มหากาพย์เดือดทะลุจอ ปู มัณฑนา ฟาด หนุ่ม กรรชัย รัว ลั่นแจ้งความช่อง 3 แล้ว

มหากาพย์เดือดทะลุจอ ปู มัณฑนา ฟาด หนุ่ม กรรชัย รัว ลั่นแจ้งความช่อง 3 แล้ว

มหากาพย์เดือดทะลุจอ ปู มัณฑนา ฟาด หนุ่ม กรรชัย รัว ลั่นแจ้งความช่อง 3 แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ หนุ่ม กรรชัย ประกาศฟ้อง ปู มัณฑนา กลางรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ไปเมื่อวานนี้(22 เม.ย. 2569) ทำเอาทางด้าน ปู มัณฑนา ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแบบจัดหนักรัวโพสต์คลิปข้อความซัดกลับสื่อยักษ์ใหญ่และพิธีกรดังแบบไม่ยั้งมือ จนกลายเป็นศึกมหากาพย์ที่ยังไม่เห็นจุดจบของเรื่องราว

ล่าสุด วันนี้ 23 เมษายน 2569 ปู มัณฑนา เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเจ้าตัวได้โพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงสื่อยักษ์ใหญ่ช่องหนึ่งโดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เป็นถึงสื่อยักษ์ใหญ่ แต่กลับปล่อยให้พิธีกรในแพลตฟอร์มโซเชียลละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นอย่างไม่รับผิดชอบ แบบนี้ไม่ใช่แค่ “พลาด” แต่คือ “ไม่เป็นธรรม” แม่ปูไม่ยอมค่ะ และเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่มองเห็นความไม่ถูกต้องนี้เหมือนกัน”

ปู มัณฑนา

ก่อนจะตามมาด้วยข้อความชุดใหญ่ที่ตั้งคำถามถึงสื่อว่า “คุณคิดว่าสื่อจะทำอะไรกับใครก็ได้จริงหรือ?” ดิฉันถูกเชิญไปเปิดใจในรายการที่มีเรตติ้งสูง ถ่ายทำเสร็จทุกอย่างเรียบร้อย แต่พอถึงเวลาออกอากาศ…กลับมีคำสั่ง ‘เบรก’ จากนั้น… มีการนำเสนอเพียงด้านเดียว ถล่มดิฉันโดยที่ดิฉันไม่มีโอกาสได้ชี้แจงเหมือนถูก มัดมือ มัดเท้า แล้วปล่อยให้ถูกตัดสิน ดิฉันไม่ได้ขอความสงสาร แต่อยากขอ “ความเป็นธรรม” และอยากให้ประชาชนที่เห็นเหตุการณ์นี้ ช่วยมองอีกมุมหนึ่ง… ว่าดิฉันกำลังต่อสู้กับอะไรและกำลังถูกปฏิบัติอย่างไร”

ปู มัณฑนา

และในเวลาต่อมาเจ้าตัวจะโพสต์คลิปวิดีโอข้อความลงมาเพิ่มเติม เช่น 

“ใครที่โดนสื่อใหญ่รังแกให้ติดต่อมาที่ดิฉันนะคะ ไม่มีใครใหญ่เกินกฎหมาย” 

“เป็นสื่อ ไม่ใช่ศาลเตี้ยค่ะ ไม่มีสิทธิ์มาตัดสินหรือถล่มใครฝ่ายเดียว แม่ปูไม่ยอม และจะไม่เงียบกัลความไม่เป็นธรรมนี้แน่นอน”

ปู มัณฑนา
ปู มัณฑนา

และความร้อนแรงของ ปู มัณฑนา ยังไม่หยุดลงแต่เพียงเท่านี้ เมื่อเจ้าตัว โพสต์จี้ถามถึงจริยธรรมของสื่อ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “จริยธรรมของสื่อ…อยู่ตรงไหนคะ? ดิฉันไม่ได้เรียกร้องอะไรเกินเลย แค่ขอ “ความเป็นธรรม” ที่คนคนหนึ่งควรได้รับ ดิฉันถูกเชิญไปเปิดใจ แต่สุดท้าย…กลับไม่มีโอกาสได้พูดในวันที่ควรได้พูด เสียงของดิฉันถูกตัดออก ในขณะที่อีกฝ่ายได้สื่อสารเพียงด้านเดียวนี่หรือคือความยุติธรรมที่สังคมควรยอมรับ? สื่อมีพลังมาก แต่พลังนั้นควรใช้เพื่อสะท้อนความจริง ไม่ใช่เลือกความจริงเพียงด้านเดียว ดิฉันขอวิงวอนต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กสทช. โปรดมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น และคืนความเป็นธรรมให้กับคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งด้วย เพราะความเงียบ…ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปากใคร แม่ปู…จะไม่ยอมแพ้ค่ะ

ปู มัณฑนา

หลังจากนั้นเจ้าตัวโพสต์วิดีโอข้อความลงมารัว ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำเอาโลกโซเชียลถึงกับร้อนระอุ เช่น

“ฟ้องมาเลย อ่านข่าวใส่ผ้าถุงด้วยนะคะ”

“คุณเป็นศาลหรือคะ เอาพื้นที่สื่อมาตัดสินคู่กรณีในเรื่องส่วนตัว”

“ช่อง 3 ควรเปลี่ยนชื่อช่อง เป็น หนุ่ม กรรชัย”

ปู มัณฑนา
ปู มัณฑนา
ปู มัณฑนา

กระทั่ง ปู มัณฑนา ตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับช่อง 3 และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ หนุ่ม กรรชัย ที่ สน. ทองหล่อ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ดิฉันได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ ช่อง 3 และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ณ สน.ทองหล่อ เมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องไม่แสดงความรับผิดชอบต่อการนำเสนอรายการที่ละเมิดสิทธิของดิฉัน ดิฉันจึงขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย มอบอำนาจให้ทนายความดำเนินการฟ้องร้องโดยตรงต่อไป เพื่อให้ความเป็นธรรมได้ถูกพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม ดิฉันขอให้เรื่องนี้จบกันในชั้นศาล”

ปู มัณฑนา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Pou Mantana

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.08 น.

“มท.”ซักซ้อมแนวทาง 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนทั่วประเทศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ

23 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ ว่า สำหรับการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค จังหวัด และอำเภอ จะมีการเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจิตอาสา ร่วมกันจัดทำดอกไม้จันทน์ เพื่อร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ โดยจะมีการเชิญดอกไม้จันทน์ตัวแทนของจังหวัด จังหวัดละ 1 ช่อ มายังกรุงเทพมหานคร เพื่อเชิญไปถวายที่หอเปลื้อง พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ในวันและเวลาถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง ขณะเดียวกัน ในวันดังกล่าว จะมีการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่จังหวัด/อำเภอ แบ่งเป็น 2 รอบเวลา ได้แก่ รอบเวลาที่ 1 เวลา 09.00 น.และรอบเวลาที่ 2 ตั้งแต่เวลา 17.30 – 22.00 น. ณ สถานที่ตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ โดยอำเภอเมืองของจังหวัดและอำเภอพระนครศรีอยุธยาจะจัดร่วมกับจังหวัด ขณะที่อำเภออื่นๆ จะจัด ณ สถานที่ที่อำเภอกำหนด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ในการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนฯ จังหวัดและอำเภอจะร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งสถานศึกษา สมาคม ชมรมศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ จัดแสดงมหรสพสมโภช ในวันจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ นอกจากนี้ จะมีการจัดแสดงนิทรรศการถ่ายทอดพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วยพื้นที่จังหวัดและอำเภอ ณ สถานที่จัดตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระแม่แห่งแผ่นดิน” ของปวงชนชาวไทยโดยพร้อมเพรียงกัน

มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

มฟล.จัดใหญ่! ‘ย้อนความทรงจำ’ ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ ดึงอธิการบดีผู้ก่อตั้งเล่าจุดเริ่มต้นจากผืนดินเชียงรายสู่สถาบันระดับสากล

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) โดยศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา จัดกิจกรรมสำคัญในวาระครบรอบ 10 ปีแห่งการดำเนินงานหอประวัติมหาวิทยาลัย ในชื่อกิจกรรม ‘ย้อนความทรงจำ…เมื่อครั้งอยู่ มฟล.’ ณ อาคารศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือฯ เพื่อรวบรวมและบันทึกเรื่องราวอันทรงคุณค่าจากปากคำของผู้มีส่วนร่วมวางรากฐานสถาบัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี มฟล. เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมเน้นย้ำว่า การอนุรักษ์ความทรงจำของสถาบันถือเป็นภารกิจสำคัญ เพราะเรื่องราวในอดีตคือพลังที่หล่อหลอมความสำเร็จในปัจจุบัน พร้อมแสดงความขอบคุณบุคคลกรยุคเริ่มแรกที่เสียสละร่วมสร้างมหาวิทยาลัยท่ามกลางความยากลำบาก

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการภาพถ่าย ‘MFU Then & Now’ ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานด้วยภาพความเปลี่ยนแปลงของอาคารสถานที่และภูมิทัศน์ในรอบหลายทศวรรษ รวมถึงกิจกรรมวงสนทนา ‘ล้อมวงเล่า…เรื่องราวชาว มฟล.’ โดยมีบุคคลสำคัญร่วมแบ่งปันเกร็ดประวัติศาสตร์ อาทิ 1.ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ (นายกสภาฯ และอธิการบดีผู้ก่อตั้ง) เล่าย้อนถึงวันแรกที่ลงพื้นที่สำรวจป่าเขาในเชียงรายเพื่อคัดเลือกสถานที่ก่อตั้ง หลักการทำงานยุคบุกเบิก และการวางรากฐานวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเอกลักษณ์ 2.รองศาสตราจารย์ ดร.ชลอ ว่องวัฒนาภิกุล คณบดีผู้ก่อตั้งสำนักวิชานิติศาสตร์ และ 3.คุณเพ็ญสุวรรณส์ นาคะปรีชา ผู้อำนวยการศูนย์บรรณสารฯ คนแรก

ทั้งนี้ หอประวัติมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 อย่างมั่นคง ด้วยพันธกิจในการเป็นคลังข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีเพียงเอกสาร แต่ยังรวมถึง ‘ประวัติศาสตร์บอกเล่า’ (Oral History) จากประสบการณ์จริง เพื่อให้นักศึกษา บุคลากร และสาธารณชนได้เรียนรู้ พร้อมสืบสานปณิธานของสถาบันที่มุ่ง ‘ปลูกป่า สร้างคน’ และพัฒนาสังคมสืบต่อไป

/////////-026

วันนอร์ รับนโยบายแก้ไฟใต้ ย้ำทุกฝ่ายต้องร่วมมือ-ยึดแนวทาง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

วันนอร์ รับนโยบายแก้ไฟใต้ ย้ำทุกฝ่ายต้องร่วมมือ-ยึดแนวทาง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

วันนอร์ รับนโยบายแก้ไฟใต้ ย้ำทุกฝ่ายต้องร่วมมือ-ยึดแนวทาง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.00 น.

“วันนอร์”ย้ำ แก้ไฟใต้ต้องร่วมมือทุกฝ่าย เชื่อ”มาเลเซีย”พร้อมจับมือพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ชูธงปราบยาเสพติด สร้างความเชื่อมั่นเพื่อนบ้าน

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เปิดเผยก่อนเข้าพบนายกรัฐมนตรี ว่า ตนมาเข้าพบนายกฯ เพื่อรายงานตัว และรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี รวมถึงจะขอบคุณที่ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะใช้ประสบการณ์มาให้คำปรึกษา เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่อย่างไร นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่ตนคนเดียว ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สส.ในพื้นที่ รวมถึงทุกหน่วยงาน ฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะ ศอ.บต.ซึ่งตนมีหน้าที่ช่วยพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ หากยังไม่สงบหรือไม่มีความปลอดภัยการพัฒนาจะยาก ใครจะไปลงทุนหรือท่องเที่ยว ซึ่งเราจะต้องปฏิบัติตามพระราชปณิธานและพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 และนายกฯ ได้เน้นย้ำว่า จะต้องปฏิบัติตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งไว้ คือต้องเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้

เมื่อถามว่า ที่ประชุม สมช.จะดึงประเทศมาเลเซีย มาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า มาเลเซียก็เป็นเพื่อนบ้านและไม่ค่อยมีปัญหา เขาพร้อมจะให้ความร่วมมือ หากเราขอช่วยเหลือ สิ่งที่เขาปรารภมาอย่างหนึ่ง ซึ่งนายกฯ ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลคือ การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ระบาดไปทั่ว และกำลังจะขยายตัวไปประเทศมาเลเซีย จึงอยากให้มีความมั่นใจว่า จะไม่ให้ยาเสพติดไหลไปสู่ประเทศมาเลเซีย เพราะจะเป็นปัญหาของประเทศเขาต่อไป ตนคิดว่า ปัญหาที่สำคัญของรัฐบาลนี้คือ ต้องแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ได้ เพราะทำลายทั้งประชาชนและเศรษฐกิจ ส่งผลถึงความไม่เชื่อมั่นของประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย

1แสนครัวเรือนกำลังรออยู่! จูรี จี้ กรมบัญชีกลาง ไฟเขียวงบฯ 1,089 ล้าน อุ้มจ่ายเยียวยา น้ำท่วมหาดใหญ่

1แสนครัวเรือนกำลังรออยู่! จูรี จี้ กรมบัญชีกลาง ไฟเขียวงบฯ 1,089 ล้าน อุ้มจ่ายเยียวยา น้ำท่วมหาดใหญ่

1แสนครัวเรือนกำลังรออยู่! จูรี จี้ กรมบัญชีกลาง ไฟเขียวงบฯ 1,089 ล้าน อุ้มจ่ายเยียวยา น้ำท่วมหาดใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.54 น.

1แสนครัวเรือนกำลังรออยู่! ‘จูรี’ จี้ ‘กรมบัญชีกลาง’ ไฟเขียวงบฯ 1,089 ล้าน เร่งอุ้มจ่ายเยียวยา ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’
 
วันที่ 23 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ  ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระได้ให้ สส.หารือถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดนนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หารือผ่านไปถึงกรมบัญชีกลาง เรื่องเงินซ่อมแซมบ้านของประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ใน จ.สงขลา ที่มีการทำหนังสือไปถึงกรมบัญชีกลางเพื่อขอขยายวงเงินราชการเป็นเงินทดลองเพิ่มเติม 1,089 ล้านบาท ว่า เงินจำนวนนี้ค้างแล้วรอการอนุมัติจากกรมบัญชีกลาง และชาวบ้านจำนวนมากถามถึงความคืบหน้าถึงการพิจารณาอนุมัติ 

“บางคนถึงขั้นน้อยเนื้อต่ำใจ บอกว่า 15 วันได้หรือไม่  3เดือนจะได้หรือไม่ หรือจะต้องโอนมาหลังจากที่น้ำมาเป็นรอบที่ 2 รวบยอดกันมาเลย คือน่าเศร้ามาก  รอมาก เพราะชาวบ้านในความรู้สึกกับการขอเงินก้อนนี้ ถ้าเป็นภาษาใต้ ปล้ำกันเหมือนเสือกินเต่า มันลำบากมันยากเหลือเกิน” นายจูรี กล่าว

นายจูรี กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ประชาชนอีก 100,000 ครัวเรือน ยังได้รับเงินช่วยเหลือตรงนี้ จึงหารือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรประสานในการเร่งรัดไปยังกรมบัญชีกลางได้ช่วยพิจารณา หากอนุมัติมาแล้วในจำนวนเงินกว่า 1,000 ล้านบาท เชื่อว่าจะช่วยบรรเทาและขายความเดือดร้อนของชาวบ้านได้ 67,000 ครัวเรือน ก่อนจะถึงท้ายว่าไม่ใช่ด่วนธรรมดา แต่ด่วนที่สุดเพราะชาวบ้านคอยหากมีผู้มีอำนาจใจลอย ชาวบ้านคอยใจจะขาด

ชัยชนะ แซะต่อ! ถามทำไมของแพงแต่ราคาเกษตรตกต่ำ #รวยไม่ไหวแล้ว

ชัยชนะ แซะต่อ! ถามทำไมของแพงแต่ราคาเกษตรตกต่ำ #รวยไม่ไหวแล้ว

ชัยชนะ แซะต่อ! ถามทำไมของแพงแต่ราคาเกษตรตกต่ำ #รวยไม่ไหวแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

23 เมษายน 2569 จากกรณีที่วานนี้ (22 เม.ย.) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงประเด็นค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ยังคงสวนทางพลังงาน โดย นายชัยชนะ ระบุว่า “ท่านซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงาน ให้เหมือนทำทรงผมนะครับ” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชัยชนะ จิกแรง ซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงานเหมือนทำทรงผม)

ต่อมาในวันเดียวกัน “ปู” จิตกร บุษบา สื่อมวลชนและพิธีกรช่องแนวหน้าออนไลน์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ ตอนหนึ่งว่า “คุณศุภจี เป็นผู้หญิง คุณชัยชนะ เป็นผู้ชาย หลักการสากลที่คนจะชื่นชมหรือตำหนิ คือการแสดงออกซึ่งความเป็น #สุภาพบุรุษ” “คนประชาธิปัตย์ต้องเร่งขจัด #ปุ่มทำลายตัวเอง ในตัวเองก่อน เป็นสิ่งแรก แล้วเดินหน้าขจัดความไม่ตรงไปตรงมา ความล่าช้า ความหละหลวม ความโง่เขลา การเอาใจนายทุน การทุจริต การหาประโยชน์ ฯลฯ ในพื้นที่อำนาจทางการเมืองของรัฐบาล เพื่อความถูกต้องและประโยชน์ของประชาชน-ประเทศชาติ เป็นหลัก” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : วาทะ ‘ชัยชนะ’ เป็นเหตุ ปู จิตกร แนะ ปชป. ขจัด ปุ่มทำลายตัวเอง)

ล่าสุดวันนี้ (23 เม.ย.) นายชัยชนะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “เห็นตรงกันไหม? ทำไมราคาสินค้าถึงไม่ลดลง แต่ราคาพืชผลเกษตรลงตลอด #รวยไม่ไหวแล้ว”

อีก 18 วันพ้นโทษ! อิ๊งค์-โอ๊ค-เอม พร้อมหลานๆ เข้าเยี่ยมทักษิณ

อีก 18 วันพ้นโทษ! อิ๊งค์-โอ๊ค-เอม พร้อมหลานๆ เข้าเยี่ยมทักษิณ

อีก 18 วันพ้นโทษ! อิ๊งค์-โอ๊ค-เอม พร้อมหลานๆ เข้าเยี่ยมทักษิณ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.37 น.

“ทักษิณ”นับถอยหลัง อีก 18 วันพ้นโทษ “อิ๊งค์-โอ๊ค-เอม” พร้อมหลานๆ เข้าเยี่ยม “แพทองธาร”ปัดตอบคำถามถึงกระดาษคล้ายจดหมายที่นำเข้าไป

23 เมษายน 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร สมาชิกครอบครัวชินวัตร ซึ่งเป็นบุตรและหลานของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวม 10 ราย ประกอบด้วย นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค พร้อมบุตร 2 ราย , น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ ชินวัตร หรือ เอม พร้อมบุตร 3 ราย และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อิ๊งค์ พร้อมบุตร 2 ราย ได้เดินทางเข้าเยี่ยมใกล้ชิดนายทักษิณ ภายในเรือนจำ โดยภายใต้กิจกรรมทดแทนสงกรานต์ 2569 ชื่อ “เยี่ยมญาติใกล้ชิด สาดความรักให้กันวันปีใหม่ไทย” ซึ่งถือเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 57

พร้อมกับ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ซึ่งการเข้าเยี่ยมครั้งนี้มีเพียงบุตรและหลานตามรายชื่อที่ลงทะเบียนไว้ทั้งสิ้น 10 คน ทั้งนี้ สังเกตว่าก่อนเดินทางเข้าไปในเรือนจำนั้น น.ส.แพทองธาร ได้ถือกระดาษมีลักษณะคล้ายกับจดหมายมาด้วย คาดว่าจะนำไปให้นายทักษิณขณะเข้าเยี่ยม

ต่อมาภายหลังจากที่ครอบครัวชินวัตรได้เข้าไปในเรือนจำ เกือบ 2 ชั่วโมง ปรากฏว่า ครอบครัวชินวัตรได้เดินทางกลับทันที โดยเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามเข้าไปสอบถาม น.ส.แพทองธาร ถึงกระดาษคล้ายจดหมายที่นำเข้าไปด้วย รวมถึงเรื่องการเยี่ยมเยียนนายทักษิณครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้างนั้น ปรากฏว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ได้ให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามกับสื่อมวลชน จากนั้นได้พาลูกชายและลูกสาวขึ้นรถกลับทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันนายทักษิณ ได้คุมขังอยู่ภายในเรือนจำเป็นระยะเวลา 7 เดือน กับอีก 14 วัน ซึ่งวันที่ 11 พ.ค.69 พักโทษคุมประพฤติ หรือเหลืออีกเพียง 18 วันเท่านั้น

– 006

กรณ์ กระทุ้ง เอกนิติ บี้ทวงคืนค่าการกลั่น 2 หมื่นล้าน หลังโรงกลั่นฟันกำไรเพียบ

กรณ์ กระทุ้ง เอกนิติ บี้ทวงคืนค่าการกลั่น 2 หมื่นล้าน หลังโรงกลั่นฟันกำไรเพียบ

กรณ์ กระทุ้ง เอกนิติ บี้ทวงคืนค่าการกลั่น 2 หมื่นล้าน หลังโรงกลั่นฟันกำไรเพียบ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.35 น.

“กรณ์”กระทุ้ง”เอกนิติ” บี้ทวงคืนค่าการกลั่น 2 หมื่นล้าน หลัง”โรงกลั่น”ฟันกำไรเพียบ จี้”คลัง”คืนเงินเข้ากระเป๋าประชาชน ถามตรงออก”พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน”เป็นไปตาม รธน.172 หรือไม่ ด้าน”รมว.คลัง”แจงเป็นแค่ค่าอ้างอิง กำลังเร่งปรับปรุง ยังต้องดูแล ปชช.ทุกกลุ่ม หากจำเป็นก็ต้องทำ

23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.คลัง จากปัญหาวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นต้นตอที่มาที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุด ว่ารัฐบาลบริหารพลาดพลั้งในหลายมิติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาพลังงาน แก้ปัญหาดังกล่าว ตั้งแต่การปล่อยให้เกิดการกักตุนน้ำมันจนทำให้เกิดภาวะขาดแคลน การปล่อยให้ผู้ค้าน้ำมัน จำหน่ายในราคาแพงเกินควร เมื่อเทียบกับสต็อกน้ำมันเดิมซึ่งมีต้นทุนราคาต่ำกว่าช่วงที่เกิดวิกฤต และที่สำคัญปล่อยให้โรงกลั่นน้ำมันกำหนดราคาขายสูง เมื่อเทียบค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวกับในช่วงสภาวะปกติ ซึ่ง รมว.คลัง ประกาศลดค่าการกลั่นน้ำมัน 2 บาท โดยคำนวณจากค่าการกลั่น 7 บาทต่อลิตร แต่ในความจริงมันพุ่งไปถึง 17 – 18 บาทต่อลิตร ตามสูตรของท่านเองต้องลดให้ประชาชน 8.50 บาท ไม่ใช่แค่ 2 บาท หรือ 5 บาทอย่างที่มาพูดในสภาฯ วันนี้

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า โรงกลั่นฯ ได้กำไรมหาศาลกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย ไม่ลดภาษีสรรพสามิตแม้แต่สตางค์เดียว ในมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์ สาเหตุสำคัญซึ่งเป็นที่มาของราคาสินค้าที่สูงขึ้นสืบเนื่องมาจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการทุกประเภทสินค้าที่สูงขึ้น แม้ว่าวันนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงแล้ว แต่สิ่งที่เรายังไม่เห็นเลยก็คือการปรับลดราคาสินค้าทั่วไป และเป็นสิ่งที่พรรคฯ ได้คาดการณ์ไว้แต่แรกว่า เมื่อมีการปล่อยให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินไปราคาสินค้าทั่วไปค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนจะสูงขึ้น และเมื่อราคาน้ำมันปรับลดลงมาเราจะไม่เห็นราคาสินค้านี้ปรับลดลงตาม

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า การที่นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการศึกษาต้นทุนราคาน้ำมัน (คตร.) ที่มีนายเอกนิติ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้ให้เวลา 15 วัน เพื่อหาข้อสรุปว่าราคาน้ำมันที่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนที่แท้จริงแล้วควรจะกำหนดอย่างไร มาถึงวันนี้ คตร.มีข้อสรุปว่าสูตรการกำหนดค่าการกลั่นสูตรการกำหนดราคาขายน้ำมันที่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนนั้นควรที่จะต้องเป็นเท่าไหร่ และจะดำเนินการอย่างไรเพื่อคืนกำไรส่วนเกินที่โรงกลั่นตลอดช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้คิดผ่านสูตรค่าการกลั่นที่ รมว.พลังงานเอง ก็มองว่าไม่เป็นธรรม และจะนำกำไรส่วนเกินคำนวณอย่างน้อยประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท กลับคืนมาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร

ด้าน นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธาน คตร.เราได้มาดูค่าการกลั่นที่ทางกระทรวงพลังงานได้ประกาศตัวเลขค่าการกลั่น ที่นายกรณ์พูดว่าจะเห็นตัวเลขขึ้นไป 10 กว่าบาท พอเราไปดูในรายละเอียดเป็นแค่ตัวเลขอ้างอิง ในที่ประชุมเราเรียกกันย่อๆ ว่าค่าการกลั่นทิพย์ เป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ตัวเลขต้นทุนค่าการกลั่นเป็นตัวเลขที่อ้างอิงโดยที่ยังไม่ได้รวมสถานการณ์ผิดปกติคือช่วงสงครามตะวันออกกลาง เราได้เชิญโรงกลั่นแต่ละแห่งเข้ามา พบว่าต้นทุนของการกลั่นที่แท้จริงแต่ละโรงไม่เท่ากัน เพราะต้องจ่ายค่าวอพรีเมี่ยม เราได้ลงมาคุยแต่ละโรงกลั่นว่าค่าวอพรีเมี่ยมที่เขานำเข้าน้ำมันดิบจากสถานการณ์สู้รบ การที่จะได้ตัวน้ำมันมากลั่นเพื่อมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ต้องจ่ายค่าวอพรีเมี่ยมและต้องจ่ายค่าประกันที่สูงผิดปกติ โรงกลั่นบางแห่งต้องจ่ายค่านำเรือออกมาเป็นพิเศษทำให้ค่าต้นทุนไม่สะท้อนความเป็นจริง

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่าเราทำเสร็จก่อน 15 วัน และได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) การประชุมครั้งแรกผลคือค่าการกลั่นไม่สะท้อนความเป็นจริง ขอให้มีการปรับให้สะท้อนความเป็นความเป็นจริง และเราพบว่าอาจจะมีในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ราคาขายก็สูงกว่าปกติแต่ต้นทุนก็จะต่ำกว่าปกติ จึงทำให้เป็นค่าการกลั่นทิพย์ ซึ่ง รมว.พลังงาน ก็ให้มีการปรับให้ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ส่วนผลตอบแทนส่วนเกินโดย คตร.เสนอแนะว่าให้ใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) น้ำมันขาดแคลน ปี 2516 ให้คณะกรรมการ กบง.เป็นผู้ที่สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นี้ได้ ซึ่ง รมว.พลังงาน ก็ได้นำเสนอเข้าสู่ ครม.และใช้อำนาจตรงนี้เป็นครั้งแรกในการไปลดผลตอบแทนส่วนเกิน ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลตอบแทนส่วนเกินประมาณ 2 บาทต่อลิตร สำหรับเดือนเมษายนก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะเราอยากใช้ต้นทุนการกลั่นสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่ค่าการกลั่นทิพย์หรือเป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิง

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับภาษีสรรพสามิต ต้องดูความสมดุลจริงๆ ว่าฐานะการคลังและการช่วยเหลือประชาชนจะใช้เครื่องมืออะไร วันนี้สิ่งที่เราได้ตัดสินใจคือใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นกลไกในการรักษาเสถียรภาพในเรื่องราคา ไม่ให้ส่งผ่านไปถึงประชาชนช่วยชะลอผลกระทบทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งในหลายๆประเทศ ที่ตนได้ไปคุยมาไม่มีลักษณะของกองทุนนี้ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิต เป็นรายได้หลัก ซึ่งเราต้องดูแลในเรื่องรายจ่ายอีกจำนวนมาก งบประมาณของประเทศในปีงบประมาณ 2569 เราได้ตั้งรายจ่ายมาตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลนี้เข้ามาก็ใช้งบประมาณนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลฐานะการเงินและรายได้เพียงพอที่จะมาใช้เป็นรายจ่ายในส่วนต่างๆอีกมากในการดูแลประชาชนในทุกภาคส่วนไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้น้ำมัน ประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนในส่วนต่างๆ ต้องได้รับงบประมาณจำนวนมากในการดูแล ซึ่งงบประมาณตรงนี้ในทุกกระทรวง ก็ต้องใช้งบเพราะฉะนั้นการที่จะหารายได้เพื่อที่จะมาดูแลประชาชนในส่วนอื่นๆให้เพียงพอก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่เราต้องรักษาสมดุลนี้

“เราต้องดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลก วิกฤติน้ำมันที่ขาดแคลนได้ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนสูงมาก กลไกในการดูแลส่วนนี้จึงต้องใช้กองทุนน้ำมันมาช่วยชะลอไม่ให้กระทบประชาชน และท้ายที่สุดกองทุนน้ำมันก็เป็นภาระของคนทุกคนเช่นเดียวกับภาษีสรรพสามิตก็เป็น ภาระที่กระทบคนทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราดูแลคือใช้เครื่องมือให้ตรงจุด ใช้กองทุนน้ำมันในการดูแลรักษาเสถียรภาพของราคา ภาษีสรรพสามิตหารายได้มาดูแลประชาชนทุกภาคส่วน ถ้าเราไม่สามารถรักษาความสมดุล สิ่งหนึ่งที่อาจจะตามมาที่ใช้ทรัพยากรทุกอย่างไปดูแลประชาชนบางกลุ่มอาจจะมีประชาชนอีกหลายกลุ่มอาจจะได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือที่ผิด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดถ้าเราไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤติครั้งนี้ด้วยการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนนอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว วิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลกอาจจะนำพามาสู่วิกฤตอื่นๆเช่นวิกฤตการคลัง อาจจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่า” นายเอกนิติ กล่าว

นายกรณ์ ได้ตอบกลับว่า เป็นคำตอบที่ยังไม่เคลียร์ โดยเฉพาะการทวงคืนกำไรส่วนเกิน 2 หมื่นล้านบาทกลับมาให้ประชาชน เพราะที่ผ่านมาประชาชนต้องจ่ายแพงล่วงหน้ามาตลอด และในเดือนเมษายน ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าการกลั่นของเดือนเมษายนในระดับประมาณ 14 – 15 บาท มา 20 กว่าวันแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องภาษีสรรพสามิต ยอมรับว่าเรื่องนี้มีความคิดที่ต่างกัน ผู้ใช้น้ำมันคือคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม เพราะเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นล้วนมีผลต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้นด้วย แต่เมื่อราคาน้ำมันลดลง ก็มักจะพบว่าราคาสินค้าไม่ได้ปรับลดลงตาม ทั้งนี้ แม้ คตร. จะทำหน้าที่เสร็จ แต่สังคมยังรอฟังการชี้แจงเรื่องสูตรการคำนวณค่าการกลั่นว่าจะมีการเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะเป็นประเด็นที่โต้แย้งกันมานานหลายปี

จากนั้น นายกรณ์ ได้เข้าสู่ประเด็นคำถามที่ 2.จากกรณีที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการเตรียมการเพื่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท โดยรัฐบาล แต่ไม่ได้มีการหารือกับทางกระทรวงการคลัง ตนเป็นห่วงว่า รัฐบาลจะสามารถรักษาวินัยทางการคลังได้ต่อไปได้หรือไม่อย่างไร เพราะเป็นที่ทราบดีว่าสถานะทางการคลังของประเทศปัจจุบัน แม้จะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อคิดตามสัดส่วนเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถือว่าค่อนข้างดี เพราะประเทศมี พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ที่จำกัดการขาดดุลของทุกรัฐบาลในอดีต แต่จากการที่อ้างถึงปี 52 ซึ่งมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ มีการออก พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ปี 63 ช่วงวิกฤตโควิด ก็ออก พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว GDP ของปี 52 ติดลบร้อยละ 2.3 เกิดวิกฤตหนักมาก และ GDP ปี 63 หนักกว่าอีก ติดลบร้อยละ 6.1 แต่ GDP ปีที่แล้ว เป็นบวกร้อยละ 2.6 ดังนั้นในปีนี้ แม้จะมีสงครามตะวันออกกลาง กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตยังเป็นบวกอยู่ที่ร้อยละ 1.5 จึงมีคำถามว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่วิกฤตหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือไม่ที่จะออก พ.ร.ก.

“ทุกรัฐบาลอยากใช้เงิน ทุกรัฐบาลสามารถที่จะอ้างถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ แต่เรื่องของวินัยทางการคลัง ไม่มีใครใส่ใจในเรื่องนี้ ผมเชื่ออย่างมากว่า เรื่องที่สำคัญ นอกเหนือจากกรณีจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้ว กฎหมายยังได้ระบุชัดว่าเรายังต้องบริหารภายในกรอบ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ไม่ใช่ไปออก พ.ร.ก.อย่างพร่ำเพรื่อ” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นตนขอถามคำถามที่ 2.ว่า สถานการณ์ปัจจุบันตามที่ได้ประมาณการไว้นี้ เป็นสถานการณ์ที่เข้าเกณฑ์ ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ในการออก พ.ร.ก.หรือไม่ และสถานการณ์แบบใดที่รัฐบาลอาจจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพิ่มเติมจากการขาดดุลในงบประมาณได้

นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันมาตรา 172 คือสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งหนึ่งที่ตนพยายามทำอยู่ในปัจจุบันคือพยามดูงบประมาณในส่วนอื่นว่าเรามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน หากถามว่าสถานการณ์วิกฤติหรือไม่วันนี้มีการดูความหมายของวิกฤตได้หลายอย่างวิกฤตครั้งนี้จะแตกต่างจากวิกฤตในอดีต วันที่ตนได้ไปประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศทุกคนยอมรับว่านี่คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนเจอเหมือนกันผ่านวิกฤติตะวันออกกลางฉะนั้นตนก็เตรียมความพร้อมว่าถ้ารุนแรงมากขึ้นก็ต้องเตรียมทรัพยากรทางการเงินมาดูแลประชาชนอย่างไร โดยมอบให้กรมบัญชีกลางไปดูเม็ดเงินที่ไม่ยังไม่เบิกจ่ายมีเงินเหลือเท่าไหร่เพื่อเอามาดูแลประชาชนที่เดือดร้อน สิ่งที่น่าเป็นห่วงทุกวันนี้ทุกคนในต่างประเทศพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขออย่าให้หวาดแห่เพราะทรัพยากรทั้งโลกเราพึ่งฟื้นตัวจากโควิดปัญหาของฐานะการคลังของทั้งโลกไม่เหมือนในอดีตเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องใช้คือต้องใช้ให้ตรงจุด โดยเราพยามดูแลกลุ่มเปราะบางไม่ให้ผลกระทบส่งผ่านไปถึงคนอื่นๆอย่างรวดเร็ว ผ่านราคาสินค้า แต่ไม่ใช่เหวี่ยงแหไม่ช่วยให้เศรษฐีที่อาจจะใช้รถน้ำมันดีเซลเหมือนกันได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เดือดร้อนเพราะฉะนั้นเราต้องมองคนที่เดือดร้อนจริงๆนี่คือนโยบายที่ทั้งโลกเห็นว่าเป็นนโยบายที่ควรมาช่วยคนที่เดือดร้อนมากที่สุด

“วันนี้มาตรา 172 ควรใช้หรือยังผมก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอเราก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยาและสิ่งที่ตนพยายามทำไว้คือคือนอกจากเราจะมาใช้ไม่ใช่กลุ่มเยียวยาแต่เอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศช่วยให้ประเทศไทยถ้าพ้นวิกฤติครั้งนี้ประเทศไทยสามารถกลับมาเข้มแข็งขึ้น ช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการพึ่งผ่านน้ำมันก๊าซธรรมชาติการนำเข้าเยอะก็มาใช้พลังงานทดแทนซึ่งเป็นการเตรียมการล่วงหน้า และการยกระดับให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้นถ้าเราพ้นวิก วันนี้ งบประมาณของเราเรียกว่าใช้เต็มเพดานที่บอกว่าเราจะขาดทุนได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี ร้อยละ 80 ของการชำระต้นเงินกู้เพราะฉะนั้นวันนี้ เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่าและถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172” นายเอกนิติ กล่าว

ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

ศิริกัญญา ดักคอรัฐบาลเตรียมกู้ 5 แสนล้าน จะปากแข็งปฏิเสธขยายเพดานหนี้ทำไม ในเมื่อตัวเลขชี้ชัดทะลุ 70% แน่ เตือนภาระดอกเบี้ยพุ่งกัดกินงบประมาณ ต้องหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม แต่ต้องเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ถึงแม้คนในรัฐบาลจะยังสลับกันออกมาพูดคนละทิศคนละทาง แต่ล่าสุดรองนายกฯ เอกนิติ ก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อยอมรับแล้วว่าจะมีการกู้เงินจริง ขณะที่ประเด็นการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ที่รัฐบาลพยายามปฏิเสธว่ายังไม่มีการขยายนั้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจริงกลับพบว่ารัฐบาลเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขยายเพดานหนี้ในที่สุด

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ถึงแม้ปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ เดือน ก.พ. 2569 จะอยู่ที่ 66% แต่รัฐบาลยังมีแผนกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 อีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งไปที่ 67% และหากมีการออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ทันที ดังนั้น ก่อนที่ ครม. จะมีมติเงินกู้ รัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้อย่างแน่นอน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลถึงยังปากแข็งปฏิเสธเรื่องนี้ต่อประชาชน 

น.ส.ศิริกัญญา แสดงความกังวลว่า “ราคาที่ต้องจ่าย” ของการก่อหนี้ครั้งนี้สูงมาก โดยเฉพาะภาระดอกเบี้ยที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันงบชำระดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 9% ของรายได้รัฐ และมีแนวโน้มจะพุ่งเป็น 12% ในปี 2570 ในขณะที่หนึ่งในเกณฑ์สำหรับการเป็นพันธบัตรระดับ Investment Grade  (ระดับน่าลงทุน) ระบุว่าสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ไม่ควรเกิน 10% หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ทั้งต้นและดอกรวมกว่า 5.2 แสนล้านบาท และจะเพิ่มสูงถึง 6.4 แสนล้านบาทในปี 2573 ยิ่งกัดกินงบประมาณแผ่นดินให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จนอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ 

“เราต้องมั่นใจว่ากู้มาแล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ ทั้งทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ และขยายศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้โตได้ดีกว่าเดิมด้วย เพราะนี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นจนดอกเบี้ยไม่มาฉุดรั้งงบประมาณแผ่นดิน แต่หากล้มเหลวเหมือนช่วงโควิดอีกครั้ง เราอาจจะต้องอยู่กับภาวะหนี้สูง-โตต่ำไปอีกนาน” ศิริกัญญากล่าว 

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการจากเพียงแค่การเยียวยาเฉพาะหน้า (Reactive) เป็นโครงการที่สร้างอนาคต (Visionary) โดยย้ำว่าหากจะแจกเงินแบบสุ่มอย่างโครงการคนละครึ่งก็อาจไม่ตรงจุด แต่ควรนำเงินไปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง เช่น แทนที่จะอุดหนุนโซลาร์ฟาร์มแบบเดิม ควรนำเงินไปพัฒนาสายส่งเป็น Smart Grid เพื่อรองรับการเปิดเสรีไฟฟ้าพลังงานสะอาด หรือหากจะทำโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ก็ต้องมีเงื่อนไขสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ที่เน้นมูลค่าเพิ่มในประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง ไม่ใช่แค่การนำเข้ามาประกอบ

น.ส.ศิริกัญญา ปิดท้ายว่า นี่อาจจะเป็นการกู้นอกงบประมาณครั้งสุดท้ายที่ฐานะการคลังของประเทศจะเปิดโอกาสให้ทำได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าที่สุด และต้องมองให้ไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อไม่ให้งบประมาณในอนาคตถูกใช้ไปกับการใช้หนี้จนไม่เหลือเงินไว้พัฒนาศักยภาพของประเทศต่อไป

เปิดเหตุผลยกเลิก MOU 44 รัฐบาลชี้ไม่สร้างประโยชน์-ก่อความหวาดระแวง

เปิดเหตุผลยกเลิก MOU 44 รัฐบาลชี้ไม่สร้างประโยชน์-ก่อความหวาดระแวง

เปิดเหตุผลยกเลิก MOU 44 รัฐบาลชี้ไม่สร้างประโยชน์-ก่อความหวาดระแวง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

รัฐบาลแจงเหตุผลยกเลิก MOU 44 ชี้มีมา 25 ปี ไม่บรรลุเป้าหมาย สร้างความขัดแย้ง หวาดระแวงสองประเทศ

23 เมษายน 2569 ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 2/2569 ได้มีมติ “ยกเลิก MOU44” ตามนโยบายรัฐบาล ด้วยเหตุผล

1. MOU44 เป็นกรอบการเจรจาการบริหารทรัพยากรร่วมกันที่อยู่ใต้ทะเลระหว่างไทย – กัมพูชา แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเจรจากันเพียง 5 ครั้ง และไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ และไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนา และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้

2. การยกเลิก MOU44 เพื่อเป็นการยุติการเจรจาตามกรอบ MOU44 หากฝ่ายกัมพูชา ยังคงต้องการ หรือเห็นประโยชน์จากการพัฒนา และบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกับไทยอีก ขอให้แสดงเจตนารมณ์ หรือแจ้งมาให้ทราบ เพื่อที่จะได้จัดกรอบการเจรจากันใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล เช่นที่ผ่านมา

3. ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา หลายครั้ง ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีการทำ MOU44 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่บรรลุเป้าหมายของ MOU44 ที่กำหนดไว้ และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เช่นปัจจุบันนี้ การเจรจาเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันเป็นเรื่องที่ยาก หลักการสำคัญ คือต้องตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงหาแนวทางพัฒนา และบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจและแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

การมี MOU44 อายุ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU ฉบับนี้ ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้ การมีอยู่ของ MOU44 นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดความหวาดระแวง ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอีกด้วย จึงเห็นควรที่ต้องยกเลิก และวางกรอบการเจรจากันใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริง

“เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินฯ แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยกล่าวถึงนโยบายด้านการการต่างประเทศและความมั่นคงของไทย ในหัวข้อที่ 9 ประเด็นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและการแก้ไขปัญหาข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ในหัวข้อย่อย (9.2) ย้ำชัดว่า “มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 และในวันนี้ ที่ประชุม สมช.ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว” น.ส.รัชดา กล่าว

สำหรับขั้นตอนหลังจาก สมช.มีมติในวันนี้แล้ว จะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และมีมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป