคากิโลกรัมละ 8 บาท จะทำให้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องมีรายได้รวมกว่า 31 ล้านบาท  ซึ่งนับว่าเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการที่วางไว้ทั้งเรื่องปริมาณผลผลิตต่อไร่ คุณภาพของข้าวโพดและราคาที่รับซื้อจากเกษตรกร ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชนและสหกรณ์ในพื้นที่ ในการร่วมกันปฏิรูปภาคการเกษตร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ เพื่อช่วยดูแลและส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และคาดว่าข้าวโพดจะเป็นพืชทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรจะเพาะปลูกได้หลังเสร็จสิ้นจากฤดูทำนา” นายพิเชษฐ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา ได้มีการพูดคุยทักทายกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงลงแปลงและขับรถเกี่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพด และมีการลงแขกเก็บข้าวโพดร่วมกับชาวบ้าน จากนั้นได้กล่าวเปิดโครงการสาธิตและแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนาทั้งนี้

สำหรับ ตัวอย่างแปลงนำร่องที่ประสบความสำเร็จเป็นของ “นายสมพร แตงน้อย” เนื้อที่ 10 ไร่ เพาะปลูกเดือนส.ค.61 และเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.61 ขายให้กับสหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ในระดับความชื้นที่ 28% ราคา 7.20 บาท/กก. ทำให้มีรายได้ 86,400 บาท และมีกำไรเฉลี่ยไร่ละ 4,850 บาท

ส่องสหกรณ์ : เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป ตราโพธิ์ทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387612

x

ส่องสหกรณ์ : เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป ตราโพธิ์ทอง

วันพุธ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ครื่องดื่มผงสำเร็จรูป ตราโพธิ์ทอง เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรไทย ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยได้มีการคัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี ผ่านกระบวนการผลิตที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ไม่ใช้วัตถุกันเสีย ไม่เจือสี ไม่แต่งกลิ่นรส เน้นคุณภาพความเข้มข้น บรรจุด้วยแมคเทอร์ไรท์ที่สามารถเก็บรักษาคุณภาพได้ยาวนานขึ้น และผลิตภัณฑ์ได้รับมาตรฐานรับรองทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นมะตูมผงสำเร็จรูป ดอกคำฝอยผงสำเร็จรูป เก๊กฮวยผงสำเร็จรูป และขิงผงสำเร็จรูป

หากใครยังไม่รู้ว่าจะหาซื้อของขวัญอะไรให้กับญาติผู้ใหญ่ พี่น้อง หรือเพื่อนสนิท ในช่วงปีใหม่นี้ “เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป ตราโพธิ์ทอง” นับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ ทั้งนี้ สำหรับ
หน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ หจก. โพธิ์ทอง โปรดักท์ 3081 หมู่ 9 ถ.สุขุมวิท 109 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270 โทร. 0-2749-2249, 0-2398-6642 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610 -7842 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ลงพื้นที่ : นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมนางวราลักษณ์ กุลบวรรัตน์ สหกรณ์จังหวัดขอนแก่น ตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตรหนองเรือ จำกัด และติดตามงานโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และตรวจแปลงสาธิตของนางทองเที่ยง สุดจอม เกษตรกรสมาชิก ณ บ้านนาเปือย ต.โนนทัน อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เมื่อเร็วๆ นี้

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง อากาศแห้งแล้งหนอนกออ้อยระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387613

x

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง อากาศแห้งแล้งหนอนกออ้อยระบาด

วันพุธ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศแห้งแล้ง อาจส่งผลกระทบต่ออ้อยปลูกใหม่และอ้อยตอในระยะเก็บเกี่ยวถึงระยะแตกกอ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวไร่อ้อยเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกออ้อย มักพบการเข้าทำลายของหนอนกออ้อยอยู่ 3 ชนิด คือ หนอนกอลายจุดเล็ก ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปตรงส่วนโคนระดับผิวดิน และเข้าไปกัดกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตภายในหน่ออ้อย ทำให้ยอดอ้อยแห้งตาย ผลผลิตอ้อยลดลง 5-40% และยังพบหนอนเข้าทำลายอ้อยในระยะอ้อยย่างปล้อง โดยหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในลำต้นอ้อย ทำให้อ้อยแตกแขนงใหม่ และแตกยอดพุ่ม

