3 รมต. เพื่อไทย ลงพื้นที่อุดรฯ รุกนโยบายแก้จน-อัปเกรดทักษะแรงงานยุคใหม่

3 รมต. เพื่อไทย ลงพื้นที่อุดรฯ รุกนโยบายแก้จน-อัปเกรดทักษะแรงงานยุคใหม่

3 รมต. เพื่อไทย ลงพื้นที่อุดรฯ รุกนโยบายแก้จน-อัปเกรดทักษะแรงงานยุคใหม่

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.38 น.

‘ยศชนัน-จุลพันธ์-วัชระพล’ ลุยอุดรฯ หวังยกระดับทักษะแรงงานสู่มาตรฐานสากล ชูหลักสูตร ‘เชฟอาหารไทย’ สร้างรายได้สูง เน้นปรับใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมพัฒนาทักษะ วางเป้าใตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันที่ 25 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายวัชระพล ขาวขํา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการเกษตร ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อติดตามนโยบายสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาทักษะแรงงาน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง พร้อมเปิดตัวโครงปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย โดยหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านเกษตรกรรม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของชาวอุดรธานีในช่วงเข้า 

ในช่วงเที่ยง ศ.ดร.ยศชนัน นายจุลพันธ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยัง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เพื่อตรวจเยี่ยมการฝึกอบรมทักษะฝีมือแรงงาน โดยเน้นย้ำว่าการพัฒนาแรงงานยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่การเรียนตามหลักสูตร แต่ต้องเป็นการเติมทักษะที่ตลาดต้องการจริง เช่น หลักสูตรเชฟอาหารไทย ต้องมุ่งเน้นมาตรฐานรสชาติและสุขอนามัยระดับสากล เพื่อผลักดันแรงงานไทยสู่ตลาดรายได้สูงทั้งในและต่างประเทศ หรือต่อยอดเป็นเจ้าของกิจการเอง

ด้าน รมว.แรงงาน ได้เน้นว่า ควรมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี เข้าไปปรับใช้ในหลักสูตรการฝึกอบรม เพื่อให้แรงงานไทยไม่เพียงแค่ทำงานได้  แต่ต้องทำเป็นและเก่งกว่า สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันของทีมคณะรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ ทั้งในด้านทักษะอาชีพ และต้นทุนการผลิตทางการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานีและภาคอีสานให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

พรรคประชาชน ส่ง อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ลงชิงนายกเมืองพัทยา แทน เอิง นิศามาศ หลังถอนตัว

พรรคประชาชน ส่ง อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ลงชิงนายกเมืองพัทยา แทน เอิง นิศามาศ หลังถอนตัว

พรรคประชาชน ส่ง อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ลงชิงนายกเมืองพัทยา แทน เอิง นิศามาศ หลังถอนตัว

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.14 น.

วันที่ 25 เมษายน 2569 จากกรณี น.ส.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือ เอิง ว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการ ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัว ที่คิดว่าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (เอิง นิศามาศ พรรคส้ม ประกาศถอนตัวลงสมัครนายกเมืองพัทยา)

ล่าสุด   เพจพรรคประชาชน ชลบุรี ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า “คำขอบคุณจากใจถึงคุณเอิง และก้าวต่อไปของพรรคประชาชนเพื่อพัทยา ของทุกคน” สืบเนื่องจาก น.ส.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ ได้ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพของคนในครอบครัว ในนามของพรรค และทีมงานทุกคน เราขอแสดงความเคารพต่อการตัดสินใจของคุณเอิง และขอใช้พื้นที่นี้ขอบคุณคุณเอิง จากใจของพวกเรา 

เพื่อให้การทำงานและนโยบายต่าง ๆ ถูกสานต่ออย่างเข้มแข็งเต็มกำลังและต่อเนื่อง พรรคประชาชนมีมติส่ง นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร เข้ามารับไม้ต่อในฐานะว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน นายอิทธิวัฒน์อยู่ในทีมพัทยาประชาชนมาตั้งแต่ต้น มีความพร้อม มีความรู้ความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ พร้อมส่งมอบนโยบายพัทยาเพื่อทุกคน และที่สำคัญคือมี หัวใจที่พร้อมจะทุ่มเททำงานหนักเพื่อชาวพัทยาอย่างสุดความสามารถ

ทุกเสียงสะท้อน ทุกคำแนะนำ และทุกการสนับสนุนของพ่อแม่พี่น้องชาวพัทยา คือเข็มทิศนำทางของเราเสมอ มาร่วมจับมือและเดินหน้าสร้าง “พัทยาเพื่อทุกคน” ไปด้วยกัน

ปักหมุด 3 เส้นทางไฮไลท์ ตามรอย ‘นิรันดร์ [กัลป์]’ สัมผัส 20 จุดศิลปะทั่วภูเก็ต ก่อนปิดฉาก 30 เม.ย.นี้

ปักหมุด 3 เส้นทางไฮไลท์ ตามรอย ‘นิรันดร์ [กัลป์]’ สัมผัส 20 จุดศิลปะทั่วภูเก็ต ก่อนปิดฉาก 30 เม.ย.นี้

ปักหมุด 3 เส้นทางไฮไลท์ ตามรอย ‘นิรันดร์ [กัลป์]’ สัมผัส 20 จุดศิลปะทั่วภูเก็ต ก่อนปิดฉาก 30 เม.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลังเปิดเมืองต้อนรับนักเดินทางและผู้รักศิลปะจากทั่วโลกมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025” กำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2569 ทิ้งท้ายช่วงเวลาสำคัญที่จังหวัดภูเก็ตได้แปรเปลี่ยนจากจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว สู่การเป็นพื้นที่ของศิลปะร่วมสมัย การตั้งคำถาม และการเรียนรู้ร่วมกันภายใต้แนวคิด “นิรันดร์ [กัลป์]” (Eternal [Kalpa])

