1แสนครัวเรือนกำลังรออยู่! จูรี จี้ กรมบัญชีกลาง ไฟเขียวงบฯ 1,089 ล้าน อุ้มจ่ายเยียวยา น้ำท่วมหาดใหญ่

1แสนครัวเรือนกำลังรออยู่! จูรี จี้ กรมบัญชีกลาง ไฟเขียวงบฯ 1,089 ล้าน อุ้มจ่ายเยียวยา น้ำท่วมหาดใหญ่

1แสนครัวเรือนกำลังรออยู่! จูรี จี้ กรมบัญชีกลาง ไฟเขียวงบฯ 1,089 ล้าน อุ้มจ่ายเยียวยา น้ำท่วมหาดใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.54 น.

1แสนครัวเรือนกำลังรออยู่! ‘จูรี’ จี้ ‘กรมบัญชีกลาง’ ไฟเขียวงบฯ 1,089 ล้าน เร่งอุ้มจ่ายเยียวยา ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’
 
วันที่ 23 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ  ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระได้ให้ สส.หารือถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดนนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หารือผ่านไปถึงกรมบัญชีกลาง เรื่องเงินซ่อมแซมบ้านของประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ใน จ.สงขลา ที่มีการทำหนังสือไปถึงกรมบัญชีกลางเพื่อขอขยายวงเงินราชการเป็นเงินทดลองเพิ่มเติม 1,089 ล้านบาท ว่า เงินจำนวนนี้ค้างแล้วรอการอนุมัติจากกรมบัญชีกลาง และชาวบ้านจำนวนมากถามถึงความคืบหน้าถึงการพิจารณาอนุมัติ 

“บางคนถึงขั้นน้อยเนื้อต่ำใจ บอกว่า 15 วันได้หรือไม่  3เดือนจะได้หรือไม่ หรือจะต้องโอนมาหลังจากที่น้ำมาเป็นรอบที่ 2 รวบยอดกันมาเลย คือน่าเศร้ามาก  รอมาก เพราะชาวบ้านในความรู้สึกกับการขอเงินก้อนนี้ ถ้าเป็นภาษาใต้ ปล้ำกันเหมือนเสือกินเต่า มันลำบากมันยากเหลือเกิน” นายจูรี กล่าว

นายจูรี กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ประชาชนอีก 100,000 ครัวเรือน ยังได้รับเงินช่วยเหลือตรงนี้ จึงหารือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรประสานในการเร่งรัดไปยังกรมบัญชีกลางได้ช่วยพิจารณา หากอนุมัติมาแล้วในจำนวนเงินกว่า 1,000 ล้านบาท เชื่อว่าจะช่วยบรรเทาและขายความเดือดร้อนของชาวบ้านได้ 67,000 ครัวเรือน ก่อนจะถึงท้ายว่าไม่ใช่ด่วนธรรมดา แต่ด่วนที่สุดเพราะชาวบ้านคอยหากมีผู้มีอำนาจใจลอย ชาวบ้านคอยใจจะขาด

ชัยชนะ แซะต่อ! ถามทำไมของแพงแต่ราคาเกษตรตกต่ำ #รวยไม่ไหวแล้ว

ชัยชนะ แซะต่อ! ถามทำไมของแพงแต่ราคาเกษตรตกต่ำ #รวยไม่ไหวแล้ว

ชัยชนะ แซะต่อ! ถามทำไมของแพงแต่ราคาเกษตรตกต่ำ #รวยไม่ไหวแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

23 เมษายน 2569 จากกรณีที่วานนี้ (22 เม.ย.) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงประเด็นค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ยังคงสวนทางพลังงาน โดย นายชัยชนะ ระบุว่า “ท่านซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงาน ให้เหมือนทำทรงผมนะครับ” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชัยชนะ จิกแรง ซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงานเหมือนทำทรงผม)

ต่อมาในวันเดียวกัน “ปู” จิตกร บุษบา สื่อมวลชนและพิธีกรช่องแนวหน้าออนไลน์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ ตอนหนึ่งว่า “คุณศุภจี เป็นผู้หญิง คุณชัยชนะ เป็นผู้ชาย หลักการสากลที่คนจะชื่นชมหรือตำหนิ คือการแสดงออกซึ่งความเป็น #สุภาพบุรุษ” “คนประชาธิปัตย์ต้องเร่งขจัด #ปุ่มทำลายตัวเอง ในตัวเองก่อน เป็นสิ่งแรก แล้วเดินหน้าขจัดความไม่ตรงไปตรงมา ความล่าช้า ความหละหลวม ความโง่เขลา การเอาใจนายทุน การทุจริต การหาประโยชน์ ฯลฯ ในพื้นที่อำนาจทางการเมืองของรัฐบาล เพื่อความถูกต้องและประโยชน์ของประชาชน-ประเทศชาติ เป็นหลัก” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : วาทะ ‘ชัยชนะ’ เป็นเหตุ ปู จิตกร แนะ ปชป. ขจัด ปุ่มทำลายตัวเอง)

ล่าสุดวันนี้ (23 เม.ย.) นายชัยชนะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “เห็นตรงกันไหม? ทำไมราคาสินค้าถึงไม่ลดลง แต่ราคาพืชผลเกษตรลงตลอด #รวยไม่ไหวแล้ว”

อีก 18 วันพ้นโทษ! อิ๊งค์-โอ๊ค-เอม พร้อมหลานๆ เข้าเยี่ยมทักษิณ

อีก 18 วันพ้นโทษ! อิ๊งค์-โอ๊ค-เอม พร้อมหลานๆ เข้าเยี่ยมทักษิณ

อีก 18 วันพ้นโทษ! อิ๊งค์-โอ๊ค-เอม พร้อมหลานๆ เข้าเยี่ยมทักษิณ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.37 น.

“ทักษิณ”นับถอยหลัง อีก 18 วันพ้นโทษ “อิ๊งค์-โอ๊ค-เอม” พร้อมหลานๆ เข้าเยี่ยม “แพทองธาร”ปัดตอบคำถามถึงกระดาษคล้ายจดหมายที่นำเข้าไป

23 เมษายน 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร สมาชิกครอบครัวชินวัตร ซึ่งเป็นบุตรและหลานของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวม 10 ราย ประกอบด้วย นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค พร้อมบุตร 2 ราย , น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ ชินวัตร หรือ เอม พร้อมบุตร 3 ราย และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อิ๊งค์ พร้อมบุตร 2 ราย ได้เดินทางเข้าเยี่ยมใกล้ชิดนายทักษิณ ภายในเรือนจำ โดยภายใต้กิจกรรมทดแทนสงกรานต์ 2569 ชื่อ “เยี่ยมญาติใกล้ชิด สาดความรักให้กันวันปีใหม่ไทย” ซึ่งถือเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 57

