คุณแหน: 13 มิถุนายน 2569

คุณแหน: 13 มิถุนายน 2569

คุณแหน: 13 มิถุนายน 2569

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา หรือพระนามที่ชาวไทยขานในแบบสั้น ๆ ด้วยความรักว่า เจ้าฟ้าภาฯ ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติแห่งเดียวกับสมเด็จพระบรมชนกนาถ คือ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระมารดา คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ .. เจ้าฟ้าภาฯ ทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรก ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อแรกประสูติทรงได้รับพระราชทานพระอิศริยยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 19.48 น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พระศพถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง  หนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอน้อมถวายความอาลัยและน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้  ทั้งนี้สำนักนายกรัฐมนตรี  ประกาศให้ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 15 วัน และ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม ..
  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา วันนี้(13 มิ.ย.)เวลา 14.30 น. (พิพัฒพงศ์ บุตรชายผู้วายชนม์ ฝากแจ้งเลื่อนเวลา จากเดิม เวลา 17.30 น. เป็น 14.30 น.)ญาติมิตรโปรดทราบโดยทั่วกัน…
  • ขอแสดงความเสียใจกับ ชวลิต-ธนิต วิจิตรพันธุ์ , จุไรรัตน์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ ที่สูญเสียพี่สาวที่แสนดี ดุษฎี อยู่เจริญ โดยมีหลานๆโดยเฉพาะ นนท์ปวิธ และ ฐิติวรรณ์ มหาวิจิตร สองศรีพี่น้องช่วยกันจัดงานบำเพ็ญกุศล ฌาปนกิจ และนำอัฐิไปลอยอังคารที่อ่าวดงตาล สัตหีบเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา…
  • พล.อ.บุญสิน พาดกลาง (แม่ทัพกุ้ง)ได้อุปสมบทเป็น พระภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ วัดป่าศรีคุณาราม จ.อุดรธานี โดยได้รับฉายาว่า “พระบุญสิน โชติปัญโญ” ทั้งนี้มีความตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติธรรม และอุทิศบุญกุศลตลอดระยะเวลา 1 พรรษา แด่ทหารไทยและประชาชนที่เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยของชาติ จาก ความขัดแย้ง ไทย-เขมร ในห้วงที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ พระบุญสิน ได้อนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และผลแห่งบุญกุศลที่จะได้รับจากการอุปสมบทนี้ จงดลบันดาลให้ทุกท่านและครอบครัวมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดไป…
  • เพื่อนๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2513-2516 วัย 70 บวก นัดสังสรรค์ คุยกันทุกเรื่อง ที่โรงแรม S 31 สุขุมวิท เมื่อวันก่อน โดยมี รัตนาภรณ์ เกษมอมรลักษณ์ , ดารณี ปานสุวรรณ , เทวีรัตน์ ลีลานุช ,ดวงพร ศรีตุลานนท์ ฯลฯ มาร่วมชุมนุมกัน ด้วยความอุดมสุขสนุกสนาน…
  • ถึงช่วงชีวิตที่เก็บเกี่ยวความสุข นวลจิรา พัทรรังรอง ชวนมิตรสหายไปเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์ ที่ซินเฉียงเหนือ ประเทศจีน ตอนนี้สดชื่นรื่นเริงกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว…
  • ส่วนสองด๊อกเตอร์คนเก่ง ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร กับ ดร.ผุสดี ตามไท มีทริปไปอังกฤษ ในช่วงนี้ !!…

บารอนเนส

3 ยอดคน มส. คว้ารางวัล ‘บุคคลทำดีเพื่อสังคม 2569’ เชิดชูเกียรติ ‘มาดามรถถัง-หมอเดว-ดร.พัชรี’

3 ยอดคน มส. คว้ารางวัล ‘บุคคลทำดีเพื่อสังคม 2569’ เชิดชูเกียรติ ‘มาดามรถถัง-หมอเดว-ดร.พัชรี’

3 ยอดคน มส. คว้ารางวัล ‘บุคคลทำดีเพื่อสังคม 2569’ เชิดชูเกียรติ ‘มาดามรถถัง-หมอเดว-ดร.พัชรี’

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.38 น.

มาดามรถถัง หมอเดว ดร.พัชรี 3 คนคุณภาพคว้ารางวัลบุคคลทำดีเพื่อสังคม ประจำปี 2569 จากมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง

มูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง ผู้ดำเนินการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง(มส.) หลักสูตรคุณภาพต่อเนื่องยาวนานกว่า 17 ปี ประกาศมอบรางวัลบุคคลทำดีเพื่อสังคม ประจำปี 2569 Best of the Best 2026 ให้กับ 3 ศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ได้แก่ คุณนพรัตน์ กุลหิรัญ (มาดามรถถัง) ,รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี และ พล.อ.ท.ผศ.ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์  ในพิธีปิดการอบรมหลักสูตรหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 18 (มส.18) โดยมี พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิเป็นประธาน

พลเอก ดร.มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง (มส.) กล่าวว่า “เป็นธรรมเนียมที่คณะกรรมการมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง โดยมี พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิ จะพิจารณาสรรหาบุคคลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานและที่สำคัญยังมีบทบาทอย่างมากในการทำงานเพื่อสังคม ทำงานเพื่อส่วนร่วม จนเป็นที่ประจักษ์ โดยรางวัลบุคคลทำดีเพื่อสังคม Best of the Best มีการจัดมอบให้กับศิษย์เก่าหลักสูตร สวปอ.มส และ มส.จากรุ่น 1-18 ที่ทำความดีต่อเนื่องมากว่า 17 ปี โดยในปีนี้คณะกรรมการพิจารณามอบรางวัลให้กับ 3 บุคคลต้นแบบ ได้แก่ คุณนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือมาดามรถถัง ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในวงการทหาร ความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะในช่วงสงครามกับประเทศกัมพูชาที่ผ่านมา มาดามรถถังได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือกองทัพไทยในหลายด้านนับเป็นจิตอาสาเพื่อประเทศชาติโดยประจักษ์ ท่านที่ 2 คือ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี คุณหมอจิตวิทยาเด็กที่ทำงานเพื่อสังคมมาต่อเนื่องยาวนาน ทั้งด้านการเป็นวิทยากรให้ความรู้ผ่านสื่อสารมวลชน การเป็นเป็นผู้บริหารคุณภาพโดยปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) ที่คิดสร้างสรรค์โครงการ กิจกรรม และนโยบายดีดีด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ให้กับประเทศชาติโดยรวม และท่าน

ที่ 3 คือ พล.อ.ท.ผศ.ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์ ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง , ผู้อำนวยการหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง นวัตกรรมการจัดการสุขภาพยุคดิจิทัล จัดโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และเป็นผู้บริหารและที่ปรึกษาหลากหลายองค์กร ท่านมีความมุ่งมั่นในการทำดีเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง นำพานักศึกษาในหลักสูตรที่ท่านดูแลทำกิจกรรมเพื่อสังคมหลากหลาย ทั้งด้านการส่งเสริมพระพุทธศาสนา การศึกษา การประกอบอาชีพของชาวบ้าน นับเป็นกิจกรรม

ทำดีเพื่อสังคมต่อเนื่องจนเป็นที่ประจักษ์ ทำให้คณะกรรมการพิจารณาว่า ทั้ง 3 ท่านมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับรางวัลในปีนี้ เพื่อเชิดชูเกียรติ และเป็นแบบอย่างที่ดีของคนทำดีเพื่อสังคมและเพื่อประเทศชาติของเราต่อไป”

รางวัลบุคคลทำดีเพื่อสังคม Best of the Best คณะกรรมการมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง โดย พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ เป็นประธาน ได้คัดเลือกบุคคลดีเด่นที่เป็นสุดยอดต้นแบบของสังคมเพื่อรับรางวัลนี้มาแล้วทั้งสิ้น 14 ท่าน ได้แก่

ปี พ.ศ.2562

1. พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ สวปอ.มส.1

2. พล.อ.ดร.มารุต ปัชโชตะสิงห์ สวปอ.มส.1

ปี พ.ศ.2565

1. นายวรวิทย์ เจนธนากุล สวปอ.มส.6 , มส.11

2. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สวปอ.มส.9

3. นายนิเวศน์ ประยูรเธียร มส.11

ปี พ.ศ.2566

1. ดร.วิไลลักษณ์ สกุลภักดี สวปอ.มส.5

2. นายรัชพล สุวรรณโชติ สวปอ.มส.10

ปี พ.ศ.2567

1. ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี สวปอ.มส.1

2. นายสนั่น อังอุบลกุล สวปอ.มส.4

3. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ สวปอ.มส.7

ปี พ.ศ.2568

1. นายสิริโรจน์ สิริพลากรกิจ มส.17

ปี พ.ศ.2569

1.นางนพรัตน์ กุลหิรัญ 

2.รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี

3.พล.อ.ท.ผศ.ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์ 

โรช ไทยแลนด์ กางกลยุทธ์ ‘Premium & Sustainable’ ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์มูลค่าสูง

โรช ไทยแลนด์ กางกลยุทธ์ ‘Premium & Sustainable’ ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์มูลค่าสูง

โรช ไทยแลนด์ กางกลยุทธ์ ‘Premium & Sustainable’ ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์มูลค่าสูง

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.48 น.

ท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจและสาธารณสุขโลกที่กำลังผันผวนและเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อน อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ของประเทศไทยกำลังเกิดจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ (Paradigm Shift) ในวาระครบรอบ 55 ปีของ โรช ไทยแลนด์ (Roche Thailand) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก นำโดย ดร.แมทธิว โคตส์ กรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ 3 พันธมิตรสำคัญ ได้แก่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.), สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย (TMWTA) และกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา ประกาศวิสัยทัศน์ร่วม “Premium & Sustainable Global Health Hub”

ยุทธศาสตร์นี้เป็นการขานรับและขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ Thailand Medical Hub (พ.ศ. 2566-2570) ภายใต้การหนุนเสริมระดับนโยบายจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยมีหมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปภาพลักษณ์และตำแหน่งแห่งที่ของประเทศ จากเดิมที่เป็นจุดหมายปลายทางด้านการรักษาพยาบาลที่เน้นการแข่งขันด้านราคา หรือ “โรงพยาบาลราคาถูกของโลก” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น คุณภาพ และความยั่งยืน

ความสำคัญของโรดแมปนี้ คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมและระบบสาธารณสุข จากยุค “ซ่อมสุขภาพ” ที่เน้นการตั้งรับและรักษาเมื่อป่วยหนัก ไปสู่ยุค “สร้างสุขภาพ” โดยนิยามให้สุขภาพคือสินทรัพย์เชิงเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของชาติ

ในเชิงเศรษฐศาสตร์สุขภาพ ดร.แมทธิว โคตส์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการลงทุนผ่านอุปมาอุปไมยเรื่อง “รูรั่วบนหลังคา” ว่า หากหลังคามีรูรั่ว การรีบซ่อมแซมตั้งแต่ตอนที่รูยังเล็กย่อมใช้เงินน้อยกว่าการปล่อยให้รูขยายใหญ่จนโครงสร้างบ้านทั้งหมดเสียหาย การลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่มอาจดูเหมือนมีค่าใช้จ่ายในตอนแรก แต่มันคือการลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุด เพราะช่วยลดภาระต้นทุนการรักษาระยะลุกลามที่มหาศาล และคืนเวลาที่มีค่าให้แก่ผู้ป่วย

เพื่อทลายกำแพงการเข้าถึงเทคโนโลยีมูลค่าสูงโดยไม่สั่นคลอนเสถียรภาพทางการคลังของรัฐ ได้มีการนำกลไก Managed Entry Agreements (MEA) เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเชิงสถาบันในรูปแบบสัญญาร่วมทุนและความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณร่วมกัน ทำให้ยานวัตกรรมพรีเมียมสามารถเข้าสู่ระบบสาธารณสุขและถึงมือผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น

อีกหนึ่งเครื่องมือเปลี่ยนเกมของอุตสาหกรรมคือ การแพทย์แม่นยำโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี Comprehensive Genomic Profiling (CGP) หรือการตรวจยีนอย่างครอบคลุมเข้ามาใช้เพื่อออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลพันธุกรรมจากโครงการ Genomics Thailand เพื่อลบล้างแนวทางการรักษาแบบเดิมที่เป็น “ยาชุดเดียวใช้กับทุกคน”

