‘ปทุมฯยิ้มได้’ ยกทัพสินค้าราคาถูกช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

‘ปทุมฯยิ้มได้’ ยกทัพสินค้าราคาถูกช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.30 น.

ปทุมธานี ผนึกกำลังทั้งจังหวัด ร่วมกันจัดงาน “ปทุมฯ ยิ้มได้ ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” ขนทัพสินค้าราคาถูกช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคัก

23 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี คุณณัฐรินทร์ พยุงวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการสายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ร่วมแถลงข่าว “ปทุมฯ ยิ้มได้ ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” งานมหกรรมสินค้าเพื่อส่งเสริมอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดปทุมธานี ณ Index Living Mall สาขารังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้กล่าวว่า “การดำเนินโครงการในครั้งนี้เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในทุกระดับ ควบคู่กับการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมามีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการสร้างกลไกที่เอื้อต่อการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในชุมชนอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจในระดับพื้นที่”

ทางด้าน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าในฐานะผู้สนับสนุนหลักงบประมาณโครงการ “เรามีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเห็นประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เข้มแข็ง และเดินหน้าไปพร้อมกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน สามารถเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ได้รับการสนับสนุนในการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ”

ทั้งนี้ งาน “ปทุมฯ ยิ้มได้ ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” จะจัดขึ้น เป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึง 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 16:00 น. – 21:00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ Future Park & Zpell อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

Gangnam Clinic ตัวเลือกคนรุ่นใหม่ กับโปรแกรมความงามและเทคโนโลยีทางการแพทย์ครบวงจร

Gangnam Clinic ตัวเลือกคนรุ่นใหม่ กับโปรแกรมความงามและเทคโนโลยีทางการแพทย์ครบวงจร

Gangnam Clinic ตัวเลือกคนรุ่นใหม่ กับโปรแกรมความงามและเทคโนโลยีทางการแพทย์ครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.30 น.

ความงาม ไม่ได้ถูกนิยามเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่สะท้อนถึงความมั่นใจและศักยภาพภายในของแต่ละคน กังนัม คลินิก (Gangnam Clinic) จึงก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายใหม่แห่งการดูแลความงามสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ ความปลอดภัย และความเข้าใจในตัวตนของผู้รับบริการอย่างแท้จริง ด้วยแนวคิดการดูแลแบบมีมาตรฐาน ผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กังนัม คลินิก พร้อมเป็นพื้นที่ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพความงามในแบบของคุณ และพาคุณก้าวสู่ความมั่นใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

เหตุผลที่กังนัม คลินิก เป็นตัวเลือกของคนรุ่นใหม่ที่มองหาโปรแกรมเสริมความงามครบวงจรได้มาตรฐาน

เพราะความงามในมุมมองของคนรุ่นใหม่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงามภายนอก แต่คือการดูแลตัวเองอย่างมีคุณภาพและมีเป้าหมายที่ชัดเจน Gangnam Clinic จึงออกแบบแนวทางการรักษาให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ ความปลอดภัย และความเป็นตัวของตัวเองควบคู่กันไป ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียด การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ไปจนถึงการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความแตกต่างของผิวและโครงสร้างใบหน้าในแต่ละคน

นอกจากนี้ คลินิกเสริมความงาม กังนัมคลินิก ยังให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติเพื่อให้ความงามที่ได้สะท้อนความมั่นใจอย่างแท้จริง ไม่ดูเกินจริงหรือฝืนตัวตน พร้อมสร้างประสบการณ์การดูแลที่ผสมผสานความเป็นมืออาชีพเข้ากับความทันสมัยอย่างลงตัว

ภาพลักษณ์แบรนด์และวิสัยทัศน์ด้านการดูแลความงามอย่างรอบด้านของกังนัม คลินิก

กังนัม คลินิก มุ่งมั่นในการเป็นคลินิกเสริมความงามที่ให้ความสำคัญกับการดูแลแบบองค์รวม โดยเชื่อว่าความงามที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจในพื้นฐานของแต่ละบุคคล ทั้งสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และความต้องการที่แตกต่างกันของผู้รับบริการ ทุกขั้นตอนการรักษาจึงเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินปัญหา การวางแผนการดูแลเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและปลอดภัย

ภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าว กังนัม คลินิก ผสานมาตรฐานทางการแพทย์เข้ากับเทคโนโลยีด้านความงามที่ทันสมัย พร้อมยึดหลักความเป็นธรรมชาติและความสมดุลเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา ไม่เพียงมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นใจและคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการในทุกมิติ เพื่อให้ความงามที่ได้สะท้อนตัวตนและศักยภาพที่แท้จริงอย่างกลมกลืน

บริการยอดนิยมจาก กังนัม คลินิก ที่ตอบโจทย์ทุกมิติของการดูแลผิวและรูปหน้า

กังนัม คลินิก ได้รวบรวมบริการด้านผิวพรรณและการปรับรูปหน้าไว้อย่างครบครัน ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ ทุกหัตถการถูกออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ค่ะ

เลเซอร์กำจัดขน เพื่อผิวเรียบเนียนอย่างมั่นใจ

บริการเลเซอร์กำจัดขนของกังนัม คลินิก เน้นความแม่นยำและอ่อนโยนต่อผิว ช่วยลดการเกิดขนใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดปัญหาผิวระคายเคืองหรือรอยดำจากการกำจัดขนแบบเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผิวเรียบเนียน ดูสะอาดตา

โปรแกรมรักษาสิว ดูแลลึกถึงต้นตอของปัญหา

กังนัม คลินิก ให้ความสำคัญกับการรักษาสิวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาผิว ไปจนถึงการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อช่วยลดการเกิดสิวซ้ำ พร้อมฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง เรียบเนียน และดูสุขภาพดี

ฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ เพื่อการปรับรูปหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ

บริการฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ของกังนัม คลินิก มุ่งเน้นการปรับสมดุลของใบหน้าอย่างพอดี ไม่แข็งหรือดูเกินจริง โดยแพทย์จะประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียดก่อนทำหัตถการเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ดูอ่อนเยาว์ กลมกลืน และสะท้อนความเป็นตัวตนออกมา

ทรีตเมนต์ผิวพรรณ เติมเต็มความกระจ่างใสและสุขภาพผิวที่ดี

ทรีตเมนต์ผิวพรรณของ กังนัม คลินิก ถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูผิวในทุกมิติ ตั้งแต่การเพิ่มความชุ่มชื้น ลดความหมองคล้ำ กระชับรูขุมขน ไปจนถึงการเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง เพื่อคงความสดใสและความสมดุลของผิวในทุกช่วงวัย

พญ. ฬิษา สุวรรณเกษการ แพทย์ผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดการดูแลความงามอย่างประณีตและร่วมสมัย

พญ. ฬิษา สุวรรณเกษการ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “หมอลิซ่า” คือแพทย์ผู้ก่อตั้งกังนัม คลินิก ด้วยบุคลิกที่สุขุม อ่อนโยน และใส่ใจในทุกรายละเอียด หมอลิซ่ายึดมั่นในแนวคิดการดูแลความงามที่เริ่มต้นจากความเข้าใจผู้รับบริการอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า หรือความคาดหวังที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล

ภายใต้แนวคิดการรักษาที่ผสานศาสตร์ทางการแพทย์เข้ากับมุมมองความงามแบบสมัยใหม่ พญ. ฬิษา สุวรรณเกษการ ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติ ความสมดุล และความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ทุกหัตถการจึงถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดูละมุน กลมกลืน และเสริมความมั่นใจโดยไม่เปลี่ยนตัวตนเดิมของผู้รับบริการ แนวทางการดูแลเช่นนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของหมอลิซ่าในการยกระดับมาตรฐานการดูแลความงาม ให้เป็นมากกว่าการปรับรูปลักษณ์ แต่คือการดูแลอย่างเข้าใจและเคารพในศักยภาพความงามของแต่ละคนอย่างแท้จริง

เกียรติคุณและรางวัลที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพของบริการ

เพื่อเป็นการยืนยันถึงความไว้วางใจและความเชี่ยวชาญในด้านการดูแลความงาม กังนัม คลินิก ไม่เพียงได้รับการยอมรับจากผู้ใช้จริงจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังได้รับการยกย่องในเวทีสำคัญของวงการความงามอีกด้วย ล่าสุดคลินิกได้รับรางวัล Platinum (Top 5) ด้านการใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Allergan ทั้งในการฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการให้บริการที่โดดเด่นและความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตระดับสากล นับเป็นอีกหนึ่งเกียรติยศที่ชี้ชัดว่าการดูแลของกังนัม คลินิกอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และการยอมรับจากทั้งลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญในวงการความงามอย่างแท้จริง

ความมั่นใจที่เริ่มต้นจากการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลและเข้าใจตนเอง

ความงามที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่คือความมั่นใจที่เกิดจากการเลือกดูแลตัวเองอย่างถูกต้องและมีข้อมูลรอบด้าน กังนัม คลินิก  จึงให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษาอย่างละเอียด การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจด้านความงามเป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัย เมื่อความรู้ ความเข้าใจ และการดูแลที่ได้มาตรฐานมาบรรจบกัน ความงามที่สะท้อนตัวตนและศักยภาพที่แท้จริงย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมส่งต่อความมั่นใจให้ก้าวไปในทุกบทบาทของชีวิตอย่างสง่างามค่ะ