พร้อมกับ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ซึ่งการเข้าเยี่ยมครั้งนี้มีเพียงบุตรและหลานตามรายชื่อที่ลงทะเบียนไว้ทั้งสิ้น 10 คน ทั้งนี้ สังเกตว่าก่อนเดินทางเข้าไปในเรือนจำนั้น น.ส.แพทองธาร ได้ถือกระดาษมีลักษณะคล้ายกับจดหมายมาด้วย คาดว่าจะนำไปให้นายทักษิณขณะเข้าเยี่ยม

ต่อมาภายหลังจากที่ครอบครัวชินวัตรได้เข้าไปในเรือนจำ เกือบ 2 ชั่วโมง ปรากฏว่า ครอบครัวชินวัตรได้เดินทางกลับทันที โดยเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามเข้าไปสอบถาม น.ส.แพทองธาร ถึงกระดาษคล้ายจดหมายที่นำเข้าไปด้วย รวมถึงเรื่องการเยี่ยมเยียนนายทักษิณครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้างนั้น ปรากฏว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ได้ให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามกับสื่อมวลชน จากนั้นได้พาลูกชายและลูกสาวขึ้นรถกลับทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันนายทักษิณ ได้คุมขังอยู่ภายในเรือนจำเป็นระยะเวลา 7 เดือน กับอีก 14 วัน ซึ่งวันที่ 11 พ.ค.69 พักโทษคุมประพฤติ หรือเหลืออีกเพียง 18 วันเท่านั้น

– 006

กรณ์ กระทุ้ง เอกนิติ บี้ทวงคืนค่าการกลั่น 2 หมื่นล้าน หลังโรงกลั่นฟันกำไรเพียบ

กรณ์ กระทุ้ง เอกนิติ บี้ทวงคืนค่าการกลั่น 2 หมื่นล้าน หลังโรงกลั่นฟันกำไรเพียบ

กรณ์ กระทุ้ง เอกนิติ บี้ทวงคืนค่าการกลั่น 2 หมื่นล้าน หลังโรงกลั่นฟันกำไรเพียบ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.35 น.

“กรณ์”กระทุ้ง”เอกนิติ” บี้ทวงคืนค่าการกลั่น 2 หมื่นล้าน หลัง”โรงกลั่น”ฟันกำไรเพียบ จี้”คลัง”คืนเงินเข้ากระเป๋าประชาชน ถามตรงออก”พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน”เป็นไปตาม รธน.172 หรือไม่ ด้าน”รมว.คลัง”แจงเป็นแค่ค่าอ้างอิง กำลังเร่งปรับปรุง ยังต้องดูแล ปชช.ทุกกลุ่ม หากจำเป็นก็ต้องทำ

23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.คลัง จากปัญหาวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นต้นตอที่มาที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุด ว่ารัฐบาลบริหารพลาดพลั้งในหลายมิติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาพลังงาน แก้ปัญหาดังกล่าว ตั้งแต่การปล่อยให้เกิดการกักตุนน้ำมันจนทำให้เกิดภาวะขาดแคลน การปล่อยให้ผู้ค้าน้ำมัน จำหน่ายในราคาแพงเกินควร เมื่อเทียบกับสต็อกน้ำมันเดิมซึ่งมีต้นทุนราคาต่ำกว่าช่วงที่เกิดวิกฤต และที่สำคัญปล่อยให้โรงกลั่นน้ำมันกำหนดราคาขายสูง เมื่อเทียบค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวกับในช่วงสภาวะปกติ ซึ่ง รมว.คลัง ประกาศลดค่าการกลั่นน้ำมัน 2 บาท โดยคำนวณจากค่าการกลั่น 7 บาทต่อลิตร แต่ในความจริงมันพุ่งไปถึง 17 – 18 บาทต่อลิตร ตามสูตรของท่านเองต้องลดให้ประชาชน 8.50 บาท ไม่ใช่แค่ 2 บาท หรือ 5 บาทอย่างที่มาพูดในสภาฯ วันนี้

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า โรงกลั่นฯ ได้กำไรมหาศาลกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย ไม่ลดภาษีสรรพสามิตแม้แต่สตางค์เดียว ในมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์ สาเหตุสำคัญซึ่งเป็นที่มาของราคาสินค้าที่สูงขึ้นสืบเนื่องมาจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการทุกประเภทสินค้าที่สูงขึ้น แม้ว่าวันนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงแล้ว แต่สิ่งที่เรายังไม่เห็นเลยก็คือการปรับลดราคาสินค้าทั่วไป และเป็นสิ่งที่พรรคฯ ได้คาดการณ์ไว้แต่แรกว่า เมื่อมีการปล่อยให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินไปราคาสินค้าทั่วไปค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนจะสูงขึ้น และเมื่อราคาน้ำมันปรับลดลงมาเราจะไม่เห็นราคาสินค้านี้ปรับลดลงตาม

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า การที่นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการศึกษาต้นทุนราคาน้ำมัน (คตร.) ที่มีนายเอกนิติ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้ให้เวลา 15 วัน เพื่อหาข้อสรุปว่าราคาน้ำมันที่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนที่แท้จริงแล้วควรจะกำหนดอย่างไร มาถึงวันนี้ คตร.มีข้อสรุปว่าสูตรการกำหนดค่าการกลั่นสูตรการกำหนดราคาขายน้ำมันที่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนนั้นควรที่จะต้องเป็นเท่าไหร่ และจะดำเนินการอย่างไรเพื่อคืนกำไรส่วนเกินที่โรงกลั่นตลอดช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้คิดผ่านสูตรค่าการกลั่นที่ รมว.พลังงานเอง ก็มองว่าไม่เป็นธรรม และจะนำกำไรส่วนเกินคำนวณอย่างน้อยประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท กลับคืนมาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร

ด้าน นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธาน คตร.เราได้มาดูค่าการกลั่นที่ทางกระทรวงพลังงานได้ประกาศตัวเลขค่าการกลั่น ที่นายกรณ์พูดว่าจะเห็นตัวเลขขึ้นไป 10 กว่าบาท พอเราไปดูในรายละเอียดเป็นแค่ตัวเลขอ้างอิง ในที่ประชุมเราเรียกกันย่อๆ ว่าค่าการกลั่นทิพย์ เป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ตัวเลขต้นทุนค่าการกลั่นเป็นตัวเลขที่อ้างอิงโดยที่ยังไม่ได้รวมสถานการณ์ผิดปกติคือช่วงสงครามตะวันออกกลาง เราได้เชิญโรงกลั่นแต่ละแห่งเข้ามา พบว่าต้นทุนของการกลั่นที่แท้จริงแต่ละโรงไม่เท่ากัน เพราะต้องจ่ายค่าวอพรีเมี่ยม เราได้ลงมาคุยแต่ละโรงกลั่นว่าค่าวอพรีเมี่ยมที่เขานำเข้าน้ำมันดิบจากสถานการณ์สู้รบ การที่จะได้ตัวน้ำมันมากลั่นเพื่อมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ต้องจ่ายค่าวอพรีเมี่ยมและต้องจ่ายค่าประกันที่สูงผิดปกติ โรงกลั่นบางแห่งต้องจ่ายค่านำเรือออกมาเป็นพิเศษทำให้ค่าต้นทุนไม่สะท้อนความเป็นจริง

