แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ไม่ใช่แค่ที่ภูเก็ต แต่ทุกที่ที่มีประเด็นเรื่องนี้ทั้งภูเก็ต เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี และกระบี่ตอนนี้ทุกคนเร่งทำงานเรื่องนี้กันอยู่ ย้ำว่า เราทำหมดทุกพื้นที่ เพราะสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น เรายอมให้
กลุ่มคนบางกลุ่ม หรือใครบางคนมาใช้อำนาจในสิ่งที่ไม่ดีมารังแกคนอื่นไม่ได้”

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์บรูไน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ 4 ด้าน

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์บรูไน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ 4 ด้าน

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์บรูไน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ 4 ด้าน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.19 น.

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ เดินหน้าความร่วมมือด้านเกษตร อาหาร พลังงาน สาธารณสุข พร้อมชวนบรูไน ลงทุนในไทย สร้างความมั่นคงและการเติบโตร่วมกัน

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 โรงแรม Mirage เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ (His Majesty Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddaulah) แห่งบรูไนดารุสซาลาม ระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย

ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าฯ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความซาบซึ้งต่อสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ ที่ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมทั้งกล่าวแสดงความยินดีกับ เจ้าชายอับดุล มาติน ในโอกาสได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของบรูไนฯ ด้านสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ ทรงมีพระราชดำรัสชื่นชมความสัมพันธ์ทางการทูตของไทย-บรูไนฯ มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในทุกระดับ พร้อมร่วมมือส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมในทุกมิติ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความตั้งใจที่จะเดินทางเยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการในโอกาสที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการเยือนบรูไนฯ ครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับบรูไนอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในสาขาที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ในด้านการเกษตร นายกรัฐมนตรีแสดงความสนใจต่อการนำเข้าปุ๋ยจากบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น โดยเห็นว่าการกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ยมีความสำคัญต่อการรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยหารือกับฝ่ายบรูไนฯ ในรายละเอียดต่อไป

ด้านความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของบรูไนฯ และแสดงความพร้อมในการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยไปยังบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารระหว่างทั้งสองประเทศ

ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ด้านสาธารณสุข นายกรัฐมนตรียินดีต่อการส่งเสริมความร่วมมือด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลบีเอ็นเอชของไทยกับ Jerudong Park Medical Centre ของบรูไน ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และการส่งต่อผู้ป่วยให้เข้ารับการรักษาในประเทศไทย

ด้านการลงทุน ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าของข้อตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไนฯ (Double Taxation Agreement) ซึ่งมีความพร้อมสำหรับการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศในโอกาสอันใกล้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคเอกชนของบรูไนฯ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ สำหรับพระมหากรุณาธิคุณและพระราชไมตรีอันแน่นแฟ้นที่ทรงมีต่อประเทศไทย รวมทั้งการทรงสนับสนุนความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศมาโดยตลอด พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับบรูไนฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป

พลพีร์ ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์รองผู้ว่าฯคนดัง

พลพีร์ ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์รองผู้ว่าฯคนดัง

พลพีร์ ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์รองผู้ว่าฯคนดัง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.10 น.

“พลพีร์”ยัน”ส่วยภูเก็ต”ไร้เอี่ยว”ภูมิใจไทย” ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์”รองผู้ว่าฯคนดัง” ลั่นใครเป็น”กุ๊ย-มาเฟีย”ในพรรค เปิดมาเลย ไม่มีเอาไว้ ด้าน”วรศิษฎ์”ชี้หากเชื่อมโยงจริง ต้องยืนค้ำฟ้า คงไม่ถูกโยกย้าย พร้อมทำงานเต็มที่ เดินหน้าจัดระเบียบทั้งประเทศ

