ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบ อนุทิน ปมยกเว้นส่งออกน้ำมัน ตั้งบิ๊กพลังงานนั่ง ศบก.

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบ อนุทิน ปมยกเว้นส่งออกน้ำมัน ตั้งบิ๊กพลังงานนั่ง ศบก.

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบ อนุทิน ปมยกเว้นส่งออกน้ำมัน ตั้งบิ๊กพลังงานนั่ง ศบก.

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

วันนี้( 9 มีนาคม 2569) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นาย ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนชี้มูลความผิดนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากนายอนุทิน ชาญวีรกุลได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิง แต่กลับยกเว้น สปป.ลาว และสหภาพเมียนมา และลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 53/2569 จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออก กลาง หรือ ศบก.โดยให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ซึ่งเคยทำธุรกิจพลัง งาน มีปั๊มชื่อดังแต่ผ่องถ่ายให้น้องชายแล้ว มาเป็น ผอ.ศูนย์ฯ อาจถือได้ว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา184 – 186 ห้ามไว้

ศรีสุวรรณ

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ทั้งนี้ นายกรัฐมน ตรีได้ให้สัมภาษณ์ว่าการยกเว้นการห้ามส่งน้ำมันไป สปป.ลาวและพม่านั้น เนื่อง จากไทยต้องพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว แต่ทว่าโรงไฟฟ้าใน สปป.ลาวส่วนใหญ่ที่รัฐบาลไปเซ็นสัญญาซื้อไฟมานั้นเป็นโครงการของกลุ่มทุนใหญ่ของไทยที่ข้ามพรมแดนไปลงทุนโดยใช้ทรัพยากรของเพื่อนบ้าน แล้ววกกลับมาทำสัญญาผูกมัดให้คนไทยต้องควักเงินจ่ายในราคาแพงผ่านใบเสร็จค่าไฟทุกสิ้นเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทน้องชายนายกรัฐมนตรีไปดำเนินธุรกิจพลังงานทำโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว อย่างน้อย 2 แห่ง ซึ่งขายไฟฟ้าให้กับประเทศไทย ซึ่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ดันมาร์จิ้นทะยานหลายเท่าตัวแตะระดับ 40 % ในขณะที่ธุรกิจหลักคืองานแปรรูปและติดตั้งโครงสร้างเหล็กให้มาร์จิ้นเพียง 5-6 % เท่านั้น

ส่วนการแต่งตั้งบิ๊กบริษัทน้ำมันเบอร์หนึ่งของไทยมาร่วมเป็นกรรมการ ศบก.ด้วย ทั้งๆที่ รมว.พลังงาน คนปัจจุบันก็เคยเป็นผู้บริหารเบอร์หนึ่งของบริษัทน้ำมันดังกล่าว ซึ่งบริษัทลูกของบิ๊กดังกล่าวได้ร่วมลงทุนในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติในเมียนมา คือ ซอติก้า  ยาดานา และ เยตากุน ซึ่งวางท่อก๊าซผ่าป่าอนุรักษ์มาใช้ประโยชน์ในโรง งานแยกก๊าซที่ จ.ราชบุรี สร้างผลกำไรให้บริษัทมหาชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกันทั่วหน้า การเข้ามาเป็นกรรมการ ศบก.ย่อมเกี่ยวพันกับการกำหนดมาตรการด้านพลังงานรองรับปัญหาผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง อาจเป็นคุณหรือโทษต่อบริษัทดังกล่าวได้ ซึ่งจะสามารถรู้ข้อมูลข่าวสารและมาตรการต่างๆของทางราชการได้ก่อนคู่แข่ง ก่อนที่นายกจะนำมาตรการที่ ศบก.กำหนดไปบังคับใช้ จึงเป็นเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ทั้งสิ้น

ศรีสุวรรณ

“การใช้อำนาจลงนามในคำสั่งของนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ฉบับซึ่งมีความสัมพันธ์สอดรับกัน จึงอาจเข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะดำเนินการไต่สวนและชี้มูลความผิดได้ หากตรวจสอบแล้วเป็นไปตามข้อมูลการร้องเรียนให้เร่งเสนอศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ และพิจารณาลงโทษตามครรลองของกฎหมายต่อไป” นายศรีสุวรรณ กล่าว

ศรีสุวรรณ

โผ ครม.อนุทิน 2 ลงล็อก โยก เอกนัฏ คุมพลังงาน วราวุธ คุมอุตฯ มัลลิกา นั่งรองประธานสภา

โผ ครม.อนุทิน 2 ลงล็อก โยก เอกนัฏ คุมพลังงาน วราวุธ คุมอุตฯ มัลลิกา นั่งรองประธานสภา

โผ ครม.อนุทิน 2 ลงล็อก โยก เอกนัฏ คุมพลังงาน วราวุธ คุมอุตฯ มัลลิกา นั่งรองประธานสภา

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

โผครม.สัดส่วนสีน้ำเงินลงล็อก! ‘เอกนัฏ’ นั่ง ‘พลังงาน’ ด้าน ‘วราวุธ’ คุมอุตฯ ขณะที่ ‘สุชาติ’ อยู่ ‘ทรัพยากรฯ’ ที่เดิม ขณะที่ ‘ก๊วนลูกบังเกิดเกล้า’ ตบเท้าผงาดนั่ง ‘รมต.ป้ายแดง’ ขณะที่ชื่อ ‘ประเสริฐ’ ถูกเบรคตัวโต หลังมีคดีในชั้น ‘ป.ป.ช.’ เปิดเบื้องหลังไม่ดึง ‘กล้าธรรม-ปชป.’ ร่วมสังฆกรรม

วันที่ 9 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)  “อนุทิน 2” ก่อนมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14มี.ค. จากนั้นเป็นขั้นตอนการเลือกประธานรัฐสภา ในวันที่ 15มี.ค. และโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีช่วงวันที่ 18-19มี.ค. ก่อนจะมีการจัดตั้งครม. 

ล่าสุดมีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ภายหลังการสัมมนา สส. ผู้บริหาร และสมาชิกพรรค ที่จ.บุรีรัมย์ โผครม. เริ่มชัด ในสัดส่วนชื่อที่คลุมเครือมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะศึกสีน้ำเงินที่เข้ามาใหม่ อย่างกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น คุ้มชลบุรี กลุ่มนายวราวุธ ศิลปอาชา คุ้มสุพรรณ และกลุ่มนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ คุ้มลุงกำนัน โดยนายสุชาติ จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวราวุธ จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ขณะที่สัดส่วน “ลูกเทพ” ซึ่งขณะนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” เห็นเค้าลางการวางตัวสอดแทรกไปในกระทรวงสำคัญ อาทิ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล จะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ  นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนนางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา อยู่ระหว่างจัดสรรความเหมาะสม 

ขณะที่ตำแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติ นายโสภณ  ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง เป็นชื่อ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี เนื่องจากเป็นสส.หลายสมัย ประนีประนอมสูง และความร่วมมือในการทำงาน มีความคุ้นชินกับงานสภาฯ และคุ้นเคยกับสส.ต่างพรรค เชื่อว่าจะสามารถทำให้งานสภาฯราบรื่น 

สำหรับสัดส่วนรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย มีรายงานข่าวว่า ชื่อของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ มีความเสี่ยงสุดเนื่องจากมีคดีสแกนม่านตาในชั้น ป.ป.ช. ที่คนในพรรคภูมิใจไทย ตรวจสอบผ่านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงยุติธรรม มาตั้งแต่ต้น รวมถึงมีคดีงบภัยแล้ง 5.1 หมื่นล้านบาท หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันคุณสมบัติรัฐมนตรี ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า พรรคเพื่อไทยนำโดย หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  จะเดินทางมาส่งชื่อ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ ต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่พรรคภูมิใจไทย เวลา 13.30 น. 

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า  สำหรับสาเหตุที่ พรรคภูมิใจไทย ไม่เลือกพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล  “อนุทิน 2”  เนื่องจากมีสส. และแกนนำพรรคบางคน พัวพันกับธุรกิจสีเทา รวมถึงมี สส. หลายคน และแกนนำพรรค มีชื่อในคดีแจกกล้วยรับค่าเลี้ยงดูในสมัยรัฐบาลของพล.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ที่ป.ป.ช.กำลังจะชี้มูลในเร็วๆ นี้   ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์นั้น แกนนำระดับสูงมองว่า ไม่มีเอกภาพทางการเมือง เพราะมีเพียง 21 เสียง ยังมีการแบ่งกลุ่มก๊วนชัดเจน คือ กลุ่มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มนายชัยชนะ เดชเดโช ไม่มีใครฟังใครได้ จึงเป็นการยากหากต้องมาร่วมรัฐบาล  

เท้ง พร้อมลุยงานในสภา ผลักดันกฎหมาย-ควบคู่ตรวจสอบเลือกตั้ง จ่อยกเครื่อง ‘กก.บห.ปชน.’ เดือนเม.ย.นี้

เท้ง พร้อมลุยงานในสภา ผลักดันกฎหมาย-ควบคู่ตรวจสอบเลือกตั้ง จ่อยกเครื่อง 'กก.บห.ปชน.' เดือนเม.ย.นี้

เท้ง พร้อมลุยงานในสภา ผลักดันกฎหมาย-ควบคู่ตรวจสอบเลือกตั้ง จ่อยกเครื่อง ‘กก.บห.ปชน.’ เดือนเม.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

‘เท้ง’ลั่นพร้อมทำงานในสภาผลักดันกฎหมาย-ควบคู่ตรวจสอบเลือกตั้ง เผยยังไม่คุย ‘ประชาธิปัตย์-กล้าธรรม’ร่วมฝ่ายค้าน ยันไร้ปัญหาเหตุเคยร่วมงานพรรคต่างอุดมการณ์มาแล้ว รอที่ประชุม สส.เคาะส่งคนชิง‘ประธาน-รองประธานสภา’หรือไม่ จ่อหารือยกเครื่องกรรมการบริหารพรรคประชุมใหญ่ เม.ย.นี้  

วันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า วันนี้ สส.ของพรรคประชาชนมารายงานตัวและทำหน้าที่อย่างพร้อมเพรียง วาระสำคัญต่อจากนี้ เราได้มีการเตรียมตัวภายใน โดยในช่วงบ่ายจะมีการประชุม สส.ของพรรค ส่วนงานที่เราจะผลักดันต่อคือชุดกฎหมายหลายฉบับที่เราพร้อมทำหน้าที่ทันที เมื่อสภาเปิดอย่างเต็มรูปแบบ เราพร้อมยื่นกฎหมายทันที ไม่ว่าจะเป็นชุดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น การปฏิรูประบบงบประมาณ การยกระดับในการตรวจสอบ สิ่งแวดล้อม สิทธิเสรีภาพ การลดค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นไม่กี่ตัวอย่างที่เราพร้อมยื่นเข้าสภา 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการปรับตัวที่จะร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรม ซึ่งน่าจะมาร่วมงานฝ่ายค้านนั้น เป็นกระบวนการปกติในสภาอยู่แล้วที่พรรคที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลต้องมาทำงานงฝ่ายค้าน คงไม่ต้องปรับกระบวนท่าในการทำงานอะไรมาก กระบวนการวิปฝ่ายค้านเป็นปกติ เราสามารถทำงานได้กับทุกฝ่ายอยู่แล้ว ในอดีตเราก็ทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ไม่จำเป็นต้องมีจุดยืนหรือหลักการที่ตรงกัน 

เมื่อถามว่ามีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ระดับสมาชิกจะพูดคุยหารือกัน แต่ในระดับแกนนำยังไม่มีการหารือกันอย่างเป็นทางการ ตนเข้าใจว่าจากการสัมภาษณ์ทางพรรคภูมิใจไทยเองค่อนข้างนิ่ง แต่ก็ต้องรอกระบวนการอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประธานสภา รองประธานสภา และนายกรัฐมนตรี กว่า ครม.จะเข้ามาทำงานยังมีอีกหลายขั้นตอน ก่อนที่ผู้นำฝ่ายค้านจะถูกแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจึงจะสามารถตั้งวิปฝ่ายค้านได้ 