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่าเราทำเสร็จก่อน 15 วัน และได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) การประชุมครั้งแรกผลคือค่าการกลั่นไม่สะท้อนความเป็นจริง ขอให้มีการปรับให้สะท้อนความเป็นความเป็นจริง และเราพบว่าอาจจะมีในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ราคาขายก็สูงกว่าปกติแต่ต้นทุนก็จะต่ำกว่าปกติ จึงทำให้เป็นค่าการกลั่นทิพย์ ซึ่ง รมว.พลังงาน ก็ให้มีการปรับให้ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ส่วนผลตอบแทนส่วนเกินโดย คตร.เสนอแนะว่าให้ใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) น้ำมันขาดแคลน ปี 2516 ให้คณะกรรมการ กบง.เป็นผู้ที่สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นี้ได้ ซึ่ง รมว.พลังงาน ก็ได้นำเสนอเข้าสู่ ครม.และใช้อำนาจตรงนี้เป็นครั้งแรกในการไปลดผลตอบแทนส่วนเกิน ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลตอบแทนส่วนเกินประมาณ 2 บาทต่อลิตร สำหรับเดือนเมษายนก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะเราอยากใช้ต้นทุนการกลั่นสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่ค่าการกลั่นทิพย์หรือเป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิง

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับภาษีสรรพสามิต ต้องดูความสมดุลจริงๆ ว่าฐานะการคลังและการช่วยเหลือประชาชนจะใช้เครื่องมืออะไร วันนี้สิ่งที่เราได้ตัดสินใจคือใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นกลไกในการรักษาเสถียรภาพในเรื่องราคา ไม่ให้ส่งผ่านไปถึงประชาชนช่วยชะลอผลกระทบทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งในหลายๆประเทศ ที่ตนได้ไปคุยมาไม่มีลักษณะของกองทุนนี้ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิต เป็นรายได้หลัก ซึ่งเราต้องดูแลในเรื่องรายจ่ายอีกจำนวนมาก งบประมาณของประเทศในปีงบประมาณ 2569 เราได้ตั้งรายจ่ายมาตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลนี้เข้ามาก็ใช้งบประมาณนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลฐานะการเงินและรายได้เพียงพอที่จะมาใช้เป็นรายจ่ายในส่วนต่างๆอีกมากในการดูแลประชาชนในทุกภาคส่วนไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้น้ำมัน ประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนในส่วนต่างๆ ต้องได้รับงบประมาณจำนวนมากในการดูแล ซึ่งงบประมาณตรงนี้ในทุกกระทรวง ก็ต้องใช้งบเพราะฉะนั้นการที่จะหารายได้เพื่อที่จะมาดูแลประชาชนในส่วนอื่นๆให้เพียงพอก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่เราต้องรักษาสมดุลนี้

“เราต้องดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลก วิกฤติน้ำมันที่ขาดแคลนได้ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนสูงมาก กลไกในการดูแลส่วนนี้จึงต้องใช้กองทุนน้ำมันมาช่วยชะลอไม่ให้กระทบประชาชน และท้ายที่สุดกองทุนน้ำมันก็เป็นภาระของคนทุกคนเช่นเดียวกับภาษีสรรพสามิตก็เป็น ภาระที่กระทบคนทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราดูแลคือใช้เครื่องมือให้ตรงจุด ใช้กองทุนน้ำมันในการดูแลรักษาเสถียรภาพของราคา ภาษีสรรพสามิตหารายได้มาดูแลประชาชนทุกภาคส่วน ถ้าเราไม่สามารถรักษาความสมดุล สิ่งหนึ่งที่อาจจะตามมาที่ใช้ทรัพยากรทุกอย่างไปดูแลประชาชนบางกลุ่มอาจจะมีประชาชนอีกหลายกลุ่มอาจจะได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือที่ผิด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดถ้าเราไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤติครั้งนี้ด้วยการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนนอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว วิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลกอาจจะนำพามาสู่วิกฤตอื่นๆเช่นวิกฤตการคลัง อาจจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่า” นายเอกนิติ กล่าว

นายกรณ์ ได้ตอบกลับว่า เป็นคำตอบที่ยังไม่เคลียร์ โดยเฉพาะการทวงคืนกำไรส่วนเกิน 2 หมื่นล้านบาทกลับมาให้ประชาชน เพราะที่ผ่านมาประชาชนต้องจ่ายแพงล่วงหน้ามาตลอด และในเดือนเมษายน ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าการกลั่นของเดือนเมษายนในระดับประมาณ 14 – 15 บาท มา 20 กว่าวันแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องภาษีสรรพสามิต ยอมรับว่าเรื่องนี้มีความคิดที่ต่างกัน ผู้ใช้น้ำมันคือคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม เพราะเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นล้วนมีผลต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้นด้วย แต่เมื่อราคาน้ำมันลดลง ก็มักจะพบว่าราคาสินค้าไม่ได้ปรับลดลงตาม ทั้งนี้ แม้ คตร. จะทำหน้าที่เสร็จ แต่สังคมยังรอฟังการชี้แจงเรื่องสูตรการคำนวณค่าการกลั่นว่าจะมีการเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะเป็นประเด็นที่โต้แย้งกันมานานหลายปี

จากนั้น นายกรณ์ ได้เข้าสู่ประเด็นคำถามที่ 2.จากกรณีที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการเตรียมการเพื่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท โดยรัฐบาล แต่ไม่ได้มีการหารือกับทางกระทรวงการคลัง ตนเป็นห่วงว่า รัฐบาลจะสามารถรักษาวินัยทางการคลังได้ต่อไปได้หรือไม่อย่างไร เพราะเป็นที่ทราบดีว่าสถานะทางการคลังของประเทศปัจจุบัน แม้จะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อคิดตามสัดส่วนเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถือว่าค่อนข้างดี เพราะประเทศมี พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ที่จำกัดการขาดดุลของทุกรัฐบาลในอดีต แต่จากการที่อ้างถึงปี 52 ซึ่งมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ มีการออก พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ปี 63 ช่วงวิกฤตโควิด ก็ออก พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว GDP ของปี 52 ติดลบร้อยละ 2.3 เกิดวิกฤตหนักมาก และ GDP ปี 63 หนักกว่าอีก ติดลบร้อยละ 6.1 แต่ GDP ปีที่แล้ว เป็นบวกร้อยละ 2.6 ดังนั้นในปีนี้ แม้จะมีสงครามตะวันออกกลาง กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตยังเป็นบวกอยู่ที่ร้อยละ 1.5 จึงมีคำถามว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่วิกฤตหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือไม่ที่จะออก พ.ร.ก.

