ทร.ย้ำจุดยืนเดิม ยึดมั่นความโปร่งใส ปมกำลังพลถูกกล่าวหาลอบยิงนักการเมือง

ทร.ย้ำจุดยืนเดิม ยึดมั่นความโปร่งใส ปมกำลังพลถูกกล่าวหาลอบยิงนักการเมือง

ทร.ย้ำจุดยืนเดิม ยึดมั่นความโปร่งใส ปมกำลังพลถูกกล่าวหาลอบยิงนักการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.48 น.

กองทัพเรือย้ำจุดยืนเดิม ยึดมั่นความโปร่งใส กรณีกำลังพลถูกกล่าวหาลอบยิงนักการเมือง พร้อมให้ความร่วมมือกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏข่าวว่ามีข้าราชการกองทัพเรือ จำนวน 2 นาย ถูกแจ้งความดำเนินคดีว่ามีส่วนพัวพันกับคดีลอบยิงนักการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ เพิ่มเติมนั้น กองทัพเรือได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอยืนยันจุดยืนตามที่เคยแถลงไว้เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมาอย่างชัดเจนว่า กองทัพเรือให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาวินัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยจะไม่เพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน หากพบว่ามีมูลความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีข้อยกเว้น

โฆษกกองทัพเรือขอเรียนว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าพนักงาน โดยกองทัพเรือพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน และยืนยันว่าจะดำเนินการทุกอย่างภายใต้หลักนิติธรรม ความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม

ทั้งนี้ กองทัพเรือขอย้ำว่า จะยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานทางจริยธรรมของกำลังพลอย่างเคร่งครัด เพื่อคงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนต่อไป

โมเดลส้มตั้งห้องนายกฯ ไม่จบ!! โบว์ ตอก พิชาย ‘ใครกันแน่ คือเด็กไม่รู้จักโต?’

โมเดลส้มตั้งห้องนายกฯ ไม่จบ!! โบว์ ตอก พิชาย 'ใครกันแน่ คือเด็กไม่รู้จักโต?'

โมเดลส้มตั้งห้องนายกฯ ไม่จบ!! โบว์ ตอก พิชาย ‘ใครกันแน่ คือเด็กไม่รู้จักโต?’

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.05 น.

โมเดลส้มตั้งห้องนายกฯ ไม่จบ!! โบว์ ตอก พิชาย ‘ใครกันแน่ คือเด็กไม่รู้จักโต?’

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้แชร์ภาพโพสต์ของ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการ ที่มีเนื้อหาระบุว่า “ทุกท่านคิดว่า “ส้มในกล่องบนโต๊ะอนุทินที่ทำเนียบ” เป็นเพื่อ ”เสริมดวง“ ความเชื่อสายมู หรือ ”ข่มขวัญ“ ตามความเชื่อแบบอำนาจ หรือ ”เยาะเย้ย“ ตามความเชื่อแบบเด็กที่ยังไม่โต หรือ… ?” พร้อมระบุข้อความว่า “ใครกันแน่ คือเด็กไม่รู้จักโต?

มีเพื่อนส่งโพสต์นี้มาถามในฐานะที่เป็นลูกหลานจีนคนหนึ่งว่า ส้มผลใหญ่ในกล่องใสๆ หน้าห้องทำงานนายกฯ ตามข่าวนั้นมีความหมายว่าอย่างไร

ในความเชื่อแบบจีน ส้มคือผลไม้มงคล หากอยู่ในกล่องใสแล้ววางในห้องทำงาน ก็คือสิ่งดึงดูดความเจริญรุ่งเรื่องที่โปร่งใสและมั่นคง เหมาะอย่างยิ่งที่จะอยู่ในห้องทำงานของผู้นำ เพราะความสำเร็จของผู้นำก็คือความสำเร็จขององค์กร ซึ่งในกรณีนี้เป็นผลใหญ่พิเศษ นัยว่าสมกับระดับความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง

การที่มีคนพยายามไปตีความให้เป็นเรื่องการเมืองในทางร้ายจึงน่าจะแสดงถึงความขาดวุฒิภาวะ หรือความเป็น “เด็กที่ยังไม่โต” ของบุคคลนั้นเอง

แต่นั่นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับเรื่องที่ว่าการหาเรื่องกันทุกเม็ดแบบนี้เป็นการบั่นทอนบรรยากาศของการทำงาน และเป็นการสร้างความเครียด ต่อเติมความขัดแย้งในสังคมโดยไม่จำเป็น
ในวันที่นายกฯ ลงใต้เดินสาย 3 จังหวัดเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งจนเกิดบรรยากาศของการขอโทษ-ให้อภัยกันนั้น วันรุ่งขึ้นก็ถูกกลบเรื่องดีๆที่ทำมาทั้งวันในพื้นที่สื่อ ด้วยเหตุการณ์พลั้งปากกับชาวบ้านเพียงเสี้ยววินาทีในการเปิดงานรื่นเริงในช่วงเย็น

ส่วนวันนี้ไม่มีเรื่องราวอะไรใหม่ ก็พยายามสร้างประเด็นจากส้มมงคล ให้กลายเป็นเรื่องอัปมงคล แบบนี้บ้านเมืองจะได้อะไร?

