‘สิริพงศ์’ กางแผนตั๋วร่วม 17-45 บาท ตั้งเป้าปี 70 แจงแนวทางซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

‘สิริพงศ์’ กางแผนตั๋วร่วม 17-45 บาท ตั้งเป้าปี 70 แจงแนวทางซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

‘สิริพงศ์’ กางแผนตั๋วร่วม 17-45 บาท ตั้งเป้าปี 70 แจงแนวทางซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

“สิริพงศ์” กางแผนตั๋วร่วม 17-45 บาท ตั้งเป้าปี 70 พร้อมบริหารการซื้อสัมปทานคืนผ่านกองทุน TFF หรือให้ รฟม.ออกพันธบัตรเลี่ยงผลกระทบหนี้สาธารณะ

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินนโยบายตั๋วร่วมรถไฟฟ้า ว่าขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้นำเสนอเรื่องการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว โดยเสนอให้กำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมที่ 17 – 45 บาท และจัดเก็บค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ต่อไป 

ทั้งนี้สาระสำคัญของแผนดังกล่าวประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ 1. การกำหนดเพดานราคาค่าโดยสาร 2. การให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) โอนทรัพย์สินและหนี้สินของรถไฟฟ้า สายสีเขียวและสายสีทอง มาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้บริหารจัดการรายเดียว (Single Ownership) และ 3. การมอบหมายให้กระทรวงการคลังหาผู้ให้บริการระบบบริหารจัดการรายได้ (Clearing House) จากผู้ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว แทนการจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อประหยัดงบประมาณ

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการสัญญาสัมปทานที่ต้องมีการซื้อคืนจากเอกชน นายสิริพงศ์ระบุว่า สัญญาที่ใกล้หมดอายุจะไม่มีการเจรจาซื้อคืน แต่จะรอให้สิ้นสุดตามกำหนด ส่วนสัญญาที่มีระยะเวลานานจะมีการพิจารณารูปแบบการระดมทุน เช่น การใช้ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) หรือ “TFF” หรือการออกพันธบัตรโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้ได้เงินมาบริหารจัดการโดยไม่ให้กระทบต่อหนี้สาธารณะของประเทศ ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายจะเริ่มใช้ระบบตั๋วร่วมเต็มรูปแบบให้ได้ภายใน ปี พ.ศ. 2570

หวั่นซ้ำรอย ‘คดีอากง-บุ้ง’ เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ ร้อง ‘โรม’ คืนสิทธิประกันตัว ‘เอกชัย’

หวั่นซ้ำรอย 'คดีอากง-บุ้ง' เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ ร้อง 'โรม' คืนสิทธิประกันตัว 'เอกชัย'

หวั่นซ้ำรอย ‘คดีอากง-บุ้ง’ เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ ร้อง ‘โรม’ คืนสิทธิประกันตัว ‘เอกชัย’

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.44 น.

“เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ” ร้อง “โรม” คืนสิทธิประกันตัว “เอกชัย” หลังพบป่วยหนักเป็นสโตรก ต่อมลูกหมาก-ตับ-ม้ามโต หวั่นซ้ำรอยคดีอากง-บุ้ง จี้ราชทัณฑ์แจงมาตรฐาน

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.เวลา 09.20 น.ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือเรื่องสิทธิการประกันตัว รับหนังสือจากเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนเรียกร้องคืนสิทธิ์การประกันตัว ให้นายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังในคดีการเมือง ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ 

เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ

โดยน.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา กลุ่มเรียกร้องสิทธิ์ให้ผู้ต้องขังที่มีอาการเจ็บป่วยในเรือนจำ กล่าวว่า เราเข้าไปเยี่ยมนายเอกชัยทุกสัปดาห์ นายเอกชัยถูกขังอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.68  และขอประกันตัว ซึ่งศาลไม่ได้อนุญาต นอกจากนี้นายเอกชัยยังได้ขออนุญาตไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย.68 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปรักษาในช่วงปลายเดือน มี.ค.69 พบว่าป่วยเป็นต่อมลูกหมากโต ตับโต ม้ามโต และมีภาวะสโตรกหลายครั้งในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จึงอยากถามว่าในเมื่อเจอสาเหตุแล้วเหตุใดถึงไม่รักษาต่อ จึงขอให้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีเครื่องมือทางการแพทย์ไม่เพียงพอ  

