ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมสุดทน รทสช.นำ เกษตรกร ยื่นหนังสือร้อง ‘โสภณ’ ถึง ‘นายกฯ’

ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมสุดทน รทสช.นำ เกษตรกร ยื่นหนังสือร้อง ‘โสภณ’ ถึง ‘นายกฯ’

ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมสุดทน รทสช.นำ เกษตรกร ยื่นหนังสือร้อง ‘โสภณ’ ถึง ‘นายกฯ’

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

‘รทสช.’นำ‘ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม2 จังหวัด’โร่ร้อง ‘โสภณ’ถึง‘นายกฯ’เร่งช่วยแก้ไขราคาตกต่ำ สวนทางกลไกตลาดของน้อย ราคายังตกแทนที่จะขึ้น พร้อมขอล้งกลางรับซื้อมีราคาประกันชัดเจน หลัง‘ศุภจี’ยังพื้นที่ 2 เดือนแล้วไม่คืบ

วันที่ 17 มิ.ย. เมื่อเวลา11.30 น.  ที่รัฐสภา  นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค พร้อมนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาคิ(รทสช.)นำชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม จ.ราชบุรี และจ.สมุทรสาคร เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรผ่าน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ ถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ  

ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม 2 จังหวัด

โดยนายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตนได้พาชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมจากจ.ราชบุรี และจ.สมุทรสาคร มาเรียกร้องขอให้ช่วยเพราะราคามะพร้าวน้ำหอม แม้มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย แทนที่จะขายหน้าสวนได้ราคา แต่กลับมีราคาตกต่ำผิดปกติ  ซึ่งชาวสวนกลุ่มนี้เคยมาชุมนุมหน้ารัฐสภาในวันที่นายกฯแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งแม้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะลงพื้นที่ไปในจ.ราชบุรีแล้ว แต่การลงครั้งนั้นได้ลงพื้นที่คุยกับตัวแทนล้งและส่วนราชการเกี่ยวข้อง โดยกลุ่มเกษตรกรยังไม่ได้มีการพูดคุย ผ่านมา 2 เดือนกว่า ราคามะพร้าวน้ำหอมยังตกต่ำเช่นเดิม ไม่มีความคืบหน้าและยังไม่เกิดการรวมกลุ่มขายให้ล้งกลางจริงตามที่ภาครัฐระบุจะเร่งแก้ไข มีแค่ขั้นตอนการเปิดลงทะเบียนเกษตรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ส่วนกระบวนการอื่นๆยังไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด จึงต้องมาร้องผ่านประธานสภาฯถึงนายกฯ 

ด้านนายปารเมษฐ์ อัศวพงศ์วาณิช ผู้ประสานงานตัวแทนกลุ่มขาวสวนมะพร้าวน้ำหอม2 จังหวัด กล่าวว่า ตนได้นำชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมใน2จังหวัดมายื่นเรื่องร้องเรียนผ่านประธานสภาฯไปยังรัฐบาล คือ 1.ราคามะพร้าวตกต่ำช่วงกลางปีที่แล้ว จนถึงเมื่อเวลาสองเดือนก่อน แม้ปัจจุบันมีราคาสูงขึ้นบ้าง เพราะมีผลผลิตออกมาน้อย แต่ราคากับตกต่ำลง ผิดปกติ  2. กลุ่มชาวสวนฯขอให้มีหน่วยงานกลางของรัฐ ตั้งล้งกลางในการรับซื้อโดยมีการประกันราคามะพร้าวน้ำหอม ซึ่งปัจจุบันมีกรมการค้าภายในเข้ามาบ้าง แต่ยังไม่ทั่วถึง  3.ขอให้รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมากำกับดูแลเรื่องมะพร้าวน้ำหอมโดยตรง ทั้งการขออนุญาตปลูกจำหน่ายและขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพันธุ์แท้ทั่วประเทศ จะทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมดีขึ้น เป็นลำดับไป

ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม 2 จังหวัด

ขณะที่นายวสุ วีระตระกูล ตัวแทนชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม จ.ราชบุรี กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลเร่งประกาศการประกันราคา พร้อมการตั้งล้งกลางของรัฐในการออกราคากลาง เพราะทุกครั้งที่ทำมาการลงพื้นที่เป็นการวนวูบเหมือนเดิมนับ 1 ใหม่ทุกครั้ง เรื่องนี้เป็นที่น่าจะทำและควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถจบปัญหาได้ และในส่วนของจังหวัด ที่สำเร็จไปเรื่องเดียวคือ การขึ้นทะเบียนผู้ปลูกแต่ไม่มีล้งกลาง ไม่มีราคากลาง วันนี้ราคาตกมาก ราคาขายหน้าสวนเหลือลูกละ12-15 บาท ส่วนราคาออกหน้าล้งหรือโรงเก็บลูกละ28-30 บาท ส่วนราคาขายถึงผู้บริโภค ที่ทราบที่จ.กาญจนบุรี ขายที่ลูกละ50-60 บาท แตกต่างกันมาก ชาวสวนไม่ได้อะไรเลย แม้ผลผลิตออกน้อย แร่ราคายังตกต่ำเหมือนเดิม  เช่นเดียวกับนายสืบศักดิ์ ศรีพุก ตัวแทนเกษตรชาวสวนมะพร้าว จ.ราชบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า  ขอให้ภาครัฐช่วยลดต้นทุนการปลูกด้วยทั้งเรื่องราคาปุ๋ย  ราคายาเพื่อจะได้บำรุงผลผลิตให้ได้มากขึ้น

โดยพล.ต.ต.วิชัย  กล่าวว่า ประธานสภาฯฝากบอกมาว่า ได้รับทราบปัญหาที่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวประสบอยู่ และพร้อมรับเรื่องนี้ เพื่อนำส่งต่อไปให้รัฐบาลเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขให้ต่อไป 

ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม 2 จังหวัด

ครอบครัววิน จยย. ถูก ตชด. ยิงเสียชีวิต ร้องกมธ.ตำรวจ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

ครอบครัววิน จยย. ถูก ตชด. ยิงเสียชีวิต ร้องกมธ.ตำรวจ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

ครอบครัววิน จยย. ถูก ตชด. ยิงเสียชีวิต ร้องกมธ.ตำรวจ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.28 น.