ตลอดเทศกาลที่ผ่านมา Thailand Biennale, Phuket 2025 ไม่ได้เพียงเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสผลงานจากศิลปินร่วมสมัยชั้นนำทั้งจากไทยและนานาชาติอย่างใกล้ชิดเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนทั้งเกาะภูเก็ตให้กลายเป็นประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ ที่หลอมรวมศิลปะ ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์ ผ่านการจัดแสดงใน 20 จุดสำคัญทั่วเกาะภูเก็ต ตั้งแต่ย่านเมืองเก่า สะพานหิน เมืองกะทู้ ไปจนถึงแหลมพรหมเทพ

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้มาสัมผัสงาน หรือกำลังมองหาทริปส่งท้ายเดือนเมษายน Thailand Biennale, Phuket 2025 คืออีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการพักผ่อน เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการมา “ชมงานศิลปะ” แต่คือการได้มองภูเก็ตในอีกมิติหนึ่ง ผ่านผลงานที่ชวนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ เวลา และการอยู่ร่วมกันในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง

เพื่อชวนผู้ชมสำรวจ Thailand Biennale, Phuket 2025 ในมิติที่ลึกกว่าเดิม เทศกาลครั้งนี้ยังเปิดประสบการณ์การเดินทางผ่านเส้นทางศิลปะที่ค่อยๆพาผู้ชมไล่เรียงความหมายของ “นิรันดร์ [กัลป์]” ผ่านภูมิทัศน์และบริบทที่แตกต่างกันของเกาะภูเก็ต ตั้งแต่ย่านเมืองเก่า พื้นที่ชุมชน ธรรมชาติ ไปจนถึงอาคารและร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ถูกตีความขึ้นใหม่ผ่านศิลปะร่วมสมัย

เส้นทางที่ 1: Heritage & City Vibes  – เมืองเก่าเล่าใหม่ ผ่านศิลปะร่วมสมัย เริ่มต้นจากย่านเมืองเก่าภูเก็ตและพื้นที่กลางเมือง พื้นที่ซึ่งศิลปะร่วมสมัยค่อยๆ แทรกซึมอยู่ท่ามกลางสถาปัตยกรรมเก่า ถนนสายมรดก และจังหวะชีวิตของชุมชนท้องถิ่น เปิดให้ผู้ชมได้สัมผัสงานแบบ site-specific ที่ไม่ได้แยกตัวออกจากเมือง แต่หลอมรวมอยู่กับพื้นที่อย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านจุดจัดแสดงสำคัญอย่าง หอศิลป์ร่วมสมัยภูเก็ต, โรงหนังเพิร์ล, เพิร์ลโบว์ล, ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ, บ้านเทอร์เทิลภูเก็ต, หยี่เต้งคอมเพล็กซ์, ดีซี ภูเก็ตทาวน์ และ ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย ชวนให้ประวัติศาสตร์ของย่านเมืองเก่าถูกมองใหม่ผ่านสายตาร่วมสมัย

ไฮไลต์ของเส้นทางนี้ยังรวมถึงผลงานของ เมลาติ ซูร์โยดาร์โม, โอ๊ต มณเฑียร และ ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ ณ โรงหนังเพิร์ล, ทาลอย ฮาวินี และ อู๋ เจิง ณ ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ, ปรัชญา พิณทอง ณ หยี่เต้งคอมเพล็กซ์, ริวเอะ นิชิซาวะ ณ หอศิลป์ร่วมสมัยภูเก็ต และ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ณ ดีซี ภูเก็ตทาวน์

เส้นทางที่ 2: Beyond the City, where Art Meets Nature  – ศิลปะนอกเมือง ท่ามกลางธรรมชาติและวิถีชุมชน จากตัวเมือง เส้นทางของเทศกาลขยายออกไปสู่พื้นที่ชุมชนและภูมิทัศน์ธรรมชาติของเกาะภูเก็ต ชวนให้ผู้ชมได้พบกับงานศิลปะที่หยั่งรากจากภูมิทัศน์ วัฒนธรรมท้องถิ่น ระบบนิเวศ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ผ่านพื้นที่อย่าง โรงแรมเมลโล พิลโล, บ้านหลังแรกของหลวงอำนาจนรารักษ์, ศาลเจ้ากะทู้, สวนสาธารณะลานกีฬากะทู้ (โรงเหล้าเก่า), เหมืองเจ้าฟ้า และแหลมพรหมเทพ ซึ่งแต่ละจุดล้วนเปิดบทสนทนาใหม่ระหว่างมนุษย์ ศิลปะ ธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง

ไฮไลต์ของเส้นทางนี้ยังรวมถึงผลงานของ แอนดรูว์ โธมัส หวง ณ ศาลเจ้ากะทู้, ลุอานา วิทรา ณ สวนสาธารณะลานกีฬากะทู้ (โรงเหล้าเก่า), ทุย เทียน เหงียน ณ โรงแรมเมลโล พิลโล, และ โนแลน ออสวอลด์ เดนนิส ณ แหลมพรหมเทพ

เส้นทางที่ 3: Heritage Reimagined – เมื่อมรดกถูกตีความในความหมายใหม่ อีกหนึ่งมิติสำคัญของ Thailand Biennale, Phuket 2025 คือการชวนสำรวจร่องรอยของอดีต ทั้งอาคารเก่า พื้นที่ริมทะเล และภูมิทัศน์ที่เคยมีความหมายในประวัติศาสตร์ของเมือง ก่อนจะถูกตีความใหม่ผ่านสายตาของศิลปินร่วมสมัย กลายเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงความทรงจำของอดีตเข้ากับจินตนาการและความหมายใหม่ในปัจจุบัน ผ่านจุดจัดแสดงอย่าง สวนสาธารณะสะพานหิน, อุโมงค์ป่าโกงกางสะพานหิน, อาคารยิมเนเซียม 4,000 ที่นั่ง, อาคารพูนผลพลาซ่า, อาคารเบจ และจุดชมวิวเขารัง ชวนให้ผู้ชมย้อนมองอดีตไปพร้อมกับตั้งคำถามถึงความต่อเนื่องของกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงที่ยังดำเนินอยู่

