ไชยชนก ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport ได้ทันที ไม่ต้องรอเปิดลงทะเบียน

ไชยชนก ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport ได้ทันที ไม่ต้องรอเปิดลงทะเบียน

ไชยชนก ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport ได้ทันที ไม่ต้องรอเปิดลงทะเบียน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.00 น.

“ไชยชนก”ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport เผย ยื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ ลั่นต้องดูความเหมาะสม ให้ รมต.ร่วมรับผิดชอบ เหตุ อยู่ระดับมอบนโยบายไม่ได้เกี่ยวจัดซื้อจัดจ้าง เป็นหน้าที่ข้าราชการประจำ ยืนยัน ตรวจสอบแล้วคุ้มค่าทั้ง รัฐ-ประชาชน

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 08.20 น. นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทันทีที่มีการเปิดให้ลงทะเบียน ว่า สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม ตนได้ให้ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้อง ตามระเบียบทุกอย่าง จึงถือเป็นเรื่องที่ตนไม่กังวล

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตโครงการลักษณะนี้ หากมีข้อผิดพลาดผู้ที่รับผิดชอบคือข้าราชการประจำ แต่ในโครงการนี้รัฐมนตรีจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องดูตามสัดส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง สำหรับตนเองได้เข้ามาดูเรื่องการมอบนโยบาย พร้อมตรวจสอบและรับฟังความเห็นเพิ่มเติม แม้กระทั่งทำประชาพิจารณ์มาแล้ว นำข้อมูลไปเจรจาภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่าภาครัฐได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น งบประมาณถูกใช้อย่างคุ้มค่า และโครงการเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนอื่นที่มีความกังวล ก็ต้องเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ

“ส่วนตัวคิดว่านโยบายคือรัฐมนตรีไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ แล้วจะให้รัฐมนตรีมาร่วมรับผิดชอบด้วย ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องดูตามความเหมาะสม แต่ผมยืนยันไม่ว่าอย่างไรก็ตามข้อสงสัยต่าง ๆ มีการสั่งการให้ตรวจสอบ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันแล้ว ผมก็เชื่อมั่นตามที่เขายืนยัน” นายไชยชนก กล่าว.

เมื่อถามย้ำว่าหากฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบโครงการนี้ ก็ยินดีใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้วและจริงๆ ต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีจะรู้ทุกขั้นตอน ทุกรายละเอียดของโครงการ จึงชอบให้มีการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกโครงการที่ทำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาถูกโจมตีในประเด็นนี้เยอะ มองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นประเด็นการเมืองอย่างเดียว เพราะเริ่มจากคำถามว่าใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือไม่ พอมาถึงจุดนี้ก็เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า สุดท้ายก็ถูกโยกไปตั้งคำถามที่ TOR เมื่อเห็นว่าทำตามระเบียบ ก็ไปพูดเรื่องภาคเอกชน จึงต้องติดตามดู แต่ยังยืนยันว่า นโยบายที่มอบไปยึดประโยชน์ของประชาชน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องราคาให้จ่ายตามจริง หากลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านสิทธิ์ แต่มีบางคนไม่ได้ใช้งาน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายงบประมาณ 1,600 ล้านบาท จึงคิดว่าทุกอย่างเป็นไปในทางที่รัฐและประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงยืนยันในสิ่งนี้

เมื่อถามย้ำว่าสิ่งที่ตั้งคำถามคือไม่อยากให้รัฐมนตรีโยนหรือผลักภาระให้กับข้าราชการประจำหากต้องรับผิดชอบ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ใช่การโยน เรามีสัดส่วนที่ต้องรับผิดชอบไม่เหมือนกัน สำหรับรัฐมนตรีคือการมอบนโยบายและติดตามว่าโครงการที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล พร้อมย้ำว่าในเมื่อรัฐมนตรีไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เราก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

‘วรศิษฏ์’ ย้ำนายกฯ สั่งลุยปราบผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ แจงเข้ม ภูเก็ต เหตุยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย

'วรศิษฏ์' ย้ำนายกฯ สั่งลุยปราบผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ แจงเข้ม ภูเก็ต เหตุยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย

‘วรศิษฏ์’ ย้ำนายกฯ สั่งลุยปราบผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ แจงเข้ม ภูเก็ต เหตุยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.46 น.