‘ครอบครัววินจยย.’ถูก ‘ตชด.’ยิงเสียชีวิต ร้อง ‘กมธ.ตำรวจ’ช่วย หวั่นไม่รับได้ความเป็นธรรม หลังถูกข่มขู่ ด้าน’วัชรพงศ์‘ยันให้ความเป็นธรรม ไม่ต้องกังวลตำรวจจะซูเอี๋ยกัน

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 12.00 น.ทึ่รัฐสภา นายวัชพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียนจากญาติ ผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเเวนชายแดน(ตชด.)ยิงเสียชีวิตเสียชีวิต เพื่อขอให้ช่วยเหลือเนื่องจากถูกข่มขู่ และกังวลว่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะผู้ก่อเหตุเป็นข้าราชการตำรวจ

นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้สอบถามเจ้าของคดี เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น และมีผู้เสียชีวิตรวม 2 ราย ทั้งนี้เจตนารมณ์ของรัฐบาล โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ต่อสู้เรื่องการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะมาโดยตลอด ซึ่งคดีนี้เข้าข่ายชัดเจน แม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นข้าราชการตำรวจ ก็ขอให้ความมั่นใจว่ากมธ.ฯ จะให้ความเป็นธรรม โดยไม่ต้องกังวลว่าข้าราชการตำรวจจะเข้าข้าง หรือซูเอี๋ยกัน เพราะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก ทั้งนี้คาดว่าจะนำเรื่องเข้าสู่กมธ.ฯได้ในวันที่ 2 ก.ค.นี้ และพร้อมเป็นที่พึ่งให้ ไม่ต้องกลัวกระบวนการสอบสวนที่ไม่เป็นธรรม 

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องห้ามพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะนั้น กรณีนี้ชัดเจน แม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นข้าราชการตำรวจ แต่เท่าที่ทราบเบื้องต้นไม่มีหน้าที่ที่จะพกพาอาวุธปืนในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือพื้นที่ที่ผู้ก่อเหตุรับผิดชอบอยู่ ดังนั้นค่อนข้างชัดเจนเข้าข่ายกระทำความผิด ส่วนที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ หรือพยายามฆ่า ก็ต้องให้เวลาตำรวจเจ้าของคดีสืบสวนต่อไป

ด้านญาติผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ขอฝากความเป็นธรรมให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย เพราะตอนนี้โดนกระแสโจมตีหนักมาก โดนข่มขู่ พอถามว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานไหน ก็ถูกตอบกลับว่าเดี๋ยวจะโดนอีกสักเม็ดหนึ่ง จะเอาไหม จึงต้องขอความเป็นธรรมด้วย อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ทางครอบครัวผู้เสียหาย จะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฏหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ต่อไป

ยกระดับเกษตรไทย สุริยะ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี เดินหน้า ข้าวคาร์บอนต่ำ

ยกระดับเกษตรไทย สุริยะ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี เดินหน้า ข้าวคาร์บอนต่ำ

ยกระดับเกษตรไทย สุริยะ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี เดินหน้า ข้าวคาร์บอนต่ำ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

“สุริยะ”ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ขับเคลื่อนนโยบายข้าวคาร์บอนต่ำ ยกระดับรายได้ชาวนาไทย ด้วยการเทคโนโลยีลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยใน ตลาดโลก

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและพบปะเกษตรกร พร้อมเยี่ยมชมการส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง และการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ณ วิสาหกิจชุมชน แปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่(ข้าว) ต.เดิมบาง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี โดยกล่าวว่า จังหวัดสุพรรณบุรีนับเป็นพื้นที่สำคัญของการผลิตข้าว และข้าวนับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เป็นฐานรากของความมั่นคงทางอาหาร แต่ในปัจจุบัน เข้าไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความเสี่ยงจากภัยแล้งและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงการแข่งขัน และแนวโน้มของตลาดโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับและการผลิตที่เป็นกับสิ่งแวดล้อม และมีแนวทางในการขับเคลื่อนข้าวคาร์บอนต่ำที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย และลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำและปัจจัยการผลิต

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

 ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้กรมการข้าวดำเนินการพัฒนาและกระจายเมล็ดพันธุ์ ที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกและให้ผลผลิตดี มีภูมิต้านทานต่อสภาพแวดล้อม และเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร อีกทั้งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเทคนิคการผลิตแบบเทียนสลับแห้งและสิ่งแวดล้อมเสียค่าน้ำในอนาคต การปลูกข้าวคาร์บอนจะไม่เป็นภาระใหม่ของเกษตรกรแต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรต้นทุนเพิ่มมูลค่าและเข้าถึงตลาดที่ดีขึ้น นอกจากนี้เกษตรสหกรณ์จะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ภาคเอกชน โรงสีข้าว ผู้ส่งออก การศึกษาและเกี่ยวข้องเพื่อพัฒนท และต่อยอดแนวทางการผลิตข้าวปราณีตเพื่อเพิ่มมูลค่า ของเข้าไทยที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพื่อให้การขับเคลื่อนคาร์บอนเกิดเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ยังได้ 4 ข้อสั่งการ4ข้อสำคัญ ให้กรมการข้าวเพื่อผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ประกอบด้วย การขยายผลผ่านศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ การยกระดับงานวิจัยเมล็ดพันธุ์ การพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการเชื่อมโยงตลาดอย่างครบวงจร เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่กลับมาสานต่ออาชีพเกษตรกรรมด้วยระบบการทำนาที่สะดวกและมีรายได้มั่นคงกว่าเดิม นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกช.) ร่วมกับกรมการข้าว เร่งจัดทำ ใบรับรองมาตรฐานข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและใช้เป็นเครื่องมือในการนำไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านข้าวปลอดภัยและข้าวคาร์บอนต่ำในระดับโลกอีกด้วย