17 มิถุนายน 2569 ที่ จ.ภูเก็ต นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ในฐานะ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีเพจดัง เผยแพร่ภาพคู่ของ นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย กับอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนดัง พร้อมให้จับตาความสัมพันธ์พรรคการเมืองใหญ่ ว่า ต้องบอกว่ายังไม่มีคำกล่าวหาที่ระบุมาถึงพรรคภูมิใจไทยเลย และในโซเชียลมีเดีย ก็มีการนำรูปบุคลากรของพรรคออกมาเผยแพร่ วันนี้ต้องขอยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และหากใครมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ของพรรค ไม่ว่าจะระดับไหน ทั้งเป็นอดีตผู้สมัคร แคนดิเดต หรือ สส.หรือรัฐมนตรี หากมีหลักฐานว่าเราไปปู้ยี่ปู้ยำ ทำตัวเป็นมาเฟียเป็นกุ๊ย ก็ขอให้มาบอกพวกตน ไม่ว่าเป็นใครในพรรค พวกตนก็ไม่เอาไว้

เมื่อถามว่า ยืนยันได้ใช่หรือไม่ว่าจะไม่เป็นการฟอกขาว นายพลพีร์ กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ วันนี้ออกมาตอบแล้ว สืบแล้ว ว่ากระบวนการยุติธรรมเสร็จสิ้นแล้ว ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ผมไม่ได้สนใจว่าเป็นใคร อาวุโสอย่างไร ผมไม่สนใจว่าการเมืองคุณจะเป็นอย่างไร ผิดก็คือผิด พรรคไม่เอาไว้”

เมื่อถามถึงกรณีที่สังคมกำลังจับตามองว่า 3 รมช.มหาดไทยหน้าใหม่ จะเข้ามาล้างบางทั้งเรื่องส่วยและผู้มีอิทธิพล มีความตั้งใจอย่างไรบ้าง ด้าน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย กล่าวเสริมว่า “แน่นอน ร้อยเปอร์เซ็นต์” ในเรื่องความเชื่อมโยงกับบุคลากรในพรรคภูมิใจไทย หากมีความเชื่อมโยงจริง และมีอิทธิพลจริง ทำไมถึงมีการโยกย้ายเกิดขึ้น ต้องยืนอยู่ค้ำฟ้าในการที่จะไปหาผลประโยชน์ต่อ แต่วันนี้นายกฯ ก็ทำให้เห็นแล้ว และเป็นนโยบาย หากมีประเด็นเกิดขึ้นก็ต้องว่ากันไป

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการทำงานพวกเราก็เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ วันนี้ที่เราลงมาก็เพื่อจัดระเบียบ และช่วยแก้ปัญหาเพราะเข้าใจดีว่าส่วยที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดเล็กๆ น้อยๆ จึงทำให้เกิดเงื่อนไขให้กับกลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีมาขูดรีด หากอะไรที่ผิดอยู่ก็ทำให้มันถูก จะได้ไม่ต้องมีเงื่อนไขให้มาแก้ พร้อมย้ำว่า เราทำงานเต็มที่อยู่แล้ว และยึดหลักปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ซึ่งไม่ใช่เฉพาะจังหวัดภูเก็ตแต่ยังรวมถึงจังหวัดอื่นๆ ทุกพื้นที่ด้วย

คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต! 2 รมช.มท.ยกคณะลุยสางปัญหาหาดฟรีดอม

คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต! 2 รมช.มท.ยกคณะลุยสางปัญหาหาดฟรีดอม

คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต! 2 รมช.มท.ยกคณะลุยสางปัญหาหาดฟรีดอม

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.01 น.

“2 รมช.มหาดไทย”ยกคณะลงพื้นที่ภูเก็ต สางปัญหา”หาดฟรีดอม” สั่งสอบ”น.ส.3″หลังอ้างสิทธิเก็บค่าลงหาด ปลุกชวนผู้ประกอบการแจ้งเบาะแสปิดช่องทางส่วย รับปาก”คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต” โวลั่น”พวกผมมาที่นี่ไม่ได้มาทำให้เสร็จ แต่มาทำให้สำเร็จ”

17 มิถุนายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นำคณะ ประกอบด้วย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล การรุกที่สาธารณะ นอมินี และส่วยในพื้นที่ โดยทันทีที่มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต มี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มารายงานสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่

