พปส. X GMC เปิดตัว ‘Made in Thailand 4 สาย The Journey’ สัมผัสเสน่ห์ไทยผ่าน 4 เส้นทางหลักทั่วประเทศ

พปส. X GMC เปิดตัว ‘Made in Thailand 4 สาย The Journey’ สัมผัสเสน่ห์ไทยผ่าน 4 เส้นทางหลักทั่วประเทศ

พปส. X GMC เปิดตัว ‘Made in Thailand 4 สาย The Journey’ สัมผัสเสน่ห์ไทยผ่าน 4 เส้นทางหลักทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.10 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (พปส.) ร่วมกับ บริษัท กาแล็กซี่ มัลติมีเดีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (GMC) เปิดตัวรายการใหม่ “Made in Thailand 4 สาย The Journey” รายการวาไรตี้เรียลลิตี้ท่องเที่ยวที่จะพาผู้ชมออกเดินทางไปค้นพบเสน่ห์ของเมืองไทย ผ่านภารกิจตามหาของฝากอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน พร้อมถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจจากทั่วประเทศ

รายการนำเสนอรูปแบบการเดินทางที่แปลกใหม่ โดยนำ 4 คนข่าว มาจับคู่กับ 4 ดาราชื่อดัง ร่วมออกเดินทางสู่ 4 เส้นทางสายหลัก ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก เพื่อร่วมภารกิจค้นหาของฝากที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ผ่านการเผชิญสถานการณ์จริง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

“Made in Thailand 4 สาย The Journey” ไม่ได้เป็นเพียงรายการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่นำเสนอคุณค่าและความหลากหลายของชุมชนไทย ผ่านมุมมองของคนข่าว ดารา และคนในพื้นที่ ที่จะร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าประทับใจ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมออกเดินทางเพื่อสัมผัสประเทศไทยในมิติใหม่

นอกจากนี้ รายการยังมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชน โดยนำเสนอของดี ของฝาก และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ อันเป็นการสร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนทั่วประเทศ

ติดตามชมรายการ “Made in Thailand 4 สาย The Journey” จำนวน 6 ตอน ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 11.00 – 12.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ TOP NEWS เริ่มตอนแรกวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายนนี้

เปิดมุมมองใหม่ของการมองเห็นกับ BEYOND LASIK โดย THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

เปิดมุมมองใหม่ของการมองเห็นกับ BEYOND LASIK โดย THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

เปิดมุมมองใหม่ของการมองเห็นกับ BEYOND LASIK โดย THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.35 น.

THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ชวนเปิดประสบการณ์การดูแลสายตายุคใหม่ ผ่านงาน “BEYOND LASIK THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ WHERE INNOVATION MEETS EXCELLENCE” ภายใต้แนวคิด “เดินทางสู่ความชัด ด้วยเทคโนโลยีและการดูแลที่เข้าใจคุณ” ที่พร้อมพาทุกคนก้าวไปไกลกว่าความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสายตา

พบกับ EXPERIENCE SHOWCASE ที่สะท้อนมาตรฐานการดูแลของ THE SiGHT ผ่านเทคโนโลยีทันสมัย กระบวนการประเมินรายบุคคล และการดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศิริราช พร้อมกิจกรรม interactive experiences, doctor talks และ wellness activities ที่เชื่อมโยงคุณภาพการมองเห็นเข้ากับการใช้ชีวิตในระยะยาว โดยมีไฮไลต์กิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่

· RE-DEFINE: BEYOND LASIK Talk Session โดยทีมแพทย์ THE SiGHT พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ “มาริโอ้ เมาเร่อ” ที่จะมาถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์จริง

· RE-VISION: DOCTOR EXCLUSIVE TALK พูดคุยกับทีมแพทย์ศิริราชแบบใกล้ชิด เจาะลึกทุกข้อสงสัยเรื่องสายตา (รับจำนวนจำกัด)

· RE-THINK: EXPERIENCE SHOWCASE เปิดประสบการณ์เทคโนโลยี ReLEx Pro ผ่าน Exhibition Zone

· RE-BALANCE: YOGA SESSION & MINI TALK กิจกรรม Wellness และ Facial Yoga Workshop โดย “ครูเอก พงศ์พิพัฒน์” พร้อม Mini Talk ดูแลสุขภาพดวงตาในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษอีกมากมาย อาทิ พูดคุยกับทีมแพทย์แบบใกล้ชิด ร่วมกิจกรรม Wellness และลุ้นรับคูปองส่วนลดสูงสุด 3,500 บาท ในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00-17.00 น. ณ SPHERE GALLERY, ศูนย์การค้า EMSPHERE ชั้น 2 งานนี้เข้าฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

งานเดียวสำหรับทุกคนที่อยากเคลียร์ชัดเรื่องสายตา และค้นหาทางเลือกที่เหมาะกับตัวเองที่สุด ผ่านมาตรฐานการดูแลจาก THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ลงทะเบียนเพื่อเข้างานล่วงหน้าได้ที่นี่ https://forms.gle/WdFTqkaNdxhQPGXw7 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง โทร. 02-419-2487 / FB: The SiGHT by SiPH / Line official: https://lin.ee/nLdkq8I และ Website: www.siphhospital.com

พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.23 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของคณะนายเจริญ สิริวัฒนภักดี พร้อมด้วยครอบครัวสิริวัฒนภักดี และกลุ่มธุรกิจในเครือทีซีซี ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ในโอกาสนี้ นายฐาปน – นางปภัชญา สิริวัฒนภักดี พร้อมด้วย นายปณต – หม่อมหลวงตรีนุช สิริวัฒนภักดี นายโชติพัฒน์ – นางอาทินันท์ พีชานนท์ นายโสมพัฒน์ – นางวัลลภา ไตรโสรัตน์ นายอัศวิน -นางฐาปณี  เตชะเจริญวิกุล พร้อมด้วยคณะกรรมการ ที่ปรึกษา ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มธุรกิจในเครือ เฝ้ารอรับเสด็จฯ และเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

คุณแหน : 18 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 18 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 18 มิถุนายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย.-3 ก.ค. 2569 ตามคำทูลเชิญของ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส…

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง ได้ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. 09.00-21.00 น.เป็นต้นไป..และจะพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ราชสกุล คณะองคมนตรี คณะรัฐบาล คณะบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายพระศพ หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน (8-9 กันยายน 2569)…

●● รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์ น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2565 เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ โปรดเกล้าฯ ให้กรรมการมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เข้าเฝ้าถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล ณ พระตำหนักสวนจิตรลดา พระองค์ท่านทรงยื่นพระหัตถ์รับมอบเงินดังกล่าวด้วยพระเมตตา และภายหลังได้พระราชทานเงินจำนวนนั้นคืนแก่มูลนิธิฯ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ในมูลนิธิฯ พร้อมทรงแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยนแล้วทรงมีพระดำรัสว่า “เมื่อครั้งสมัยเป็นเด็ก แม่เคยพาฉันไปเยี่ยมเด็กที่มูลนิธิเด็กโสสะฯ ฉันฝากทำบุญกับเด็กๆ ด้วยนะ” พระดำรัสสั้นๆ ในวันนั้น สะท้อนถึงพระเมตตา พระกรุณาและพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยความรัก ความห่วงใยต่อเด็กและผู้ด้อยโอกาส ยังคงประทับตราตรึงในความทรงจำมิรู้เลือน..ขอถวายอาลัยยิ่งและน้อมส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่ทิพยพิมานอันสงบสถิตในสรวงสวรรค์…

●● อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) จัดงานประชุมสามัญประจำปี 2569 พร้อมมอบทุนการศึกษา 200 ทุนให้นักเรียนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล วันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. 08.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ…

●● เพื่อนๆ ร่วมยินดีกับ รศ.พญ.ลักขณา บุญญกาศ ในโอกาสได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย เมื่อเร็วๆ นี้…

●● มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ร่วมกับ โครงการไมล์สร้างบุญการบินไทย, สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ, มูลนิธิณัฐภูมิ เครือข่ายเยาวชน Seed Thailand เชิญร่วมบุญโครงการบรรพชา-อุปสมบท บวชชีพรหมโพธิและปฏิบัติธรรมถือศีล 8 ณ ดินแดนพุทธภูมิ สาธารณรัฐอินเดีย รุ่นที่ 8 น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 25 พ.ย.-7 ธ.ค. นำโครงการโดย ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รับจำนวนจำกัด สอบถามโทร. 093-5748033…

เมื่อความสูงกลายเป็นงานศิลป์ Cirque Hup Hua Hin 2026

เมื่อความสูงกลายเป็นงานศิลป์  Cirque Hup Hua Hin 2026

เมื่อความสูงกลายเป็นงานศิลป์ Cirque Hup Hua Hin 2026

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.07 น.

ในเดือนกรกฎาคมนี้ ประเทศไทยจะได้มีโอกาสต้อนรับบรรดาศิลปินและนักแสดงกายกรรมจาก 13 ประเทศทั่วโลก ที่เดินทางมาเข้าร่วมการแข่งขัน Cirque Hup Hua Hin 2026 Aerial Competition & Festival  ครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2569 ณ VIC Hua Hin จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดย  Cirque Hup Thailand และ Kara’s Vic

 การแข่งขัน Cirque Hup จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2563 มีผู้เข้าร่วมแข่งขัน 20 โชว์เนื่องจากเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในการแข่งขันครั้งที่ 2 เมื่อปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 70 โชว์ และในปีนี้เป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 มีผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 93 โชว์จาก 13 ประเทศ อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย อังกฤษ เยอรมนี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ทาจิกิสถาน ญี่ปุ่น อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย สำหรับสิ่งที่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้พิเศษอย่างมาก คือ ความตระการตาของการแสดงที่นักแสดงทุกคนตั้งใจฝึกฝนการแสดงให้ออกมาในแบบการแสดงโชว์ที่มีความยาวประมาณ 5 นาที เพื่อให้การแข่งขันครั้งนี้ออกมาดีและน่าจดจำที่สุด

สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยนั้น Aerial Arts คือ ศิลปะการแสดงประเภทกายกรรม ที่นักแสดงจะต้องลอยตัวอยู่กลางอากาศบนอุปกรณ์ต่างๆ และแสดงท่วงท่าประกอบเสียงดนตรีตามจินตนาการ Aerial Arts เกิดจากการผสมผสานศาสตร์ต่างๆ เช่น ยิมนาสติก โยคะ พิลาทีส บัลเลต์ และการเต้น เข้าไว้ด้วยกัน เป็นการแสดงที่ผสมผสานทั้งความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น จังหวะและเสียงดนตรี บนอุปกรณ์การแสดงที่มีทั้ง ผ้าแฮมมอค ฮูป ซิลก์ สแตร๊ป และอุปกรณ์อื่นๆ ปัจจุบันได้ถูกพัฒนาจากศิลปะการแสดงเป็นการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ราชนิกร แก้วดี Aerial Master ผู้ก่อตั้ง Kara’s Vic และ Cirque Hup Thailand กล่าวว่า ” Cirque Hup เป็นการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้คนที่หลงไหลในแอเรียลจากทั่วโลกได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยน และร่วมกิจกรรมการแข่งขัน เป็นการแข่งขันที่จะวัดความสามารถจากการฝึกฝนมาตลอดทั้งปี เป็นโอกาสที่ทุกคนจะได้ท้าทายและเติบโตไปด้วยกัน ผมอยากให้แอเรียลเป็นการแสดงและการออกกำลังกายที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมถึงประชาสัมพันธ์การแข่งขันนี้ให้เป็นที่รู้จักของคนไทย”

ราชนิกร แก้วดี เป็นลูกศิษย์ของ ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง และเจ้าของโรงละครภัทราวดีเธียเตอร์ และ VIC Hua Hin ราชนิกรได้ศึกษาศิลปะการแสดง Aerial Arts ที่ National Circus School, Canada และมีโอกาสแสดงโชว์ร่วมกับคณะละครสัตว์ชื่อดังหลายแห่ง ก่อนจะกลับมาที่ประเทศไทยและคว้ารางวัลชนะเลิศในรายการ Thailand’s Got Talent ครั้งที่ 2 ก่อนจะเปิดโรงเรียน Kara’s Vic และ Cirque Hup Thailand

สำหรับในการแข่งขัน Cirque Hup Hua Hin 2026 Aerial Competition & Festival  ครั้งที่ 3 นี้ จะมีกิจกรรมต่างๆ ที่ประกอบด้วย การแข่งขัน Aerial Arts นานาชาติ งาน Gala Night ที่แสดงโชว์โดยเหล่านักแสดงมืออาชีพ กิจกรรม Free Aerial Workshop ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้รู้จักและสัมผัสกับ Aerial Arts และพื้นที่สำหรับผู้สนับสนุนที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มคนรักศิลปะและไลฟ์สไตล์เชิงสร้างสรรค์ โดยงานจะจัดขึ้น ในวันที่ 3–5 กรกฎาคม 2569 ที่ VIC Hua Hin จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้สนใจเข้าชมสามารถติดต่อ Cirque Hup Thailand โทร. 06-3919-5987 และอีเมล์ cirque.hup.thailand@gmail.com

หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ร่วมถวายสักการะ ลงนามถวายความอาลัย ‘สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ’

หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ร่วมถวายสักการะ  ลงนามถวายความอาลัย ‘สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ’

หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ร่วมถวายสักการะ ลงนามถวายความอาลัย ‘สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ’

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.03 น.

มูลนิธิชัยพัฒนา นำโดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วย พล.อ.เจษฎา ศรีสุภาพ, ดนุชา สินธวานนท์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา, เทอดศักดิ์ บุณยขจร, ปวัตร์ นวะมะรัตน, เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง และ สุวัฒน์ จิราพันธุ์ รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ตลอดจนเจ้าหน้าที่สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูปและลงนามถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นำโดย สาริศ รัตนาวะดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณและพระกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติมาโดยตลอด

สาริศ รัตนาวะดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กัลฟ์ ถวายสักการะหน้าพระรูป

สาริศ รัตนาวะดี ลงนามถวายความอาลัย

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด นำโดย วุฒา ภิรมย์ภักดี ประธานบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด นำคณะผู้บริหารและครอบครัว นำพวงมาลัย ร่วมถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูปและลงนามถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569

สันติ-วุฒา ภิรมย์ภักดี ร่วมลงนามถวายความอาลัย

ปิติ-สรวิช ภิรมย์ภักดี ร่วมลงนามถวายความอาลัย

ฉัฏฐ์วรรณ-ณัฐวรรณทีปสุวรรณ, อุมา เทพาคำ, ศรีล สุขุม, ชญานิน-มิลินทร์ เทพาคำ, ปิติ ภิรมย์ภักดี, สันติ ภิรมย์ภักดี, วุฒา ภิรมย์ภักดี, เพิ่มพูน ไกรฤกษ์, โรจน์ฤทธิ์ เทพาคำ, สรวิช ภิรมย์ภักดี, ธนะวุฒิ ภิรมย์ภักดี และ สุชาดา ภิรมย์ภักดี

เอมอร ศรีวัฒนประภาประธานกรรมการอาวุโส บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

“ครบรอบ 23 ปี เซ็นทรัลแล็บไทย” มุ่งสร้างระบบนิเวศแห่งคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนมาตรฐานสินค้าไทยสู่ความยั่งยืนทางสังคม

“ครบรอบ 23 ปี เซ็นทรัลแล็บไทย” มุ่งสร้างระบบนิเวศแห่งคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนมาตรฐานสินค้าไทยสู่ความยั่งยืนทางสังคม

“ครบรอบ 23 ปี เซ็นทรัลแล็บไทย” มุ่งสร้างระบบนิเวศแห่งคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนมาตรฐานสินค้าไทยสู่ความยั่งยืนทางสังคม

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.48 น.

ชาคริต เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี เซ็นทรัลแล็บไทย ภายใต้แนวคิด 23 Years of Trust: Sustainable Standard, Sustainable Society การยกระดับมาตรฐานไทย สู่ความยั่งยืนของสังคมผ่านวิถี ESG สะท้อนบทบาทการเป็นหน่วยงานที่ดูแลคุณภาพชีวิตและสังคมผ่านการให้บริการโดยใช้หลักทางวิทยาศาสตร์ พร้อมยกระดับคุณภาพการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานระดับสากล เพื่อสร้างความยั่งยืนและความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยกิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ อาคารศูนย์ฝึกอบรมและการประชุม บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานใหญ่

ภายในงานได้รับเกียรติจาก วิไล ตันตินันท์ธนา รองประธานกรรมการบริษัทฯ และ ปณิตา ชินวัตร กรรมการบริษัทฯ รวมถึงแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชน หน่วยงานคู่ค้า และผู้ประกอบการ เข้าร่วมกิจกรรมภายในงานฯ ที่ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการนำเสนอข้อมูลและผลงานของ 4 งานบริการหลักของเซ็นทรัลแล็บไทยในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา การแสดงวิสัยทัศน์การดำเนินงานของบริษัทฯ ในหัวข้อ “อนาคตมาตรฐานไทยสู่ความยั่งยืนของสังคม” โดยกรรมการผู้อำนวยการ เวทีเสวนาแชร์ประสบการณ์ของผู้ประกอบการในหัวข้อ “ยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่สากลด้วยวิถียั่งยืน” ที่เซ็นทรัลแล็บไทยได้เชิญผู้ประกอบการมาร่วมจัดแสดงสินค้าภายในงานด้วยเช่นกัน ได้แก่ กรีกโยเกิร์ตนมมะพร้าวบุญผลาโฮมเมด Milkkin Whey Protein Snack บริษัท มิลค์คิ่น อินโนเวชั่น จำกัด เบเกอรี่บ้านคุณมน และร้านหยิบกะหยอดขนมไทย

และไฮไลท์ของงานนี้ คือการนำเสนอผลการดำเนินงาน CSR ของบริษัทฯ ในโครงการตรวจคุณภาพน้ำประปา ตามเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ ประกาศกรมอนามัย พ.ศ. 2563 ให้กับสถานศึกษาภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 23 โรงเรียน ซึ่งสะท้อนบทบาทการเป็นหน่วยตรวจวิเคราะห์ที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิตและสังคม โดยจะนำข้อมูลผลการทดสอบที่ได้ไปพัฒนาด้านการจัดการและควบคุมคุณภาพตามแหล่งน้ำประปาในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ยังได้มีกิจกรรมมอบเงินบริจาคสมทบทุนพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชนให้กับมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากทั้งเซ็นทรัลแล็บไทยและหน่วยงานที่มาภายในงานก็ได้ร่วมบริจาคสมทบทุนเช่นกัน โดยมี ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ

ยชาคริต เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีเยี่ยมที่เรามาจะร่วมกันสร้าง ‘ระบบนิเวศแห่งคุณภาพ’ (Ecosystem of Quality) ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต้องอาศัยการบูรณาการทำงานจากพันธมิตรร่วมอุดมการณ์ที่มีความโดดเด่นและมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างมาตรฐานที่เป็นรากฐานของความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ส่งผลให้ SME ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน”

“เซ็นทรัลแล็บไทยเราพร้อมที่จะเป็นผู้ริเริ่มและผู้ประสานให้เกิดการทำงานร่วมกัน ด้วยภารกิจและบทบาทในปัจจุบันในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (Quality Infrastructure) ของประเทศ เราพร้อมที่จะใช้ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และมาตรฐานระดับสากลที่เรามี เพื่อเป็นฟันเฟืองสนับสนุนให้สินค้าไทย ไม่เพียงแต่ไปไกลในระดับโลก แต่ยังสร้างความยั่งยืนให้กลับคืนสู่สังคมไทยในทุกมิติ เซ็นทรัลแล็บไทยจึงอยากเชิญชวนมาร่วมกันสร้างอนาคตที่มาตรฐานสินค้าไทย คือมาตรฐานของความยั่งยืนไปด้วยกัน”

อนึ่ง เซ็นทรัลแล็บไทย เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 ให้บริการตรวจวิเคราะห์และทดสอบผลิตภัณฑ์ทางด้านเกษตร อาหาร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยมีสาขาให้บริการ 6 สาขา ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ได้แก่ สาขากรุงเทพ สาขาฉะเชิงเทรา สาขาสมุทรสาคร สาขาเชียงใหม่ สาขาขอนแก่น และสาขาสงขลา ด้วยคุณภาพของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญกว่า 22 ปี พร้อมด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย สามารถให้บริการด้วยความถูกต้อง แม่นยำ และมีผลการทดสอบเป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมพัฒนามาตรฐานการทดสอบ การรับรองกระบวนการผลิต ส่งเสริมการแข่งขันทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง

‘พิเชษฐ กลั่นชื่น’ถ่ายทอดพลังวัฒนธรรมไทยข้ามมหาสมุทร ณ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61

‘พิเชษฐ กลั่นชื่น’ถ่ายทอดพลังวัฒนธรรมไทยข้ามมหาสมุทร ณ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61

‘พิเชษฐ กลั่นชื่น’ถ่ายทอดพลังวัฒนธรรมไทยข้ามมหาสมุทร ณ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.29 น.

หนึ่งในศิลปินไทยที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้ชมและแวดวงศิลปะนานาชาติในนิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง (Collateral Event) ของมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61 (The 61st International Art Exhibition, Venice Biennale) ก็คือ พิเชษฐ กลั่นชื่น ศิลปินผู้บุกเบิกการแสดงที่เชื่อมโยงรากฐานของนาฏศิลป์ไทยเข้ากับศิลปะการแสดงแบบร่วมสมัย จนได้รับการยอมรับในระดับสากล ผลงานของเขาในนิทรรศการนี้สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน วัฒนธรรม และความทรงจำเปรียบเสมือนการเดินทางของศิลปะไทยที่ก้าวข้ามพรมแดนสู่เวทีโลก

นิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 นำเสนอผลงานของศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ร่วมถ่ายทอดและสำรวจประเด็นการย้ายถิ่น การพลัดถิ่นและประวัติศาสตร์ลัทธิล่าอาณานิคมข้ามทะเล ผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยมี ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ในฐานะภัณฑารักษ์ ณ Palazzo Rocca Contarini Corfù นครเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี

พิเชษฐ กลั่นชื่น กล่าวว่า “สำหรับผลงานภาพยนตร์ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร ภาค 2 ผมสนใจการเชื่อมโยงและทับซ้อนกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ภาคแรกของเรื่องยังคงอบอวลด้วยบรรยากาศแบบแฟนตาซีในบริบทวัฒนธรรมเอเชีย เป็นการเดินทางระหว่างโลกของมนุษย์และโลกหลังความตาย เพื่อค้นหาความหมายของชีวิตและตั้งคำถามต่อความเป็นมนุษย์ ขณะที่ภาค 2 เรื่องราวจะเคลื่อนเข้าสู่โลกปัจจุบันมากขึ้น ผ่านตัวละครและเหตุการณ์ที่สะท้อนความสัมพันธ์ของผู้คน ความขัดแย้งและสภาพสังคมร่วมสมัย ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่เรากำลังเผชิญอยู่ในชีวิตจริง สิ่งที่ผมต้องการตั้งคำถามคือ ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ความเป็นมนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หากเราไม่ฝึกฝนหรือขัดเกลาจิตใจ ไม่ดูแลมิติทางจิตวิญญาณของตัวเอง เราอาจค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการเข้าใจเห็นอกเห็นใจและใส่ใจผู้อื่น

ในฐานะศิลปิน ผมมองว่าหน้าที่ของศิลปะไม่ใช่เพียงการสร้างสุนทรียภาพ แต่ต้องกล้าตั้งคำถามต่อสังคมและสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวหากศิลปินเลือกที่จะปฏิเสธหรือวางเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ ก็อาจหลงลืมบทบาทสำคัญของศิลปะที่มีต่อมนุษย์และสังคมไป”

นอกเหนือจากการร่วมแสดงผลงานในเวทีศิลปะระดับโลกครั้งนี้ พิเชษฐ กลั่นชื่น ยังได้รับรางวัล Fukuoka Prize 2026 สาขา Arts and Culture Prize รางวัลระดับนานาชาติอันทรงเกียรติจากเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคล องค์กร หรือหน่วยงาน ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการส่งเสริมและอนุรักษ์สังคมและวัฒนธรรมของเอเชีย ซึ่งเป็นการสะท้อนศักยภาพของศิลปินไทยและพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถก้าวข้ามพรมแดนสู่เวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ

การร่วมแสดงผลงานใน “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ พิเชษฐ กลั่นชื่น ที่ตอกย้ำบทบาทของศิลปินไทยบนเวทีศิลปะร่วมสมัยระดับโลก และแสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คนต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม และต่างประสบการณ์ ผ่านคุณค่าร่วมของมนุษยชาติได้อย่างงดงาม

นิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ โครงการ วัน แบงค็อก จัดแสดงระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม ถึง 2 สิงหาคม 2569 ณ อาคารปาลาซโซ ร็อกก้า คอนตารินี คอร์ฟู (Palazzo Rocca Contarini Corfù) เมืองเวนิส และได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรสำคัญในภาครัฐ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยพันธมิตรชั้นนำจากภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM), บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), สยามพิวรรธน์, สยามพารากอน ไอคอนสยาม, Generali และอมรินทร์ กรุ๊ป

นอกจากนี้ การเข้าร่วมของศิลปินภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรระดับภูมิภาค โดยศิลปินสิงคโปร์ Ong Kian Peng ได้รับการสนับสนุนโดย Fraser and Neave, Limited, ศิลปินมาเลเซีย Nadiah Bamadhaj สนับสนุนโดย Fraser & Neave Holdings Bhd และศิลปินเวียดนาม Le Hien Minh สนับสนุนโดย Saigon Beer-Alcohol-Beverage Corporation (SABECO)

ติดตามข่าวสาร และตารางกิจกรรมของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ (Bangkok Art Biennale) เพิ่มเติมได้ทาง Facebook และ Instagram : Bkkartbiennale

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ สืบสานพระราชปณิธาน‘โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์’ พลิกฟื้นผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด สู่การอยู่ร่วมกันระหว่าง ‘คน’ กับ ‘ช้างป่า’ อย่างยั่งยืน

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ สืบสานพระราชปณิธาน‘โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์’ พลิกฟื้นผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด สู่การอยู่ร่วมกันระหว่าง ‘คน’ กับ ‘ช้างป่า’ อย่างยั่งยืน

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ สืบสานพระราชปณิธาน‘โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์’ พลิกฟื้นผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด สู่การอยู่ร่วมกันระหว่าง ‘คน’ กับ ‘ช้างป่า’ อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.04 น.

ด้วยพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการจัดการความขัดแย้งของคนกับป่าและการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ทรงรับ “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” ที่มีความหมายว่า “น้ำทิพย์รักษาช้างให้แข็งแกร่งยืนยงดุจเพชร” ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมทั้งทรงรับเป็นองค์ประธานที่ปรึกษาโครงการ โดยทรงมอบหมายให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งองค์ประธานกรรมการ

ทั้งนี้ เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอดแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการแก้ไขปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า รวมทั้งการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดในภาคตะวันออก ซึ่งต่อมาได้เกิดชุมชนนำร่องในพื้นที่ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สระแก้ว และจันทบุรี ภายใต้ชื่อ “หมู่บ้านคชานุรักษ์”เพื่อสร้างต้นแบบในการปรับเปลี่ยนวิถีเพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างอย่างสมดุลต่อไป

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลง ณ อาคารบัญชาการหน่วยราชการในพระองค์ 904 พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปทรงเปิดการประชุมคณะกรรมการ โครงการอนุรักษ์ช้างป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ในภาคตะวันออก “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการ ทรงกล่าวถวายรายงาน

ในการนี้ ทอดพระเนตรความเป็นมาและการดำเนินงานโครงการฯ ซึ่งประชาชนได้ถวายฎีกาขอพระราชทานความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาช้างป่าในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2562 ได้มีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการฟื้นฟูแหล่งอาหารช้างป่าในพื้นที่ป่าตะวันออก “จัดการปัญหาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง” ภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาช้างป่า พุทธศักราช 2562-2565 ซึ่งได้น้อมนำศาสตร์พระราชาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยได้เริ่มดำเนินกิจกรรมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง

พื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออกเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 1,363,323.05 ไร่ หรือ 2,181.32 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองเครือหวายเฉลิมพระเกียรติ อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ และอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง ซึ่งพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เดิมมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์นานาพันธุ์ เป็นป่ารอยต่อระหว่างระบบนิเวศภาคกลางกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ากว่า 600 ชนิด โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีช้างป่าประมาณ 400-450 ตัว จากที่เคยมีปรากฏอยู่ระหว่าง 40-60 ตัว ในช่วง พ.ศ.2520 และเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเพิ่มของประชากรช้างป่าสูงที่สุดในประเทศไทย คือร้อยละ 8.2 ต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน

แผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทสร้างความสมดุลระหว่างคนและช้างป่า ภายใต้โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ระยะ 3 ปี เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2563 แบ่งออกเป็น 3 ด้านตามพื้นที่ โดยด้านที่ 1 การจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของช้างป่า (วงใน : พื้นที่ช้างอาศัย) เพิ่มศักยภาพถิ่นอาศัยของช้างป่า และการจัดการประชากรช้างป่า ด้านที่ 2 การจัดการพื้นที่แนวกันชน (วงกลาง : พื้นที่พักช้าง) สร้างจุดพักช้างในป่าชุมชนเพื่อดึงช้างกลับสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพป่าชุมชน และจัดทำระบบติดตามและเฝ้าระวังช้างป่า ด้านที่ 3 การจัดการพื้นที่ชุมชน (วงนอก : พื้นที่ชุมชนอาศัย) สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนปรับเปลี่ยนอาชีพ พัฒนาอาชีพ สร้างกระบวนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และเตือนภัยให้กับชุมชน และสร้างระบบการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จลงพื้นที่ 7 ครั้ง เพื่อติดตามงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งแต่ละครั้งล้วนสะท้อนถึงความห่วงใยและพระอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหา โดยประทับแรมและทรงงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ณ อาคารศูนย์ปฏิบัติการป่าไม้และสัตว์ป่า

โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ภายใต้การนำของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้พลิกฟื้นผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ให้กลายเป็นโมเดลต้นแบบระดับประเทศ ผ่านแนวคิดการจัดการ 3 มิติ

มิติแรก คืนความสมบูรณ์ให้บ้านช้าง (ในป่าอนุรักษ์) เพราะ “ช้างออกนอกป่าเพราะขาดแคลน” โครงการจึงได้ฟื้นฟูทุ่งหญ้ากว่า 6,064 ไร่ ปรับปรุงป่าปลูกเพื่อเป็นแหล่งอาหารสัตว์ป่า 2,900 ไร่ ปลูกพืชอาหารช้างอีก 1,500 ไร่ พร้อมสร้างโป่งเทียม 144 แห่ง และจัดทำฝายชะลอน้ำ 118 แห่ง เพื่อให้ช้างมีทั้งน้ำและอาหารอุดมสมบูรณ์ในป่าลึก โดยไม่จำเป็นต้องลงมารบกวนพื้นที่เกษตรกรรม

มิติที่สอง ปกป้องชุมชนด้วยเทคโนโลยีและความร่วมมือ (แนวเขตป่า) การสร้างความปลอดภัยให้ราษฎรเป็นสิ่งสำคัญ มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามและเฝ้าระวังช้างป่าฯ ติดตั้งกล้องอัจฉริยะ NCAPS 40 ชุด และกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าอีก 22 ชุด พร้อมทั้งสนับสนุนชุดเคลื่อนที่เร็วและครุภัณฑ์ผลักดันช้างป่ารวมกว่า 26 ชุด ทำให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านสามารถรู้เท่าทันการเคลื่อนไหวของช้างและป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างทันท่วงที

มิติที่สาม พัฒนาคุณภาพชีวิตและปลูกจิตสำนึก (ในชุมชน) ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” จำนวน 1,148 ไร่ รวมถึงการปลูกพืชสมุนไพรที่ไม่ใช่พืชอาหารช้างเพื่อสร้างรายได้ และที่น่าประทับใจที่สุดคือการบ่มเพาะเยาวชนผ่านโครงการ “นักวิจัยน้อยคชานุรักษ์” เพื่อให้เด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ เรียนรู้พฤติกรรมของช้าง ปรับตัว และเติบโตขึ้นมาอย่างเข้าใจธรรมชาติ

น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทำให้ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองได้รับการปกป้อง และราษฎรสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและเกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน

344 ขั้นแห่งแรงบันดาลใจ – ปีนเพื่อเปลี่ยนชีวิต (Climb to Change a Life)”

344 ขั้นแห่งแรงบันดาลใจ – ปีนเพื่อเปลี่ยนชีวิต (Climb to Change a Life)”

344 ขั้นแห่งแรงบันดาลใจ – ปีนเพื่อเปลี่ยนชีวิต (Climb to Change a Life)”

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.50 น.

ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับ มูลนิธิ Zy Movement Foundation จัดกิจกรรม “ปีนเพื่อเปลี่ยนชีวิต (Climb to Change a Life)” ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (ภูเขาทอง) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนผู้พิการทางการเคลื่อนไหว รวมถึงเยาวชนที่เคยกระทำผิด ให้ได้เรียนรู้คุณค่าของความพยายามและการก้าวข้ามอุปสรรคในชีวิตจริง

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการพาน้อง ๆ ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวและครอบครัว เดินขึ้นบันได 344 ขั้น สู่ยอดพระบรมบรรพต โดยมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฯ และเจ้าหน้าที่ศาลฯ ร่วมเดินเคียงข้าง เพื่อเป็นกำลังใจและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ตลอดเส้นทางมีการแวะพัก ชมวิว ตีระฆัง และบันทึกภาพแห่งความทรงจำ เมื่อถึงยอดภูเขาทองได้จัดกิจกรรม “สร้างรอยประทับ” เชิงสัญลักษณ์ พร้อมมอบของที่ระลึกแก่เด็ก ๆ และรับฟังธรรมบรรยายจาก พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เพื่อเสริมพลังใจและแนวคิดเชิงบวกในการดำเนินชีวิต และได้ให้ข้อคิดเรื่องความเพียร ความอดทน และการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค พร้อมนำสวดถวายผ้าจีวรแด่พระบรมสารีริกธาตุ

ปิยนุช ศรุติพันธ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวเปิดโครงการว่า“กิจกรรมนี้เป็นโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ สร้างมิตรภาพใหม่ ๆ และตระหนักว่า ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคใด หากมีความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ ก็สามารถก้าวไปถึงเป้าหมายได้”

ศศมณท์ สงวนสิน ผู้พิพากษาสมทบฯ และหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “โครงการนี้มุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้คุณค่าของความพยายาม ความอดทน และการตั้งเป้าหมายในชีวิต ผ่านประสบการณ์จริงที่ทรงพลัง ขอขอบคุณน้อง ๆ ทุกคนที่มาร่วมกิจกรรมและมอบแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่พวกเรา”

ศิริภัสสร ปิยนันทวารินทร์ ผู้พิพากษาสมทบฯ เล่าความประทับใจ “ขอบคุณโครงการนี้ที่ทำให้ได้เห็นว่า ความรัก ความช่วยเหลือ และความพยายาม คือพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริงๆ”

กิจกรรมปิดท้ายด้วยการ “ขอบคุณ” และแบ่งปันความรู้สึก ณ จุดนัดพบ ก่อนมอบประกาศนียบัตรและหนังสือที่ระลึกให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ความประทับใจและแรงบันดาลใจที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป

กิจกรรม “ปีนเพื่อเปลี่ยนชีวิต” ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเดินขึ้นภูเขาทอง 344 ขั้นเท่านั้น แต่เป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความหมายและพลังใจ ทุกก้าวที่น้อง ๆ ได้ก้าวขึ้นไป ไม่ว่าจะด้วยแรงของตนเองหรือด้วยความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ใจดีที่อยู่เคียงข้าง ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความพยายาม ความอดทน และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง

น้อง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า แม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกาย แต่หัวใจที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นสามารถพาเราไปถึงจุดหมายได้เสมอ และทุกก้าวที่ก้าวขึ้นไป ไม่เพียงแต่เปลี่ยนชีวิตของน้อง ๆ เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนมุมมองของผู้ใหญ่ ครอบครัว และสังคมที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในความสำเร็จครั้งนี้