น.ส.ณัฏฐธิดา กล่าวต่อว่า กังวลว่ากรณีของนายเอกชัย อาจจะซ้ำรอยในคดีอากง หรือนายอำพล ตั้งนพกุล ที่ถูกสั่งฟ้องในข้อหาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คอมพิวเตอร์ฯ ที่ป่วยเป็นมะเร็งและไม่ได้รับการรักษาจนเสียชีวิต และการเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคนในเรือนจำ

เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ

ขณะที่นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ที่ปรึกษาประธานกมธ.ฯกล่าวว่า สิทธิในการรักษาตัวของผู้ต้องขังในเรือนจำ เป็นสิทธิของประชาชนทุกคน ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ฯ มาตรา 55 กรณีที่ผู้ต้องขังป่วยจำเป็นจะต้องรักษาเฉพาะด้าน หรือหากรักษาในเรือนจำแล้วอาการจะไม่ทุเลาดีขึ้น กรมราชทัณฑ์มีอำนาจส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลภายนอก เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิ์อันพึงมีตามกฎหมาย เรื่องดังกล่าวไม่ได้เฉพาะเจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคนในเรือนจำ 

ด้านนายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจเครือข่ายที่มายื่นหนังสือ ประเด็นสิทธิเกี่ยวกับนักโทษควรจะมีบทสรุปไปตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล ผู้ต้องขังทุกคนควรจะได้รับการดูแลรักษาที่ดีเพียงพอ เรื่องนี้ควรจะเป็นบรรทัดฐานและทำให้นักโทษหลายคนสามารถเข้าถึงสิทธิได้ ก่อนหน้านี้กมธ.ฯ เดินทางไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และกระทรวงยุติธรรม เพื่อพูดคุยในหลายประเด็น หนึ่งในประเด็นที่เป็นห่วงมากๆ คือสิทธิของผู้ต้องขังในมิติต่าง ๆ ซึ่งกมธ.ฯได้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ ในการพัฒนาสิทธิของผู้ต้องขังโดยเฉพาะด้านคุณภาพชีวิตในเรือนจำ

เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ

“ในฐานะประธานกมธ.ฯ พร้อมที่จะรับเรื่องนี้และไปดำเนินการต่อ ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงเพราะได้ติดตามเรื่องสุขภาพของนายเอกชัยมาตั้งแต่สภาฯชุดที่แล้ว เป็นห่วงว่าหากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีเพียงพอ ไม่น่าจะมีผลลัพธ์ที่ดี ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ด้วยกันและผู้แทนราษฎรของพี่น้องประชาชน เราพร้อมจะดำเนินการอย่างเต็มที่ตามกรอบอำนาจหน้าที่ของกมธ.ฯ เชื่อว่าสิทธิของนายเอกชัยเป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว เราไม่ได้ขอให้ใครปฏิบัตินอกเหนือกฎหมาย หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน” นายรังสิมันต์ กล่าว 