จากนั้น คณะได้เดินทางลงพื้นที่จุดแรก คือ หาดฟรีดอม ต.ป่าตอง อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต โดยเมื่อมาถึง มีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ นำโดย นายสัมพันธ์ มีสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต ได้รายงานรายละเอียดพื้นที่พร้อมนำแผนที่แสดงจุดต่างๆ บนหาดให้คณะได้รับทราบ ก่อนจะพาคณะเดินลงหาดฟรีดอมซึ่งยังเป็นพื้นที่ทางลาดชัน ระยะทางกว่า 300 เมตร เป็นพื้นที่ถนนหินลูกรัง โดยระหว่างทางมีติดแผ่นป้ายเป็น “พื้นที่ตรวจยึด” และบางจุดเจ้าหน้าที่ยังรายงานว่ามีพื้นที่ที่มีผู้ประกอบการบางรายอ้าง 10 ว่าได้เอกสารสิทธิ และเก็บค่าหัวนักท่องเที่ยวเดินลงหาด หัวละ 100 บาท

ขณะที่มีรายงานเพิ่มเติมว่าก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ครั้งล่าสุด จุดนี้มีการกางร่มและเก้าอี้ผ้าใบ รวมถึงมักจะมีการยิงปืนข่มขู่อยู่บ่อยครั้งเวลาจะเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ซึ่งพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ทรัพยากรและที่ดินของรัฐ นอกจากนี้ บริเวณชายหาดยังมีการทำทุ่นไว้ ซึ่งหากไม่ใช่หน้ามรสุมเรือนำเที่ยวจะสามารถเข้ามาส่งนักท่องเที่ยวขึ้นมาที่หาดฟรีดอมแห่งนี้ได้แล้วจะมีการเก็บค่าหัวเช่นเดียวกัน

นายพลพีร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่หาดฟรีดอม ว่า วันนี้ที่ยกคณะมาเพราะต้องการอยากจะมาดูสถานที่จริงเพื่อเข้าใจปัญหาในเบื้องต้นที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานและชี้จุดว่า พื้นที่ส่วนใดของหาดฟรีดอมเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.และพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งทางด้านหลังที่ยืนสัมภาษณ์อยู่นี้เป็นพื้นที่ที่มี เอกสารสิทธิครอบครอง น.ส.3 ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างให้กรมที่ดินทำการตรวจสอบว่าออกเอกสารให้เมื่อใด และออกให้ได้อย่างไร เพราะพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมดเป็นพื้นที่ทั้งของป่าไม้และ ส.ป.ก. ฉะนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่เอกสาร น.ส.3 จะออกให้พื้นที่ตรงนี้ได้ หลังจากนี้จะต้องทำเรื่องไปถึงอธิบดีกรมที่ดินเพื่อให้ตรวจสอบอีกรอบหนึ่งว่าออกเอกสารสิทธิได้อย่างไร ทั้งนี้ พื้นที่อ้างว่ามี น.ส.3 มีการเก็บค่าบริการเดินลงหาด ระยะทางประมาณ 300 เมตร และอีกฝั่งก็จะมี “เสี่ยเล็ก” ที่จะมีเก็บค่าบริการเดินลงหาดเช่นกัน รวมทั้งก่อนหน้านี้ก็มีเริ่มมีราวกันในพื้นที่หาดฟรีดอมที่มีการร่มชายหาด และเก็บค่าบริการ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควร เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นทรัพย์สินรัฐทั้งหมด ไม่สามารถที่จะทำกิจการทำมาหากินตรงนี้ได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเราจึงมาดูสภาพความเป็นจริงว่านักท่องเที่ยวอยู่กันอย่างไร เที่ยวอย่างไร และมีคนเอาเปรียบนักท่องเที่ยวหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่มีที่มีการยิงข่มขู่ใส่เจ้าหน้าที่ จะมีการกำชับฝ่ายปกครองอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ในเรื่องการยิงคาดว่าน่าจะเป็นการยิงข่มขู่เจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ที่เรากำลังสงสัย ซึ่งทางเราก็มั่นใจว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะสภาพแวดล้อมก็สามารถดูได้ด้วยตาเปล่าว่าเป็นอย่างไร แต่เมื่อมีการข่มขู่ขึ้นมาเราก็ต้องทำงานอย่างรอบคอบและระมัดระวังไม่ให้เจ้าหน้าที่ประสบเหตุ แต่ที่ดินทั้งหมดที่กำลังสงสัยก็อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมายหมดทุกแปลง เหลือแค่พื้นที่หาดฟรีดอมที่มีการอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ น.ส.3

เมื่อถามว่า พื้นที่ใน จ.ภูเก็ต นายกรัฐมนตรีได้มีการกำชับอย่างไรบ้าง นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องอะไรที่ผิดคือผิด ซึ่งผู้ประกอบการที่จะไปเจอกับเขาในวันพรุ่งนี้ (18 มิ.ย.) ที่จะต้องดูในเรื่องของกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ เพื่อหาสาเหตุ ว่าทำไมบางธุรกิจยังไม่สามารถขอใบอนุญาตได้หรือเปิดให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ หรือมีอะไรที่ติดขัดตรงไหนจะได้สามารถเข้าไปแก้ไขได้

“สำหรับผู้รู้ตัวว่าประกอบการหรือธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ที่ยังไม่ถูกต้อง ขออนุญาตมาที่คลินิก เพื่อมาลงทะเบียนและมาพูดคุยกับเรา เพราะเราอยากรู้จริงๆ ว่าอุปสรรคการขอใบอนุญาต หรือสิ่วที่ท่านต้องเผชิญ โดนขูดรีด หรือมาเฟีย กุ๊ยที่ไหนก็แล้วแต่ เขาทำอะไรกับพวกท่านบ้างให้มาบอกพวกเรา ซึ่งผมแขะนายวรศิษฐ์ให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะทำให้คนภูเก็ตอยู่ได้ด้วยคนของภูเก็ตเอง ไม่ต้องมีกุ๊ยไม่ต้องมีอิทธิพลไม่ต้องมีมาเฟียไม่ต้องมีใครมาขูดรีดท่านอีกแล้ว นี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้เราทำ เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อปิดภูเก็ต แต่เรามาที่นี่เพื่อต้องการจะทำให้ผู้ประกอบการและชาวภูเก็ตอยู่อย่างมีความสุข” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่า ประชาชนไม่ต้องกังวลอะไรเลย เพราะเป็นหน้าที่ของตนอยู่แล้ว และในวันนี้ก็มีทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกรมป่าไม้มาร่วมด้วย ขอยืนยันว่าบำบัดทุกข์บำรุงสุขเป็นหน้าที่ของพวกเรา เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเกรงกลัวใครมีอะไรให้มาหาพวกตนได้เลย และมาพูดคุยกัน เพราะบางทีผมอาจจะไม่รู้ถึงปัญหาที่พวกท่านประสบอยู่ หรืออาจอยู่ในขั้นตอนของกฎหมายที่พบท่านได้เผชิญอยู่ เรามาที่นี่เพื่อมาอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาให้ทุกคน ส่วนเรื่องของส่วยที่มีการไปเกี่ยวพันกับข้าราชการและถูกโยงไปถึงระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตนั้น ถ้าทุกอย่างทำถูกต้องตามกฏหมายใครจะมาเก็บอะไร แต่วันนี้ต้องบอกว่าทุกคนใช้ช่องว่างของกฎหมาย ใช้ช่องว่างของข้าราชการ เพื่อไปเอาเปรียบประชาชนและผู้ประกอบการ นั่นคือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีรับไม่ได้ และพวกเรารับไม่ได้ จึงต้องลงมาจัดการด้วยตัวเอง ไม่ใช่มาวันนี้และพรุ่งนี้จบ เรามีแผน 2 แผน 3 แผน 4 และขั้นตอนต่างๆที่ต้องกลับมาอีก เพื่อทำให้มันสำเร็จ

เมื่อถามว่า จะทำร่วมกันไประหว่างการพัฒนาพื้นที่และการแก้ปัญหาส่วยหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าคนที่ต้องการอยากจะประกอบกิจการต่างๆ อย่างถูกกฎหมายมีจำนวนมาก แต่คนที่ไม่อยากให้ถูกกฎหมายเลยก็มี ฉะนั้น เป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องมาอำนวยความสะดวกคนที่อยากอยู่ในระบบ อยากทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนใครที่อยากจะอยู่นอกกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของพวกตนที่จะต้องตามจับกุม

เมื่อถามว่า ตอนนี้ที่ผู้บริหารระดับจังหวัดถูกล้างบางเข้ากรุ และชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารจะเป็นอย่างไรบ้าง นายพลพีร์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ใช่ ประเด็นว่าใครจะมาเป็นพ่อเมือง หรือใครจะมาเป็นรองผู้ว่าฯ หรือตำแหน่งอื่นๆในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนโยบายของนายกรัฐมนตรีชัดเจน ว่าเราต้องทำอะไร และช่วยภูเก็ตอย่างไร หากเรายึดแนวปฏิบัตินี้ก็ไม่มีปัญหากับใคร ส่วนที่สังคมวิจารณ์ว่า รองผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถย้ายผู้ว่าฯ ได้นั้น ที่นายกฯ ให้ตนมา ไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำให้เสร็จ แต่พวกตนมาเพื่อทำให้สำเร็จ ฉะนั้นมันต่างกัน ฉะนั้น ก็ขอให้เวลาพวกตนนิดนึง เพราะรองผู้ว่าฯ ก็เพิ่งจะย้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ก็เพิ่งจะผ่านมติคณะรัฐมนตรี ตนจึงต้องมาเซ็ตระบบกฎหมาย ระเบียบ แต่ที่แน่ๆ ใครอยู่เหนือกฎหมายเราจับหมด

เมื่อถามว่า ที่จะมีการพัฒนาพื้นที่ตรงนี้อย่างไรนั้น ด้าน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทุกคนทราบอยู่แล้วว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางกระทรวงฯ เองก็มีแผนที่จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้การท่องเที่ยวมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นและดูแลนักท่องเที่ยวได้ดีกว่าเดิม

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.40 น.

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย  ขณะเอกชนชมการทูตไม่เลือกข้าง มาถูกทาง สร้างโอกาสทางธุรกิจ 

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 เวลา 13.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ในการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (working lunch) ณ ร้านอาหาร Vishya Zolotaya เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยในรัสเซีย จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท CPF Russia จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตร อาหารสัตว์ และการผลิตอาหาร และบริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการกีฬาและเสื้อผ้ากีฬา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง รับฟังข้อเสนอแนะ และหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแสวงหาโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีศักยภาพ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัสเซียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เป็นตลาดที่มีศักยภาพและเต็มไปด้วยโอกาส โดยชาวรัสเซียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยนอกจากสาขาความร่วมมือดั้งเดิมอย่างพลังงานและการเกษตรแล้ว ไทยยังมองเห็นศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย รวมถึงการผลักดันความร่วมมือกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนไทย พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการไทยใช้ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกในการแสวงหาโอกาสใหม่ สร้างพันธมิตรใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน และขยายบทบาทของไทยในตลาดที่มีศักยภาพ โดยรัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น พร้อมขอบคุณภาคธุรกิจไทยในรัสเซียที่มีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ และอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจต่อไป

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจไทยในรัสเซียถือเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ รัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ขยายตลาด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก อันจะนำไปสู่ประโยชน์และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในระยะยาว

ในส่วนของภาคเอกชน ได้ขอบคุณรัฐบาลที่ใช้การทูตแบบไม่เลือกข้าง ทำให้เอกชนไทยได้ใช้โอกาสจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้ แม้จะมีอุปสรรคในการทำธุรกรรมการเงินอยู่ แต่หากพิจารณาโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนที่จะเกิดขึ้นกับเอกชนไทยนับว่าใหญ่มาก เพราะนอกจากเป็นตลาดที่มีประชากรประมาณ 150 ล้านคนแล้ว ยังเป็นประตูสู่ประเทศแถบยูเรเซีย จึงขอฝากให้รัฐบาลเดินหน้าเรื่องการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA)

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือเหล่าบิ๊ก จากสังกัด ภท. ผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมเปลี่ยน

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือเหล่าบิ๊ก จากสังกัด ภท. ผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมเปลี่ยน

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือเหล่าบิ๊ก จากสังกัด ภท. ผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมเปลี่ยน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.04 น.

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือ รมต.-ปธ.กมธ.14 คณะ-ผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองสังกัดภูมิใจไทย ใครผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมปรับเปลี่ยน เปิดทางคนทำงานดีให้พรรคเข้ามาแทน

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ภายหลังพรรคถูกโจมตีจากหลายประเด็นทางการเมือง รวมถึงโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการ TH-AI Passport ปัญหาที่ดินเขากระโดง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลและนอมินีต่างชาติในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ฯลฯ 

ขณะที่รัฐมนตรี ประธานคณะกรรมาธิการ สภาฯ ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย 14 คณะ รวมถึง สส.ของพรรค ยังไม่ได้ออกมาช่วยชี้แจงหรือแสดงผลงานอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก แม้รัฐบาลจะเข้าบริหารประเทศมาแล้วกว่า 2 เดือน ส่งผลให้พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์และกระทบต่อความน่าเชื่อถือ

แหล่งข่าวฯระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้กำชับให้รัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ  สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสัดส่วนของพรรค เร่งขับเคลื่อนการทำงานตามที่พรรคมอบหมายและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ โดยจะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานภายในระยะเวลา 1 ปี

“หากผู้ดำรงตำแหน่งรายใดมีผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จะมีการปรับเปลี่ยนทั้งในระดับรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีศักยภาพและมีผลงานโดดเด่นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน โดยจะไม่ยึดติดกับการจัดสรรโควตาตามแนวทางเดิม”

แหล่งข่าวฯ ยังระบุด้วยว่า การส่งสัญญาณดังกล่าวสะท้อนความต้องการของนายอนุทินที่ต้องการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในสังกัดพรรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา หลังพรรคเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

‘สุริยะ’เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่

'สุริยะ'เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่

‘สุริยะ’เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“สุริยะ”เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ มุ่งสู่ผู้นำข้าวคาร์บอนต่ำของโลก

17 มิถุนายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานและลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ณ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

นายสุริยะ กล่าวว่า จังหวัดสุพรรณบุรีถือเป็นพื้นที่สำคัญของการผลิตข้าวไทยและเป็นตัวอย่างของการปรับตัวสู่เกษตรสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นพลังในการยกระดับการผลิต ท่ามกลางความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภัยแล้ง สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทย ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปัจจัยการผลิต ตลอดจนสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะผลักดันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ใช้น้ำน้อย ต้านทานโรคและแมลง รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตข้าว

นายสุริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นต้นแบบสำคัญของการนำแนวทางการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying : AWD) มาใช้ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงด้านน้ำในอนาคต สอดคล้องกับแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำที่สามารถสร้างผลตอบแทนทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ขับเคลื่อนการผลิตข้าวตามแนวทาง “3 เพิ่ม 3 ลด” ได้แก่ เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และเพิ่มรายได้ ควบคู่กับการลดการใช้น้ำ ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยให้มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกในอนาคต

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า กรมการข้าวได้รับมอบนโยบายสำคัญจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำผ่านศูนย์ข้าวชุมชนและกลุ่มนาแปลงใหญ่ทั่วประเทศ พร้อมเร่งยกระดับการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ พัฒนางานวิจัย เทคโนโลยีลดต้นทุน และระบบข้อมูลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลรายแปลงมาใช้ในการติดตามและตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังมุ่งพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานข้าวคาร์บอนต่ำหลายระดับ เพื่อให้เกษตรกรทุกกลุ่มสามารถเข้าร่วมได้ตามศักยภาพ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดพรีเมียม ตลาดส่งออก และระบบคาร์บอนเครดิตในอนาคต พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน โรงสี ผู้ส่งออก และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาการแปรรูป การสร้างแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านข้าวคุณภาพ ข้าวปลอดภัย และข้าวคาร์บอนต่ำของโลก โดยมีเกษตรกรไทยเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่มั่นคงอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวนาไทยในระยะยาว” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บังคับรถหยอดข้าวงอกติดตั้งระบบบังคับอัตโนมัติ ชมการสาธิตการปลูกข้าวด้วยรถหยอดข้าวงอกติดตั้งระบบบังคับอัตโนมัติ และการใช้โดรนหว่านข้าวงอก พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการนวัตกรรมการผลิตข้าว นิทรรศการพันธุ์ข้าว กข113 และ กข119 ตลอดจนการสาธิตเทคโนโลยีการผลิตข้าวสมัยใหม่ อาทิ การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ท่อวัดระดับน้ำ การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี การจัดการฟางและตอซังโดยไม่เผา และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

สำหรับพื้นที่ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วย “กลุ่มนาแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว)” ซึ่งเป็นต้นแบบการรวมกลุ่มเกษตรกรที่มีการบริหารจัดการการผลิตอย่างเป็นระบบ และ “ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเขาคีรี” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดการเผา เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในระดับชุมชน

เปิดโหมดเฮลตี้ แชร์ทริคดูแลสุขภาพยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ทุก Gen ในงาน พญาไท-เปาโล x Shop.BeDee

เปิดโหมดเฮลตี้ แชร์ทริคดูแลสุขภาพยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ทุก Gen ในงาน พญาไท-เปาโล x Shop.BeDee

เปิดโหมดเฮลตี้ แชร์ทริคดูแลสุขภาพยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ทุก Gen ในงาน พญาไท-เปาโล x Shop.BeDee

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.55 น.

เพราะ “สุขภาพดี” ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวสำหรับทุกคน ล่าสุดนักแสดงและพิธีกรอารมณ์ดี “ก๊อตจิ – ทัชชกร    บุญลัภยานันท์” และนักร้องเสียงคุณภาพ “โรส – ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์” มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์การดูแลสุขภาพในแบบฉบับของตัวเอง บนเวทีเสวนา ดูแลสุขภาพอย่างไร…ให้ตรงใจทุกเจเนอเรชัน ภายในงาน พญาไท-เปาโล x Shop.BeDee เปิดมุมมองอนาคต Healthcare ของไทย ขับเคลื่อน Personalized Care ผ่าน Digital Health Ecosystem ณ โรงพยาบาลพญาไท 3 พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกัน และเลือกแนวทางการดูแลตัวเองที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และช่วงวัยของตนเองมากขึ้น

แม้จะมีตารางงานที่แน่นตลอด แต่ทั้งก๊อตจิและโรสต่างเห็นตรงกันว่า การดูแลสุขภาพในปัจจุบันเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าที่เคย ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านสุขภาพที่ช่วยอำนวยความสะดวก ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การเลือกโปรแกรมสุขภาพ ไปจนถึงการปรึกษาแพทย์ ทำให้การดูแลตัวเองสามารถเริ่มต้นได้ง่ายและสอดรับกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่มากขึ้น

ก๊อตจิ เผยว่า “การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว เมื่อก่อนอาจคิดว่าแค่ไม่ป่วยก็พอ แต่พออายุมากขึ้น เราเริ่มเข้าใจว่าสุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกิน การนอน การออกกำลังกาย รวมถึงการตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพราะหลายอย่างเราไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก การรู้เท่าทันร่างกายตัวเองจึงสำคัญมาก จึงเลือกมาตรวจสุขภาพกับทางรพ.พญาไท

ทั้งนี้พิธีกรอารมณ์ดี ยังมองว่า เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนเมืองหรือคนที่มีตารางชีวิตไม่แน่นอน

“ทุกวันนี้เราสามารถหาข้อมูลสุขภาพ ปรึกษาแพทย์ หรือเลือกโปรแกรมตรวจสุขภาพได้สะดวกขึ้นมาก ทำให้การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเหมือนแต่ก่อน และช่วยให้เราเริ่มต้นดูแลสุขภาพได้เร็วขึ้นด้วย”

ด้านนักร้องสาวเสียงคุณภาพ “โรส – ศิรินทิพย์” เผยว่า “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ ไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยเริ่มดูแลตัวเอง ด้วยอาชีพนักร้อง โรสต้องใช้เสียงและพลังในการทำงานค่อนข้างมากในแต่ละวัน จึงต้องดูแลร่างกายให้สมดุลอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการพักผ่อน เพราะเมื่อไหร่ที่พักผ่อนน้อย ร่างกายจะส่งสัญญาณให้รู้ทันที โรสเชื่อว่าการตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะช่วยให้เรารู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น และสามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม”

โรสมองว่าโปรแกรมสุขภาพที่สามารถปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ โดยเฉพาะ All You Can Check โปรแกรมสุขภาพ ตรวจ – ปรับ เปลี่ยน – ติดตาม – ต่อเนื่อง ของเครือโรงพยาบาลพญาไทเปาโล ที่เปิดโอกาสให้เลือกตรวจได้ตามความต้องการและเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล เมื่อผสานกับแพลตฟอร์ม Shop.BeDee  ยิ่งช่วยให้การเข้าถึงบริการสุขภาพเป็นเรื่องง่าย ใกล้ตัว และสะดวกมากขึ้น”

งานนี้นอกจากจะได้อัปเดตเทรนด์สุขภาพยุคใหม่แล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่าการดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเชื่อมต่อข้อมูล บริการ และประสบการณ์ด้านสุขภาพให้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมตอบโจทย์คนไทยทุกช่วงวัยที่ต้องการวางแผนชีวิตอย่างมั่นใจและมีคุณภาพในระยะยาว

#โรงพยาบาลพญาไท #โรงพยาบาลเปาโล #โรสศิรินทิพย์ #ก๊อตจิทัชชกร

#ShopBeDee #Phyathai #Paolo #Healthcare

กลุ่มบริษัทเดอะมอลล์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร และพิธีน้อมถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

กลุ่มบริษัทเดอะมอลล์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร และพิธีน้อมถวายความอาลัย  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

กลุ่มบริษัทเดอะมอลล์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร และพิธีน้อมถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.47 น.

กลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป นำโดย กฤษณา อัมพุช รองประธานกรรมการ พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมกัน ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี    กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา น้อมถวายความอาลัย และยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงความสำนึกในพระกรุณาธิคุณ เบื้องหน้าพระรูป ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ณ ลานควอเทียร์พาร์ค ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์

การจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร ๗ วัน มีการตักบาตรพระสงฆ์จำนวน ๔๗ รูป เพื่ออุทิศถวาย  พระกุศล พร้อมร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในคุณูปการและพระปณิธานอันแน่วแน่ของพระองค์ที่ทรงอุทิศพระวรกายช่วยเหลือสังคม ผู้ด้อยโอกาส และกระบวนการยุติธรรม ทรงผลักดันหลักสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะด้านกฎหมาย ทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “เจ้าฟ้านักกฎหมาย” และทรงริเริ่มโครงการกำลังใจ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสิทธิของผู้ต้องขังหญิงและเด็ก

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและผู้ได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ สะท้อนถึงพระเมตตา ความเสียสละ และพระปณิธานอันแน่วแน่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกร

ในโอกาสนี้ ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าในกลุ่ม เดอะมอลล์ กรุ๊ป ทุกสาขา ได้จัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระรูปบริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า พร้อมจัดเตรียมริบบิ้นสีดำสำหรับประชาชนที่มาใช้บริการ เพื่อร่วมถวายสักการะและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เชิญชวนร่วมเวทีสาธารณะ ‘ท้องถิ่นพลิกระบบสุขภาพ’ เรียนรู้โมเดลการถ่ายโอน รพ.สต.

เชิญชวนร่วมเวทีสาธารณะ ‘ท้องถิ่นพลิกระบบสุขภาพ’ เรียนรู้โมเดลการถ่ายโอน รพ.สต.

เชิญชวนร่วมเวทีสาธารณะ ‘ท้องถิ่นพลิกระบบสุขภาพ’ เรียนรู้โมเดลการถ่ายโอน รพ.สต.

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.18 น.

ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมเวทีสาธารณะระดับชาติ “ท้องถิ่นพลิกระบบสุขภาพ เมื่อ รพ.สต. อยู่ใกล้บ้าน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เรียนรู้โมเดลการถ่ายโอน รพ.สต. และการใช้ระบบ Telehealth ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยงานจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. ห้องประชุมแกรนด์ A ชั้น 4 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ

ผู้สนใจสามารถเลือกเข้าร่วมออนไลน์ผ่าน ZOOM โดยสแกน QR Code เพื่อเข้างานและรับเอกสารประกอบได้จากภาพ