DSI แจงคดีฮั้ว สว. ยังไม่เรียกสอบเจ้าหน้าที่ กกต.ในคลิป เหตุหลักฐานไม่ระบุตัวตน

DSI แจงคดีฮั้ว สว. ยังไม่เรียกสอบเจ้าหน้าที่ กกต.ในคลิป เหตุหลักฐานไม่ระบุตัวตน

DSI แจงคดีฮั้ว สว. ยังไม่เรียกสอบเจ้าหน้าที่ กกต.ในคลิป เหตุหลักฐานไม่ระบุตัวตน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.26 น.

17 มิถุนายน 2569 จากกรณีที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความและวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กถึงคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เจาะลึกคลิปฮั้ว สว.ซึ่งปรากฏภาพของ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินเก็บโพยและตักเตือนผู้สมัครเกี่ยวกับการดำเนินการที่ไม่สุจริตในวันเลือก สว.ระดับประเทศ พร้อมกับเรียกร้องขอให้ กกต. รวมถึงเจ้าหน้าที่ กกต.รายดังกล่าวที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าโพยกระดาษที่เห็นนั้นมีลักษณะเกี่ยวกับตัวเลขอย่างไรบ้าง และได้มีการนำไปใช้ขยายผลตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเชื่อมโยงกับขบวนการฮั้ว สว.หรือไม่ ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า สำหรับคลิปวิดีโอดังกล่าวที่ได้มีการเผยแพร่ตามหน้าสื่อนั้น ยืนยันว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังไม่เคยได้ดำเนินการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ กกต. เนื่องจากเมื่อครั้งที่กลุ่ม สว.สำรอง ได้นำเอาพยานหลักฐานมามอบให้กับดีเอสไอ ก็ไม่ได้มีการระบุบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอเป็นใคร จึงเป็นเหตุให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ กกต.ในฐานะพยานไว้ในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.แต่อย่างใด ส่วนสถานะคดีอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอในปัจจุบัน ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ เพื่อจะได้ดำเนินการให้ครบถ้วน ก่อนมีความเห็นทางคดีสรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาต่อไป

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยว่า ก่อนที่จะมีการสรุปสำนวนเพื่อสั่งฟ้องไปยังอัยการคดีพิเศษนั้น ตามขั้นตอนแล้วคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะต้องรอดูมติของบอร์ดคณะกรรมการ กกต.ที่จะมีการวินิจฉัยชี้ขาดบุคคลที่เกี่ยวข้องในสำนวนคดีฮั้ว สว.เพื่อที่จะได้นำความเห็นของ กกต.แต่ละท่าน มาพิจารณาประกอบใส่ในสำนวนคดีอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ซึ่งก็เป็นไปตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่ระบุชัดเจนในหนังสือคำแนะนำ ดังนั้น หากดีเอสไอยังไม่ได้คำวินิจฉัยของ กกต.มาประกอบสำนวน ก็ไม่สามารถทำให้เราสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษได้ ฉะนั้น ไม่ว่าผลมติคำวินิจฉัยของบอร์ดคณะกรรมการ กกต.จะมีผลอย่างไร อาทิ หากเป็นการยกคำร้องดำเนินคดีต่อทั้ง 229 ราย ก่อนหน้านี้ หรือพิจารณาบางส่วนอย่างไร ดีเอสไอก็มีหน้าที่ต้องเอาความเห็นมาประกอบการพิจารณาทั้งสิ้น ซึ่ง กกต.ก็ต้องมีเหตุผลประกอบอยู่แล้วว่าเหตุใดจึงมีคำวินิจฉัยทางคดีเช่นนั้น ซึ่งในตอนนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับธนาคาร และในตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพิ่มเติมจาก 8 ผู้ต้องหากลุ่มแรก ที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเคยได้สั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษแต่อย่างใด

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า กรณีที่ สว.สำรอง ไม่ได้มีการระบุตัวพยานในคลิปวิดีโอ ซึ่งในตอนหลังพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ กกต.จึงเป็นเหตุให้สำนวนคดีอาญาอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.ที่รับผิดชอบสอบสวนโดยดีเอสไอจะไม่มีพยานหลักฐานซึ่งเป็นคลิปวิดีโอตัวนี้ไว้ในสำนวน แต่มีความเป็นไปได้ว่าสำนวนคดีฮั้ว สว.ของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีคลิปวิดีโอตัวนี้นำเข้าในสำนวนไว้เรียบร้อยแล้ว

ชัชชาติ แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

ชัชชาติ แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

ชัชชาติ แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.08 น.

“ชัชชาติ”แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง หากเห็นว่ามีปัญหาขอให้ระบุโครงการหรือไปแก้กฎหมาย ดีใจมีคนช่วยส่องไฟฉาย เล็งใช้ AI-ดึงสภาวิชาชีพฯ สกัดล็อกสเปกตั้งแต่เสนอของบฯ

17 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาตั้งข้อสังเกตการจัดซื้อจัดจ้างโครงการของกรุงเทพมหานคร ที่ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงสูงถึง 92.8% ทั้งยังมีการซอยย่อยโครงการให้มีมูลค่าไม่ถึง 500,000 บาท เพื่อเลี่ยงการประมูล ว่า เป็นระบบงบประมาณ การซื้ออุปกรณ์หรือครุภัณฑ์ก็เป็นไปตามระเบียบราชการอยู่แล้ว โครงการมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท สามารถจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงได้ ยืนยันว่ามีระเบียบปฏิบัติอยู่

ทั้งนี้ การซอยย่อยโครงการ มีข้อผิดอยู่แล้ว เพราะแบ่งซื้อแบ่งจ้างไม่ได้ หากเป็นไปได้ให้ย้อนไปดูว่าสมัยก่อนทำหรือไม่ เราทำตามระเบียบทุกอย่าง หากฝ่ายการเมืองเห็นว่ามีปัญหา ก็ขอให้ระบุโครงการหรือไปแก้กฎหมาย ต่อไปอาจจะลดราคาโครงการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ลงเป็นโครงการที่มีมูลค่า 100,000 บาท ก็ได้

นายชัชชาติ ยืนยันว่า “ที่ผ่านมาทำตามระเบียบและมีความรอบคอบ เพราะบางอย่างเป็นสิ่งที่ซื้อประจำเป็นพวกของใช้สอยปัจจุบันที่ซื้อมาต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ทำโดยปกติ หากไปประมูลทุกโครงการยิ่งทำให้ราชการทำงานได้ช้าลง ย้ำว่า กรุงเทพมหานคร เป็นไปตามระเบียบที่กรมบัญชีกลางคิดมาละเอียดแล้ว เราก็ทำตามแนวปฏิบัติ”

ส่วนที่บอกว่ามีการล็อกสเปก เนื่องจากบริษัทที่ได้งานจะเป็นบริษัทเดียวที่ได้งานกว่าร้อยงาน นายชัชชาติ ชี้แจงว่า หากขายของเหมือนกันอาจจะเป็นของที่คล้ายกันหรือไม่ ตนเองไม่แน่ใจ คงต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้งเรื่องล็อกสเปก เราให้ความสำคัญ วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ ให้ทุกคนสามารถทำประชาพิจารณ์ได้ เช่น หากรับเหมาสักเจ้าแล้วมีการเขียนล็อกสเปกให้ใครรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ ก็ต้องให้คนที่ยื่นแล้วไม่ได้มีสิทธิมายื่นคัดค้าน และกรรมการ TOR จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำ

ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครพยายามทำให้การค้นหา TOR ได้ง่ายขึ้น เพราะมักจะไปซ่อนอยู่ข้างหลัง หาไม่เจอ เพื่อทำให้เราเห็นข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อคนเห็นข้อมูลนี้ง่ายขึ้น คนที่อยู่ในวงการก็จะเห็นว่ามีการล็อกสเปกโครงการใดบ้างก็จะสามารถทักท้วงได้ อาศัยพลังของประชาชนทักท้วง ทำให้การล็อกสเปกทำได้ยากและลำบากมากขึ้น เมื่อทักท้วงมาก็จะต้องมีการชี้แจง เพื่อให้มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ทำมากขึ้น

นายชัชชาติ ยังได้กล่าวถึงนโยบายเกี่ยวกับป้องกันการล็อกสเปกโครงการ ว่า มีแนวคิดให้กรุงเทพมหานครจะมีการส่ง TOR ในโครงการใหญ่ๆ ให้หน่วยงานอื่น เช่น สภาวิชาชีพต่างๆ ให้ความเห็นและตรวจสอบ เชื่อว่าจะช่วยได้เยอะเพราะการจัดซื้อจัดจ้างมีเงื่อนไขบางอย่างที่เป็นงานเฉพาะต้องการผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ไม่เช่นนั้นทำไปอาจจะเกิดอันตรายกับประชาชนได้ ฉะนั้น ต้องทำให้การวิจารณ์ง่ายขึ้น เปิดให้ประชาชนวิจารณ์เชิงรุก โดยมอบหมาย นายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไปดูรายละเอียดเพื่อปิดช่องโหว่ ปรับปรุงเชิงนโยบาย และอุดจุดอ่อน

ส่วนที่มีการระบุว่า Open Data ของกรุงเทพมหานครไม่ได้มีการเปิดจริงๆ นายชัชชาติ กล่าวว่า ส่วนไหนที่ไม่ดีต้องบอกให้เราปรับปรุงได้ จากเมื่อก่อนไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเลย แต่ตอนนี้เราก็เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อธิบายเพิ่มเติมว่า Open Data มี 2 ลักษณะ ได้แก่ Open Data ใน Risk Map ส่วน Open Data ที่เกี่ยวกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างจะต้องไปขอกรมบัญชีกลาง ซึ่งส่งมาให้ครั้งละ 100 คำขอ ปัจจุบันได้ทำข้อตกลงกับกรมบัญชี ขอทำสำเนาโครงการต่างๆ ออกมาเพื่อให้เปิดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างได้ 100% อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอขององค์การต่อต้านคอรัปชั่น (ACT) ที่ต้องให้กรุงเทพมหานครใช้ AI มาตรวจสอบตั้งแต่ช่วงที่เสนอของบประมาณ เพราะบางครั้งเจอภายหลังก็สายไปเสียแล้ว หากป้องกันได้ตั้งแต่ช่วงดังกล่าวก็จะทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างดีขึ้น

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า นโยบายดังกล่าวเรียกว่า “Open Bangkok” มีการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) , เปิดเผยสัญญา (Open Contract) , ตรวจสอบความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ (Open Project) และเปิดเผยนโยบาย (Open Policy) การเปลี่ยนจากอนาล็อกเป็นดิจิทัลต้องใช้เวลาในการปรับ เชื่อว่าเป็นก้าวที่สำคัญ และผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ที่เข้ามาคงมีแนวนโยบายที่ทำต่อเนื่องและเปิดเผยให้มากที่สุด

นโยบายใหม่ก็จะมีการเปิดเผยทุกขั้นตอน ตั้งแต่ช่วงที่เสนอของบประมาณ หากสภากรุงเทพมหานครยอมให้เปิดเผยในขั้นตอนของสภาฯ โดยเฉพาะการแปรญัตติก็จะเปิดให้หมด ยิ่งมีคนมาช่วยเอาไฟฉายส่องก็ทำให้เราโปร่งใสมากยิ่ง อาจมีจุดที่ปรับปรุงก็ต้องมาปรับเป็นนโยบายดีเพื่อให้ช่วยกันตรวจสอบ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของกรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว เป็นปัญหาใหญ่ของราชการไทยที่สะท้อนทั้งประเทศ จะได้ปรับปรุงทั้งประเทศ

“หากเกิดปัญหากับที่กรุงเทพมหานคร เชื่อว่าจะเกิดปัญหากับหน่วยงานอื่นในประเทศด้วย ดีที่ตื่นตัว ช่วยกันกระตุ้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ประเทศไทยมีความโปร่งใสมากขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว

ทรงศักดิ์ ลุยแก้ปัญหายาเสพติด เคาะโมเดล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทรงศักดิ์ ลุยแก้ปัญหายาเสพติด เคาะโมเดล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทรงศักดิ์ ลุยแก้ปัญหายาเสพติด เคาะโมเดล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด ครอบคลุมทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.19 น.

“ทรงศักดิ์”นั่งหัวโต๊ะ ถก คกก.บำบัดรักษา-ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เคาะรูปแบบสถานฟื้นฟูระดับอำเภอ ปี 69 จำนวน 31 จังหวัด 468 อำเภอ ปี 70 จำนวน 76 จังหวัด 878 อำเภอ อาทิตย์ 21 มิ.ย.คิกออฟศูนย์บำบัดที่บึงกาฬ

17 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

จากนั้น นายทรงศักดิ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบและอนุมัติ ให้ดำเนินการขับเคลื่อนรูปแบบสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะสั้นระดับอำเภอ โดยดำเนินการในพื้นที่ปีงบประมาณ 2569 ดำเนินการ 31 จังหวัด 468 อำเภอ และปีงบประมาณ 2570 ดำเนินการ 76 จังหวัด 878 อำเภอ , เห็นชอบหลักสูตรการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด รูปแบบ Fast Model ภายใต้โครงการรวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ , เห็นชอบและอนุมัติรูปแบบสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะสั้นระดับอำเภอ โดยดำเนินการในพื้นที่ และเห็นควรมอบอนุกรรมการจัดตั้งและควบคุมคุณภาพมาตรฐานฯ ประสานกระทรวงมหาดไทยจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการเพื่อจัดทำการจัดตั้งต่อไปโดยเร็ว

นายทรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติรับทราบและเห็นชอบให้ดำเนินโครงการรวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการภายใต้นโยบายรัฐบาล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด โดยจัดกิจกรรมคิกออฟ ในวันที่ 21 มิ.ย.69 ที่ว่าการอำเภอโซ่พิสัย อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ พร้อมทั้งเปิดตัวแอปพลิเคชัน ล้อมรักษ์ และเยี่ยมสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกองร้อยอาสารักษาดินแดน อ.โซ่พิสัย เปิดมินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลโซ่พิสัย

ขู่!ใครทำหลุดต้องรับผิดชอบ กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว.

ขู่!ใครทำหลุดต้องรับผิดชอบ กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว.

ขู่!ใครทำหลุดต้องรับผิดชอบ กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว.

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว. หลังฝ่ายค้านนำมาเปิด ขู่หน่วยงานไหนทำหลุดต้องรับผิดชอบ

17 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ฝ่ายค้านมีการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูล หลังเปิดการเก็บโพยในวันเลือกระดับประเทศ ว่า การพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. สิ่งที่อยู่ในสำนวนจะไม่สามารถเปิดเผยได้จนกว่าผลการพิจารณาจะแล้วเสร็จ ตนตอบได้เพียงเท่านี้

เมื่อถามว่า คลิปที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดเผยนั้นเป็นคลิปที่มาจาก กกต.หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ก็มีในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย หากข้อมูลเป็นของหน่วยงานใดก็ต้องรับผิดชอบ ข้อมูลนี้อยู่ในส่วนของการครอบครองสำนักงานหรือไม่ และมีการนำไปเปิดเผยได้อย่างไร โดย กกต.จะต้องมีการพิจารณา เพราะอาจมีผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมย้ำว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บังคับใช้มาประมาณ 2 – 3 ปีแล้ว

เมื่อถามว่า หลังฝ่ายค้านเรียกร้อง กกต.ได้ดำเนินการหรือประชุมเรื่องนี้อย่างไรบ้าง รวมถึงโพยที่เก็บมาเก็บรักษาไว้ที่ใด นายแสวง กล่าวว่า เรื่องนี้จะถามลอยๆ ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของสำนวนอยู่ในการพิจารณา ซึ่งทุกเหตุการณ์ในการเลือก สว.ข้อเท็จจริงต่างๆ อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว

ส่วนการพิจารณาความคืบหน้าในคดีฮั้วเลือก สว.ซึ่งที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาแล้ว 2 สัปดาห์ นายแสวง ระบุว่า กกต.ได้มีการประชุมพิจารณาร่วมกันทุกวันจันทร์ โดยมีการพิจารณาเป็นวาระพิเศษโดยเฉพาะ ซึ่งการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็ได้พิจารณาเต็มวัน และมีการซักถามโดยละเอียดจากกรรมการ ส่วนจะลงมติประเด็นใดหรือไม่นั้น ตนขอไม่ตอบในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของกรรมการการเลือกตั้ง ขณะที่แนวทางการพิจารณาว่าจะมีการพิจารณาเป็นรายกลุ่มจังหวัด หรือพิจารณารวมทั้งหมด แล้วส่งศาลในครั้งเดียวนั้น ย้ำว่า เป็นเรื่องภายในเกี่ยวกับวิธีการพิจารณาของ กกต.

แสวง การันตี กปน. ทำหน้าที่เป็นกลาง อยู่ในสายตาประชาชน

แสวง การันตี กปน. ทำหน้าที่เป็นกลาง อยู่ในสายตาประชาชน

แสวง การันตี กปน. ทำหน้าที่เป็นกลาง อยู่ในสายตาประชาชน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.19 น.

“แสวง”การันตี”กปน.” ทำหน้าที่เป็นกลาง อยู่ในสายตาประชาชน แม้ในใจจะเลือกใครก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานซื้อเสียง หากใครมีหลักฐานต้องส่ง กกต.

17 มิถุนายน 2569 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มกรุงเทพฯ บินได้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ยื่นขอให้ กกต.ขอให้ไม่ให้ข้าราชการสังกัด กทม.มาทำหน้าที่เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) โดยอ้างไม่มีความเป็นกลาง ว่า กปน.คืออาสาสมัคร มีคุณสมบัติคือมีความเป็นกลางและไม่ใช่ผู้ช่วยหาเสียง ซึ่ง กปน.ทำหน้าที่อยู่ในหน่วยเลือกตั้งอยู่ในสายตาของประชาชนอยู่แล้ว แม้ในใจจะลงคะแนนให้กับผู้สมัครคนใดก็เป็นสิทธิ แต่เวลาปฏิบัติหน้าที่มีความเป็นกลางอย่างแน่นอน เรายืนยันตรงนี้ว่าเขาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ซึ่งความเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพก็เป็นอีกเรื่อง แต่ในทางปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการทุกคนต้องมีความเป็นกลาง

ส่วนจะต้องมีการเน้นย้ำ กปน.ในการทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนเกิดความยอมรับหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า จริงๆ ไม่ต้องเน้นย้ำ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว โดยเป็นไปตามม็อตโตใหม่ของ กกต.ต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว ถ้ามีสิ่งบอกเหตุ กกต.ก็จะมีวิธีการจัดการในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าที่ของ กปน.หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำหน้าที่

ส่วนที่ในช่วงนี้เริ่มมีผู้สมัครบางรายออกมาระบุว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงในพื้นที่ กทม.นั้น นายแสวง กล่าวว่า กกต.มีการป้องกัน ป้องปราม และปราบปรามการซื้อเสียง ซึ่งเป็นปัญหาของทุกการเลือกตั้ง ในกรุงเทพฯ และพัทยา กกต.ก็หวังว่าการเป็นสังคมเมืองคงจะมีหรือมีการซื้อเสียงน้อย แต่คงไม่ได้นิ่งเฉย เราก็มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ชุดเคลื่อนที่เร็ว 50 ชุดในกรุงเทพฯ และพัทยา 2 ชุด และพนักงานสืบสวนสอบสวน ทำหน้าที่สอดส่องดูแล น่าจะช่วยป้องกันและป้องปรามได้ดีพอสมควร ซึ่งขณะนี้สำนักงานยังไม่ได้รับรายงานเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียง หรือทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ส่วนที่มีการเปิดเผยข้อมูลว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงในพื้นที่กรุงเทพฯ ตามเคหะชุมชนต่างๆ นั้น นายแสวง กล่าวว่า กกต.ทำงานในส่วนของ กกต. แต่หากประชาชนหรือผู้สมัครมีเบาะแสก็ช่วยกันสอดส่องดูแล

ส่วนในห้วงเวลานี้สามารถแจกใบแดงให้กับผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นใบดำหรือใบส้ม ก็สามารถแจกได้ทุกเวลา แต่ต้องดูว่าเหตุเกิดช่วงไหน เวลาไหน หรือพื้นที่ไหน ระยะเวลาในการพิจารณาเพียงพอหรือไม่ โดยต้องดูหลายองค์ประกอบ หากใครมีหลักฐานต้องส่งมายัง กกต.เพื่อช่วยสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง ขณะที่สำนักงานเองก็มีมาตรการในการดูแลเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว และขณะนี้ชุดเคลื่อนที่เร็วก็ได้เริ่มลงพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียง

ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 จำคุก แฟนต้า 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 จำคุก แฟนต้า 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 จำคุก แฟนต้า 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.05 น.

17 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 – พรบ.คอมฯ ของ “แฟนต้า” กรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 1 ข้อความ เมื่อปี 64 พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา”

พร้อมโพสต์ในคอมเมนต์ ระบุว่า 16 มิ.ย.2569 ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 ของ “แฟนต้า” ชาวเชียงใหม่ วัย 29 ปี จากเหตุโพสต์ภาพป้ายในการชุมนุมและข้อความในเฟซบุ๊กพร้อมใส่แฮชแท็ก เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2564

พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่วราชอาณาจักร ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นประกันตัวชั้นอุทธรณ์

เกี่ยวกับคดีนี้ อัศวิณีย์ หวานจริง อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้กล่าวหาไว้เมื่อปี 2567

อ่านบทสัมภาษณ์ : tlhr2014.com/archives/83972

เต้ แฉพบเบาะแสซื้อเสียงหลายเขต จ่อส่งรายชื่อผู้ร่วมขบวนการ ให้ ผบ.ตร.-ปปง.ตรวจสอบสัปดาห์หน้า

เต้ แฉพบเบาะแสซื้อเสียงหลายเขต จ่อส่งรายชื่อผู้ร่วมขบวนการ ให้ ผบ.ตร.-ปปง.ตรวจสอบสัปดาห์หน้า

เต้ แฉพบเบาะแสซื้อเสียงหลายเขต จ่อส่งรายชื่อผู้ร่วมขบวนการ ให้ ผบ.ตร.-ปปง.ตรวจสอบสัปดาห์หน้า

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

เต้ มงคลกิตติ์ แฉพบเบาะแสซื้อเสียงตามชุมชนหลายเขตพื้นที่ ลั่นมีรายชื่อผู้ร่วมขบวนการ พร้อมส่งให้ ผบ.ตร.-ปปง.ตรวจสอบสัปดาห์หน้า ก่อนนำ ภาสพงศ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กลุ่มกรุงเทพบินได้ ร้อง กกต. สั่งเปลี่ยนตัว กปน.ทั้ง 6,629 หน่วย ไม่ให้มีเจ้าหน้าที่ในสังกัด กทม. อ้างเพื่อการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม  

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานกลุ่มกรุงเทพบินได้ พร้อมด้วยนายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เบอร์ 7 เดินทางมายื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.) ที่อยู่ในความดูแลของ กกต.กรุงเทพมหา นคร  ทั้งหมด 6,629 หน่วย ไม่ให้มีข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ ในสังกัด กทม.เข้ามาเป็น กปน. ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริตเที่ยงธรรม  และอนุญาตให้อาสาของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทุกค่าย อย่างน้อย 2 คน เข้าไปสังเกต การณ์ในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งตั้งแต่เปิดหีบ นับบัตรเลือกตั้ง ลงคะแนนเลือกตั้ง ปิดหีบเลือกตั้ง ขนกระทั่งเปิดหีบเลือกตั้ง นับคะแนนเลือกตั้ง สามารถบันทึกวีดีโอมือถือหรือ LIVE ขณะนับคะแนน รายหน่วย เพื่อป้องกันการนับผิด และเมื่อคะแนนเสร็จแล้ว กปน.จะต้องกรอกคะแนน ในใบส่งคะแนนเลือกตั้งรายหน่วย โดยให้ผู้สังเกตการณ์ถ่ายสำเนา 1 ชุด ไปเปรียบเทียบคะแนนตอน กกต กลางรวมคะแนน จะได้ไม่ผิดพลาดเหมือนครั้งที่ผ่านมา 

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า  การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิสภากรุงเทพมหานคร มีทั้งหมด 6,629 หน่วย อยู่ในความดูแลของ กกต.กรุงเทพมหา นคร มีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหน่วยละ 9 คน ซึ่งการสรรหาแบบเดิมอาจมีส่วนของกลุ่มอำนาจเก่าที่คอยเสนอแนะรายชื่อบุคคลในชุมชนที่ตนเองต้องการมาควบคุมได้เข้ามาเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ดังนั้น จำเป็นที่ต้องมี กปน.ที่มาจากบุคคลภายนอกที่ไม่ได้อยู่ในสังกัดกรุงเทพมหานครจะได้ไม่เกิดข้อครหา และ กกต. กับ กปน จะได้ไม่ถูกดำเนินคดีในภายหลัง

นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวอีกว่า  ขณะนี้ได้รับการบอกเล่าจากน้องนักเรียน นักศึกษาจากหลายพื้นที่ว่า เริ่มมีการซื้อเสียง เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สมาชิกสภากรุงเทพมหารนครแล้ว ตามชุมชนแออัดและเคหะชุมชน โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้มีรายได้น้อยกว่า 1 แสนบาท/ปี  ขอให้อาสาสมัครของกลุ่มกรุงเทพบินได้ ที่มีมากกว่า1หมื่นคน ในทุกพื้นที่ กทม.ช่วยกันถ่ายคลิปเก็บหลักฐานและไปแจ้งความเมื่อพบว่ามีการซื้อเสียง  เพื่อที่ตนรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมดส่งเรื่องรองไปที่ กกต. เพื่อที่พี่น้องอาสาสมัครได้รับรางวัลสินบนนำจับจาก กกต. 1 ล้านบาท เงินที่หัวคะแนนซื้อจ่ายให้ครั้งละ 500-1,000บาท และไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครทำร้ายกลุ่มกรุงเทพบินได้ เราอาสาสมัครทหานพรานช่วยคุ้มครองอยู่

“ในสัปดาห์หน้า ตนจะนำข้อมูลรายชื่อกลุ่มบุคคลที่คาดว่าเป็นหัวคะแนนซื้อเสียงไปมอบให้ ผบ.ตร.  แม่ทัพภาคที่1 และ ปปง. ดำเนินการตรวจสอบขบวนการซื้อเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สมาชิสภากรุงเทพมหารนคร เนื่อง จากเราได้รับข้อมูลมาว่า กลุ่มเหล่านี้จากเขตพื้นที่ต่างๆจะไปรับกล่องเงินจากตึกแถวแห่งหนึ่งมาจ่ายให้กลุ่มเป้าหมายในชุมชนแต่ละเขตพื้นที่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเงินสกปรกที่มีจากการคอร์รัปชั่น เราไม่สามารถยอมให้เกิดขึ้นได้”  นายมงคลกิตติ์ ระบุ

นายกฯ ถกผู้นำอาเซียน-รัสเซีย พร้อมเปิดฉากเจรจาเขมร ยันยึดอธิปไตยไทยสูงสุด

นายกฯ ถกผู้นำอาเซียน-รัสเซีย พร้อมเปิดฉากเจรจาเขมร ยันยึดอธิปไตยไทยสูงสุด

นายกฯ ถกผู้นำอาเซียน-รัสเซีย พร้อมเปิดฉากเจรจาเขมร ยันยึดอธิปไตยไทยสูงสุด

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

นายกฯ เผย วงประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย คาดได้พบนายกฯเขมร ขอเชื่อมั่นไม่มีอะไรเสียหาย แจงตั้งคณะเจรจาประนอมฝ่ายไทยตามกรอบ UNCLOS แล้ว

17 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) วันที่ 17 มิ.ย.ที่โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 16–19 มิ.ย.นี้ ว่าน่าจะมีโอกาสได้พบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร เพราะในการประชุมอาเซียนที่ผ่านมาที่ประเทศเวียดนามก็ได้พบกันไปแล้วครั้งหนึ่ง ยืนยันว่าจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอเชื่อมั่นว่าจะไม่มีอะไรเสียหาย หรือ ทำให้ประชาชนคนไทยต้องกังวล โดยเฉพาะเรื่องของอธิปไตยและการเตรียมความพร้อมหากมีการปะทะกัน

เมื่อถามถึงกรณีความคืบหน้าในการตั้งคณะเจรจาประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982
(UNCLOS )นั้น นายกฯ กล่าวว่า ฝ่ายไทยได้ตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วจำนวน 2 คน ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูตไทย ณ คูเวต เพื่อทำหน้าที่เจรจาประนอมภาคบังคับในกรอบของ UNCLOS ตามที่ทางกัมพูชาเสนอไปยังสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

เมื่อถามต่อถึงการตั้งคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ นายกฯ กล่าวว่า ได้ตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทางทะเลทั้ง 2 คน เรามีความพร้อมที่จะเจรจา ไม่ต้องกังวล พร้อมขอให้ทุกคนทำมาหากินตามปกติ  รัฐบาลการันตีเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน.

ปชป.แฉจัดซื้อจัดจ้างกทม. 4 หมื่นโครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง สงสัยซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล

ปชป.แฉจัดซื้อจัดจ้างกทม. 4 หมื่นโครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง สงสัยซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล

ปชป.แฉจัดซื้อจัดจ้างกทม. 4 หมื่นโครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง สงสัยซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.33 น.

ปชป.เปิดข้อมูล ส่องรัฐ แฉโครงการจัดซื้อจัดจ้าง กทม. กว่า 4 หมื่นโครงการใช้วิธีเฉพาะเจาะจง วงเงินรวมกว่า 1.3 หมื่นล. พร้อมตั้งข้อสงสัยการซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล ด้าน อนุชา ย้ำไม่ใช่การกล่าวหา แต่เปิดข้อมูลให้สังคมร่วมตรวจสอบความโปร่งใส

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนเพจ “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการตรวจสอบข้อมูลโครงการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” และเพจ “ภาษีไปไหน” โดยระบุว่า จากการสืบค้นข้อมูลสาธารณะพบโครงการของ กทม. ภายใต้การบริหารของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำนวน 43,178 โครงการ วงเงินรวมกว่า 52,380 ล้านบาท

นางการดี กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า 92.8% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ 40,054 โครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขัน และมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว คิดเป็นวงเงินรวม 13,370 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีโครงการจำนวน 12.8% ที่มีลักษณะเข้าข่ายผิดสังเกต เนื่องจากวิธีเฉพาะเจาะจงตามกฎหมายกำหนดให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน หรือมีลักษณะเฉพาะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น

อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างลักษณะดังกล่าวถึง 38,945 โครงการ ที่มีมูลค่างานต่ำกว่า 500,000 บาท จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการซอยย่อยโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ ซึ่งต้องมีการเปรียบเทียบราคาและเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเหมาะสม

นางการดี กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกลางและอาคารสำนักงานการแพทย์ วงเงินระดับ 4,000 ล้านบาท ที่ดำเนินการด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) โดยพบว่าราคาที่ชนะการประมูลอยู่ที่ 3,996.998 ล้านบาท หรือคิดเป็น 99.5% ของราคากลาง ขณะที่ผู้ยื่นเสนอราคาสองรายมีส่วนต่างกันเพียง 1 ล้านบาท หรือประมาณ 0.025% เท่านั้น จึงเห็นว่าควรมีการตรวจสอบเพิ่มเติมถึงความเหมาะสมของกระบวนการดังกล่าว

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ช่วยให้สามารถมองเห็นแนวโน้มและความเชื่อมโยงของข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากเอกสารจัดซื้อจัดจ้างหรือทีโออาร์เพียงอย่างเดียว

นายอนุชา ระบุว่า แม้ กทม. จะมีการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติการเข้าถึงข้อมูลบางชุดยังทำได้ยาก ต้องอาศัยการประสานงานกับหลายหน่วยงาน และบางกรณีก็ไม่ได้รับความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลอย่างเต็มที่ จึงเกิดข้อสงสัยว่ามีข้อมูลบางส่วนที่ยังไม่ถูกเปิดเผยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาเผยแพร่ ไม่ได้มีเจตนากล่าวหาหรือชี้ว่ามีการกระทำผิด แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลเพื่อสะท้อนแนวโน้มความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสังคม ร่วมกันตรวจสอบเชิงลึก โดยเฉพาะในประเด็นการประมูลและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

นายอนุชา กล่าวว่า การตรวจสอบการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประชาชนในกรุงเทพมหานครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงและมีสิทธิรับรู้ข้อมูลดังกล่าว การเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีหน่วยงานใดชี้ชัดว่ามีการกระทำผิดก็ตาม

“สิ่งที่เราพยายามทำ ไม่ใช่การแฉใคร แต่ต้องการให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลและร่วมกันพิจารณาว่า พฤติกรรมหรือรูปแบบการบริหารจัดการเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่ ควรเกิดขึ้นในหน่วยงานราชการหรือไม่” นายอนุชา กล่าว

พร้อมกันนี้ นายอนุชา ยังขอให้สังคมลดอคติทางการเมือง และพิจารณาข้อมูลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากกว่าตัวบุคคล โดยเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสของภาครัฐ ไม่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการของประเทศไทยในภาพรวม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติในอนาคต

ด้านนายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคกำลังรวบรวมข้อมูลการทุจริตต่างๆ และหลังจากได้ความชัดเจนเพียงพอแล้ว จะมีการยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำการตรวจสอบต่อไป 

สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.17 น.

สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก มั่นใจศักยภาพและความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

17 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ พร้อมเป็น “เซลล์แมน” ทำการตลาดให้ EEC

นายกฯ กล่าวถึงศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาดให้กับเขต EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จนพร้อมแล้ว จังหวะต่อไปนื้คีอการตลาดเพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ซึ่งผมจะขอสวมบทบาทนักการตลาดให้กับประเทศ เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาาสพบปะเจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ และนักลงทุนและภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้งหลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน – มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นนจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มาก