ไฮไลต์ของเส้นทางนี้ยังรวมถึงผลงานของ ริวอิจิ ซากาโมโตะ และ ชิโระ ทาคะทานิ ณ อาคารยิมเนเซียม 4,000 ที่นั่ง, ปิตุพงษ์ เชาวกุล และ เมแกน โคป ณ สวนสาธารณะสะพานหิน, เอจิ ซูมิ ณ อุโมงค์ป่าโกงกางสะพานหิน, ไฉ้ หมิงเลี่ยง และ เจิ้ง มาเลอร์ ณ อาคารพูนผลพลาซ่า และ อิบราฮิม มาฮามะ ณ จุดชมวิวเขารัง ซึ่งล้วนร่วมขยายความหมายของมรดก พื้นที่ และกาลเวลาในมุมมองร่วมสมัย

ความพิเศษของผลงานจำนวนมากใน Thailand Biennale, Phuket 2025 คือการเป็นงานที่ออกแบบขึ้นจากบริบทของสถานที่จริง และมีความหมายอย่างลึกซึ้งเมื่อได้สัมผัส ณ พื้นที่นั้น ในช่วงเวลานั้น เมื่อเทศกาลสิ้นสุดลง ประสบการณ์บางอย่างอาจไม่อาจถ่ายทอดได้เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชิ้นงานกับภูมิทัศน์ บรรยากาศของเมือง หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการได้เดินอยู่ท่ามกลางศิลปะร่วมสมัยทั่วทั้งเกาะภูเก็ต

สนใจเข้าร่วมชมงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025” ทั้ง 20 จุดทั่วเกาะภูเก็ต (อาทิ ย่านเมืองเก่า, สะพานหิน, เมืองกะทู้, แหลมพรหมเทพ ฯลฯ) ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 สามารถดูแผนที่จุดจัดงานของพื้นที่หลักงาน Thailand Biennale, Phuket 2025 ได้ที่ https://maps.app.goo.gl/3gnVv8iwoCFNLd7AA ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.thailandbiennale.org/ หรือทาง Facebook Thailand Biennale และ Instagram thailand_biennale

Science Update : หุ่นยนต์ปิงปองโค่นแชมป์

Science Update : หุ่นยนต์ปิงปองโค่นแชมป์

Science Update : หุ่นยนต์ปิงปองโค่นแชมป์

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วารสารวิชาการ Nature รายงานในสัปดาห์นี้ว่า หุ่นยนต์ปิงปอง Ace ที่พัฒนาโดย Sony AI สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะหุ่นยนต์ตัวแรกที่สามารถเอาชนะนักกีฬาปิงปองมนุษย์ระดับ “Elite” ได้สำเร็จในการแข่งขันจริง โดยใช้กติกามาตรฐานของสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF) โดย Ace สามารถเอาชนะนักกีฬาที่มีทักษะสูง ฝึกซ้อมเฉลี่ย 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ได้ถึง 3 ใน 5 แมตช์

แม้ในช่วงทดสอบในเมษายน 2025 Ace จะแพ้ให้กับมืออาชีพอย่าง มินามิ อันโดะ และ คะเคะรุ โซเนะ แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า Ace สามารถพัฒนาจนเอาชนะนักกีฬาระดับโปรได้แล้วในช่วงเดือนธันวาคม 2025 และมีนาคม 2026 รวมถึงผู้เล่นระดับโลกอย่าง มิยู คิฮาระ นอกจากนี้ Ace สามารถทำ “Clean Aces” ได้ถึง 16 ครั้งในการเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ในขณะที่มนุษย์ทำได้เพียง 8 ครั้งในเกมเดียวกัน

นักกีฬาที่เคยแข่งกับ Ace ต่างให้ความเห็นว่า ความยากของการสู้กับหุ่นยนต์ตัวนี้คือการคาดเดาไม่ได้ เพราะ Ace ไม่มีอารมณ์และไม่แสดงท่าทางตอบสนองใดๆ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถอ่านใจหรือหาจุดที่หุ่นยนต์ไม่ชอบได้ อย่างไรก็ตาม นักกีฬาบางส่วนพบว่า Ace ยังมีจุดอ่อนในเรื่องการรับลูกเสิร์ฟแบบง่ายๆ ซึ่งมักจะส่งลูกคืนกลับมาแบบง่ายๆ ทำให้มนุษย์หาจังหวะบุกกลับได้

Health News : อังกฤษห้ามคนเกิดหลังปี 2008 ซื้อบุหรี่

Health News : อังกฤษห้ามคนเกิดหลังปี 2008 ซื้อบุหรี่

Health News : อังกฤษห้ามคนเกิดหลังปี 2008 ซื้อบุหรี่

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สภาขุนนางอังกฤษผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า ถือเป็นมาตรการด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษเพื่อสร้างคนรุ่นที่ปลอดบุหรี่ โดยคนที่เกิดหลังจากปี 2008 จะถูกห้ามไม่ให้ซื้อบุหรี่อย่างเด็ดขาด

เนื้อหาสาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือห้ามขายบุหรี่ให้แก่ทุกคนที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2009 เป็นต้นไป อายุขั้นต่ำในการซื้อบุหรี่ ซึ่งปัจจุบันคือ 18 ปี จะเพิ่มขึ้น 1 ปีในทุก ๆ ปีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 นั่นหมายความว่าในปีหน้า อายุขั้นต่ำในการซื้อบุหรี่จะขยับจาก 18 ปี เป็น 19 ปี ในปีถัดไปจะขยับเป็น 20 ปี และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ส่งผลให้เด็กที่ปัจจุบันอายุไม่เกิน 17 ปี จะไม่สามารถซื้อบุหรี่ได้อย่างถูกกฎหมายไปตลอดชีวิต ร้านค้าที่ฝ่าฝืนขายให้เด็กจะถูกปรับทันที 200 ปอนด์ และหากทำผิดซ้ำอาจถูกสั่งห้ามขายสินค้าเหล่านี้นานถึง 1 ปี

นอกจากการสั่งห้ามขายบุหรี่ตามเกณฑ์ปีเกิดแล้ว กฎหมายฉบับนี้ยังมอบอำนาจให้รัฐมนตรีในการควบคุมผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งในเรื่องรสชาติ บรรจุภัณฑ์ และการจัดแสดงสินค้า เพื่อไม่ให้ดึงดูดใจเด็กและเยาวชน การขยายพื้นที่ห้ามสูบและห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะบางแห่ง เช่น สนามเด็กเล่น หน้าโรงเรียน และหน้าโรงพยาบาล และห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าในรถยนต์ที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอยู่ด้วย

ในอังกฤษเพียงแห่งเดียว การสูบบุหรี่ทำให้คนต้องเข้าโรงพยาบาลถึงปีละกว่า  400,000 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ประมาณปีละ 64,000 – 80,000 คน สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ระบบสาธารณสุขสูงถึงปีละ 3,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 130,000 ล้านบาท)

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ ในยุคนี้ นับวันจะกลายสภาพเป็นป่าคอนกรีตที่มีความหนาแน่นมากยิ่งขึ้นในทุกขณะ เมื่อเมืองเติบโตขึ้น สภาพดั่งเดิมของบ้านเรือนเมื่อครั้งอดีตก็ถูกลบเลือนไป จะเรียกว่าความเจริญเข้ามาแทนที่ความล่าสมัยได้หรือไม่ คำตอบนี้อยู่ที่มุมมองของแต่ละฝ่าย ฝ่ายที่ต้องการตึกสูงระฟ้า ก็คงตอบว่าจำเป็นต้องทำให้บ้านเมืองเติบโตให้สอดคล้องกับจำนวนผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น แต่ฝ่ายที่ต้องการเก็บรักษาแหล่งประวัติศาสตร์ของเมืองเอาไว้ ก็คงตอบว่า ไม่ขัดขวางความเจริญของเมือง แต่ขออย่าทำลายล้างโบราณสถานที่บ่งบอกถึงรากเหง้าความเป็นมาของเมือง

อันที่จริงกรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็นเวนิสตะวันออกมาก่อน เพราะอุดมไปด้วยคลองสายต่าง ๆ ที่เคยถูกใช้เป็นเส้นทางสัญจรของผู้คน แล้วยังได้รับการยอมรับว่าเคยมีบ้านเรือนไม้ที่งดงามกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตพระนคร อาทิ บ้านทรงไทยซอยสวนพลู และบ้านไม้ที่ไม่ได้ปลูกแบบทรงไทยแต่เป็นบ้านไม้ที่งดงามมาก เช่น บ้านขนมปังขิง เสาชิงช้า และบ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้สักอายุกว่า 100 ปี รวมถึงทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ เป็นต้น

บ้านไม้เป็นอาคารได้รับการยอมรับว่างดงามมาก เพราะกลมกลืนไปกับธรรมชาติของสวนป่าและหมู่ต้นไม้ที่ปลูกรายล้อมรอบบ้าน แต่ก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าบ้านไม้เป็นสิ่งที่ยากกับการรักษาดูแลและซ่อมบำรุง เพราะต้องอาศัยความเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องใช้ช่างไม้ฝีมือชั้นเยี่ยม และต้องใช้วัสดุในการบำรุงรักษาที่มีคุณภาพดี บวกกับต้องใช้เงินทองจำนวนมากเพื่อซ่อมบำรุงให้คงอยู่ในสภาพดีตลอดเวลา

วันนี้จะชวนคุณไปบ้านซอยสวนพลู ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บุคคลสำคัญของไทยผู้มีหลายบทบาทจนไม่สามารถจะบรรยายให้ครบจบสิ้นภายในเวลาอันจำกัด เพราะเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี นักปราชญ์ นักประพันธ์ นักการแสดง ผู้เล่นโขนละคร และอีกสารพัดบทบาทสำคัญ 

บ้านไม้ทรงไทยอายุกว่า 100 ปี หลังนี้อยู่ในซอยพระพินิจ เขตสาทร กรุงเทพฯ เมื่อครั้งโบราณกาลนั้น ย่านนี้เป็นสวนพลู ดังนั้น จึงถูกเรียกขานว่าสวนพลูสืบต่อมาจนบัดนี้ 

บ้านแห่งนี้เป็นของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ อยู่บนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ประกอบเป็นกลุ่มเรือนไทย 5 หลัง เป็นแบบเรือนเครื่องสับของภาคกลาง เริ่มสร้างเรือนตั้งแต่ปี 2490 โดยนำเรือนไทยเดิมมาจากหลายที่ ทั้งจากย่านเสาชิงช้า กรุงเทพฯ และจากอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

หม่อมหลวงรองฤทธิ์ ปราโมช บุตรของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ เคยเล่าให้ Mr. Flower ฟังว่า เรือนใหญ่หลังกลางนี้เฮี้ยนหนักหนา เพราะมีทั้งบานประตูและเสาไม้ตกน้ำมัน เข้าใจว่าวิญญาณเดิมของเจ้าของบ้านที่เป็นสตรีหวงเป็นยิ่งนัก จึงยังผูกพันกับบ้านหลังนี้มากเหลือเกิน วันดีคืนดีก็จะตกน้ำมันจนเยิ้มนอง แล้วก็จะเห็นว่ามีสตรีนางหนึ่งอยู่ในบริเวณนั้น 

ตามประวัติระบุว่าบ้านนี้เดิมเป็นของหม่อมราชวงศ์บุญรับ พินิจชนคดี (พี่สาวหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์) ภรรยาพลตำรวจตรี พระพินิจชนคดี แล้วต่อมาได้ตกเป็นของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์

ส่วนบริเวณหน้าบ้านมีศาลาทรงไทย สร้างแบบศาลาวัดคือไม่มีข้างฝา แต่เปิดโล่ง ใช้สำหรับประกอบพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย และดนตรีไทย และใช้เล่นโขนละครประจำบ้านซอยสวนพลู บริเวณริมศาลาด้านขวา (หันหน้าออกจากบริเวณตั้งโต๊ะหมู่ของศาลา) เป็นศาลเจ้าจีนประจำบ้าน ด้านหน้าของศาลาเป็นสวนไม้พุ่ม และมีบ่อน้ำขนาดเล็กประดับสวน

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์อาศัยอยู่ในบ้านซอยสวนพลูจนวันที่ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2538 โดยในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น บ้านหลังนี้มีความคึกคักมาก เพราะเป็นที่รวมตัวของนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงนิสิตนักศึกษาที่เข้าพบหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เป็นประจำ เมื่อเจ้าของบ้านถึงแก่อสัญกรรมแล้ว บ้านหลังนี้เคยถูกเปิดให้ชาวไทยและคนต่างชาติเข้าเยี่ยมชมได้ แต่เมื่อถึงช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด บ้านหลังนี้ก็ถูกปิดลง แต่บัดนี้บ้านซอยสวนพลูเตรียมพร้อมจะเปิดรับผู้สนใจเข้าศึกษาเรื่องราวของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เข้าเยี่ยมชมอีกครั้ง (คาดว่าจะเปิดให้เข้าชมในเร็ว ๆ นี้)

ปัจจุบัน กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนบ้านซอยสวนพลูเป็นโบราณสถานประเภทบ้านบุคคลสำคัญ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อยู่ในการดูแลของหม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช ธิดาของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์

สำหรับผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยว โปรดรอฟังว่า Mr. Flower จะจัดทริปพิเศษพาคุณไปเยี่ยมชมบ้านซอยสวนพลูในวันเวลาใด ซึ่งคาดว่าจะจัดในเร็ววันนี้ ผู้สนใจร่วมทริปโปรดติดต่อ 091 7233615 รับจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : ความลับ ‘หมาล่า’ รสเผ็ดชาที่เป็นเอกลักษณ์ กับเสน่ห์วัฒนธรรมการกินจากแดนมังกร

สกู๊ปพิเศษ : ความลับ ‘หมาล่า’ รสเผ็ดชาที่เป็นเอกลักษณ์ กับเสน่ห์วัฒนธรรมการกินจากแดนมังกร

สกู๊ปพิเศษ : ความลับ ‘หมาล่า’ รสเผ็ดชาที่เป็นเอกลักษณ์ กับเสน่ห์วัฒนธรรมการกินจากแดนมังกร

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หากพูดถึงเทรนด์อาหารที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “หมาล่า” ได้กลายเป็นรสชาติโปรด ของใครหลายคนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหม้อไฟ หรือปิ้งย่างริมทาง กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์และความรู้สึก “ชาลิ้น” ได้กลายเป็นกระแสยอดนิยมไปทั่วประเทศไทย แต่เบื้องหลังรสชาติที่ชวนให้เสพติดนี้ มีที่มาและเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์อาหารที่น่าสนใจซ่อนอยู่

รศ.ดร.ขนิษฐา ธนานุวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาไขข้อสงสัยตั้งแต่ต้นกำเนิดของรสชาติ ไปจนถึงสารเคมีในเครื่องเทศที่ทำให้เราหลงใหลในความ “เผ็ดชา” นี้ โดยเริ่มจาก ทำความรู้จักกับ “หมาล่า” รสชาติเผ็ดชา เอกลักษณ์จากเสฉวน

คำว่า “หมาล่า” เป็นการผสมผสานของคำสองคำในภาษาจีน คือ “หมา” หมายถึง อาการชา และ “ล่า” หมายถึง รสเผ็ด เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึงรสชาติ ที่ทั้งเผ็ดและชาในคำเดียว

จุดต้นกำเนิดของหมาล่านี้มาจาก มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ซึ่งมีสภาพอากาศหนาวจัดและชื้นในฤดูหนาว การรับประทานอาหารรสเผ็ดร้อนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของรสนิยม แต่เป็นภูมิปัญญาใน การกระตุ้นการเผาผลาญ และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

“เมนูอาหารคาวของเสฉวนมักมีความเผ็ดร้อนหรือเผ็ดชาตามหลักการที่ว่า ‘เผ็ดแต่ไม่ถึงตาย เผ็ดแต่ปากไม่แห้ง’ ซึ่งหมายถึงความเผ็ดในระดับที่ร่างกายทนทานได้ ไม่ทำให้แสบร้อนหรือทรมานจนเกินไปหลังรับประทาน” รศ.ดร.ขนิษฐา เล่าถึงวัฒนธรรมการกินที่แฝงอยู่ในรสชาติ

หมาล่า เป็นเครื่องเทศที่มีเอกลักษณ์มาจากอาหารจีนเสฉวน โดย รศ.ดร.ขนิษฐา ระบุว่าส่วนประกอบหลักที่มีนัยสำคัญประกอบไปด้วย ดังนี้ 1.พริก (เป็นพืชสกุล Capsicum) ที่ให้ความเผ็ดร้อน , 2.พริกเสฉวน (เป็นพืชสกุล Zanthoxylum) ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและให้ความรู้สึกชาบนลิ้น , 3.เครื่องเทศสมุนไพร อาทิ โป๊ยกั๊ก ยี่หร่า และขิง ซึ่งช่วยเสริมกลิ่นรสโดยรวมให้โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยองค์ประกอบที่หลากหลายนี้เอง ทำให้หมาล่าถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูได้สารพัดรูปแบบ ตั้งแต่ปิ้งย่าง ผัด ไปจนถึงหม้อไฟที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลก

ความรู้สึกชามาจาก “แซนชูล” ซึ่งเป็นสารในกลุ่มอัลคิลเอไมด์ สารกลุ่มแซนชูลชนิดที่สำคัญ ได้แก่ ไฮดรอกซิล – อัลฟ่า – แซนชูล ซึ่งพบในพริกเสฉวน สารกลุ่มแซนชูลนี้จะไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด แสบร้อนและระคายเคืองในช่องปาก ทำให้รู้สึกเผ็ดชา แตกต่างจากความเผ็ดร้อนของแคปไซซินในพริกขี้หนูไทย” รศ.ดร.ขนิษฐา ระบุ

ซึ่งความโดดเด่นนี้ทำให้หมาล่าเข้าถึงคนได้กว้างขึ้น แม้แต่ผู้ที่ทานเผ็ดจัดไม่ได้ ก็ยังสามารถสนุกไปกับความเผ็ดชาที่มีมิติของกลิ่นหอมสมุนไพรจีนได้ จึงกลายเป็นเมนูยอดฮิตในหลายๆประเทศ นอกจากประเทศจีนและประเทศไทยอีกด้วย

เหรียญสองด้านของหมาล่า กินอย่างไรให้ได้รสชาติและไม่เสี่ยงต่อสุขภาพ ซึ่ง รศ.ดร.ขนิษฐา ให้มุมมองที่สมจริงในฐานะนักเทคโนโลยีทางอาหารว่า “โดยภาพรวม การรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของหมาล่า จะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและความอร่อย รวมถึงจะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ แต่ปริมาณสารสำคัญที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ ในอาหารนั้นอาจยังไม่สูงพอที่จะส่งผลชัดเจนในเชิงรูปธรรม”

ในขณะเดียวกันสิ่งที่ควรตระหนักคือ “ความเสี่ยงแฝง” จากกรรมวิธีการปรุง เนื่องจากเมนูหมาล่ามักมีปริมาณโซเดียมสูงจากการเติมเกลือเพื่อเสริมความเข้มข้นของรสชาติ และมีไขมันสูงจากน้ำมันที่เติมเพื่อสกัดสารให้กลิ่นรส การบริโภคโซเดียมในปริมาณที่เกินความจำเป็น (มากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) เป็นเวลานาน อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคไต ส่วนการบริโภคอาหารไขมันสูงเป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไขมันในเลือดสูงได้

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหาร หรือโรคลำไส้อักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานหมาล่าในปริมาณมาก เนื่องจากอาจทำให้เกิดความระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร ปวดท้องและเสียดท้องได้

และเพื่อให้การรับประทานหมาล่าเป็นไปอย่างเหมาะสมต่อสุขภาพ รศ.ดร.ขนิษฐา ทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับการทานหมาล่าให้เหมาะสมต่อสุขภาพไว้ 2 ข้อสำคัญดังนี้ 1.ไม่ควรรับประทานเป็นประจำทุกวัน ควรหมุนเวียนไปทานเมนูอื่นบ้าง เพื่อลดการสะสมของโซเดียมและไขมันในร่างกาย , 2.หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำซุปหมาล่าโดยตรง หากทานหม้อไฟ ควรใช้น้ำซุปหมาล่าเพียงแค่ลวกเนื้อสัตว์และผักเท่านั้น เพราะน้ำซุปหมาล่ามีเครื่องเทศที่เข้มข้น รวมถึงมีเกลือและน้ำมันในปริมาณที่สูงมาก หากบริโภคโดยตรงอาจส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารได้

ดังนั้น การรับประทานหมาล่าให้เหมาะสม ควรเน้น “ความพอดี” และเลือกบริโภคอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ยังคงได้ทั้งความอร่อยและไม่กระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

แหวกฟ้าหาฝัน : Swedish Art in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Swedish Art in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Swedish Art in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm เมืองหลวงของสวีเดนย่อมต้องมีผลงาน Swedish Art เป็นจำนวนมากอย่างไม่ต้องสงสัย Swedish Art หรือศิลปะของสวีเดนเป็นศิลปะที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยศิลปินชาวสวีเดนที่มีอยู่มากว่าพันปี ในช่วงเวลาย้อนไปก่อนสิ้นยุคน้ำแข็ง ดินแดนสแกนดิเนเวียเต็มไปด้วยนักล่า ศิลปะที่หลงเหลืออยู่ให้ศึกษาก็มาจากยุคหินซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างง่าย ๆ จากวัสดุที่หาได้ในช่วงเวลานั้น ในยุคทองแดงศิลปะมักเกี่ยวเนื่องกับเครื่องประดับซึ่งได้รับอิทธิพลจากเดนมาร์ก ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 7 เครื่องประดับได้ปรับสู่ Vendel Style ศิลปะสวีเดนโดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศถูกเรียกว่า Viking Art ยิ่งหลังจากการกำเนิดของศาสนาคริสต์และมีการบับติสมาแล้ว การสร้างสรรค์งานศิลปะก็เริ่มเข้าหาศาสนามากขึ้นโดยมักรังสรรค์งานด้านประติมากรรมเป็นส่วนใหญ่ ยุคสมัยแรกที่งานซึ่งเกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเริ่มมีบทบาทสำคัญก็คือ ยุค Romanesque โดยศิลปินรังสรรค์งานด้านผ้าและทองเป็นหลัก

หลังคริสต์ศตวรรษที่ 13 สวีเดนเข้าสู่ยุคโกธิค โบสถ์แรกที่รับเอาศิลปะแนวนี้คือ Linkoping โดยได้รับอิทธิพลจากโกธิคของอังกฤษ ส่วนงานประติมากรรมกลับได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศส และเยอรมันมากกว่า ของตกแต่งโบสถ์ไม่เพียงทำด้วยไม้และหินแล้ว ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วย ของเหล่านี้ยังคงหาดูได้ทั่วไปใน Scania และ Uppland งานทัศนศิลป์เริ่มเป็นศิลปะหลักในสวีเดนตอนกลางตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยมีทั้งงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรและนิยายปรัมปรา รวมทั้งกระจกสี ส่วนงานตกแต่งจากศิลปินต่างประเทศ หรือศิลปินท้องถิ่นที่เรียนรู้มาจากต่างประเทศเริ่มต้นจริงจังในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยมีการตกแต่งทั้งโบสถ์ ปราสาทและพระราชวัง อาทิ พระราชวัง Drottningholm เมื่อศิลปะแบบ Rococo เริ่มอุบัติขึ้นในภาคพื้นยุโรป ศิลปะแบบ Gustavian ก็อุบัติขึ้นในสวีเดนโดยได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะแบบ Rococo ทั้งฝรั่งเศส และอังกฤษซึ่งเน้นสร้างสรรค์งานภาพเหมือน ศิลปินสวีเดนที่รังสรรค์งานโดยอาศัยแรงบันดาลใจจาก Jacques Louis David คือ Olof Johan Sodemark

หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้า Gustav ที่สาม ศิลปะสวีเดนก็ชะงักงัน งานทัศนศิลป์ในช่วงเวลานั้นเน้นไปที่ชาวนา อาทิ French Peasant Girl โดย Hugo Salmson ทิวทัศน์ชนบท อาทิ The Last Ray of Sunshine โดย Julia Beck และ Summer Landscape โดย Edvard Bergh ในมุมมองของนักวิพากษ์ศิลป์นั้น ศิลปะสวีเดนคลุมเครือไม่โดดเด่นมาตลอดจวบจนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นงานด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ศิลปินสวีเดนเริ่มรังสรรค์งานด้วยฝีแปรงที่ใหญ่ ชัดเจน สีสันสดใสโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Van Gogh อาทิ Church Goers in a Boat โดย Carl Wilhelmson และ Self Portrait โดย Eugene Janssen

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรรมไซเบอร์ กลายเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำใน “Scambodia” ได้อย่างไร

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรรมไซเบอร์ กลายเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำใน “Scambodia” ได้อย่างไร

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรรมไซเบอร์ กลายเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำใน “Scambodia” ได้อย่างไร

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal หรือ WSJ ได้เผยแพร่บทความเรื่อง How Cybercrime Became a Leading Industry in ‘Scambodia’ หรือ “อาชญากรรมไซเบอร์กลายเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำใน “Scambodia” ได้อย่างไร” โดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่า ประเทศกัมพูชาได้กลายเป็นศูนย์กลางหลักของอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ โดยการดำเนินงานต้มตุ๋นหลอกลวงขนาดใหญ่สามารถสร้างรายได้มหาศาลถึงประมาณปีละ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างเป็นทางการของกัมพูชา

เกเบรียล สไตน์เฮาเซอร์ (Gabriele Steinhauser) และ แพตทริเซีย เคาส์มานน์ (Patricia Kowsmann) ผู้เขียนบนความนี้ระบุว่า กลุ่มอาชญากรรมที่นำโดยชาวจีนเป็นผู้ควบคุมและดำเนินกิจการภายใน “อาณาจักรเครือข่ายต้มตุ๋น” (Scam Compounds) ขนาดมหึมา สถานที่เหล่านี้เป็นที่กักขังแรงงานเหยื่อค้ามนุษย์หลายพันคน ซึ่งถูกบังคับให้ทำการฉ้อโกงออนไลน์พุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก ผ่านวิธีการปลอมตัวเป็นบุคคลอื่นและการหลอกลวงให้ลงทุน ขบวนการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ได้พัฒนาเป็นเครือข่ายข้ามชาติที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยใช้พื้นที่ที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่มาสร้างเป็น “นิคมสแกมเมอร์” ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรภายในตึกเดียว

เหยื่อส่วนใหญ่ถูกหลอกว่ามีงานไอทีรายได้สูงในกัมพูชา แต่เมื่อไปถึงกลับถูกยึดหนังสือเดินทางและบังคับให้ทำงานหลอกลวงวันละ 12–16 ชั่วโมง หากขัดขืนจะถูกกักขังหรือทำร้ายร่างกาย เทคนิคากรหลอกลวงหลัก คือการ “หลอกให้รักแล้วเชือด” โดยการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับเหยื่อผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนจะชักชวนให้ลงทุนในแพลตฟอร์มคริปโตเคอเรนซีปลอม นอกจากการหลอกล่อด้วยคำพูด ปัจจุบัน มีการใช้มัลแวร์ (Malware) โดยเฉพาะในระบบ Android เพื่อดักจับรหัส SMS และหลบเลี่ยงระบบสแกนใบหน้าเพื่อดูดเงินจากบัญชีธนาคารโดยตรง

บทความเน้นย้ำถึงบทบาทของบริษัทขนาดใหญ่ (Conglomerates) ในกัมพูชาที่จัดหาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบการชำระเงินที่เข้ารหัสลับ และบริการฟอกเงิน ทำให้ขบวนการเหล่านี้สามารถเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมหาศาลข้ามพรมแดนได้โดยที่ระบบธนาคารปกติไม่สามารถตรวจพบ บทความมีการกล่าวถึงตึกระฟ้าสีทองในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศ โดยระบุว่าบริษัทที่สร้างตึกนี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตร เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์

จากหลักฐานที่ถูกเปิดโปง ทั้งบันทึกการคว่ำบาตร เอกสารการจดทะเบียนบริษัท และการสัมภาษณ์เหยื่อรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่าเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับนักธุรกิจที่มีเส้นสายทางการเมือง และในบางกรณีรวมถึงบุคคลระดับสูงในรัฐบาลกัมพูชาด้วย

แม้รัฐบาลกัมพูชาได้ออกมาปฏิเสธการมีส่วนรู้เห็น ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีการบุกทลายจับกุม และเนรเทศชาวต่างชาติที่มาร่วมงานต้มตุ๋นหลายหมื่นคน แต่ดูเหมือนการดำเนินงานเหล่านี้เป็นเพียงการทำให้กลุ่มอาชญากรกระจายตัวออกไปมากกว่าที่จะหายไปอย่างสิ้นเชิง การแพร่ระบาดของกิจกรรมต้มตุ๋นยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงและเศรษฐกิจของกัมพูชา รวมถึงทำให้นักท่องเที่ยวลดลง นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมายังคงไม่สม่ำเสมอ และมีการดำเนินคดีกับตัวการระดับสูงในจำนวนที่น้อยมาก

รัฐบาลกัมพูชาไม่พอใจคำว่า ‘Scambodia’

ภายหลังบทความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสความไม่พอใจของชาวกัมพูชาทั้งประเทศ โดยล่าสุดเทพ อัสนาริธ โฆษกกระทรวงสารสนเทศกัมพูชาได้ประณามบทความดังกล่าวที่ใช้คำว่า “Scambodia” ในพาดหัว โดยระบุว่าคำดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่เป็นมืออาชีพ และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศ การนำชื่อประเทศเอกราชไปเชื่อมโยงกับกิจกรรมอาชญากรรมระดับโลก ถือเป็นการเยาะเย้ยและบั่นทอนศักดิ์ศรีของประชาชนชาวกัมพูชา ทางกระทรวงได้จัดทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงกองบรรณาธิการและผู้บริหารของ The Wall Street Journal เพื่อขอให้มีการทบทวนและแก้ไขบทความดังกล่าว เพราะบทบาทของสื่อมวลชนคือการให้ข้อมูล นำเสนอข้อเท็จจริง และช่วยแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ทำลายเกียรติยศของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ขณะที่ เกียว เรมี ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ออกมาเรียกร้องให้ The Wall Street Journal ถอนคำว่า Scambodia และกล่าวขอโทษ โดยระบุว่าเป็นคำที่ดูหมิ่น สร้างความเสื่อมเสีย และละเลยความพยายามของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ คณะกรรมการฯ ระบุว่าคำดังกล่าวเป็นการสร้างภาพจำที่ผิดพลาดต่อประชากรกว่า 18 ล้านคน และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และว่าการใช้ภาษาที่สร้างความตื่นตระหนก (Sensationalism) เพื่อดึงดูดความสนใจนั้นขัดต่อหลักวิชาชีพสื่อที่ควรเน้นข้อเท็จจริง

ที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชายืนยันว่าไม่ได้นิ่งนองใจกับปัญหานี้ โดยได้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทางการได้ดำเนินการปราบปรามคดีหลอกลวงออนไลน์มากกว่า 250 คดี ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2568 ถึงกลางเดือนเมษายนปีนี้ รวมถึงการเข้าตรวจค้นสถานที่ที่เชื่อมโยงกับกาสิโน 91 แห่ง พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีอาญา 112 คดี ที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยประมาณ 1,089 คน ถูกส่งฟ้องต่อศาล ผู้ต้องสงสัยมีทั้งสัญชาติจีน ไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และกัมพูชา นอกจากนี้ ทางการยังระบุว่าได้ส่งตัวชาวต่างชาติ 13,039 คน ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์ออกนอกประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม 2568 ถึงวันที่ 19 เมษายนปีนี้ อีกทั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัมพูชาได้เพิ่มความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อปราบปรามเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามพรมแดน

ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานจากองค์กรระดับโลกหลายแห่ง เช่น Amnesty International และ สหประชาชาติ ที่ระบุว่า กัมพูชาได้กลายเป็นศูนย์กลางของอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งกัมพูชามองว่าเป็นการกล่าวหาที่เกินจริงและละเลยความร่วมมือระดับนานาชาติที่กำลังดำเนินอยู่ ขณะที่บรรดาผู้นำกัมพูชาเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในเดือนเมษายนปีนี้ จะต้อง “กำจัด” เครือข่ายสแกมเมอร์ออนไลน์ในประเทศให้หมดสิ้นไป ท่ามกลางข้อกังขาจากหน่วยงานตรวจสอบระหว่างประเทศ ที่ยังคงระบุว่า ปัญหาระบบการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานในนิคมสแกมเมอร์เหล่านี้ยังคงฝังรากลึกอยู่ในกัมพูชาเหมือนเดิม

โดย ดาโน โทนาลี

Photo of the week : ‘น้ำตกมอเตอร์ไซค์’ ที่ไต้หวัน

Photo of the week : 'น้ำตกมอเตอร์ไซค์' ที่ไต้หวัน

Photo of the week : ‘น้ำตกมอเตอร์ไซค์’ ที่ไต้หวัน

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพถ่ายปรากฏการณ์ “น้ำตกมอเตอร์ไซค์” (Scooter Waterfall) อันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงไทเป เกิดขึ้นบริเวณทางลงสะพานไทเป (Taipei Bridge) ทุกเช้าในช่วงเวลาเร่งด่วน มวลมหาชนผู้ใช้รถจักรยานยนต์จำนวนมหาศาลจะหลั่งไหลลงจากสะพานเพื่อเข้าสู่ใจกลางเมือง สร้างภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนกระแสน้ำที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

ไต้หวันมีรถจักรยานยนต์จดทะเบียนมากกว่า 14.5 ล้านคัน จากประชากรราว 23 ล้านคน ทำให้พาหนะชนิดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางที่ได้รับความนิยม เนื่องจากความสะดวกคล่องตัวในการซอกแซกผ่านการจราจรที่หนาแน่น และความคุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคที่ระบบขนส่งมวลชนแบบราง (MRT) ยังไม่ครอบคลุมเท่าปัจจุบัน