“ทุกรัฐบาลอยากใช้เงิน ทุกรัฐบาลสามารถที่จะอ้างถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ แต่เรื่องของวินัยทางการคลัง ไม่มีใครใส่ใจในเรื่องนี้ ผมเชื่ออย่างมากว่า เรื่องที่สำคัญ นอกเหนือจากกรณีจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้ว กฎหมายยังได้ระบุชัดว่าเรายังต้องบริหารภายในกรอบ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ไม่ใช่ไปออก พ.ร.ก.อย่างพร่ำเพรื่อ” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นตนขอถามคำถามที่ 2.ว่า สถานการณ์ปัจจุบันตามที่ได้ประมาณการไว้นี้ เป็นสถานการณ์ที่เข้าเกณฑ์ ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ในการออก พ.ร.ก.หรือไม่ และสถานการณ์แบบใดที่รัฐบาลอาจจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพิ่มเติมจากการขาดดุลในงบประมาณได้

นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันมาตรา 172 คือสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งหนึ่งที่ตนพยายามทำอยู่ในปัจจุบันคือพยามดูงบประมาณในส่วนอื่นว่าเรามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน หากถามว่าสถานการณ์วิกฤติหรือไม่วันนี้มีการดูความหมายของวิกฤตได้หลายอย่างวิกฤตครั้งนี้จะแตกต่างจากวิกฤตในอดีต วันที่ตนได้ไปประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศทุกคนยอมรับว่านี่คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนเจอเหมือนกันผ่านวิกฤติตะวันออกกลางฉะนั้นตนก็เตรียมความพร้อมว่าถ้ารุนแรงมากขึ้นก็ต้องเตรียมทรัพยากรทางการเงินมาดูแลประชาชนอย่างไร โดยมอบให้กรมบัญชีกลางไปดูเม็ดเงินที่ไม่ยังไม่เบิกจ่ายมีเงินเหลือเท่าไหร่เพื่อเอามาดูแลประชาชนที่เดือดร้อน สิ่งที่น่าเป็นห่วงทุกวันนี้ทุกคนในต่างประเทศพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขออย่าให้หวาดแห่เพราะทรัพยากรทั้งโลกเราพึ่งฟื้นตัวจากโควิดปัญหาของฐานะการคลังของทั้งโลกไม่เหมือนในอดีตเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องใช้คือต้องใช้ให้ตรงจุด โดยเราพยามดูแลกลุ่มเปราะบางไม่ให้ผลกระทบส่งผ่านไปถึงคนอื่นๆอย่างรวดเร็ว ผ่านราคาสินค้า แต่ไม่ใช่เหวี่ยงแหไม่ช่วยให้เศรษฐีที่อาจจะใช้รถน้ำมันดีเซลเหมือนกันได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เดือดร้อนเพราะฉะนั้นเราต้องมองคนที่เดือดร้อนจริงๆนี่คือนโยบายที่ทั้งโลกเห็นว่าเป็นนโยบายที่ควรมาช่วยคนที่เดือดร้อนมากที่สุด

“วันนี้มาตรา 172 ควรใช้หรือยังผมก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอเราก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยาและสิ่งที่ตนพยายามทำไว้คือคือนอกจากเราจะมาใช้ไม่ใช่กลุ่มเยียวยาแต่เอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศช่วยให้ประเทศไทยถ้าพ้นวิกฤติครั้งนี้ประเทศไทยสามารถกลับมาเข้มแข็งขึ้น ช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการพึ่งผ่านน้ำมันก๊าซธรรมชาติการนำเข้าเยอะก็มาใช้พลังงานทดแทนซึ่งเป็นการเตรียมการล่วงหน้า และการยกระดับให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้นถ้าเราพ้นวิก วันนี้ งบประมาณของเราเรียกว่าใช้เต็มเพดานที่บอกว่าเราจะขาดทุนได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี ร้อยละ 80 ของการชำระต้นเงินกู้เพราะฉะนั้นวันนี้ เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่าและถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172” นายเอกนิติ กล่าว

ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

ศิริกัญญา ดักคอรัฐบาลเตรียมกู้ 5 แสนล้าน จะปากแข็งปฏิเสธขยายเพดานหนี้ทำไม ในเมื่อตัวเลขชี้ชัดทะลุ 70% แน่ เตือนภาระดอกเบี้ยพุ่งกัดกินงบประมาณ ต้องหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม แต่ต้องเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ถึงแม้คนในรัฐบาลจะยังสลับกันออกมาพูดคนละทิศคนละทาง แต่ล่าสุดรองนายกฯ เอกนิติ ก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อยอมรับแล้วว่าจะมีการกู้เงินจริง ขณะที่ประเด็นการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ที่รัฐบาลพยายามปฏิเสธว่ายังไม่มีการขยายนั้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจริงกลับพบว่ารัฐบาลเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขยายเพดานหนี้ในที่สุด

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ถึงแม้ปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ เดือน ก.พ. 2569 จะอยู่ที่ 66% แต่รัฐบาลยังมีแผนกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 อีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งไปที่ 67% และหากมีการออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ทันที ดังนั้น ก่อนที่ ครม. จะมีมติเงินกู้ รัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้อย่างแน่นอน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลถึงยังปากแข็งปฏิเสธเรื่องนี้ต่อประชาชน 

น.ส.ศิริกัญญา แสดงความกังวลว่า “ราคาที่ต้องจ่าย” ของการก่อหนี้ครั้งนี้สูงมาก โดยเฉพาะภาระดอกเบี้ยที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันงบชำระดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 9% ของรายได้รัฐ และมีแนวโน้มจะพุ่งเป็น 12% ในปี 2570 ในขณะที่หนึ่งในเกณฑ์สำหรับการเป็นพันธบัตรระดับ Investment Grade  (ระดับน่าลงทุน) ระบุว่าสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ไม่ควรเกิน 10% หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ทั้งต้นและดอกรวมกว่า 5.2 แสนล้านบาท และจะเพิ่มสูงถึง 6.4 แสนล้านบาทในปี 2573 ยิ่งกัดกินงบประมาณแผ่นดินให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จนอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ 

“เราต้องมั่นใจว่ากู้มาแล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ ทั้งทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ และขยายศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้โตได้ดีกว่าเดิมด้วย เพราะนี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นจนดอกเบี้ยไม่มาฉุดรั้งงบประมาณแผ่นดิน แต่หากล้มเหลวเหมือนช่วงโควิดอีกครั้ง เราอาจจะต้องอยู่กับภาวะหนี้สูง-โตต่ำไปอีกนาน” ศิริกัญญากล่าว 

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการจากเพียงแค่การเยียวยาเฉพาะหน้า (Reactive) เป็นโครงการที่สร้างอนาคต (Visionary) โดยย้ำว่าหากจะแจกเงินแบบสุ่มอย่างโครงการคนละครึ่งก็อาจไม่ตรงจุด แต่ควรนำเงินไปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง เช่น แทนที่จะอุดหนุนโซลาร์ฟาร์มแบบเดิม ควรนำเงินไปพัฒนาสายส่งเป็น Smart Grid เพื่อรองรับการเปิดเสรีไฟฟ้าพลังงานสะอาด หรือหากจะทำโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ก็ต้องมีเงื่อนไขสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ที่เน้นมูลค่าเพิ่มในประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง ไม่ใช่แค่การนำเข้ามาประกอบ

น.ส.ศิริกัญญา ปิดท้ายว่า นี่อาจจะเป็นการกู้นอกงบประมาณครั้งสุดท้ายที่ฐานะการคลังของประเทศจะเปิดโอกาสให้ทำได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าที่สุด และต้องมองให้ไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อไม่ให้งบประมาณในอนาคตถูกใช้ไปกับการใช้หนี้จนไม่เหลือเงินไว้พัฒนาศักยภาพของประเทศต่อไป

เปิดเหตุผลยกเลิก MOU 44 รัฐบาลชี้ไม่สร้างประโยชน์-ก่อความหวาดระแวง

เปิดเหตุผลยกเลิก MOU 44 รัฐบาลชี้ไม่สร้างประโยชน์-ก่อความหวาดระแวง

เปิดเหตุผลยกเลิก MOU 44 รัฐบาลชี้ไม่สร้างประโยชน์-ก่อความหวาดระแวง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

รัฐบาลแจงเหตุผลยกเลิก MOU 44 ชี้มีมา 25 ปี ไม่บรรลุเป้าหมาย สร้างความขัดแย้ง หวาดระแวงสองประเทศ

23 เมษายน 2569 ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 2/2569 ได้มีมติ “ยกเลิก MOU44” ตามนโยบายรัฐบาล ด้วยเหตุผล

1. MOU44 เป็นกรอบการเจรจาการบริหารทรัพยากรร่วมกันที่อยู่ใต้ทะเลระหว่างไทย – กัมพูชา แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเจรจากันเพียง 5 ครั้ง และไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ และไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนา และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้

2. การยกเลิก MOU44 เพื่อเป็นการยุติการเจรจาตามกรอบ MOU44 หากฝ่ายกัมพูชา ยังคงต้องการ หรือเห็นประโยชน์จากการพัฒนา และบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกับไทยอีก ขอให้แสดงเจตนารมณ์ หรือแจ้งมาให้ทราบ เพื่อที่จะได้จัดกรอบการเจรจากันใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล เช่นที่ผ่านมา

3. ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา หลายครั้ง ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีการทำ MOU44 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่บรรลุเป้าหมายของ MOU44 ที่กำหนดไว้ และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เช่นปัจจุบันนี้ การเจรจาเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันเป็นเรื่องที่ยาก หลักการสำคัญ คือต้องตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงหาแนวทางพัฒนา และบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจและแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

การมี MOU44 อายุ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU ฉบับนี้ ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้ การมีอยู่ของ MOU44 นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดความหวาดระแวง ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอีกด้วย จึงเห็นควรที่ต้องยกเลิก และวางกรอบการเจรจากันใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริง

“เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินฯ แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยกล่าวถึงนโยบายด้านการการต่างประเทศและความมั่นคงของไทย ในหัวข้อที่ 9 ประเด็นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและการแก้ไขปัญหาข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ในหัวข้อย่อย (9.2) ย้ำชัดว่า “มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 และในวันนี้ ที่ประชุม สมช.ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว” น.ส.รัชดา กล่าว

สำหรับขั้นตอนหลังจาก สมช.มีมติในวันนี้แล้ว จะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และมีมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

โรม ไล่บี้จัดการไอ้โม่ง ‘กักตุนน้ำมัน’ โยงทุนเทาสแกมเมอร์ ท้า เอกนัฏ กล้าฟันระดับ รมต. หรือไม่?

โรม ไล่บี้จัดการไอ้โม่ง ‘กักตุนน้ำมัน’  โยงทุนเทาสแกมเมอร์  ท้า เอกนัฏ กล้าฟันระดับ รมต. หรือไม่?

โรม ไล่บี้จัดการไอ้โม่ง ‘กักตุนน้ำมัน’ โยงทุนเทาสแกมเมอร์ ท้า เอกนัฏ กล้าฟันระดับ รมต. หรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

‘โรม จอมเดือด’ ไล่บี้จัดการไอ้โม่ง ‘กักตุนน้ำมัน’ ลามโยงเครือข่าย ‘สแกมเมอร์-ฟอกเงิน’ พุ่งเป้าเอาผิด รมต. ด้าน ‘เอกนัฏ‘ ลั่นเดินหน้าเอาผิดสุดซอย ตามคืนกำไรทุกบาท น้ำมันทุกหยด ใครผิดไม่ละเว้น แม้แต่คนในครอบครัว ไม่ว่าพรรคไหนก็พร้อมจัดการ กวักมือชวน ’รังสิมันต์‘ ร่วมทีมเช็กตรวจสอบ

วันที่ 23 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระกระทู้ถามสด โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามต่อประเด็นความคืบหน้าของการดำเนินการกับเครือข่ายกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤติพลังงาน ที่ตรวจสอบพบเครือข่ายของเสี่ยตือ อ่างทอง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ ตั้งถามนายกรัฐมนตรี แต่นายกฯมอบหมายให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน มาชี้แจง

นายเอกนัฏ ชี้แจงว่าในกรณของการตรวจสอบที่พบการกักตุนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เม.ย. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ซึ่งตนพร้อมตรวจสอบรายละเอียดรวมถึงเครือข่ายที่เชื่อมโยงหากพบการกระทำผิดทุกความเสียหายจะส่งให้ ดีเอสไอดำเนินการ ทั้งนี้ในการตรวจสอบตนขอเชิญนายรังสิมันต์ลงพื้นที่ด้วยเพื่อให้ไปตรวจสอบและทำงานให้โปร่งใส อย่างไรก็ดีตอนที่ตนเป็น รมว.อุตสาหกรรมได้ติดตามตรวจสอบ ที่เรียกว่าตามจนตายในคุกก็มี ดังนั้นกำไรที่ได้มาจะไม่ฟรี ต้องไปตามในคุก

นายเอกนัฎ กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการตรวจสอบจะรวมถึงการลักลอบขายต่างประเทศด้วย เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูก ไม่ใช่อุดหนุนนเพื่อให้ผู้ค้าหากำไร ซึ่งที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเสียหาย  โดยที่ผ่านมามีการตรวจสอบการขนส่งน้ำมันจาก จ.ชลบุรี จ.ระยองไปในภาคใต้ ได้ตรวจใบขนทุกใบหากระบุข้อมูลไม่ตรงกับที่ให้ไว้กับกรมธุรกิจพลังงาน ถือว่าผิด และที่ผ่านมาพบกว่า 100 รายการ โดย ไม่ว่าผู้ค้ารายใหญ่เท่าไรต้องได้รับโทษตามกฎหมาย จำคุก 2 ปี ตนพร้อมเอาผิดผู้ค้ารายใหญ่ หากทำผิดจะต้องโดนทุกเจ้า 

“การตรวจสอบของผม ไม่เฉพาะกรณีเสี่ยตือเท่านั้น โชคดีที่ผมไม่รู้จัก แต่หากรู้จักก็ไม่แคร์หากทำผิด  ใครกักตุน มีความผิด ต้องแจ้งความเอาผิดย้อนหลังกับทุกคน สิ่งที่เกิด ตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ออกประกาศ ดังนั้นจะเรียกคืนทุกหยด ทุกบาทแน่นอน” นายเอกนัฎ ชี้แจง

จากนั้นนายรังสิมันต์ ถามต่อว่าตนพร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบ ฐานะฝ่ายค้าน สำหรับเอกสารที่ตนส่งให้กับมว.พลังงาน เมื่อ  20 มี.ค.  ขณะที่ผ่านมา 1 เดือนกว่า นอกจากต้องการเห็นการขยายผลไปยังคลังน้ำมันที่อื่น แต่สิ่งสำคัญการรจัดกาโครงสร้างอาชญากรรม ในเครือข่ายเสี่ยตื และต้องนำไปสู่ยึด อายัดทรัพย์ รวมถึงใช้มาตรการฟอกเงินจัดการ ทั้งนี้มีกรณีที่เกี่ยวโยงกับบริษัทบางจากด้วยซึ่งพบการเข้าซื้อคลังน้ำมันและน้ำมันในเครือข่ายเสี่ยตือ ที่จ.เพชรบุรี  มูลค่า 9,000 ล้านบาท เพราะตนกังวลใจ เพราะเป็นเครือข่ายเดียวกันกับนายเบน สมิธ ที่มีธุรกิจสแกมเมอร์ กาสิโน ในกัมพูชา ซึ่งมีความพยายามครอบครองบางจาก  ซึ่งขอให้ตรวจสอบว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของไทยดำเนินการผิดกฎหมายหรือไม่ และเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ด้วย

นายรังสิมันต์ ซักต่อว่าตนพยายามคำนวณ น้ำมันที่หายไปจากระบบบ ตามแถลงของนายกฯ วันละ 20 ล้านลิตร ประมาณช่วงวิกฤติ 300-600 ล้านลิตร แต่ข้อมูลดีเอสไอ หาเจอเพียง 57 ล้านลิตร เรือในข่ายเสี่ยตือ 3 แสนลิตร เป็นตัวเลขน้อยมาก 

โดยนายเอกนัฎ ชี้แจงโดยยอมรับถึงตัวเลขน้ำมันที่หายไปจากยอดที่โรงงานผลิตเกินและสต๊อก ประมาณ  700 ล้านลิตร พร้อมยืนยันจะติดตาม ส่วนการตรวจสอบนั้นในวันจันทร์-อังคาร ตนจะลงพื้นที่เพชรบุรี และสมุทรปราการ ว่ามีความเชื่อมโยงหรือไม่  อย่างไรก็ดีตนได้รับสัญญาณจากนายกฯ ว่าไม่ยอมคนผิด และตนฐานะผู้กำกับกระทรวงพลังงานเป็นผู้เสียหาย หากจะเอาเงินกองทุนไปอุดหนุนกลุ่มเถื่อนๆ ต้องตรวจสอบ  รวมถึงกรณีที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน  กรณีที่เชื่อมโยงบริษัทบางจาก หากสืบหาเป็นกระบวนการเดียวกัน ตนจะตามไปจับ เพื่อจัดการทุนเทา ของเถื่อนที่อยู่ในกระบวนการอื่นๆ ซึ่งกรณีที่ตนจะจัดการถือเป็นอานิสงส์ของประเทศไทย

ในช่วงท้าย นายรังสิมันต์ ตั้งคำถามว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือการจัดการกับไอ้โม่งน้ำมัน ดังนั้นตนขอสอบถามว่าจะกล้าตรวจสอบนายพิพัฒน์  รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคมหรือไม่ เพราะพบถึงการเชื่อมโยงกับเครือข่ายปากน้ำที่พบการปล่อยเงินกู้ด้วย

ทำให้นายเอกนัฎ ชี้แจงว่า ตนปฏิบัติตามนนโยบายของพรรคที่ประกาศตอนเลือกตั้ง ไม่เอาทุนเทา สแกมเมอร์ ใครที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ จะปิดชื่อดูพฤติกรรม ไม่ว่าเป็นคนในครอบครัวตน หรือใครในพรรค เกี่ยวข้องกับการทำความผิดไม่เฉพาะเรื่องนี้ จะเอาผิดหมด 

“คนที่สั่งผมคือ นายกฯ นายผมคือ ประชาชน ผมไม่ต้องกลัวใคร เห็นอยู่แล้วกับการทำงานของผมที่ผ่านมาซึ่งยึดกฎหมาย และ ประโยน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ผมไม่ชอบพูดมาก แต่พูดแล้วทำ มีสิ่งเดียวพิสูจน์จริงใจคือ ทำจริง  การปฏิบัติหน้าที่ยึดความโปร่งใสเป็นสำคัญ ข้อมูลทุอย่างเปิดเท่าที่เปิดได้  ที่นายกฯ เลือกผมเป็น รมว.พลังงาน อยากได้คนสู้จริง ดังนั้นไม่ต้องห่วงผมสู้จริงแน่นอน ความผิดที่เกิดอย่าคิดว่าหนีไปได้ ผมเรียกข้อมูลตรวจสอบย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนก.พ. หากไม่ให้ก็ผิด และหากพบว่าผิดตรงไหนไม่สนใจจะตรวจสอบต่อ หากลามไปพรรคเรา หรือ พรรคท่านจับหมด บอกไว้ก่อน” นายเอกนัฎ ชี้แจง

ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ ใช้สิทธิ์ฝากประเด็นตอนท้ายว่า “ที่บอกว่าจะเชิญผม ผมรอและพร้อมทำ ทั้งนี้ตัววัดสุดซอยหรือไม่ คือตกลงแล้วจะสุดตรงไหน ถ้าสุดถึงรัฐมนตรี สังคมจะเชื่อ หากสุดท้ายไม่มีดอกผลชัดเจน การกระทำจะพิสูจน์ ขอให้เอาจิง จะรอดูว่าทลายเครือข่ายเสี่ยตือได้หรือไม่”

จุดอันตรายของพรรคส้ม! ไม่ใช่คดีความ แต่คือการหลงภาพตัวเอง

จุดอันตรายของพรรคส้ม! ไม่ใช่คดีความ แต่คือการหลงภาพตัวเอง

จุดอันตรายของพรรคส้ม! ไม่ใช่คดีความ แต่คือการหลงภาพตัวเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.56 น.

24 เมษายน ศาลฎีกานัดพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องคดีอดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 คน กรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยผู้ถูกร้องจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันเป็น สส. และแกนนำของพรรคประชาชน จึงทำให้คดีนี้ถูกจับตาอย่างมากในทางการเมือง

หากศาลไม่รับคำร้อง เรื่องย่อมยุติในชั้นต้น แต่หากรับคำร้อง คดีย่อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป และอาจส่งผลต่อสถานะทางการเมืองของบุคคลสำคัญหลายคนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากมองว่าคดีนี้คือปัญหาใหญ่ที่สุดของพรรคประชาชน อาจเป็นการมองเพียงฉากหน้า เพราะต่อให้ไม่มีคดีนี้ พรรคก็เผชิญอาการถดถอยมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งจากผลเลือกตั้งบางสนามที่ไม่เป็นตามหวัง เสียงวิจารณ์จากคนเคยร่วมงาน และคำถามต่อทิศทางพรรคที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ

พรรคประชาชนในวันนี้ คือพัฒนาการล่าสุดของสายการเมืองสีส้ม จากพรรคอนาคตใหม่ ต่อเนื่องมาถึงพรรคก้าวไกล และเปลี่ยนมาเป็นพรรคประชาชนในปัจจุบัน กลุ่มการเมืองนี้เคยเติบโตจากพลัง “ความใหม่” ความกล้าชนระบบเดิม และแรงสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่จำนวนมาก

แต่การเมืองไม่เคยให้รางวัลตลอดไป ความนิยมไม่มีวันคงอยู่ถาวร และความสดใหม่ย่อมหมดค่า หากไม่ถูกแทนที่ด้วย “ผลงานจริง” นี่คือโจทย์ที่พรรคส้มกำลังเผชิญอย่างชัดเจน

จุดแข็งสำคัญของพรรคส้มตลอดหลายปี คือความสามารถในการสร้างอิทธิพลผ่าน “โลกออนไลน์” พรรคอนาคตใหม่ใช้โซเชียลมีเดียปลุกฐานคนรุ่นใหม่ พรรคก้าวไกลใช้การสื่อสารดิจิทัลขยายแนวร่วม และพรรคประชาชนยังคงใช้รูปแบบเดิมเป็นแกนหลัก

ปัญหาคือ ความสำเร็จเดิมอาจกลายเป็นกับดักใหม่ เมื่อพรรคเริ่มเชื่อว่าเสียงเชียร์บนหน้าจอ คือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากการเลือกตั้งหลายครั้งสะท้อนว่า คนจำนวนมากตัดสินใจจากเรื่องใกล้ตัว รายได้ หนี้สิน ราคาพืชผล งานในพื้นที่ และผู้สมัครที่เข้าถึงได้จริง

ในขณะที่คนในพรรคจำนวนไม่น้อย ยังติดอยู่กับ “ภาษาการเมืองเชิงอุดมการณ์” ซึ่งอาจได้เสียงชื่นชมในเมืองใหญ่ แต่ไม่ได้แปลว่าจะชนะใจคนทั้งประเทศ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีอุดมการณ์ แต่อยู่ที่การเข้าใจผิดว่าอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว จะชนะความจริงทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันได้

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคยังมีแนวโน้มมองสังคมไทยผ่านสายตาของชนชั้นกลางเมืองมากเกินไป จนมองไม่เห็นว่าประเทศนี้มีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้คิดแบบเดียวกัน ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเดียวกัน และไม่ได้จัดลำดับปัญหาแบบเดียวกัน เมื่ออ่านประเทศผิด การเดินเกมย่อมผิดตามไปด้วย

หากปัญหามีเพียงการอ่านสังคมผิด พรรคยังอาจปรับตัวได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่หนักกว่านั้น คือปัญหาจากภายในพรรคเอง

เสียงสะท้อนจากอดีตผู้สมัครและอดีตผู้ร่วมงานหลายคน ชี้ไปในทิศทางคล้ายกันว่า พรรคขยายตัวเร็ว แต่ระบบภายในไม่โตตาม พรรคมีคนจำนวนมาก แต่ไม่สามารถจัดวางบทบาทคนเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีของ “พันธุ์อาจ ชัยรัตน์” อดีตผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ที่ออกมาตั้งคำถามว่า หลังเลือกตั้งแล้วผู้สมัครจำนวนมากถูกปล่อยลอยตัว ไม่มีบทบาทต่อ ไม่มีการประสานต่อ และไม่รู้ว่าพรรคต้องการอะไรจากพวกเขา สะท้อนปัญหานี้ได้ชัด

สาระสำคัญไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล แต่คือพรรคที่ชอบพูดเรื่อง “พลังประชาชน” กลับไม่สามารถสร้างระบบรองรับคนของตัวเองได้ พรรคที่ใช้คำว่า “ประชาชน” เป็นชื่อพรรค แต่ทำให้คนทำงานรู้สึกไร้ความหมาย ย่อมหนีไม่พ้นคำถามเรื่องความจริงใจ

ขณะเดียวกัน การทยอยลาออกของสมาชิกบางส่วน รวมถึงคนที่เคยร่วมทางมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า ก็ยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาไม่ได้มาจากฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว พรรคที่ประกาศจะ “เปลี่ยนประเทศ” แต่จัดการองค์กรตัวเองไม่ได้ ย่อมถูกตั้งคำถามเป็นธรรมดา

เมื่อพรรคเผชิญปัญหาภายนอกและภายในพร้อมกัน สิ่งที่จะชี้ชะตาคือ “วิธีคิด” ของผู้นำพรรค

สิ่งที่เห็นชัดในระยะหลัง คือพรรคยังเชื่อว่าอุดมการณ์เพียงอย่างเดียวจะพาชนะการเมืองได้ เชื่อว่าการสื่อสารเก่งจะทดแทนการทำงานพื้นที่ได้ และมักอธิบายความพ่ายแพ้ว่า คู่แข่งใช้เงิน บ้านใหญ่คุมเกม หรืออาศัยอำนาจ มากกว่ายอมรับว่าคู่แข่งทำการบ้านดีกว่า

ความคิดเช่นนี้อันตราย เพราะทำให้พรรคไม่เรียนรู้ ทุกครั้งที่แพ้ก็โทษปัจจัยภายนอก ทุกครั้งที่ฐานเสียงไม่ขยายก็หวังว่ากระแสจะกลับมาเอง ทุกครั้งที่คนในวิจารณ์ก็มองเป็นเรื่องเล็ก ตรรกะเช่นนี้ทำให้พรรคไม่จำเป็นต้องยอมรับความจริง

พรรคการเมืองจำนวนมากไม่ได้เริ่มเสื่อมในวันที่แพ้เลือกตั้ง แต่อ่อนแรงตั้งแต่วันที่หยุดทบทวนตัวเอง และเมื่อพรรคเริ่มเชื่อเสียงเชียร์มากกว่าเสียงเตือน จุดถดถอยก็มักเริ่มต้นตรงนั้น

คดี 44 อดีต สส. อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนในระยะสั้น แต่ไม่ใช่ต้นเหตุของภาวะขาลงที่เกิดขึ้น ต่อให้ศาลไม่รับคำร้อง พรรคประชาชนก็ยังต้องเผชิญโจทย์เดิม คือฐานนิยมไม่ได้ขยายอย่างที่หวัง ภาพความใหม่เริ่มเก่า เสียงวิจารณ์ภายในเริ่มดัง และคนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่าพรรคยังตอบโจทย์อนาคตได้จริงหรือไม่

พรรคส้มเคยถูกมองว่าเป็น “อนาคต” ของการเมืองไทย แต่วันนี้คำถามเริ่มเปลี่ยนเป็น จะเหลืออนาคตมากแค่ไหน เพราะพรรคการเมืองไม่ตายจากคดีเพียงอย่างเดียว หากตายจากการหมดความหมายต่อประชาชน

จุดอันตรายของพรรคส้ม จึงไม่ใช่คดีความ แต่อยู่ที่การหลงเชื่อ “ภาพตัวเอง” จนไม่เห็นว่าวันเติบโตได้ผ่านไปแล้ว และวันที่เหลืออยู่อาจเป็นเพียงวันรอความเสื่อมถอยเท่านั้น.

หมอวรงค์ แนะ รัฐบาล ดัน ร่าง พ.ร.บ.แบ่งปันผลประโยชน์ข้าว อุ้มช่วยชาวนา

หมอวรงค์ แนะ รัฐบาล ดัน ร่าง พ.ร.บ.แบ่งปันผลประโยชน์ข้าว อุ้มช่วยชาวนา

หมอวรงค์ แนะ รัฐบาล ดัน ร่าง พ.ร.บ.แบ่งปันผลประโยชน์ข้าว อุ้มช่วยชาวนา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.21 น.

วันนี้ 23 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรมสส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงถึงการแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ และแนวทางแก้ไขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้ลืมตาอ้าปากได้ ว่า  ปัญหาของพี่น้องชาวนาไทยที่ปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งประเทศแต่กลับต้องแบกรับภาระหนี้สินขายข้าวเปลือกขาดทุนทุกปี ต้องแบกภาระต้นทุนการผลิต สูงกว่าราคาข้าวเปลือก เป็นปัญหาสะสมมาตลอด ทุกยุคทุกสมัยรัฐบาลแก้ไขปญหานี้ บางรัฐบาลใช้โครงการจำนำข้าวแก้ไขสุดท้ายเจ๊ง บางรัฐบาลใช้โครงการประกันรายได้ ก็ไม่ได้แก้เชิงโครงสร้างที่เอาภาษีมาอุดรูรั่ว ตนจึงขอเรียกร้องถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกอย่างยั่งยืน คือการใช้กระบวนการแบ่งปันผลประโยชน์ข้าว โดยตนให้เครดิตนายอนุทิน เพราะเป็นกฎหมายเดิมที่ท่านเคยเสนอต่อสภา ชื่อร่างพระราชบัญญัติการแบ่งปันผลประโยชน์ข้าว ปีพ.ศ. … ที่นายอนุทินและคณะเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายนี้เองเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 หากกฎหมายฉบับนี้เข้าสภาได้จริงชีวิตชาวนาไทยจะดีขึ้นแบบยั่งยืนแน่นอน 

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า โดยสรุปร่างกฎหมายนี้ มีสาระสำคัญ 4 ข้อคือ 1. อัตราส่วนผลตอบแทนจากข้าว ระหว่างชาวนา โรงสี และผู้จำหน่ายข้าวสาร  ต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนว่า ใครจะได้ประโยชน์เท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็น  2. การกำหนดอัตราผลประโยชน์อื่นจากข้าว เช่น แกลบ, รำข้าว ,ปลายข้าว ,ข้าวท่อน ข้าวหัก ซึ่งที่ผ่านมาผลประโยชน์เหล่านี้ตกอยู่กับฝ่ายนายทุนหรือคนอื่น ที่วันนี้ต้องมีการแบ่งปันให้ชัดเจนต่อชาวนาด้วย  3. ในร่างกฎหมายฉบับนี่ มีการระบุให้ ความคุ้มครองในส่วนของกำไร กับพี่น้องชาวนาด้วย หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นครั้งแรกของชีวิตพี่น้องชาวนา ที่มีกฎหมายคุ้มครองว่า ต่อไปนี่เมื่อทำนาจะมีผลกำไรให้ถึงชาวนา  4. เมื่อชาวนาทำนาแล้ว จะได้รับเงิน2 รอบ คือเงินก้อนแรกจะได้รับ เมื่อส่งข้าวเปลือกถึงโรงสีข้าว ที่ร่วมโครงการ ส่วนเงินรอบที่สอง ชาวนาจะได้รับต่อเมื่อมีการเกลี่ยผลประโยชน์อื่นจากข้าว คือ แกลบ รำข้าว ปลายข้าวต่างๆ  เท่ากับชาวนาจะได้รับเงินจากผลผลิตข้าวรวม 2 รอบ คล้ายๆกับระบบค้าอ้อย ที่ชาวไร่อ้อยจะได้รับเงิน 2 รอบจากผลผลิต ที่ตนยกข้อเสนอนี้เพราะอยากให้รัฐบาลยกระดับชีวิตของชาวนาไทยอย่างยั่งยืน  

หมอวรงค์

“ไม่ใช่ปล่อยให้แก้แบบผิดๆ ซ้ำๆเดิมเหมือนที่ผ่านมา จึงขอให้รัฐบาลนายอนุทิน เอาร่างกฎหมายเดิมนี้ของท่านให้เป็นร่างของรัฐบาลเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลืองตกต่ำและเพื่อชีวิตที่ดีของพี่น้องชาวนาไทย ตนแม้เป็นฝ่ายค้านก็พร้อมที่จะเป็นผู้ประสานงานให้เองและพร้อมสนับสนุนในการร่วมผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้สำเร็จต่อไป”  

หมอวรงค์

นายกฯ บอกรอฟัง เอกนิติ แจงคนละครึ่งพลัส หลังสะพัดรัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40

นายกฯ บอกรอฟัง เอกนิติ แจงคนละครึ่งพลัส หลังสะพัดรัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40

นายกฯ บอกรอฟัง เอกนิติ แจงคนละครึ่งพลัส หลังสะพัดรัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.19 น.

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 11.10 น. วันที่ 23 เม.ย. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในส่วนของนโยบายคนละครึ่งพลัส จำนวนเงินจะเป็น 60 : 40 หรือไม่ จำนวนเท่าไหร่ และจะจ่ายกี่เดือน ว่า เรื่องนี้ต้องให้ผู้รับผิดชอบคือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พูดทีเดียว เพราะตนมอบหมายงานไปแล้ว

เมื่อถามย้ำว่า วงเงินที่จะได้มากกว่า 2,000 บาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า “มอบหมายหมายงานไปแล้ว”