ยิ่งหากความพยายามแบบนี้มาจากปากของคนที่เรียกตัวเองว่านักวิชาการ ก็น่าหดหู่มาก เพราะเมื่อปัญญาชนผันตัวไปเป็นเครื่องด่าสะเปะสะปะเสียแล้ว จะหาใครมาร่วมสร้างสังคมอุดมปัญญา”

โสภณ ลุยรพ. แยกผู้ป่วย เคสสีแดง คลุ้มคลั่งออกจากผู้ป่วยทั่วไป ขับเคลื่อนนโยบายรวมพลังรักศรัทธา

โสภณ ลุยรพ. แยกผู้ป่วย เคสสีแดง คลุ้มคลั่งออกจากผู้ป่วยทั่วไป ขับเคลื่อนนโยบายรวมพลังรักศรัทธา

โสภณ ลุยรพ. แยกผู้ป่วย เคสสีแดง คลุ้มคลั่งออกจากผู้ป่วยทั่วไป ขับเคลื่อนนโยบายรวมพลังรักศรัทธา

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.36 น.

ประธานสภาฯ ลุยรพ. แยกผู้ป่วย เคสสีแดง คลุ้มคลั่งออกจากผู้ป่วยทั่วไปขับเคลื่อนนโยบายรวมพลังรักศรัทธา บำบัดยาเสพติดเชิงรุก เน้นเข้าถึงผู้เสพอย่างเข้าใจและเป็นระบบ 

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามการดำเนินโครงการ “รวมพลังรักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” อำเภอหนองหงส์ และอำเภอลำปลายมาศ เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้เข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพทางสังคมแบบสมัครใจที่ค่ายบำบัดวัดใหม่กระสัง อ.หนองหงส์ และติดตามผลการดำเนินโครงการ รวมถึงให้กำลังใจบุคลากรที่ รพ.หนองหงส์ และ รพ.ลำปลายมาศ 

นายโสภณกล่าวว่า วันนี้ได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยทั่วไป โดยทำการแยกผู้ป่วยเสพที่มีอาการ “เคสสีแดง” ซึ่งมีอาการคลุ้มคลั่งออกจากผู้ป่วยทั่วไป ให้อยู่ในห้อง“รวมใจรักศรัทธา”ซึ่งจัดทำพิเศษที่มีความมั่นคงแข็งแรงโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ จัดให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัคร “รักศรัทธา” ซึ่งผ่านการอบรมเป็นผู้ช่วยดูแลความปลอดภัยของผู้เสพและผู้ป่วยทั่วไปรวมถึงดูแลรักษาความปลอดภัยให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานอีกด้วย มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ โดย พ.ต.อ.สยาม เกียรติบรรจง กรรมการมูลนิธิฯ ได้เป็นตัวแทนมอบเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ รพ.ลำปลายมาศ เพื่อสนับสนุนโครงการ “รวมพลังรักศรัทธา” บำบัดยาเสพติดเชิงรุก 

นายโสภณได้กล่าวเพื่อเสริมสร้างพลังใจ โดยขอให้ผู้รับการบำบัดเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง มีวินัยในการดำเนินชีวิต ใช้พลังรักของคนในครอบครัวเป็นแรงผลักดัน และเลือกคบเพื่อนที่ดี ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการกลับไปใช้ชีวิตในสังคม พร้อมกันนี้ได้มอบเงินส่วนตัวเพื่อสนับสนุนค่าอาหารกลางวันให้กับผู้รับการบำบัดและเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วน โดยย้ำว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้คือภาพสะท้อนความมุ่งมั่นของฝ่ายนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาสังคมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและสงบสุขอย่างยั่งยืนในระยะยาว
 

ปชน. จัดทัพใหม่ พิจารณ์ นั่งเลขาฯ พร้อมตั้ง ครม.เงา ณัฐพงษ์ ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย

ปชน. จัดทัพใหม่ พิจารณ์ นั่งเลขาฯ พร้อมตั้ง ครม.เงา ณัฐพงษ์ ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย

ปชน. จัดทัพใหม่ พิจารณ์ นั่งเลขาฯ พร้อมตั้ง ครม.เงา ณัฐพงษ์ ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.26 น.

ปชน. จัดทัพใหม่ พิจารณ์ นั่งเลขาฯ พัฒนาองคาพยพ ขณะที่ วีระยุทธ ตั้ง ครม.เงา ณัฐพงษ์ ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมกับนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคคนใหม่ และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน หลังจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมใหญ่ของพรรคให้ความเห็นชอบให้ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค และ นายสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค และมีการเสนอให้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ จะมีทิศทางในการขับเคลื่อนพรรคเหมือนหรือแตกต่างกับเลขาธิการท่านก่อนอย่างไร

นายพิจารณ์ กล่าวว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ เพื่อต่อยอดให้ภารกิจที่ประชุมร่วมกันเกิดขึ้นได้จริง ตนคิดว่าจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะทุกองคาพยพของพรรค ตนขอเรียนว่า ทุกภารกิจไม่ว่าเราจะทำอะไร สุดท้ายแล้วสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำคือพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ดังนั้นทุกองคาพยพของพรรคจำเป็นต้องทำงานอย่างสอดคล้องกันมากขึ้นไปอีก จำเป็นต้องติดอาวุธความรู้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกฎหมาย กลไกสภา เพื่อให้การทำงานทั้งในสภาและนอกสภาสามารถเชื่อมโยงกันได้แบบไร้รอยต่อ และตนคิดว่าภายใต้ความมุ่งหมายที่เราต้องการชนะการเลือกตั้ง สุดท้ายแล้วคือเราจะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในฐานะที่เรายังเป็นฝ่ายค้านได้อย่างไร เราจะใช้กลไกสภา ใช้การผลักดันรณรงค์กฎหมายต่าง ๆ ที่แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร เราจึงจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของทุกองคาพยพของเราไปด้วย

ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อว่า สำหรับการเคาะผู้สมัครได้เร็วขึ้นนั้น จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของคุณสมบัติต่าง ๆได้ดีขึ้นอย่างไร

นายพิจารณ์ กล่าวว่า เวลาเราพูดว่าเป้าหมายคืออะไร วิธีการที่เราพูดคุยกันและเห็นตรงกัน คือการที่เรามีทั้งตัวแทน รวมถึงทีมงานของพรรคและเครือข่ายในพื้นที่ แต่ถ้าเราเพิ่มแคนดิเดตผู้สมัครที่เราสามารถรับรองได้เร็วขึ้น ก็จะมีทีมงานหรือพลังในการทำงานในพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะปูทางไปสู่การเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีความกดดันต่อตำแหน่งเลขาธิการหรือไม่ เพราะว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นเหมือนมันสมองของพรรค และมาในช่วงที่พรรคกำลังเติบโตอยู่ รวมถึงการเมืองภายในด้วย

นายพิจารณ์ กล่าวว่า ความกดดันหรือไม่นั้นไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าที่ประชุมให้ความไว้วางใจตน ตนก็มีหน้าที่ในการส่งมอบภารกิจให้บรรลุเป้าหมายที่ทั้งกรรมการบริหารพรรค ผู้บริหาร และองคาพยพของพรรคเห็นตรงกันว่าจะมุ่งไปทางไหน ตนจึงมีหน้าที่ในการบริหารจัดการ ภายใต้สถานการณ์นิติสงคราม ภายใต้สถานการณ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตนมองว่านี่คือโอกาสในวิกฤตที่จะขับเคลื่อนการทำงานของเราผ่าน 10 ส.ส. ที่ไม่ได้ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีพลัง ความกดดันหรือไม่นั้นจึงไม่ใช่ประเด็น แต่คือการทำอย่างไรให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีการล่ารายชื่อกับ ป.ป.ช. ในกรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่มองว่าอาจจะมีความสองมาตรฐานได้ และกรณีที่ไม่เห็นพรรคได้พูดถึงการทำงานร่วมกับฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆซึ่งมีความแตกต่างกัน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของ ป.ป.ช. ที่ตนได้ตั้งคำถามไปนั้น ว่า อาจจะมีประเด็นเรื่องสองมาตรฐาน ตัวประธานรัฐสภาเอง ในสภาชุดที่แล้ว อดีตประธานรัฐสภาได้ปัดตกที่ ส.ส. ของพรรคประชาชนได้มีการลงชื่อให้ตรวจสอบ ในสภาชุดนี้พวกตนก็พร้อมที่จะล่ารายชื่อ ส.ส. และ ส.ว. ที่เห็นด้วย ผ่านประธานรัฐสภาให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. ในส่วนนี้ แต่ต้องยอมรับตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญว่า เฉพาะเสียงของ ส.ส. พรรคประชาชนชุดที่ 27 มีไม่เพียงพอ ดังนั้นตนเชื่อว่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่พร้อมจะลงชื่อร่วมกับพวกตน ให้ครบทั้ง 140 เสียง เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้ทำงานแบบโดดเดี่ยว พวกตนทำงานร่วมกับเพื่อนสมาชิกในพรรคฝ่ายค้านและ ส.ว. ที่เห็นตรงกันในหลักการเดียวกัน ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าจะได้เสียงครบแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้ง ครม.เงา จะมีธีมหรือรายละเอียดอย่างไรบ้าง

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ครม.เงา คือความตั้งใจของพรรคประชาชนที่จะมีกลไกขึ้นมาเป็นหัวหอกในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่ก็อยากเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้ประชาชนเห็น ครม.เงาจะมีการประชุมรายสัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้ ไม่อยากให้คนหมดความคาดหวังกับการเมืองและเศรษฐกิจไทย โดยจะมีการแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ด้าน คือ ความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการปฏิรูปรัฐ ปฏิรูปกฎหมายไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นการทำงานที่เชื่อมองคาพยพของพรรค และตนคิดว่าโครงสร้างรัฐไทยที่เป็นอยู่ 4 ด้านนี้ เป็นประโยชน์มากกว่าการแยกรายกระทรวง ดังนั้น การทำงานก็จะเป็นการเชื่อมโยง ส.ส. ของพรรค รวมถึงแกนนำพรรค โดยไม่ได้กำหนดตายตัว ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจ บางเรื่องที่สำคัญแต่ถูกทอดทิ้ง เช่น SME ก็จะมีทีม ครม.เงา ด้าน SME โดยเฉพาะ ดังนั้นเราจะเลือกให้สอดคล้องกับการบริหารรัฐในยุคใหม่ และสอดคล้องกับสภาพปัญหาหน้างาน ซึ่งการแบ่งทีมใหญ่ก็จะมีทีมย่อย ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้าน SME ด้านเศรษฐกิจใหม่ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ตอนนี้มีการประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอม 4 ปีหรือไม่ และอะไรจะเป็นกับดักที่ทำให้รัฐบาลนี้สะดุดลงได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากมองจากภายนอกก็เหมือนรัฐบาลเข้มแข็ง มีเสถียรภาพหลายด้าน หลายคนวิเคราะห์ว่าอาจจะมีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับ ส.ว. หรือองค์กรอิสระ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ความเข้มแข็งตรงนั้นก็มีความเปราะบางคือ ทุกกลุ่มก้อนอำนาจที่ยึดโยงอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมุ้งใหญ่จากพรรคอื่น ๆ ที่ทางพรรคภูมิใจไทยได้ดึงเข้ามา รวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบขององค์กรอิสระ กลุ่มทุน นายทุนที่สนับสนุน และข้าราชการที่ได้รับประโยชน์อิงแอบจากรัฐบาลสีน้ำเงิน ทุกคนล้วนโยงใยกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ เราเห็นได้ชัดว่าจากวิกฤตราคาน้ำมันที่เกิดขึ้น จะเป็นวิกฤตที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้แสดงความเปราะบางออกมา ถึงแม้เราจะมีรัฐมนตรีที่เรียกว่าสายเทคโนแครต แต่บางประเด็นก็ไม่ได้กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาก ตนเชื่อว่าความเปราะบางภายในของรัฐบาลที่ยึดโยงกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ วิกฤตต่อไปในอนาคต ทุกวิกฤตจะทำให้รัฐบาลที่ดูเหมือนเข้มแข็ง แต่สุดท้ายจะมีความเปราะบางในตัวเอง และเป็นหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน เป็นหน้าที่ของพรรคประชาชนที่จะทำให้ประชาชนเห็นว่า ภายใต้รัฐบาลแบบนี้จะยิ่งทำให้สังคมไทยเปราะบาง และรัฐบาลเองก็อยู่ไม่ได้
 

ธนพร ชี้ผลนิด้าโพลสะท้อน รบ.มาถูกทาง มาตรการค่าครองชีพตรงเป้า แต่ต้องเร่งเติมงบ

ธนพร ชี้ผลนิด้าโพลสะท้อน รบ.มาถูกทาง มาตรการค่าครองชีพตรงเป้า แต่ต้องเร่งเติมงบ

ธนพร ชี้ผลนิด้าโพลสะท้อน รบ.มาถูกทาง มาตรการค่าครองชีพตรงเป้า แต่ต้องเร่งเติมงบ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

ธนพร ชี้ผลนิด้าโพลสะท้อนรัฐบาลมาถูกทาง มาตรการค่าครองชีพตรงเป้า แต่ต้องเร่งเติมงบ–ดูแลกลุ่มเปราะบางเพิ่ม

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักรัฐศาสตร์ กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของ “นิด้าโพล” ภายใต้หัวข้อ “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” ว่า  ภาพรวมของผลสำรวจสะท้อนทิศทางการทำงานของรัฐบาลได้อย่างชัดเจนว่า “มาถูกทาง” โดยเฉพาะการออกแบบมาตรการที่เน้นช่วยเหลือแบบ “เจาะกลุ่ม” มากกว่าการแจกแบบทั่วไป

ประการแรก รัฐบาลดำเนินนโยบายได้ ตรงเป้าและแม่นยำ โดยเลือกช่วยเหลือกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ภาคขนส่งและเกษตรกรรม ซึ่งสอดคล้องกับผลโพลที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า “เหมาะสม” ในหลายมาตรการ สะท้อนว่าการใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประการที่สอง ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนมีความเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ทั้งเรื่องต้นทุนพลังงานและข้อจำกัดของรัฐ ทำให้การออกมาตรการไม่ได้ถูกมองเพียงมิติการเมือง แต่เป็นเรื่องของการบริหารวิกฤตเชิงโครงสร้าง

ประการที่สาม แม้ทิศทางจะถูกต้อง แต่ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมงบประมาณรองรับความไม่แน่นอน เนื่องจากสถานการณ์พลังงานโลกยังผันผวน โดยควรใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างรอบคอบ ทั้งการโอนงบประมาณ การจัดทำงบปี 2570 อย่างประหยัด รวมถึงการพิจารณาออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 500,000 ล้านบาท หากมีความจำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ประการที่สี่ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังเป็นจุดที่ต้อง “เติมน้ำหนักนโยบาย” เพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจากผลสำรวจในข้อสุดท้ายพบว่า ยังมีประชาชนจำนวนมากมองว่าน้อยเกินไป สะท้อนว่ารัฐต้องจัดสรรงบเพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางให้เพียงพอมากขึ้น

ประการที่ห้า ในระยะยาว รัฐบาลต้องเดินหน้า การเปลี่ยนผ่านพลังงานจากน้ำมันสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นมาตรการที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ก็ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะการสนับสนุนเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทดแทน

“ผลนิด้าโพลครั้งนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อรัฐบาลว่ามาถูกทางแล้ว ในการแก้ปัญหาค่าครองชีพ แต่โจทย์สำคัญจากนี้ไปคือ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติ ว่าจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลจริงได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่สิ้นสุด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลสำรวจนิด้าโพล เปิดเผยว่า มาตรการที่ได้รับการยอมรับสูงสุด คือ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ “คนละครึ่ง” สำหรับภาคเกษตร โดยมีประชาชนเห็นว่า “เหมาะสม” สูงถึง 71.30% ในส่วนของกลุ่มมาตรการ อุดหนุนพลังงานให้ภาคขนส่ง ทั้งรถบรรทุก รถโดยสาร และแท็กซี่ มีสัดส่วนความเห็นว่า “เหมาะสม” อยู่ในระดับสูงกว่า 60%  ขณะที่มาตรการด้าน พลังงานสะอาดและสินเชื่อเพื่อ EV แม้จะเป็นนโยบายระยะยาว แต่ก็ยังมีผู้เห็นว่า “เหมาะสม” กว่า 56%  

พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ

พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ

พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.59 น.

พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ ด้าน จักรพงศ์ ย้ำ เดินหน้าสร้างพรรคของประชาชน มุ่งสู่สถาบันการเมืองคุณภาพในอนาคต

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 นายจักรพงศ์  ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะและกรรมการบริหารพรรคไทยชนะ ตัวแทนสาขา ตัวแทนจังหวัด ดังมีรายชื่อต่อไปนี้ นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร, นายโกศล หกสุวรรณ, นายประสงค์ แก้ววิจิตร, นายธนากร เศรษฐพินิจ, ดต.เกษตร เสมอกิจ, นายเลือกพรหม, นายชัยวัฒน์ บุญษาศิริโชติ, น.ส.เกศมณี ไชยา, นายเจริญ สมปัญญา, น.ส.สุริยา สาโรวาท, นางสาวมุทิตา หิรัญ, นายณัฐกิตติ์ ฉัตรภรณ์ลักษมี ได้มีการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 1/2569 พรรคไทยชนะ ณ.บ้านท่าข้ามใต้ ตำบลบ้านกาศ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีวาระการประชุม คือ 

วาระที่ 1.ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ 

วาระที่ 2.การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค ไทยชนะพ.ศ 2569 

วาระที่ 3 เรื่อง ให้ความเห็นชอบรายงานการดำเนินกิจการของ พรรคไทยชนะประจำปีพ.ศ 2568 การให้ความเห็นชอบรายงานการเงิน การเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคและวาระอื่นๆ ในการเสนอแต่งตั้งประธานพรรคไทยชนะและรองเลขาธิการ พรรคไทยชนะ มีสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 280 คน มติที่ประชุมรับทราบและเห็นชอบการดำเนินงานของพรรคไทยชนะ ประจำปี 2568 

ในการประชุมดังกล่าว นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ ได้กล่าวว่า พรรคไทยชนะเป็นพรรคการเมืองที่มุ่งตั้งใจก่อตั้งเพื่อให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน อย่างแท้จริงโดยสมบูรณ์ และขอขอบคุณ หัวหน้าสาขา ตัวแทนจังหวัด ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านและโดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ได้ จัดการดำเนินการประชุมใหญ่ เพื่อให้ถูกต้องตาม พรบ.พรรคการเมือง 

โดยที่ประชุมได้มีการเสนอชื่อแต่งตั้งกรรมการบริหารและเสนอนายโกศล หกสุวรรณ เป็นเลขาธิการ และหัวหน้าพรรคได้แต่งตั้ง นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เป็นประธานพรรคไทยชนะ และนายประสงค์ แก้ววิจิตร เป็นรองเลขาธิการ

“พรรคไทยชนะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นจากเดิม ดังนั้นจึงขอให้กำลังใจสมาชิกพรรคทุกท่าน สร้างพรรคให้มีความแข็งแรงมั่นคงเป็นพรรคการเมืองคุณภาพ เป็นสถาบันทางการเมือง เพื่อจะได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนในการเลือกสมาชิกพรรคไทยชนะเข้ามาเป็น สส.เป็นผู้แทนของประชาชนในอนาคตต่อไป”

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.53 น.

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 ที่หน้าที่ว่าการอำเภอพระประแดง ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดงานประเพณีสงกรานต์พระประแดงเสร็จสิ้น ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่ารับทราบเหตุการณ์มีเสียงคล้ายปืนที่งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวซึ่งมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการ่วมอยู่ในงานแล้วหรือยัง นายอนุทิน ตอบเพียงสั้นๆ ว่าเห็นแล้วจึงสอบถามต่อว่าได้รับรายงานความคืบหน้าแล้วหรือยังนายอนุทินตอบว่า ต้องระวังกัน จากนั้นนายอนุทินได้ขึ้นรถ เดินทางกลับทันที 

อนุทิน ควงภริยา เปิดสงกรานต์พระประแดง โดน วัยรุ่นแซว’รวยไม่ไหวแล้ว’

อนุทิน ควงภริยา เปิดสงกรานต์พระประแดง โดน วัยรุ่นแซว'รวยไม่ไหวแล้ว'

อนุทิน ควงภริยา เปิดสงกรานต์พระประแดง โดน วัยรุ่นแซว’รวยไม่ไหวแล้ว’

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

อนุทิน ควงภริยา เปิดสงกรานต์พระประแดง สืบสานประเพณีชาวไทยเชื้อสายมอญ ฝาก อย่าลืมหัวใจสงกรานต์ ยึดประเพณี-เชื่อมความสามัคคี แซวตัวเอง นอกสคริปต์ หลังสื่อจับจ้อง ด้าน วัยรุ่นแซว ‘รวยไม่ไหวแล้ว’ ลั่นฆ้อง อวยพรให้มีความสุขวันสงกรานต์ 

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 26 เม.ย. ที่โรงเรียนเทศบาลป้อมแผลงไฟฟ้า ต.ตลาด อ.พระประแดง จ. สมุทรปราการ นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อม น.ส.ธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 ซึ่งนายกฯได้สวมชุดลอยชาย ขณะที่น.ส.ธนนนท์ สวมชุดไทยรามัญ นุ่งผ้าถุงป้าย สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบมอญ ร่วมงาน โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรีรองนายกรัฐมนตรี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ รมว.วัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ สส.สมุทรปราการ พรรคภูมิใจไทย นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าฯสมุทรปราการ นางจิระพร วชิรเขื่อนขันธ์ นายกเทศมนตรีเมืองพระประแดง ในฐานะประธานจัดงานสงกรานต์พระประแดง ประชาชน ต้อนรับ 

โดยประเพณีสงกรานต์พระประแดง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ช่วงปลายเดือนเม.ย.ถือเป็นกิจกรรมส่งท้ายเทศกาลสงกรานต์ของไทย เพื่อสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายมอญ และส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่น รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยการจัดงานปีนี้ ยังเฉลิมฉลองครบรอบ 211 ปี เมืองนครเขื่อนขันธ์อีกด้วย

นายกฯ กล่าวเปิดงานว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาร่วมงานครั้งนี้ และได้มาพบกันด้วยรอยยิ้มทุกคน ถ้าตนไปยืนข้างบนเวทีนอกจากร้อนแล้ว ก็ต้องหันหน้าออกไปข้างนอก ก็ไม่รู้จะไปคุยกับใคร เพราะว่าคนที่มาร่วมงานส่วนใหญ่อยู่ในปะรำพิธีแห่งนี้ ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ ต้องกราบเรียนว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาเปิดงาน เพราะอดีต สส. พรรคภูมิใจไทยเคยชวนตนมา แต่ไม่ได้มาหลายปีแล้ว วันนี้ตนมีวาสนาอีกครั้งที่ได้มาที่นี่ มาพบกับพวกเรา วันนี้แทบจะปิดเมืองพระประแดงเลยทีเดียว ตั้งแต่ลงทางด่วนถนนสุขสวัสดิ์มาก็เห็นประชาชนมีความสุข เล่นน้ำ ประแป้งด้วยความสนุกสนานรื่นเริง 

นายกฯ กล่าวว่า ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็รู้สึกปลาบปลื้มปิติยินดีที่เห็นประชาชนมีความสุข ดังนั้นงานประเพณีดีๆ เช่นนี้ รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุน และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ท้องถิ่นมีวัฒนธรรมที่สวยงาม ประเพณีที่งดงาม มีความเป็นเอกลักษณ์ต่อไป เป็นที่หมายปองของผู้คนจากท้องถิ่นอื่น อีกมากมายที่อยากจะมาร่วมสนุกสนานที่พระประแดงแห่งนี้ ปีนี้ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยเพราะองค์การยูเนสโกที่ดูแลในเรื่องของวัฒนธรรมของโลก ได้ประกาศให้สงกรานต์ในประเทศไทย ยกระดับขึ้นเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

นายกฯ กล่าวว่า ประเพณีสงกรานต์ที่พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ถือว่าเป็น 1 ใน 5 ที่เป็นตัวแทนประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทย ซึ่งเขาหยิบยกไปพิจารณาจนได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก ก็ต้องขอบคุณรัฐมนตรีทั้งสองท่าน ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งนี้สงกรานต์พระประแดง เป็นหนึ่งในมหาสงกรานต์ 4 ภาค ซึ่งรัฐบาลจะมีการจัดท่องเที่ยวทั่วไทย จัดโปรแกรมให้ประชาชนได้ท่องเที่ยวทั่วไทยทุกเดือนเป็นเฟสติวัล ต้องขอขอบคุณชาวพระประแดง โดยเฉพาะนายกเทศมนตรี ที่ทุ่มเทเพื่อความเจริญของพระประแดงอย่างเต็มที่ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าต้องให้การสนับสนุนจึงมาร่วมงานในวันนี้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งนายกฯ ระบุว่า “ผมอ่านสคริปต์ไป อ่านสคริปต์มา เดี๋ยวผู้สื่อข่าวก็จะเอาไปเป็นข่าวอีก เรื่องถุย ที่บอกว่าผมไม่ให้เกียรติคนเขียนสคริปต์ เรื่องนี้ไม่ใช่ แต่ผมมาพบพี่น้องประชาชน ผมก็อยากมาพูดจากใจ ลองพี่น้องร้องเฮกันขึ้นมา ผมก็ถุยเลยครับ ถือว่าเราอยู่ในบ้านเดียวกัน พูดคุยกันสนุกสนานกัน ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด เป็นประเพณีของเรา ที่เราจะสนุกสนานกัน พูดคุยกันความเปิดใจไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เรามีลูกมีหลานก็ฝากคนรุ่นก็ฝากคนรุ่นใหม่ อย่าลืมหัวใจของประเพณีสงกรานต์ ที่ไม่ได้มีแต่ความสนุกสนาน แต่เป็นการเชื่อมความรักความสามัคคี ของชุมชนและคนในครอบครัวอีกด้วย” จากนั้นนายก ฯ ได้อ่านตามสคริปต์ช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาพูดโดยไม่อ่านสคริปต์อีกครั้ง ว่า ขอเปิดงานตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สนุกสนานกันให้เต็มที่ นั่งกันอยู่ตรงนี้ทำไมเล่า ไปสาดน้ำกัน“

ต่อมานายกฯและภริยา ร่วมกิจกรรมปล่อยนก ปล่อยปลา สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวขอพรผู้สูงอายุ และร่วมเล่นสะบ้ากับน.ส.ธนนนท์ การละเล่นพื้นบ้านของชาวมอญ กวนกาละแม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวมอญ อย่างสนุกสนาน จังหวะหนึ่งระหว่างเดินไปเปิดงานที่เวทีกลาง ริมน้ำเจ้าพระยา มีคุณป้ามอบมะม่วงน้ำดอกไม้ให้เป็นที่ระลึกพร้อมอวยพรให้นายกฯ บริหารประเทศให้มีเศรษฐกิจดี ซึ่งฯนายกฯรับพรบอกให้สมพรปาก และในระหว่างเดินมาตามถนนได้โบกมือทักทายประชาชน ที่ใช้ปืนฉีดน้ำเล่นสงกรานต์ โดยทีมรักษาความปลอดภัย ได้ขอความร่วมมือประชาชนไม่สาดน้ำ ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนได้ส่งมินิฮาร์ทให้นายกฯ พร้อมบอกว่ารักตลอด ภูมิใจไทยเท่านั้น โดยนายกฯสอบถามว่าเป็นคนที่นี่ใช่หรือไม่ ก่อนที่ชาวบ้านจะตอบว่าใช่สส. ก็เลือกมาเอง  แต่ก่อนถึงเวทีงาน มีวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ตะโกนแซวขึ้นว่า “รวย รวย รวย รวยไม่ไหวแล้ว“

เมื่อถึงเวทีกลาง นายอนุทิน กล่าวว่า ดีใจยินดีที่ได้มาพบท่าน เห็นทุกคนมีความสุข ก็ดีใจมีความสุขไปด้วย ขอให้พวกเราเต็มที่ ก่อนถึงเวลางานปิด 20.00 น.ขอให้เต็มที่สุดซอยขอให้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่มีกำลังวงชาเพราะพรุ่งนี้พวกเราต้องไปทำงานทุกอย่างต้องดีขึ้นดีขึ้น ขอให้พวกเรามั่นใจพวกตนบนนี้ไม่ทิ้งอยู่แล้ว ไม่สามารถทนเห็นพี่น้องไม่มีความสุขได้ต้องทำให้พวกเราทุกคนรักษารอยยิ้มตรงนี้ไปตลอดกาล และเนื่องในโอกาสนี้ตนไม่อยากรบกวนเวลาพวกท่าน ในการสนุกสนานในโอกาสปีใหม่ไทยขอให้มีแต่ความสุขความสำเร็จร่ำรวยเงินทองสุขภาพแข็งแรงคิดอะไรสมหวังไปทุกสิ่งอายุยืนยาว และขอให้พวกเรารักกันนานนานแบบนี้ตลอดไป จากนั้นนายกได้ตีฆ้องเปิดงานสงกรานต์ให้ทุกคนได้เล่นน้ำอย่างสนุกสนาน

สิริพงศ์ สวน ศุภณัฐ หลังซัดกรมทางหลวงออกนโยบายเอาใจนาย เหน็บใช้แต่มุกเดิมๆ

สิริพงศ์ สวน ศุภณัฐ หลังซัดกรมทางหลวงออกนโยบายเอาใจนาย เหน็บใช้แต่มุกเดิมๆ

สิริพงศ์ สวน ศุภณัฐ หลังซัดกรมทางหลวงออกนโยบายเอาใจนาย เหน็บใช้แต่มุกเดิมๆ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.30 น.

สิริพงศ์ รมช.คมนาคม ออกโรงสวน ศุภณัฐ ออกมาฟาด นโยบายประหยัดไฟ โยง การเมืองเอาใจนาย แจงลดการใช้พลังงาน ไม่ใช่ห้าม เหน็บเจ็บใช้มุกเดิม ไม่ทันสถานการณ์โลก สอนมวยควรค้านให้สร้างสรรค์  

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาวิจารณ์ กรมทางหลวงชนบทเอาใจรัฐมนตรี ลดไฟถนนเส้นทางเสี่ยงต่ำ ประหยัดพลังงานว่า นโยบายของกระทรวงคมนาคม คือ 1.ลดการใช้พลังงาน ในสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลาง โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยบางสายทางหลัก ที่มีไฟแสงสว่างมาก หรือในต่างจังหวัด  ที่ช่วงดึก มีการสัญจรน้อย ก็อาจพิจารณา ใช้วิธีการเปิดสลับ  บางสายทางไฟน้อยก็ไม่จำเป็นต้องปิดเพื่อให้ประชาชน สัญจรโดยปลอดภัย 

2.ให้ทำแผนปรับเปลี่ยนชนิดหลอด ให้เป็น LED ให้ประหยัดไฟ แต่ให้มีความสว่าง สูงหรือมากขึ้นกว่าเดิม และ 3. ให้ใช้ Solar cell เพื่อประหยัดพลังงาน

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนสายทางไหนไม่มีไฟฟ้าแสงสว่าง ก็ให้เขตพื้นที่แจ้งเข้ามายังกระทรวง ก็จะเร่งจัดสรรงบประมาณลงไปให้ ดังนั้นเรื่องแบบนี้ ไม่ควรต้องหยิบยกมาเป็นประเด็นการเมือง กล่าวหาข้าราชการเอาใจนาย ในเมื่อเรื่องประหยัดพลังงาน ก็เป็นเรื่องที่ต้องมีการดำเนินการในภาวะเช่นนี้อยู่แล้ว เพราะปกติ ค่าไฟสาธารณะ ก็จะถูกนำไปบวกกับหน่วยการใช้ไฟ ของประชาชน ก็จะเป็นภาระของประชาชนอีก ยิ่งถ้าเราไม่ทำ ไม่ตัดส่วนที่ไม่จำเป็น ก็จะยิ่งซ้ำเติมประชาชนในสถานการณ์นี้ และการเปลี่ยนหลอดไฟ ใช่ว่าจะทำทั้งหมดได้ในเวลาสั้นๆ 

“ดังนั้น ทำอะไรได้ พวกเราก็ควรดำเนินการไปก่อน รวมถึงท่านผู้วิจารณ์ ก็ควรค้านแบบสร้างสรรค์ ดูสถานการณ์โลก ไม่ใช่ค้านแบบมุกเดิม ๆ ที่ไม่ทันกับสถานการณ์แล้ว” นายสิริพงศ์ กล่าว

รู้แล้วตาลุก! เอ ศุภชัย เฉลยยอดเงินใส่ซอง งานแต่งณเดชน์ ญาญ่า

รู้แล้วตาลุก! เอ ศุภชัย เฉลยยอดเงินใส่ซอง งานแต่งณเดชน์ ญาญ่า

รู้แล้วตาลุก! เอ ศุภชัย เฉลยยอดเงินใส่ซอง งานแต่งณเดชน์ ญาญ่า

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.44 น.

“เอ ศุภชัย” นักปั้นดาราชื่อดังและผู้จัดการส่วนตัวคนแรกของพระเอกซุปตาร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ได้ออกมาเปิดใจถึงบรรยากาศในงานแต่งงานของ ณเดชน์ และ “ญาญ่า อุรัสยา” ที่จัดขึ้นอย่างชื่นมื่นในจังหวัดขอนแก่น โดยถือเป็นหนึ่งในแขกคนสำคัญที่อยู่ร่วมในวันพิเศษของทั้งคู่

       เอ ศุภชัย เล่าว่า บรรยากาศในวันงานเต็มไปด้วยความประทับใจ ทำให้ย้อนนึกถึงอดีตตั้งแต่วันที่ไปรับณเดชน์จากโรงเรียนเพื่อเข้าวงการบันเทิง จนวันนี้ได้เห็นความสำเร็จทั้งในชีวิตการงานและชีวิตครอบครัวของเจ้าตัว

       ในฐานะผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันเข้าสู่วงการ เอ ศุภชัย ระบุว่า ปัจจุบันไม่มีอะไรน่าห่วงอีกต่อไป เพราะ ณเดชน์และญาญ่า ต่างดูแลกันและกันได้อย่างดี และเป็นทั้งคู่คิดที่คอยสนับสนุนกันเสมอ

เอ ศุภชัย ยังกล่าวด้วยว่า ความสำเร็จของทั้งสองคนไม่ได้มาจากการผลักดันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพื้นฐานนิสัยที่เป็นคนดี มีวินัย และวางตัวเหมาะสมมาโดยตลอด ทำให้ทุกอย่างเติบโตอย่างมั่นคง

       สำหรับบรรยากาศในงานแต่ง เขาเผยว่าเหมือนฉากในละครโรแมนติก เจ้าบ่าวจัดขบวนขันหมากมาสู่ขอเจ้าสาวที่รออยู่บนบ้าน ท่ามกลางคำมั่นสัญญาและความอบอุ่นของครอบครัวและแขกที่มาร่วมงาน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่หลายคนสงสัยเรื่องซองงานแต่ง หลังมีกระแสข่าวลือว่าอาจมีมูลค่าสูงถึงหลักล้าน โดยเอ ศุภชัยชี้แจงว่า ในงานพิธีที่ขอนแก่น ตนใส่ซองเพียงหลักหมื่น เนื่องจากไม่แน่ใจธรรมเนียมการรับไหว้

       ส่วนงานฉลองมงคลสมรสที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ เอ ศุภชัยระบุว่า จะพิจารณาอีกครั้ง โดยยืนยันว่าจะร่วมแสดงความยินดีทุกงาน และอาจมีตัวเลขรวมในระดับ “6 ถึง 7 หลัก” ตามความเหมาะสมและความตั้งใจในแต่ละโอกาส