“วรศิษฏ์” ย้ำ นายกฯสั่งลุยปราบผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ แจง เข้มภูเก็ต เหตุยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย หวัง จากนี้ดีขึ้น ฮึ่ม หาก จนท.รัฐเอี่ยว พิสูจน์ได้ก็ต้องรับไป 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 08.20 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จ.ภูเก็ตว่า ไม่ใช่แค่ที่ จ.ภูเก็ต แต่ทุกที่ ที่มีประเด็นเรื่องนี้ ทั้ง จ.ภูเก็ต เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ตอนนี้ทุกคนเร่งทำงานเรื่องนี้กันอยู่ ย้ำว่า เราทำหมดทุกพื้นที่ เพราะสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น เรายอมให้กลุ่มคนบางกลุ่ม หรือใครบางคนมาใช้อำนาจในสิ่งที่ไม่ดีมารังแกคนอื่นไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯมีความรู้สึกติดใจในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เนื่องจากลงพื้นที่เองแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการปราบปราม นายวรศิษฏ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าไม่มีความคืบหน้า สิ่งที่นายกฯลงไปอยู่ในกระบวนการ แต่ปรากฏยังมีคนบางกลุ่มที่ยังมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวกฎหมายอยู่ เลยค่อนข้างที่จะซีเรียส 

เมื่อถามว่า หลังจากเดินหน้าดึงคนที่มีปัญหาออกจากพื้นที่แล้ว และส่งคนใหม่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ คิดว่า จะมีความคืบหน้าหรือดีขึ้นหรือไม่ นายวรศิษฏ์ กล่าวว่า เราหวังผลดีขึ้นแน่นอน อย่างที่ทุกคนทราบ สถานการณ์ใน จ.ภูเก็ต ขณะนี้มีความวุ่นวายอยู่พอสมควร ฉะนั้น ทีมที่นายกฯส่งเข้าไปทำงาน เราคาดหวังในผลสัมฤทธิ์อย่างมากแน่นอน 

เมื่อถามว่า จะใช้กรอบระยะเวลาดำเนินการเรื่องนี้นานแค่ไหนเพื่อให้เห็นผล นายวรศิษฏ์ กล่าวว่า ไม่มีกรอบ ต้องเร็วที่สุด และเท่าที่ได้ยินข้อมูลมา ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายบริหาร ตอนนี้ฝ่ายนิติบัญญัติเองก็เข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีคณะกรรมาธิการหลายคณะจะลงไปตรวจสอบเรื่องนี้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนกังวลเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลด้วย และยังอยู่ได้ในพื้นที่ จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร นายวรศิษฏ์ กล่าวว่า ถ้ามีคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องและพิสูจน์ได้ก็รับกันไป เพราะหากคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังอยู่ตรงนั้น ทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลสามารถทำงานตรงนั้นได้ ก็อยู่ไม่ได้ นโยบายนายกฯสั่งการมาชัดเจนว่า เรื่องเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องใครทำก็ต้องรับ 

มงคล รูดซิปปาก! โยนถาม ‘ไอติม’ แฉคลิปยื่นโพยโยง ‘ฮั้ว สว.ปี67’ ใช่ตัวเองหรือไม่

มงคล รูดซิปปาก! โยนถาม ‘ไอติม’ แฉคลิปยื่นโพยโยง ‘ฮั้ว สว.ปี67’ ใช่ตัวเองหรือไม่

มงคล รูดซิปปาก! โยนถาม ‘ไอติม’ แฉคลิปยื่นโพยโยง ‘ฮั้ว สว.ปี67’ ใช่ตัวเองหรือไม่

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.34 น.