ติดต่อนัดหมายและบริการลูกค้า

โทร: 064-945-2323

Line: @gangnamclinic

Facebook: https://www.facebook.com/gangnamclinic/

Website Officail : https://gangnamclinic.com/

เปิดนโยบาย พม. 8 ด้าน ‘สร้างสังคมอยู่ดี’ พร้อมช่วยกลุ่มเปราะบาง

เปิดนโยบาย พม. 8 ด้าน ‘สร้างสังคมอยู่ดี’ พร้อมช่วยกลุ่มเปราะบาง

เปิดนโยบาย พม. 8 ด้าน ‘สร้างสังคมอยู่ดี’ พร้อมช่วยกลุ่มเปราะบาง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.53 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) มอบนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในการขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. หัวหน้าหน่วยงานและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ร่วมรับฟังนโยบาย ณ ห้องประชุมประชาบดี ชั้น 19 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กทม. และผ่านระบบออนไลน์

นายนิกร กล่าวว่า สถานการณ์และความท้าทายในสังคมปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง และกำลังแรงงานลดลง ในขณะที่ภาระพึ่งพิงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของครัวเรือนและโครงสร้างของสังคมไทยในระยะยาว อีกทั้งยังมีเด็กและเยาวชนที่ต้องการโอกาสในการพัฒนาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้นชีวิต คนพิการที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมและโอกาส และผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องการการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ พบว่ามีประชาชนมาติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน พม. โทร.1300 เป็นจำนวนมากว่า 180,000 กรณีต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาทางสังคมอย่างชัดเจน ทั้งนี้ กระทรวง พม. ต้องปรับบทบาทของตัวเองอย่างจริงจัง โดยเปลี่ยนจาก “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” ไปสู่ “ผู้สร้างโอกาส” เพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปสู่การวางระบบที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเดิมซ้ำอีก และจากการทำงานแบบแยกส่วนไปสู่การทำงานแบบเชื่อมโยงทั้งระบบ ภายใต้แนวคิดและเป้าหมายที่ชัดเจนคือ “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” โดยยึดหลัก Universal Design ซึ่งไม่ใช่แค่การออกแบบอาคาร แต่คือการออกแบบระบบบริการของรัฐ ให้รองรับทุกกลุ่ม โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง            

นายนิกร กล่าวว่า เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง ตนจึงได้กำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนงาน 8 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ด้วยการสร้างฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง และเชื่อมโยงข้อมูลและสิทธิของประชาชน เพื่อให้ทุกคน “ได้สิทธิครบ จบในระบบเดียว” โดยอัตโนมัติ และใช้ Social Map เป็นแผนที่ทางสังคมที่ระบุปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งใช้ “สมุดพกอิเล็กทรอนิกส์” หรือ MSO-Logbook เป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บข้อมูลและติดตามผล ควบคู่กับการยกระดับเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ให้เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่ทำงานเชิงรุกในพื้นที่ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) รวมถึงการนำ AI มาใช้ เพื่อเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล ยกระดับการให้บริการ และสนับสนุนการทำงานของบุคลากร

2) ด้านเด็กและเยาวชน ด้วยการยกระดับมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศให้มีความเพียงพอและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งผลักดันการเพิ่ม “เบี้ยเด็กเล็กถ้วนหน้า” เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสตั้งแต่ต้นชีวิต และยกเครื่อง “สภาเด็กและเยาวชน” ให้เกิดการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางออนไลน์

3) ด้านครอบครัว ด้วยการจัด “ทีมสร้างสุข” เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อช่วยเหลือเร่งด่วน และเพิ่มศักยภาพของสายด่วน พม. โทร. 1300 และขยายช่องทางการติดต่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวในเชิงป้องกัน เพื่อให้สามารถดูแลกันเองได้อย่างยั่งยืน

4) ด้านชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการปรับบทบาทการทำงานในพื้นที่ให้เป็นการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยใช้กลไก “ทีมสร้างสุข” และผลักดันการจัดตั้ง “ศูนย์สร้างสุข” ให้ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลาย การอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจและเกื้อกูล ทั้งความหลากหลายทางเพศทางชาติพันธุ์ หรือความแตกต่างของคนพิการ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการปรับสวัสดิการที่มีเหมาะสมของกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม ทั้งครอบครัวที่ให้กำเนิดบุตร ผู้สูงอายุวัยเกษียณ และคนพิการกลุ่มต่างๆ

5) ด้านที่อยู่อาศัย ด้วยการส่งเสริมความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพดีในทำเลที่เหมาะสม และพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้รองรับคนทุกกลุ่มตามหลัก Universal Design

6) ด้านการสร้างอาชีพ ด้วยการเร่งพัฒนาผู้บริบาลผู้สูงอายุและผู้ช่วยคนพิการ พร้อมทั้งขับเคลื่อนแนวคิด “1 ตำบล 1 ผู้บริบาล” เพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพ รวมถึงส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาทักษะผู้สูงอายุและคนพิการให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน

7) ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ด้วยการส่งเสริมวินัยการออมและความรู้ด้านการเงินในระดับครัวเรือน พร้อมทั้งยกระดับบทบาทของสถานธนานุเคราะห์ และใช้กลไกกองทุนต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

8) ด้านราชการที่เป็นมิตรกับประชาชน ด้วยการปรับปรุงหน่วยบริการของรัฐให้เข้าถึงได้สำหรับคนทุกกลุ่ม และเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อให้ระบบราชการของเรา เป็น “รัฐสนับสนุน” ที่เข้าถึงง่าย เป็นธรรม และตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

“นโยบายทั้ง 8 ด้าน นั้น ตนได้เน้นย้ำกับผู้บริหารกระทรวง พม. และหัวหน้าหน่วยงานของกระทรวง พม. ว่า คือสิ่งที่เราต้องทำร่วมกัน และตนขอเป็นส่วนช่วยที่ทำให้การทำงานของกระทรวง พม. ดีขึ้น ซึ่งตนอยากให้ทุกคนในกระทรวง พม. รู้สึกว่าตัวเองคือ “กำแพงพิงหลัง“ ของคนที่ไม่มีที่พิง ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว คนพิการที่เข้าไม่ถึงโอกาส หรือกลุ่มที่มีความหลากหลายแต่ยังขาดการยอมรับ โดยตนขออาสาเป็นคนที่ยืนหลังทุกๆ คน เหมือนที่ทุกคนยืนหลังประชาชน อย่างไรก็ตาม สังคมที่ดีไม่ได้สร้างจากนโยบายบนกระดาษ แต่สร้างจากคนที่เชื่อว่าตัวเองมีพลังการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่นได้ ซึ่งตนเชื่อว่าข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนของกระทรวง พม. มีพลัง และสามารถทำได้ ทั้งนี้ ตนขอเน้นย้ำว่า ภารกิจของกระทรวง พม. ไม่ใช่เพียงการบริหารงานตามภารกิจ แต่คือการดูแลชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางที่สุด และงานของเราเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งระบบและหัวใจไปพร้อมกัน“ นายนิกร กล่าว

12 สามเณรน้อยในเรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12’ หล่อหลอมเยาวชนเติบโตจากภายใน ด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม

12 สามเณรน้อยในเรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12’  หล่อหลอมเยาวชนเติบโตจากภายใน ด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม

12 สามเณรน้อยในเรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12’ หล่อหลอมเยาวชนเติบโตจากภายใน ด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.10 น.

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งศรัทธาและความสงบของพิธีบรรพชา ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้บนเส้นทางธรรมสำหรับเยาวชนไทย โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และพระอาจารย์ใหญ่ ได้เมตตาเป็นพระอุปัชฌาย์ ประกอบพิธีบรรพชาแก่สามเณรน้อยทั้ง 12 รูป ในโครงการ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมสืบสานอย่างต่อเนื่อง  ปีนี้เปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่านห้องเรียนธรรมะถ่ายทอดสด ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” เพื่อหล่อหลอมเยาวชนให้เติบโตจากภายในด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม ผ่านการน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการปกครองตนและดำเนินชีวิตตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็ม ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

 ในโอกาสนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสและโยมอุปถัมภ์ โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่ปรึกษาโครงการฝ่ายฆราวาส นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม รวมถึง นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมอนุโมทนาบุญและส่งกำลังใจแก่สามเณรทั้ง 12 รูป ในการเริ่มต้นบทเรียนชีวิตบนวิถีแห่งธรรมอย่างงดงาม

โครงการ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” เป็นรายการธรรมะแบบเรียลลิตี้  เดินทางมาถึงปีที่ 12  ทุกคนสามารถชื่นชมความงดงามของการเติบโตจากภายในของ 12 สามเณรน้อยที่จะค่อยๆ เบ่งบานผ่านความสดใส ความตั้งใจ และความเพียรบนเส้นทางธรรม ตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์ ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” ซึ่งน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นเข็มทิศของการดำเนินชีวิต ผ่านการฝึกสติ สมาธิ และปัญญา เพื่อก่อเกิดความตื่นรู้ เข้าใจคุณค่าของตนเอง ผู้อื่น สังคม และแผ่นดินไทย พร้อมปลูกฝังความรัก ความผูกพัน และความสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติบนพื้นฐานแห่งธรรม ควบคู่กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบไว้อย่างลุ่มลึกและร่วมสมัย ทั้ง “ระฆังแห่งสติ” ช่วง “ตื่นรู้สู่ธรรมะ” การเรียนรู้ผ่านนิทานธรรมะเชิงสร้างสรรค์ การจาริกธุดงค์ 4 วัน 3 คืน ณ วัดวชิราลงกรณฯ ตลอดจนช่วง “สามเณรน้อยบรรยายธรรม” ที่สามเณรวันละ 3 รูป จะผลัดเปลี่ยนกันถ่ายทอดบทเรียนจากการบรรพชาอย่างเรียบง่ายและเปี่ยมพลังศรัทธา โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมตตาเป็นพระอาจารย์ใหญ่ วางแนวทางการเรียนรู้และดูแลการฝึกฝนตลอด 31 วัน เพื่อให้การบรรพชาในครั้งนี้เป็นทั้งบทเรียนชีวิตที่ลึกซึ้งสำหรับสามเณรน้อย และเป็นแรงบันดาลใจอันงดงามที่ส่งต่อถึงผู้ชมทุกคน

ชื่นชมความสดใส น่ารัก และความมุ่งมั่นของเหล่าสามเณรน้อยได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 พฤษภาคม 2569  ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และเรียลลิตี เอชดี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 119, 333 และแอปพลิเคชั่น สามเณรปลูกปัญญาธรรม, ทรูไอดี และทรูวิชั่นส์ นาว อีกทั้งออกอากาศช่วงไฮไลต์ประจำวัน ทางช่องทรูโฟร์ยู (True4U) ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24 และช่องทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 ที่เปิดเป็นฟรีทูแอร์ให้ทั่วประเทศ สามารถรับชมรายการผ่านอุปกรณ์และจานรับสัญญาณระบบอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ นอกจากการถ่ายทอดสดแล้ว โครงการฯ ยังจัดเตรียมคอนเทนต์ธรรมะรูปแบบสั้น เข้าใจง่าย ครอบคลุมหลักการใช้ชีวิต การเลี้ยงดูลูก และข้อคิดเตือนใจ ให้ติดตามได้ผ่านทาง  http://www.facebook.com/truelittlemonkthailand และ TikTok สามเณรปลูกปัญญาธรรม พร้อมส่งสัญญาณถ่ายทอดไปยังเยาวชนที่บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนทั่วประเทศ เพื่อร่วมเรียนรู้และปฏิบัติธรรม รวมถึงทำวัตรสวดมนต์ไปพร้อมๆ กันกับสามเณรปลูกปัญญาธรรมทั้ง 12 รูป ได้อีกด้วย

เริ่มแล้วงาน ‘ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์’ สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ปักหมุด อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ-พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

เริ่มแล้วงาน ‘ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์’ สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ปักหมุด อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ-พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

เริ่มแล้วงาน ‘ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์’ สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ปักหมุด อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ-พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.06 น.

กระทรวงวัฒนธรรม เปิดฉากงาน “ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” บน 3 แลนด์มาร์คสำคัญใจกลางมหานคร เฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบวันคล้ายวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 244 ปี และเพื่อน้อมรำลึกในมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราชแห่งพระบรมราชวงศ์จักรี ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีของไทย จัดเต็มศิลปะวัฒนธรรม การแสดง อาหาร สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ตั้งแต่วันที่ 22 – 26 เมษายน นี้ ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร โดยมี นางสาวชาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม สัมผัสสัญลักษณ์เพื่อเปิดงาน  

จัดเต็มศิลปะวัฒนธรรม การแสดงและอาหาร บน 3 แลนด์มาร์คสำคัญ

อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “รัตนโกสินทร์มีชีวิต : Living Rattanakosin อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่เราเดินไปด้วยกัน”  ประกอบด้วย  นิทรรศการ “ฉลอง 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ในรูปแบบ Outdoor Multimedia Exhibition กิจกรรมถ่ายภาพชุดไทยพระราชนิยม ด้วยระบบ Generative AI สัมผัสประสบการณ์ไทยรูปแบบดิจิทัล ช็อป ตลาดวัฒนธรรมจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม อาหารและเครื่องดื่ม ร่วมกิจกรรม ณ ลานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ สาธิตมรดกไทย อาหารเเละขนมไทย เวิร์กชอปไทยร่วมสมัย ชมการเเสดงศิลปวัฒนธรรมและวงดนตรีเด็กและเยาวชน เวทีกลาง ชมฟรีการแสดงศิลปวัฒนธรรมสุดตระการตราของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม อาทิ โขน (สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์) ละครนอกและวงดนตรีสากล (กรมศิลปากร) ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม) คอนเสิร์ต “เสียง ร่วม สมัย” ศิลปินรับเชิญดั้มมี่ อริน เอมมี ธรรมชาติ และพัตตี้อัง The voice pride Thailand 2025 (สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย) การแสดงศิลปวัฒนธรรมของเครือข่ายวัฒนธรรม อาทิ วงดนตรี โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม แชมป์ชิงช้าสวรรค์ 2020 การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัยรัตนโกสินทร์แผ่นดินทอง โดยคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งการแสดงศิลปินที่มีชื่อเสียงที่กระทรวงวัฒนธรรมได้คัดสรรเพื่อสร้างความสุขให้แก่ประชาชนในห้วงของการฉลองครบ 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้แก่ Rattanakosin Royal Night รัตนโกสินทร์ วังเรืองรอง ค่ำคืนที่ทุกคนจะได้ “เดินวัง ชมพิพิธภัณฑ์ ดูหนัง ดูโชว์ ช็อป ชิม” ในบรรยากาศวังเรืองรอง กิจกรรมถ่ายภาพชุดไทยพระราชนิยม ด้วยระบบ Generative AI สัมผัสประสบการณ์ไทยรูปแบบดิจิทัล ชมฟรีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในยามค่ำคืน (Night Museum) ฉายหนังกลางแปลง ชมการเเสดงศิลปวัฒนธรรม อาทิ การแสดงวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ วงดนตรีสากลกรมศิลปากร การแสดงวงโปงลางวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด การแสดงวงดนตรีลูกทุ่งโรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ การแสดงสมาคมศิลปะการแสดงพื้นบ้านโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม การแสดงลิเกคณะเอไชยา มิตรชัย ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมและอาหารไทยอาหารถิ่น ร่วมเล่น ร่วมสนุก “ลานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ไท ไทย” พบกับการละเล่นหาชมได้ยาก อาทิ หมากรุกคน กระตั๊วแทงเสือ เป็นต้น สาธิตอาหารเเละขนมไทย รวมถึงกิจกรรมทางวิชาการและเสวนาวิชาการ โดยกรมศิลปากร ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร จัดงาน Klong San-Kudi Chin Cultural Walk “เดินชุมชนคลองสาน-กะดีจัน ยลวิถีรัตนโกสินทร์” ภายในงานมีกิจกรรม เช่น ไหว้พระรับพร เสริมสิริมงคล การสาธิตเเละจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม กิจกรรมการประกวดอาหารสามศาสน์เเละการประกวดโต๊ะหมู่บูชา การเเสดงศิลปวัฒนธรรม การเเสดงวงออร์เคสตรา เเละกิจกรรมเทศน์มหาชาติถวายเป็นพระราชกุศลเเด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สามารถสอบถามรายละเอียดเเละติดตามการจัดงานได้ที่ สายด่วนวัฒนธรรม 1765 แฟนเพจเฟซบุ๊กกระทรวงวัฒนธรรมเเละสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์ไทยฉบับการ์ตูน “กรุงรัตนโกสินทร์นพรัตน์ราชธานี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพรแห่งราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1-10 และเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย รวมทั้งความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์  โดยเนื้อหาครอบคลุมการสถาปนากรุง, เหตุการณ์สำคัญ พัฒนาการหนังสือเล่มนี้ มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป พร้อมสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย โดยจะมอบให้แก่ห้องสมุด และสถานศึกษาทั่วประเทศต่อไป

ปักหมุดรอจี-ยู ครีเอทีฟ พา นิว นภัสสร บุกฮ่องกง เตรียมโชว์พลังเสียงริมอ่าววิคตอเรีย

ปักหมุดรอจี-ยู ครีเอทีฟ พา นิว นภัสสร บุกฮ่องกง เตรียมโชว์พลังเสียงริมอ่าววิคตอเรีย

ปักหมุดรอจี-ยู ครีเอทีฟ พา นิว นภัสสร บุกฮ่องกง เตรียมโชว์พลังเสียงริมอ่าววิคตอเรีย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.44 น.

G-Yu Creative จัดใหญ่ พาตัวแม่เสียงทรงพลัง ‘นิว’ นภัสสร (New Napassorn) บินลัดฟ้าไปเป็น Special Guest หนึ่งเดียวจากประเทศไทย! ในมิวสิคคาร์นิวัลสุดยิ่งใหญ่ “ImagineLand” ส่วนหนึ่งของเทศกาล Hong Kong Pop Culture Festival 2026

งานนี้มาในธีม ‘Beyond Fantasy’ ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ริมอ่าวให้กลายเป็นโลกแห่งจินตนาการ ในธีม ‘Beyond Fantasy’ 25-26 เม.ย. เตรียมพบกับ จัดโดยกรมบริการด้านสันทนาการและวัฒนธรรม (LCSD) ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ HKCC Piazza และ Salisbury Garden ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสนุกที่ก้าวข้ามทุกจินตนาการ!

โดยงานนี้จัดเต็ม 2 เวที (Forest Stage & Seed Stage) นำโดย Dr. Wong Chi-chong มิวสิคกูรูชื่อดัง และศิลปินชาวฮ่องกงมากมาย อาทิ  Vincy Chan, Janees Wong, Feanna Wong, วง ROVER , แดนซ์ไปกับเพลงฮิตระดับตำนานที่คัดสรรโดย DJ DEANZ และอีกมากมาย

สถานที่: Hong Kong Cultural Centre Piazza & Salisbury Garden

 วันที่: 25 – 26 เมษายน 2569

ค่าเข้าชม: ฟรี! (Free Admission)

ติดตามรายละเอียดได้ที่

#ImagineLand #BeyondFantasy #MusicFestival #OutdoorCarnival #PopCulture #MovieUnderTheStars #GoBeyondConcert #นิวนภัสสร #GYuCreative

สาวงามผู้สมัคร MWT2026เบิกฤกษ์เบิกชัยเข้าสักการะศาลหลักเมือง

สาวงามผู้สมัคร MWT2026เบิกฤกษ์เบิกชัยเข้าสักการะศาลหลักเมือง

สาวงามผู้สมัคร MWT2026เบิกฤกษ์เบิกชัยเข้าสักการะศาลหลักเมือง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

งดงามตระการตาเมื่อสาวงามผู้สมัครประกวดมิสเวิลด์-ไทยแลนด์ 2026 ภายใต้สองผู้จัดยักษ์ใหญ่ TPN Global และ TERO Entertainment นำโดย แม่ปุ้ย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก และ โป้ง-ชยาภรณ์ บุนนาค เบิกฤกษ์ด้วยการเข้าสักการะศาลหลักเมืองเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มกิจกรรมการประกวดมิสเวิลด์-ไทยแลนด์ 2026  พร้อมถ่าย VTR ท่องเที่ยวรอบเกาะเมืองชั้นในกับสถานที่สำคัญเช่น สนามหลวง เสาชิงช้า พระมหาบรมราชวัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ฯลฯ เพื่อเป็นการโปรโมทการท่องเที่ยวไทยซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการประกวดมิสเวิลด์ไทยแลนด์ 2026

 จากนั้นสาวงามทั้งหมดในชุดผ้าไทยสวยงาม ที่แต่ละคนจัดเต็มเพื่อมาร่วมพิธีเปิดงาน “ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ที่จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม ถือเป็นการตอกย้ำความงดงามแบบไทยสู่สายตาชาวโลกเป็นอีกหนึ่งซอฟพาวเวอร์ที่เป็นภารกิจของการประกวดมิสเวิลด์-ไทยแลนด์ 2026 อีกเช่นกัน จากนั้นทั้งหมดเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยในอดีตเพื่อนนำไปใช้และเผยแพร่ต่อไป

ทั้งนี้ผู้เข้าประกวดมิสเวิลด์-ไทยแลนด์ 2026 ทั้งหมดจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานแถลงข่าว “มิสเวิลด์-ไทยแลนด์ 2026” ในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายนนี้กับกิจกรรม FAST TRACK แรก TOP MODEL และเปิดตัวมงกุฎของผู้ชนะ  ณ  Cloud 11 ตึก D ชั้น B1 ห้ามพลาด!!!

เปิดวิธีรับมือเจ้านายขี้สั่งเพื่อนร่วมงาน Toxic ทำงานยังไงไม่ให้เป็นบ้า

เปิดวิธีรับมือเจ้านายขี้สั่งเพื่อนร่วมงาน Toxic ทำงานยังไงไม่ให้เป็นบ้า

เปิดวิธีรับมือเจ้านายขี้สั่งเพื่อนร่วมงาน Toxic ทำงานยังไงไม่ให้เป็นบ้า

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

เปิดเรื่องใกล้ตัวในรายการ Tack Talk ว่าปัจจุบันคนไทย 10 ล้านคนกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิตจากที่ทำงาน! เจ้านายใจร้อน ชอบจับผิด, เพื่อนร่วมงานขี้นินทา, Line เด้งไม่หยุดหลังเลิกงาน, ประชุมลากยาว 6 ชม., ยิ่งเก่งงานยิ่งงอก นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก… แต่มันคือ “Toxic” ที่กำลังกัดกินสุขภาพจิตคุณทุกวัน รับมือยังไงให้ไม่พัง ไม่ให้บ้า? “ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์” จิตแพทย์และโฆษกกรมสุขภาพจิต มีคำตอบ อย่าปล่อยให้ที่ทำงาน Toxic! เป็นยาพิษที่กำลังฆ่าคุณช้าๆ

คนไทยตอนนี้มีปัญหาสุขภาพจิตจากที่ทำงานมากกว่า เมื่อเทียบในด้านชีวิตอื่นๆ ?

หมอแน็ต : ปัจจุบันเราเชื่อว่ามีคนไทยประมาณ 1 ใน 8 ถึงบางทีบอกว่า 1 ใน 6 เลยด้วยซ้ำที่กำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพจิตอยู่  แปลว่าปี ๆ หนึ่งมีคนที่กำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพจิตประมาณเกือบ 10 ล้านคน เยอะมาก คือบางทีเราไปคิดว่าคนเป็นโรคจิตเวชหรือปัญหาด้านสุขภาพจิตมันน้อย จริง ๆ เยอะกว่าเป็นหวัดอีกนะ ถ้าเกิดไปดูจริง ๆ คนเดินไปมาในห้อง 1 ใน 6 คน มีปัญหาด้านสุขภาพจิตถือว่าเยอะมาก

เจ้านายแบบไหนที่ทำให้คนเครียดแล้วก็ป่วย มีปัญหาสุขภาพจิต ?

หมอแน็ต : ผมว่ามีเจ้านายหลากหลายรูปแบบมาก ๆ ที่ทำให้คนนึงเครียดได้ คือเจ้านายที่ดุมากเกินไป ที่ดุมากเกินไป ควบคุมทุกอย่างแบบนี้ก็ทำให้เราเครียดได้ หรือเจ้านายที่เจ้าที่จัดการจุกจิกไปหมด เขาเรียกว่า Micro Management เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ดูรายละเอียดไปหมดเลย แบบนี้ก็ทำให้เครียด

ความไม่ไว้วางใจอาจจะเป็นปัญหาที่ตัวเจ้านาย ลูกน้องคนนี้ไปทำงานมา 10 ที่ ทุกคนไว้ใจหมดแต่มาทำงานกับฉันกลับไม่ไว้ใจ คืออะไร ?

หมอแน็ต : ซึ่งบางทีเจ้านายบางคน เป็นสิ่งที่เรียกว่า perfectionist ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ ผิดพลาดไม่ได้ ทุกอย่างจะต้องเป็นภาพในหัวทั้งหมด ถ้าเกิดเจ้านายมีความ Perfectionist มาก ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ ก็เป็นไปได้ที่เขาจะพยายามควบคุมแม้แต่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วอย่างเช่นเจ้านายบางคน รู้สึกไม่สามารถยอมรับได้กับความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ คือความผิดพลาดใหญ่ ๆ ไม่มีใครรับได้อยู่แล้ว แต่ความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ บางครั้งมันก็ธรรมชาติ Human Error มนุษย์ก็ต้องมีผิดพลาดได้บ้าง ถ้าเกิดหน้างานสามารถแก้ปัญหาได้ สุดท้ายผลลัพธ์ปลายทาง ทุกอย่างเพอร์เฟค แต่บางคนรู้สึกว่าขั้นตอนทุกอย่างมันจะต้องเป๊ะ ไม่สามารถรับมือกับความผิดพลาดแม้แต่เล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ ก็มีโอกาสที่จะทำให้ตัวเองต้องบังคับตัวเองว่าฉันจะต้องควบคุมทุกกระบวนการ

เจ้านายแบบที่มีอคติกับลูกน้อง ชอบจับผิดทั้ง ๆ ที่ไม่เคยผิด รู้สึกยังไง ?

หมอแน็ต : ส่วนมากเจ้านายจะบอกว่าถ้าฉันจับผิดแปลว่าเธอผิดบ่อย คือการที่เราจับผิดบ่อย ๆ หรือว่าภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเบรมมิ่ง แบบต่อว่าโทษ บางทีเราก็ต้องดูว่าอาจจะผิดจริง ๆ หรืออีกบางทีก็คือเจ้านายเองก็รู้สึกลึก ๆ ว่าความผิดอาจจะอยู่ที่ฉัน เจ้านายบางคนรู้สึกว่าพอบริหารจัดการได้ไม่ดี ความผิดมันอยู่ที่ฉัน มนุษย์จะมีกลไกการป้องกันทางจิต เขาเรียกว่า Defense Mechanism เป็นเหมือนเกราะป้องกันตัว มนุษย์ไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนผิด สิ่งที่ทำได้คือผลักความผิดออกไป ผลักความผิดออกไป ก็คือโทษคนนั้นว่าคนนั้นเป็นคนผิด ไม่ใช่ฉันที่เป็นคนผิด เพราะลึก ๆ หลายครั้งพอเราไปดูเจ้านายที่เบรมเยอะ ขี้เบรม ชี้ด่า ต่อว่าเยอะ ๆ เราไปพบว่าจริง ๆ เจ้านายแบบนั้น ข้างในรู้สึกผิดเหรอ ว่าฉันทำงานได้เปล่า ฉันบริหารจัดการบริษัทนี้ไม่ดีหรือเปล่า แล้วพยายามผลักให้พ้นตัวด้วยการเบรมลูกน้อง เพราะว่ามันง่ายกว่าการเบรมตัวเอง บางครั้งมันยาก คนเรามีอีโก้ คือคนเรายิ่งโตยิ่งมีอีโก้เยอะ พอมีอีโก้เยอะ การที่เราเบรมตัวเองมันเจ็บ เบรมลูกน้องง่ายกว่า เพราะบางทีเดี๋ยวลูกน้องก็ไป ซึ่งก็มีแบบนี้

ยุค AI เจ้านายบางคนยึดติด ทุกครั้งที่เสนอความคิดไปเจ้านายก็บอกไป AI ก่อน ลูกน้องก็เลยขาดความมั่นใจ จะปรับ Mindset ตัวเองยังไงที่ทำให้เขาไม่ขาดความมั่นใจ ?

หมอแน็ต : ต้องปรับทั้งลูกน้องและหัวหน้า หัวหน้ากลายเป็นว่าไปมองว่า AI คือหัวหน้าอีกคนนึง ไปบอกว่าหัวหน้าอีกคนนึงตายแล้ว ฉันมีหัวหน้าคนเดียวเป็นเธอ ฉันก็รู้สึกแย่มากแล้ว ฉันจะต้องมีหัวหน้าอีกคนนึงหรือ โดยรวมไม่มีมนุษย์คนไหนที่รู้สึกว่าอยากถูกควบคุมโดยหุ่นยนต์ รู้สึกว่าฉันมีหัวหน้าเป็นเธอก็แย่แล้ว ฉันจะต้องมีหุ่นยนต์ที่เพิ่งเกิดมาใหม่ได้สัก 3-4 ขวบ ไม่ถึง 3-4 ปี ด้วยซ้ำ ต้องมาควบคุมฉันอีกหรือ คนก็จะรู้สึกแย่ เพราะฉะนั้นการที่หัวหน้าจะเอา AI เข้ามาใช้ในหน่วยงาน หรือว่าเป็น Agent คนนึงเรียกว่า Agentic AI ต้องมีการสื่อสารกับทีมงานให้ดีว่าสิ่งนี้คือผู้ช่วยของคุณ ไม่ใช่หัวหน้าอีกคน เขาเป็นผู้ช่วย คือลูกน้องบางคนอาจจะไม่มีลูกน้องเลย ใต้นั้นอาจจะไม่มีลูกน้องอยู่อีกแล้ว เป็นคนที่อยู่ล่างสุดห่วงโซ่ ล่างสุดขององค์กร หัวหน้ากำลังเอาสิ่งนี้มาเป็นลูกน้องของคุณ เพราะงั้นเขาไม่ได้มาเป็นหัวหน้าอีกชั้นนึงการที่คุณไปใช้งาน อย่าไปบอกว่าให้ไป consult AI ให้ไปปรึกษา AI ใช้งานให้ลูกน้องที่อยู่ใต้คุณอีกทีนึง ไปทำงานให้เรียบร้อยก่อน ไปหาความเป็นไปได้ ความถูกผิดให้เรียบร้อยก่อน แล้วก็ส่งต่อให้คุณ แต่คุณจะเป็นคนที่รายงานกลับมายังหัวหน้า

เจ้านายที่ใจร้อนจนลูกน้องตามไม่ทัน หลักจิตวิทยาเขาวิเคราะห์คนประเภทนี้ยังไงบ้าง ?

หมอแน็ต : นี่ถ้าทีมงานผมเห็นก็จะบอกว่าอยากดูเหมือนกันว่าผมจะตอบว่ายังไง เพราะผมเองก็เป็นคนใจร้อน หลายคนยิ่งคนที่มีไอเดียเยอะจะยิ่งใจร้อน ไอเดียเยอะ เพราะรู้สึกว่ามันจะต้องแบบทำนั้น นั่น นี่ คือความคิดมันไปก่อน แต่งานมันไม่ตาม ผมว่าสิ่งหนึ่งที่จำเป็นสำหรับเจ้านายที่ใจร้อนคือคุณต้องจัดสรรเวลาให้ดี ความใจร้อนหรือความรีบมันเกิดจากการที่คุณแบ่งเวลาไม่ได้ แล้วคุณรู้สึกว่าเวลามันสั้นจนเกินไป ทำให้คุณก็เร่งไปทุกอย่าง เร่งไปอันนี้จะเอาตอนนี้ อันนี้จะเอาตอน นั้น ถ้าเรามีสติแล้วจัดสรรเวลาให้ดีมากขึ้น เราก็จะใจเย็นลง หรือความคาดหวังก็เช่นเดียวกัน บางทีพอเราสนิทกับลูกน้องมาก ๆ ความคาดหวังมันเยอะ เรารู้สึกว่าสั่งไปแป๊บเดียวเดี๋ยวเขาทำได้ แต่เราไม่คิดถึงสิ่งที่อาจจะมองไม่เห็น เช่น ลูกน้องเขาอาจจะมีป่วยอยู่ เขาอาจจะมีที่มันไม่เหมือนกันทุกครั้ง ซึ่งเราลืมตอนนั้น เราสั่งทำได้ทำเธอตอนนั้นฉันสั่งเธอครึ่งวัน เธอทำได้แล้ววันนี้ฉันจะสั่งเธอทำไม่ได้

เจ้านายที่มอบงานเต็มสตรีม ตอนตกลงกันตอนรับเข้าทำงานไม่ได้ทำอย่างนี้ ปฏิเสธยังไงโดยไม่ทำให้รู้สึกว่าเขารับผิดชอบไม่ไหว ?

หมอแน็ต : อันนี้เป็นปัญหาคลาสสิคในองค์กรมาก ๆ เลย ลูกน้องทีมงานแต่ละคนเก่งไม่เท่ากัน แล้วคนที่เก่ง บางคนก็ทำไม่ได้ บางคนที่เก่งแล้วทำงานอย่างรวดเร็ว เจ้านายบอกว่างั้นเอาไปอีกเอางานไปอีก เพราะว่าเธอคือความหวัง อันนี้เป็นความคิดที่บางทีเขาอาจจะคิดตื้นเกินไป เขาคิดว่างานจะให้เสร็จตรงนี้เสร็จต่อหน้า ก็เลยเลือก assign คนที่ทำงานได้เร็วที่สุดและมีคุณภาพมากที่สุดแต่หารู้ไม่ว่าคนนั้นวันนึงมันก็จะ Burn out รับไม่ไหว เพราะว่าเขาต้องรับงานมากกว่าคนอื่นใน ขณะที่รับเงินเดือนเท่ากัน มันจะเกิดการเปรียบเทียบในบริษัท มอบภาระให้เขามหาศาลอันนี้คือการบริหารองค์กรที่ไม่สมดุล เพราะฉะนั้นเจ้านายจะต้องถอยกลับมานิดนึง ถ้าเกิดลูกน้องเริ่มฟีแบคกลับมา แล้วว่าทำไมให้งานหนูอยู่คนเดียวเลย สิ่งที่คุณบอกได้คือ 1 มันเกิดจากความไว้ใจ 2 คุณมีศักยภาพสูง 3 เดี๋ยวฉันจะต้องไปแบ่งงานใหม่ เพราะว่าการจะรันองค์กรนึง คุณไม่สามารถรันด้วยคนเดียวได้ คุณจะต้องไปดึงศักยภาพของคนอื่น คนที่คุณอาจจะมองว่าเดิมเขาจะทำงานช้า ทำงานไม่ดีต้องมาถามตัวเองแล้วว่างานที่เราให้ไปมันเหมาะสมจริง ๆ หรือเปล่า งานอาจจะไม่เหมาะกับเขาก็อาจจะมีความเก่งกาจแบบอื่น เราก็พยายามเกลี่ย ๆ งานให้สมดุลแล้วมองอนาคตไปข้างหน้าว่าถ้างานสมดุล คุณจะรักษาคนที่เก่งไว้ได้ เพราะว่าถ้าเกิดคุณโยนให้เขาทั้งหมด วันหนึ่งคนนี้คือคนที่คุณจะเสียไปคนแรกเลยของบริษัท

ตอนนี้เจ้านายลงมามองลูกน้องบ้าง ลูกน้องคนนี้เก่งแต่อีโก้สูง ในเชิงจิตวิทยา คนแบบนี้มองว่าเขามีปมอะไรในใจ ?

หมอแน็ต : ผมคิดว่าพฤติกรรมที่ผิดปกติทุกอย่าง มันมีเบื้องหลังอยู่ การที่เขาไม่ฟังใครก็ส่วนนึงอาจจะเพราะว่าตั้งแต่เด็ก ๆ เขาก็ไม่จำเป็นต้องฟังใครอยู่แล้ว อยู่ที่บ้านไม่ต้องฟังใคร แล้วก็ได้รับคำชื่นชมตลอดเวลา หรือคำชื่นชมนั้นอาจจะเป็นคำชื่นชมที่มันมากจนเกินไป เขาก็รู้สึกว่า เบ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่มาก ๆ หรือบางคนอาจจะเป็นตรงข้ามเลยก็ได้ คือข้างในมันเปราะบางมาก บางคนมาถึงคือไม่มีความมั่นใจในตัวเองเหลือเลย น้อยมาก ๆ เขาก็เลยต้องสร้างเกราะที่มันดูใหญ่กว่าตัวมาก ๆ มาโอบอุ้มตัวเขา แล้วก็ป้องกันไม่ให้ใครมาทำลายสิ่งที่อยู่ในตัวตนเขา เขาดูอ่อนแอไม่ได้ ดูกระจอกไม่ได้ ดูแย่ไม่ได้ เขาก็จะต้องป้องกันตัวอย่างมาก ผมคิดว่าเบื้องหลังแต่ละคนมันคงมีความแตกต่างกัน แต่อย่าเพิ่งไปอคติกับคนแบบนี้ ในส่วนตัวผมกลับชอบ ผมกลับชอบคนที่มีอีโก้มาก ๆ คนที่ดูตัวใหญ่มาก ๆ แล้วแบบมีไอเดียพุ่งพล่านมาก ๆ มั่นใจ ผมเชื่อว่าองค์กรต้องการคนที่หลากหลาย แต่มันต้องอยู่อย่างสมดุล คือไม่ใช่ว่ามั่นใจมาก ๆ แล้วไม่ทำตามกฎกติกาบริษัทเลยสักอย่าง อันนี้อาจจะไม่ไหว แต่คนที่แหกกฎบ้าง ขบฏบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ ที่พอรับได้ มันอาจจะทำให้บริษัทมี innovation ใหม่ ๆ มีสีสันใหม่ ๆ ขององค์กรได้ แล้วก็เราเองในฐานะหัวหน้าก็ต้องฝึกด้วยในการรับมือ ผมเชื่อว่าหลายคนต้องรับมือกับเด็กเจนใหม่ ๆ อย่าง Gen Z หรือว่าอนาคต Gen Alpha เรามองว่าผิดปกติ เพราะนี่คือมุมมองเราจาก Gen X Gen Y เรามองว่าผิดปกติ มันเป็นมุมมองส่วนตัว ซึ่งจริง ๆ ตอนที่เราทำงานมาใหม่ ๆ ผมอยากให้ย้อนกลับไป เราถูกมองโดยเจนก่อนหน้านี้ เราก็ถูกมองว่าผิดปกติเหมือนกัน ผมยังจำได้สมัยก่อนที่ผมทำ ผมเชื่อว่าเจ้านายสมัยก่อนผมไม่มาดูอยู่ ไม่มาดูตอนนี้ แต่ผมจำได้ว่าสมัยก่อนผมก็ถูกมองว่าเป็นคนที่ขบฏ ผมมองว่าเป็นคนที่คิดแตกต่าง เป็นคนที่มีอีโก้สูง ผมก็เชื่อว่าสมัยก่อนรุ่น boomers ก็อาจจะมองเราแบบนั้น พอขยับมาอีกหน่อย เด็ก Gen Z เด็ก Gen Alpha ก็จะถูกเด็กเจนเบต้า มองเหมือนกัน มันก็จะมองเป็นรุ่น ๆ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันคือความแตกต่างของช่องว่างระหว่างวัย ถ้าคุณมองแบบนี้ได้ คุณจะรู้สึกว่าจริง ๆ มันไม่มีอะไรหรอก มันแค่ความไม่เข้าใจ เขาเองก็ไม่ได้เห็นว่าตัวเองเป็นแบบนั้น แล้วนี่ก็เป็นมุมมองของฉัน ไม่ได้บอกว่าตัวตนจริง ๆ เขาเป็นแบบนั้น แล้วจะทำให้เราทำงานได้ง่ายมากขึ้น ถ้ามีลูกน้องเก่ง ๆ ตัวนี้เก่งมากเลย

ถ้าคนที่ไม่ค่อยมีวินัย ตามหลักจิตวิทยาคนแบบนี้ ต้องปรับพฤติกรรมเขาไหม ?

หมอแน็ต : ที่อยากได้ที่สุดก็คือคนเก่งแล้วมีวินัย ถูกไหม แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายขององค์กร ผมว่าเป้าหมายขององค์กรของคุณต้องการอะไร และขึ้นอยู่กับหน้าที่ที่เขาทำหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับหน้าที่ที่ทำด้วย ถ้าเป้าหมายขององค์กรคือการแค่คงองค์กรอยู่ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ไม่ต้องสร้างกำไรมากมาย เพราะฉะนั้นเขาไม่ต้องการคนเก่ง เขาต้องการคนที่ทำตาม คนที่มีวินัย ก็จะอยู่แบบนั้นไปได้ แต่ถ้าเกิดเขามองว่าองค์กรนี้จะต้องเติบใหญ่ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ ต้องมีอะไรที่ก้าวหน้าไปมหาศาล ผลกำไรต้องพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทุกไตรมาส เขาก็จะต้องเอาคนเก่ง แล้วไปหาวิธีการรับมือความไม่มีวินัย มองย้อนกลับไป คนไม่มีวินัยกับคนเก่ง มันมาจากคนละช่องทาง คนเก่งมันคือเครื่องยนต์ที่ดี เขามีเครื่องยนต์ที่ดี มีสมองที่ดี สมองที่ดีตรงนี้มันแก้ยาก หมายถึงว่าถ้าเกิดเครื่องไม่ดีมาแต่เดิม มันแก้ยาก สมมุติว่าเป็นเครื่องจักรยานกับเครื่องรถสปอร์ต เครื่องจักรยานมันก็จะปรับให้เป็นความเร็วเท่ารถสปอร์ต มันคงเป็นไปไม่ได วินัยเปรียบเสมือนเบรก คนที่ไม่มีวินัยคือเบรกไม่ดี เขาอาจจะเป็นรถสปอร์ตที่ใช้เบรกจักรยาน เขาก็ไม่สามารถแสดงศักยภาพของรถสปอร์ตได้เต็มที่ ถ้าเขาไม่มีวินัย เขาต้องมีวินัย ผมเคยพูดกับทีมงานเรื่องนี้ บอกว่าคุณคือรถสปอร์ตที่ใช้เบรกจักรยาน เพราะฉะนั้นถ้าคุณปรับเบรกให้เป็นเบรกรถสปอร์ตได้ คุณเก่งกว่าผม 100% คือบางคนมองว่าตัวเองไม่มีวินัย แล้วก็มองว่าตัวเองไม่เก่งไปด้วย เขาไม่เห็นว่าตัวเองมีเครื่องยนต์รถสปอร์ตอยู่ในมือ เขาไปเห็นภาพรวมเฉย ๆ ว่าทำไมเขาถึงทำได้ไม่ดี เพราะจริง ๆ เบรกคุณไม่ดี เบรก ภาษาอังกฤษเรียกว่า executive function คือการควบคุมตัวเอง การมีวินัยก็อาจจะเกิดจากการที่ครอบครัวเขาไม่ได้สอนเรื่องวินัยมาตั้งแต่เด็ก ๆ อาจจะไม่ได้ถูกปลูกฝังว่าจะต้องมีระเบียบ ทำอะไรก็ได้ตามใจ อยากทำตอนไหนทำ อยากดูทีวี อยากเล่นเกม ทุกคนในบ้านปล่อยปละ โตขึ้นมาก็ไม่จำเป็นต้องมีวินัย ทั้งที่จริง ๆ เขาเป็นคนเก่ง

ในบริษัทเพื่อนร่วมงานที่ Toxic ในเชิงจิตวิทยาเขาบอกว่าคนเหล่านี้จะ Toxic ขนาดไหน ?

หมอแน็ต : คือคน Toxic  มีอยู่ ผมเชื่อว่าในทุกองค์กร หรือบางทีอาจจะเป็นตัวคุณด้วย ที่เป็นคนที่ท็อกสิค คือมันมีอยู่แล้ว แล้วต่อให้มันมี ไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องไปจัดการเขา บางคนมองว่าฉันเป็นตำรวจโลก เป็นคนที่จะต้องไปสอนสั่งทุกคนให้เขาปรับได้ แต่คนที่ท็อกสิคมา 30-40 ปีแล้ว คุณไม่สามารถไปเปลี่ยนใครได้ภายในปีสองปีหรอก เขาเป็นแบบนี้มานานมากแล้ว จิตแพทย์เองบางทียังทำไม่ได้เลย จะไปปรับนิสัยใครสักคนที่ท็อกสิค แค่เราอยู่แล้วไม่ให้ความ Toxic มากัดกินตัวเรา ไม่ใส่ใจ ใส่ใจในพาร์ทที่ไม่ Toxic ได้ไหม คำถามคือเรามองคน Toxic บางทีเรามองด้วยความอคติว่าเขา Toxic ทุกเรื่องเลย ในความเป็นจริงผมยังไม่เชื่อว่ามีใครสักคนที่มันดำไปทั้งหมดมองได้ไหมว่าเขาอาจจะมีสิ่งดี ๆ ในตัวบ้าง แล้วเราไปโฟกัสตรงนั้นแทน เพราะต่อให้คุณโฟกัสตรงไหนก็ตาม เขาไม่เปลี่ยน พ่อแม่เขายังเปลี่ยนเขาไม่ได้เลย คุณเป็นใครที่จะไปเปลี่ยนเขา สิ่งที่เปลี่ยนได้แน่ ๆ คือความสุขในตัวคุณ นี่คือสิ่งที่คุณควบคุมได้ คุณควบคุมนิสัยเขาไม่ได้ แต่คุณควบคุมใจตัวเองได้ คุณเลือกได้ว่าจะใส่ใจหรือไม่ใส่ใจ จะมองด้านดี หรือถ้าเขา Toxic ใส่ คุณจะเดินหนีหรือไม่เดินหนี แต่คุณเลือกไม่ได้ว่าเขาจะพูดอะไร เพราะคุณควบคุมเขาไม่ได้

เพื่อนร่วมงานที่ชอบขโมยไอเดียแต่ไม่เคยให้เครดิต ในเชิงจิตวิทยาช่วยวิเคราะห์คนประเภทนี้หน่อย ?

หมอแน็ต : คนแบบนี้เป็นประเภทที่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ในส่วนตัว คือบางคน เขาอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้มีความสามารถอยู่แล้ว แล้วก็ตัวคนที่ขโมยอยู่แล้ว ตัวคนที่ขโมยไม่มีความสามารถอยู่ พอเขาไม่มีความสามารถ เขาใช้วิธีทางลัด ชีวิตอาจจะผ่านประสบการณ์ที่ใช้ทางลัดได้โดยตลอด แล้วไม่ถูกจับได้ การขโมยไอเดียมันเกิดจากการใช้ทางลัดต่าง ๆ ถ้าเราจะมองคนแบบนี้ ก็อาจจะต้องมองด้วยใจเป็นกลางว่าเขาอาจจะมีปัญหาอยู่เดิมอยู่แล้ว ถ้าเกิดหนี ไม่ทำงานอยู่ในส่วนเดียวกันได้เลยก็จะดี แต่ถ้าจำเป็นต้องทำงานในส่วนเดียวกัน ผมมีอีกวิธีหนึ่งก็คือ เวลาเจ้านาย assign งานมา ก็ assign เป็นแพ็คคู่ไปด้วยกันเลย เพราะฉะนั้นผลงานชิ้นนี้ บอกตั้งแต่แรกเลย บอกเจ้านายตั้งแต่แรกเลยว่าเป็นผลงานคู่ แล้วก็ให้เขาดูที่ performance ของเรา ว่าคนหนึ่งอาจจะไม่ทำงาน ทำงานน้อย แล้วก็ขโมยว่าเอาตัวเองมีส่วนร่วมเยอะ เพราะถ้าคุณทำงานแยกกัน เขาอาจจะขโมยไอเดียคุณ เข้าไปแบบนี้ ไปคู่กันเลย แล้วก็ให้เจ้านายรู้ เจ้านายก็จะดูที่ performance เป็นหลัก ว่าอีกคนไม่ทำยังไง เพราะถ้าเขาจะขโมยไอเดีย สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ performance ของเขาจะตก มันก็จะมองออก แล้วจะเห็นว่า จริง ๆ การทำงานคู่ มันเหมือนทำอยู่คนเดียว แล้วถึงจะเป็นไอเดียคู่ คุณก็จะไม่ถูกขโมยไอเดีย

เพื่อนร่วมงานประเภทขี้บ่น ไม่พอใจทุกเรื่อง ตามหลักจิตวิทยาเขาว่ายังไงคนแบบนี้ ?

หมอแน็ต : คนแบบนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า criticize ชอบบ่น ชอบต่อว่า ต้องมองย้อนกลับไป จริง ๆ พื้นฐานเดิมเขาอาจจะเป็นคนที่อยู่ในครอบครัว หรือสังคมที่ขี้บ่นอยู่แล้วก็ได้ เราเจอหลาย ๆ คนที่อยู่ในบ้านแบบพ่อแม่ก็บ่นจุกจิก ปู่ย่าตายายก็บ่นจุกจิก เขามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ นี่คือการสื่อสารรูปแบบหนึ่งที่ปกติ เป็นการบอกรัก ความรัก ความห่วงใย ด้วยการบ่น ทั้งที่จริง ๆ มันมีวิธีพูดแบบอื่นได้ แต่เขาเรียนรู้วิธีการพูดแบบนี้มาตลอด เป็นการสื่อสารว่าเขาห่วงใย หรือแคร์เรื่องนี้ เพราะงั้นใครที่จะต้องดีลกับคนที่ขี้บ่น ขอให้รู้ไว้อย่างนึง ว่าเขาคุยกับคุณอยู่ แสดงว่าเขาแคร์คุณอยู่

เพื่อนร่วมงานบางประเภทชอบสร้างดราม่า ทำตัวเป็นเหยื่อให้คนเห็นใจเราควรจะรับมือยังไง ?

หมอแน็ต : ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านี้ หลายคนต้องการเป็นจุดสนใจ ดราม่าคือเขาต้องการเป็นจุดสนใจ หรือว่าอาจจะไม่อยากให้ตัวเองถูกลืมไปในสถานการณ์นั้น ถามว่าเบื้องหลังในอดีต เขาอาจจะมีเส้นทางมาได้หลากหลาย เช่น บางคนอาจจะใช้วิธีการนี้แล้วได้ความสนใจเชิงบวกมาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อคนเรียนรู้ว่าวิธีนี้ได้ผล และมันสะดวก ก็มีโอกาสที่มันจะติดเป็นนิสัยในอนาคต เรียกว่าเหมือนกับ dramatization คือสร้างเรื่องให้ดูใหญ่โต ทำให้ตัวเองดูเศร้า เพื่อให้ได้รับความสนใจ วิธีการจัดการคนกลุ่มนี้ที่ดีที่สุด คือการเลือกให้ความสนใจในช่วงที่เขาไม่ดราม่า ช่วงเวลาที่เขาดราม่าอย่าไปสนใจเยอะ ให้เขาเรียนรู้วิธีการว่าเขาจะได้รับความสนใจโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดราม่า เวลาที่เขาอยู่เฉย ๆ ก็ไปให้ความสนใจไปทักทาย เวลาที่ดราม่าเฉย ๆ ทำเหมือนปกติ คือวิธีการที่เขาเรียกว่าการ ignore หรือการไม่ให้ความสนใจ ไม่ให้คุณค่า ดราม่าในองค์กรหรืออะไรก็ตาม ในความเป็นหัวหน้าเจ้านายเราอยากจะรีบแก้ปัญหา เราก็เลยพอเห็นคนดราม่าเราก็ต้องรีบเข้าไปจัดการ ทั้งที่จริง ๆ บางครั้งปล่อยบ้างก็ได้ อย่าไปสนใจในจังหวะที่ดราม่า เพราะว่ามันจะยิ่ง ทำให้เกิดดราม่าที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก เราไปให้ความสนใจจังหวะที่ไม่ดราม่าดีกว่า

จะมีเจ้านายบางคนหรือบางบริษัท ติดต่อหลังเลิกงาน คิดว่าเสียต่อสุขภาพจิตไหมลูกน้องควรจะทำไง ?

หมอแน็ต : ผมมีประสบการณ์เรื่องนี้โดยตรง ผมเคยอยู่ต่างประเทศประมาณสัก 4 ปี ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่อังกฤษ วิธีการที่ผมติดต่อกับ เรียกว่าเจ้านายก็ได้ ก็คือคนที่เป็นที่ปรึกษาผม ใช้อีเมลเป็นหลัก ที่อังกฤษเราจะใช้อีเมลเป็นหลักอย่างมาก ถ้าอะไรที่ด่วนมาก ๆ เราจะใช้ WhatsApp ในการคุย แต่ต้องด่วนแบบคอขาดบาดตายจริง ๆ แปลว่าถ้าช่วงเย็น ๆ แล้ว ผมไม่อ่านก็ได้ และไม่มีใครคาดหวังว่าผมจะต้องตอบอีเมลภายในคืนนั้น เพราะงั้นมันมีเวลา มันไม่ได้เป็นฉับพลันทันที มันมี delay ระดับหนึ่งที่ทำให้เราตอบได้ดีขึ้นผมใช้วิธีนี้มาตลอดในช่วง 4 ปี พอกลับมาอยู่ที่ไทย สิ่งที่เกิดขึ้นคือทุกคนใช้ Line แล้วมันเด้งตลอดเวลา มาเป็นข้อ ๆ แล้วเราก็ต้องตอบทีละข้อ รู้สึกว่าต้องปรับตัวเยอะ แต่ก็เข้าใจว่านี่คือวัฒนธรรมการทำงานของเรา แต่บางทีมันก็เยอะเกินไป ต้องบอกนะ ในบางบริษัทที่ผมได้พูดคุยด้วย ส่งกันตอน 21:00 น. ก็แล้ว 22:00 น. ก็แล้ว ก็ยังส่งกันอยู่ ทั้งที่บางอันไม่ได้จำเป็น สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ควรทำจริง ๆ คือการสื่อสารให้ชัดเจน ว่าถ้าส่งนอกเวลางาน แปลว่าอะไร ต้องตอบทันทีไหม หรือรอได้ ถ้าเข้าใจกันตรงนี้ ผมเชื่อว่าปัญหาจะลดลง

การประชุมที่ใช้เวลานาน ๆ ทำให้เสียสุขภาพจิตได้จริงเท็จแค่ไหน ?

หมอแน็ต : มันก็เลยเกิดสิ่งที่เรียกว่า meeting fatigue ขึ้นมา meeting fatigue คือการประชุมเยอะ ประชุมบ่อย แล้วรู้สึกอ่อนล้าทุกครั้งที่มีการประชุม เอาจริง ๆ ผมก็เป็น รู้สึกว่าพอประชุมเยอะมาก ๆ บางทีเราก็รู้สึกเหนื่อยล้า เพราะเขาบอกว่าคนประมาณครึ่งหนึ่ง ที่มีอาการที่เรียกว่า meeting fatigue คือรู้สึกประชุมแล้วเหนื่อยล้า แล้วพอหันมามองก็ไม่รู้ว่าประชุมอะไรไป ไม่ได้อะไรเลย บางคนก็หายไปจากจอเลย ไม่ใส่ใจอะไรเลย เพราะเราประชุมมากไป องค์กรไหนที่ขับเคลื่อนด้วยการประชุมอย่างเดียว ส่วนมากมักไปได้ไม่ไกล หรือไม่เกิดการสร้างสรรค์ใหม่ ๆองค์กรยุคใหม่ อย่างพวกสตาร์ทอัพที่ผมไปทำงานด้วยหลายที่ เขาจะกำหนดเวลาชัดเจน ประชุมเท่านี้แล้วจบเลย

ครั้งแรกในรอบ 20 ปี! ‘หงา คาราวาน’ ผนึกกำลังทีมงานระดับโลก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอัลบั้ม ‘ไม่สำคัญ’ (Nothing Matters)

ครั้งแรกในรอบ 20 ปี! 'หงา คาราวาน' ผนึกกำลังทีมงานระดับโลก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอัลบั้ม 'ไม่สำคัญ' (Nothing Matters)

ครั้งแรกในรอบ 20 ปี! ‘หงา คาราวาน’ ผนึกกำลังทีมงานระดับโลก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอัลบั้ม ‘ไม่สำคัญ’ (Nothing Matters)

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.38 น.

ครั้งแรกในรอบ 20 ปี! “หงา คาราวาน” ผนึกกำลังทีมงานระดับโลก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอัลบั้ม “ไม่สำคัญ” (Nothing Matters)
[กรุงเทพฯ – 23 เมษายน 2569] – เมื่อเวลา 13.30 น. ที่โรงภาพยนตร์ Imax  สยามพารากอน ทาง Zonic Records (โซนิค เรคคอร์ดส)  ได้จัดงานเปิดตัวโปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซของวงการเพลงไทย เมื่อ “สุรชัย จันทิมาธร” หรือ “หงา คาราวาน” ศิลปินแห่งชาติและอาจารย์ใหญ่เพลงเพื่อชีวิต หวนคืนสู่ห้องบันทึกเสียงเพื่อสร้างสรรค์อัลบั้มใหม่ในรอบ 2 ทศวรรษ ภายใต้ชื่อ “ไม่สำคัญ” (Nothing Matters) อัลบั้มที่รวบรวมการตกผลึกทางความคิดในวัยปัจฉิมวัย ผ่านการผลิตมาตรฐานระดับสากลเพื่อกลุ่ม Audiophile โดยเฉพาะ โดยมีแขกรับเชืญมาร่วมงานมากมาย อาทิ บอล อพาร์ท์เม้นท์คุณป้า โปรดิวเซอร์ ,ไมเคิล ซี รอสส์ ซาวด์เอ็นจิเนียร์ระดับโลก
การตกผลึกผ่านเสียงเพลง : “ชีวิตก็แค่เกิดมา ได้พบ และเรียนรู้”


อัลบั้ม “ไม่สำคัญ” ไม่ใช่เพียงการรวมเพลง แต่คือบทบันทึกเรื่องราวที่ผ่านการกลั่นกรองมาตลอดชีวิต โดย หงา คาราวาน ได้กล่าวถึงแนวคิดหลักของอัลบั้มนี้ว่า”ในวัยนี้ ผมมองว่าชีวิตมันคือการเดินทางมาพบ เรียนรู้ และบันทึกสิ่งที่เจอไว้ สุดท้ายแล้วคำว่า ‘ไม่สำคัญ’ มันไม่ใช่การละเลย แต่มันคือการเข้าใจว่าทุกอย่างมีวัฏจักรของมัน อัลบั้มนี้คือการเข้าห้องอัดเพื่อทำเพลงใหม่ทั้งหมดในรอบ 20 ปี ผมอยากให้มันเป็นงานศิลปะที่ส่งต่อจิตวิญญาณไปถึงคนรุ่นใหม่ ได้เห็นความประณีตของดนตรีเพื่อชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง”
เบื้องหลังการทำงานระดับโลก
เพื่อให้สมกับศักดิ์ศรีศิลปินแห่งชาติ คุณสมัคร สมัครคามัย ผู้บริหารค่าย Zonic Records ได้รวบรวมยอดฝีมือมาร่วมเนรมิตอัลบั้มนี้ นำโดย บอล อพาร์ตเมนต์คุณป้า ในฐานะ Producer ผู้ทำหน้าที่เชื่อมโยงรากเหง้าดั้งเดิมเข้ากับดนตรีร่วมสมัย

บอล อพาร์ตเมนต์คุณป้า เผยถึงการทำงานร่วมกับบรมครูว่า :
“โจทย์ของผมคือการรักษาความขลังของเสียงน้าหงาเอาไว้ แต่เติมเต็มด้วยความละเอียดของเสียงดนตรีที่สมบูรณ์แบบ เราโชคดีมากที่ได้ Michael C. Ross (วิศวกรเสียงระดับโลก) และ Bernie Grundman มาดูแลเรื่องมาสเตอร์ริง ทำให้ทุกตัวโน้ตและเสียงร้องในอัลบั้มนี้มีมิติที่ลึกซึ้ง เหมาะมากสำหรับคนที่รักในการฟังเพลงอย่างพิถีพิถัน นอกจากนี้ยังมีได้รับเกียรติจาก sound engineer ระดับโลกอย่าง ไมเคิล ซี รอส มาร่วมงานในอัลบั้มนี้อีกด้วย“

งานศิลป์ที่มากกว่าแค่บทเพลง 
ความพิเศษของอัลบั้ม “ไม่สำคัญ” ยังรวมถึงการได้รับเกียรติจาก ช่วง มูลพินิจ ศิลปินแห่งชาติ มาเป็นผู้ออกแบบภาพหน้าปก ภายในชุดประกอบด้วย Booklet และ Sound Map (แผนที่เสียง) ที่ระบุตำแหน่งเครื่องดนตรีอย่างชัดเจน เพื่อมอบประสบการณ์การฟังที่สมจริงที่สุด
รายละเอียดบทเพลงและรูปแบบการวางจำหน่าย
อัลบั้มประกอบด้วย 8 บทเพลงที่โดดเด่น เช่น “ไม่สำคัญ” (เพลงนำชื่ออัลบั้ม), “กุลา 2568” (การตีความใหม่ของตำนาน), และ “สืบ นาคะเสถียร” (บทเพลงรำลึกวีรบุรุษห้วยขาแข้ง) โดยจะจัดจำหน่ายในรูปแบบ : แผ่นเสียงไวนีล (Vinyl) : น้ำหนัก 180 กรัม ความเร็ว 33 RPM

กระบวนการผลิต : Lacquer Cut โดย Bernie Grundman และผลิตโดย Resurrec ในประเทศไทย

จำนวนจำกัด : ผลิตเพียง 500 แผ่นเท่านั้น

ราคา : 2,500 บาท

ช่องทางจำหน่าย : ร้านแผ่นเสียงชั้นนำทั่วประเทศ
ยกระดับประสบการณ์การฟังสู่อีกขั้นด้วยรูปแบบ Hybrid SACD
นอกจากความพิเศษในรูปแบบแผ่นเสียงแล้ว อัลบั้ม “ไม่สำคัญ” ยังพร้อมมอบประสบการณ์เสียงที่มีความละเอียดสูงสุดผ่านรูปแบบ Hybrid SACD (Super Audio CD) ที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อตอบโจทย์นักฟังระดับหูทองที่ต้องการความใสสะอาดและมิติเสียงที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับในห้องอัดมากที่สุด โดยแผ่นประเภท Hybrid นี้ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องเล่น CD ปกติ และเครื่องเล่น SACD เฉพาะทางได้ ซึ่งทางค่าย Zonic Records ให้ความสำคัญกับการคงคุณภาพสัญญาณเสียงให้อยู่ในรูปแบบ DSD (Direct Stream Digital) เพื่อถ่ายทอดน้ำเสียงที่มีเอกลักษณ์และพลังชีวิตของ หงา คาราวาน ออกมาได้อย่างครบถ้วนทุกรายละเอียด ถือเป็นอีกหนึ่งของสะสมล้ำค่าที่คนรักเสียงเพลงคุณภาพสูงไม่ควรพลาด โดยจะจัดจำหน่าย SACD ไปพร้อมกับการจำหน่ายแผ่นเสียง SACD จำหน่ายในราคาแผ่นละ 1,500 บาท

“นี่ไม่ใช่แค่การกลับมาทำเพลง แต่คือการรังสรรค์งานศิลปะและบันทึกประวัติศาสตร์เพลงเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุด”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน  : Zonic Records (โซนิค เรคคอร์ดส) 

ปริทัศร์ กองเพียร
081-899-5662
ID Libe : Ammahitz

‘เต๋า ภูศิลป์’เปิดตำนานศักดิ์สิทธิ์รอยพระพุทธบาทกลางโขงปล่อยเพลงใหม่

'เต๋า ภูศิลป์'เปิดตำนานศักดิ์สิทธิ์รอยพระพุทธบาทกลางโขงปล่อยเพลงใหม่

‘เต๋า ภูศิลป์’เปิดตำนานศักดิ์สิทธิ์รอยพระพุทธบาทกลางโขงปล่อยเพลงใหม่

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เต๋า ภูศิลป์” กลับมาสร้างจุดแลนด์มาร์คอีกหนึ่งสถานที่สายมู กับผลงานล่าสุด “รักขาดที่พระบาทเวินปลา” ที่หยิบยกตำนานความเชื่อเรื่องรอยพระพุทธบาทกลางลำน้ำโขง จ.นครพนม มาเป็นแรงบันดาลใจหลัก โดยเพลงนี้เป็นการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของทีมงานคุณภาพอย่าง อ.บิ๊ก ภูมารินทร์ และ อ.บุญหลง มงคลพร ที่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานชิ้นโบแดงนี้ร่วมกัน

สำหรับความพิเศษของเพลงนี้ คือการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ ณ สถานที่จริงที่ “รอยพระพุทธบาทเวินปลา” ซึ่งจะปรากฏให้เห็นเพียงปีละครั้งในช่วงน้ำลดเท่านั้น โดยเนื้อหาเพลงมุ่งหวังที่จะถ่ายทอดเรื่องราวความรักผ่านศรัทธาอันยิ่งใหญ่ และส่งเสริมให้สถานที่ท่องเที่ยวศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ผ่านน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของ เต๋า ภูศิลป์ และงานดนตรีที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมอีสานอย่างลงตัว แฟนเพลงสามารถติดตามรับชมและรับฟังได้แล้ววันนี้ทุกช่องทาง GRAMMY GOLD OFFICIAL