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านไว้เองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะพรรคการเมืองลำดับหนึ่งที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็เป็นตำแหน่งที่เราให้ความสำคัญอยู่แล้ว พร้อมทำหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องของคดี 44 สส. มีความกังวลหรือไม่นั้น เราไม่ได้กังวล แต่ไม่ได้ประมาท ยืนยันตามความบริสุทธิ์ของเราในการทำหน้าที่ สส. ในการยื่นร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรที่จะทำให้เราต้องโดนคดีแบบนี้ 

“ในช่วงบ่ายนี้หรืออีกหลายโอกาสจะมีการหารือกันภายในพรรค เพื่อให้เห็นภาพตรงกันว่าฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 คน จะเดินหน้าทำงานในสภากันต่ออย่างไร เพื่อให้การทำงานในฐานะ สส.ไม่สะดุดลง” นายณัฐพงษ์ กล่าว 

ต่อข้อถามว่าแสดงว่าเตรียมคนที่จะขึ้นมาแทนหาก 10 สส. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เตรียมกระบวนการ เตรียมวิธีการไว้หมดแล้ว แต่ตัวบุคคลต้องเป็นกระบวนการภายใน อาจจะต้องหารือกับที่ประชุม สส.พรรคก่อน สุดท้ายหากเกี่ยวกับตำแหน่งผู้บริหารพรรคต้องออกมาจากที่ประชุมใหญ่ของพรรค ซึ่งเราวางแผนไว้ว่าจะประชุมกันในช่วงเดือน เม.ย. นี้ 

เมื่อถามว่ามีการมองว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่จะเป็นนายวีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ พรรคประชาชน  นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราไม่สามารถที่จะไปบอกแทนเพื่อนสมาชิกได้ เราพยายามออกแบบกระบวนการ แต่ไม่ได้ยึดติดตัวบุคคล  จะออกมาเป็นชื่อใครก็แล้วแต่การตัดสินใจของสมาชิกพรรค

เมื่อถามว่าการมารายตัวต่อสภาในวันนี้ตรงกับวันครบกำหนด 30 วัน ที่ ป.ป.ช. ต้องยื่นคดี 44 สส.ไปที่ศาลฎีกาเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งใจ เราต้องการให้การรับรองจาก กกต. เสร็จครบทั้งกระบวนการก่อน จึงเลือกมาในช่วงเวลานี้ ไม่ได้ตั้งให้ชนกับอะไร ส่วนที่ทางพรรคได้ยื่นให้กกต.ตรวจสอบการเลือกตั้งเขต 2 จ.สุพรรณบุรีนั้น ก็คงต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการว่ามีผลเป็นอย่างไร  หากเกิดเหตุที่เห็นได้ชัดว่าน่าจะมีความผิดปกติ เราก็พร้อมจะดำเนินการกับเขตอื่นๆ อย่างเต็มที่ ทีมกฎหมายของพรรคได้รวบรวมพยานหลักฐานค่อนข้างครบถ้วนแล้ว 

เมื่อถามต่อว่าถึงแม้จะมีการเปิดประชุมสภาแล้วก็ยังสามารถยื่นตรวจสอบการเลือกตั้งได้ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กกต.น่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด เชื่อว่าประชาชนก็ห่วงใยเรื่องนี้เช่นกัน เพราะหลายภาคส่วนยังตั้งคำถามถึงกระบวนการในการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึง กกต.ออกมารับรองผล โดยที่สังคมยังตั้งคำถามอยู่ หากมีการเปิดสภา และรัฐบาลเดินหน้าไป สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญออกมาระบุว่ากระบวนการในการเลือกตั้งมีปัญหาเกิดขึ้นจริงจะเกิดผลเสียต่อประเทศมากที่สุด 

“เราสื่อสารมาตลอดว่าอยากได้การเลือกตั้งที่โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม ประชาชนให้ความเชื่อมั่นในการเลือกตั้ง เรายอมรับผลการเลือกตั้ง การที่เรามารายงานตัวในวันนี้ เพราะเราพร้อมทำหน้าที่ต่อในฐานะผู้แทนราษฎร ส่วนกระบวนการในการตรวจสอบการเลือกตั้ง ตรวจสอบความผิดปกติ ไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านมาต้องเดินหน้าควบคู่กันไป” หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าว
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะเสนอชื่อประธานสภา และรองประธานสภาแข่งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าเราพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็ง ซึ่งตำแหน่งที่สำคัญคือผู้นำฝ่ายค้านในสภา ซึ่งบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ผู้นำฝ่ายค้านไม่สามารถเป็นพร้อมกันได้กับประธาน และรองประธานสภา แต่ก็ไม่ได้เป็นการปิดกั้น ที่เราจะเสนอชื่อเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ในสภา เพราะในอดีตก็มีการเสนอมาแล้ว ซึ่งจะมีการหารือกันก่อน และจะได้ความชัดเจนก่อนจะมีการเปิดประชุมสภาแน่นอน 

เมื่อถามว่ามองฟอร์มรัฐบาลว่าอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รอการทำหน้าที่และกระบวนการหลายๆ อย่างเสร็จสิ้นก่อน เราพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ส่วนที่มีการตั้งรัฐบาลโดยไม่เอาพรรคกล้าธรรม โดยยกเรื่องมาตรฐานจริยธรรมนั้นเหมาะสมหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายอนุทินเองก็ยังไม่ได้ตอบว่าในอดีตก็เคยแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ทำไมตอนนั้นกับตอนนี้ใช้คนละมาตรฐานกัน ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องการเมืองมากกว่ามาตรฐานทางจริยธรรม 

ทั้งนี้ นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายกฎหมาย อธิบายเพิ่มเติมถึงกรอบเวลา 9 มี.ค.ในการส่งคำร้องคดี 44 สส. ของ ป.ป.ช. ต่อศาลฎีกาว่า ความจริงแล้วไม่ใช่วันที่ 9 มี.ค.

นพ. วาโย อธิบายว่า กรอบเวลา 1 เดือน และ 30 วัน ในทางกฎหมายนั้นแตกต่าง การนับ 1 เดือนนั้น ต้องไม่ลืมว่าเดือน ก.พ. มีเพียง 28 วัน หากนับ 30 วัน กรอบเวลาของการยื่นคำร้องย่อมตรงกับวันที่ 11 มี.ค. อย่างไรก็ตาม นพ. วาโยยังระบุว่า ตามกฎหมายเกี่ยวกับ ป.ป.ช. สามารถขยายเวลายื่นคำร้องได้ต่อไปเรื่อยๆ หากมีเหตุผลรองรับ 

อัษฎางค์ เชียร์สุดตัว! นโยบาย ศุภจี ทุบมาเฟียล้งมะพร้าว ผ่าตัดถึงรากเหง้า ไม่ใช่แค่แจกยาแก้ปวด

อัษฎางค์ เชียร์สุดตัว!  นโยบาย ศุภจี ทุบมาเฟียล้งมะพร้าว ผ่าตัดถึงรากเหง้า ไม่ใช่แค่แจกยาแก้ปวด

อัษฎางค์ เชียร์สุดตัว! นโยบาย ศุภจี ทุบมาเฟียล้งมะพร้าว ผ่าตัดถึงรากเหง้า ไม่ใช่แค่แจกยาแก้ปวด

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.04 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ศึกทุบโต๊ะล้งมะพร้าว ขุนพลหญิง “ศุภจี” ผ่าตัดมะเร็งร้าย ทวงคืนอธิปไตยเกษตรกรไทย

#อัษฎางค์ยมนาค| #อ่านเกมอำนาจ

อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยที่มีมูลค่าการส่งออกสูงเกือบ 10,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีตลาดจีนเป็นขุมทรัพย์ใหญ่ที่กวาดส่วนแบ่งไปกว่า 85% เคยเป็น “ทองคำบนต้น” ของเกษตรกร แต่วันนี้กลับถูกทุบราคาหน้าสวนจนเหลือเพียงลูกละ 3 บาท ในขณะที่ปลายทางบนชั้นวางในต่างประเทศยังคงขายได้ราคาสูงลิ่ว คำถามคือ… ส่วนต่างมหาศาลจากเค้กหมื่นล้านก้อนนี้ ตกไปอยู่ในกระเป๋าใคร?

ปรากฏการณ์ “239 ล้ง” รวมหัวกันขู่หยุดรับซื้อ เพื่อท้าทายอำนาจรัฐ ไม่ใช่แค่กลไกตลาดที่สะดุดล้ม แต่มันคือ “การกบฏทางเศรษฐกิจ” ที่กลุ่มทุนข้ามชาติในคราบ “นอมินี” กำลังใช้ปากท้องของชาวสวนไทยเป็นตัวประกัน การที่ รมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สวนหมัดกลับด้วยวลี “ไม่ต้องหยุดแค่ 2 วัน หยุดไปเลย” จึงเป็นแอคชั่นที่สะใจมวลชน

ท่ามกลางวิกฤตราคาผลผลิตทางการเกษตรที่มักจบลงด้วยการนำเงินภาษีประชาชนไปอุดหนุนราคาชั่วคราว ปรากฏการณ์ที่ รมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประกาศกร้าวใส่กลุ่ม 239 ล้งมะพร้าวที่ขู่จะหยุดรับซื้อว่า “ไม่ต้องหยุดแค่ 2 วัน หยุดไปเลย” ถือเป็นมิติใหม่ของการบริหารราชการแผ่นดิน นี่ไม่ใช่แค่วาทกรรมทางการเมือง แต่คือการประกาศสงครามกับ “โครงสร้างการผูกขาด” ที่กัดกินเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน

อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมมูลค่าส่งออกเฉียดหมื่นล้านบาทต่อปี กลับมีสภาพไม่ต่างจากอาณานิคมทางเศรษฐกิจ เมื่อชาวสวนต้องทนขายผลผลิตในราคาลูกละ 3 บาท การลุกขึ้นมาชนกับกลุ่มทุนที่มีข้อกังขาว่าเป็น “นอมินีข้ามชาติ” จึงเป็นก้าวที่กล้าหาญและมาถูกทางที่สุด ด้วยเหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง 3 ประการ

1. การทำลายอำนาจฮั้วราคา

การที่กลุ่มล้ง 239 แห่ง สามารถรวมหัวกันขู่หยุดรับซื้อผลผลิตพร้อมกันได้ คือใบเสร็จชั้นดีที่ยืนยันว่าตลาดนี้ไม่ใช่ตลาดเสรี แต่เป็น “ระบบฮั้ว” ที่สมบูรณ์แบบ การที่ภาครัฐยอมถอยให้กับคำขู่เหล่านี้ในอดีต คือการปล่อยให้พ่อค้าคนกลางมีอำนาจเหนือรัฐ การสวนหมัดของ รมว.ศุภจี จึงเป็นการใช้ “อำนาจรัฐที่ชอบธรรม” เข้าทุบกำแพงการผูกขาด เพื่อส่งสัญญาณว่ากลไกของประเทศจะไม่ยอมตกเป็นตัวประกันของกลุ่มทุนข้ามชาติอีกต่อไป

2. “ล้งกลาง” คือกลไกความมั่นคงทางอาหาร

เสียงวิจารณ์ที่มองว่าการตั้ง “ล้งกลาง” เป็นการแทรกแซงตลาดที่ล้าหลัง อาจเป็นการมองข้ามบริบทของวิกฤต ในสภาวะที่โครงสร้างตลาดล้มเหลว จากความไม่สมมาตรของข้อมูลและอำนาจต่อรอง การสร้าง “อำนาจต่อรองคู่ขนาน” ผ่านเครือข่ายของรัฐ ถือเป็นวัคซีนเข็มแรกที่จำเป็นอย่างยิ่งในการพยุงสายพานการผลิต ไม่ให้ชาวสวนต้องโค่นต้นมะพร้าวทิ้ง นี่ไม่ใช่การผูกขาดโดยรัฐ แต่เป็นการสร้าง “ทางเลือก” เพื่อบังคับให้ล้งเอกชนต้องกลับมาแข่งขันรับซื้อในราคาที่เป็นธรรม

3. ผ่าตัดถึงรากเหง้า ไม่ใช่แค่แจกยาแก้ปวด

ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรมักวนเวียนอยู่กับการประกันรายได้หรือจำนำ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและสร้างภาระทางการคลังมหาศาล แต่นโยบายของ รมว.ศุภจี ที่เดินเกมคู่ขนาน ทั้งการปราบล้งนอมินีอย่างเด็ดขาด และคุมเข้มการนำเข้า คือการแก้ปัญหาที่ “โครงสร้าง” อย่างแท้จริง เป็นการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่ให้เม็ดเงินนับหมื่นล้านไหลออกนอกประเทศผ่านเงื้อมมือของบริษัทตัวแทน

4. บทสรุป: วาระแห่งชาติที่ต้องหนุนหลัง

ในโลกของเศรษฐศาสตร์การเมือง การปฏิรูปโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ย่อมต้องเผชิญกับแรงเสียดทานมหาศาลจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ ท่าทีที่แข็งกร้าวของ รมว.ศุภจี เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการทวงคืนความยุติธรรมให้ชาวสวนมะพร้าว

สิ่งที่สังคมไทย คือการ “ผนึกกำลังหนุนหลัง” ภาครัฐให้สามารถกวาดล้างเครือข่ายนอมินีได้จนสิ้นซาก เพราะหากขุนพลที่กล้าชนต้องพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ อนาคตของเกษตรกรไทยก็คงถูกผูกขาดไปตราบนานเท่านาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศุภจี เดินหน้าจริงจังแก้ปัญหา มะพร้าวน้ำหอม เล่าเบื้องลึกถูกล้งขู่หยุดขาย 2 วัน

พรรค(กึ่ง)ประชาชน! ประชาธิปไตยแบบ ‘เลือกที่รักมักที่ฟ้อง’

พรรค(กึ่ง)ประชาชน!  ประชาธิปไตยแบบ 'เลือกที่รักมักที่ฟ้อง'

พรรค(กึ่ง)ประชาชน! ประชาธิปไตยแบบ ‘เลือกที่รักมักที่ฟ้อง’

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.38 น.

ภาพลักษณ์ของพรรคส้มที่ผ่านมา วางตัวเป็นกลุ่มการเมืองก้าวหน้าที่กล้าท้าทายอำนาจเดิม นำเสนอตัวตนว่าเคียงข้างสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม และเรียกร้องพื้นที่การถกเถียงที่เปิดกว้างมาโดยตลอด

แต่แถลงการณ์เรื่องมาตรการฟ้องร้องผู้ที่พรรคระบุว่า “บิดเบือนข้อมูล” กลับเผยให้เห็นตัวตนที่เปลี่ยนไป จนถูกตั้งคำถามว่านี่คือพรรคของประชาชนจริงๆ หรือเป็นพรรคของประชาชนเพียง “กึ่งหนึ่ง”

เพราะในวันที่พรรคเป็นฝ่ายวิจารณ์ผู้อื่น พรรคพูดถึงหลักการเสรีภาพอย่างสวยหรูและเรียกร้องมาตรฐานที่สูงส่ง

แต่พอถึงคราวที่ตนเองถูกตรวจสอบ กลับเลือกพึ่งพามาตรการทางกฎหมายเพื่อตอบโต้ในทันที ซึ่งขัดกับสิ่งที่พรรคเคยประกาศไว้

รอยร้าวระหว่างจุดยืนกับวิธีการในวันนี้ กำลังทำให้สังคมเห็นภาพความย้อนแย้งของการเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ใจกว้างเฉพาะกับเสียงสนับสนุน แต่กลับไม่เปิดกว้างต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์

ในโลกโซเชียลมีเดีย การถูกบิดเบือนข้อมูลหรือข่าวเท็จเป็นสิ่งที่องค์กรสาธารณะต้องเผชิญเป็นปกติ ซึ่งพรรคย่อมมีสิทธิชอบธรรมในการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

แต่ประเด็นสำคัญคือ พรรคการเมืองที่อ้างความทันสมัยควรมีวุฒิภาวะในการรับมือด้วยความใจกว้าง เพราะพรรคมีทั้งบุคลากรและเครื่องมือสื่อสารมหาศาลที่ใช้ชี้แจงข้อเท็จจริงได้ตลอดเวลา

การต่อสู้ด้วยข้อมูลคือวิถีปกติของสังคมที่พัฒนาแล้ว ความสง่างามจะเกิดขึ้นเมื่อพรรคใช้ความจริงหักล้างวาทกรรมต่อหน้าสาธารณชน ไม่ใช่การใช้ศาลเป็นเครื่องมือตัดสินข้อโต้แย้งทางการเมือง

ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นเมื่อพรรคกล้าเปิดเผยความจริง ไม่ใช่การสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวผ่านกระบวนการทางกฎหมาย จนประชาชนไม่กล้าแม้แต่จะสะท้อนความเห็น

แถลงการณ์ฟ้องร้องในครั้งนี้ คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คำว่าอุดมการณ์ดูเบาบางลงทันที เมื่อหลักการเสรีภาพถูกนำมาใช้แบบ “ต่างมาตรฐาน” โดยอ้างเรื่องข่าวปลอมขึ้นมาเป็นเหตุผลประกอบ

การฟ้องร้องอาจจัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ในระยะยาวมันจะกลายเป็นรอยด่างพร้อย เพราะความก้าวหน้าที่พรรคเคยโฆษณาไว้จะไร้ความหมายทันที หากพรรคเลือกปฏิบัติเฉพาะกับคนเห็นต่าง

พรรคที่ต้องการเป็นความหวังใหม่ ต้องยอมรับความจริงว่าประชาชนไม่ได้มีแต่เสียงสนับสนุน หากรวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงหรือคลาดเคลื่อนบ้างตามวิถีการเมืองยุคใหม่