’มงคล‘ รูดซิปปาก! โยนถาม ‘ไอติม’ ปูดแฉคลิปยื่นโพยโยง ‘ฮั้ว สว.ปี67’ ใช่ตัวเองหรือไม่

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) ออกมาเปิดคลิปแฉคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.)เมื่อช่วงกลางปี2567ที่ผ่านมา จำนวน2คลิป โดยมีการอ้างถึงบุคคลในคลิปคือนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาในปัจจุบันมีการยืนเอกสารฉบับหนึ่งให้กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในวันเลือก สว.ระดับประเทศนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 08.20 น. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายมงคล ว่าใช่นายมงคลหรือไม่ในคลิปที่นายพริษฐ์นำมาเปิดเผย โดยนายมงคล ตอบเพียงว่า ”ไปถามเขาดูสิ มาถามผมทำไม“ เมื่อถามย้ำว่าสรุปว่าไม่ใช่ใช่หรือไม่ นายมงคล ไม่ตอบคำถาม และเดินไปทันที

จุลพันธ์ ยัน เพื่อไทยเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรธน.ต่อ แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

จุลพันธ์ ยัน เพื่อไทยเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรธน.ต่อ แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

จุลพันธ์ ยัน เพื่อไทยเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรธน.ต่อ แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.21 น.

‘จุลพันธ์’ยัน เพื่อไทยเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรธน.ต่อ แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ยอมรับแก้ รธน.ไม่ใช่เรื่องง่าย ขาดพรรคใดพรรคหนึ่งไปไม่ได้ อาจสุ่มเสี่ยง – ไม่กังวลเรื่องล่ารายชื่อ  มอง กระบวนการลงมติสำคัญกว่า หากสว. ไม่เห็นด้วย อาจถูกตีตกตั้งแต่วาระแรก

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 08.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเเรงงาน  ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เรื่องของการเดินหน้าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญหลังร่างที่ผ่านมาพรรคการเมืองอื่นถอนชื่อ ว่า ที่ผ่านมาเรามีการรณรงค์ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ที่ผ่านมาเราได้ขับเคลื่อนเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการเตรียมรายชื่อไว้แล้ว ความพร้อมของร่างที่เเล้วค่อนข้างพร้อม 100% แต่เมื่อหลายพรรคการเมือง มีข้อห่วงใย เราจึงได้ถอยกลับมา และหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีเสียงจากวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด เราต้องใช้ความร่วมมือตั้งแต่ต้น จึงมีกระบวนการที่จะต้องกลับไปทบทวนแก้ไขร่าง ปรับร่างกลับมา ส่วนรายละเอียดจะมีการชี้แจงกับสังคมอีกครั้ง  ร่างนี้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ ได้มีการนำเสนอต่อที่ประชุม สส. พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ซึ่งทุกคนให้ความเห็นชอบ และจะมีการร่วมลงชื่อเเล้ว เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งตนเข้าใจว่า จะมีการบรรจุวาระพิจารณา ประมาณต้นเดือนกรกฎาคมเราจะเตรียมการให้ทัน

เมื่อถามว่า ร่างที่ไปปรับแก้ไขนั้นพรรคภูมิใจไทยจะร่วมลงชื่อด้วยหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตรงนั้นเราไม่ได้ห่วง เรื่องของการลงชื่อญัตติ มันเป็นเพียงกลไกเพื่อให้ครบถ้วน ที่จะใช้ 1 ใน 5 เราเชื่อและมั่นใจว่าอย่างไรรายชื่อก็คงครบ แต่กระบวนการในการลงมติต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง หากขาดพรรคใดพรรคหนึ่งไป แนวโน้มมีความเสี่ยงสูง และหากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสว.ในจำนวนที่เพียงพอ โอกาสที่จะผ่านตั้งแต่วาระหนึ่งก็ยาก ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากกว่า ส่วนการลงชื่อตนคิดว่าไม่ยากนัก 

เมื่อถามถึง ข้อแตกต่างระหว่างร่างที่มีการปรับปรุงกับร่างเดิมก่อนหน้านี้ต่างกันอย่างไรนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขอรอให้มีการมาชี้แจงกับสังคมก่อนดีกว่า เพราะโครงสร้างคร่าวๆในส่วนของที่มาจากทางจังหวัด และมีกลไกคัดสรรของรัฐสภา มีสัดส่วนที่เป็นสายวิชาการ สภาวิชาชีพต่างๆ เรายังคงยึดอยู่ และในส่วนนี้มุมมองของพรรคเพื่อไทยถือว่ามีความสำคัญ คาดว่าจะมีการนำเสนอเร็วๆนี้  

พิพัฒน์ โยน นายกฯ แจงยึด EEC คืน ยันไม่มีรอยร้าวในภูมิใจไทย

พิพัฒน์ โยน นายกฯ แจงยึด EEC คืน  ยันไม่มีรอยร้าวในภูมิใจไทย

พิพัฒน์ โยน นายกฯ แจงยึด EEC คืน ยันไม่มีรอยร้าวในภูมิใจไทย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.12 น.