นพ.วิกรม เจนเนติสิน ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา (เจ้าของเพจ “หมอมะเร็งไทยแลนด์ หมอนาย”) ระบุว่า การแพทย์แม่นยำไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการ “หยุดยั้งการสูญเสียทรัพยากร” จากการลองผิดลองถูกหรือการรักษาที่ไม่ตรงเป้าหมาย และยังช่วยสร้างความยั่งยืนทางการเงินให้แก่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในระยะยาว ทำลายความเชื่อผิดๆ ที่ว่า “ไม่ตรวจ = ไม่ป่วย” แล้วเปลี่ยนมาใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศนำทางการรักษาเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิต

กลไกนี้จะขับเคลื่อนผ่านโมเดลความร่วมมือ PPP (Public-Private Partnership) เชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านสุขภาพร่วมกัน มากกว่าการซื้อขายเชิงพาณิชย์แบบเดิม โดยภาคเอกชนจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีล้ำสมัยขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้ขยายสเกลการเข้าถึงให้แก่ประชาชน

จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือการยกระดับประเทศไทยจากศูนย์กลางบริการ ไปสู่ ศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โรช ไทยแลนด์ ได้อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนด้านงานวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยไปแล้วมากกว่า 2,300 ล้านบาท

จากการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า งานวิจัยทางคลินิกมีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงมาก โดย ทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนในการวิจัย สามารถสร้างมูลค่าตอบแทนกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศได้ถึง 2.9 บาท ซึ่งการขับเคลื่อนมิตินี้จะส่งผลดีต่อประเทศใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

High-Value Jobs: การสร้างงานทักษะสูงในโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัย

Brain Gain: การดึงดูดและรักษาบุคลากรทางการแพทย์ระดับหัวกะทิให้อยู่ในระบบของประเทศ

First-in-Class Access: การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยชาวไทยสามารถเข้าถึง “ยานวัตกรรมขั้นสูง” ได้ก่อนการวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในตลาดโลกเป็นเวลาหลายปี เช่นเดียวกับระบบนิเวศ R&D ในประเทศชั้นนำอย่างสวิตเซอร์แลนด์หรือจีน

ดร.ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย นายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ไปสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572 (อัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี) ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของไทยในการช่วงชิงเค้กตลาดพรีเมียม

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเหนือนำคู่แข่งอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกงที่มักชูความล้ำสมัยของเครื่องมือ ด้วยการใช้ “อาวุธลับ” คือการผสานมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล (โรงพยาบาลมาตรฐาน JCI อันดับ 5 ของโลก) เข้ากับระบบนิเวศเวลเนสที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยใช้กลยุทธ์ “Travel Less • Stay Longer • Spend More” (เดินทางน้อยลง • อยู่นานขึ้น • ใช้จ่ายมากขึ้น) ดึงดูดกลุ่มท่องเที่ยวสุขภาพกำลังซื้อสูงที่พร้อมจ่ายมากกว่าปกติ 30-50% ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนให้เน้นการเดินทางพำนักระยะยาว

โมเดลนี้เรียกว่า Lifestyle Integration หรือการบูรณาการเฮลธ์แคร์เข้ากับวิถีชีวิต มีการนำนวัตกรรมการแพทย์เฉพาะบุคคลมาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก ผ่านอุตสาหกรรมอาหารชุมชน การใช้ Superfoods ผลิตภัณฑ์สมุนไพรท้องถิ่นตลอดจนการพัฒนาธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุเพื่อสถาปนาประเทศไทยให้เป็น “Longevity Destination” หรือจุดหมายปลายทางของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

เพื่อรองรับการเป็น Thailand Premium Medical Destination ภาครัฐโดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นำโดย ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อทลายกำแพงทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ผ่านมาตรการหลักหลายด้าน:

การปฏิรูปกฎหมายมาตรา 14/1: ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถร่วมจัดตั้งศูนย์วิจัยและศูนย์ฝึกอบรมกับสถาบันการแพทย์ของรัฐ เพื่อเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพผ่านระบบ Digital Health และ Telemedicine

ยุทธศาสตร์วีซ่าทางการแพทย์: ขยายวีซ่ารักษาพยาบาลจากเดิม 30 วัน เป็น 1 ปี และเตรียมขยายสู่ 5 ปี พร้อมมาตรการพำนักระยะยาว สูงถึง 10 ปี (5+5) เพื่อดึงดูดผู้ป่วยกำลังซื้อสูง

กรอบงาน ATMP: วางกฎระเบียบรองรับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงและการทำเซลล์บำบัดอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

International Insurance Platform: พัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับเชื่อมต่อบริษัทประกันภัยระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานและราคากลางการเบิกจ่ายของไทย ซึ่งถูกกว่ายุโรปหรือสหรัฐอเมริกาหลายเท่าตัว

การสนับสนุนด้านภาษาและการจัดการข้อพิพาท: ประกาศจัดตั้งศูนย์ล่าม 4 ภาษา และศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ เพื่อยกระดับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยต่างชาติ

“เรามุ่งมั่นสร้าง Nation Branding ให้โลกจดจำว่าประเทศไทยคือ Premium Medical Destination ที่ทุกคนมั่นใจในความปลอดภัย และคนไทยประสบความสำเร็จสูงสุดจากการยกระดับเทคโนโลยีนี้ไปพร้อมกัน” — ทพ. อาคม ประดิษฐสุวรรณ

การขับเคลื่อนพลังของ 4 เสาหลัก ทั้ง นโยบาย (รัฐ) • นวัตกรรม (เอกชน) • องค์ความรู้ (แพทย์เฉพาะทาง) • และเศรษฐกิจ (ภาคท่องเที่ยว) กำลังร่วมกันสร้างโมเดลระบบสุขภาพที่เน้นคุณค่า หรือ Value-based Healthcare ซึ่งมองว่าสุขภาพไม่ใช่เป็นเพียงแค่ค่าใช้จ่ายหรือเม็ดเงินสูญเปล่า แต่คือโครงสร้างพื้นฐานและรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

โรดแมป “Thailand Premium Medical Hub” ภายใต้การเดินทางร่วมกับพันธมิตรของโรช ไทยแลนด์ ตลอด 55 ปีที่ผ่านมาและครึ่งศตวรรษถัดจากนี้ จึงไม่ใช่แค่แผนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วไป แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การตรวจโรคเร็ว การรักษาที่แม่นยำ งานวิจัยคลินิก เวลเนส ไปจนถึงการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อส่งมอบบริการด้านนวัตกรรมและสุขภาวะระดับโลกที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนับแสนล้านบาท พร้อมๆ กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนคนไทยและผู้ป่วยจากทั่วโลกอย่างแท้จริง

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระผู้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระผู้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระผู้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระผู้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตาตลอดพระชนม์ชีพ สนองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลายวาระและทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยยิ่ง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาท สมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเข้ารับการศึกษา ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษและโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง  และระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาระดับชั้นเนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา รวมทั้ง Master of Laws (LL.M.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้  พุทธศักราช 2549 ปริญญากิตติมศักดิ์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, พุทธศักราช 2551 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, พุทธศักราช 2552 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, พุทธศักราช 2553 ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์, พุทธศักราช 2553 ปริญญาศิลปศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ 8 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,พุทธศักราช  2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2563 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา สนองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระและทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย อีกทั้ง ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สานักงานอัยการสูงสุด ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง นับว่าได้ทรงปฏิบัติงานสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนาพระเกียรติยศให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ เมื่อวันที่  28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านต่างๆ  อันเป็นประโยชน์อเนกอนันต์แก่พสกนิกรชาวไทย

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จากความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นพวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว ด้วยน้ำพระทัยอันหาที่เปรียบมิได้ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พุทธศักราช 2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วม ทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครเป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย และเขตคลองสาน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในหลายพื้นที่แล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่เข้าท่วมนั้นมีมากและเป็นอุปสรรคในการลงพื้นที่บางส่วน จึงทำให้ความช่วยเหลือทำได้ไม่ทั่วถึงและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด รู้สึกขาดที่พึ่งพิง และไม่ได้รับความเท่าเทียมจากหน่วยงานราชการ

กระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2538 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จฯ ลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนที่สถานีบริการน้ำมันย่านคลองสาน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากนั้นในช่วงบ่าย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปยังซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย และซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยงานราชการพระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเรื่อยมา

จนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2544 จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธาน  มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วยถุงยังชีพพระราชทาน ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้

โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงแก้ไขปัญหาระหว่างคนและช้างป่าให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  รับ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย  พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการฯ ด้วยทรงมีพระบรมราโชบายในการอนุรักษ์ป่าและช้าง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง ตลอดจนมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการจัดการความขัดแย้งของคนกับป่าและการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงแก้ปัญหาคนกับช้างป่าด้วยการ พัฒนาแหล่งน้ำและส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน โดยมีพระดำริสร้างพื้นที่โครงการเร่งด่วน เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน เมื่อปี พุทธศักราช 2563 ที่ บ้านคลองมะหาด หมู่ที่ 14 อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่เกษตรแปลงรวมบ้านหนองกระทิง หมู่ที่ 20 ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา(แก้มลิงคลองมะหาด) ช่วยเหลือทั้งคนและช้างตามวัตถุประสงค์ของ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  โดยเฉพาะการช่วยเหลือให้ประชาชนมีอาชีพที่ยั่งยืนตามสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่

โครงการกำลังใจ ในพระดำริ ทรงก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2544 เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย โดยครั้งแรกเสด็จฯ เยี่ยมผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้วยความสนพระทัยในสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง โครงการนี้ได้ขยายความช่วยเหลือไปยังเด็กที่ติดท้องแม่ก่อนเข้าจำคุก รวมทั้งผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ และเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงได้กระจายไปทั่วโลก ทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ“Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ  จัดตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557 โดยพระราชทานพระกรุณารับเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ เพื่อดำเนินกิจการตามพระดำริด้านสาธารณกุศลในการให้โอกาส การเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และการพัฒนาชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีตผู้ต้องขังและผู้ต้องขัง ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของการให้โอกาส สนับสนุนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

มูลนิธิ ณภาฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในด้านดังกล่าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจและฝึกอบรม ในขณะที่เป็นผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมภายนอก ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความความต้องการของตลาด และในขณะที่พ้นโทษแล้วนั้นก็สามารถฝึกวิชาชีพต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อให้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดของเรือนจำทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ได้ อันเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิต รวมทั้งสอนการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต เพื่อการรู้จักการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ ณภาฯ ปัจจุบัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปโภคตรา “จัน” ที่มาจากคำว่า จันทรา อันแปลว่า พระจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังนั้นไม่ได้พบเห็น เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้านอนตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่มืด ประกอบกับกำแพงเรือนจำที่สูงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นพระจันทร์ อันเป็นแสงสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืน คำว่า จันทรา จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของ ณภาฯ ที่อยากจะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีโอกาสเห็นพระจันทร์อย่างคนทั่วไป ผลิตภัณฑ์ “จัน” จึงเป็นเสมือน “โอกาส” ที่จะมอบให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นได้เห็นว่าสังคมรับรู้และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบริโภคตรา “ธรา” โดยมูลนิธิ ณภาฯ มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อนำมาเป็นทุนในการสนับสนุนงานของมูลนิธิต่อไป

พระเกียรติคุณ ประกอบด้วย รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544   คณะกรรมการรางวัลสัญญาธรรมศักดิ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถวายรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 เป็นกรณีพิเศษแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยทรงเป็นตัวอย่างในด้านการศึกษาและด้านกิจกรรมนักศึกษา ตลอดเวลาที่ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น พระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนักศึกษาทั่วไปทั้งในด้านการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรตลอดจนกิจกรรมต่างๆ

รางวัล Medal of Recognition  ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติหลายอย่างเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนพัชรกิติยาภา เพื่อการศึกษากฎหมาย การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ โครงการจัดทำมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง หรือ ELFI (เอลฟี) การทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ หน่วยงาน UNODC (ยูเอ็นโอดีซี) สหประชาชาติ จึงพิจารณาทูลเกล้าถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากสหประชาชาติ

องค์ทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ของ UNIFEM โดย ดร.จีน เดอคูน่า ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM)  กล่าวว่า จากผลการดำเนินงาน โครงการกำลังใจ ในพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งพระราชทานความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ต้องขังสตรีและเด็กติดผู้ต้องขัง และพระราชทานความช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี  หน่วยงาน UNIFEM  จึงขอพระราชทานกราบทูลเชิญเป็นองค์ “ทูตสันถวไมตรี” (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง

 มูลนิธิ/องค์กรในพระอุปถัมภ์ ประกอบด้วย  มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา,เครือข่ายคนรักน้องหมา,กองทุนกำลังใจ และศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ)

น้อมสำนึกพระเมตตา ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา’ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

น้อมสำนึกพระเมตตา ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา’ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

น้อมสำนึกพระเมตตา ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา’ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.09 น.

ในความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้านขนาดนั้น พวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว

ด้วยน้ำพระทัยอันที่เปรียบมิได้ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาโดยตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีพุทธศักราช 2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วมทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลุเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและพระนคร เป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน  สร้างควมเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งสองพระองค์เสด็จลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเยี่ยมเยียน พระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยเรื่อยมา

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานกรรมการมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชนร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติรุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยเหลือผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ถุงยังชีพพระราชทาน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมาของมูลนิธิฯ เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วย “ถุงยังชีพพระราชทาน” ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้ ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงแพ็คของที่บรรจุในถุงยังชีพพระราชทานด้วยพระองค์เอง พร้อมกับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

ภายในถุงยังชีพพระราชทานจึงประกอบไปด้วยสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและมีความเหมาะสมกับผู้รับ เช่น ถุงยังชีพสำหรับผู้ประสบอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องบรรจุข้าวเหนียวแทนข้าวสาร หรือถุงยังชีพสำหรับพระภิกษุสงฆ์ต้องบรรจุผ้าสบง จีวรไว้ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี บ่อยครั้งที่ทั้งสองพระองค์เป็นผู้คัดเลือกสิ่งของและร่วมบรรจุสิ่งของลงในถุงยังชีพด้วยพระองค์เอง

“…เราทำเองหมดทุกอย่าง ทั้งแพ็คถุง แบกข้าวสาร ทำกับข้าว ทำมามากกว่า 20 ปี เราทั้งสองแม่ลูกสะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก ไม่ว่าจะเดิน นั่งเรือ ก็ทำทุกอย่าง ถุงหนักเท่าไรก็ไม่หวั่น ขอแค่ประชาชนดีขึ้น…” จากพระดำรัสของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ นี้เอง ถุงยังชีพพระราชทานจึงเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจเพื่อผู้ประสบภัยพิบัติ

ถุงยังชีพพระราชทานแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ถุงยังชีพพระราชทานสีม่วงและสีส้ม สำหรับผู้ประสบอุทกภัยทั่วไปในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยแต่ครอบคลุมบริเวณกว้าง ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ถุงยังชีพฯ จำนวนมากในคราวเดียว โดย สีม่วง เป็นสีประจำวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  และสีส้ม เป็นสีประจำวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ภายในบรรจุสิ่งของสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย ข้าวสาร อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยาตำรับหลวง สบู่ ยาสีฟีน ไฟฉาย ฯลฯ

ถุงยังชีพพระราชทานสีน้ำเงิน สำหรับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมาก มีน้ำท่วมขังบริเวณกว้างและไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ หรือมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย ภายในบรรจุสิ่งของเพิ่มเติมจากถุงพระราชทานสีส้มและสีม่วง ได้แก่ เสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ ถุงพระราชทานสีเหลือง สำหรับพระภิกษุสงฆ์ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย นอกจากอาหารและสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ภายในบรรจุสิ่งของสำหรับพระภิกษุสงฆ์ อาทิ ผ้าสบงจีวร ผ้าเช็ดตัวพระ ยาตำราหลวง มุ้ง ฯลฯ

“อาหาร” คือ หนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญมากต่อผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะอาหารปรุงสดใหม่ เพราะนอกเหนือจากขวัญและกำลังใจแล้ว การช่วยให้ผู้ประสบอุทกภัยได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ปรุงสดใหม่ยังช่วยเสริมสร้างพลังในการขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤตไปได้ และพร้อมที่จะกลับมาดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข “โรงครัวพระราชทานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยด้วยใจคนไทยไม่ทิ้งกัน” จึงได้เกิดขึ้น เป็นรถทรงสูงที่สามารถนำไปจอดในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้ โดยประชาชนทั่วไปมักจะเรียกว่า “รถเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” โดยอาหารสำหรับผู้ประสบอุทภัยจะเป็นเมนูที่ทุกคนสามารถรับประทานได้ อิ่มท้อง ปรุงสุกได้รวดเร็ว และที่สำคัญต้องมีรสชาติอร่อย เช่น ข้าวผัด ผัดกะเพรา และข้าวเหนียวไก่ทอดสูตรประทาน ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะทรงช่วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประกอบอาหารปรุงสุกด้วยพระองค์เอง เพื่อแจกจ่ายให้ลำเลียงไปยังพื้นที่ประสบอุทกภัย

โครงการ “ฟื้นฟูชุมชน บรรเทาทุกข์ บำรุงสุขให้ยั่งยืน” หลังภัยพิบัติ

การฟื้นฟูที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย ภายใต้โครงการ “ฟื้นฟูชุมชน บรรเทาทุกข์ บำรุงสุขให้ยั่งยืน” โดยมูลนิธิฯ ร่วมกับหน่วยงานราชการ และนักศึกษาในพื้นที่ ทำความสะอาดและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยในชุมชน,การฟื้นฟูแหล่งนํ้าสู่การทำเกษตรพอเพียง เพื่อให้ชุมชนสามารถวางแผนบริหารจัดการนํ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสนับสนุนให้ชาวบ้านในพื้นที่ปรับเปลี่ยนวิถีการเพาะปลูก จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการทำวนเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ และการฟื้นฟูอาชีพชุมชนผู้ประสบภัย โดยการนำผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ มาจำหน่ายใน “ร้านพึ่งพา” รวมทั้งร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ให้การอบรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำการตลาดแบบองค์รวม

ในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2563 มูลนิธิฯ ได้ลงนามบันทึกในข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมธุรกรรมออนไลน์เพื่อชุมชน” กับสถาบันการศึกษา และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในชุมชน เป้าหมายคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ความสามารถธุรกรรมออนไลน์ และนำองค์ความรู้กลับไปพัฒนาชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย การขายจากบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทำให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นที่รู้จักและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

สถานีโทรมาตรอัตโนมัติฯ จากพระดำริ เตือนภัยน้ำท่วมป่าต้นน้ำ

อุทกภัย หรือน้ำท่วม เป็นภัยพิบัติสำคัญอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำในประเทศไทย และเกิดขึ้นได้ทุกภาค ซึ่งการที่ฝนตกเป็นเรื่องของธรรมชาติไม่สามารถไปห้ามได้ แต่มนุษย์เราเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติและลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ผ่านการใช้เทคโนโลยีช่วยในการเตือนภัย เมื่อรู้ก่อนว่ามีฝนตกหนักระดับน้ำสูงขึ้นใกล้ถึงจุดเสี่ยง ก็จะได้เตรียมพร้อมรับมือ เช่น ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงหรืออพยพผู้คนไปอยู่ในที่ปลอดภัย

เพื่อทรงยกระดับระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยอุทกภัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ทรงมีพระดำริให้มูลนิธิฯ ดำเนินกิจกรรมการเฝ้าระวังภัยเพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วม โดยมูลนิธิฯ ได้ดำเนินโครงการนำร่องติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติฯ 14 จุด ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้งที่จังหวัดน่านและจังหวัดสกลนคร ร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในฐานะเครือข่ายของมูลนิธิฯ และให้จัดตั้งเครือข่ายเตือนภัยชุมชนเพื่อนพึ่งภาฯ ขึ้น เพื่ออบรมราษฎรอาสาสมัครในชุมชนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลสารสนเทศทรัพยากร น้ำเพื่อการเฝ้าระวังภัย การเตือนภัย และการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชน ซึ่งจากการดำเนินโครงการนำร่องที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พุทธศักราช 2563 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  เสด็จไปทรงเปิดสถานีโทรมาตรอัตโนมัติฯ พร้อมทอดพระเนตรการเฝ้าระวังป้องกันอุทกภัย ณ ศูนย์สาธิตการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก ด่านป่าไม้ที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการจากส่วนกลางและจังหวัดเชียงใหม่ ผู้บริหารระดับสูงของเครือข่ายของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และประชาชน  เฝ้ารับเสด็จ

การนี้ ได้เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการโครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติฯ ในพื้นที่ป่าต้นน้ำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวน 510 สถานี  โดยภาคเหนือได้ก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วจำนวน  80 แห่ง กระจายในพื้นที่ 11 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ลำพูน แพร่ น่าน ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร และอุทัยธานี  โอกาสนี้ ทรงปล่อยปลายท้องถิ่นจำนวน 7 ชนิด อาทิ ปลาพลวงหิน ปลาเลียหิน ปลาซิวควายแถบดำ ปลาซิวเจ็ดสี และปลาจาด ในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อสร้างความสมบรูณ์ต่อระบบนิเวศน์ด้วย

การติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติฯ ในพื้นที่ภาคเหนือ นับเป็นครั้งแรกที่มูลนิธิฯ ได้ร่วมกับเครือข่ายดำเนินการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติฯ ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ และได้ดำเนินการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติฯ ไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 80 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการติดตั้งจาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

งานบรรเทาทุกข์ภัยพิบัติมีมากขึ้นเมื่อเทียบจากอดีต พื้นที่เสี่ยงจะท่วมซ้ำซาก การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต เฝ้าระวังภัย จะลดความสูญเสีย ซึ่งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติทำหน้าที่เป็นตัววัดข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ และส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย 4G ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ สสน. เพื่อประมวลผลข้อมูล จากนั้นจะส่งข้อมูลปริมาณน้ำฝนผ่านข้อความสั้น หรือเอสเอ็มเอส ไปยังเครือข่ายชุมชน และแอปพลิเคชัน thaiwater ซึ่งเป็นระบบคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศระดับประเทศ ระดับจังหวัด หากปริมาณน้ำฝนมีระดับสูงกว่าปกติจะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังวิทยุสื่อสารของเครือข่ายชุมชนมูลนิธิฯ ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากอุทกภัย หรือเสียหายให้น้อยที่สุด

เพื่อการดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปทรงเปิดการประชุมหลักสูตรบริหารจัดการน้ำและจัดการภัยพิบัติ เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ณ ศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พุทธศักราช 2563

สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ภาคใต้ มีเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ของมูลนิธิ จำนวน 10 เครือข่าย ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ดำเนินงานตามแผนงานด้านเทคโนโลยี เช่น จัดหาวิทยุสื่อสาร เสาสูงส่งสัญญาณวิทยุ ติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ และแผนงานด้านฟื้นฟูและพัฒนาเชิงพื้นที่ เช่น การฟื้นฟูแหล่งน้ำ การเสริมโครงสร้างน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ และบรรเทาอุทกภัย และเมื่อชุมชนดำเนินงานประสบความสาเร็จแล้ว ก็จะเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นๆ ในพื้นที่ได้ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้พร้อมขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ตลอดระยะเวลาแห่งการแบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน ของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงมุ่งมั่นทุ่มเทกำลังพระวรกายในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและภัยพิบัติอย่างเต็มความสามารถและทันท่วงที นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้   

พม. แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียเด็กในความดูแล พร้อมสั่งยกระดับมาตรฐานสถานรองรับเด็กทั่วประเทศ

พม. แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียเด็กในความดูแล พร้อมสั่งยกระดับมาตรฐานสถานรองรับเด็กทั่วประเทศ

พม. แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียเด็กในความดูแล พร้อมสั่งยกระดับมาตรฐานสถานรองรับเด็กทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.47 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของเด็กชายอายุ 2 ปี 5 เดือน ซึ่งเสียชีวิตระหว่างอยู่ในความดูแลของบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดเลย พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย รวมทั้งรับข้อเสนอแนะและคำแนะนำจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงการดำเนินงานด้านการคุ้มครองเด็กให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ยกระดับมาตรฐานสถานรองรับเด็กในสังกัดทุกแห่ง ดังนี้

1) ทบทวนมาตรฐานการจัดสวัสดิการของบ้านพักเด็กและครอบครัว  มาตรฐานการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่และนักสังคมสงเคราะห์ที่ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็ก และการปฏิบัติงานตามนโยบายปกป้องคุ้มครองเด็ก

2) ซักซ้อมการดำเนินงานตามกระบวนงานของหัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวทุกจังหวัด และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามมาตรฐาน และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 อย่างเคร่งครัด

3) พัฒนาศักยภาพ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฯ และนักสังคมสงเคราะห์ ให้สามารถปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานและหลักวิชาชีพ โดยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองเด็ก

4) จัดให้มีระบบการกำกับ นิเทศ และการติดตามการดำเนินงานของสถานรองรับเด็กในสังกัด อย่างใกล้ชิด และให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่เด็กทุกคน

“กระทรวง พม. ยืนยันเจตนารมณ์ในการคุ้มครองเด็ก พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อไป” นายนิกร กล่าว

จับตา ‘ต๊อด ปิติ’ ยืนหยัดฝั่งความถูกต้อง ลั่น ‘ถ้าวันนึงพูดได้ จะพูดทุกเรื่อง’

จับตา 'ต๊อด ปิติ' ยืนหยัดฝั่งความถูกต้อง ลั่น 'ถ้าวันนึงพูดได้ จะพูดทุกเรื่อง'

จับตา ‘ต๊อด ปิติ’ ยืนหยัดฝั่งความถูกต้อง ลั่น ‘ถ้าวันนึงพูดได้ จะพูดทุกเรื่อง’

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.19 น.

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองในโลกออนไลน์ทันที เมื่อ ต๊อด – ปิติ ภิรมย์ภักดี” ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว โดยโพสต์ภาพถ่ายรวมญาติพร้อมระบุแคปชั่นที่มีนัยยะว่า ผมพร้อมจะช่วยนะ ผมก็รักของผม ท่ามกลางกระแสสังคมที่กำลังให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ช่วยฝั่งไหนคะ ซึ่งทางหนุ่มต๊อดไม่ปล่อยให้สงสัยนาน ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับแบบตรงไปตรงมาว่า ฝั่งความถูกต้องสิ คือฝั่งไหนก็งงเหมือนกัน”

ประเด็นยังทวีความน่าสนใจขึ้นไปอีก เมื่อมีผู้เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือดว่า มาถูกทางละ แต่หลงไปไหนซะตั้งนานนนนนน แต่ยังทันอยู่ เอาให้เด็ดขาดไปเลย เอาอี Meena ติดคุกให้ได้ ส่วนสายเลือดไปคุยกันเองหลังบ้าน

งานนี้ ต๊อด ปิติ ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับเพื่ออธิบายจุดยืนและวิธีการรับมือกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยระบุข้อความอย่างชัดเจนว่า

ผมไม่ใช่ศาล ผมตามเรื่องมาตลอดแล้วก็รู้ทุกๆ เรื่องพร้อมกัน ป้าก็รู้จักผมมานานพอควร ผมก็เป็นคนแบบนี้แหละ ถ้าวันนึงผมพูดได้ผมจะพูดทุกเรื่องเลยสัญญา”

นอกจากนี้ กระแสในโซเชียลยังมีชาวเน็ตอีกส่วนหนึ่งที่เข้ามาคอมเมนต์แสดงความรู้สึกดีใจที่เจ้าตัวเลือกความยุติธรรม โดยระบุว่าแม้ก่อนหน้านี้จะมีการชะลอการสนับสนุนสินค้าของทางตระกูลไปบ้างเพื่อรอความชัดเจน แต่เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวนี้ก็พร้อมที่จะกลับมาสนับสนุนและชื่นชมอีกครั้ง

เซอร์ไพรส์หวาน! ‘เนท My Mate Nate’ คุกเข่าขอ ‘น้ำตาล’ แต่งงาน

เซอร์ไพรส์หวาน! 'เนท My Mate Nate' คุกเข่าขอ 'น้ำตาล' แต่งงาน

เซอร์ไพรส์หวาน! ‘เนท My Mate Nate’ คุกเข่าขอ ‘น้ำตาล’ แต่งงาน

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.49 น.

ทำเอาแฟนคลับเฮลั่นและร่วมยินดีกันอย่างถ้วนหน้า เมื่อยูทูบเบอร์ชื่อดังชาวอเมริกัน “เนท นาธาน บาร์ทลิง” หรือ My Mate Nate จัดบิ๊กเซอร์ไพรส์สุดโรแมนติก คุกเข่าขอแฟนสาว “น้ำตาล วิลาสินี รัตนนัย” ดีกรีนักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งหญิงทีมชาติไทย แต่งงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยในอินสตาแกรม @mymatenate ได้โพสต์ภาพนาทีที่เนทคุกเข่าขอน้ำตาลแต่งงาน เขียนข้อความเป็นอีโมจิหัวใจ แหวนเพชร และทำมือบอกรัก อีกทั้งโพสต์คลิปรวมโมเมนต์หวานๆ ของ เนท-น้ำตาล และนาทีที่เนทขอน้ำตาลแต่งงาน พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า “วันนี้เป็นหนึ่งในวันที่พี่จะจำไปตลอดชีวิต ❤️ น้ำตาลไม่ได้เป็นแค่คนที่พี่รัก แต่เป็นคนที่ทำให้พี่อยากเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกวัน เป็นเพื่อนคู่คิด เป็นกำลังใจ เป็นความสบายใจ และเป็นบ้านของพี่ในวันที่โลกข้างนอกวุ่นวายที่สุด ขอบคุณที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตพี่ในแบบที่ไม่มีใครแทนได้ การขอแต่งงานครั้งนี้อาจเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ในวิดีโอ แต่สำหรับพี่ มันคือคำสัญญาจากหัวใจ ว่าพี่จะรัก ดูแล ซัพพอร์ต และเดินข้างๆ น้ำตาลไปตลอด ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเจออะไร พี่ดีใจที่สุดที่ได้มีน้ำตาลเป็นคนรัก เป็นภรรยา เป็นแม่ของลูกและเป็นครอบครัวของพี่”

ทราย สก๊อต รู้สึกไม่ปลอดภัย เจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ศาล

ทราย สก๊อต รู้สึกไม่ปลอดภัย เจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ศาล

ทราย สก๊อต รู้สึกไม่ปลอดภัย เจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ศาล

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.13 น.

กลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตยังคงจับตามองอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีของ ทราย สก๊อต หรือ สิรณัฐ สก๊อต นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลชื่อดัง กับคดีความที่ถูกฟ้องร้อง ซึ่งก่อนหน้านี้ในวันนัดขึ้นศาลแพ่ง ฝั่งคู่กรณี มารดาและพี่ชาย ไม่ได้เดินทางมาด้วยตนเองแต่ได้มอบหมายให้ทนายความเข้ามาดำเนินการแทน ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าตัวได้มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนและมีการฉีกสัญญาปิดปากกลางวงสัมภาษณ์ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียลในขณะนั้น

ล่าสุดเมื่อวานนี้ 12 มิถุนายน 2569 ทราย สก๊อต ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัวอีกครั้ง โพสต์ข้อความระบายความในใจถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยขณะอยู่ที่ศาล โดยมีเนื้อหาว่า “วันที่ทรายไปศาล ทราย รู้สึกไม่ปลอดภัยจริงๆๆ บุคคลที่เรารับรู้ว่าทำคลิปพาดพิงเราในมารยาทและวิธีการ/คำพูดที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเป็นบุคคลที่ไม่ปลอดภัยสำหรับตัวผม- บุคคลนี้หาทางเข้าไปในศาลโดยอ้างว่าเป็นทีมทนายอีกฝั่งซึ่งไม่มีบุคคลคนไหนที่เกี่ยวข้องกับเขาหรือทีมเขามีการปฏิเสธหรือเชิญออก- ตลอดเวลา 3/4 ชม ที่ทรายอยู่ในห้องศาลในวันนั้น bodyguard ของ ทรายพยายามคัดค้านแต่เจ้าหน้าที่ศาลไม่ยอมและ bodyguard ผมก็เข้าไม่ได้ เพราะ limit “เกินจำนวนคน” .. ทรายกังวลและอึดอัดตลอดทั้งเวลาที่อยู่ศาล..ร่างกายทรายไม่รู้สึกปลอดภัยที่คนแบบนี้สามารถเข้าใกล้ตัวเราโดยอ้างอำนาจศาลหรือทนายฝั่งใดๆได้ขนาดนี้- ทรายรู้สึกสิทธิถึงความปลอดภัยของร่างกายและพื้นที่ส่วนตัวถูกละเมิด”

ทราย สก๊อต

พร้อมกันนี้เจ้าตัวยังได้ทิ้งท้ายถึงนัดสำคัญครั้งต่อไปว่า “ทรายรู้สึกไม่ปลอดภัยครับและเรามีนัดศาล 16 อาทิตย์หน้า..”

ทราย สก๊อต
ทราย สก๊อต
ทราย สก๊อต

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม psiscott 

ลาล่า โปงลางสะออน โพสต์อาลัยสุดซึ้ง เผยคลิปครั้งได้รับพระเมตตาจาก องค์ภา ชมคลิป

ลาล่า โปงลางสะออน โพสต์อาลัยสุดซึ้ง เผยคลิปครั้งได้รับพระเมตตาจาก องค์ภา ชมคลิป

ลาล่า โปงลางสะออน โพสต์อาลัยสุดซึ้ง เผยคลิปครั้งได้รับพระเมตตาจาก องค์ภา ชมคลิป

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.34 น.

วันนี้ 13 มิถุนายน 2569 ขวัญนภา เรืองศรี หรือที่รู้จักกันในนาม ลาล่า โปงลางสะออน เป็นศิลปินและนักแสดงตลกสาวชาวไทย โด่งดังมาจากวงดนตรีพื้นบ้านอีสาน โปงลางสะออน โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “ลาล่า โปงลางสะออน” เพื่อร่วมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่ลาล่าได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมและร้องเพลงกับพระองค์ท่าน โดยมีข้อความว่า “ขอน้อมส่งเสด็จพระองค์ภา สู่สวรรคาลัย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ทรงเป็นเจ้าฟ้าหญิงที่น่ารักมาก เป็นคลิปที่ได้ร่วมทำกิจกรรมกับองค์ภา ได้ร่วมร้องเพลง ท่านประทานเค้ก และช่อดอกไม้ใหญ่ๆให้ ท่านกล่าวว่า #นี่สำหรับคุณดอกไม้ใหญ่ และมีอีกหลายครั้งที่เราได้ร่วมทำกิจกรรมวิ่งมาราธอนกับองค์ภา ท่านน่ารักมาก ตั้งแต่ท่านประชวน ลาล่าเฝ้าติดตามข่าว หวังว่า ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น และแล้ว ข่าว สำนักพระราชวัง ก็ประกาศออกมา ไม่อยากอ่าน ไม่อยากได้ยินเลย เข่าแทบทรุด ตอนได้ยินประกาศข่าว ลาล่าทำการแสดงที่นอร์เวย์ เหมือนหัวใจแตกสลาย ชาตินี้ บุญที่สุดในชีวิต ที่องค์ภาเมตตาลาล่า พิมพ์ไปร้องไห้ไปฮือๆๆ

ขออนุญาตนำคลิปที่ประทับใจในที่สุดชีวิตนี้ ได้ใกล้ชิดท่าน และที่ท่านได้เมตตาลาล่าโพสลงนะคะ นับเป็นความภูมิใจในสูงสุด ที่ได้มีโอกาสนี้ ด้วยความรักและอาลัยพระองค์ภาอย่างหาที่สุดไม่ได้”

ลาล่า โปงลางสะออน

หลังจากที่โพสต์ของ ลาล่า โปงลางสะออน เผยแพร่ออกไป แฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นและถวายความอาลัยอย่างเนืองแน่น

“ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย…ความสุขนี้จะไม่มีพระองค์อีกแล้วหรือเศร้ามากๆค่ะv

“พระองค์ท่านเก่งทุกด้านจริงๆ ไม่มีปาฎิหารย์ให้คนไทยได้ชื่นชมพระบารมีท่านนานๆ”

“ดูไปน้ำตามันก็ไหลโดยไม่รู้ตัวขอให้องค์ภาเสด็จสู่สวรรค์”

“ท่านทรงน่ารักทุกอิริยาบถ”

“ทรงพระปรีชาในทุกด้าน ขอพระองค์ทรงสู่สวรรค์คาลัยv

“พระองค์ ทรงเก่งทุกด้าน เป็นที่รักของทุกคน ขอน้อมส่งเสด็จสู่ สวรรคาลัย”

“สุดเศร้า”

“น้ำตามาล่ะ คิดถึงพระองค์ท่าน”

“คิดถึงน้ำตาจะไหล”

“พูดไม่ออก”

ลาล่า โปงลางสะออน
ลาล่า โปงลางสะออน
ลาล่า โปงลางสะออน
ลาล่า โปงลางสะออน

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ลาล่าโปงลางสะออน