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

เปิดเบื้องหลัง อนุทิน ดึง EEC ออกจากมือ พิพัฒน์ มาดูแลเอง

เปิดเบื้องหลัง อนุทิน  ดึง EEC ออกจากมือ พิพัฒน์ มาดูแลเอง

เปิดเบื้องหลัง อนุทิน ดึง EEC ออกจากมือ พิพัฒน์ มาดูแลเอง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

เปิดเบื้องหลัง”นายกฯ”ดึง “EEC” ออกจากมือ “พิพัฒน์” มาดูแลเองหลังคุยกันสัปดาห์ก่อน เผยเตรียมดันเป็นโครงการสำคัญเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ในมุมมองใหม่ ตั้งเป้าศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก – ฮับดาต้าเซนเตอร์ในภูมิภาค สั่งเชื่อมการทำงานทุกหน่วยงาน ปัดไม่เกี่ยวปมขวางแก้สัญญารถไฟ 3 สนามบิน 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569  แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยถึง เบื้องหลังคำสั่ง 2 ฉบับที่ครม.รับทราบคือ 1.คำสั่งนายกรัฐมนตรีในการยกเลิกให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือสำนักงานอีอีซี และ 2. ยกเลิกการเป็นประธานคณะกรรมการ (ประธานบอร์ด) คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งมาจากการพูดคุยกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะนำโครงการ EEC กลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด โดยนายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย โดยนำ EEC เป็นโปรเจ็กต์นำ (Pilot project) ไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งจะนำเสนอโปรเจ็กต์ EEC ในมุมมองใหม่

แหล่งข่าว เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายให้ EEC เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลกและเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งจะต้องมีการประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงเห็นความจำเป็นที่จะดึงการบริหารงาน EEC
กลับมาในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง 

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การผลักดันให้ EEC เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลกเนื่องจากในพื้นที่นี้มีความพร้อมทั้งเรื่องของปศุสัตว์ ประมง เกษตร ผลไม้ พืชสวน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศต่างๆทั่วโลก และสามารถเป็นจุดแข็งของ EEC ที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล 

ทั้งนี้รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการดึงดูดการลงทุนใน EEC จะเน้นอุตสาหกรรมหนักแบบเดิมไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดหาไฟฟ้า และน้ำที่มีต้นทุนในการจัดหาสูง และหากจะเน้นการลงทุนในพื้นที่นี้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก รัฐบาลก็มีการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่นๆ 

“การดึงงาน EEC กลับมาดูเองของนายกฯ ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายพิพัฒน์  ซึ่งนายพิพัฒน์ เป็นผู้มานำเสนอเองว่า การทำงานระหว่างสำนักงานอีอีซี และบีโอไอ มีการปะทะกันมาโดยตลอด นายพิพัฒน์ ไม่ชอบทำงานท่ามกลางการปะทะกันในลักษณะนี้ จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำกลับไปกำกับดูแลเองดีกว่า และไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นายพิพัฒน์ ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เพราะคนที่สั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้ก็คือนายกรัฐมนตรีเอง โดยนายกรัฐมนตรีบอกด้วยว่าผมก็ไม่เสี่ยงกับการแก้สัญญาในโครงการนี้เช่นกัน ส่วนเรื่องโครงการดิสนีย์แลนด์ ที่นายพิพัฒน์อยากให้ทำใน EEC นั้น นายกฯก็ตั้งคำถามกับนายพิพัฒน์ ว่าเมื่อไหร่จะได้ทำ เพราะยังไม่ได้ศึกษาเรื่องผลตอบแทนโครงการเลยว่าคุ้มค่าหรือไม่” แหล่งข่าว กล่าว

‘สื่อภูเก็ต’ โร่ร้อง ‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’ ถูกผู้มีอิทธิพล ฟ้องปิดปาก ภคมน มอง โยกย้ายแค่ละคร

‘สื่อภูเก็ต’ โร่ร้อง ‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’ ถูกผู้มีอิทธิพล ฟ้องปิดปาก ภคมน มอง โยกย้ายแค่ละคร

‘สื่อภูเก็ต’ โร่ร้อง ‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’ ถูกผู้มีอิทธิพล ฟ้องปิดปาก ภคมน มอง โยกย้ายแค่ละคร

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.51 น.

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน รับยื่นหนังสือจาก นายวรพงศ์ ยูระหมาน ผู้ก่อตั้งเพจข่าวโหดจัง จังหวัดภูเก็ต กรณีถูกผู้มีอิทธิพลรายหนึ่งฟ้องร้องดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

นายวรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ที่ตนเองต้องลำบากมาถึงกรุงเทพฯ และมายื่นเรื่องต่อกรรมาธิการ พัฒนาการเมืองฯ ที่คิดว่าจะได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด วันนี้ตนเองเดือดร้อนการนำเสนอปัญหาหาดบางเทา ที่ผู้มีอิทธิพล ญาติของข้าราชการระดับใหญ่ในจังหวัดภูเก็ต มาฟ้องปิดปาก จึงอยากให้สื่อมวลชนได้เห็นว่าสื่อท้องถิ่นที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ เผชิญกับผู้มีอิทธิพลเจ้าของที่บุกรุกที่สาธารณะจังหวัดภูเก็ต ให้ประชาชนคนประเทศไทยได้เห็น ที่ตนได้เขียนในเพจข่าวว่า “โดนหมดปลัดจังหวัดภูเก็ต ป้องกันจังหวัดภูเก็ต นายอำเภอทั้งสามอำเภอ ช่วยราชการกรณีล้างบางอิทธิพลหาดบางเทา เส้นใหญ่เร่งยกชุด นายกรัฐมนตรีปล่อยให้เกิดได้ไง” ข้อความนี้ตนโดนฟ้องเรียกค่าเสียหายหมด 5 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ฟ้องที่จังหวัดภูเก็ต แต่ไปฟ้องถึงศาลอาญาที่กรุงเทพฯ รู้สึกว่าการกระทำแบบนี้ ที่มีการนำเสนอข้อความ มันรุนแรงไปหรือไม่กับการฟ้องร้อง แต่ทุกคนมีสิทธิ์ฟ้องร้อง 

นายวรพงศ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ยังโดนฟ้องข้อความที่วิเคราะห์ไว้ล่วงหน้าว่า “กรณีที่นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยและรัฐมนตรีต่างๆ ลงไปที่จังหวัดภูเก็ต ปราบล้างมาเฟียปราบล้างผู้บุกรุก ผู้มีอิทธิพล ข้าราชการจังหวัดภูเก็ตถ้าดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลแบบนี้ ไม่เกิน 2 อาทิตย์โดนเด้งแน่” ที่ได้เขียนไว้ก่อนที่จะมีคำสั่งเด้งประมาณ 2 อาทิตย์ แล้วก็เป็นจริง จึงเอาข้อความนี้มาฟ้องอีก สิ่งที่คนในจังหวัดภูเก็ตถ้าทุกคนได้ลงมาในพื้นที่จริง ทุกคนรู้หมดว่า ใครบุกรุก ใครอยู่เบื้องหลัง ไม่สามารถนำเสนอความจริงได้เลย แต่วันนี้ตนยังมีคดีความติดตัวอยู่และต้องขึ้นมาดำเนินการที่กรุงเทพฯเพื่อที่จะรับทราบข้อกล่าวหาและดำเนินการสู้คดีต่อไป และอยากจะนำเรื่องนี้ให้สื่อมวลชนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ช่วยกันติดตามความเป็นจริงว่าสื่อในจังหวัดภูเก็ตทุกวันนี้ถูกเบียดเบียนถูกกดขี่ ถ้านำเสนออะไรที่ไม่ได้เป็นผลบวกหรือผลประโยชน์ ก็จะโดนแบบนี้แบบ

ด้านน.ส.ภคมน กล่าวว่า ผู้มีอิทธิพลดังกล่าวไม่ใช่คนใหม่ แต่เป็นผู้มีอิทธิพลที่มีข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับข่าวการย้ายรองผู้ว่าซีฟู้ด ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยว่า รองผู้ว่าฯคนดังกล่าว มีคนสนิทเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ และบุกรุกที่สาธารณะ และคนที่ฟ้องสื่อมวลชนท้องถิ่นวันนี้ ก็เป็นคนใกล้ชิดของคนนั้น

น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า การย้ายรองผู้ว่าฯ เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น คนที่ยังมีอำนาจและมีมือทำงานอยู่ในพื้นที่ ก็ยังดำเนินการอยู่ ยังคงเรียกรับผลประโยชน์ ฟ้องสื่อมวลชน และทำทุกอย่างเหมือนเดิม ดังนั้น รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ในฐานะเจ้ากระทรวง ต้องจริงใจกับประชาชน และต้องยอมรับให้ได้ หากประชาชนตั้งคำถามว่า การย้ายผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯภูเก็ต เป็นแค่ละครฉากหนึ่ง ที่จะนำไปสู่การวางอำนาจใหม่ในจังหวัดเท่านั้น โดยการย้ายรองผู้ว่าฯที่มีข้อกล่าวหาที่รุนแรง ทำไมจึงไม่มีการสอบทางวินัยและทางอาญาให้สาธารณชนรับรู้ 

“ร้อยวันพันปี การประชุมมหาดไทยประชาชนไม่เคยรับรู้ แต่ 2-3 วันที่ผ่านมา ประชาชนได้เห็นการประชุม เพราะคุณมีธงที่ชัดเจน ว่าต้องการจะแสดงอะไรกับสาธารณะ และได้แสดงบทนั้นออกมา สุดท้ายแล้วความขัดแย้งส่วนตัว ประชาชนไม่ได้สนใจ แต่สิ่งที่สนใจคือผลประโยชน์ อิทธิพล และส่วย จะถูกจัดการอย่างไร” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า วันนี้ทุกคนทราบว่า การย้ายแค่หัวแต่หางยังอยู่ คิดเหรอว่าเขาจะไม่เสิร์ฟเครื่องบรรณาการเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นหากจะจริงจังเล่นใหญ่แล้ว ก็เอาให้จริง ขุดถอดรากถอนโคน ที่กินผลประโยชน์ในจังหวัดว่าอยู่ตรงไหนบ้าง อย่าแค่มาเล่นใหญ่ฮึ่มๆ และการย้ายครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ตลกมาก ซึ่งกรณีของรองซีฟู้ด มีความผิดและข้อกล่าวหาชัดเจน แต่ย้ายจากจังหวัดภูเก็ตไปนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่กว่า แถมเป็นจังหวัดบ้านเกิดด้วย จึงคิดว่านี่คือฐานความผิดของการย้ายข้าราชการ ที่มีความผิด แต่คนถูกย้ายน่าจะดีใจที่สุดในโลกแล้ว ย้ายกันยังไงให้คนถูกย้ายดีใจ 