เมื่อเสรีภาพถูกหยิบมาใช้เฉพาะในเวลาที่ได้ประโยชน์ แต่หายไปในยามที่ถูกตรวจสอบ ภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยก็จะค่อยๆ เสื่อมสลายลง และสิ่งที่เหลือทิ้งไว้มีเพียงประชาธิปไตยในรูปแบบ “เลือกที่รักมักที่ฟ้อง” เท่านั้น

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

สมชาย จี้ สภาชุดใหม่เลิกอุ้ม สส.เทา ชี้ต้องกล้าส่งตัวดำเนินคดีพนันออนไลน์-ฟอกเงิน

สมชาย จี้ สภาชุดใหม่เลิกอุ้ม สส.เทา ชี้ต้องกล้าส่งตัวดำเนินคดีพนันออนไลน์-ฟอกเงิน

สมชาย จี้ สภาชุดใหม่เลิกอุ้ม สส.เทา ชี้ต้องกล้าส่งตัวดำเนินคดีพนันออนไลน์-ฟอกเงิน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.38 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 สมชาย แสวงการ อดีต สว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ต้องมีมติอนุญาตให้ดำเนินคดี #สสเทา  #พนันออนไลน์  #ฟอกเงิน #เลิกให้เอกสิทธิคุ้มกัน   #อย่าดีแต่พูด #มีเราไม่มีเทา

หยุดแค่ตรึงราคา! กรณ์ จี้รัฐบาล ปัดฝุ่น WFH ลดใช้น้ำมัน หลังราคาโลกพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์

หยุดแค่ตรึงราคา! กรณ์ จี้รัฐบาล ปัดฝุ่น WFH ลดใช้น้ำมัน หลังราคาโลกพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์

หยุดแค่ตรึงราคา! กรณ์ จี้รัฐบาล ปัดฝุ่น WFH ลดใช้น้ำมัน หลังราคาโลกพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นาย กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า น้ำมันโลกพุ่งแตะ 110$ 

สงครามเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ยังไม่จบง่ายๆ 

ผมคิดว่า รัฐควรปรับแนวการสื่อสารกับประชาชน

เห็นด้วยว่าต้องไม่ตื่นตระหนก แต่ก็ควรต้องมีการปรับตัว

วันนี้การประหยัดพลังงานมีความสำคัญทั้งในมิติค่าครองชีพ และมิติความมั่นคง 

วันนี้รัฐต้องชดเชยดีเซลอยู่ลิตรละ 10 บาท! และมีแนวโน้มต้องชดเชยมากขึ้นอีกจากที่รัฐบาลตรึงราคาหน้าปั๊มไว้ที่ 29.99 บาท  ในขณะเดียวกันราคาก๊าซก็พุ่งสูงขึ้น เราพึ่งพาก๊าซเยอะเกินไปมาก

ในการผลิตไฟฟ้า ค่าไฟก็จะต้องสูงขึ้นอึก เราจึงต้องเร่งลดการใช้พลังงานทั้งรัฐและเอกชน

ลดการเดินทาง  ส่งสัญญาณเรื่องการประหยัดพลังงาน นำมาตรการ #WorkFromHome ช่วงโควิดกลับมาใช้เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันภายในประเทศ 

เมื่อลดน้ำมันก็คือ ลดภาระภาษีที่ต้องนำไปชดเชยราคาต้นทุนที่แพงขึ้น รัฐบาลต้องสำรองเงินไว้ช่วยเหลือเกษตรกร เพราะราคาปุ๋ยกำลังพุ่งสูงขึ้นอีกด้วย 

พร้อมกันนี้ ต้องเร่งสั่งการกำชับให้ราชการทุกหน่วยงานราชการ ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ฟุ่มเฟือยทันที

สิริพงศ์ ซัดน่ารังเกียจ! นักวิชาการวิจารณ์ตระกูล อังคสกุลเกียรติ ปมรับงานรัฐบาล จ่อดำเนินคดี

สิริพงศ์ ซัดน่ารังเกียจ! นักวิชาการวิจารณ์ตระกูล อังคสกุลเกียรติ ปมรับงานรัฐบาล จ่อดำเนินคดี

สิริพงศ์ ซัดน่ารังเกียจ! นักวิชาการวิจารณ์ตระกูล อังคสกุลเกียรติ ปมรับงานรัฐบาล จ่อดำเนินคดี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

’สิริพงศ์‘ ซัดกลับชุดใหญ่ ’นักวิชาการ‘ จับโยง ลาม ’บ้านใหญ่อังคสกุลเกียรติ‘ คั่วรับงานโครงการรัฐ กล่าวหาเลื่อนลอย ไร้หลักการ พฤติกรรมน่ารังเกียจ เล่นการเมืองแบบโบราณ ดิสเครดิตกันตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน สอนมวยอย่าอ่านแค่พาดหัว ต้องดูเนื้อหา อย่ามีอคติ ลั่นหากเกินเลย ให้ฝ่ายกม.ฟ้องดำเนินคดี

วันที่ 9 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.40 น. ที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีมีนักวิชาการออกมากล่าวหากลุ่มบ้านใหญ่โดยพาดพิงมายังตระกูลอังคสกุลเกียรติ รับงานโครงการของรัฐว่า ก่อนหน้านี้ที่มีข่าวว่ามีเครือญาติของอดีตโฆษกรัฐบาลรับงานของรัฐ แล้วมีนักวิชาการบางรายออกมาบอกว่าอาจเข้าข่ายทุจริต  แน่นอนว่านักการเมืองเป็นบุคคลสาธารณะที่สามารถตรวจสอบได้ และพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การใช้ความคิดเห็นมาวิเคราะห์วิจารณ์ ก็อยากให้ใช้หลักการแบบไม่มีอคติ ไม่ใช่ใช้ข้อมูลอย่างมีอคติ สิ่งแรกที่ตนต้องชี้แจงคือ 1.หจก.ไทยเจริญศรีสะเกษ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดที่เปิดทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี2524 ตอนนั้นตนน่าจะอยู่ชั้นป.1 และรับงานผู้รับเหมาชั้น 1 มาเป็นเวลา 10 ปี ดังนั้นการที่เขาทำธุรกิจมา 40-50 ปี แล้วเขาจะรับงานของรัฐมากหรือน้อยอย่างไร ก็ไม่น่าแปลกอะไร
 
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า 2.ความเป็นเครือญาติ นามสกุลเดียวกัน มันตัดกันไม่ขาด ถ้าตนมาเล่นการเมืองแล้วไปบอกเขาว่าอาชีพที่ทำอยู่ให้หยุดซะ เพราะตนจะเล่นการเมือง มันก็ไม่ถูก สู้เขาที่รวยมากมาบอกให้ตนเลิกเล่นการเมืองยังจะง่ายกว่า แต่ในความเป็นจริงแต่คนละมีความมุ่งหวังแตกต่างกัน การที่มากล่าวหากันว่ามีความผิดเพราะเป็นเครือญาติ มันค่อนข้างไม่เป็นธรรม เพราะในทางการเมืองมีจำนวนมากที่นามสกุลเดียวกัน คนหนึ่งอยู่ฝ่ายค้าน คนหนึ่งอยู่รัฐบาล หรือฝั่งที่นักวิชาการเชียร์อยู่ก็มีคนที่อยู่ในเครือญาติแล้วมีคดีก็ยังมีเหมือนกัน แต่ในกรณีที่กล่าวหามันไม่เป็นความจริงซักประการ

“ขอเรียกร้องไปยังนักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะนี้ ใช้ข้อมูลอย่างไม่มีอคติ ดูข้อมูลให้ครบถ้วน เพราะถ้านำเสนอความเห็นเฉพาะจากการอ่านพาดหัวข่าว โดยไม่อ่านเนื้อหาข่าวให้ละเอียด มันคงไม่ถูกต้องนัก“ นายสิริพงศ์ กล่าว

เมื่อถามว่าจะมีการฟ้องดำเนินคดีหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ต้องดูหลายประเด็น เช่นการทุจริต ที่กล่าวหากันลอยๆแบบนี้ แล้วทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ก็ต้องส่งให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร แต่ตนคิดว่าการตรวจสอบนักการเมืองเป็นสิ่งที่พึงกระทำ สามารถช่วยกันทำได้ แต่การกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย ไร้หลักการ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ ส่วนจะเป็นขบวนการทำลายล้างทางการเมืองหรือไม่นั้น เป็นไปได้หลายส่วน เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาบอกว่า เวลาเรามาเล่นการเมือง จะรู้หลายเรื่องที่เราไม่เคยทำ แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนกระทำความผิด ดังนั้นตรงไหนเราชี้แจงได้เราก็ชี้แจง แต่ตรงไหนถูกบิดเบือนทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ก็ต้องมีการดำเนินการ 

เมื่อถามว่าในช่วงการฟอร์มทีมตั้งรัฐบาลมีการใช้นักวิชาการ เข้ามาโจมตีพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่ง จะฝากเตือนอย่างไร นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าวันนี้มันอาจจะชัดแล้วว่าพรรคใดบ้างตั้งรัฐบาล พรรคใดบ้างเป็นฝ่ายค้าน จากนี้เมื่อประชาชนตัดสินใจแล้ว มีเวลา4ปี ตามเงื่อนไข ตามกฏหมาย ก็ขอเวลาให้รัฐบาลทำงาน การที่เริ่มมาดิสเครดิตกันตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน มันคงเรียกไม่ได้ว่าเป็นการเมืองสร้างสรรค์ หรือเป็นการเมืองแบบใหม่ ตนคิดว่ามันเป็นการเมืองแบบยุคโบราณของพรรคที่คิดว่าจะเป็นฝ่ายค้านในเวลานี้

ภูมิใจไทย เล็งรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม แยก ‘กีฬา’ ลดค่าไฟ 3 บาท ใช้ไม่เกิน 200 ยูนิต

ภูมิใจไทย เล็งรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม แยก ‘กีฬา’ ลดค่าไฟ 3 บาท ใช้ไม่เกิน 200 ยูนิต

ภูมิใจไทย เล็งรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม แยก ‘กีฬา’ ลดค่าไฟ 3 บาท ใช้ไม่เกิน 200 ยูนิต

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.14 น.

‘ภท.’ เล็งควบรวมกระทรวงท่องเที่ยวเข้ากับวัฒนธรรม แยก ‘กระทรวงกีฬา’ ออกมาเพื่อให้ทำงานชัดเจน  เร่งคลอดกฎหมาย Super License -ร่าง พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน ดันแก้ปัญหาปากท้อง กระตุ้นการลงทุน ภายใน6 เดือน จ่อออกประกาศให้ ปชช.ใช้ไฟต่ำกว่า 200ยูนิต จ่าย ยูนิตละ3 บาท ทำเร็ว ตั้งเป้าเห็นผลภายใน 3 เดือน ส่วน ‘แก้รธน.’ ยังไม่เร่งผลักดัน 

วันที่ 9 มีนาคม 2569 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุ ถึงภารกิจในงานฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะเร่งผลักดันให้สำเร็จ โดยพรรคภูมิใจไทย จะมุ่งเน้นงานนิติบัญญัตินำฝ่ายบริหาร เพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆ เป็นไปตามนโยบาย ของรัฐบาลและเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับประชาชน โดยกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทย จะผลักดันเป็นฉบับแรกๆ อาทิ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็นพระราชบัญญัติโอนกระทรวงการท่องเที่ยว มารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกไป ทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมุ่งเน้น พัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาฯได้ภายใน 6 เดือน

แหล่งข่าวพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน หรือ กฎหมาย Super License โดยหลักการต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service เช่นการก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขอ อนุญาตหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเป็นข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน6เดือน

ส่วนกฎหมายอีก1ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ. บ้านเกิดเมืองนอน จะผลักดันให้แล้วสร็จภายใน1ปี โดยจะมี 2 เรื่องคือ1. ทำให้ท้องถิ่นหารายได้ ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือก สนับสนุนภาษี30% ให้บ้านเกิดตัวเองหรือท้องถิ่นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาได้ และ2.จะเป็นกลไกการตรวจสอบของภาคประชาชนที่เข้มแข็งซึ่งจะเป็นกลไกตรวจสอบภาคประชาชนที่แข็งแรงกว่า ป.ป.ช. และ ปปท.และทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าใช้เงินแบบผิดประเภท ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของการปลดล็อคเรื่องอายุและวาระการดำรงตำแหน่งท้องถิ่น ไม่ใช่แค่2 วาระ ขณะที่การการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจยังไม่เร่งผลักดัน เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวกับการปัญหาของพี่น้องประชาชน

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า ในส่วนฝ่ายบริหาร รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันนโยบายต่างๆ เร่งด่วนภายใน3-6 เดือน อาทิ ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน200ยูนิตแรกจ่ายยูนิตละ3 บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200 ยูนิตจะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงานได้ทันที นอกจากนี้เป้าหมายต่อไปของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย อยากให้การแข่งขัน ด้านพลังงานไฟฟ้าเกิดเสรี เหมือนในต่างประเทศ ที่มีคู่แข่งหลายรายให้ประชาชนได้เลือกใช้ บริษัทที่ให้ประโยชน์ได้มากที่สุด เช่นตัวอย่างค่ายโทรศัพท์มือถือ

ยอมหักไม่ยอมงอ! เอ็ดดี้ อัษฎางค์ กางเหตุผล ทำไม ประชาธิปัตย์ ไม่ร่วมรัฐบาล?

ยอมหักไม่ยอมงอ! เอ็ดดี้ อัษฎางค์ กางเหตุผล  ทำไม ประชาธิปัตย์ ไม่ร่วมรัฐบาล?

ยอมหักไม่ยอมงอ! เอ็ดดี้ อัษฎางค์ กางเหตุผล ทำไม ประชาธิปัตย์ ไม่ร่วมรัฐบาล?

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.51 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ทำไม ปชป. ไม่ร่วมรัฐบาล ?

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

ในหน้าฉากการเมืองที่มีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอย่างเข้มข้น ประชาชนจำนวนไม่น้อยย่อมคาดหวังที่จะเห็นนักการเมืองเข้าไปร่วมเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์แสดงท่าทีไม่ตอบรับการร่วมรัฐบาลโดยง่าย กลับถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า “เย่อหยิ่ง” หรือ “เล่นตัว”

ทว่าหากเราถอยออกมามองผ่านเลนส์การวิเคราะห์เชิงการเมืองและสังคมอย่างรอบด้าน นี่คือเหตุผลเบื้องหลังที่หลายคนอาจมองข้าม

1. อำนาจการต่อรองตามหลัก “คณิตศาสตร์การเมือง”

ด้วยจำนวน สส. 21 เสียง ปชป. ทราบดีถึงน้ำหนักของตัวเองในสมการนี้ การจัดตั้งรัฐบาลเป็นสิทธิ์ขาดของพรรคแกนนำที่มีเสียงอยู่ในมือ การไม่เสนอตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง จึงไม่ใช่ความหยิ่งยโส แต่คือความเข้าใจในบริบททางการเมืองอย่างถ่องแท้ พรรคที่มี 21 เสียงไม่ใช่ผู้กำหนดเกม การเลือกที่จะไม่ฝืนเข้าไปอยู่ในสมการที่ไม่ลงตัว จึงเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นจริง

2. ต้นทุนทางการเมืองที่สูงกว่าผลประโยชน์การเข้าร่วมรัฐบาลโดยไม่มีเงื่อนไขทางนโยบายหรืออุดมการณ์ที่สอดคล้องกันอย่างแท้จริง ย่อมมี “ต้นทุนทางการเมือง” ที่สูงลิ่ว การเข้าไปเป็น

เพียงส่วนเติมเต็มโดยขาดอำนาจต่อรองในการทำเพื่อประชาชน อาจได้ไม่คุ้มเสียในระยะยาว

3. คำถามสำคัญที่สะท้อน “ศักดิ์ศรีทางการเมือง”

พรรคประชาธิปัตย์มีต้นทุนทางการเมืองอยู่ที่ภาพลักษณ์ของการยึดหลักการ ความถูกต้อง และความชอบธรรม แม้วันนี้พรรคอาจไม่ได้ใหญ่เหมือนในอดีต แต่สิ่งที่ยังเป็นแกนกลางสำคัญคือศักดิ์ศรี การปฏิเสธที่จะวิ่งเต้นเพื่อแลกเก้าอี้ จึงไม่ได้แปลว่าเล่นตัว แต่พรรคกำลังตั้งคำถามสำคัญกับตัวเองว่า
• เข้าไปแล้วได้ทำประโยชน์จริงหรือไม่?
• เข้าไปแล้วรักษาหลักการได้หรือไม่?
• เข้าไปแล้วคุ้มค่ากับต้นทุนทางศีลธรรมและการเมืองหรือไม่?

4. ฝ่ายค้าน: กลไกบริหารราชการแผ่นดินที่คนมักมองข้าม

คนส่วนใหญ่มักติดภาพจำว่ามีเพียง “รัฐบาล” เท่านั้นที่บริหารประเทศและทำประโยชน์ให้ประชาชนได้ แต่ในความเป็นจริงตามระบอบรัฐสภา การเป็น “ฝ่ายค้าน” ก็คือการบริหารราชการแผ่นดินทางตรงรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ การกลั่นกรองกฎหมาย หรือการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งล้วนเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ในระบบประชาธิปไตย

5. บทสรุป: คุณค่าที่แท้จริงของการสงวนท่าที

หากการเข้าร่วมต้องแลกมาด้วยการสูญเสียจุดยืน การเลือกเป็นฝ่ายค้านอย่างมีคุณภาพย่อมเป็นคำตอบที่สง่างามกว่า เพราะ 21 เสียงที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ สามารถทำหน้าที่ทำประโยชน์เพื่อชาติและประชาชนได้ทัดเทียมกับฝ่ายบริหาร

การวิจารณ์โดยขาดความเข้าใจในเกมอำนาจและมองข้ามคุณค่าของฝ่ายค้าน จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและไม่ยุติธรรมต่อผู้ที่พยายามรักษามาตรฐานทางการเมือง ในยุคที่อุดมการณ์มักถูกสั่นคลอนด้วยผลประโยชน์