ทร. จัดเพิ่ม AWAV 8×8 สะเทินน้ำสะเทินบก ฝีมือคนไทย เสริมทัพชายแดนตะวันออก

ทร. จัดเพิ่ม AWAV 8x8 สะเทินน้ำสะเทินบก ฝีมือคนไทย เสริมทัพชายแดนตะวันออก

ทร. จัดเพิ่ม AWAV 8×8 สะเทินน้ำสะเทินบก ฝีมือคนไทย เสริมทัพชายแดนตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.16 น.

ทร.แจงจัดหา AWAV 8×8 สะเทินน้ำสะเทินบก เพิ่ม เสริมเขี้ยวเล็บชายแดนตะวันออก ดันอุตฯป้องกันประเทศฝีมือคนไทย ลดนำเข้า

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดหารถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกแบบ AWAV 8×8 เพิ่มเติม จากบริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ว่าเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกในปัจจุบัน การป้องกันอธิปไตยทางทะเล และการตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ยานเกราะ AWAV 8×8 ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรคนไทย และผลิตโดยแรงงาน รวมถึงเครื่องมือเครื่องจักรภายในประเทศ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการใช้วัสดุภายในประเทศในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าการผลิต อันเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว ตัวรถเป็นระบบขับเคลื่อน 8×8 มีความคล่องตัวสูง สามารถปฏิบัติการได้ในทุกภูมิประเทศ รองรับการปฏิบัติการร่วมกับเรือยกพลขึ้นบก (LPD) ของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ด้านการป้องกันและอำนาจการยิง AWAV มีมาตรฐานการป้องกันกระสุนและแรงระเบิดตามเกณฑ์ STANAG พร้อมติดตั้งปืนกลและระบบควบคุม อีกทั้งยังติดตั้งระบบสื่อสารซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายสื่อสารทางทหารของกองทัพเรือได้อย่างสมบูรณ์ ยานเกราะดังกล่าวยังผ่านมาตรฐานด้านความคงทนต่อสภาพแวดล้อมตาม MIL-STD ซึ่งเป็นมาตรฐานทางทหารสากล สะท้อนถึงความพร้อมในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อมการรบ ทั้งในทะเลและบนบก

กองทัพเรือได้จัดหารถ AWAV เข้าประจำการแล้วจำนวน 7 คัน และจากผลการใช้งานพบว่าสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมรบสูง และตอบสนองต่อภารกิจได้ตรงตามความต้องการของหน่วยปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นในการจัดหาเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดกำลังและรองรับแผนการปฏิบัติการในอนาคต

การจัดหา AWAV เพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติทั้งในมิติทางทหารและเศรษฐกิจ

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.12 น.

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 เวลา 08.30 น.ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ภายหลังพรรคประชาชน ยังคงให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นหัวหน้าพรรคประชาชน และเป็นพรรคอันดับหนึ่งฝั่งฝ่ายค้าน และตามรัฐธรรมนูญ จะดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านว่า เมื่อกระบวนการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว สามารถยื่นทูลเกล้าฯ ได้ตามขั้นตอน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการทูลเกล้าฯ รายชื่อผ้นำฝ่ายค้าน เรื่องดำเนินการอยู่ในขั้นของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนี้จะนำเอกสารให้ประธานลงนาม จากนั้นจะส่งให้สำนักพระราชวังดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต

เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต

เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ภาพข้อความของบุคคลหนึ่ง ที่มีเนื้อหาระบุว่า “เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคตชายแดนใต้ ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้อยู่แค่ในป่าเขา ไม่ได้อยู่แค่ในเหตุรุนแรง และไม่ได้อยู่แค่ในแฟ้มคดีความมั่นคง แต่อยู่ใน “ห้องเรียน” ด้วยเพราะห้องเรียนคือจุดเริ่มต้นของการหล่อหลอมภาษา ความคิด อัตลักษณ์ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และความรู้สึกว่าเด็กคนหนึ่ง “เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย” หรือไม่

มีข้อมูลระบุว่า รัฐใช้งบอุดหนุนด้านการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 1,475 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ข้อมูลจาก ศอ.บต. ระบุว่าเด็กไทยในพื้นที่ประมาณ 49% ยังไม่สามารถฟัง พูด อ่าน หรือเขียนภาษาไทยได้เหมาะสมตามวัย ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาภาษา แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า ระบบการศึกษาบางส่วนในพื้นที่ยังไม่สามารถเชื่อมเยาวชนเข้ากับสังคมไทย โอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษาต่อ ตลาดแรงงาน และความเป็นพลเมืองได้อย่างเพียงพอ

ต้องพูดให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “การเรียนศาสนา” การศึกษาศาสนาเป็นสิทธิ เป็นวิถีชีวิต และเป็นรากฐานสำคัญของชุมชนมุสลิม รัฐที่ฉลาดต้องไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าอิสลามถูกมองเป็นภัย หรือปอเนาะกับตาดีกาถูกมองเป็นศัตรูของรัฐ แต่ปัญหาอยู่ที่ “ช่องว่างของระบบ” ช่องว่างระหว่างการศึกษาศาสนากับมาตรฐานรัฐสมัยใหม่ ช่องว่างระหว่างเงินอุดหนุนกับการประเมินผล ช่องว่างระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับความเป็นพลเมืองไทย และช่องว่างระหว่างการเรียนศาสนากับโอกาสชีวิตของเด็กในโลกจริง

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีตาดีกา 1,952 แห่ง และปอเนาะ 552 แห่ง ตัวเลขนี้สะท้อนว่า สถานศึกษาศาสนาไม่ใช่พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่นอกระบบ แต่เป็นโครงสร้างการเรียนรู้ขนาดใหญ่ที่เข้าถึงเยาวชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเยาวชนมุสลิมในพื้นที่

ถ้ามองในด้านวัฒนธรรม ตาดีกาและปอเนาะคือพื้นที่รักษาศาสนา ภาษา และอัตลักษณ์ของชุมชน แต่ถ้ามองในด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคง คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้หล่อหลอมความคิดของเด็กเหล่านี้ หลักสูตรเป็นอย่างไร ครูมีมาตรฐานแค่ไหน เนื้อหาตรวจสอบได้หรือไม่ และเด็กที่ผ่านระบบเหล่านี้มีเส้นทางชีวิตไปต่ออย่างไร

ตรงนี้คือจุดที่รัฐไทยกังวล เพราะสถานศึกษาบางรูปแบบมีความยืดหยุ่นสูง ทั้งเรื่องผู้สอน หลักสูตร เนื้อหา เวลาเรียน วิธีประเมินผล และการตรวจสอบจากรัฐ

ถ้าผู้สอนมีความรู้รอบด้าน มีทัศนคติสมดุล และเข้าใจสังคมพหุวัฒนธรรม เด็กจะได้ทั้งศาสนา คุณธรรม และความเข้าใจโลก แต่ถ้าผู้สอนบางรายมีแนวคิดสุดโต่ง หรือถ่ายทอดประวัติศาสตร์แบบบิดเบือน เด็กก็อาจถูกหล่อหลอมให้มองรัฐไทยและสังคมไทยในทางลบได้

หลังเหตุการณ์ความรุนแรงวันที่ 15 ต.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจพบสัญลักษณ์ BRN ตำราปลุกระดม และตำราเกี่ยวกับอาวุธในปอเนาะบางแห่ง ประเด็นนี้ไม่ควรถูกใช้เพื่อเหมารวมปอเนาะทั้งหมด แต่สะท้อนว่า ช่องว่างของระบบการศึกษานอกระบบอาจถูกใช้เป็นพื้นที่แทรกซึมทางความคิดในบางกรณีได้ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าความมั่นคง คือ “เพดานของโอกาสชีวิต”

หากเด็กเรียนอยู่ในระบบที่เน้นศาสนาเป็นหลัก แต่ขาดภาษาไทย ความรู้สามัญ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทักษะอาชีพ เด็กอาจมีความรู้ศาสนา แต่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดแรงงาน เข้าสู่ระบบอุดมศึกษา หรือเคลื่อนตัวทางเศรษฐกิจได้เท่าที่ควร การศึกษาศาสนาควรเป็นฐานทางคุณธรรมและอัตลักษณ์ ไม่ใช่เพดานของโอกาสชีวิต

เด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ควรถูกบังคับให้เลือกระหว่าง “เป็นมุสลิมที่ดี” กับ “เป็นพลเมืองไทยที่มีอนาคต” รัฐต้องทำให้เด็กเห็นว่า เขาสามารถเป็นทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน เป็นมุสลิมที่ดีได้ รักษาภาษามลายูได้ เรียนอาหรับเพื่อศาสนาได้ แต่ก็ต้องใช้ภาษาไทยได้ดีพอที่จะเรียนต่อ ทำงาน ติดต่อรัฐ ใช้สิทธิพลเมือง และมองเห็นที่ยืนของตัวเองในสังคมไทย

ภาษาไทยจึงต้องเป็น “สะพาน” ไม่ใช่ “อาวุธทางวัฒนธรรม” ถ้ารัฐสอนภาษาไทยด้วยท่าทีเหมือนจะกลืนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ชุมชนจะระแวง แต่ถ้ารัฐทำให้เด็กและผู้ปกครองเห็นว่า ภาษาไทยคือประตูไปสู่การศึกษา อาชีพ กฎหมาย ราชการ เศรษฐกิจ และอนาคตที่กว้างขึ้น ภาษาไทยจะไม่ถูกมองเป็นเครื่องมือของการครอบงำ แต่จะเป็นเครื่องมือของการเปิดชีวิต

ทางออกจึงไม่ใช่การเข้าไป “จัดการศาสนา” แต่คือการเข้าไป “จัดการช่องว่างของระบบ” และสิ่งแรกที่รัฐต้องตอบให้ได้คือ ใครเป็นเจ้าภาพ?

ปัญหาชายแดนใต้ไม่เคยขาดแผน แต่ขาดกลไกเจ้าภาพที่มีอำนาจจริง ประสานงานได้จริง และได้รับความไว้วางใจจากชุมชน หากให้ฝ่ายความมั่นคงนำเต็มตัว ชุมชนอาจมองว่านี่คือการแทรกแซงศาสนา หากให้กระทรวงศึกษาธิการทำฝ่ายเดียว ก็อาจขาดข้อมูลพื้นที่และมิติความมั่นคง

หากให้ ศอ.บต. ทำลำพัง ก็อาจติดข้อจำกัดด้านอำนาจ งบประมาณ และการประสานงาน โครงสร้างที่เหมาะสมจึงไม่ควรเป็นความมั่นคงนำเต็มตัว แต่ควรเป็น “พลเรือนนำ ความมั่นคงสนับสนุน”

กระทรวงศึกษาธิการเป็นแกนด้านมาตรฐานการศึกษา ศอ.บต. เป็นแกนด้านการพัฒนาและความไว้วางใจ กอ.รมน. สนับสนุนข้อมูลความเสี่ยงเฉพาะจุด ไม่ใช่นำนโยบายการศึกษา

ส่วนสำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการอิสลาม ผู้นำศาสนา ครูท้องถิ่น ผู้ปกครอง และชุมชน ต้องร่วมเป็นเจ้าของกระบวนการ เพราะนโยบายนี้จะสำเร็จไม่ได้ หากรัฐคิดเอง พูดเอง และสั่งเองฝ่ายเดียว

ระยะแรก รัฐต้องสร้างความไว้วางใจก่อน ต้องสื่อสารให้ชัดว่า รัฐไม่ได้ต้องการปิดปอเนาะ ไม่ได้ต้องการลบตาดีกา และไม่ได้มองอิสลามเป็นภัย แต่ต้องการให้เด็กมุสลิมในพื้นที่มีทั้งศาสนา ภาษาไทย ความรู้สามัญ ทักษะอาชีพ และอนาคตที่กว้างขึ้น

ถ้าชุมชนรู้สึกว่ารัฐกำลังควบคุมศาสนา มาตรการทั้งหมดจะถูกต่อต้านตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่ถ้าชุมชนเห็นว่ารัฐกำลังเปิดอนาคตให้ลูกหลาน ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ระยะต่อมา จึงค่อยสร้างมาตรฐานร่วม เด็กต้องมีทักษะภาษาไทยตามวัย มีความรู้พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

ครูต้องผ่านการอบรมขั้นต่ำด้านการสอนและสังคมพหุวัฒนธรรมเนื้อหาต้องไม่บ่มเพาะความเกลียดชัง และสถานศึกษาที่รับเงินรัฐต้องยอมรับการประเมินผลที่โปร่งใส รัฐไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกคำสอนทางศาสนา
แต่รัฐมีสิทธิและหน้าที่รับประกันว่า เด็กที่อยู่ในประเทศไทยต้องไม่ถูกปิดกั้นจากภาษา ทักษะ และอนาคตในสังคมไทย

เงินอุดหนุนก็ต้องเปลี่ยนจากการจ่ายตามจำนวนหัว มาเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพ รัฐควรจ่ายเงินพื้นฐานเพื่อให้สถานศึกษาดำเนินการได้ แต่ควรมีเงินเพิ่มตามคุณภาพ เช่น เด็กอ่านเขียนภาษาไทยดีขึ้น ครูผ่านการอบรม หลักสูตรได้รับการรับรอง หรือมีระบบแนะแนวอาชีพ

วิธีนี้จะทำให้สถานศึกษาไม่รู้สึกว่ารัฐเข้ามาลงโทษ แต่เห็นว่าการยกระดับมาตรฐานทำให้ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น

จุดชี้ขาดอีกเรื่องคือ โต๊ะครู บาบอ และครูศาสนา คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้สอน แต่เป็นผู้มีสถานะทางสังคมและศีลธรรมในชุมชน สถานะนั้นผูกกับระบบเดิมที่เขาเป็นศูนย์กลาง ตรงนี้คือแรงต้านที่แท้จริง และเงินอย่างเดียวแก้ไม่ได้

หากรัฐเข้าไปด้วยภาษาของการควบคุม เขาจะรู้สึกว่าสูญเสียทั้งศักดิ์ศรีและอิทธิพลพร้อมกัน ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่การต่อต้านเปิดหน้า แต่เป็นความร่วมมือปลายปากและแรงต้านเงียบที่ลึกกว่า

รัฐจึงต้องเปลี่ยนโต๊ะครูจาก “ผู้ถูกกำกับ” เป็น “หุ้นส่วนของการยกระดับการศึกษา” ให้การอบรมที่เพิ่มคุณค่า ไม่ใช่ลดอำนาจ ให้การรับรองสถานะอย่างเป็นทางการ ให้ค่าตอบแทนที่สะท้อนบทบาทที่แท้จริง ให้โควตาทุนแก่ลูกศิษย์ที่เรียนดี และเปิดโอกาสเชื่อมกับเครือข่ายการศึกษาศาสนาสายกลางในต่างประเทศ

ถ้ารัฐทำให้โต๊ะครูเห็นว่า การร่วมมือกับรัฐทำให้เขามีเกียรติมากขึ้น มีทรัพยากรมากขึ้น และลูกศิษย์มีอนาคตมากขึ้น ความร่วมมือจะเกิดขึ้นจริง แต่ถ้าทำให้เขารู้สึกว่าถูกรัฐจับผิด ความร่วมมือจะกลายเป็นแรงต้านเงียบที่ดับนโยบายทุกข้อก่อนที่จะเริ่มต้น สุดท้าย รัฐต้องสร้างเส้นทางอนาคตให้เด็ก ทุนเรียนต่อสายสามัญ ทุนอาชีวะ ทุนครูสองภาษา โควตาเข้ามหาวิทยาลัย ฝึกงานกับธุรกิจฮาลาล เส้นทางอาชีพในภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน ถ้าเด็กเห็นว่าเรียนแล้วมีอนาคต มีงาน มีรายได้ และมีศักดิ์ศรี เขาจะมีแรงจูงใจอยู่กับระบบปกติ

แต่ถ้าเด็กเรียนแล้วมองไม่เห็นทางไปต่อ ความรู้สึกแปลกแยกจะถูกผลิตซ้ำ และพื้นที่นั้นจะถูกเติมเต็มโดยแนวคิดสุดโต่ง

ข้อควรระวังคือ มาตรการอย่างลูกเสือ เนตรนารี หรือนักศึกษาวิชาทหาร แม้อาจมีประโยชน์ในด้านวินัย ภาวะผู้นำ และความสัมพันธ์ข้ามกลุ่ม แต่หากทำแบบแข็งหรือมีกลิ่นอายบังคับมากเกินไป ชุมชนอาจรู้สึกว่ารัฐกำลังทำให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ควบคุมทางความมั่นคง

กิจกรรมเยาวชนจึงควรออกแบบให้สร้างสรรค์ เช่น กีฬา ศิลปะ เทคโนโลยี อาสาสมัคร สิ่งแวดล้อม ภาวะผู้นำ และการทำงานร่วมกันข้ามศาสนา มากกว่าภาพของการฝึกระเบียบเพียงอย่างเดียว

สรุปให้ชัดที่สุด ตาดีกา ปอเนาะ และสถาบันสอนศาสนา ไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่ระบบที่ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการเชื่อมต่อกับทักษะชีวิต และเปิดช่องให้การบิดเบือนความคิดต่างหาก คือปัญหา เงินอุดหนุนไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่การให้เงินโดยไม่มีระบบประเมินผลที่ชัดเจนต่างหาก คือปัญหา 

การเรียนศาสนาไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่การเรียนศาสนาโดยตัดขาดจากภาษาไทย ความรู้สามัญ ทักษะอาชีพ และความเป็นพลเมืองต่างหาก คือปัญหา

ทางออกจึงไม่ใช่การปิดกั้นศาสนา แต่คือการเปิดอนาคตให้เด็ก ให้เด็กเรียนศาสนาได้ แต่ต้องอ่านออกเขียนได้ ใช้ภาษาไทยได้ เข้าใจโลกได้ มีอาชีพได้ อยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาได้ และมองเห็นว่าตัวเองมีที่ยืนในสังคมไทย

ศึกนี้ชนะไม่ได้ด้วยคำสั่งอย่างเดียว แต่ต้องชนะด้วยความไว้วางใจ มาตรฐาน และแรงจูงใจที่ทำให้ชุมชนอยากเดินไปกับรัฐเอง เพราะถ้ารัฐปล่อยช่องว่างไว้ คนอื่นจะเข้ามาเติมช่องว่างนั้นแทน และเมื่อรัฐเสียเยาวชนในสนามความคิดแล้ว การชนะในสนามความมั่นคงก็แทบไม่มีวันจบ”

รัฐบาลปลื้ม หลัง นิด้าโพล เผยปชช.พอใจช่วยค่าครองชีพ จ่อออกมาตรการ ค่าไฟ-ไทยช่วยไทย พลัส

รัฐบาลปลื้ม หลัง นิด้าโพล เผยปชช.พอใจช่วยค่าครองชีพ จ่อออกมาตรการ ค่าไฟ-ไทยช่วยไทย พลัส

รัฐบาลปลื้ม หลัง นิด้าโพล เผยปชช.พอใจช่วยค่าครองชีพ จ่อออกมาตรการ ค่าไฟ-ไทยช่วยไทย พลัส

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.32 น.

รัฐบาลติดตามความเห็นประชาชน หลัง นิด้าโพล ชี้ 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ตอบโจทย์ประชาชน ขณะที่ ก.พลังงาน เตรียมเสนอ ครม. มาตรการช่วยค่าไฟ-ไทยช่วยไทย พลัส เริ่ม มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามทุกความคิดเห็นและยินดีที่ประชาชนได้รับทราบมาตรการและเข้าใจถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือค่าครองชีพ บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนแบบพุ่งเป้า หลังจาก  “นิด้าโพล” เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพ เรื่อง  “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ”  ในช่วง 20-21 เม.ย.  พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ตอบรับเชิงบวกต่อ 12 มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการสินเชื่อเพื่อภาคการเกษตร และการอุดหนุนค่าน้ำมัน ที่สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับภาคการเกษตร วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ได้รับการตอบรับสูงสุด ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 71.30 เห็นว่าเหมาะสมดี  

ขณะที่ มาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งและผู้ประกอบการรถสาธารณะได้รับเสียงตอบรับในระดับสูงเช่นกัน อาทิ การอุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถวในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่อเนื่อง โดยมีผู้เห็นว่าเหมาะสมร้อยละ 68.78 ขณะที่รถโดยสารไม่ประจำทางประเภทมินิบัสหรือรถตู้โดยสาร ร้อยละ 66.87 รถโดยสารไม่ประจำทางประเภทรถบัส ร้อยละ 65.50 และรถบรรทุกน้อยกว่า 10 ล้อ (รวมรถกระบะ) ร้อยละ 65.26

รวมทั้ง มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพบริการสาธารณะ โดยการอุดหนุนค่าน้ำมันรถแท็กซี่ มีผู้เห็นว่าเหมาะสมร้อยละ 64.12 รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ ร้อยละ 62.14 รวมถึงรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ร้อยละ 62.51 สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับแนวทางลดต้นทุนการเดินทางและการขนส่งสินค้า

สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และจัดซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ EV มีผู้เห็นว่าเหมาะสมร้อยละ 56.49 สะท้อนว่า มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น

นางสาวรัชดายังเผยว่าในส่วนของมาตรการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาท เป็น 400 บาท  ที่ประชาชนคาดหวังให้มีการช่วยเหลือเพิ่มเติมนั้น  รัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยค่าครองชีพอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น มาตรการช่วยค่าไฟฟ้า โดยกระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยกว่า 14 ล้านครัวเรือน สำหรับประชาชนที่ใช้เกิน 200 หน่วยนั้น จะพยายามลดเรต 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ซึ่งรัฐบาลพยายามปรับโครงสร้างราคาให้เป็นขั้นบันได คือ ยิ่งใช้น้อย เรตราคาค่าไฟก็จะต่ำ หากใช้มาก เรตค่าไฟก็จะแพง  

สำหรับประชาชนที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย อาจพิจารณาการติดโซลาร์เซลล์ ซึ่งรัฐบาลจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดหย่อนภาษี และรับซื้อไฟที่ผลิตเกิน รวมถึงการลดขั้นตอนต่างๆ  นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเร่งรัดมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส”  ซึ่งเพิ่มเติม “คนละครึ่ง พลัส“ ให้มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่า จะเริ่มใช้จ่ายได้ภายในเดือนมิถุนายน  นี้

“ผลโพลต่างๆ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการติดตามเสียงสะท้อนของประชาชน รัฐบาลพร้อมนำทุกความเห็นมาร่วมออกแบบและกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ประชาชน  สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ  พร้อมๆ ปรับโครงสร้างประเทศในระยะยาว ” นางสาวรัชดา กล่าว

พริษฐ์ อำลาตำแหน่งโฆษกพรรคส้ม ส่งต่อ ลิซ่า มั่นใจช่วยสื่อสารเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีกว่าเดิม

พริษฐ์ อำลาตำแหน่งโฆษกพรรคส้ม ส่งต่อ ลิซ่า มั่นใจช่วยสื่อสารเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีกว่าเดิม

พริษฐ์ อำลาตำแหน่งโฆษกพรรคส้ม ส่งต่อ ลิซ่า มั่นใจช่วยสื่อสารเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีกว่าเดิม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

พริษฐ์ อำลาตำแหน่งโฆษกพรรคส้ม ส่งต่อ ลิซ่า มั่นใจช่วยสื่อสารเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ผมได้รับมอบหมายจากพรรคให้ทำหน้าที่เป็นโฆษกพรรค ตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน ผมได้พยายามเต็มที่ในการทำงานด้านการสื่อสารโดยยึด 3 หลักสำคัญ

1. เน้นการสื่อสารเพื่อสร้าง “ความไว้วางใจ” กับประชาชน ซึ่งผมเห็นว่าต้องอาศัยการรับฟังเสียงสะท้อนอย่างกว้างขวาง การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง-แม่นยำ การนำเสนอหลักการที่คงเส้นคงวา การนำเสนอประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และการตอบคำถามที่ยังคาใจประชาชน

2. ปรับบทบาทกองโฆษก จากทีมที่ทำหน้าที่สื่อสารด้วยตนเองเพียงฝ่ายเดียว มาเป็นทีมที่เน้นสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้เพื่อนๆ สส. หรือคนอื่นในพรรค ได้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพ ในการสื่อสารต่อสังคม ในประเด็นที่เขาทำงานหรือเป็นผู้รับผิดชอบหลัก

3. ทำงานกันเป็นทีมร่วมกันกับคนอื่นในกองโฆษก เพื่อช่วยกันเสริมจุดแข็งของแต่ละคนที่แตกต่างกัน โดยยึดหลักว่าการสื่อสารในแต่ละประเด็น จะต้องมีเอกภาพในเชิงสาระและหลักการ แต่มีความหลากหลายในรูปแบบการสื่อสาร เพื่อให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่มีพลวัตสูง รวมถึงความท้าทายสำคัญเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่คลาดเคลื่อน ทุกคนในกองโฆษกเราเห็นตรงกันว่ายังมีอีกหลายภารกิจเกี่ยวกับงานด้านการสื่อสารที่เราจำเป็นต้องเร่งต่อยอด ปรับเปลี่ยน หรือยกระดับ

ตั้งแต่การเลือกตั้งเสร็จสิ้นลง ผมจึงได้แจ้งความประสงค์กับหัวหน้าพรรค ว่าผมเห็นว่าพรรคควรมีการปรับเปลี่ยนบุคลากรให้เข้ามาทำหน้าที่โฆษกพรรคแทนผม โดยผมได้ร่วมวางแผนการเปลี่ยนผ่าน (transition plan) กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา

ประชุมใหญ่พรรควันนี้ จึงเป็นจังหวะที่ดี ที่เราจะได้เริ่มต้นบทใหม่ สำหรับงานด้านการสื่อสารของพรรคประชาชน และผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งต่อภารกิจในการทำหน้าที่โฆษกและบริหารกองโฆษกต่อให้กับ ทางคุณ Pukkamon Nunarnan – ภคมน ลิซ่า หนุนอนันต์

ตั้งแต่ผมเข้ามาที่พรรคก้าวไกลในปี 2565 ผมได้ทำงานร่วมกับกับคุณลิซ่าอย่างใกล้ชิดและได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากเขามาโดยตลอด – ความสามารถของเขาในการสื่อสารเรื่องที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าใครที่ติดตามการอภิปรายและการทำงานของเขา เห็นเป็นที่ประจักษ์

หลังจากนี้เป็นต้นไป ในห้วงเวลาที่พรรคต้องทำงานเชิงความคิดในประเด็นที่แหลมคมอย่างเข้มข้นขึ้น และในห้วงเวลาที่พรรคต้องทำงานหนักขึ้นในการเติมไฟให้กับคนที่ยังมีใจให้พรรค โน้มน้าวคนที่ยังลังเล และเปลี่ยนใจคนที่ยังไม่เชื่อใจเรา ผมเชื่อว่าคุณภคมนจะเป็นกำลังสำคัญของพรรคประชาชนในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ผมขอขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคนในกองโฆษกทั้งหน้าบ้าน-หลังบ้าน ขอบคุณพรรคที่ไว้วางใจให้ผมทำหน้าที่ดังกล่าวที่ผ่านมา และขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนที่ได้มีโอกาสพบปะและทำงานร่วมกันในบทบาททีเรารับผิดชอบ”

เสร็จงานวันหยุด! อนุทิน พา เอกนิติ-พัฒนา นั่งกินข้าวต้มปลามื้อค่ำร้านโปรด

เสร็จงานวันหยุด!  อนุทิน พา เอกนิติ-พัฒนา นั่งกินข้าวต้มปลามื้อค่ำร้านโปรด

เสร็จงานวันหยุด! อนุทิน พา เอกนิติ-พัฒนา นั่งกินข้าวต้มปลามื้อค่ำร้านโปรด

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.44 น.

เสร็จงานวันหยุด!  อนุทิน พา เอกนิติ-พัฒนา นั่งกินข้าวต้มปลามื้อค่ำร้านโปรด

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการทำงานในวันเดียวกันนี้ ซึ่งถือเป็นวันหยุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้รับประทานข้าวต้มปลากิมโป้ ตรอกจันทร์ ถนนเจริญกรุง ถือเป็นร้านโปรดของนายอนุทินตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรี  โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างสบายๆชิลๆกินมื้อค่ำในวันหยุดหลังเสร็จงาน

‘เท้ง’ปรับทัพฝ่ายค้าน ตั้งครม.เงา ตามประกบรัฐบาลหนู

‘เท้ง’ปรับทัพฝ่ายค้าน  ตั้งครม.เงา  ตามประกบรัฐบาลหนู

‘เท้ง’ปรับทัพฝ่ายค้าน ตั้งครม.เงา ตามประกบรัฐบาลหนู

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เท้ง’ปรับทัพฝ่ายค้าน ตั้งครม.เงา ตามประกบรัฐบาลหนู ดัน‘พิจารณ์’นั่งเลขาปชน. อนุทินควงภริยาไปปากน้ำ ฉ่ำสงกรานต์พระประแดง

ประชุมใหญ่พรรคประชาชน ดัน“เท้ง”นั่งหัวหน้าพรรคต่อ ตั้ง“พิจารณ์”เลขาฯ ส่วน“ลิซ่า-ภคมน” เป็นโทรโข่งพรรคเดินหน้าอัปเกรดหน้าที่ฝ่ายค้าน จ่อตั้ง“ครม.เงา”ตรวจสอบการทำงานรัฐบาลอนุทิน ฝันเลือกตั้งสมัยหน้า ต้องเป็นฝ่ายบริหาร

เมื่อวันที่ 26เมษายน2569 ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา กรุงเทพฯ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคประชาชน โดยชี้แจงถึงการปรับโครงสร้างใหม่ รวมถึงทิศทางการทำงานตรวจสอบรัฐบาลและทิศทางการขับเคลื่อนพรรคในอนาคต นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ช่วง 3 วันที่ผ่านมา เราไม่ได้พูดคุยกันเพียงปัญหาภายในพรรค แต่เราพูดคุยถึงปัญหาของประเทศและอนาคตของประเทศ สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้พรรคประชาชนเป็นยานพาหนะที่นำมาซึ่งการสร้างการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่สังคมไทยที่ดีกว่านี้

ทั้งนี้ ต้องยอมรับกันตามตรงว่าตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง หลายอย่างเกิดความไม่ชัดเจนขึ้นในสังคม ซึ่งเราได้ตกผลึกทางความคิดว่า เราสามารถสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นได้ ทั้งภายในองคาพยพของพรรค และความชัดเจนของพรรคที่จะนำเสนอสู่สังคมไทย โดย 3 ความชัดเจน ประกอบด้วย บุคลากร ทิศทางของพรรค และอุปสรรคของประเทศนี้ รวมถึง 4 หมุดหมายสำคัญที่เราจะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนเร็วๆ นี้

ดีใจ10สส.ไม่ต้องพักงาน

ความชัดเจนแรก คือ เรื่องของบุคลากร จากคำสั่งของศาลฎีกา 10 สส. ของพรรคประชาชนจะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ส่วนคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะมีการเสนอในระเบียบวาระการประชุมอย่างเป็นทางการ

ความชัดเจนที่สอง คือ ทิศทางของพรรค ที่ผ่านมาเราถูกตั้งคำถามว่าตกลงแล้วพรรคประชาชน จะเป็นพรรคที่เน้นทำงานทางความคิดระดับชาติหรือจะเป็นพรรคที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปทำงานการเมืองในพื้นที่ ตนเชื่อว่าการตกผลึกจากเพื่อนๆ สมาชิกทุกคน ทำให้เห็นว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเลือกทางใดทางหนึ่งได้ เราจำเป็นที่จะต้องทำทั้งสองอย่างให้ดีที่สุดไปพร้อมกัน

“ตนให้คำสัญญาว่า หลังจากนี้คณะกรรมการบริหารพรรคจะเน้นทำงานทางความคิดให้เข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งภายในพรรคและภายนอกพรรค แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานทางความคิดอย่างเดียวย่อมไม่สามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงได้ เราจำเป็นต้องมีแกนนำต่างๆ ในชุมชนเพื่อปลูกเมล็ดพันธุ์ทางความคิดว่าการสร้างสังคมที่ดีกว่า จำเป็นจะต้องชวนพวกเขามาร่วมกันทำการเมืองใหม่ไปพร้อมกับพวกเรา ขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”

วิกฤตน้ำมันปัญหาใหญ่

ความชัดเจนที่สาม คือ อุปสรรคของประเทศ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น ไม่ว่าวิกฤตภายนอกจะร้ายแรงแค่ไหน ประชาชนคนไทยก็ยังสามารถคาดหวังอนาคตที่ดีกว่านี้ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เราเห็นได้จากกรณีวิกฤตน้ำมันที่ผ่านมา ว่าใครที่มีเส้นสายยึดโยงกับบ้านใหญ่ กลุ่มพลังงาน ก็อาจจะเข้าถึงการจัดสรรทรัพยากรหรือเข้าถึงผลประโยชน์ได้เร็วกว่าประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย ดังนั้นตอนนี้เราต้องชี้ให้ประชาชนทั้งประเทศเห็นภาพร่วมกับเรา ว่าอุปสรรคที่สำคัญ ศัตรูของประชาชน ไม่ใช่วิกฤตพลังงานเฉพาะหน้า ไม่ใช่วิกฤตต่อๆ ไปที่จะถาโถมเข้ามาในประเทศไทย แต่คือวิกฤตภายในประเทศของพวกเราเอง เราจะต่อสู้กับระบบการเมืองอุปถัมภ์ การเมืองมุ้งใหญ่ องค์กรอิสระ สว.หรือระบบราชการที่ไม่มีความโปร่งใส ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนในองคาพยพของพรรค ที่ทุกการสื่อสารหลังจากนี้ต้องชี้เป้าให้ชัดเจนว่าอุปสรรคที่ชัดเจนของประเทศไทยคือระบบกินรวบที่กำลังกัดกินประเทศนี้อยู่

ตั้งครม.เงาตรวจสอบรัฐบาล

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับหมุดหมายในการทำงานของพรรค ซึ่งเราจะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนคนไทยเร็วๆ นี้ หมุดหมายแรก คือ เราจะเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ และทำงานให้มากกว่าเดิม ให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนพร้อมที่จะบริหารประเทศในการเลือกตั้งครั้งหน้า เราเตรียมที่จะเปิด ครม.เงา ทีมทำงานที่พร้อมจะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล

ขับเคลื่อนผลงานทางสภา

หมุดหมายที่สอง คือ การทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ขับเคลื่อนวาระของประชาชน ผ่านกลไกกรรมาธิการทั้ง 35 คณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะ 9 คณะ ที่มี สส. พรรคประชาชนเป็นประธาน

หมุดหมายที่สาม คือเรื่องยุทธศาสตร์ในการทำงานพื้นที่ เรามีการปรับโครงสร้างของพรรค ตั้งทีมทำงานขึ้นมาเพื่อมีเป้าหมายในการเอาชนะการเลือกตั้ง เราเตรียมพร้อมที่จะเคาะผู้สมัครให้เร็ว วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ จะมีการเคาะผู้สมัครชุดแรกลงไปทำงานในพื้นที่ เพื่อให้พวกเขามีโอกาสและมีเวลาได้นำเสนอชุดความคิดของพรรคประชาชนในพื้นที่มากขึ้น ส่วนเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร หากเราเคาะผู้สมัครได้เร็ว ประชาชนในพื้นที่ก็จะมีโอกาสเข้ามาตรวจสอบผู้สมัครของพวกเราได้เร็วยิ่งขึ้นเช่นกัน

หมุดหมายที่สี่ คือเร็วๆ นี้เราจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น เรามีลำพูนโมเดลที่แสดงให้เห็นแล้วว่า การชนะการเมืองระดับท้องถิ่นผ่านการทำงานให้ประชาชนเห็น สามารถส่งผลต่อการเมืองในระดับประเทศได้อย่างไร ซึ่งพวกตนเตรียมพร้อม นอกจากสนามการเลือกตั้งในพัทยาแล้ว ในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีการเปิดตัวผู้สมัครทีมบริหารกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน ที่มีทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯ และผู้สมัคร ส.ก.ครบทั้ง 50 เขต ซึ่งตนเชื่อว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ แน่นอน

‘เท้ง’นั่งหัวหน้าพรรคต่อไป

สำหรับรายชื่อกรรมการบริหารพรรคประชาชน จากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569

1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค 2.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค 3.น.ส.ชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค 4.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนสมาชิกพรรค

5.น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา กรรมการบริหารพรรค โฆษกพรรค คือ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์

“พิจารณ์”นั่งเลขาพรรค

เวลา 11.50น.นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ภลังประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาชนว่า ที่ประชุมใหญ่ของพรรคได้ให้ความเห็นชอบให้นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เป็นเลขาธิการพรรคและน.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีตสส.นครปฐม ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรค ส่วน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นโฆษกพรรค ยืนยันว่าทุกคนพร้อมทำงานเต็มที่

ด้าน นายพิจารณ์ กล่าวว่า ตนในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่จะต่อยอดเรื่องที่ประชุมร่วมกันให้เกิดขึ้นได้จริง จะให้ความสำคัญการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทุกองคาพยพของพรรค ซึ่งทุกภารกิจที่พรรคประชาชนทำจะมีคำถามว่าพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ดังนั้น ทุกองคาพยพของพรรค ทั้ง สส. ทีมจังหวัด ทีมเครือข่าย จำเป็นที่จะต้องทำงานสอดประสานกัน และต้องติดอาวุธ ทั้งเรื่องกฎหมายและกลไกในรัฐสภา เพื่อให้การทำงานทั้งในและนอกสภาฯ เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ความมุ่งหมายที่เราอยากจะชนะการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายเราจะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านได้อย่างไร หรือใช้กลไกสภาผลักดันรณรงค์การแก้ไขกฎหมาย จึงต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกองคาพยพ

ประชุมใหญ่ประชาชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก หอประชุมอัล-อิหม่าม อัลนาวาวีย์ คณะวิทยาการอิสลามมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี ว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะ หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ เดินทางมากล่าวเปิดการประชุมใหญ่สามัญพรรคประชาชาติ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 และดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระโดยเป็นประธานการประชุม โดยมี นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา เขต 2 ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาชาติ,นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา เขต1,นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลา เขต 3 และ นายกมลศักดิ์ ลีวาเลาะ สส.นราธิวาส เขต5และยังมีคณะกรรมการบริหารพรรค อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ จังหวัดปัตตานี

อาทิ รศ.ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาชาติ , นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ จังหวัดปัตตานี, นายกูเฮง ยาวอหะซัน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ จังหวัดนราธิวาส , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรวิทย์ บารู อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี รวมทั้งอดีตผู้สมัครฯของพรรค อาทิ นายอรุณ เบ็ญจลักษณ์ และ นายพลรักษ์ รักษาพล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก รวมกว่า 412 คน

สร้างคุณภาพที่ดีขึ้น

พ.ต.อ.ทวี ในฐานะ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงทิศทางและการทำงานของพรรค โดยเน้นย้ำถึงพลวัตทางการเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมระบุว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ได้จบลงแค่เพียงวันเลือกตั้ง แต่คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

“พรรคการเมืองต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม ประชาธิปไตยต้องกินได้และส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกวัน การทำงานของพรรคประชาชาติให้ความสำคัญทั้งงานในรัฐสภาและงานมวลชนนอกสภา โดยเฉพาะการรับฟังเสียงของประชาชนเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด แม้พรรคจะมีจำนวน สส. (5 เสียง) ไม่มาก แต่ยืนยันว่าจะใช้กลไกทางการเมืองที่มีอยู่ต่อสู้อย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันนโยบายที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการอย่างแท้จริง” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี ยังแสดงความมุ่งหวังในการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ที่ยังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และโดยเฉพาะด้านการศึกษา ที่ยังมีเด็กขาดโอกาสอีกจำนวนมาก

โพลชี้ปชช.พอใจ มาตรการช่วยค่าครองชีพ

โพลชี้ปชช.พอใจ มาตรการช่วยค่าครองชีพ

โพลชี้ปชช.พอใจ มาตรการช่วยค่าครองชีพ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กางผลสำรวจ “นิด้าโพล”ประชาชนส่วนใหญ่พอใจมาตรการช่วยค่าครองชีพ ทั้งดอกเบี้ยคนละครึ่ง-อุดหนุนน้ำมัน ยกเว้นเติมเงินบัตรคนจนเพิ่ม 100 บาทน้อยไปไม่พอกินขณะที่โพล2สำนัก ชี้’เอกนัฏ’ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ในครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ–เชื่อมั่นมาตรการแก้ปัญหาพลังงาน ช่วยลดภาระค่าครองชีพ กลายเป็นหนึ่งในความหวังใหม่ของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น“นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 – 21 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ “มาตรการช่วยค่าครองชีพ” สำหรับประชาชนภาคการเกษตรและภาคการขนส่ง ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า1.โครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับภาคการเกษตร ไม่เกิน 100,000 บาท โดยประชาชน จ่ายดอกเบี้ย 3% และรัฐจ่ายให้ 3% ตัวอย่าง ร้อยละ 71.30 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.43 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.09 ระบุว่า มากเกินไปและร้อยละ 6.18 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถว ใน กทม./รถมินิบัส รถตู้โดยสารใน กทม. และจังหวัดต่อเนื่องเหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 68.78 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.27 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 10.92 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.03 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

3.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทมินิบัสหรือรถตู้โดยสาร เหมาจ่าย 3,600 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 66.87 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 16.49 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.78 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.86 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

4.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทรถบัสเหมาจ่าย 5,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.50 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.12 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 12.44 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

5.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก น้อยกว่า 10 ล้อ (รวมรถกระบะ) เหมาจ่าย 3,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.26 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.37 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 7.18 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 5.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

6. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถแท็กซี่ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 64.12 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 15.73 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 13.20 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 6.95 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

7.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางระหว่างจังหวัด (กทม. – จังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 700 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 63.89 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.98 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 6.26 ระบุว่า มากเกินไป

8.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เหมาจ่าย 6,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.51 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 18.17 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 11.76 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.56 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

9.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะเหมาจ่าย 842 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.14 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.79 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.02 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 4.05 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

10.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางข้ามจังหวัด (ระหว่างจังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 500 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 59.85 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.63 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 5.80 ระบุว่า มากเกินไป

11.ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV ตัวอย่าง ร้อยละ 56.49 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 19.92 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 14.35 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 9.24 ระบุว่า น้อยเกินไป

12. เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. – 12 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 54.27 ระบุว่า น้อยเกินไป รองลงมา ร้อยละ 39.09 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 1.60 ระบุว่า มากเกินไป

ด้านผลสำรวจของ “ซูเปอร์โพล” พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นต่อการทำงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในระดับสูง โดยร้อยละ 67.9 ระบุว่า “เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด” และเมื่อรวมกับกลุ่มที่เชื่อมั่นในระดับปานกลาง ทำให้สัดส่วนความเชื่อมั่นโดยรวมอยู่ในระดับสูงกว่า 80%

ขณะเดียวกัน ประชาชนยังมีความคาดหวังต่อการแก้ไขปัญหาพลังงานในระดับสูง โดยร้อยละ 89.6 ต้องการให้มีการลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง และร้อยละ 84.3 ต้องการให้มีการเปิดเผยโครงสร้างราคาพลังงานอย่างโปร่งใส สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความเชื่อมั่นของประชาชน

ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวถึงผลสำรวจว่า สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างผลงานเชิงนโยบาย กับการรับรู้ของสาธารณะในบริบทของปัญหาพลังงานซึ่งเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่มีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ต้องการการแก้ไขปัญหาพลังงานในระดับโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่องซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 89.6

ทางด้านผลสำรวจของ “สยามเทคโนโพล”โดยวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจต่อผลงานของรัฐมนตรีพลังงานในหลายมิติ โดยเฉพาะการลดค่าไฟและค่าน้ำมันซึ่งมีสัดส่วนความพึงพอใจร้อยละ 65.1 รวมถึงภาพลักษณ์การทำงานเชิงรุก กล้าคิด กล้าทำ และตัดสินใจรวดเร็วที่ได้รับการยอมรับในระดับสูง

นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนจำนวนมากถึงร้อยละ 61.4 มีความต้องการผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว สะท้อนถึงแนวโน้มความต้องการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ผลโพลชี้ให้เห็นว่านายเอกนัฏ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจและความไว้วางใจจากประชาชน และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานซึ่งเป็นหัวใจของค่าครองชีพในปัจจุบันโดยหากสามารถแปลงความเชื่อมั่นดังกล่าวให้เป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรับรู้ได้อย่างต่อเนื่องก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐบาลในระยะยาว

ทวี ซัดเดือดกลางปัตตานี แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่

ทวี ซัดเดือดกลางปัตตานี แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่

ทวี ซัดเดือดกลางปัตตานี แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.02 น.

ทวี ซัดเดือดกลางปัตตานี แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่ ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว หลังแจ้งจับ 2 นายทหารประจำการ ลั่นหลักฐานชัดเป็นวิทยาศาสตร์

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) พรรคประชาชาติ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 โดยมีแกนนำพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกพรรคเข้าร่วมอย่างหนาตา ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุและการจับตาถึงทิศทางของพรรคต่อสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวเปิดประชุมโดยให้น้ำหนักกับประเด็นการคุกคามสมาชิกพรรค โดยเฉพาะเหตุการณ์จ้างวานฆ่าหรือทำร้ายร่างกาย นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า แม้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 5 ราย แต่จากการสืบสวนพบว่าเป็นเพียงกลุ่มผู้รับจ้างที่ทำหน้าที่ตามคำสั่งที่ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ

“ในคดีจ้างวานนั้น พยานหลักฐานหาได้ยากเพราะเป็นเรื่องลึกลับ แต่เราจะปล่อยให้เหตุการณ์นี้จบลงโดยไม่รู้ถึงผู้บงการหรือผู้ใช้จ้างวานไม่ได้ เพราะนี่คือการทำลายพรรคการเมือง ท่านกมลศักดิ์เป็น สส. ด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน หากพรรคไม่สามารถดำเนินการให้ถึงที่สุดได้ ประชาชนจะขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าว

พ.ต.อ.ทวี ยังเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่า “มีผู้บงการ ที่ใหญ่กว่า 5 คน” ที่ถูกจับกุม โดยได้รับข้อมูลจากผู้กระทำผิดที่สื่อสารผ่านญาติและที่ปรึกษากฎหมายในระหว่างการควบคุมตัว พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบระบบการสื่อสารและเส้นทางการเงินอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เตรียมการมานาน

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ยังได้กล่าวถึง “ระบบคิด” ของหน่วยงานความมั่นคงบางกลุ่มที่ยังมองการรวมตัวทางการเมืองเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยระบุว่าความคิดดังกล่าวขัดต่อหลักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ที่คุ้มครองเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง

“มีความคิดอีกกลุ่มหนึ่งที่มองว่าพรรคการเมืองที่เกิดจากการรวมตัวของคนในพื้นที่เป็นศัตรูกับความมั่นคง ความคิดนี้ใช้ไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด อะไรที่ขัดกับรัฐธรรมนูญย่อมตกไป ผมอยากฝากไปถึงหน่วยงานความมั่นคงว่า ใครก็ตามที่เดินเข้าสู่วิถีทางรัฐสภา ให้ประชาชนเลือกตั้งมา นั่นคือความงดงามของระบบ”

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีบุคคลออกมาให้ข่าวในเชิงบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่ออกมาให้ข่าวอาจมีความ “ร้อนตัว” หรือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้กระทำผิดหรือไม่ โดยเน้นย้ำว่าพยานหลักฐานทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และตรวจสอบได้

ด้าน นายกมลศักดิ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทีมงานไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ได้เร่งวิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด จนพบข้อบ่งชี้ว่าผู้ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้อาจมีจำนวนมากกว่า 5 รายตามที่มีการระบุตัวตนไว้ในเบื้องต้น

“เราได้ข้อมูลมาและนำมาวิเคราะห์เกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ในการก่อเหตุ หลายอย่างน่าเชื่อว่าคนที่ร่วมกระทำความผิดไม่ใช่แค่ 5 คนนี้ แต่สำคัญที่สุดคือเราไม่ต้องการกล่าวหาใครโดยปราศจากพยานหลักฐานที่ชัดเจน” นายกมลศักดิ์ระบุ

สส.นราธิวาส ยอมรับว่า คดีนี้มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากมีลักษณะเป็น “คดีจ้างวาน” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในวงการกฎหมายว่าการจะสาวไปให้ถึง “ตัวการใหญ่” หรือผู้บงการนั้นทำได้ยากยิ่ง หากไม่ได้ข้อมูลจากปากคำของผู้ร่วมขบวนการด้วยกันเอง

พยานหลักฐานชิ้นสำคัญจึงอยู่ที่การซักถามและคำให้การของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเริ่มมีการซัดทอดและให้ข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ประเด็นที่สร้างความฮือฮาที่สุดในการแถลงครั้งนี้ คือความคืบหน้าล่าสุดในการดำเนินคดีทางอาญา โดยนายกมลศักดิ์ยืนยันว่า ขณะนี้ได้มีการดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งเป็น นายทหารที่ยังรับราชการอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 2 นาย ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน

โดย นายกมลศักดิ์ ปฏิเสธที่จะระบุชื่อและสังกัดที่ชัดเจน โดยระบุสั้นๆ ว่า “ให้ไปสอบถามรายละเอียดจากทางฝ่ายพนักงานสอบสวนเอง”

ผบ.ทร.ไทย–ฟิลิปปินส์ กระชับความร่วมมือมั่นคงทางทะเล หนุนกลไกอาเซียนคลี่คลายตึงเครียดภูมิภาค

ผบ.ทร.ไทย–ฟิลิปปินส์ กระชับความร่วมมือมั่นคงทางทะเล หนุนกลไกอาเซียนคลี่คลายตึงเครียดภูมิภาค

ผบ.ทร.ไทย–ฟิลิปปินส์ กระชับความร่วมมือมั่นคงทางทะเล หนุนกลไกอาเซียนคลี่คลายตึงเครียดภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.06 น.

ผบ.ทร.ไทย–ฟิลิปปินส์ กระชับความร่วมมือความมั่นคงทางทะเล หนุนกลไกอาเซียนคลี่คลายความตึงเครียดภูมิภาค

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 23–25 เมษายน 2569 ตามคำเชิญของผู้บัญชาการทหารเรือฟิลิปปินส์ เพื่อหารือข้อราชการกับผู้บัญชาการทหารเรือฟิลิปปินส์ และผู้แทนเสนาธิการทหารร่วม กองทัพฟิลิปปินส์ (Armed Forces of the Philippines: AFP) โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล และการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันกองทัพเรือทั้งสองประเทศได้แสดงความเชื่อมั่นร่วมกันว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งย้ำถึงความจำเป็นของการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือได้แสดงความขอบคุณต่อกองทัพเรือฟิลิปปินส์สำหรับไมตรีจิตในการเชิญเยือนอย่างเป็นทางการ และยืนยันเจตนารมณ์ของกองทัพเรือไทยในการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันในทุกมิติ รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในกรอบอาเซียน ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่กองทัพเรือฟิลิปปินส์ดำเนินการภายใต้กรอบดังกล่าว พร้อมกันนี้ได้เรียนเชิญผู้บัญชาการทหารเรือฟิลิปปินส์เข้าร่วมการประชุมผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน ซึ่งกองทัพเรือไทยจะเป็นเจ้าภาพในห้วงเดือนสิงหาคม 2569 โดยฝ่ายฟิลิปปินส์ได้ตอบรับคำเชิญดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังได้ชื่นชมความร่วมมือที่มีต่อกันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน อาทิ การแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้บังคับบัญชา การเยือนของเรือรบ การฝึกร่วม ตลอดจนการฝึก ศึกษาและอบรม ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ

ในโอกาสเดียวกัน กองทัพฟิลิปปินส์ได้แจ้งถึงความพร้อมในการรับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) โดยได้จัดกำลังพลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทั้งในส่วนกองบัญชาการ ณ ฟิลิปปินส์ รวมถึงการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ประจำประเทศไทย (AOT–Thailand) และประจำประเทศกัมพูชา (AOT–Cambodia) เรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดรับมอบหน้าที่อย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 นี้ เพื่อสังเกตุการณ์และรายงานข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างเป็นกลาง อันจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการรักษาสันติภาพในภูมิภาค โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือไทยได้แสดงความชื่นชมแนวทางดังกล่าว และพร้อมให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือ พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของกองทัพฟิลิปปินส์ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นกลาง โดยยึดข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อร่วมเป็นกลไกสำคัญของอาเซียนในการลดความตึงเครียดและสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือยังได้เดินทางเยี่ยมและให้แนวคิดแก่นายทหารนักเรียนจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ที่อยู่ระหว่างเข้ารับการศึกษาหลักสูตรเสนาธิทหารของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะศิษย์เก่าหลักสูตร Joint Command and Staff College เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ด้านยุทธศาสตร์และการปฏิบัติการร่วมในระดับนานาชาติอีกด้วย