น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า ฉากละครสำคัญวันนี้เล่นไม่เนียน ผู้เขียนบททำมาไม่ละเอียด แต่ฉากละครที่ประชาชนต้องติดตามต่อไป คือการวางอำนาจใหม่ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งที่ตนกล้าพูดแบบนี้ เปิดแผนที่ประเทศไทยดูได้เลย ว่าภาคใต้ฝั่งอันดามัน ยกเว้นจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น ที่พรรคภูมิใจไทยยังไม่สามารถยึดครองได้ ดังนั้นการย้ายผู้ว่าฯวันนี้ คือการวางอำนาจใหม่ของระบอบสีน้ำเงิน ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และคาดหวังว่า จะยึดอันดามันให้ได้ทั้งหมด ดังนั้น วันนี้อย่ามองแค่ความขัดแย้งของบุคคล หรือการกระทำที่เกิดขึ้นของบุคคล สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ใหญ่กว่านั้นมาก และกำลังทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ทำให้ระบอบสีน้ำเงินขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งวันนี้คนที่ต้องรับผิดชอบ คือผู้มีอำนาจทุกคน อย่าทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย และอย่าให้หมดศรัทธากับการเมืองไทย อย่างน้อยต้องแสดงความจริงใจ และสืบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

น.ส.ภคมน กล่าวว่า เชื่อว่า หลังจากข่าวนี้ออกไป จะมีคนออกมาบอกว่า เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบ ขอพูดตรงๆว่าตนไม่เชื่อ เพราะที่ผ่านมา เรื่องของอธิบดีกรมการปกครอง นายกฯบอกว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบ แต่รองอธิบดีกรมการปกครอง ได้บอกใน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ว่ายังไม่มีการตั้งคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นอย่าพ่น อย่าพูดไปเรื่อยๆ ทำให้จริง ประชาชนจับอยู่

เมื่อถามว่า เปลี่ยนผู้ว่าคนใหม่แล้วขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง 3 คนลงพื้นที่ จะสามารถปราบมาเฟียผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ได้หรือไม่ นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องอิทธิพลเรื่องส่วยมีมานานแล้ว เปลี่ยนผู้ว่าฯกี่สิบคนก็ยังมีส่วย ลมใต้ปีกของผู้มีอิทธิพลก็คือข้าราชการระดับสูงที่เกาะกินจังหวัดภูเก็ตอยู่ วันนี้คนภูเก็ตจำทนมาหลาย 10 ปี ก็อยากที่จะเลือกตั้งผู้ว่ากำหนดอนาคตของคนภูเก็ตเอง จึงอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีด้วยว่าคนภูเก็ตอยากเลือกตั้ง

ขณะที่นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเองลงพื้นที่ภูเก็ตเยอะมาก ก็น่าจะรู้ปัญหาดีอยู่แล้วว่าปัญหาเหล่านี้อยู่ตรงไหน อยู่ที่ความจริงใจของนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าสั่งการวันนี้เสร็จตั้งแต่เมื่อวานแต่วันนี้ยังไม่เห็น ก็ขอให้สั่งวันนี้ พรุ่งนี้เสร็จก็ได้ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูมาให้ความหวังคนภูเก็ต ซึ่งตนจะติดตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุดตราบใดที่ตนยังเป็น สส.ของคนภูเก็ตอยู่ ก็พยายามที่จะไปขุดหลุมต่างๆรัฐบาลต้องไปกลบหลุมให้ทัน หากมีความจริงใจจริงก็ช่วยแก้ปัญหาในหลุมนั้นด้วย

เมื่อถามว่า ในการโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นการถือโอกาสเพื่อวางโครงข่ายระบอบสีน้ำเงินใหม่หรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า หากไปดูผู้ว่าราชการที่ย้ายเข้าไปใหม่ตอนนี้ตนไม่ได้ สบประมาทหรือดูแคลน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสายใกล้ชิดของท่านคือสายไหน 

“สิ่งที่เราเห็นกันหน้าฉากวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นการวัดพลังกันเพื่อชิงกันนำเป็นที่หนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ของผู้มีอำนาจในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน เรื่องแก้ปัญหาเป็นเรื่องรอง แต่วันนี้สิ่งที่ทำได้คือของใครเข้าไปมีอำนาจมากกว่าคน ๆ นั้นมีโอกาสเป็นที่หนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ และการแก้ปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องรองมา นี่คือจุดประสงค์หลัก ๆ ที่ดิฉันอยากชวนประชาชนมองข้ามช็อตให้ทันเกมของการวางระบอบสีน้ำเงินในวันนี้” น.ส.ภคมน กล่าว

เมื่อถามว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่เป็นบอกว่าเป็นการวัดพลังจะนำไปสู่รอยร้าวในพรรคหรือไม่เพราะล่าสุดนายกฯเอา EEC กลับมาดูเอง น.ส.ภคมน กล่าวว่า คนอื่นต้องให้ความเป็นธรรมก่อนเพราะตนไม่แน่ใจว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมงานล้นมือหรือไม่ นายกรัฐมนตรี อาจเห็นแล้วว่าการบริหารจัดการเรื่องปัญหา EEC และการนำเรื่อง พ.ร.บ. SEC เข้ามา อาจถูกตั้งคำถามและมีการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้เพิ่มขึ้น อาจจะแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ตนคิดว่าประชาชนและคนไทยทั้งประเทศไม่ควรรับรู้และเป็นภาระของพวกท่านไปจัดการให้เสร็จ ว่าใครควรใหญ่กว่าใคร พอแข่งกันใหญ่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นกับประชาชน ปัญหาไม่ได้ถูกจัดการ กลายเป็นว่าวันนี้ต้องตัดสินกันก่อนว่าใครใหญ่ที่สุด 

“ดิฉันคาดหวังว่านายกรัฐมนตรีท่านจะสามารถนำคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ดิฉันคาดหวังจะเห็นพรรคภูมิใจไทยเป็นเอกภาพมากกว่านี้ ไม่ใช่ให้กำลังใจไม่ได้รักอะไรท่านขนาดนั้นเพียงแต่คาดหวังให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับผลประโยชน์บ้างจากการขึ้นมาเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยในวันนี้” น.ส.ภคมน กล่าว 

หมอวรงค์ ค้านเกณฑ์บำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภา ปูด บ้านใหญ่ใช้ตำแหน่งผู้ช่วย สส.-สว. แทนจ่ายเงิน

หมอวรงค์ ค้านเกณฑ์บำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภา ปูด บ้านใหญ่ใช้ตำแหน่งผู้ช่วย สส.-สว. แทนจ่ายเงิน

หมอวรงค์ ค้านเกณฑ์บำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภา ปูด บ้านใหญ่ใช้ตำแหน่งผู้ช่วย สส.-สว. แทนจ่ายเงิน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.06 น.

ไม่เป็นธรรม! ’หมอวรงค์‘ ฮึ่มค้านหลักเกณฑ์ กำหนดระยะเวลา ‘อดีตสมาชิกรัฐสภา’ รับ ‘เงินบำนาญ – มีผู้ช่วยสส. 8 คน’  ปูด ‘บ้านใหญ่’ จ่ายเงินให้ สส.ในสภา พอสอบตกก็รับเงิน ‘กองทุนอดีตสมาชิกฯ’ ลามแฉ เอาตำแหน่งผู้ช่วยสส.-สว.ในเครือ ไปให้คนอื่นแทนการจ่ายเงิน 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการสภา มีมติ ทบทวนบำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภาตลอดชีพ โดยมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งรวมทุกวาระตั้งแต่ 48 เดือนหรือ 4 ปี รวมถึงการคงไว้ของจำนวนผู้ช่วยสส. 8 คน ว่า ตนไม่เห็นด้วย ยืนยันว่าทั้งสส.และสว.ส่วนใหญ่ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน มาปกป้องดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แต่สุดท้ายก็ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เอาหมดไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่ คนรุ่นใหญ่ คนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า เอาหมด นี่คือผลประโยชน์ ซึ่งบทสรุปของคณะกรรมาธิการกิจการสภาถือว่าฝ่าฝืนความรู้สึกของประชาชน 

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ตนขอขยยให้เห็นภาพว่าผลประโยชน์เหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากเรื่องบ้านใหญ่ทั้งสิ้น นี่คือผลพวงของระบบการเมืองบ้านใหญ่ ที่เข้ามามีอิทธิพลทางการเมือง เพื่อให้ดูแลหัวคะแนน แม้แต่สส.ที่เข้ามาทำหน้าที่ในสภา บ้านใหญ่ก็ยังเลี้ยงดูโดยยังได้รับเงินเป็นรายเดือน จึงไม่แปลกใจที่สส.เหล่านี้ เมื่อถึงเวลาต้องโหวต ก็โหวตตามใบสั่ง ไม่ได้โหวตตามใจพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เป็นสส. 

“ผมขอท้าว่า มีนายทุนบ้านใหญ่ยังจ่ายเงินดูแลรายเดือนให้กับสส.ที่ขณะนี้เป็นสส.อยู่ในสภา แต่วันใดที่เขาหมดตำแหน่งหน้าที่สอบตก เขาก็ต้องไปแบมือขอ จึงต้องใช้วิธีการเอาภาษีของประชาชนมาดูแลสส.ที่ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่ต่อไป เท่ากับว่าระบบบ้านใหญ่ กำลังสร้างปัญหาให้กับการเมือง โดยใช้เงินของนายทุนเข้ามาดูแลสส.วันใดสส.หมดหน้าที่หมดตำแหน่งก็ใช้ภาษีของประชาชนในรูปการจัดตั้งกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” น.พ.วรงค์ กล่าว 

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า  ส่วนการคงไว้ของผู้ช่วยสส. 8 คนก็เป็นผลพวงมาจากบ้านใหญ่ ทุนบ้านใหญ่ของพรรคการเมืองโดยมีการเรียกตำแหน่งจาก 8 คน นี้ไปเป็นโควต้าของส่วนกลาง เพื่อไปดูแลผู้สมัครคนอื่นที่สอบตก เพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายเงินมากโดยเอาภาษีของประชาชนมาจ่ายแทน แม้แต่สว.ที่สังกัดค่ายสีต่างๆ ก็ถูกดึงผู้ช่วยไปให้กับบ้านใหญ่ เพื่อที่บ้านใหญ่ไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งเรื่องนี้ตนขอคัดค้านเพราะถือว่า การเมืองระบบบ้านใหญ่คือเผด็จการรูปแบบหนึ่งที่ไม่ตอบสนองประชาชน แต่การเลือกตั้งมักจะอ้างประชาชน สุดท้ายการให้ทุนของระบบบ้านใหญ่ก็คือพรรคการเมือง

นพ.วงรงค์ กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้ สส.ทุกคน ให้เสียสละและมีสติ กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะคุณคือตัวแทนของประชาชน แต่ทำไมไม่ตอบสนองประชาชน และที่กมธ.กิจการสภา จะตั้งคณะอนุกมธ.ขึ้นมาศึกษาในเรื่องนี้ ที่มีสส.อยู่ด้วย นั้นถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทางออกที่ดีที่สุด คือต้องถามประชาชน และขอเรียกร้องให้ประธานสภาฯ สอบถามไปยังประชาชนว่าคิดอย่างไร ต้องการให้สส.มีบำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิต และต้องมีผู้ช่วยสส. 8 คนหรือไม่ เพราะจากที่ตรวจสอบข้อมูลในสภา พบว่ามีสส.หลายคนที่มีจิตสำนึกที่ดี ตั้งผู้ช่วยสส.ไม่เกิน 3 คน เช่นเดียวกับตน 

น.พ.วรงค์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่กมธ.กิจการสภา เห็นสมควรตั้งงบดูแลอาหารให้กับข้าราชการ โดยไม่เชื่อมโยงกับการยกเลิกอาหารของสส.โดยเฉพาะอาหารมื้อเย็นที่สภาจะต้องดูแลเจ้าหน้าที่  ซึ่งเรื่องนี้ตนเห็นด้วยว่าไม่ควรที่จะนำมาปะปนกับอาหารของสส.

ธนกร ชี้ ไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลหยิบใช้ถูกจังหวะ-ถูกเวลา เชื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน

ธนกร ชี้ ไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลหยิบใช้ถูกจังหวะ-ถูกเวลา เชื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน

ธนกร ชี้ ไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลหยิบใช้ถูกจังหวะ-ถูกเวลา เชื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.50 น.

“ธนกร” เปิดงานเทศกาลผัดหมี่และของดีเมืองนัง นครศรีฯ ชี้ “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐบาลหยิบใช้ถูกจังหวะ ถูกเวลา หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เชื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง มั่นใจ”นายกหนู“มีโครงการดีๆออกมาอีกแน่

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน โครงการมหกรรมอาหารปลอดภัยเมืองนัง (เทศกาลผัดหมี่ และของดีเมืองนัง ครั้งที่ 11) ณ เวทีกลางถนนศรีสมบูรณ์ เขตเทศบาลเมืองปากพนัง (ปากพนังฝั่งตะวันตก) อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชและนายขวัญชัย รอดมณี นายกเทศมนตรีเมืองปากพนังให้การต้อนรับ โดยมีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก
นายธนกร กล่าวว่า นครศรีธรรมราชเป็นเมืองที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน และเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ที่ช่วยกันขับเคลื่อนบ้านเกิดให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะอำเภอปากพนัง ถือเป็นพื้นที่สำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ วิถีประมง วิถีเกษตรตรกรรม มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ ที่ร่วมกันอนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนาสิ่งดีงามของบ้านเราให้คงอยู่ พร้อมทั้งต่อยอดสู่อนาคตอย่างสร้างสรรค์ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ที่วันนี้ส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างเต็มที่ 

นายธนกร ยังกล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงด้วยว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะการไม่เกิดสงครามขึ้นนั้นย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั่วโลก เชื่อว่าต่อจากนี้ไปนานาประเทศจะเริ่มปรับตัวเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของตัวเอง ราคาพลังงานก็จะเริ่มเสถียรมากขึ้น วิกฤตต้นทุนที่ส่งผลต่อราคาสินค้าทุกชนิดก็จะเริ่มดีขึ้นด้วย ดังนั้น โครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลที่ออกมาในขณะนี้ จึงเรียกได้ว่าออกมาได้ถูกจังหวะ ถูกเวลา เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง และรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน จะยังคงมีนโยบายดีๆ แบบนี้ออกมาให้กับประชาชนอีกเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

พลอยทะเล โต้ ลิซ่า ปมย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต ย้ำไม่ใช่ละครตบตา ย้ายเพื่อแก้มาเฟีย

พลอยทะเล โต้ ลิซ่า ปมย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต  ย้ำไม่ใช่ละครตบตา ย้ายเพื่อแก้มาเฟีย

พลอยทะเล โต้ ลิซ่า ปมย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต ย้ำไม่ใช่ละครตบตา ย้ายเพื่อแก้มาเฟีย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.29 น.

”พลอยทะเล“ แจง “ลิซ่า” กรณีย้ายผู้ว่าภูเก็ต เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ แก้ไขปัญหาในภูเก็ต ได้รับการแก้ไขมากขึ้น ย้ำไม่ใช่ละครตบตา หรือวัฒนธรรมการโยกย้าย 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีให้สัมภาษณ์ถึงการย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ต  โดยกล่าวช่วงหนึ่งว่า “วันนี้อย่าทำแค่การเด้งไปนั่น ไปนี่ นี่คือการลงโทษแบบไม่มีใครเชื่อ วัฒนธรรมแบบนี้เลิกได้เลิก ถ้าจะเอากันจริงๆ ถอนรากถอนโคนบอกประชาชนไปเลยว่าผิดอะไร ใครอยู่เบื้องหลัง สาวกันมาให้หมด ถ้านายกรัฐมนตรีจริงใจกับประชาชนจริงเอากันให้ชัด” 

นางสาวพลอยทะเล กล่าวย้ำว่า การปรับเปลี่ยนโยกย้ายดังกล่าว เพื่อประโยชน์ทางราชการ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มุ่งแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และตามนโยบายของรัฐบาลทั้งเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล และเรื่องอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ยังไม่เรียบร้อย มีปัญหาสะสมมายาวนาน ให้ได้รับการแก้ไขปัญหาในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว 

“ตนเองในฐานะคนภูเก็ต เข้าใจและรับรู้ปัญหาในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาจะเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยการบูรณาความร่วมมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของข้าราชการซึ่งเป็นกลไกลสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งพ่อเมือง เป็นแม่ทัพใหญ่คอยบัญชาการในแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  ตนเองก็พอรู้จักท่านผู้ว่านายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร เป็นผูัที่มีความรู้ความสามารถอยู่ในพื้นที่มานาน ตลอดระยะเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งได้ทำงานเพื่อจังหวัดภูเก็ตอย่างเต็มที่ แต่การแก้ไขปัญหาของจังหวัดภูเก็ตยังมีอีกหลายปัญหา ที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องการให้ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว จึงจำเป็นต้องสลับคนใหม่เข้ามาในพื้นที่ เพื่อมุมมองใหม่ ๆ สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น“ นางสาวพลอยทะเล กล่าว

“ การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ แต่ย้ายเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในภูเก็ตได้รับการแก้ไขมากยิ่งเพื่อให้ปัญหาคลี่คลายโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่ละครตบตา หรือเรื่องผลประโยชน์ และวัฒนธรรมการโยกย้าย อย่างที่ น.ส.ภคมน ฯ เข้าใจ  ตนเองเชื่อว่า ท่านผู้ว่านิรัตน์  เข้าใจเหตุผลการย้ายครั้งนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ซึ่งอาชีพข้าราชการ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ไม่ว่าตำแหน่งไหน อยู่จังหวัดไหน ข้าราชการทุกคนก็ต้องทำงานรับใช้ชาติและประชาชน มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ“ นางสาวพลอยทะเล ระบุ

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า หนุนการศึกษาไทยต่อเนื่อง

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า หนุนการศึกษาไทยต่อเนื่อง

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า หนุนการศึกษาไทยต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.29 น.

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า หนุนการศึกษาไทยต่อเนื่อง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาของชาติอย่างต่อเนื่อง โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษา โดยให้ผู้บริจาคสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation ของกรมสรรพากร ไปใช้สิทธิหักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการต่ออายุสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายหลังมาตรการเดิมตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 768 พ.ศ. 2566 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เพื่อให้การสนับสนุนการศึกษาของภาคประชาชนและภาคเอกชนเกิดความต่อเนื่อง ไม่สะดุด และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริจาคที่ประสงค์มีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

ทั้งนี้ การกำหนดให้มาตรการมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถือเป็นการอุดช่องว่างของมาตรการเดิมที่สิ้นสุดลง และช่วยให้ผู้บริจาคที่ได้ดำเนินการบริจาคผ่านระบบ e-Donation ตั้งแต่ต้นปี 2568 สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลรับฟังข้อห่วงใยของประชาชน และให้ความสำคัญกับการสร้างความชัดเจนด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ลดหย่อนภาษี

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการนี้ครอบคลุมผู้บริจาคทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยบุคคลธรรมดาสามารถนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคประเภทอื่นแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคไปหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์แล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายดังกล่าว

สำหรับสถานศึกษาที่อยู่ภายใต้มาตรการนี้ ครอบคลุมถึงสถานศึกษาของรัฐทั่วประเทศ  โรงเรียนเอกชนในระบบ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ และสถาบันอุดมศึกษาซึ่งคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศอนุมัติโดยความเห็นชอบของครม. ทั้งนี้ ผู้บริจาคต้องดำเนินการผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิทางภาษี

“มาตรการนี้ไม่เพียงเป็นข่าวดีสำหรับผู้เสียภาษี แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบ ทุกการบริจาคที่เข้าสู่ระบบ e-Donation จะช่วยเพิ่มทรัพยากรให้สถานศึกษา และสร้างประโยชน์โดยตรงต่อเด็ก เยาวชน และการพัฒนากำลังคนของประเทศในระยะยาว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป โดยจะมีการเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ผู้บริจาคสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นายกฯ ‘อนุทิน’ ลัดฟ้าเยือนรัสเซีย ร่วมประชุมสุดยอด Russia-ASEAN Summit

นายกฯ 'อนุทิน' ลัดฟ้าเยือนรัสเซีย ร่วมประชุมสุดยอด Russia-ASEAN Summit

นายกฯ ‘อนุทิน’ ลัดฟ้าเยือนรัสเซีย ร่วมประชุมสุดยอด Russia-ASEAN Summit

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.01 น.

นายกฯ ‘อนุทิน’ ลัดฟ้าเยือนรัสเซีย ร่วมประชุมสุดยอด Russia-ASEAN Summit

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนไทย ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาเซียน (Russia-ASEAN Summit) ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 35 ปี แห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและกลุ่มประเทศอาเซียน โดยการประชุมครั้งสำคัญนี้ปักหมุดจัดขึ้นที่เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 นี้

ที่สนามบิน นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เดินทางมาส่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะด้วยตนเอง บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยทางเอกอัครราชทูตฯ ได้กล่าวอวยพรให้คณะผู้แทนจากประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจสำคัญครั้งนี้อย่างราบรื่น

นอกจากช่วงเวลาส่งคณะเดินทางแล้ว เอกอัครราชทูตรัสเซียยังได้ใช้โอกาสนี้ในการสนทนาสั้น ๆ ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองก่อนที่คณะผู้แทนไทยจะออกเดินทาง เพื่อมุ่งหน้าสู่การประชุมสุดยอดที่เมืองคาซานในครั้งนี้

นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซีย ส่งนายอนุทิน ณ สนามบิน
เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยอำนวยพรคณะผู้แทนไทย