แม่ทัพภาค 4 เข้าพบ อนุทิน คาดรายงานจับมือยิง สส.กมลศักดิ์ ยกนิ้วโป้ง กำลังใจดี

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบ อนุทิน คาดรายงานจับมือยิง สส.กมลศักดิ์ ยกนิ้วโป้ง กำลังใจดี

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบ อนุทิน คาดรายงานจับมือยิง สส.กมลศักดิ์ ยกนิ้วโป้ง กำลังใจดี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.14 น.

“แม่ทัพภาค 4” เข้าพบ “อนุทิน” คาดรายงานสถานการณ์ชายแดนใต้ ยกนิ้วโป้ง หลังถูกถามกำลังใจดีหรือไม่ 

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 23 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวภายหลังเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อรายงานสถานการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการก่อเหตุหลายครั้ง ว่า ไม่มีอะไร ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงความคืบหน้าคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ หลังจากมีการจับกุมผู้ก่อเหตุได้เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง พล.ท.นรธิป ยกมือขึ้นปฏิเสธตอบคำถาม 

เมื่อถามว่า จะสามารถลดแรงกดดันจากมวลชนในพื้นที่ได้หรือไม่ พล.ท.นรธิป ยกมือ ปฏิเสธตอบคำถามอีกครั้ง ก่อนที่จะหยุดเดิน และมองหารถเพื่อเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล

เมื่อถามอีกว่า รู้สึกโล่งอกหรือไม่ ที่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ พล.ท.นรธิป พยักหน้ารับ ก่อนจะกล่าวตัดบทว่า “โอเค ขอบคุณมาก” 

เมื่อถามย้ำว่า กำลังใจดีขึ้นหรือไม่ พล.ท.นรธิป หันหน้ามาหาสื่อมวลชน พร้อมยกนิ้วโป้ง ก่อนขึ้นรถออกจากทำเนียบรัฐบาล

อนุทิน เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ จับตาตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ 

อนุทิน เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ จับตาตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ 

อนุทิน เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ จับตาตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ 

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.03 น.

นายกฯ เรียก‘สีหศักดิ์ – เลขา สมช.’หารือก่อนประชุมสมช.วันนี้ จับตา ตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ 

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 08.05 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้าพบ

โดยคาดว่านายสีหศักดิ์ เข้ามารายงานผลการเดินทางเยือนประเทศเมียนมา รวมถึงจะมีการพูดคุยถึงประเด็นด้านความมั่นคงต่างๆ ก่อนที่จะมีการประชุม สมช.ในเวลา 10.00 น.ในวันเดียวกันนี้ ทั้งประเด็นการยกเลิก MOU 44 และการทบทวน MOU 43 ขณะที่ นายฉัตรชัย คาดว่าจะสรุปแนวทางก่อนการประชุม สมช.ทั้งการตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ โดยจะมีการประชุมและแต่งตั้งในวันนี้ด้วย

หยุดบิดเบือน! ไทยโต้แถลงการณ์กัมพูชา ย้ำยึด GBC-กม.ระหว่างประเทศ ปัดรุกล้ำพื้นที่

หยุดบิดเบือน! ไทยโต้แถลงการณ์กัมพูชา  ย้ำยึด GBC-กม.ระหว่างประเทศ ปัดรุกล้ำพื้นที่

หยุดบิดเบือน! ไทยโต้แถลงการณ์กัมพูชา ย้ำยึด GBC-กม.ระหว่างประเทศ ปัดรุกล้ำพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.17 น.

ไทยโต้แถลงการณ์กัมพูชา ย้ำยึด GBC-กม.ระหว่างประเทศ ปัดรุกล้ำพื้นที่ ชี้ใช้ JBC ผ่าน RBC เลี่ยงความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพื่อสันติภาพชายแดน

วันที่ 23 เมษายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย–กัมพูชา กล่าวถึงกรณีแถลงการณ์ของกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ลงวันที่ 22 เม.ย. ว่า ไทยขอยืนยันข้อเท็จจริงและจุดยืนของประเทศไทย โดยย้ำว่าไทยยึดมั่นถ้อยแถลงร่วมและกฎหมายระหว่างประเทศ

ประเทศไทยยึดมั่นอย่างเคร่งครัดต่อถ้อยแถลงร่วมจากการประชุม GBC โดยเฉพาะข้อ 2 (Troop Deployment Line) ซึ่งกำหนดให้กำลังพลของทั้งสองฝ่ายคงอยู่ในที่ตั้งเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะ ข้อ 6 งดเว้นการกระทำที่ยั่วยุหรือเพิ่มความตึงเครียด และข้อ 8 งดเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน โดยการปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและชัดเจน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวต่อว่า ในส่วนของสถานะพื้นที่และการปฏิบัติของฝ่ายไทย กิจกรรมของหน่วยงานไทยในพื้นที่ที่กล่าวถึง เป็นการดำเนินการภายในเขตอธิปไตยของประเทศไทย และอยู่ในกรอบการบริหารจัดการตามปกติ มิได้มีการรุกล้ำหรือเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในพื้นที่แต่อย่างใด

ส่วนการตีความที่แตกต่างควรแก้ไขผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน โดยประเทศไทยเห็นว่าประเด็นที่มีความเห็นต่างควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านผ่านช่องทางทวิภาคีที่มีอยู่ เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) รวมถึงการประสานงานระดับพื้นที่ผ่าน RBC เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจคลาดเคลื่อน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างบรรยากาศเผชิญหน้า ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียว ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาธารณชน และส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายพยายามรักษา

นอกจากนี้ ไทยมีความมุ่งมั่นสู่สันติภาพและเสถียรภาพชายแดน โดยยังคงยึดมั่นแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ความเคารพซึ่งกันและกัน และกลไกทวิภาคีที่ตกลงร่วมกัน

ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย–กัมพูชา ย้ำว่า การรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย พร้อมระบุว่า “ความจริง ความโปร่งใส และความร่วมมือ คือรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน”

ดีก็ชม ผิดก็ด่า! อัษฎางค์ เตือน ด้อมทุกค่าย อย่ารักนักการเมืองจนตาบอด ยกบทเรียน ไทยรักไทย เตือนสติ

ดีก็ชม ผิดก็ด่า! อัษฎางค์ เตือน ด้อมทุกค่าย อย่ารักนักการเมืองจนตาบอด ยกบทเรียน ไทยรักไทย เตือนสติ

ดีก็ชม ผิดก็ด่า! อัษฎางค์ เตือน ด้อมทุกค่าย อย่ารักนักการเมืองจนตาบอด ยกบทเรียน ไทยรักไทย เตือนสติ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.47 น.

วันที่ 23 เมษายน 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่ได้รับใช้ใครหรือพรรคใด แต่ผมรับใช้ความจริง

ผมพยายามไม่ลำเอียงในการวิจารณ์การเมือง พรรคไหนทำดีในเรื่องใด ก็ควรได้รับคำชม พรรคไหนทำผิดในเรื่องใด ก็ควรถูกวิจารณ์ สังเกตดูกันได้ว่า ผู้สนับสนุนพรรค หรือที่นิยมเรียกกันว่า “ด้อม”ค่ายต่างๆ ที่เหล่า “ด้อม” เทใจให้มากๆ จนถึงขั้นปล่อยผ่านคำถามสำคัญบางอย่างไปหมด ถ้าไปถึงจุดที่ใครแตะไม่ได้ ใครตั้งคำถามก็กลายเป็นฝ่ายร้าย แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อประเทศ เพราะในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีพรรคใดควรอยู่เหนือการตรวจสอบ ถ้าเรื่องไหนของพรรคใดหรือนักกการเมืองคนไหน สมควรได้รับคำชม ผมก็ชม ถ้าเรื่องไหนถูกโจมตีอย่างไม่เป็นธรรม ผมก็พร้อมปกป้อง

แต่ถ้าเรื่องไหนมีข้อครหา มีเงา มีคำถาม มีพฤติกรรมที่สังคมควรจับตา ผมก็จะพูดตรง ๆ เช่นกัน เพราะถ้าคนคนหนึ่งเลือกชมและปกป้องอยู่เพียงพรรคเดียว คนอ่านก็ย่อมรู้ทันว่า นั่นไม่ใช่การวิเคราะห์ แต่คือการเลือกข้างล่วงหน้า และเมื่อใดที่เราชมในเรื่องที่ควรชม วิจารณ์ในเรื่องที่ควรวิจารณ์ “เมื่อนั้นคำพูดของเราจึงมีน้ำหนัก” เพราะคนจะรู้ว่า เราไม่ได้รับใช้พรรค แต่กำลังพยายามรับใช้ความจริง

ส่วนพรรคส้ม สำหรับผมคือพรรคที่ต้องถูกวิจารณ์อย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ เพราะผมเห็นว่าหลายแนวคิด หลายท่าที และหลายวาระของพรรคนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางนโยบายตามปกติ หลายแนวคิดและหลายจุดยืนของเขา กระทบฐานของระเบียบรัฐธรรมนูญ สถาบันหลัก และความต่อเนื่องของความเป็นไทย จึงเป็นพรรคที่ผมวิจารณ์อย่างเข้มข้นกว่าพรรคอื่น ประชาชนที่มีสติควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง“คำแก้ต่างของพรรค” กับ  “ข้อยุติทางกฎหมายตามคำวินิจฉัยของศาล เพราะถึงแม้ว่า พรรคอาจอธิบายตนเองว่าเป็นการปฏิรูป แต่ในทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ไม่ได้ถูกมองเช่นนั้น และศาลได้วินิจฉัยไปแล้วอย่างชัดเจนจนถึงขั้นนำไปสู่การยุบพรรค นี่จึงไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์หรือถ้อยคำสวยหรูอีกต่อไป หากเป็นเรื่องของเส้นแบ่งต่อระเบียบรัฐธรรมนูญและสถาบันหลักของประเทศ

สำหรับผมในเวลานี้ นอกจากพรรคส้มแล้ว พรรคที่เป็นห่วงที่สุดคือพรรคที่คนกำลังหลงรักมาก จนไม่ยอมตั้งคำถาม ภูมิใจไทยกำลังเข้าใกล้จุดนั้น ที่น่ากลัว เพราะประชาชนจำนวนมากเริ่มปล่อยให้ความนิยม กลบการตรวจสอบ ทั้งที่ภายในพรรคยังมีคนสีเทา มีข้อครหาหลายเรื่อง ประชาชนมีสิทธิ์ชื่นชม แต่ห้ามชื่นชมจนตาบอด เพราะวันที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งแตะไม่ได้ วันนั้นไม่ใช่วันที่พรรคนั้นยิ่งใหญ่ แต่คือวันที่สังคมเริ่มอ่อนแอ เราเคยมีประสบการณ์กับพรรคยอดนิยมที่ครองใจคนในชาติเป็นจำนวนมากมาแล้วอย่าง พรรคไทยรักไทย แต่คนไทยลืมไปหมดแล้วว่า การเทใจแบบหมดใจ จนไม่ยอมตั้งคำถาม สุดท้ายเราเจอกับอะไร

ผมเอาใจช่วยนายกฯ หนูและรัฐมนตรีที่ตั้งใจเข้ามาแก้ปัญหาให้ชาติและประชาชน แต่การเอาใจช่วย ไม่ได้แปลว่าต้องปิดหูปิดตา ในทางตรงกันข้าม ยิ่งหวังดี ก็ยิ่งต้องช่วยกันระวังไม่ให้หลงทาง รักนักการเมืองได้ แต่ต้องรักอย่างมีสติ เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ต้องการแค่ผู้สนับสนุน ประชาธิปไตยต้องการพลเมืองที่กล้าชมในเรื่องที่ควรชม และกล้าตั้งคำถามในเรื่องที่ควรถาม

เวลาพรรคฝ่ายค้านที่ไว้ใจได้อย่างประชาธิปัตย์หรือไทยภักดี เป็นต้น อภิปรายหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ประชาชนควรรับไปพิจารณา ไม่ใช่ตั้งกำแพงไว้ล่วงหน้าว่า อภิสิทธิ์ เล่นเกม หรือประชาธิปัตย์เก่งแต่จับผิด

การบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่มีแต่รัฐบาลที่ทำงาน ฝ่ายค้านก็ทำงานเดียวกัน เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งเดินหน้า อีกฝ่ายคอยตรวจสอบ ในแต่ละช่วงเวลาฝ่ายหนึ่งอาจถูกและฝ่ายหนึ่งอาจพลาด แต่ประชาชนต้องเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการทำงานของรัฐบาล รัฐสภาและตุลาการ มิใช่เอาแต่สนับสนุนและปกป้องโดยไม่สนใจตรวจสอบ ซึ่งมันผิดไปจากรูปแบบการปกครองในระบอประชาธิไตย

ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร
รักนายกฯ อนุทิน อย่ารักจนปล่อยให้เขาหลงทาง
ใช้หลักการเลี้ยงลูกในแบบที่ว่า “อย่าเป็นพ่อแม่รังแกฉัน”
อย่าเป็นด้อมอนุทิน ด้อมซุปเปอร์จี ด้อมฟ้า ด้อมพี ”ในแบบที่แอบรังแกเขา“
เหมือนที่ ด้อมทักษิณ พาทักษิณติดคุก อยู่อย่างทุกวันนี้
ครับพี่น้องชาวไทย

น่าคิด! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน มอง ฮอร์มุซ แค่บททดสอบ แต่ ช่องแคบมะละกา คือของจริง

น่าคิด! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน มอง ฮอร์มุซ แค่บททดสอบ แต่ ช่องแคบมะละกา คือของจริง

น่าคิด! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน มอง ฮอร์มุซ แค่บททดสอบ แต่ ช่องแคบมะละกา คือของจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในตะวันออกกลาง หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาถึงยอมทุ่มหมดตัวในกระดานนี้? ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมมองว่าสิ่งที่เราเห็นใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของแผนการที่ใหญ่กว่านั้นมาก และเป้าหมายสุดท้ายอาจขยับมาใกล้ตัวเรากว่าที่คิด นั่นคือ “ช่องแคบมะละกา” (Strait of Malacca)

1. ถอดรหัสยุทธศาสตร์: ฮอร์มุซคือ “บททดสอบ” มะละกาคือ “ของจริง”
​นักวิเคราะห์ความมั่นคงระดับโลกหลายท่านเริ่มมองเห็นภาพที่ตรงกันว่า สถานการณ์ความตึงเครียดที่อิหร่านพยายามข่มขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุทางการเมือง แต่เป็นการ “ทดลองปิด” (Strategic Test Run) เพื่อประเมินผลกระทบต่อระบบซัพพลายเชนและราคาพลังงานของโลก
​หากฮอร์มุซคือ “เส้นเลือดใหญ่” ของน้ำมันดิบ ช่องแคบมะละกาก็คือ “กระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก ศาสตราจารย์เจียง (Professor Jiang) นักยุทธศาสตร์ผู้มีอิทธิพล ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินนโยบายที่เรียกว่า “Offshore Balancing” โดยการใช้ความวุ่นวายในตะวันออกกลางเป็นข้ออ้างเพื่อกลับเข้ามาควบคุม “จุดตัดทางทะเล” (Chokepoints) ทั่วโลกอย่างเบ็ดเสร็จ

2. ดีลลับ MDCP: จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายในอาเซียน
​เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2026 เอกสารความตกลง Major Defense Cooperation Partnership (MDCP) ระหว่างสหรัฐฯ และอินโดนีเซีย ถูกเปิดเผยออกมา นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่าสหรัฐฯ กำลังขยับหมากคุม “มะละกา” อย่างเป็นทางการ

การยกระดับฐานทัพ: อินโดนีเซียจะกลายเป็นหุ้นส่วนทางทหารที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

การติดตั้งระบบเฝ้าระวัง: การติดตั้งเทคโนโลยีเซนเซอร์ใต้ชายฝั่งและระบบโดรนสอดแนมรอบช่องแคบมะละกา เพื่อควบคุมการเดินเรือเข้า-ออกทั้งหมด

Energy Choke: หากสหรัฐฯ คุมอินโดนีเซียได้เบ็ดเสร็จ นั่นหมายความว่าเขาสามารถสั่ง “เปิด” หรือ “ปิด” วาล์วพลังงานที่จะมุ่งหน้าไปยังจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

3. ประเทศไทยบนเส้นขนานของความเสี่ยง: เราควรทำอย่างไร?

​เมื่อมหาอำนาจขยับเข้ามาประชิดชายแดนทางน้ำ ประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนและเป็นรัฐที่มีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองขั้วอำนาจ จะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไป นี่คือ “ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์” ที่ผมมองว่าไทยควรต้องเร่งดำเนินการครับ:

ก. การทูตแบบ “Strategic Autonomy” (อธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์)
​ไทยต้องเลิกนโยบาย “ลู่ตามลม” ที่ไร้ทิศทาง แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการ “เลือกข้างตามผลประโยชน์” (Issue-based Alignment) เราต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ช่องแคบมะละกาต้องเป็นพื้นที่การค้าเสรี (Freedom of Navigation) และต้องไม่กลายเป็นฐานทัพของใครคนใดคนหนึ่งเพื่อกดดันผู้อื่น

ข. รื้อฟื้นยุทธศาสตร์ “แลนด์บริดจ์” (Land Bridge) อย่างชาญฉลาด
​โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ชุมพร-ระนอง ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่มันคือ “ไพ่ตาย” ทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Leverage) หากมะละกาถูกควบคุมโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนไร้เสถียรภาพ แลนด์บริดจ์ของไทยจะกลายเป็น “ทางเลือกที่สาม” ของโลกที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ เราต้องใช้โครงการนี้เป็นอำนาจต่อรองเพื่อดึงเงินลงทุนและความคุ้มครองจากทุกมหาอำนาจพร้อมกัน

ค. การยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Resilience)
​เราต้องยอมรับว่าราคาพลังงานจะผันผวนอย่างรุนแรงหากมะละกาเกิดวิกฤต ไทยต้องเร่งเพิ่มสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ให้สามารถอยู่ได้นานกว่ามาตรฐานเดิม และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกที่ผลิตได้เองในประเทศ (Domestic Energy) เพื่อลดการพึ่งพิงน้ำมันที่ต้องผ่านเส้นทางเป้าหมายเหล่านี้

ง. บทบาทนำใน ASEAN Defense
​ไทยต้องผลักดันให้เกิดการเจรจาในกรอบอาเซียนเพื่อสร้าง “Code of Conduct” ในการจัดการเส้นทางเดินเรือร่วมกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย เพื่อป้องกันไม่ให้อาเซียนกลายเป็นสนามรบตัวแทน (Proxy War) ของมหาอำนาจที่เข้ามาทำดีลแยกรายประเทศ

มุมมองทางยุทธศาสตร์โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

​ยุทธศาสตร์โลกในปี 2026 ไม่ได้วัดกันที่ใครมีนิวเคลียร์มากกว่ากัน แต่อยู่ที่ใครสามารถ “คุมกระเพาะอาหาร” และ “คอหอย” ของคู่แข่งได้ก่อนกัน ​การที่สหรัฐฯ ทำดีลกับอินโดนีเซีย และการทดลองปิดฮอร์มุซ คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยต้องตื่นจากภาวะเพิกเฉย และหันมาวางหมากยุทธศาสตร์ที่เน้นการสร้าง “มูลค่า” จากตำแหน่งที่ตั้งของเราให้ได้มากที่สุด ​เราไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เราต้องเป็น “ผู้คุมกฎ” ร่วมในภูมิภาคของเราเองครับ

​ทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับการขยับหมากของมหาอำนาจในครั้งนี้? และท่านเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการเป็นทางเลือกใหม่ผ่านโครงการแลนด์บริดจ์มากน้อยแค่ไหน? ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นเชิงลึกกันครับ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน 

นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

รัฐบาลเร่งเข้า OECD ใช้ AI ยกระดับ กฎหมาย เศรษฐกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน

รัฐบาลเร่งเข้า OECD ใช้ AI ยกระดับ กฎหมาย เศรษฐกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน

รัฐบาลเร่งเข้า OECD ใช้ AI ยกระดับ กฎหมาย เศรษฐกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.45 น.

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้าเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ The Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) ภายในปี 2571 โดยเป้าหมายสำคัญคือ “ยกระดับกติกาและเศรษฐกิจของประเทศ” ให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างโอกาสที่ดีขึ้นให้กับประชาชน ทั้งเรื่องงาน รายได้ และการลงทุนในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่รองนายกรัฐมนตรีปกรณ์ นิลประพันธ์กำกับดูแลได้เดินหน้าทำงานเรื่องนี้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ทั้งการปรับกฎหมาย นโยบาย และการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD เพื่อให้ผ่านกระบวนการประเมินระดับสากลได้อย่างราบรื่น

รัชดา ธนาดิเรก

ซึ่งขณะนี้ ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ คือการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบรายละเอียดในเชิงลึกว่า กฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ของไทยสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD มากน้อยแค่ไหน

อีกจุดเด่นของการทำงานวันนี้คือ การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยผ่านโครงการ “TH2OECD” มุ่งเน้นใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 

(1) การพัฒนาโมเดลแปลภาษาและคำศัพท์ทางกฎหมายไทย-อังกฤษ ที่รวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ 

(2) ใช้เทคนิค RAG (Retrieval-Augmented Generation) เพื่อวิเคราะห์หาช่องว่างและความสอดคล้องระหว่างมาตรฐานและคำแนะนำในตราสารทางกฎหมายของ OECD กับกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติในด้านที่เกี่ยวข้องของไทย และ 

(3) การพัฒนาโครงสร้างข้อมูลภาครัฐ (government data structure) ที่เป็นสากล

AI

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ผลลัพธ์เบื้องต้นคือ ไทยสามารถจัดทำเอกสารสำคัญ (Initial Memorandum) ได้ทันเวลา สะท้อนศักยภาพของประเทศในการใช้เทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการบริหารและกฎหมาย

ในระยะต่อไป รัฐบาลจะทำงานใกล้ชิดกับ OECD มากขึ้น ทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้ รับการประเมิน และนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดมาปรับใช้ พร้อมพัฒนา AI ให้ช่วยงานนโยบายสาธารณะได้มากขึ้น

“จึงขอเรียนประชาชนว่า การตั้งใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ แต่จะนำไปสู่ “การยกระดับมาตรฐานกฎหมายทั้งระบบ” เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับประชาชนในระยะยาว” โฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าว

อดีตผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ เปิดจุดบอด พรรคส้ม หลังเลือกตั้ง เสนอ 3 ข้อผ่าทางตัน

อดีตผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ เปิดจุดบอด พรรคส้ม หลังเลือกตั้ง เสนอ 3 ข้อผ่าทางตัน

อดีตผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ เปิดจุดบอด พรรคส้ม หลังเลือกตั้ง เสนอ 3 ข้อผ่าทางตัน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.33 น.

วันที่ 23 เมษายน 2569 นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงระบบการทำงานของพรรค โดยระบุว่า พรรคมีคนอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะทำอะไรกับเขา

หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 69 ที่ผ่านมา ผมได้คุยกับผู้สมัครหลายคนที่แพ้ ทั้งระดับ สส. และท้องถิ่น สิ่งที่ได้ยินซ้ำกันมากที่สุดไม่ใช่ความเสียใจที่แพ้ แต่คือความรู้สึกที่ว่า “หลังจากนั้นพรรคก็เงียบ”

ไม่มีใครโทรมาถาม ไม่มีกระบวนการส่งต่อ ไม่มีพื้นที่ให้ทำงานต่อในฐานะอะไรสักอย่างที่ชัดเจน บางคนยังทำงานอยู่เพราะรักพรรค แต่ทำในแบบที่ตัวเองคิดเอง โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำมันเชื่อมกับทิศทางส่วนกลางอย่างไร

คนที่ลงสมัครแล้วไม่ได้รับเลือกไม่ใช่คนล้มเหลว เขาคือคนที่รู้จักพื้นที่ มีเครือข่ายคน เคยเผชิญคำถามยากจากชาวบ้านโดยตรง และเลือกแล้วว่าจะยืนตรงนี้ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยง สิ่งเหล่านี้ไม่มีในห้องประชุม

แต่พรรคที่บอกว่าฐานรากสำคัญ ยังไม่มีกระบวนการรองรับคนกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ ปัญหาเดียวกันนี้ขยายไปถึงกลุ่มอาสาสมัคร คนทำงานปีกต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาช่วยในช่วงเลือกตั้ง คนเหล่านี้มีแรงจูงใจต่างกัน มาจากความเชื่อที่ต่างกัน ถ้าพรรคไม่มีกระบวนการที่ต่างกันสำหรับแต่ละกลุ่ม แต่ใช้วิธีเดิมคือชวนมาร่วมกิจกรรมและรับฟังการบรรยาย คนที่มีทักษะจริงจะเบื่อและออกไป ส่วนคนที่อยู่คือคนที่พอใจกับการเป็นแค่ผู้ติดตาม และนั่นไม่ใช่ฐานของพรรคมวลชน

แล้วทำอะไรได้จริงบ้าง ผมคิดว่ามีสามเรื่องที่เริ่มได้เลยโดยไม่ต้องรอแก้โครงสร้างพรรค

หนึ่ง: รู้จักคนที่มีอยู่ก่อน

พรรคต้องมีทะเบียนคนที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ฐานข้อมูลสมาชิกที่บอกได้แค่ว่ามีกี่คน แต่ต้องรู้ว่าแต่ละคนอยู่ที่ไหน ทำอะไรได้ มีเครือข่ายในพื้นที่แบบไหน และยังพร้อมทำงานอยู่ไหม
ฟังดูธรรมดา แต่ตอนนี้ยังไม่มีจริงๆ ผู้สมัครที่แพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีอยู่ทั่วประเทศ หลายคนยังคุกกี้ (คลุกคลี) อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง แต่พรรคไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขายังอยู่หรือเปล่า การ map คนให้ชัดเป็นก้าวแรกที่ไม่มีข้ออ้างว่าทำไม่ได้

สอง: ให้งานจริง ไม่ใช่บทบาทกิตติมศักดิ์มีแต่ชื่อแต่เข้าไปร่วมงานไม่ได้

ความแตกต่างระหว่างคนที่ผูกพันกับพรรคระยะยาวกับคนที่ค่อยๆ หายไป มักอยู่ที่ว่าเขารู้สึกว่าตัวเองมี agency หรือเปล่า

รูปธรรมคือให้เขารับผิดชอบ listening session ในพื้นที่ของตัวเองจริงๆ ไม่ใช่แค่ไปนั่งฟัง แต่เป็นคนออกแบบ เป็นคนถาม และเป็นคนสรุปส่งกลับมาที่ส่วนกลาง ให้เขาเขียนนโยบายเชิงพื้นที่ที่ตอบโจทย์อำเภอของตัวเอง แล้วมีช่องทางให้สิ่งนั้นถูกพิจารณาจริง ให้เขาตัดสินใจบางอย่างในระดับพื้นที่ได้โดยไม่ต้องรอให้ส่วนกลางอนุมัติทุกเรื่อง

เรื่องนี้สำคัญมากเพราะนโยบายที่ใช้ได้ในกรุงเทพอาจใช้ไม่ได้เลยในอำเภอชายขอบ คนในเมืองใหญ่มีโลกทัศน์ต่างจากคนในพื้นที่ห่างไกล และคนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุดไม่ได้นั่งอยู่ในส่วนกลาง ถ้าพรรคยังรวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่เดียว สิ่งที่จะได้กลับมาคือนโยบายที่ฟังดูดีแต่ประยุกต์ใช้ไม่ได้

สาม: ระบบสื่อสารภายในที่ไหลสองทาง

ปัญหาที่เห็นซ้ำกันในพรรคการเมืองไทยคือการสื่อสารภายในเป็นแบบทางเดียว ส่วนกลาง broadcast ลงไป พื้นที่รับสาร แต่ไม่มีช่องทางที่ทำให้เสียงจากพื้นที่ขึ้นมาได้จริงและถูกได้ยินจริง
ผลคือคนในพื้นที่ไม่รู้ว่าส่วนกลางกำลังคิดอะไรอยู่ และส่วนกลางก็ไม่รู้ว่าพื้นที่เจอปัญหาอะไร ความห่างนี้สะสมไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความรู้สึกว่าพรรคไม่ได้เป็นของเขา

การแก้ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องตั้งใจทำจริง มีรอบรายงานที่สม่ำเสมอ มีพื้นที่ให้ตั้งคำถามกับส่วนกลางได้ และที่สำคัญคือต้องมีการตอบกลับที่เห็นได้ชัดว่าเสียงนั้นไปถึงและถูกนำไปทำอะไรต่อ

พรรคมวลชนที่จริงจังไม่ได้วัดที่จำนวนสมาชิก แต่วัดที่ว่าคนในพรรครู้สึกว่าตัวเองมีความหมายกับงานที่ทำแค่ไหน ตอนนี้คำตอบยังน่าเป็นห่วงครับ

ลึกลับในสนามข่าว : 23 เมษายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 23 เมษายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 23 เมษายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…ควันหลงจากกระบอกน้ำสีชมพู๊ ชมพู ของรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ที่ถือเข้าทำเนียบฯวันประชุมครม.อังคารที่ผ่านมา เตะตาสื่อจนตาปูด แซวกันกระหึ่ม เรื่องนี้ก็ต้องย้อนไปถึงที่มาพ้องกับรมว.อุตสาหกรรม “ท็อป–วราวุธ ศิลปอาชา” ที่พกกระติกน้ำส่วนตัวเข้ากระทรวงมาตั้งแต่วันแรก โดยนำมาตั้งโต๊ะเด่นเป็นสง่าทุกครั้งที่แถลงข่าว แม้กระทั่งวันเข้ากระทรวง เดินไปฝากท้องมื้อเที่ยงวันแรกที่โรงอาหารกระทรวงอุตสาหกรรม ประเดิม “กะเพราหมูสับไข่ดาว-ขนมปังปิ้งเนยน้ำตาล” ก็“พกกระบอกน้ำส่วนตัว”ไปด้วย และถือไปด้วยทุกที…

….แว่วว่า หลังอิ่มท้องรมต.ท็อปก็ยังได้ร่วมรดน้ำสงกรานต์กับข้าราชการกระทรวง ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดร.ณัฐพล รังสิตพล พร้อมทีมผู้บริหารกระทรวง ขอพรปีใหม่ไทยชุ่มฉ่ำใจกันไป รมต.ท็อปเล่าว่าควันหลงปีใหม่ไทย สงกรานต์ 2569 นอกจากอิ่มใจกับบรรยากาศที่เป็นกันเอง รดน้ำอวยพร และขอให้ทุกคนพบแต่สิ่งดีๆ ในปีใหม่ไทย มีกำลังใจ กำลังกายกำลังทรัพย์พร้อมทำงานให้ประชาชนแล้ว ก็ยังขอพรให้เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ไม่แบ่งแยกกรมใดกรมหนึ่ง อีกทั้งยังสัญญาว่าจะทำตัวเป็นรัฐมนตรีที่ดี ไม่เบียดเบียนเพื่อนๆข้าราชการ และพร้อมขอความรู้ ขอคำแนะนำกับปลัดฯและเพื่อนชาวกระทรวงอุตสาหกรรมทุกคน!!!…

…งานนั้น รมต.ท็อปบอกว่า หลังเสร็จกิจกรรม มื้อเที่ยงนี้ อิ่มท้อง ด้วยเมนูกะเพราหมูสับไข่ดาว ในโรงอาหารกระทรวง แถมตบท้ายด้วยขนมปังปิ้งเนยน้ำตาลแต่ที่ไม่ลืมคือ กระบอกน้ำส่วนตัว และเจ้าตัวสังเกตว่าเพื่อนข้าราชการส่วนใหญ่ก็พกกระบอกน้ำมาเอง และถือถุงผ้า ทำเอาใจชื้น ที่เห็นแนวร่วมรำไร ก็ต้องขอบคุณที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ

…งานนี้ รมต.ท็อปยังแจงประเด็นที่คนถามในเฟซบุ๊กส่วนตัวของเจ้าตัวด้วย เรื่องการพกกระบอกน้ำส่วนตัวว่าจะเพิ่มภาระหรือไม่ หรือพกไปแล้วจะเอาน้ำจากที่ไหนมาเติม “ตรงนี้ผมมองว่าเป็นทางเลือก ไม่ได้บังคับ ซึ่งอาจจะไม่สะดวกสบาย แต่จะช่วยแบ่งเบาภาระด้านอื่น เพราะหลายสถานที่ เช่น รัฐสภา ก็มีจุดเติมน้ำ ถึงแม้จะไม่เหมือนในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น มีจุดเติมน้ำสาธารณะ สำหรับผม ถ้าไม่เริ่มตอนนี้ก็จะไม่ได้เริ่มกันเสียที…”ตอบชัดๆ ฟังกันชัดๆ ไปแล้ว สมกับเจ้าของสโลแกน เจ้าของแฮชแท็ก#RefillNotReplace #SayNoToPlastic #พูดแล้วทำพลัส…จริงๆ…

…ยังไง ก็ขอให้การรณรงค์ “พกกระบอกน้ำส่วนตัว” ดังปุ๊งป้าง ปังๆๆๆ…และพ่วงตีปี๊บการใช้ “ถุงผ้า” แทนถุงพลาสติกเข้าไปด้วยก็จะดีพลัสนะขอรับทั่นรมต. …nn

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“จะเห็นว่านักการเมืองและผู้บริหารองค์กรใหญ่ๆ ส่วนใหญ่จะผ่านการเป็นนักกิจกรรมจำนวนมาก จึงขอให้ใช้โอกาสในช่วงของการเป็นนักศึกษา เรียนรู้และเก็บประสบการณ์ รวมถึงการทำงานเป็นกลุ่มและเป็นทีม และเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันของสังคม”

นายภราดร ปริศนานันทกุล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ปชป.ชิงผู้ว่ากทม. ทาบบิ๊กเนมลงสนาม อภิสิทธิ์โวลั่นว้าวแน่

ปชป.ชิงผู้ว่ากทม. ทาบบิ๊กเนมลงสนาม อภิสิทธิ์โวลั่นว้าวแน่

ปชป.ชิงผู้ว่ากทม. ทาบบิ๊กเนมลงสนาม อภิสิทธิ์โวลั่นว้าวแน่

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชป.ชิงผู้ว่ากทม. ทาบบิ๊กเนมลงสนาม อภิสิทธิ์โวลั่นว้าวแน่

“มาร์ค”แย้มทาบ“บิ๊กเนม”ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.อุบชื่อเป็นความลับ แต่รับรองสังคมรู้จักดีเผยคำใบ้ปริศนา “เคยร่วมงานกันแบบเฉี่ยวๆ”เตรียมเคาะสก.ชุดใหญ่สัปดาห์หน้า พร้อมลุยศึกเมืองหลวงเต็มสูบ ด้าน “ป.ป.ช.” เผย 23 เม.ย. ออกข้อชี้แจงเคลียร์ครหา 2 มาตรฐาน เหตุวินิจฉัยทรัพย์สินรมต.สวนคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ ย้ำต้องดูข้อเท็จจริง-ข้อกฎหมาย เตือนสส.ใหม่ ทำบัญชียื่นฯต้องยึดรอบคอบ ทั้งหุ้น-ทรัพย์สินสามี ภรรยา

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยความคืบหน้าการส่งบุคคลลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ว่า ขณะนี้พรรคเร่งดำเนินการจัดสรรตัวผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ให้ครบถ้วนที่สุด โดยคาดว่าภายในวันอังคารหน้า (28 เม.ย. 2569) จะมีการอนุมัติรายชื่อผู้สมัครกลุ่มใหญ่ออกมา สำหรับตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพูดคุยกับบุคคลที่พรรคได้ทาบทามไว้ แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปในทันที แต่ยืนยันว่า หากเปิดตัวออกมาจะสร้างความตื่นเต้นได้อย่างแน่นอน

“เรายังอยู่ในช่วงพูดคุยกับคนที่ไปทาบทามไว้ หากเรียบร้อยเมื่อไหร่จะรีบแจ้งให้ทราบทันที รับรองว่า เปิดชื่อมาแล้วต้อง “ว้าว” และเป็นคนที่สังคมรู้จักกันดี ส่วนว่าเป็นคนใหม่ที่ไม่เคยร่วมงานกับพรรคเลยหรือไม่นั้น อาจจะใช้คำว่าเคยร่วมงานกันแบบเฉี่ยวๆ มาบ้างก็ได้”นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยอารมณ์ดี

ส่วนการประชุมใหญ่พรรค หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีในวันเสาร์ที่ 25 เม.ย.นี้ โดยจะเป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และไม่มีวาระพิเศษใดๆ รวมถึงยังไม่มีการพิจารณาเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งที่ว่างลง (กรณีเลือกแทนคุณ) โดยระบุว่าตำแหน่งดังกล่าวยังคงว่างไว้ก่อนในขณะนี้

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ตอนนี้ยังคงทำงานเหมือนปกติ แต่จะมีงานที่ค้างอยู่ ซึ่งต้องขมวดให้เสร็จหลายเรื่อง เช่น ทางเดินสวนลุมพินี หรือทางยกระดับลาดกระบัง ถนนทางด่วนลาดกระบัง ในทุกเรื่องก็ทำงานหนักเต็มที่จนวินาทีสุดท้าย โครงการที่ค้างที่ยังไม่เสร็จก็ต้องเร่ง “การตัดสินใจในใจมีอยู่แล้ว แต่การประกาศอย่างเป็นทางการก็คงไม่ต้องรีบ เพราะจริงๆ แล้ว ประกาศก่อนหรือไม่ประกาศก่อนก็ไม่ได้มีประโยชน์กับใคร ใกล้จะหมดเทอมวันที่ 21 พฤษภาคม อีก 1 เดือน คงประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ในใจเราก็มีการคิดคำนึงอยู่ตลอด แต่ผมว่าถึงเวลาที่จะประกาศอย่างเป็นทางการ ก็คงประมาณปลายเทอม”

เมื่อถามว่า โซเชียลเชียร์ให้ลงอีกนายชัชชาติกล่าวว่า จริงๆ แล้วคนที่ไม่อยากให้ลง แต่ไม่ลงโซเชียลก็มี ก็ไม่แน่ ผมว่าเราเอาใจเราเป็นหลักว่าเราอยากทำไหม เรามีอะไรที่จะเสนอหรือเปล่า แต่อย่างที่บอก ไม่ได้จำเป็นที่เราต้องไปรีบประกาศอะไร พอประกาศปุ๊บ คำพูดเป็นนายเรา แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่เตรียมตัว เราก็คิดตลอด เราพยายามหานโยบายตลอด แต่เชื่อว่าพอประกาศแล้ว คำพูดเป็นนายเราไปกลับอะไรไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เราต้องรีบประกาศก่อน

นายประภาศ คงเอียด กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กรรมการ ป.ป.ช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในหัวข้อ“บัญชีทรัพย์สิน”ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและความเสี่ยงทางกฎหมาย ภายในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “สส.101 : start strong” ที่จัดโดยสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับเดลินิวส์ ว่า เรื่องบัญชีทรัพย์สินในกฎหมายป.ป.ช.เป็นเครื่องมือป้องกัน เพราะคนที่เข้ามาในตำแหน่งแล้วมีความเสี่ยงทำทุจริตได้ ดังนั้น เมื่อเปิดเผยก็จะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งมีทรัพย์สินก่อนเข้ามาเท่าไหร่ พ้นตำแหน่งแล้วมีทรัพย์สินเท่าไหร่ นอกจากนี้บัญชีทรัพย์สินยังช่วยเรื่องการปราบปรามการทุจริต เพราะถ้ามีความไม่ชอบหรือผิดปกติ ก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย

“ขณะนี้มีการพูดถึง 2 มาตรฐาน หรืออะไรต่างๆ ผมขอยืนยันว่า เราสามารถอธิบายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้อย่างชัดแจ้ง ในวันพรุ่งนี้ (23 เม.ย.) ป.ป.ช. จะออกข้อชี้แจงในเรื่องนี้ ซึ่งองค์กร ป.ป.ช และผมจะมีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง คือไม่ค่อยได้ทำงานเชิงรุก คล้ายกับศาล คือตัดสินไปแล้วบนพื้นฐานของข้อมูล สำนวนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย อย่าลืมว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คือตัวบ่งชี้ถึงการวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือป.ป.ช. บางเรื่องเราจะเอา เรื่องหนึ่งไปเปรียบเทียบกับเรื่องหนึ่งไม่ได้เสมอไป โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องอะไรคือเรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรี การวินิจฉัยของป.ป.ช. คือการวินิจฉัยเรื่องจงใจหรือเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าจะต้องเอาข้อเท็จจริง หรือคำวินิจฉัยมาใช้เสมอไป ก็ต้องดูว่าประเด็นอะไรด้วย ในรายละเอียดจะมีการชี้แจงต่อไป เราเคารพความคิดความเห็นของทุกคน แต่ความเห็น มีสิทธิ์ที่จะให้ความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แต่พื้นฐานคือข้อมูลข้อกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องตระหนัก“ นายประภาส กล่าว

นายประภาสยังกล่าวถึงการตรวจสอบทรัพย์สินว่า ขอให้ สส.และผู้ช่วยสส.มีความรอบคอบในการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินที่จะยื่นต่อป.ป.ช. แน่นอนว่าท่านอยู่ในฝ่ายการเมือง ก็มีฝั่งตรงข้าม หรือผู้ไม่หวังดีอยู่เสมอเพราะฉะนั้นถ้าพลาดนิดเดียว บางครั้งความผิดพลาดนั้นอาจไม่ได้เกิดจากเจตนาของท่านแต่ท่านก็ถูกนำไปเป็นประเด็นดราม่า และการใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองได้ โดยที่ต้องระมัดระวัง คือ เรื่องหุ้น เรื่องทรัพย์สินคู่สมรส ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมไปถึงการอยู่กินฉันสามีภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งหากมีการร้องเรียนเข้ามา ป.ป.ช.ต้องเข้าไปตรวจสอบ จนถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึกเพื่อดูพฤติการณ์ถึงบ้านด้วยเรื่องนี้ขอฝาก สส.ด้วยความห่วงใย

นายนิติพล ผิวเหมาะ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศลาออกจากพรรคประชาชน ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “ทุกท่านครับ ผมได้ทบทวนเส้นทางทางการเมืองของตัวเองอย่างจริงจัง และตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องก้าวออกจากพรรคประชาชน เพราะผมเชื่อว่า ผมสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้มากกว่านี้ ผมยังคงเคารพพรรคประชาชนและเพื่อนร่วมงานทุกคนที่เราเคยร่วมกันทำงานมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ผมจึงขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชนนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จากนี้ไป ผมจะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อ พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกฝ่าย”

ทั้งนี้ นายนิติพล มีชื่อ 1 ใน 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในกรณีร่วมเข้าชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112