เมื่อถามว่ากังวลจะซ้ำรอยกับกรณีของบุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่ายังไม่ดูรายละเอียดทั้งหมด แต่ไม่อยากจะสรุปว่าเหมือนหรือไม่เหมือน แต่เราไม่อยากให้มีกรณีเช่นบุ้งอีกแล้ว ดังนั้นหลักคิดง่ายนิดเดียว ถ้าผู้ต้องขังเจ็บป่วยไม่สบายเค้ามีสิทธิควรจะได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ  สิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิที่ผู้ต้องขังทุกคนควรจะได้รับ ไม่ว่าจะนามสกุลอะไร ชื่ออะไร เราพยายามยืนยันในหลักการนี้  และนายเอกชัยไม่ได้เพิ่งมาเจ็บป่วยฃ เพราะผ่านการทำ CT-Scan มาโดยตลอด พบว่าอาการป่วยน่าเป็นห่วงจริงๆ สิ่งที่ควรได้รับคือการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์จะต้องทำหน้าที่อย่างมีจรรยาบรรณอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนายเอกชัยไม่ได้แกล้งป่วยเพื่อให้ได้ออกไปข้างนอก หากเราอยู่ในหลักการที่ผู้ต้องขังทุกคนควรจะได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้มีการซ้ำรอยในกรณีของบุ้งอีกแล้ว

“มาตรฐานของกรมราชทัณฑ์ในการดูแลผู้ต้องขังโดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาลอยู่ตรงไหน เป็นคำถามที่ใหญ่ที่สุดของวันนี้ หากบอกว่าทุกคนต้องถูกปฏิบัติด้วยคุณภาพที่ดี เพื่อรักษาชีวิตจริงๆ อยากเห็นคุณเอกชัยเข้ารับการรักษาพยาบาลได้จริงๆ ซึ่งกรมราชทัณฑ์จะต้องตอบคำถามนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว

จับตา 19 มิ.ย. นี้ รมว.ยุติธรรม จ่อแฉเครือข่าย Forex เถื่อน เปิดชื่อนักการเมือง-คนดังบันเทิงเอี่ยวเพียบ

จับตา 19 มิ.ย. นี้ รมว.ยุติธรรม จ่อแฉเครือข่าย Forex เถื่อน เปิดชื่อนักการเมือง-คนดังบันเทิงเอี่ยวเพียบ

จับตา 19 มิ.ย. นี้ รมว.ยุติธรรม จ่อแฉเครือข่าย Forex เถื่อน เปิดชื่อนักการเมือง-คนดังบันเทิงเอี่ยวเพียบ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.32 น.

จากกรณีเมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายสั่งการให้กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ นำโดย ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ บูรณาการร่วมกับ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สถาบันนิติวิทยา ศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดปฏิบัติการ “Shutdown the laundering“ ตรวจค้นเครือข่ายชักชวนลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่เป้าหมาย 24 จุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร  โดยจากปฏิบัติการตรวจค้น คณะพนักงานสอบสวนสามารถตรวจยึดทรัพย์สินมีมูลค่าได้เป็นจำนวนมาก เช่น เงินสดกว่า 65 ล้านบาท รถยนต์ซูเปอร์คาร์ 5 คัน ทองคำแท่ง โลหะเงินแท่ง เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม อาวุธปืน Hardware wallet คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอ นิกส์ Server และเอกสารหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้อายัดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกว่า 70 บัญชี ทั้งนี้ คณะพนัก งานสอบสวนยังอยู่ระหว่างการขยายผล เพื่อจะได้สรุปผลการปฎิบัติการให้สาธารณชนรับทราบต่อไปนั้น 

วันนี้ 17 มิ.ย.69 รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับการเปิดปฏิบัติการ “Shutdown the laundering“ ตรวจค้นเครือข่ายชักชวนลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต เกิดขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมาได้มีผู้เสียหายจำนวนหลายร้อยคนได้ถูกชักชวนลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศภายในแอปพลิเคชั่น และเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบริษัทนิติ บุคคลหลายแห่ง โดยอ้างว่าลงทุนแล้วจะได้รับผลตอบแทนสูง แต่เมื่อเกิดความเสียหายไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ถูกชักชวนลงทุนจริง จึงได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอและให้เบาะแสเพื่อให้ดีเอสไอทำการสอบสวน เพราะเนื่องจากในช่วงการลงทุนแรกๆ ผู้เสียหายยังได้รับผลตอบแทนอยู่ปกติ จึงทำให้มีการระดมลงทุนเพิ่มเข้าไป แต่พอในช่วงหลัง มีการลงทุนมากขึ้น จำนวนผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้น ตัวแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์กลับเริ่มไม่มีการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนและเริ่มปิดตัวลง 

Forex

เบื้องต้นคณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยานผู้เสียหายไปได้บางส่วนแล้ว และยังคงทยอยสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้มีการขยายผลตรวจสอบไปยังบริษัทนิติบุคคลหลายแห่งที่เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงได้มีการกำหนดจุดตรวจค้นวานนี้เพื่อเข้าไปรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ อย่างไรก็ตาม แผนประทุษกรรมในคดีนี้มีลักษณะคล้ายกับคดีดังในอดีต อย่างแชร์ลูกโซ่ Forex-3D ที่เป็นคดีพิเศษของดีเอสไอก่อนหน้านี้ อนึ่ง สำหรับนักการเมืองคนดังที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงผู้เสียหายลงทุนครั้งนี้ พบว่าเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้อยู่ในฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนวงการบันเทิงที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ถือเป็นบุคคลที่สังคมรู้จักแน่นอน

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.นี้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะเป็นผู้นำทีมคณะทำงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานบูรณาการเกี่ยวข้อง ตั้งโต๊ะแถลงผลการปฏิบัติการและสรุปรายงาน พร้อมกับจะมีการเปิดแผนผังรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองคนดัง และคนในวงการบันเทิง รวมถึงบริษัทนิติ บุคคลเอกชน จำนวนมูลค่าความเสียหาย จำนวนผู้เสียหายทั้งหมด และพยานหลักฐานสำคัญที่ได้จากการตรวจค้นเครือข่ายดังกล่าวอีกด้วย

Forex
Forex
Forex

รัฐบาล จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

รัฐบาล จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

รัฐบาล จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.26 น.

รัฐบาล จัด พิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร  เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 17 มิ.ย.69. ที่ทำเนียบรัฐบาล สมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร (7 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลในวาระครบ 7 วัน (สัตตมวาร) ครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) ครบ 50 วัน (ปัญญาสมวาร) และครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยจัดพิธีทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และต่างประเทศ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลจัดพิธี ณ ทำเนียบรัฐบาล

ภายในพิธี ประธานฝ่ายฆราวาสได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ก่อนประกอบพิธีสงฆ์ โดยมีพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ 

จากนั้น ประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ถวายไทยธรรมและภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และประกอบพิธีทอดผ้าไตรบังสุกุล ก่อนร่วมเจริญจิตภาวนา เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศล และกรวดน้ำรับพร 

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีบำเพ็ญกุศล ประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมผู้เข้าร่วมพิธี ได้ร่วมพิธีตักบาตรถวายพระกุศล โดยมีพระสงฆ์ จำนวน 20 รูป ออกรับบิณฑบาต ณ บริเวณหน้าตึกสันติไมตรีและหน้าตึกไทยคู่ฟ้า 

พิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร เป็นพิธีบำเพ็ญพระกุศลตามราชประเพณีและหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งจัดขึ้นในวาระครบ 7 วันนับแต่วันสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศล และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณและพระกรณียกิจของพระองค์ ตลอดจนเป็นการสืบสานขนบธรรมเนียมและพระราชพิธีอันเป็นแบบแผนสืบมา โดยคำว่า “สัตตมวาร” หมายถึง วาระครบ 7 วัน อันเป็นกำหนดสำคัญของการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามราชประเพณี

โสภณ นำ สส.-สว. ยืนสงบนิ่งน้อมถวายความอาลัยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ

โสภณ นำ สส.-สว. ยืนสงบนิ่งน้อมถวายความอาลัยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ

โสภณ นำ สส.-สว. ยืนสงบนิ่งน้อมถวายความอาลัยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.23 น.

“โสภณ” นำ “สส.-สว.” ยืนสงบนิ่งน้อมถวายความอาลัยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมร่วมรัฐสภา โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ได้แจ้งประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ พร้อมนำสมาชิกรัฐสภาร่วมกันยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมถวายความอาลัย และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อันหาที่สุดมิได้ 
 
สำหรับการประชุมร่วมรัฐสภาในวันนี้ (17 มิ.ย.) มีการพิจารณาเร่งด่วน เรื่อง พิธีสารจำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ 1. การยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง 2. ความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป 3. พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน 4. ความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน และ 5. พิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน

คมนาคมเล็งลด ค่าโดยสาร รับน้ำมันขาลง เตรียมคลอดมาตรการอุ้มผู้ประกอบการเฟส 2

คมนาคมเล็งลด ค่าโดยสาร รับน้ำมันขาลง เตรียมคลอดมาตรการอุ้มผู้ประกอบการเฟส 2

คมนาคมเล็งลด ค่าโดยสาร รับน้ำมันขาลง เตรียมคลอดมาตรการอุ้มผู้ประกอบการเฟส 2

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.19 น.

‘คมนาคม’ยันปรับลดค่าโดยสารตามราคาน้ำมันอิงราคาดีเซลในประเทศ  พร้อมเตรียมมาตรการช่วยค่าน้ำมันภาคขนส่งรอบ 2 ช่วยเหลือผู้ประกอบการ ไม่ให้ค่าโดยสารกระทบประชาชน
 
วันที่ 17 มิถุนายน 2569  ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงแนวทางการปรับอัตราค่าโดยสารขนส่งทางบกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มปรับตัวลดลง โดยที่ผ่านมารัฐบาลมีกลไกการกำหนดเพดานราคาแบบลอยตัว เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางซึ่งราคาค่าโดยสารจะแปรผันตามราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ เนื่องด้วยน้ำมันถือเป็นต้นทุนหลักของการเดินรถ คิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของค่าโดยสาร

ทั้งนี้เมื่อราคาน้ำมันดีเซลในประเทศเริ่มทยอยปรับลดลง อัตราค่าโดยสารก็ต้องปรับลดลงตามไปด้วยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในช่วงน้ำมันราคาสูง รัฐบาลได้ช่วยอุดหนุนเพื่อตรึงราคาไว้อยู่แล้ว เช่น หากต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น 30% ซึ่งค่าโดยสารควรจะขึ้นประมาณ 20% แต่รัฐได้ควบคุมให้ปรับขึ้นเพียง 10% เท่านั้น ดังนั้นในขณะที่ราคาน้ำมันลดลง รัฐจะยังคงบริหารจัดการให้ราคาค่อย ๆ ปรับตัวลดลงอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้มีการสื่อสารกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง และเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือค่าน้ำมันให้ภาคขนส่งในระยะที่ 2 เพื่อช่วยพยุงราคาและลดภาระของผู้ประกอบการขนส่งในช่วงที่เปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อไม่ให้ผลกระทบตกสู่ประชาชนมากเกินไป

ไชยชนก ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport ได้ทันที ไม่ต้องรอเปิดลงทะเบียน

ไชยชนก ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport ได้ทันที ไม่ต้องรอเปิดลงทะเบียน

ไชยชนก ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport ได้ทันที ไม่ต้องรอเปิดลงทะเบียน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.00 น.

“ไชยชนก”ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport เผย ยื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ ลั่นต้องดูความเหมาะสม ให้ รมต.ร่วมรับผิดชอบ เหตุ อยู่ระดับมอบนโยบายไม่ได้เกี่ยวจัดซื้อจัดจ้าง เป็นหน้าที่ข้าราชการประจำ ยืนยัน ตรวจสอบแล้วคุ้มค่าทั้ง รัฐ-ประชาชน

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 08.20 น. นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทันทีที่มีการเปิดให้ลงทะเบียน ว่า สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม ตนได้ให้ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้อง ตามระเบียบทุกอย่าง จึงถือเป็นเรื่องที่ตนไม่กังวล

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตโครงการลักษณะนี้ หากมีข้อผิดพลาดผู้ที่รับผิดชอบคือข้าราชการประจำ แต่ในโครงการนี้รัฐมนตรีจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องดูตามสัดส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง สำหรับตนเองได้เข้ามาดูเรื่องการมอบนโยบาย พร้อมตรวจสอบและรับฟังความเห็นเพิ่มเติม แม้กระทั่งทำประชาพิจารณ์มาแล้ว นำข้อมูลไปเจรจาภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่าภาครัฐได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น งบประมาณถูกใช้อย่างคุ้มค่า และโครงการเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนอื่นที่มีความกังวล ก็ต้องเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ

“ส่วนตัวคิดว่านโยบายคือรัฐมนตรีไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ แล้วจะให้รัฐมนตรีมาร่วมรับผิดชอบด้วย ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องดูตามความเหมาะสม แต่ผมยืนยันไม่ว่าอย่างไรก็ตามข้อสงสัยต่าง ๆ มีการสั่งการให้ตรวจสอบ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันแล้ว ผมก็เชื่อมั่นตามที่เขายืนยัน” นายไชยชนก กล่าว.

เมื่อถามย้ำว่าหากฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบโครงการนี้ ก็ยินดีใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้วและจริงๆ ต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีจะรู้ทุกขั้นตอน ทุกรายละเอียดของโครงการ จึงชอบให้มีการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกโครงการที่ทำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาถูกโจมตีในประเด็นนี้เยอะ มองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นประเด็นการเมืองอย่างเดียว เพราะเริ่มจากคำถามว่าใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือไม่ พอมาถึงจุดนี้ก็เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า สุดท้ายก็ถูกโยกไปตั้งคำถามที่ TOR เมื่อเห็นว่าทำตามระเบียบ ก็ไปพูดเรื่องภาคเอกชน จึงต้องติดตามดู แต่ยังยืนยันว่า นโยบายที่มอบไปยึดประโยชน์ของประชาชน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องราคาให้จ่ายตามจริง หากลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านสิทธิ์ แต่มีบางคนไม่ได้ใช้งาน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายงบประมาณ 1,600 ล้านบาท จึงคิดว่าทุกอย่างเป็นไปในทางที่รัฐและประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงยืนยันในสิ่งนี้

เมื่อถามย้ำว่าสิ่งที่ตั้งคำถามคือไม่อยากให้รัฐมนตรีโยนหรือผลักภาระให้กับข้าราชการประจำหากต้องรับผิดชอบ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ใช่การโยน เรามีสัดส่วนที่ต้องรับผิดชอบไม่เหมือนกัน สำหรับรัฐมนตรีคือการมอบนโยบายและติดตามว่าโครงการที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล พร้อมย้ำว่าในเมื่อรัฐมนตรีไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เราก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

‘วรศิษฏ์’ ย้ำนายกฯ สั่งลุยปราบผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ แจงเข้ม ภูเก็ต เหตุยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย

'วรศิษฏ์' ย้ำนายกฯ สั่งลุยปราบผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ แจงเข้ม ภูเก็ต เหตุยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย

‘วรศิษฏ์’ ย้ำนายกฯ สั่งลุยปราบผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ แจงเข้ม ภูเก็ต เหตุยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.46 น.

“วรศิษฏ์” ย้ำ นายกฯสั่งลุยปราบผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ แจง เข้มภูเก็ต เหตุยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย หวัง จากนี้ดีขึ้น ฮึ่ม หาก จนท.รัฐเอี่ยว พิสูจน์ได้ก็ต้องรับไป 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 08.20 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จ.ภูเก็ตว่า ไม่ใช่แค่ที่ จ.ภูเก็ต แต่ทุกที่ ที่มีประเด็นเรื่องนี้ ทั้ง จ.ภูเก็ต เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ตอนนี้ทุกคนเร่งทำงานเรื่องนี้กันอยู่ ย้ำว่า เราทำหมดทุกพื้นที่ เพราะสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น เรายอมให้กลุ่มคนบางกลุ่ม หรือใครบางคนมาใช้อำนาจในสิ่งที่ไม่ดีมารังแกคนอื่นไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯมีความรู้สึกติดใจในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เนื่องจากลงพื้นที่เองแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการปราบปราม นายวรศิษฏ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าไม่มีความคืบหน้า สิ่งที่นายกฯลงไปอยู่ในกระบวนการ แต่ปรากฏยังมีคนบางกลุ่มที่ยังมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวกฎหมายอยู่ เลยค่อนข้างที่จะซีเรียส 

เมื่อถามว่า หลังจากเดินหน้าดึงคนที่มีปัญหาออกจากพื้นที่แล้ว และส่งคนใหม่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ คิดว่า จะมีความคืบหน้าหรือดีขึ้นหรือไม่ นายวรศิษฏ์ กล่าวว่า เราหวังผลดีขึ้นแน่นอน อย่างที่ทุกคนทราบ สถานการณ์ใน จ.ภูเก็ต ขณะนี้มีความวุ่นวายอยู่พอสมควร ฉะนั้น ทีมที่นายกฯส่งเข้าไปทำงาน เราคาดหวังในผลสัมฤทธิ์อย่างมากแน่นอน 

เมื่อถามว่า จะใช้กรอบระยะเวลาดำเนินการเรื่องนี้นานแค่ไหนเพื่อให้เห็นผล นายวรศิษฏ์ กล่าวว่า ไม่มีกรอบ ต้องเร็วที่สุด และเท่าที่ได้ยินข้อมูลมา ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายบริหาร ตอนนี้ฝ่ายนิติบัญญัติเองก็เข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีคณะกรรมาธิการหลายคณะจะลงไปตรวจสอบเรื่องนี้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนกังวลเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลด้วย และยังอยู่ได้ในพื้นที่ จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร นายวรศิษฏ์ กล่าวว่า ถ้ามีคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องและพิสูจน์ได้ก็รับกันไป เพราะหากคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังอยู่ตรงนั้น ทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลสามารถทำงานตรงนั้นได้ ก็อยู่ไม่ได้ นโยบายนายกฯสั่งการมาชัดเจนว่า เรื่องเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องใครทำก็ต้องรับ 

มงคล รูดซิปปาก! โยนถาม ‘ไอติม’ แฉคลิปยื่นโพยโยง ‘ฮั้ว สว.ปี67’ ใช่ตัวเองหรือไม่

มงคล รูดซิปปาก! โยนถาม ‘ไอติม’ แฉคลิปยื่นโพยโยง ‘ฮั้ว สว.ปี67’ ใช่ตัวเองหรือไม่

มงคล รูดซิปปาก! โยนถาม ‘ไอติม’ แฉคลิปยื่นโพยโยง ‘ฮั้ว สว.ปี67’ ใช่ตัวเองหรือไม่

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.34 น.

’มงคล‘ รูดซิปปาก! โยนถาม ‘ไอติม’ ปูดแฉคลิปยื่นโพยโยง ‘ฮั้ว สว.ปี67’ ใช่ตัวเองหรือไม่

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) ออกมาเปิดคลิปแฉคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.)เมื่อช่วงกลางปี2567ที่ผ่านมา จำนวน2คลิป โดยมีการอ้างถึงบุคคลในคลิปคือนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาในปัจจุบันมีการยืนเอกสารฉบับหนึ่งให้กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในวันเลือก สว.ระดับประเทศนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 08.20 น. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายมงคล ว่าใช่นายมงคลหรือไม่ในคลิปที่นายพริษฐ์นำมาเปิดเผย โดยนายมงคล ตอบเพียงว่า ”ไปถามเขาดูสิ มาถามผมทำไม“ เมื่อถามย้ำว่าสรุปว่าไม่ใช่ใช่หรือไม่ นายมงคล ไม่ตอบคำถาม และเดินไปทันที

จุลพันธ์ ยัน เพื่อไทยเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรธน.ต่อ แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

จุลพันธ์ ยัน เพื่อไทยเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรธน.ต่อ แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

จุลพันธ์ ยัน เพื่อไทยเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรธน.ต่อ แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.21 น.

‘จุลพันธ์’ยัน เพื่อไทยเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรธน.ต่อ แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ยอมรับแก้ รธน.ไม่ใช่เรื่องง่าย ขาดพรรคใดพรรคหนึ่งไปไม่ได้ อาจสุ่มเสี่ยง – ไม่กังวลเรื่องล่ารายชื่อ  มอง กระบวนการลงมติสำคัญกว่า หากสว. ไม่เห็นด้วย อาจถูกตีตกตั้งแต่วาระแรก

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 08.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเเรงงาน  ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เรื่องของการเดินหน้าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญหลังร่างที่ผ่านมาพรรคการเมืองอื่นถอนชื่อ ว่า ที่ผ่านมาเรามีการรณรงค์ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ที่ผ่านมาเราได้ขับเคลื่อนเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการเตรียมรายชื่อไว้แล้ว ความพร้อมของร่างที่เเล้วค่อนข้างพร้อม 100% แต่เมื่อหลายพรรคการเมือง มีข้อห่วงใย เราจึงได้ถอยกลับมา และหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีเสียงจากวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด เราต้องใช้ความร่วมมือตั้งแต่ต้น จึงมีกระบวนการที่จะต้องกลับไปทบทวนแก้ไขร่าง ปรับร่างกลับมา ส่วนรายละเอียดจะมีการชี้แจงกับสังคมอีกครั้ง  ร่างนี้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ ได้มีการนำเสนอต่อที่ประชุม สส. พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ซึ่งทุกคนให้ความเห็นชอบ และจะมีการร่วมลงชื่อเเล้ว เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งตนเข้าใจว่า จะมีการบรรจุวาระพิจารณา ประมาณต้นเดือนกรกฎาคมเราจะเตรียมการให้ทัน

เมื่อถามว่า ร่างที่ไปปรับแก้ไขนั้นพรรคภูมิใจไทยจะร่วมลงชื่อด้วยหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตรงนั้นเราไม่ได้ห่วง เรื่องของการลงชื่อญัตติ มันเป็นเพียงกลไกเพื่อให้ครบถ้วน ที่จะใช้ 1 ใน 5 เราเชื่อและมั่นใจว่าอย่างไรรายชื่อก็คงครบ แต่กระบวนการในการลงมติต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง หากขาดพรรคใดพรรคหนึ่งไป แนวโน้มมีความเสี่ยงสูง และหากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสว.ในจำนวนที่เพียงพอ โอกาสที่จะผ่านตั้งแต่วาระหนึ่งก็ยาก ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากกว่า ส่วนการลงชื่อตนคิดว่าไม่ยากนัก 

เมื่อถามถึง ข้อแตกต่างระหว่างร่างที่มีการปรับปรุงกับร่างเดิมก่อนหน้านี้ต่างกันอย่างไรนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขอรอให้มีการมาชี้แจงกับสังคมก่อนดีกว่า เพราะโครงสร้างคร่าวๆในส่วนของที่มาจากทางจังหวัด และมีกลไกคัดสรรของรัฐสภา มีสัดส่วนที่เป็นสายวิชาการ สภาวิชาชีพต่างๆ เรายังคงยึดอยู่ และในส่วนนี้มุมมองของพรรคเพื่อไทยถือว่ามีความสำคัญ คาดว่าจะมีการนำเสนอเร็วๆนี้