“พิพัฒน์” โยน นายกฯ แจงยึด EEC คืน ลั่นคำว่ารอยร้าวไม่มีในภูมิใจไทย ปัดโยงปมไม่แก้สัญญารถไฟภาคเอกชน

เมื่อเวลา​ 08.20 น. วันที่ 17 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบ การยกเลิกไม่ให้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่า ตนไม่ทราบคำสั่งดังกล่าว ซึ่งเป็นการอ่านผ่านในที่ประชุมครม. เพื่อให้รับทราบ เมื่อถามว่า เป็นเพราะว่านายพิพัฒน์ กำกับดูแลไม่ไหวใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ต้องไปถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย

เมื่อถามว่าเป็นการลดบทบาทหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ เพราะถือว่าทุกคนทำหน้าที่ได้เท่ากัน ซึ่งหลังจากนี้นายกฯคงจะมอบหมายงานอื่นๆ

เมื่อถามว่า มีการจับตาที่ถูกลดบทบาท ไม่ได้กำกับดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้นเป็นเพราะปัญหาภายในพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ เราต้องการความสงบ จึงให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เป็นผู้ดูแล

เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้นายกฯ ยังไม่ได้แจ้งเหตุผลในการดึง EEC ไปดูแลเองใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอให้รอนายกฯกลับจากรัสเซีย
เมื่อถามย้ำว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการไม่แก้ไขสัญญาของภาคเอกชน กรณีรถไฟ 3 สนามบิน ใช่หรือไม่ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ตนไม่ทราบเหตุผล ว่าขอให้รอนายกฯเดินทางกลับก่อน

เมื่อถามว่าจะเป็นรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ พวกเราสามารถทำงานได้ทุกเรื่อง ถือว่าบทบาทของใครก็ของคนนั้น ตนทำได้ทุกหน้าที่ไม่ใช่ปัญหา ซึ่งคำว่ารอยร้าวไม่มีเกิดขึ้นในพรรคภูมิใจไทย สบายใจได้ 

เมื่อถามว่าเป็นเพราะพรรคใหญ่ขึ้นหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว พรรคใหญ่ก็ต้องดูแลภาพรวมมากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติแล้ว พรรคใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดี ที่จะมาช่วยกันทำงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ครม.รับทราบคำสั่งสำนักนายกฯ ยกเลิกให้ ‘พิพัฒน์’ คุม ‘อีอีซี’

แผนน้ำรับเอลนีโญ รัฐบาล ดูแล ประชาชน เกษตร และ EEC เชิงรุกไม่ให้สะดุด

แผนน้ำรับเอลนีโญ รัฐบาล ดูแล ประชาชน เกษตร และ EEC เชิงรุกไม่ให้สะดุด

แผนน้ำรับเอลนีโญ รัฐบาล ดูแล ประชาชน เกษตร และ EEC เชิงรุกไม่ให้สะดุด

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.43 น.

แผนน้ำรับเอลนีโญ รัฐสาวดูแลประชาชน เกษตร และ EEC ไม่ให้สะดุด

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.69 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือสภาวะเอลนีโญอย่างเป็นระบบ หลังมีการคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และส่งผลต่อปริมาณน้ำต้นทุนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ใช้ข้อมูลคาดการณ์ล่วงหน้า วางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอ และไม่รอให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำแล้วจึงแก้ไข

ทั้งนี้  EEC เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศ ครอบคลุมฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มีทั้งประชาชน ภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และระบบนิเวศที่ต้องใช้น้ำร่วมกัน รัฐบาลจึงให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนบริหารน้ำเฉพาะพื้นที่อย่างรอบคอบ

รัชดา ธนาดิเรก

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางในพื้นที่ EEC รวม 16 แห่ง มีปริมาณน้ำต้นทุน 534 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 44% ของความจุรวม 1,462 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ช่วงฤดูฝนปี 2569 ได้วางแผนจัดสรรน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-31 ต.ค. รวม 1,058 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นภาคเกษตร 526 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคอุตสาหกรรม 217 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคอุปโภคบริโภคและท่องเที่ยว 169 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและการสูญเสียจากระบบ

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การบริหารน้ำต้องดูแลประชาชนเป็นลำดับแรก ขณะเดียวกันต้องวางแผนให้ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจสำคัญเดินต่อได้ โดยไม่ให้เกิดการแย่งใช้น้ำหรือกระทบคุณภาพชีวิตของประชาชน” น.ส.รัชดา กล่าว

เอลนีโญ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้หน่วยงานใชัข้อมูลคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 6 เดือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเมินปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง พร้อมเตรียมใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกในการสูบผันน้ำ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในปี 2570 ที่คาดว่าพื้นที่ EEC จะต้องใช้น้ำประมาณ 2,888 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ ยังเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC รวม 39 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มน้ำต้นทุนได้ 909 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีโครงการได้รับจัดสรรงบประมาณแล้ว 23 โครงการ ดำเนินการเสร็จแล้ว 19 โครงการ เพิ่มน้ำต้นทุนได้ 258 ล้านลูกบาศก์เมตร และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 4 โครงการ ซึ่งจะเพิ่มน้ำได้อีก 109 ล้านลูกบาศก์เมตร

พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ภาคอุตสาหกรรมควรเร่งปรับสู่โรงงานอัจฉริยะเพื่อลดการใช้น้ำ ส่วนภาคเกษตรควรดำเนินการตามแผนเพาะปลูกและแผนจัดสรรน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์เอลนีโญอย่างใกล้ชิด และปรับแผนบริหารน้ำให้สอดคล้องกับข้อมูลจริง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอ เกษตรกรลดความเสียหาย และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี ดำรงค์ พิเดช คดีจัดอบรมพาจนท.ชุมนุมการเมืองปี55

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี ดำรงค์ พิเดช คดีจัดอบรมพาจนท.ชุมนุมการเมืองปี55

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี ดำรงค์ พิเดช คดีจัดอบรมพาจนท.ชุมนุมการเมืองปี55

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.41 น.

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ครั้งที่ 80 ระหว่างวันที่ 1-31 พ.ค.2569 โดยคดีที่ ป.ป.ช. มีมติครั้งที่ 175/2564 เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2564 ชี้มูลความผิดทางอาญา นายดำรงค์ พิเดช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับพวก

กรณีอนุมัติโครงการและอนุมัติเงินงบประมาณในโครงการฝึกอบรมจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ระหว่างวันที่ 7-16 มิ.ย.2555 โดยมิชอบ (มีมูลความผิดทางอาญา ป.อ.มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 90 ,พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172) ประกอบ ป.อ. มาตรา 90)

ต่อมาอัยการสูงสุด เป็นโจทย์ ฟ้องนายดำรงค์กับพวก (นายดำรงค์ พิเดช (จำเลยที่ 1) นายเริงชัย ประยูรเวช (จำเลยที่ 2) และนายธนโรจน์ โพธิสาโร (จำเลยที่ 3)) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กระทั่งเมื่อวันที่ 7 ก.พ.2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 129/2565 คดีหมายเลขแดงที่ 23/2566 ยกฟ้องนายดำรงค์ พิเดช กับพวก นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2568 ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 420/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 20682/2568 พิพากษากลับว่าจำเลยทั้ง 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 (เดิม) พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามแต่ละคนตามความหนักเบาของพฤติการณ์แห่งคดี สำหรับจำเลยที่ 1 (นายดำรงค์ พิเดช) ให้ลงโทษ จำคุก 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 (นายเริงชัย ประยูรเวช) และที่ 3 (นายธนโรจน์ โพธิสาโร) ให้ลงโทษ จำคุก คนละ 2 ปี

ขณะที่ ป.ป.ช. มติครั้งที่ 037/2569 เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดจะไม่ฎีกาคำพิพากษาคดีอาญา

สำหรับคดีนี้ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับพวก เป็นจำเลยที่ 1-3 กรณีมีพฤติการณ์อนุมัติโครงการฝึกอบรมจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยมิชอบ และนอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อเจตนาสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าร่วมชุมนุมที่สวนสัตว์ดุสิต และรัฐสภา เมื่อปี 2555

สงครามยุติ แต่น้ำมันไทยลดกี่โมง? รสนา จี้ เอกนัฏ ทำให้สุดซอยจริงๆสักครั้งเถอะ

สงครามยุติ แต่น้ำมันไทยลดกี่โมง?  รสนา จี้ เอกนัฏ ทำให้สุดซอยจริงๆสักครั้งเถอะ

สงครามยุติ แต่น้ำมันไทยลดกี่โมง? รสนา จี้ เอกนัฏ ทำให้สุดซอยจริงๆสักครั้งเถอะ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.08 น.

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นางรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า สงครามยุติ น้ำมันไทยลดสุดซอยกี่โมง ??!!

เมื่อวานนี้ 15 มิ.ย.2569 สื่อมวลชนลงข่าว “โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจ 7 ประเทศ (G7) ที่ฝรั่งเศส โดยเปิดเผยระหว่างการหารือกับเอมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามข้อตกลงกันแล้ว หย่าศึก เปิดฮอร์มุซเต็มรูปแบบ 19 มิ.ย.“

ราคาน้ำมันดิบดูไบวันนี้ (16 มิย.)ราคาเหลืออยู่ที่ 73.19 เหรียญต่อบาร์เรล คิดเป็นราคาเนื้อน้ำมันดิบ 15 บาทต่อลิตร เป็นราคาที่กลับมาสู่สภาพปกติเหมือนตอนก่อนเกิดวิกฤต คนไทยจึงคาดหวังว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปขายปลีกหน้าปั๊มควรจะลดลงสู่ภาวะปกติเช่นกัน 

น้ำมันเบนซิน95 ราคา 50.69 บาทสามารถลดเหลือ 36.83 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 และ91 สามารถลดราคาจาก 41.10 บาท และ 40.73 บาท เหลือ 35.16บาทและ 34.73 บาทต่อลิตร 

ดีเซลบี7 ควรลดภาษีสรรพสามิตลงสัก5บาท จะได้ราคา เหลือลิตรละ 33.60 บาทใกล้เคียงราคาก่อนวิกฤตได้

ราคาน้ำมันสามารถลดได้มากกว่านี้ โดยที่ผู้ค้าน้ำมันยังมีกำไรไม่น้อย หากมีการแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันที่โปร่งใส เป็นธรรมทั้งระบบอย่างแท้จริงตามข้อเสนอของเครือข่ายภาคประชาชน

เหตุใดน้ำมันดิบลด น้ำมันสำเร็จรูปไม่ลด เพราะมีตัวดูดเงินประชาชนหลักอยู่ 3 ส่วน คนไทยมีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี เพราะต่างฝ่ายต่างล้วงกระเป๋าประชาชน จึงไม่มีการกำกับราคาน้ำมันให้เป็นธรรม

1)ราคาเนื้อน้ำมันโรงกลั่นที่บวกค่าพรีเมี่ยมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และช่วงวิกฤติจากสงครามในอิหร่าน ก็มีการโก่งราคาน้ำมันตั้งแต่สิงคโปร์ เห็นได้จากค่าการกลั่นที่สูงกว่ามาตรฐานยามปกติมาก ในต่างประเทศจะมีการใช้กฎหมายภาษีลาภลอยเพื่อเก็บรายได้ส่วนเกินมาลดราคาน้ำมัน สำหรับประเทศไทยนอกจากไม่มีกฎหมายภาษีลาภลอยมาเก็บรายได้ส่วนเกินของผู้ประกอบการแล้ว ยังปล่อยให้มีค่าการตลาดที่สูงเกินสมควรอีกด้วย

2) กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือบิดเบือนราคาน้ำมันผสมเอทานอล และไบโอดีเซลที่มีราคาแพงกว่าน้ำมันเบนซินและดีเซลล้วนๆ และอำพรางว่ามีราคาถูกโดยใช้กองทุนน้ำมันมาชดเชย ทำให้คนไทยต้องเป็นทาสหนี้โรงกลั่นแบบเจ็ดชั่วโคตรถ้าไม่ยกเลิกระบบนี้

3)กระทรวงการคลังมุ่งเก็บภาษีสรรพสามิตตามเป้าของตนโดยไม่สนใจลดภาษี แม้ในยามวิกฤต ทั้งที่น้ำมันเป็นต้นทุนของภาคการผลิต และค่าครองชีพของประชาชน 

ในช่วงจังหวะนี้ ขอเรียกร้องรัฐมนตรีเอกนัฏหยุดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสักระยะ  ให้โอกาสประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาใกล้เคียงราคาจริงในตลาดโลกบ้างเถิด และหยุดเอาเงินกองทุนน้ำมันชดเชยน้ำมันดีเซล บี20 เพื่อหยุดหนี้เพิ่มในกองทุนน้ำมัน

เพียงแค่ไม่เก็บเงินคนใช้เบนซิน95  เข้ากองทุนน้ำมันลิตร 12.27 บาท  ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 และ91 หยุดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 4.59 บาทต่อลิตร และคุมค่าการตลาดไม่เกิน2บาทต่อลิตรก็สามารถลดราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์เหลือ 30 กว่าบาทได้ทันที

ส่วนดีเซลบี7 ควรลดภาษีสรรพสามิตลงจาก  6.92 บาทต่อลิตรลงไปสัก5บาท จะได้ราคา ดีเซล บี7 จากราคาปัจจุบัน 38.80 บาทเหลือลิตรละ 33.60 บาท ใกล้เคียงราคาก่อนเกิดสงคราม โดยกองทุนไม่ต้องมีหนี้

ในเมื่อรัฐบาลเคยประกาศขึ้นราคาน้ำมันพรวดๆ คราวละ 6 บาทสองรอบบ้าง 3 บาทบ้าง ขึ้นราคาถี่ๆหลายครั้ง เดือนเดียวขึ้นราคารวม 10-20 บาทต่อลิตร อ้างขึ้นตามตลาดโลก คราวนี้ราคาตลาดโลกกำลังปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว รัฐมนตรีก็อย่าลดราคาแบบตลาดนัดเลย ขอให้ชาวบ้านได้ชื่นอกชื่นใจที่น้ำมันลดราคาจริงตามราคาตลาดโลก ถ้ารัฐมนตรีไม่ลดราคาน้ำมันกระปริบกระปรอยแบบฉี่ไม่สุด ก็จะทำให้ชาวบ้านได้สรรเสริญว่ารัฐมนตรีได้ทำอย่างสุดซอยจริงๆสักครั้งเถอะ

รสนา โตสิตระกูล

16 มิถุนายน 2569

‘โสภณ’เดินหน้าสภาสีเขียว เปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ สร้างต้นแบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม คุ้มค่า-ยั่งยืน

‘โสภณ’เดินหน้าสภาสีเขียว เปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ สร้างต้นแบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม คุ้มค่า-ยั่งยืน

‘โสภณ’เดินหน้าสภาสีเขียว เปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ สร้างต้นแบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม คุ้มค่า-ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

พูดแล้วทำจริง !! “โสภณ” เดินหน้าสภาสีเขียว เปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ สร้างต้นแบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม คุ้มค่า – ยั่งยืน

วันที่ 16 มิถุนายน 2569  นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร  เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับรัฐสภาไทยให้เป็น “สภาสีเขียว” โดยได้สั่งการสำนักอาคารสถานที่ของรัฐสภา  ดำเนินมาตรการคัดแยกขยะอย่างจริงจัง พร้อมทั้งนำเศษหญ้า วัสดุเหลือใช้ และผักตบชวาจำนวนมากที่ลอยมากับแม่น้ำในช่วงฤดูฝน มาเข้าสู่กระบวนการแปรรูปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อนำมาบำรุงรักษาต้นไม้และดูแลภูมิทัศน์โดยรอบอาคารรัฐสภาให้มีความร่มรื่นสวยงาม 

“เรามุ่งหวังให้รัฐสภาเปรียบเสมือนโมเดลต้นแบบในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนเศษวัสดุเหลือใช้ให้กลับมาสร้างประโยชน์ เป็นการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการประหยัดงบประมาณของภาครัฐ” นายโสภณ กล่าว

ทั้งนี้ นายโสภณได้นำร่องจัดโครงการ หลักสูตรการทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด เพื่อสร้างงานและฝึกอาชีพให้แก่ ผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดจากค่ายบำบัดชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ในจังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้แนวคิด “รวมพลังรักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” ซึ่งขับเคลื่อนร่วมกันระหว่าง มูลนิธิอาณัตพล ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ประจำจังหวัดบุรีรัมย์  เพื่อนำความรู้ไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเป็นการลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในยุคที่ปุ๋ยมีราคาแพง  และเป็นการจำกัดขยะ ใบไม้  ลดการเผาไม่ให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงนำมาใช้ที่รัฐสภา
 

รัฐบาลสั่งเร่งสอบด่วน หลังเกิดเหตุแบตเตอรี่รถจักรยานไฟฟ้าระเบิดในบ้าน พร้อมเตือนผู้ใช้ทั่วประเทศ

รัฐบาลสั่งเร่งสอบด่วน หลังเกิดเหตุแบตเตอรี่รถจักรยานไฟฟ้าระเบิดในบ้าน พร้อมเตือนผู้ใช้ทั่วประเทศ

รัฐบาลสั่งเร่งสอบด่วน หลังเกิดเหตุแบตเตอรี่รถจักรยานไฟฟ้าระเบิดในบ้าน พร้อมเตือนผู้ใช้ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.57 น.

รัฐบาลห่วงใยความปลอดภัยประชาชน สั่ง สคบ. เร่งตรวจสอบเหตุแบตรถจักรยานไฟฟ้าระเบิดในบ้าน ประสาน สมอ. ตรวจมาตรฐานสินค้า คุมเข้มสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พร้อมเตือนผู้ใช้ทั่วประเทศ

วันนี้ 17 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะกรณีสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ซึ่งล่าสุดนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้สั่งการให้ สคบ. เร่งตรวจสอบกรณีแบตเตอรี่รถจักรยานไฟฟ้าเกิดระเบิดขณะชาร์จไฟภายในบ้านพักจนเกิดเพลิงไหม้และกลุ่มควัน ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยได้รับอันตราย พร้อมดำเนินการเชิงรุกเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องติดตามข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้ สคบ. ตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย รวมถึงตรวจสอบว่าสินค้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากพบข้อบกพร่องหรือการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัยของแบตเตอรี่ลิเธียมและอุปกรณ์ชาร์จไฟ ซึ่งหากไม่ได้มาตรฐานหรือใช้งานไม่ถูกต้อง อาจเกิดความร้อนสะสมจนลุกไหม้หรือระเบิดได้อย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลได้สั่งการให้ สคบ. ประสานความร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อตรวจสอบมาตรฐานของแบตเตอรี่และอุปกรณ์ชาร์จที่วางจำหน่ายในท้องตลาด รวมถึงติดตามผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าหรือจำหน่ายสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

รถจักรยานไฟฟ้า

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกฎหมายไทยมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างชัดเจน ทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการสั่งห้ามขายสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย โดยผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายกระทำผิด

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้ง สคบ. สมอ. การไฟฟ้า และภาคีเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการใช้สินค้าและเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน” นางสาวลลิดากล่าว

รถจักรยานไฟฟ้า

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนที่ใช้รถจักรยานไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม เลือกซื้อสินค้าที่ได้รับมาตรฐาน มอก. ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐานและตรงตามที่ผู้ผลิตกำหนด หลีกเลี่ยงการชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนหรือในช่วงที่ไม่มีผู้ดูแล ชาร์จในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวกและห่างจากวัสดุไวไฟ รวมทั้งหมั่นสังเกตความผิดปกติของแบตเตอรี่ เช่น อาการบวม ร้อนผิดปกติ หรือมีกลิ่นไหม้ หากพบความผิดปกติควรหยุดใช้งานทันทีเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่พบสินค้าไม่ปลอดภัยหรือได้รับความเสียหายจากสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ของ สคบ. หรือศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป