สมช. ตั้ง ผอ.ข่าวกรอง เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ดึงมาเลเซียร่วมดับไฟใต้

สมช. ตั้ง ผอ.ข่าวกรอง เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ดึงมาเลเซียร่วมดับไฟใต้

สมช. ตั้ง ผอ.ข่าวกรอง เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ดึงมาเลเซียร่วมดับไฟใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.13 น.

สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ดึงมาเลเซียร่วมดับไฟใต้ สกัดลักลอบขนอาวุธก่อเหตุในไทย พร้อมพัฒนาพื้นที่ แบ่งผลประโยชน์ชายแดน ตั้ง “บิ๊กไก่” นั่งหัวหน้าคณะที่ปรึกษา สมช.  มอบ กต.แจ้งเขมร ยกเลิกเอ็มโอยู 44 กลับไปใช้ UNCLOS 

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 23 เมษายน 2569  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงผลการประชุม สมช. ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานว่า ในเรื่องการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชุมให้ความเห็นชอบเรื่องสำคัญ 5 เรื่อง ดังนี้ 1.การบริหารจัดการเรื่องการศึกษา ได้มอบหมายกระทรวงศึกษาธิการไปดูแลรายละเอียดและจัดระบบการบริหารจัดการใหม่ทั้งระดับโครงสร้างระดับวัฒนธรรมและระดับบุคคลที่จะดูแลเรื่องโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอย่างเหมาะสม และเข้าไปประสานงานเพื่อจัดระบบต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยมอบให้กระทรวงศึกษาธิการและรับผิดชอบ 2.ที่ประชุมให้ความเห็นชอบการเพิ่มประสิทธิภาพอาสาสมัครของกระทรวงมหาดไทยเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ระบบปกติในอนาคตตามที่กระทรวงมหาดไทยจะนำเสนอต่อไป เพื่อใช้ในการอบรมและเตรียมความพร้อมต่างๆ รองรับเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติปกติ มีการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนซึ่งเป็นในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่จะมาเสนอต่อไป เพื่อใช้อบรมและเตรียมความพร้อมต่างๆ รองรับสถานการณ์ในอนาคตเมื่อเข้าสู่สภาวะปกติ

นายฉัตรชัย กล่าวว่า 3.ความร่วมมือกับมาเลเซียในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นว่า มาเลเซียมีส่วนสำคัญสนับสนุนในการแก้ปัญหา จะมีการโน้มน้าวชักชวนให้มาเลเซียมาร่วมพัฒนาพื้นที่และมีผลประโยชน์ในพื้นที่เศรษฐกิจ จะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการประสานงานเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องของกลุ่มคนที่กระทำผิดต่างๆ จะมีมาตรการร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้น รวมทั้งเรื่องของการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับมาเลเซีย การร่วมมือการจัดการชายแดน และดูช่องทางต่างๆ ในการควบคุมการเข้าออกของบุคคลให้เกิดความเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มที่เคลื่อนย้ายอาวุธที่จะเข้ามาก่อความไม่สงบในพื้นที่ จะมีการร่วมมือกับมาเลเซียมากขึ้น ส่วนกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากการพูดคุยกับมาเลเซียแล้วเรายังให้ความสำคัญกับการพูดคุยภายในประเทศไปพร้อมกัน เพื่อทำให้สองส่วนมีความเชื่อมโยกัน นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ครบทั้งระบบ และจะมีการเชื่อมโยงการทำงานใกล้ชิดกับมาเลเซีย

เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า 4.ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ มี สมช.เป็นฝ่ายเลขานุการ สนับสนุนกระบวนการพูดคุย นอกจากที่ ที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เพื่อสานต่อการดำเนินการของรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้มีการกำหนดตัวบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นตัวแทนรัฐบาลประสานเชื่อมโยง ให้คำแนะนำ ชี้เป้าหมาย สนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆโดยมีรูปแบบที่กระชับ ไม่ซ้ำซ้อนกับภาระของหน่วยงานปกติที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนเฉพาะเรื่องสำคัญเท่านั้น และ5.ที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้ง พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา สมช. คณะที่ปรึกษาฯดังกล่าว ประกอบด้วย ข้าราชการฝ่ายประจำ นักวิชาการ บุคคลที่มีความรู้และมีประสบการณ์ด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง จำนวน 7 ด้าน แต่ละด้านจะมีประมาณ 4-5 คน รวมแล้วเกือบ 30 คน ถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยกันทำงานให้กับ สมช.ในระยะต่อไป 
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สมช. เปิดเผยว่า ในที่ประชุม สมช.ไม่ได้พูดถึงกรณีจับมือยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ 

เมื่อถามว่า จะมีการนำมติที่ประชุม สมช.เรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 2544 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไหร่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ไม่ได้กำหนดวันเวลา เพียงแต่เห็นชอบเรื่องกระบวนการยกเลิก ซึ่งกระทรวงต่างประเทศจะไปดำเนินการและประสานกับฝ่ายต่างๆ รวมไปถึงกัมพูชา เพราะมีกระบวนการทำงานอยู่ระดับหนึ่ง และให้ดำเนินการตามขั้นตอนให้ครบถ้วน ทั้งกระบวนการประสานงาน การแจ้งกับหน่วยงานและประเทศภาคีที่เกี่ยวข้อง และกลับมาใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แทน

หมอวรงค์ ขอสภาฯอนุโลม ให้ผู้ช่วย สส. เข้าใช้บริการห้องอาหารผู้แทนฯได้

หมอวรงค์ ขอสภาฯอนุโลม ให้ผู้ช่วย สส. เข้าใช้บริการห้องอาหารผู้แทนฯได้

หมอวรงค์ ขอสภาฯอนุโลม ให้ผู้ช่วย สส. เข้าใช้บริการห้องอาหารผู้แทนฯได้

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.12 น.

วันนี้ 23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันที่2 ที่ทางสภาให้สส.ซื้ออาหารทานเอง เท่าที่สังเกตุเมื่อวานนี้(22เม.ย. 2569) บรรยากาศยังไม่ค่อยคึกคักมาก เพราะจำกัดการซื้อเฉพาะสส.เท่านั้น พ่อค้าแม่ค้าที่ขายอยู่นั้นสะท้อนว่าขายไม่ถึงเป้าของเหลือ จึงอยากเรียกร้องให้คณะผู้ช่วยสส.เข้าไปใช้บริการได้ เชื่อว่าจะทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น

หมอวรงค์
หมอวรงค์
หมอวรงค์

ป.ป.ช.แจงคดี ศักดิ์สยาม ไม่จงใจปกปิด ยันไม่ขัดคำวินิฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ป.ป.ช.แจงคดี ศักดิ์สยาม ไม่จงใจปกปิด ยันไม่ขัดคำวินิฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ป.ป.ช.แจงคดี ศักดิ์สยาม ไม่จงใจปกปิด ยันไม่ขัดคำวินิฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.28 น.

ป.ป.ช. แจงเหตุ”ศักดิ์สยาม ชิดชอบ “ไม่เห็นขัดศาลรธน. ยกข้อมูลทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบโอนเงินลงหุ้นหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น 119,499,000 บาท ให้นาย ศ. 26 มกราคม 2561 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งดำเนินการก่อนวันที่ศาลรธน.จะมีคำวินิจฉัย17 มกราคม 2567และจากข้อมูลสตง.ชี้หจก.บุรีเจริญฯได้งานก่อน”ศักดิ์สยาม”เข้ารับตำแหน่งรมว.คมนาคม 5 รอบปีบัญชี  จึงไม่พบใช้อำนาจให้ประโยชน์แก่หจก.บุรีเจริญฯ

วันที่ 23 เมษายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชน กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นั้น สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงข้อเท็จจริงในประเด็นดังต่อไปนี้ 1. กรณียื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม จำนวน 6 ครั้ง มีรายละเอียดดังนี้ 

(1) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 (2) กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ได้ยื่นบัญชีไว้เพื่อเป็นหลักฐาน เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 (3) กรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 โดยเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าเป็นเวลา 573 วัน ซึ่งเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าอันเนื่องมาจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ (วันที่ 3 มีนาคม 2566) (4) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2566 (5) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 (6) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 โดยเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าเป็นเวลา 16 วัน 

ทั้งนี้ ในการยื่นบัญชีทั้ง 6 ครั้ง ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแต่อย่างใด 

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรม นูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 โดยวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับนาย ศ. ได้ตกลงกันให้นำเงินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไปทำธุรกรรมต่างๆในนามของนาย ศ. โดยขั้นตอนสุดท้ายได้มีการนำเงินนั้นไปซื้อกองทุน TMB-T-ES-DPlus และ กองทุน TMB-T-ES-IPlus ในชื่อนาย ศ. แล้วขายกองทุนดังกล่าวเพื่อชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เช่นนี้เงินจำนวน 119,500,000 บาท ยังคงเป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ 

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรี ที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใด ๆ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้าม ตามรัฐธรรม นูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 187 ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม จึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรม นูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ทั้งนี้ การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 นายศักดิ์สยาม  ได้ยื่นหนังสือชี้แจงกรณีที่ไม่ได้แสดงรายการเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า นาย ศ. โต้แย้งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคัดค้านไม่ให้นายศักดิ์สยาม  ระบุรายการทรัพย์สิน ดังกล่าวในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งนายศักดิ์สยาม  ได้ยื่นฟ้องนาย ศ. ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ขอให้กระทำการตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ศาลบังคับให้นาย ศ. โอนสิทธิ เงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท ให้แก่นายศักดิ์สยาม  และให้นาย ศ. ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัด ความรับผิดและหุ้นส่วน และให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าไปเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วน แทนนาย ศ. 

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 นายศักดิ์สยาม  และนาย ศ. ได้ทำสัญญาประนี ประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไม่ติดใจให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท อีกต่อไป และยอมรับว่านาย ศ. เป็นผู้ซื้อหุ้นและเป็นผู้มีสิทธิในการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท โดยเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัด และนาย ศ. ยังคงเป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งรายการจดทะเบียนของห้าง ณ วันที่ทำสัญญา ประนีประนอมยอมความ เป็นของนาย ศ. ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และนายศักดิ์สยาม  ยอมรับว่าได้ขายหุ้นให้แก่นาย ศ. ดังนั้น นาย ศ. จึงเป็นผู้มีสิทธิในการดำเนินธุรกิจและบริหารกิจการของห้างหุ้นส่วนจ ากัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาท นาย ศ. ตกลงจะรับซื้อที่ดินของนายศักดิ์สยาม เป็นการตอบแทน โดยนายศักดิ์สยาม  ตกลงจะขายที่ดินทั้งหมดจำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 323 ไร่ 373 ตารางวา ให้แก่นาย ศ. แบบเหมายกแปลงราคาเฉลี่ยไร่ละ 159,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 51,505,267.50 บาท โดยนาย ศ. ตกลง ชำระเงินให้แก่นายศักดิ์สยาม  ภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 และนายศักดิ์สยาม  ตกลงดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรม สิทธิ์ที่ดินทั้งหมดให้แก่นาย ศ. ภายใน วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 อีกทั้ง นายศักดิ์สยาม  และนาย ศ. ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกัน และไม่ติดใจดำเนินคดีใดๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกันอีก  ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 นายศักดิ์สยาม  ได้มีหนังสือขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์ สินและหนี้สิน ให้เป็นปัจจุบัน (ทุกบัญชี) และยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงรายการที่ดินที่ขายและโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินให้กับนาย ศ. ตามคำพิพากษาตามยอมที่มีการชำระเงินค่าที่ดินให้แก่นายศักดิ์สยาม  รวมจำนวน 51,505,267.50 บาท จากเอกสารหลักฐานทางทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่า นายศักดิ์สยาม  ได้โอนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,499,000 บาท ให้แก่นาย ศ. เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 และจดทะเบียนเปลี่ยน แปลงห้างหุ้นส่วน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 โดยนายศักดิ์สยาม  และนาย ศ. ได้ซื้อขายสิทธิเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และชำระเงิน เสร็จสิ้น รวมทั้งได้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทางทะเบียนแล้ว ก่อนที่นายศักดิ์สยาม  จะมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในทุกตำแหน่ง ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม  สิ้นสุดลง เนื่องจากนายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจ ากัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม จึงได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงทุนในหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น คืนให้กับนายศักดิ์สยาม และให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัด และหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่นาย ศ. เพิกเฉย นายศักดิ์สยาม จึงได้ มีการนำคดีมาฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี อันเป็นที่มาของคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว และเป็นการดำ เนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ในการแสดงสิทธิเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เพื่อติดตามและดำเนินคดีให้ได้สิทธิคืนมา 

ประกอบกับหลังจากมีการซื้อขาย และโอนเงินลงหุ้นระหว่างนายศักดิ์สยาม กับนาย ศ. เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 หลักฐาน ทางทะเบียนยังปรากฏชื่อนาย ศ. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ โดยยังไม่มีการจดทะเบียนแก้ไข และไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือปรากฏพฤติการณ์อื่นว่า ภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม โอนเงินลงหุ้นให้นาย ศ. แล้ว นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้เข้าไปบริหารกิจการหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่อย่างใด ส่วนนาย ศ. เมื่อซื้อสิทธิเงินลงหุ้นมาแล้ว ยังแสดงตนเป็นเจ้าของหุ้น ในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ยอมโอนคืนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่นายศักดิ์สยาม ทำให้นายศักดิ์สยาม  ต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลจนกระทั่งประนีประนอมยอมความกัน อีกทั้ง เมื่อดำเนินการทางกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว นายศักดิ์สยาม ได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยแจ้งข้อเท็จจริงและแสดงเอกสารหลักฐานการซื้อขายที่ดิน และการชำระเงินค่าที่ดินเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. 

ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าไปด าเนินการใด ๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดง หุ้นดังกล่าวไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ดำเนินการตามคำพิพากษา ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย และได้มีการแจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ของรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 แล้ว เห็นว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงถูกต้องและมีอยู่จริง ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ไม่ปรากฏว่าผิดปกติ จึงให้จัดทำผลการตรวจสอบแล้วเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 111 ทั้งนี้ จำกข้อเท็จจริงข้ำงต้น กรณีที่นำยศักดิ์สยำม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยไม่ปรากฏนำเงินลงทุนที่เป็นหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงยังฟังไม่ได้วาเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทรำบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น 

และข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยและมีมติ เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ประกอบกับคณะกรรมกำร ป.ป.ช. ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศำลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศำลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำำวินิจฉัยภายหลังจากที่นายศักดิ์สยำม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว 2. กรณี มีหนังสือร้องเรียนนายศักดิ์สยาม  เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม กรณีเข้าไปมีส่วนได้เสียในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และยังคงไว้ ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน และใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ห้างดังกล่าว และนิติบุคคล ที่เป็นพวกพ้องของตนได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อันเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้ กำกับดูแล 

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานโดยการสอบปากคำพยานบุคคล จ านวน 25 ปาก และขอทราบข้อเท็จจริงจากกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และธนาคาร ทหารไทยธนชาต จำากัด (มหาชน) รวมถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 แล้ว เห็นว่า การที่ศาลรับฟัง ข้อเท็จจริงว่านายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองและดูแล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม มาโดยตลอดเท่านั้น โดยยังมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นหุ้นส่วนในการถือหุ้นของนายศักดิ์สยาม  ที่อาจเข้าลักษณะของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ ดังนั้น การที่นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารจัดการ ห้างดังกล่าว และทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท จึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือสามารถใช้อำนาจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับห้างในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา รวมถึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เข้าแทรกแซง กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด ประกอบกับวงเงินอนุมัติในการจัดซื้อ จัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเอื้อประโยชน์ให้กับห้างหรือมีการสมยอมกันเสนอราคาของกลุ่มเอกชนในการเข้าเสนอราคากับกรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบทแต่อย่างใด

และจากการ ตรวจสอบข้อมูลการเข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ก่อนที่ นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือ วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 และในระหว่างที่นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2566 ห้างหุ้นส่วนจำากัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้เข้าเป็นคู่สัญญา เฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ซึ่งเห็นว่า ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงต ำแหน่ง แต่ประการใด ซึ่งจากการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ความว่า ในการเข้าประกวดราคากับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปี 2562 ถึง 2566 นั้น เป็นเรื่องของการเสนอราคาและแข่งขันราคา ในการเสนองานของทางราชการตามปกติ และเสนอราคาผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วย วิธีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-bidding โดยไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อ านาจในตำแหน่งของนายศักดิ์สยาม ทั้งในทางตรงหรือทางอ้อมรวมถึงการกระทำที่เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ แต่อย่างใด 

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบัญชีงบดุล กำไร ขาดทุน ที่มีการเปลี่ยนแปลงของห้างหุ้นส่วนจำากัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เริ่มมีผลกำไรที่มากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี ในปี 2559 ซึ่งจากข้อมูลการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น นั้น ปรากฏว่า ในปี 2558 มีการจดทะเบียนเพิ่มเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการ ทำให้สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอน สตรัคชั่น เพิ่มขึ้นจาก 77 ล้านบาทเศษ ในปี 2557 เป็น 147 ล้านบาทเศษ ในปี 2558 ซึ่งเป็นเวลา ก่อนที่นายศักดิ์สยาม เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงประมาณ 5 รอบปีบัญชี จึงไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม  อีกทั้ง จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอเอกสารจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ก็ไม่ปรากฏข้อร้องเรียนว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และนิติบุคคลอื่น ที่ชนะการเสนอราคา และได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปีงบประมาณ 2562 ถึง 2566 นายศักดิ์สยาม  เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ได้มีการแทรกแซง กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น แต่อย่างใด พยานหลักฐานจึงไม่มีมูล ให้รับฟังว่าการกระท ำของนายศักดิ์สยาม ได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซง หรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด 3. สำหรับคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง นั้น เป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน 

สมช. มีมติยกเลิก MOU 44 พลิกใช้ UNCLOS เจรจากัมพูชาแทน

สมช. มีมติยกเลิก MOU 44 พลิกใช้ UNCLOS เจรจากัมพูชาแทน

สมช. มีมติยกเลิก MOU 44 พลิกใช้ UNCLOS เจรจากัมพูชาแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.10 น.

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการบริหารจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทดแทนคณะเดิมที่หมดวาระไปตามรัฐบาลก่อน โดยได้ตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นประธานฯ

นายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า วันนี้กระทรวงการต่างประเทศทำเรื่องยกเลิก MOU 44 เสนอที่ประชุมสมช. จากนั้น จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะใช้ระยะเวลาอีกเท่าไหร่ แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่สองสัปดาห์ ก็นำเสนอเรื่องการยกเลิก MOU 44 ให้สมช.รับทราบ โดยจะใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทน ยืนยันว่ายกเลิกเฉพาะ MOU 44 โดยใช้อำนาจครม.ยกเลิก ไม่ต้องแจ้งคู่กรณี ส่วน MOU 43 ยังไม่มีการพูดถึงทุกอย่างยังเป็นไปตามเดิม

เมื่อเวลา 11.15 น. พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึงการยกเลิกเอ็มโอยู 44 เนื่องจากว่าเอ็มโอยู 44 ได้ใช้มานานแล้วและไม่มีความคืบหน้า และขณะนี้ทางกัมพูชาได้เข้ามาเป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แล้ว สามารถที่จะพูดคุยกันได้ในวงสมาชิกเพื่อประโยชน์ของไทย 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากยกเลิกเอ็มโอยู44 แล้ว จะใช้เครื่องมือใดในการดูแลพื้นที่ระหว่างประเทศ เสธ.ทร.กล่าวว่า เราใช้หลักกฏหมายสากล ของ (UNCLOS) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชา เป็นสมาชิกแล้ว เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงขั้นตอนในการยกเลิกเอ็มโอยู 44 จะดำเนินการอย่างไรต่อไป  พล.ร.อ.ธาดาวุธ  กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจะเป็นส่วนของทางรัฐบาลที่จะดำเนินการต่อไป ส่วนกองทัพเรือเป็นผู้ปฏิบัติ โดยหลักปฏิบัติของกองทัพเรือในการรักษาอธิปไตยทางทะเลของประเทศ ถ้ารัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศ มีความชัดเจนแล้ว กองทัพเรือก็มีความพร้อมในการปฎิบัติทันทีตามนโยบายของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกัมพูชามีการคัดค้าน จะดำเนินการอย่างไร พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ต้องไปพูดคุยกันในเวทีระหว่างประเทศ

ปกรณ์ ยิ้มอารมณ์ดี ก่อนทำท่ารูดซิปปาก หลังถูกถามจะมีการยกเลิก MOU 44 หรือไม่?

ปกรณ์ ยิ้มอารมณ์ดี ก่อนทำท่ารูดซิปปาก หลังถูกถามจะมีการยกเลิก MOU 44 หรือไม่?

ปกรณ์ ยิ้มอารมณ์ดี ก่อนทำท่ารูดซิปปาก หลังถูกถามจะมีการยกเลิก MOU 44 หรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.27 น.

“ปกรณ์” ทำท่ารูดซิปปาก หลังถูกถามจะมีการยกเลิก MOU 44 หรือไม่

วันที่ 23 เมษายน 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุม สมช.วันนี้ โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ที่ประชุม สมช. จะมีการยกเลิก MOU 44 หรือไม่ 

นายปกรณ์ ยิ้มอย่างอารมณ์ดีให้สื่อฯ โบกมือ พร้อมทำท่ารูดซิปปาก 2 ครั้ง ก่อนจะเดินขึ้นประชุมทันที 

จับตา! วงประชุม สมช. จ่อยกเลิก MOU44 ใช้กลไก UNCLOS แทน

จับตา! วงประชุม สมช. จ่อยกเลิก MOU44 ใช้กลไก UNCLOS แทน

จับตา! วงประชุม สมช. จ่อยกเลิก MOU44 ใช้กลไก UNCLOS แทน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.22 น.

สมช.จ่อยกเลิกเอ็มโอยู 44 วันนี้ ใช้กลไก UNCLOS แทน

วันที่ 23 เมษายน 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า การประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ในวันนี้ (23 เม.ย.) มีวาระสำคัญที่น่าจับตาคือ การพิจารณายกเลิกเอ็มโอยู 2544 ที่คาดว่า ที่ประชุม สมช.วันนี้จะมีมติให้ยกเลิก และไปใช้กลไกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่ครอบคลุมการใช้ทะเลและทรัพยากรทางทะเลทั้งหมดแทน และกัมพูชาเป็นสมาชิกด้วย

นายกฯ ถก ก.น.บ.นัดแรก ขอเร่งปรับตัวรับมือ ชี้บริหารงบเน้นความจำเป็น กำชับจังหวัดเลี่ยงโครงการซ้ำซ้อน 

นายกฯ ถก ก.น.บ.นัดแรก ขอเร่งปรับตัวรับมือ ชี้บริหารงบเน้นความจำเป็น กำชับจังหวัดเลี่ยงโครงการซ้ำซ้อน 

นายกฯ ถก ก.น.บ.นัดแรก ขอเร่งปรับตัวรับมือ ชี้บริหารงบเน้นความจำเป็น กำชับจังหวัดเลี่ยงโครงการซ้ำซ้อน 

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.57 น.

นายกฯถกก.น.บ.นัดแรก ชี้ สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลกระทบพลังงาน-โครงสร้างศก. ขอเร่งปรับตัวรับมือ ชี้ บริหารงบ เน้นความจำเป็น กำชับงบจว.เลี่ยงโครงการซ้ำซ้อน พร้อมมุ่งแก้ปัญหาสังคม-พัฒนาเชิงพื้นที่รองรับ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว. อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นางศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์  นางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  (สมช.) ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์  วิดีโอคอนเฟอเรนซ์เข้ามาร่วมประชุมด้วย

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้เรามาประชุมเป็นครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ โดยการประชุมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่ในช่วงเวลาที่มีสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งสถานการณ์ต่างๆในประเทศของเราได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยเฉพาะด้านพลังงานซึ่งต้องถือว่าเราได้รับผลกระทบในโครงสร้างของเศรษฐกิจของประเทศด้วย  เราจึงจะต้องมีการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการบริหารงบประมาณที่ต้องมุ่งเน้นความจำเป็น ลดความซ้ำซ้อน และใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้คุ้มค่ามากที่สุด ในส่วนของงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด  ตนได้ขอให้มีการพิจารณาปรับบทบาทการการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์โดยหลีกเลี่ยงโครงการที่มีลักษณะซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันจังหวัดและกลุ่มจังหวัดสามารถชี้เป้าโครงการที่มีความจำเป็นในพื้นที่ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากกระทรวงและกรมต่างๆผ่านแผนงานโครงการที่เกี่ยวข้องได้ โดยขอให้คำนึงถึงความเหมาะสม ความสอดคล้องกับสถานการณ์เป็นสำคัญ 

นายกฯ กล่าวว่า สำหรับการจัดทำงบประมาณซึ่งเราจะพิจารณาหลักเกณฑ์และการดำเนินงานโดยขอเน้นย้ำว่าเราต้องยึดหลักการลดความซ้ำซ้อน ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก

อะไรที่จำเป็นพื้นฐานในการเสริมสร้างรายได้เราต้องทำให้กับพี่น้องประชาชน และประเทศอะไรที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ขอให้ทบทวนด้วยความรอบคอบรวมทั้งการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาทางสังคม เพื่อให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งสามารถรองรับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้คณะกรรมการทุกท่านร่วมมือกันขับเคลื่อนกับหัวหน้าเชิงพื้นที่แบบบูรณาการหรือร่วมกันวางแผนงานการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างสูงสุด

ภราดร แย้มเงื่อนไข ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ย้ำรัฐบาลไม่ถังแตก

ภราดร แย้มเงื่อนไข ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ย้ำรัฐบาลไม่ถังแตก

ภราดร แย้มเงื่อนไข ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ย้ำรัฐบาลไม่ถังแตก

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.43 น.

“ภราดร” แย้ม “ไทยช่วยไทยพลัส ” รัฐจ่าย 60 ปชช.จ่าย 40 ขอรอ “เอกนิติ” แจงออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านเข้า ครม.วันไหน  ย้ำ รัฐไม่ถังแตก มีงบกลาง-พ.ร.บ. โอนงบฯ

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 08.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้านโยบายไทยช่วยไทย พลัส หรือนโยบายคนละครึ่ง พลัส ที่จะมีการจ่ายให้ประชาชนในอัตรา 60:40 (รัฐบาลจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%) ซึ่งรัฐจะจ่ายเงินให้ประชาชนก้อนเดียว หรือทยอยจ่าย 4 เดือน นายภราดร กล่าวว่า ยังอยู่ในขั้นตอน สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการนั้น อยู่ในเกณฑ์เดิมคือต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ส่วนจำนวนผู้ที่จะได้รับสิทธิต้องดูว่ารัฐบาลมีงบประมาณจ่ายเท่าใด หากจ่าย 20-30 ล้านคนต้องมีเงินเท่าใด ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ที่มีจำนวน 13.4 ล้านคน ว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่ที่จะมาทำนโยบายไทยช่วยไทย พลัส 

เมื่อถามว่า จะนำเงินส่วนใดมาบริหารจัดการโครงการดังกล่าว นายภราดร ระบุว่า เป็นไปได้ทั้งหมด โดยแหล่งเงินที่ใช้ได้คือ งบกลาง ปี 2569 และพ.ร.บ.โอนงบประมาณราบจ่ายประจำปี 2569 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน โดยมีจำนวนเงินมากอยู่พอสมควร

เมื่อถามว่าการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน (สงป. กค. สศช. ธปท.) วานนี้ ได้พูดคุยถึง พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทหรือไม่ นายภราดร ระบุว่า ไม่ได้มีการพูดคุย แต่เป็นแผนการทำงานระยะกลางที่นำเสนอภาพรวมทางเศรษฐกิจ 

ส่วนที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า จะมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท แล้วจะเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เมื่อไหร่นั้น นายภราดร ขอให้ไปถามนายเอกนิติ เนื่องจากไม่มีรายละเอียดเรื่องดังกล่าว

ส่วนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันจันทร์ที่ 27 เมษายนนี้ จะมีวาระอะไรนั้น นายภราดร กล่าวว่า ยังไม่เห็นวาระการประชุม ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการนัดหมายประชุมอย่างเป็นทางการ

เมื่อถามย้ำว่ารัฐบาลยังอยู่ในสภาวะใช้จ่ายได้ปกติ ไม่ถังแตกใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ยังมีอยู่ เช่น งบกลาง 20,000 ล้านบาท รวมถึง กำลังจะออก พ.ร.บ. โอนงบฯ

ยศชนัน ประชุม ศุภจี บ่ายนี้ ปมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ประชุมเพื่อไทย จ่อปรับคนเหมาะกับงาน

ยศชนัน ประชุม ศุภจี บ่ายนี้ ปมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ประชุมเพื่อไทย จ่อปรับคนเหมาะกับงาน

ยศชนัน ประชุม ศุภจี บ่ายนี้ ปมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ประชุมเพื่อไทย จ่อปรับคนเหมาะกับงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.30 น.

“ยศชนัน” เผย บ่ายนี้ประชุมร่วม “ศุภจี” ถกประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา หวังขับเคลื่อนสินค้ามูลค่าสูง ระบุ ประชุมพรรค พท.พรุ่งนี้ ปรับคนให้เหมาะสมกับงาน

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 07.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 24 เม.ย. ว่า เป็นการอัพเดตและรายงานถึงการลงพื้นที่ของแต่ละคน ทั้งแผนระยะยาวและระยะสั้นที่ต้องช่วยในแต่ละเรื่อง รวมถึงการบูรณาการ โดยในช่วงบ่ายวันนี้ (23 เม.ย.) ตนจะไปกระทรวงพาณิชย์เพื่อประชุมหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นการหารือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เราจะสามารถขับเคลื่อนสินค้ามูลค่าสูง โดยอาจจะมีการแถลง

เมื่อถามย้ำว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยในวันที่ 24 เม.ย. จะเห็นอะไรต่างไปจากเดิมหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เป็นการปรับคนให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ เพราะหลายคนมีบางบทบาทเพื่อที่จะให้เหมาะสมและทำงานได้สะดวกที่สุด ในหลักการคงไม่ได้เปลี่ยนในลักษณะที่ใหญ่ขนาดนั้น แต่เพื่อความคล่องตัว เพราะมีบางคนที่ร่วมรัฐบาล และมีบางคนที่เหมาะสมกับการทำงานในสถานการณ์เร่งด่วนปัจจุบัน ถือเป็นธรรมดาของพรรคการเมือง ไม่ได้มีอะไรพิเศษ

ยศชนัน เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แต่ขออุบรายละเอียด

ยศชนัน เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แต่ขออุบรายละเอียด

ยศชนัน เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แต่ขออุบรายละเอียด

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.25 น.

“ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางการพูดคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกา เรียบร้อยแล้ว แต่ขออุบรายละเอียด

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 07.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว โดยยอมรับว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประเด็นอยู่ 2-3 ประเด็น เรื่องการศึกษา เรื่องความปลอดภัย และเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญ เราพยายามส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมในทุกมิติ รวมถึงความรุนแรง ความเดือดร้อน และเรื่องรายได้ที่เป็นเรื่องที่สำคัญ หากมองเป็นเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว เศรษฐกิจปากท้องก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ในฐานะบทบาทที่กำกับดูแลอยู่ และรวมอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะสะท้อนปัญหาตรงนี้และแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด

เมื่อถามถึงแนวทางการพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา  ได้มีการพูดคุยกับนายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในเบื้องต้นแล้วหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ซึ่งตนไม่ขอพูดในรายละเอียด