ส่วนหนอนกอสีขาว ตัวหนอนจะเจาะไชจากส่วนยอดเข้าไปกัดกินยอดที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้ยอดแห้งตายโดยเฉพาะใบที่ยังม้วนอยู่ ส่วนใบยอดอื่นๆ ที่หนอนเข้าทำลายจะมีลักษณะหงิกงอ และมีรูพรุน เมื่ออ้อยมีลำแล้ว หนอนจะเข้าทำลายส่วนที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้ไม่สามารถสร้างปล้องให้สูงขึ้นไปได้อีก ตาอ้อยที่อยู่ต่ำกว่าส่วนที่ถูกทำลายจะแตกหน่อขึ้นมาทาง
ด้านข้าง และเกิดอาการอ้อยแตกยอดพุ่ม หนอนกอสีชมพู หนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินตรงส่วนโคนของหน่ออ้อยระดับผิวดิน เข้าไปกัดกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตภายในหน่ออ้อย ทำให้ยอดแห้งตาย ถึงแม้ว่าหน่ออ้อยที่ถูกทำลายจะสามารถแตกหน่อใหม่เพื่อชดเชยหน่ออ้อยที่เสียไป แต่หน่ออ้อยที่แตกใหม่จะมีอายุสั้นลง ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของอ้อยลดลง

สำหรับแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาหนอนกออ้อย ให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในแหล่งชลประทาน ควรให้น้ำเพื่อให้อ้อยแตกหน่อชดเชย และปล่อยแตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา อัตรา 30,000 ตัวต่อไร่ต่อครั้ง ให้ปล่อยติดต่อกัน 2-3 ครั้ง ใช้ในช่วงที่พบกลุ่มไข่ของหนอนกออ้อย เมื่ออ้อยอายุ 1 เดือนไปแล้ว หรืออ้อยแสดงอาการยอดเหี่ยว 10% ควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 14 วัน กรณีพบการระบาดของหนอนกออ้อยหรืออ้อยแสดงอาการยอดเหี่ยวมากกว่า 10% ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงอินดอกซาคาร์บ 15% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นในอัตราส่วน 60 ลิตรต่อไร่

กษ.สั่งลุยแผนฟื้นฟู16จังหวัด เหยื่อพายุ‘ปาบึก’ถล่มเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387614

x

กษ.สั่งลุยแผนฟื้นฟู16จังหวัด เหยื่อพายุ‘ปาบึก’ถล่มเสียหาย

วันพุธ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุปาบึก พัดผ่านภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2562 เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 6 ม.ค. 2562 สถานการณ์คลี่คลายลง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้สั่งให้มีการเตรียมการและเตรียมความพร้อมรับมือพายุ และแผนการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยกำชับ เกษตรจังหวัด ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ และ 2 จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี ให้ทุกหน่วยงานเฝ้าติดตามข่าวสาร ประเมินสถานการณ์ และรายงานตรงให้ทราบทันที

นายสำราญกล่าวอีกว่า ได้กำชับทุกหน่วยตามที่รมว.เกษตรฯสั่งการ ตั้งแต่ก่อนพายุปาบึกจะเข้า และทำแผนผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์เพื่อฟื้นฟูพืชผลทางการเกษตรหลังน้ำลด โดยให้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการอารักขาพืช ทั้ง 9 ศูนย์ทั่วประเทศ ผลิตเชื้อไตรโคเดอร์มา เพื่อช่วยป้องกันโรคที่อาจจะเกิดหลังน้ำลดได้ โดยเบื้องต้น ได้สั่งการให้ผลิตเชื้อไตรโคเดอร์มา จำนวน 65,000 กก. เพื่อรองรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางการเกษตร กว่า 65,000 ไร่ และสั่งให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดหลังน้ำลดลงพื้นที่ ให้คำแนะนำ และสำรวจความเสียหาย เพื่อเตรียมการให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ต่อไป

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังพายุปาบึก ผ่านไป หลายพื้นที่ยังเกิดน้ำท่วมขัง ส่งผลต่อยางพาราและปาล์ม รวมทั้งพืชผักอื่น โดยในพื้นที่หลังน้ำลดระยะแรกที่ดินยังเปียกอยู่ ห้ามคนและสัตว์เลี้ยง รวมถึงเครื่องจักรกลเข้าไปเหยียบย่ำในพื้นที่แปลงปลูก ส่วนในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอยู่ ควรหาทางระบายน้ำออกโดยเร็ว เมื่อพื้นที่เริ่มแห้งพอที่จะเข้าไปปรับสภาพดินเพื่อปลูกได้ ให้ไถพรวนและตากดินไว้ เพื่อให้ดินแห้งมากขึ้น และควรหาปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่าคลุกเคล้ากับดิน เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกพืช รวมทั้งการใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาใส่ลงไปในดิน จะช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าได้

ส่องเกษตร : ไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387611

449007

ส่องเกษตร : ไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้าย

วันพุธ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว สมัยที่เขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทำหน้าที่ แนวคิดเมื่อสามารถกักเก็บน้ำได้ จะทำอย่างไรให้ใช้น้ำที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเกิดการรวมตัวกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทบทุกหน่วยงานในพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ส่งเสริมให้ขยายการทำนาปรัง และการปลูกพืชฤดูแล้ง เกิดการจัดระบบการปลูกพืชให้กับเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง มีการปลูกถั่วลิสงหลังนาในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี แถวอำเภออินทร์บุรี พื้นที่บริเวณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตรจะเป็นพื้นที่ของการปลูกถั่วเขียว ด้านตอนบนของเขื่อนเจ้าพระยา บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ช่วงอำเภอบรรพตพิสัย เป็นพื้นที่ของถั่วเหลือง ช่วงอำเภอท่าตะโก ตาคลี และพยุหะคีรี เป็นพื้นที่ของถั่วเขียว ส่วนพื้นที่อำเภอลาดยาว และหนองบัว เป็นพื้นที่ของถั่วลิสงหลังนา

วันเวลาผ่านไป จะด้วยนโยบายของภาครัฐหรือสิ่งใดก็ตาม พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง กลายเป็นแหล่งปลูกข้าวนาปรังแหล่งใหญ่ ไม่ใช่การทำนาปีละ 2 ครั้ง กลายสภาพเป็นการทำนา 2 ปี 5 ครั้งก็มี ไม่ว่าปริมาณน้ำจะมีน้อยมีมากอย่างไรเกษตรกรก็ยังเลือกที่จะทำนาเสมอ ในขณะที่ถั่วเหลืองได้หายออกไปจากพื้นที่ ถั่วลิสงยังคงเหลืออยู่ประปราย มีการค้าขายในตลาดท้องถิ่นเป็นหลัก ส่วนถั่วเขียวยังคงอยู่บางส่วนเพื่อรองรับโรงงานวุ้นเส้นและธุรกิจถั่วงอก ซึ่งก็จำกัดอยู่ในวงแคบๆ สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้นไม่ปรากฏในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวโพดที่ปลูกในช่วงต้นฝนในพื้นที่ไร่ เช่น บริเวณอำเภอตากฟ้า ไพศาลี หนองบัว ของจังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ลพบุรี เป็นเขต corn belt ที่สำคัญของไทย สามารถผลิตได้มากจนส่งออกจำหน่ายยังต่างประเทศได้ ต่อมา corn belt ก็เริ่มล่มสลายไป เมื่อเกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง corn belt จึงขยับขึ้นไปสู่พื้นที่สูงที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของดิน กลไกที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือ ผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ และ ผู้รวบรวมผลผลิต โดยมีเกษตรกรเป็นเครื่องมือ จนกระทั่งป่าข้าวโพดได้บุกป่าไม้จริง ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตามมา

ในระยะ 10 ปีหลัง หลายฝ่ายเริ่มตระหนักว่าหากยังปล่อยให้ป่าข้าวโพดบุกป่าไม้จริง คงไม่ดีแน่ อีกทั้งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ความต้องการใช้ข้าวโพดเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์ยังคงอยู่ การย้ายพื้นที่ปลูกข้าวโพดลงมายังพื้นที่ด้านล่างเริ่มผลักดันจริงจังมากขึ้น ต้องเข้าใจก่อนว่าข้าวโพดเป็นพืชที่ไม่เหมาะสมกับสภาพดินเหนียว และดินเหนียวส่วนใหญ่จะเป็นดินนา สภาพดินที่เหมาะสมของข้าวโพดต้องเป็นดินร่วนปนทราย การระบายน้ำดี ดังนั้น หากจะย้ายพื้นที่ลงมาจากพื้นที่สูง พื้นที่นาดอนจึงเป็นพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ โดยเริ่มตั้งแต่เขตพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไป ในปี 2559 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา โดยมีเป้าหมายทั้งหมด 2 ล้านไร่ แต่ทำได้จริงราว 2 แสนไร่

ต่อมาในปี 2560 โครงการดังกล่าวยังดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายลดลงเหลือ 7 แสนไร่ ทำได้จริงราว 6.4 แสนไร่ และในปี 2561 เป้าหมายยังคงอยู่ที่ 2 ล้านไร่ เป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ต้องระดมกำลังกันหาพื้นที่ให้ได้ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายของใครก็ตาม แต่ก็ตกลงไปที่กลุ่มผู้ปฏิบัติงานกลุ่มเดียว ยิ่งการขยายพื้นที่ไปในพื้นที่ของภาคอีสานที่ข้าวโพดเป็นพืชที่เกษตรกรไม่คุ้นเคย ยกเว้นพื้นที่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่เข้าไปส่งเสริมเท่านั้น แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว พื้นที่ที่เหมาะสมของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ถูกบีบด้วยเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก ทั้งประเด็นการจัดสรรน้ำระหว่างนาข้าวกับแปลงข้าวโพด ความเชื่อมั่นต่อราคารับซื้อ ความคุ้นเคยของเกษตรกร และที่สำคัญเกษตรกรยุคนี้ไม่ใช่เกษตรกรที่ทางการเขาสั่งมาว่าอีกต่อไป เมื่อคิดสะระตะแล้ว ผลตอบแทนจากการทำนา ภายใต้นโยบายต่างๆของรัฐบาลที่ให้กับชาวนายังคงดึงดูดใจได้มากกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่ฝ่ายนโยบายยังคงมุ่งมั่นกับเป้าหมายที่ 2 ล้านไร่ ความยากลำบากและความท้าทายจึงตกมายังเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ ด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดทั้งตัวพืชเองและสภาพพื้นที่ จึงเป็นการยากที่จะบรรลุเป้าหมาย และเป็นความท้าทายเช่นกัน ผลที่เกิดขึ้นจากการออกตัวแรงในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นเกษตรกรที่ต้องเสี่ยงกันอีกครั้ง

อดีตยังคงส่งผลต่อปัจจุบันเสมอขอให้พึงตระหนักกันไว้ เมื่อนโยบายยังไม่ได้มองระบบการเกษตรเป็นองค์รวม เรื่องราวดังกล่าวจึงยังคงวนเวียนอีกต่อไป ไม่ใช่คนแรกที่ทำ และไม่ใช่คนสุดท้ายเช่นกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล