พิพัฒน์ โยน นายกฯ แจงยึด EEC คืน ยันไม่มีรอยร้าวในภูมิใจไทย

พิพัฒน์ โยน นายกฯ แจงยึด EEC คืน  ยันไม่มีรอยร้าวในภูมิใจไทย

พิพัฒน์ โยน นายกฯ แจงยึด EEC คืน ยันไม่มีรอยร้าวในภูมิใจไทย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.12 น.

“พิพัฒน์” โยน นายกฯ แจงยึด EEC คืน ลั่นคำว่ารอยร้าวไม่มีในภูมิใจไทย ปัดโยงปมไม่แก้สัญญารถไฟภาคเอกชน

เมื่อเวลา​ 08.20 น. วันที่ 17 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบ การยกเลิกไม่ให้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่า ตนไม่ทราบคำสั่งดังกล่าว ซึ่งเป็นการอ่านผ่านในที่ประชุมครม. เพื่อให้รับทราบ เมื่อถามว่า เป็นเพราะว่านายพิพัฒน์ กำกับดูแลไม่ไหวใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ต้องไปถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย

เมื่อถามว่าเป็นการลดบทบาทหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ เพราะถือว่าทุกคนทำหน้าที่ได้เท่ากัน ซึ่งหลังจากนี้นายกฯคงจะมอบหมายงานอื่นๆ

เมื่อถามว่า มีการจับตาที่ถูกลดบทบาท ไม่ได้กำกับดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้นเป็นเพราะปัญหาภายในพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ เราต้องการความสงบ จึงให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เป็นผู้ดูแล

เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้นายกฯ ยังไม่ได้แจ้งเหตุผลในการดึง EEC ไปดูแลเองใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอให้รอนายกฯกลับจากรัสเซีย
เมื่อถามย้ำว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการไม่แก้ไขสัญญาของภาคเอกชน กรณีรถไฟ 3 สนามบิน ใช่หรือไม่ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ตนไม่ทราบเหตุผล ว่าขอให้รอนายกฯเดินทางกลับก่อน

เมื่อถามว่าจะเป็นรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ พวกเราสามารถทำงานได้ทุกเรื่อง ถือว่าบทบาทของใครก็ของคนนั้น ตนทำได้ทุกหน้าที่ไม่ใช่ปัญหา ซึ่งคำว่ารอยร้าวไม่มีเกิดขึ้นในพรรคภูมิใจไทย สบายใจได้ 

เมื่อถามว่าเป็นเพราะพรรคใหญ่ขึ้นหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว พรรคใหญ่ก็ต้องดูแลภาพรวมมากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติแล้ว พรรคใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดี ที่จะมาช่วยกันทำงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ครม.รับทราบคำสั่งสำนักนายกฯ ยกเลิกให้ ‘พิพัฒน์’ คุม ‘อีอีซี’

แผนน้ำรับเอลนีโญ รัฐบาล ดูแล ประชาชน เกษตร และ EEC เชิงรุกไม่ให้สะดุด

แผนน้ำรับเอลนีโญ รัฐบาล ดูแล ประชาชน เกษตร และ EEC เชิงรุกไม่ให้สะดุด

แผนน้ำรับเอลนีโญ รัฐบาล ดูแล ประชาชน เกษตร และ EEC เชิงรุกไม่ให้สะดุด

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.43 น.

แผนน้ำรับเอลนีโญ รัฐสาวดูแลประชาชน เกษตร และ EEC ไม่ให้สะดุด

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.69 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือสภาวะเอลนีโญอย่างเป็นระบบ หลังมีการคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และส่งผลต่อปริมาณน้ำต้นทุนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ใช้ข้อมูลคาดการณ์ล่วงหน้า วางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอ และไม่รอให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำแล้วจึงแก้ไข

ทั้งนี้  EEC เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศ ครอบคลุมฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มีทั้งประชาชน ภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และระบบนิเวศที่ต้องใช้น้ำร่วมกัน รัฐบาลจึงให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนบริหารน้ำเฉพาะพื้นที่อย่างรอบคอบ

รัชดา ธนาดิเรก

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางในพื้นที่ EEC รวม 16 แห่ง มีปริมาณน้ำต้นทุน 534 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 44% ของความจุรวม 1,462 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ช่วงฤดูฝนปี 2569 ได้วางแผนจัดสรรน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-31 ต.ค. รวม 1,058 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นภาคเกษตร 526 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคอุตสาหกรรม 217 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคอุปโภคบริโภคและท่องเที่ยว 169 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและการสูญเสียจากระบบ

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การบริหารน้ำต้องดูแลประชาชนเป็นลำดับแรก ขณะเดียวกันต้องวางแผนให้ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจสำคัญเดินต่อได้ โดยไม่ให้เกิดการแย่งใช้น้ำหรือกระทบคุณภาพชีวิตของประชาชน” น.ส.รัชดา กล่าว

เอลนีโญ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้หน่วยงานใชัข้อมูลคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 6 เดือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเมินปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง พร้อมเตรียมใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกในการสูบผันน้ำ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในปี 2570 ที่คาดว่าพื้นที่ EEC จะต้องใช้น้ำประมาณ 2,888 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ ยังเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC รวม 39 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มน้ำต้นทุนได้ 909 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีโครงการได้รับจัดสรรงบประมาณแล้ว 23 โครงการ ดำเนินการเสร็จแล้ว 19 โครงการ เพิ่มน้ำต้นทุนได้ 258 ล้านลูกบาศก์เมตร และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 4 โครงการ ซึ่งจะเพิ่มน้ำได้อีก 109 ล้านลูกบาศก์เมตร

พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ภาคอุตสาหกรรมควรเร่งปรับสู่โรงงานอัจฉริยะเพื่อลดการใช้น้ำ ส่วนภาคเกษตรควรดำเนินการตามแผนเพาะปลูกและแผนจัดสรรน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์เอลนีโญอย่างใกล้ชิด และปรับแผนบริหารน้ำให้สอดคล้องกับข้อมูลจริง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอ เกษตรกรลดความเสียหาย และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี ดำรงค์ พิเดช คดีจัดอบรมพาจนท.ชุมนุมการเมืองปี55

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี ดำรงค์ พิเดช คดีจัดอบรมพาจนท.ชุมนุมการเมืองปี55

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี ดำรงค์ พิเดช คดีจัดอบรมพาจนท.ชุมนุมการเมืองปี55

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.41 น.

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ครั้งที่ 80 ระหว่างวันที่ 1-31 พ.ค.2569 โดยคดีที่ ป.ป.ช. มีมติครั้งที่ 175/2564 เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2564 ชี้มูลความผิดทางอาญา นายดำรงค์ พิเดช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับพวก

กรณีอนุมัติโครงการและอนุมัติเงินงบประมาณในโครงการฝึกอบรมจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ระหว่างวันที่ 7-16 มิ.ย.2555 โดยมิชอบ (มีมูลความผิดทางอาญา ป.อ.มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 90 ,พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172) ประกอบ ป.อ. มาตรา 90)

ต่อมาอัยการสูงสุด เป็นโจทย์ ฟ้องนายดำรงค์กับพวก (นายดำรงค์ พิเดช (จำเลยที่ 1) นายเริงชัย ประยูรเวช (จำเลยที่ 2) และนายธนโรจน์ โพธิสาโร (จำเลยที่ 3)) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กระทั่งเมื่อวันที่ 7 ก.พ.2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 129/2565 คดีหมายเลขแดงที่ 23/2566 ยกฟ้องนายดำรงค์ พิเดช กับพวก นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2568 ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 420/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 20682/2568 พิพากษากลับว่าจำเลยทั้ง 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 (เดิม) พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามแต่ละคนตามความหนักเบาของพฤติการณ์แห่งคดี สำหรับจำเลยที่ 1 (นายดำรงค์ พิเดช) ให้ลงโทษ จำคุก 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 (นายเริงชัย ประยูรเวช) และที่ 3 (นายธนโรจน์ โพธิสาโร) ให้ลงโทษ จำคุก คนละ 2 ปี

ขณะที่ ป.ป.ช. มติครั้งที่ 037/2569 เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดจะไม่ฎีกาคำพิพากษาคดีอาญา

สำหรับคดีนี้ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับพวก เป็นจำเลยที่ 1-3 กรณีมีพฤติการณ์อนุมัติโครงการฝึกอบรมจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยมิชอบ และนอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อเจตนาสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าร่วมชุมนุมที่สวนสัตว์ดุสิต และรัฐสภา เมื่อปี 2555

สงครามยุติ แต่น้ำมันไทยลดกี่โมง? รสนา จี้ เอกนัฏ ทำให้สุดซอยจริงๆสักครั้งเถอะ

สงครามยุติ แต่น้ำมันไทยลดกี่โมง?  รสนา จี้ เอกนัฏ ทำให้สุดซอยจริงๆสักครั้งเถอะ

สงครามยุติ แต่น้ำมันไทยลดกี่โมง? รสนา จี้ เอกนัฏ ทำให้สุดซอยจริงๆสักครั้งเถอะ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.08 น.

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นางรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า สงครามยุติ น้ำมันไทยลดสุดซอยกี่โมง ??!!

เมื่อวานนี้ 15 มิ.ย.2569 สื่อมวลชนลงข่าว “โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจ 7 ประเทศ (G7) ที่ฝรั่งเศส โดยเปิดเผยระหว่างการหารือกับเอมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามข้อตกลงกันแล้ว หย่าศึก เปิดฮอร์มุซเต็มรูปแบบ 19 มิ.ย.“

ราคาน้ำมันดิบดูไบวันนี้ (16 มิย.)ราคาเหลืออยู่ที่ 73.19 เหรียญต่อบาร์เรล คิดเป็นราคาเนื้อน้ำมันดิบ 15 บาทต่อลิตร เป็นราคาที่กลับมาสู่สภาพปกติเหมือนตอนก่อนเกิดวิกฤต คนไทยจึงคาดหวังว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปขายปลีกหน้าปั๊มควรจะลดลงสู่ภาวะปกติเช่นกัน 

น้ำมันเบนซิน95 ราคา 50.69 บาทสามารถลดเหลือ 36.83 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 และ91 สามารถลดราคาจาก 41.10 บาท และ 40.73 บาท เหลือ 35.16บาทและ 34.73 บาทต่อลิตร 

ดีเซลบี7 ควรลดภาษีสรรพสามิตลงสัก5บาท จะได้ราคา เหลือลิตรละ 33.60 บาทใกล้เคียงราคาก่อนวิกฤตได้

ราคาน้ำมันสามารถลดได้มากกว่านี้ โดยที่ผู้ค้าน้ำมันยังมีกำไรไม่น้อย หากมีการแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันที่โปร่งใส เป็นธรรมทั้งระบบอย่างแท้จริงตามข้อเสนอของเครือข่ายภาคประชาชน

เหตุใดน้ำมันดิบลด น้ำมันสำเร็จรูปไม่ลด เพราะมีตัวดูดเงินประชาชนหลักอยู่ 3 ส่วน คนไทยมีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี เพราะต่างฝ่ายต่างล้วงกระเป๋าประชาชน จึงไม่มีการกำกับราคาน้ำมันให้เป็นธรรม

1)ราคาเนื้อน้ำมันโรงกลั่นที่บวกค่าพรีเมี่ยมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และช่วงวิกฤติจากสงครามในอิหร่าน ก็มีการโก่งราคาน้ำมันตั้งแต่สิงคโปร์ เห็นได้จากค่าการกลั่นที่สูงกว่ามาตรฐานยามปกติมาก ในต่างประเทศจะมีการใช้กฎหมายภาษีลาภลอยเพื่อเก็บรายได้ส่วนเกินมาลดราคาน้ำมัน สำหรับประเทศไทยนอกจากไม่มีกฎหมายภาษีลาภลอยมาเก็บรายได้ส่วนเกินของผู้ประกอบการแล้ว ยังปล่อยให้มีค่าการตลาดที่สูงเกินสมควรอีกด้วย

2) กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือบิดเบือนราคาน้ำมันผสมเอทานอล และไบโอดีเซลที่มีราคาแพงกว่าน้ำมันเบนซินและดีเซลล้วนๆ และอำพรางว่ามีราคาถูกโดยใช้กองทุนน้ำมันมาชดเชย ทำให้คนไทยต้องเป็นทาสหนี้โรงกลั่นแบบเจ็ดชั่วโคตรถ้าไม่ยกเลิกระบบนี้

3)กระทรวงการคลังมุ่งเก็บภาษีสรรพสามิตตามเป้าของตนโดยไม่สนใจลดภาษี แม้ในยามวิกฤต ทั้งที่น้ำมันเป็นต้นทุนของภาคการผลิต และค่าครองชีพของประชาชน 

ในช่วงจังหวะนี้ ขอเรียกร้องรัฐมนตรีเอกนัฏหยุดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสักระยะ  ให้โอกาสประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาใกล้เคียงราคาจริงในตลาดโลกบ้างเถิด และหยุดเอาเงินกองทุนน้ำมันชดเชยน้ำมันดีเซล บี20 เพื่อหยุดหนี้เพิ่มในกองทุนน้ำมัน

เพียงแค่ไม่เก็บเงินคนใช้เบนซิน95  เข้ากองทุนน้ำมันลิตร 12.27 บาท  ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 และ91 หยุดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 4.59 บาทต่อลิตร และคุมค่าการตลาดไม่เกิน2บาทต่อลิตรก็สามารถลดราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์เหลือ 30 กว่าบาทได้ทันที

ส่วนดีเซลบี7 ควรลดภาษีสรรพสามิตลงจาก  6.92 บาทต่อลิตรลงไปสัก5บาท จะได้ราคา ดีเซล บี7 จากราคาปัจจุบัน 38.80 บาทเหลือลิตรละ 33.60 บาท ใกล้เคียงราคาก่อนเกิดสงคราม โดยกองทุนไม่ต้องมีหนี้

ในเมื่อรัฐบาลเคยประกาศขึ้นราคาน้ำมันพรวดๆ คราวละ 6 บาทสองรอบบ้าง 3 บาทบ้าง ขึ้นราคาถี่ๆหลายครั้ง เดือนเดียวขึ้นราคารวม 10-20 บาทต่อลิตร อ้างขึ้นตามตลาดโลก คราวนี้ราคาตลาดโลกกำลังปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว รัฐมนตรีก็อย่าลดราคาแบบตลาดนัดเลย ขอให้ชาวบ้านได้ชื่นอกชื่นใจที่น้ำมันลดราคาจริงตามราคาตลาดโลก ถ้ารัฐมนตรีไม่ลดราคาน้ำมันกระปริบกระปรอยแบบฉี่ไม่สุด ก็จะทำให้ชาวบ้านได้สรรเสริญว่ารัฐมนตรีได้ทำอย่างสุดซอยจริงๆสักครั้งเถอะ

รสนา โตสิตระกูล

16 มิถุนายน 2569

‘โสภณ’เดินหน้าสภาสีเขียว เปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ สร้างต้นแบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม คุ้มค่า-ยั่งยืน

‘โสภณ’เดินหน้าสภาสีเขียว เปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ สร้างต้นแบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม คุ้มค่า-ยั่งยืน

‘โสภณ’เดินหน้าสภาสีเขียว เปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ สร้างต้นแบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม คุ้มค่า-ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

พูดแล้วทำจริง !! “โสภณ” เดินหน้าสภาสีเขียว เปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ สร้างต้นแบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม คุ้มค่า – ยั่งยืน

วันที่ 16 มิถุนายน 2569  นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร  เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับรัฐสภาไทยให้เป็น “สภาสีเขียว” โดยได้สั่งการสำนักอาคารสถานที่ของรัฐสภา  ดำเนินมาตรการคัดแยกขยะอย่างจริงจัง พร้อมทั้งนำเศษหญ้า วัสดุเหลือใช้ และผักตบชวาจำนวนมากที่ลอยมากับแม่น้ำในช่วงฤดูฝน มาเข้าสู่กระบวนการแปรรูปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อนำมาบำรุงรักษาต้นไม้และดูแลภูมิทัศน์โดยรอบอาคารรัฐสภาให้มีความร่มรื่นสวยงาม 

“เรามุ่งหวังให้รัฐสภาเปรียบเสมือนโมเดลต้นแบบในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนเศษวัสดุเหลือใช้ให้กลับมาสร้างประโยชน์ เป็นการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการประหยัดงบประมาณของภาครัฐ” นายโสภณ กล่าว

ทั้งนี้ นายโสภณได้นำร่องจัดโครงการ หลักสูตรการทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด เพื่อสร้างงานและฝึกอาชีพให้แก่ ผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดจากค่ายบำบัดชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ในจังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้แนวคิด “รวมพลังรักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” ซึ่งขับเคลื่อนร่วมกันระหว่าง มูลนิธิอาณัตพล ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ประจำจังหวัดบุรีรัมย์  เพื่อนำความรู้ไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเป็นการลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในยุคที่ปุ๋ยมีราคาแพง  และเป็นการจำกัดขยะ ใบไม้  ลดการเผาไม่ให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงนำมาใช้ที่รัฐสภา
 

รัฐบาลสั่งเร่งสอบด่วน หลังเกิดเหตุแบตเตอรี่รถจักรยานไฟฟ้าระเบิดในบ้าน พร้อมเตือนผู้ใช้ทั่วประเทศ

รัฐบาลสั่งเร่งสอบด่วน หลังเกิดเหตุแบตเตอรี่รถจักรยานไฟฟ้าระเบิดในบ้าน พร้อมเตือนผู้ใช้ทั่วประเทศ

รัฐบาลสั่งเร่งสอบด่วน หลังเกิดเหตุแบตเตอรี่รถจักรยานไฟฟ้าระเบิดในบ้าน พร้อมเตือนผู้ใช้ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.57 น.

รัฐบาลห่วงใยความปลอดภัยประชาชน สั่ง สคบ. เร่งตรวจสอบเหตุแบตรถจักรยานไฟฟ้าระเบิดในบ้าน ประสาน สมอ. ตรวจมาตรฐานสินค้า คุมเข้มสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พร้อมเตือนผู้ใช้ทั่วประเทศ

วันนี้ 17 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะกรณีสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ซึ่งล่าสุดนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้สั่งการให้ สคบ. เร่งตรวจสอบกรณีแบตเตอรี่รถจักรยานไฟฟ้าเกิดระเบิดขณะชาร์จไฟภายในบ้านพักจนเกิดเพลิงไหม้และกลุ่มควัน ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยได้รับอันตราย พร้อมดำเนินการเชิงรุกเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องติดตามข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้ สคบ. ตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย รวมถึงตรวจสอบว่าสินค้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากพบข้อบกพร่องหรือการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัยของแบตเตอรี่ลิเธียมและอุปกรณ์ชาร์จไฟ ซึ่งหากไม่ได้มาตรฐานหรือใช้งานไม่ถูกต้อง อาจเกิดความร้อนสะสมจนลุกไหม้หรือระเบิดได้อย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลได้สั่งการให้ สคบ. ประสานความร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อตรวจสอบมาตรฐานของแบตเตอรี่และอุปกรณ์ชาร์จที่วางจำหน่ายในท้องตลาด รวมถึงติดตามผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าหรือจำหน่ายสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

รถจักรยานไฟฟ้า

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกฎหมายไทยมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างชัดเจน ทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการสั่งห้ามขายสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย โดยผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายกระทำผิด

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้ง สคบ. สมอ. การไฟฟ้า และภาคีเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการใช้สินค้าและเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน” นางสาวลลิดากล่าว

รถจักรยานไฟฟ้า

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนที่ใช้รถจักรยานไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม เลือกซื้อสินค้าที่ได้รับมาตรฐาน มอก. ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐานและตรงตามที่ผู้ผลิตกำหนด หลีกเลี่ยงการชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนหรือในช่วงที่ไม่มีผู้ดูแล ชาร์จในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวกและห่างจากวัสดุไวไฟ รวมทั้งหมั่นสังเกตความผิดปกติของแบตเตอรี่ เช่น อาการบวม ร้อนผิดปกติ หรือมีกลิ่นไหม้ หากพบความผิดปกติควรหยุดใช้งานทันทีเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่พบสินค้าไม่ปลอดภัยหรือได้รับความเสียหายจากสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ของ สคบ. หรือศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เริ่ม 1 ก.ค. นี้ รัฐบาลเดินหน้า ราชการทันใจ ยกระดับจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ 100%

เริ่ม 1 ก.ค. นี้ รัฐบาลเดินหน้า ราชการทันใจ ยกระดับจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ 100%

เริ่ม 1 ก.ค. นี้ รัฐบาลเดินหน้า ราชการทันใจ ยกระดับจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ 100%

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.47 น.

รัฐบาลเดินหน้า “ราชการทันใจ” ยกระดับจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ 100% เริ่ม 1 ก.ค. 69 ผ่าน DBD Biz Regist ตลอด 24 ชั่วโมง ลดขั้นตอน–ลดต้นทุน–เพิ่มความโปร่งใส สู่รัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ

วันนี้ (17 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการให้มีความทันสมัย สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามนโยบาย “ราชการทันใจ” ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านภาครัฐสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เพื่อให้บริการภาครัฐมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นางสาวลลิดากล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศยกระดับการให้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยเตรียมยุติการรับจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดรายใหม่ในรูปแบบ Walk-in (กระดาษ) และเปิดให้บริการผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียวทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนภาครัฐไทยสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย “ราชการทันใจ” ของรัฐบาลที่มุ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ ลดขั้นตอนและภาระของประชาชนและผู้ประกอบการ โดยระบบ DBD Biz Regist เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่มีวันหยุด ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอ ตรวจสอบสถานะ และรับเอกสารสำคัญทางอิเล็กทรอนิกส์ได้จากทุกที่ ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาติดต่อราชการ รวมทั้งเพิ่มความสะดวกในการเริ่มต้นและดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ ในปี 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รับคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลรวม 348,690 คำขอ แบ่งเป็นการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัท 85,083 คำขอ การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง 236,686 คำขอ และการเสร็จการชำระบัญชี 26,921 คำขอ โดยพฤติกรรมของผู้ประกอบการได้ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากสถิติการใช้บริการผ่านระบบ DBD Biz Regist ในเดือนเมษายน 2569 ที่มีสัดส่วนสูงถึง 89.05% เพิ่มขึ้นจาก 68.15% ในเดือนกันยายน 2568 ขณะที่การจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทใหม่ผ่านระบบออนไลน์มีสัดส่วนสูงถึง 94.59% เพิ่มขึ้นจาก 76.95% ในช่วงเดียวกัน

ราชการทันใจ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ DBD Biz Regist ยังช่วยยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจไทย โดยมีการนำระบบตรวจสอบและยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ควบคู่กับการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐอย่างไร้รอยต่อ ช่วยลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงเอกสารหรือการแอบอ้างสิทธิ์ของผู้อื่น ทำให้กระบวนการจดทะเบียนมีมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ การลดการติดต่อแบบเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้รับบริการยังช่วยลดโอกาสการเรียกรับผลประโยชน์และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐอีกทางหนึ่ง

“การยกระดับการจดทะเบียนนิติบุคคลสู่ระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลที่มุ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและภาคธุรกิจ ลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความโปร่งใส และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและการลงทุน ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เตรียมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา แนะนำ และสนับสนุนการใช้งานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคธุรกิจและประชาชน โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account : @DBD1570 หรือสายด่วน 1570.

คุก 3 เดือน ปรับ 3 หมื่น เค สามถุยร์ หมิ่น วัน อยู่บำรุง ไร้เงินจ่ายค่าปรับ ต้องเข้าเรือนจำ

คุก 3 เดือน ปรับ 3 หมื่น เค สามถุยร์ หมิ่น วัน อยู่บำรุง ไร้เงินจ่ายค่าปรับ ต้องเข้าเรือนจำ

คุก 3 เดือน ปรับ 3 หมื่น เค สามถุยร์ หมิ่น วัน อยู่บำรุง ไร้เงินจ่ายค่าปรับ ต้องเข้าเรือนจำ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.44 น.

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายวัน อยู่บำรุง อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา มาตรา 328 แต่พิพากษาว่ามีความผิดฐานดูหมิ่นโดยการโฆษณาตามมาตรา 393 จำนวน 3 กรรม

โดยพิพากษาจำคุกกรรมละ 1 เดือน ปรับกรรมละ 10,000 บาท รวม 3 กรรม จำคุก 3 เดือน ปรับ 30,000 บาทโทษจำคุกให้รอลงอาญาและพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายส่วนแพ่งให้แก่โจทก์จำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ5 ต่อปี และให้ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ นายวัน อยู่บำรุง จำเลย นายนิยม นพรัตน์ (เคสามถุยส์) จากนั้น นายวัน อยู่บำรุงโพสต์อีกว่า ล่าสุดไม่มีเงิน จ่ายค่าปรับ ต้องเข้าเรือนจำครับ

ขณะที่นายนิยม นพรัตน์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า คดีวันนี้ศาลสั่งจำคุก 3 เดือน รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 30000 บาท ตอนนี้ต้องหาเงินจ่ายค่าปรับ 30000 บาท ถ้าวันนี้ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ศาลจะสั่งขังแทนค่าปรับ ตอนนี้ผมถูกควบคุมตัวอยู่ใต้ถุนศาลอาญาธนบุรี ใครก็ได้มาช่วยผมด้วยครับ

เงินหมุนเวียนพุ่งทะลุ 2 พันล้าน รัฐบาล แนะ ดูบอลโลกให้สนุกหลีกเลี่ยงการพนัน หลังปิดเว็บไซต์ไปแล้ว 128 แห่ง

เงินหมุนเวียนพุ่งทะลุ 2 พันล้าน รัฐบาล แนะ ดูบอลโลกให้สนุกหลีกเลี่ยงการพนัน หลังปิดเว็บไซต์ไปแล้ว 128 แห่ง

เงินหมุนเวียนพุ่งทะลุ 2 พันล้าน รัฐบาล แนะ ดูบอลโลกให้สนุกหลีกเลี่ยงการพนัน หลังปิดเว็บไซต์ไปแล้ว 128 แห่ง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.35 น.

รัฐบาลแนะดูบอลโลกให้สนุก หลีกเลี่ยงการพนัน  เดินหน้าปิดเว็บพนันแล้ว 128 รายการ พบเงินหมุนเวียนกว่า 2 พันล้านบาท เตือนแปะลิงก์โฆษณาชักชวนเล่นพนัน  โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 100,0000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.69 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก 2026 ครั้งที่ 23 (2026 FIFA World Cup) รัฐบาลแนะดูบอลโลกให้สนุก หลีกเลี่ยงการพนัน พร้อมฝากเตือนไปยังผู้ปกครองขอให้ช่วยกันสอดส่องดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดให้คำแนะนำบุตรหลาน ไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการพนันทายผลฟุตบอล พร้อมกำชับตรวจสอบเข้มทุกรูปแบบเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการพนัน

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า จากปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ระหว่างช่วงวันที่ 6 – 14 มิถุนายน 2569 สามารถดำเนินการจับกุมคดีเกี่ยวกับการพนันออนไลน์และการลักลอบเล่นพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก รวมทั้งการพนันออนไลน์ประเภทอื่นทั่วประเทศ รวมจำนวน 596 คดี ผู้ต้องหา 629 ราย พร้อมปิดกั้นเว็บไซต์และ URL ที่เกี่ยวข้องกับการพนันได้แล้ว 128 รายการ ซึ่งในจำนวนดังกล่าว เป็นการดำเนินคดีกับผู้จัดให้มีการเล่นพนันฟุตบอลโลก 64 ราย ผู้ต้องหา 80 คน และผู้ลักลอบเล่นพนันฟุตบอลโลก 278 ราย นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมคดีการพนันออนไลน์ประเภทอื่นอีก 254 คดี ผู้ต้องหา 270 คน ทั้งนี้ จากการสืบสวนขยายผลพบเงินหมุนเวียน ในเครือข่ายการพนันที่ตรวจสอบได้แล้วกว่า 2,150 ล้านบาท และอยู่ระหว่างติดตามตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ ผู้สนับสนุนทางการเงิน บัญชีม้า และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงต่อไป

“โทษทางกฎหมายผู้เล่น (ผู้ทายผล) มีความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนเจ้ามือ / ผู้จัดให้มีการเล่น  มีความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 และอาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินอย่างเด็ดขาด สำหรับผู้โปรโมต/อินฟลูเอนเซอร์ ผู้แปะลิงก์หรือโฆษณาชักชวนในโซเชียลมีเดีย มีความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี หรือปรับสูงสุด 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

ฟุตบอลโลก

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อการโฆษณาชักชวนทายผลพนันฟุตบอลเด็ดขาด ทั้งนี้ ผู้เล่น เจ้ามือ และผู้ช่วยโฆษณาชักชวน ล้วนมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่โทษจำคุกและถูกยึดทรัพย์ขอความร่วมมือประชาชนไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันทุกรูปแบบ รวมทั้งไม่รับจ้างเปิดบัญชีม้า ไม่รับโอนเงินแทน และไม่ชักชวนผู้อื่นเข้าร่วมเล่นพนัน หากพบเบาะแสสามารถแจ้งข้อมูลมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งที่สถานีตำรวจ หรือสายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายกฯ เดินทางถึงเมืองคาซานของรัสเซีย เตรียมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

นายกฯ เดินทางถึงเมืองคาซานของรัสเซีย เตรียมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

นายกฯ เดินทางถึงเมืองคาซานของรัสเซีย เตรียมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.20 น.

นายกฯ และคณะเดินทางถึงเมืองคาซาน รัสเซีย เตรียมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน อาหาร เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียน–ยูเรเชีย

เมื่อวันที่ 16 มิถนายน 2569 เวลา 20.25 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้เดินทางถึงเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 16–19 มิถุนายน 2569 ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยมีผู้แทนระดับสูงของสหพันธรัฐรัสเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ร่วมให้การต้อนรับ

ในการนี้ นาย Bogdashev Igor Viktorovich อธิบดีกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย พร้อมด้วยนาย Rustam Minnikhanov ประมุขแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน นาย Vladimir Aleksandrovich Leonov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการกีฬาแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน นาย Ilsur Metshin นายกเทศมนตรีเมืองคาซาน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัสเซียที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีและภริยาอย่างอบอุ่น ขณะเดียวกัน นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก พร้อมด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารทั้งสามเหล่าทัพ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) และข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ร่วมให้การต้อนรับด้วย

ในโอกาสดังกล่าว นายกรัฐมนตรีและภริยาได้รับการต้อนรับตามธรรมเนียมของสหพันธรัฐรัสเซีย โดยสุภาพสตรีในชุดประจำชาติได้มอบขนมปัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ การต้อนรับด้วยความจริงใจ ความอุดมสมบูรณ์ และความปรารถนาดีต่อแขกผู้มาเยือน สะท้อนถึงไมตรีจิตและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและรัสเซีย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียในระยะต่อไป โดยแบ่งการประชุมออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) เพื่อหารือประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาค ตลอดจนทิศทางความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซียในระยะต่อไป และการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (Working Lunch) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการใช้ศักยภาพของภูมิภาคอาเซียนและยูเรเชีย โดยมีผู้แทนจากองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) สภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เข้าร่วมด้วย

สำหรับในวันพรุ่งนี้ (17 มิถุนายน 2569) นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วม ASEAN-Russia Business Forum ซึ่งเป็นเวทีการประชุมธุรกิจระหว่างรัสเซียและอาเซียน ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำ (Gala Dinner) และรับชมการแสดงทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ในวันถัดไป

ในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีถ่ายภาพหมู่ผู้นำ ก่อนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ และกล่าวถ้อยแถลงในประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาค รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซียในระยะต่อไป จากนั้นจะร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์ของการประชุม จำนวน 4 ฉบับ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (Working Lunch) ร่วมกับผู้นำอาเซียน รัสเซีย และผู้แทนจากองค์กรเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเชีย ตลอดจนแสวงหาโอกาสใหม่ด้านการค้า การลงทุน พลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับรัสเซียในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน และเทคโนโลยี อันจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในระยะยาว

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในช่วงค่ำของวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทย และมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 19 มิถุนายน 2569