หน้าร้อนท้องเสียระบาด ระวัง ‘อาหารสุก’ วางทิ้งไว้ก็เสียได้ ชี้แบคทีเรียทนร้อน-โตไว แนะ ‘กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ’

หน้าร้อนท้องเสียระบาด  ระวัง ‘อาหารสุก’ วางทิ้งไว้ก็เสียได้  ชี้แบคทีเรียทนร้อน-โตไว แนะ ‘กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ’

หน้าร้อนท้องเสียระบาด ระวัง ‘อาหารสุก’ วางทิ้งไว้ก็เสียได้ ชี้แบคทีเรียทนร้อน-โตไว แนะ ‘กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ’

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

ภัยหน้าร้อนไม่ได้มีแค่ฮีทสโตรกอย่างเดียว แต่อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังเป็นตัวเร่งให้เชื้อแบคทีเรียและไวรัสในอาหารเติบโตได้เร็ว เมื่อรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเข้าไปจึงอาจนำไปสู่ “อาการท้องเสีย” ซึ่งในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ และที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ หลายคนมักเข้าใจว่าอาหารปรุงสุกจะปลอดภัย 100% ทั้งที่ความจริงแล้วอาจยังมีเชื้อโรคแฝงตัวอยู่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องใส่ใจคือเมนูที่เราเลือกกินตั้งแต่แรก

 พญ. อุไรวรรณ สิมะพิเชฐ อายุรแพทย์โรคระบบตับและทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต  เจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงของอาการท้องเสีย พร้อมเปิดลิสต์เมนูเสี่ยงเสียง่ายที่ควรระวัง และแชร์เทคนิคง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพลำไส้ให้ปลอดภัยตลอดหน้าร้อนนี้

เชื้อแบคทีเรีย-ไวรัส ภัยร้ายตัวจิ๋วที่ทำให้เราท้องเสีย

อาการท้องเสียในหน้าร้อนมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสในระบบทางเดินอาหาร โดยเชื้อที่พบบ่อยในฤดูนี้ ได้แก่ เชื้อ Vibrio ในอาหารทะเลปรุงกึ่งสุกกึ่งดิบ เชื้อ Salmonella ในเนื้อสัตว์ ไข่ดิบ หรือนมที่ฆ่าเชื้อไม่สะอาด เชื้อ E. coli ที่ปนเปื้อนในน้ำดื่มและผักผลไม้ล้างไม่สะอาด และเชื้อ Staphylococcus aureus ที่จะสร้างสารพิษขึ้นมาในอาหารที่ตั้งทิ้งไว้ในที่ร้อน นอกจากนี้อาจพบเชื้อไวรัสที่พบบ่อยในฤดูหนาวอย่างเชื้อ Norovirus และ Rotavirus ผ่านการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนหรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด

อาหารปรุงสุก วางทิ้งไว้แค่ 2 ชั่วโมงก็อาจเสียได้

“หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมกินอาหารปรุงสุกแล้วยังท้องเสีย คำตอบคือเชื้อบางชนิดสามารถสร้างสารพิษที่ทนความร้อนทิ้งไว้ในอาหารได้ ทำให้แม้จะนำมาอุ่นหรือปรุงสุกซ้ำก็อาจกำจัดสารพิษได้ไม่หมด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) จากการใช้อุปกรณ์ร่วมกันระหว่างของดิบและของสุก รวมถึงการวางอาหารไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกิน 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี และบางทีอาการท้องเสียอาจเกิดจากสารเคมีตกค้างในวัตถุดิบ ซึ่งความร้อนไม่สามารถกำจัดได้เช่นกัน” พญ.อุไรวรรณ สิมะพิเชฐ อธิบาย

มัดรวม 5 เมนูสุดฮิตที่ต้องระวังในหน้าร้อน

ในช่วงหน้าร้อน เมนูที่เรากินเป็นประจำอาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้โดยไม่รู้ตัว เริ่มจากข้าวมันไก่และข้าวหมูแดง ซึ่งจุดเสี่ยงมักอยู่ที่ ‘น้ำจิ้ม’ ที่บูดเสียง่ายเมื่อวางไว้ในอุณหภูมิห้อง และ ‘น้ำราด’ ที่มีทั้งแป้งและน้ำตาลซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรีย ทำให้เชื้อเติบโตได้รวดเร็ว นอกจากนี้ อาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิ เช่น แกงเขียวหวาน ขนมหวาน หรือน้ำพริกบางชนิด ก็เสี่ยงบูดเสียได้เร็วขึ้น รวมถึงผักสดที่ล้างไม่สะอาดก็อาจมีแบคทีเรียตกค้าง และน้ำสลัดที่มีไข่สดหรือมายองเนส หากวางทิ้งไว้นานก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนได้เช่นกัน อีกหนึ่งเมนูที่ต้องระวังคืออาหารทะเลลวกหรือปรุงแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ เพราะอุณหภูมิสูงทำให้เชื้อ Vibrio เจริญเติบโตเร็ว หากปรุงไม่สุกทั่วถึงก็เสี่ยงท้องเสียได้มากขึ้น ปิดท้ายด้วยข้าวผัดค้างคืน หรือข้าวที่แช่เย็นไม่เพียงพอก่อนนำมาผัด ซึ่งอาจเอื้อต่อการเกิดสปอร์ของแบคทีเรีย Bacillus cereus ที่ทนความร้อน และเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษได้

ไขข้อสงสัย ทำไมกินเมนูเดียวกัน แต่เราท้องเสียคนเดียว

พญ.อุไรวรรณ  อธิบายว่า “ร่างกายของคนเราตอบสนองต่อเชื้อโรคและอาหารไม่เหมือนกัน บางคนภูมิต้านทานดีก็อาจทนได้มากกว่า หรือบางคนอาจไม่ได้ท้องเสียจากเชื้อโรคโดยตรง แต่เกิดจากการที่ร่างกายไวต่อสารบางชนิด เช่น แลคโตสในนม หรือแคปไซซินในพริก นอกจากนี้ถ้ากินอาหารจานเดียวกัน แต่เราไปตักโดยส่วนที่มีเชื้อปนเปื้อนมาก ๆ ก็มีโอกาสท้องเสียได้มากกว่า ทำให้แม้จะกินเมนูเดียวกันก็อาจไม่ได้ท้องเสียทุกคน”

ท้องเสีย-อาเจียนบ่อย-ขาดน้ำ พบแพทย์ด่วน!

อาการท้องเสียทั่วไปมักมีการถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน แต่หากเป็นการท้องเสียจากการติดเชื้อจะมีอาการร่วม เช่น มีไข้ อุจจาระมีมูกหรือเลือดปน มีกลิ่นผิดปกติ ปวดบิดหรือปวดเบ่งรุนแรง รวมถึงคลื่นไส้อาเจียน โดยถ้ามีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส อาเจียนบ่อยจนจิบน้ำเกลือแร่ไม่ได้ มีสัญญาณขาดน้ำอย่างปากแห้ง ตาโหล ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม หน้ามืด หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ถือว่าเป็นการติดเชื้อรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที พญ.อุไรวรรณ สิมะพิเชฐ กล่าวเสริมว่า “ใครที่ท้องเสียอยู่ไม่แนะนำให้ซื้อยาหยุดถ่ายมากินเอง และควรใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้นเพื่อความปลอดภัย ซึ่งปกติยากลุ่มนี้มักใช้เฉพาะในกรณีท้องเสียเฉียบพลันที่ไม่มีการติดเชื้อ หรือเพื่อควบคุมอาการชั่วคราวเท่านั้น”

จดไว้เลย! 4 อาหารช่วยฟื้นฟูลำไส้ช่วงท้องเสีย

เมื่อเราท้องเสียควรหลีกเลี่ยงนมและผลิตภัณฑ์จากนม อาหารไขมันสูง อาหารรสจัด อาหารที่มีกากใยมาก รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะอาจกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานหนักขึ้น และควรเน้นกินอาหารที่รสจืด ย่อยง่าย ตามหลัก BRAT Diet ได้แก่ กล้วยน้ำว้า (Bananas) ที่ช่วยชดเชยโพแทสเซียมและช่วยให้ขับถ่ายเป็นก้อน ข้าวขาว โจ๊ก หรือข้าวต้ม (Rice) ที่ย่อยง่ายและให้พลังงาน ซอสแอปเปิลหรือแอปเปิลปอกเปลือก (Applesauce) ที่ช่วยลดการระคายเคือง และขนมปังขาวปิ้ง (Toast) ที่ไม่ทาเนยหรือแยม ซึ่งช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น

“ทุกคนสามารถป้องกันการท้องเสียในช่วงหน้าร้อนได้ง่าย ๆ ด้วยหลัก ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’ โดยเน้นกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่เท่านั้น และใช้ช้อนกลางเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากน้ำลาย ถ้ากินไม่หมดให้เก็บเข้าตู้เย็นทันที อย่าวางทิ้งไว้ เมื่อต้องการอุ่นซ้ำให้อุ่นครั้งเดียวด้วยความร้อนที่สูงพอเพื่อฆ่าเชื้อโรคให้ทั่วถึง รวมถึงหมั่นล้างมือและแยกอุปกรณ์ของดิบกับของสุกอย่างชัดเจนเพื่อความสะอาด แม้อาการท้องเสียจะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ป้องกันได้ แต่ถ้ามีอาการรุนแรง ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที” พญ.อุไรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัย สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต และนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0054 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน  

แพทย์เตือนฮีทสโตรก “ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ” คือสัญญาณอันตราย

แพทย์เตือนฮีทสโตรก

แพทย์เตือนฮีทสโตรก “ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ” คือสัญญาณอันตราย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.49 น.

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศร้อนจัดและคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภัยสุขภาพใกล้ตัวที่ประชาชนไม่ควรมองข้ามคือ “ภาวะโรคลมแดด” หรือ “ฮีทสโตรก (Heatstroke)” ซึ่งมีแนวโน้มพบได้บ่อยขึ้นในช่วงอากาศร้อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

“ฮีทสโตรก” ไม่ใช่เพียงอาการเพลียแดดทั่วไป แต่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะสมองและหัวใจ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้

นพ.สุเรส กุมาร นารูลา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ, เวชบำบัดวิกฤต (Critical Care), โรคหลอดเลือดหัวใจ และการฉีดสีดูหลอดเลือดเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Angiogram) โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ฮีทสโตรก” คือภาวะที่อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงเกิน  40–40.5 องศาเซลเซียส จนเข้าสู่ระดับ “วิกฤต” ส่งผลให้ระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้ ทำให้ผิวหนังของผู้ป่วยร้อนจัดแต่แห้ง ไม่มีเหงื่อ และความร้อนจะเริ่มทำลายอวัยวะสำคัญจากภายในทันที

จุดสังเกตสำคัญของ “ฮีทสโตรก” คือ ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส แต่ “ไม่มีเหงื่อ” ทั้งที่ร่างกายร้อนจัด ซึ่งบ่งชี้ว่าระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว “สมอง” เป็นอวัยวะที่ไวต่อความร้อนมากที่สุด เมื่ออุณหภูมิร่างกายเกินระดับดังกล่าว เซลล์สมองจะเริ่มหยุดทำงานทันที ผู้ป่วยจึงมีอาการสับสน ชัก หรือหมดสติ และนี่คือจุดเริ่มต้นของปฏิกิริยาลูกโซ่ (Domino Effect) ที่ความเสียหายจะลุกลามไปยังหัวใจ ตับ และไตอย่างรวดเร็ว เกิดการอักเสบเฉียบพลัน และในกรณีรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะ DIC (Disseminated Intravascular Coagulation) หรือภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้เกิดลิ่มเลือดกระจายทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

นพ.สุเรส กล่าวต่อว่า หัวใจของการรักษาฮีทสโตรกคือ “เวลา” ทุกนาทีมีค่า ยิ่งลดอุณหภูมิร่างกายได้เร็วเท่าไร โอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้น หลักการนี้ไม่ต่างจาก “Time is Brain” หรือ “Time is Muscle” ในผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ผลกระทบของฮีทสโตรกครอบคลุมทั้งร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจที่อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ แม้หัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันทีเหมือนภาวะหัวใจวาย แต่หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ขณะเดียวกันอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ตับได้รับความเสียหายรุนแรง และระบบเลือดเกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งยิ่งเร่งให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ

กลุ่มเสี่ยงของฮีทสโตรกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง และกลุ่มร่างกายแข็งแรงแต่ทำกิจกรรมหนักกลางแจ้ง เช่น นักกีฬา หรือผู้ใช้แรงงาน

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและเบาหวาน ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากร่างกายมี “จุดอ่อน”      อยู่เดิม เมื่อเผชิญความร้อน อวัยวะที่อ่อนแอจะถูกทำลายก่อนและเกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ได้รวดเร็ว อาการจึงรุนแรงกว่า และมีเวลาในการช่วยเหลือน้อยกว่า โดยหากนำส่งโรงพยาบาลล่าช้า โอกาสรอดชีวิตอาจต่ำกว่า 50%

เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น “ฮีทสโตรก” สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “รีบ” นำส่งโรงพยาบาลทันที พร้อมทั้งย้ายผู้ป่วยไปยังที่ร่มหรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิ หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัว สามารถให้ดื่มน้ำเย็นได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยฮีทสโตรกหัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันที ดังนั้นการทำ CPR จึงไม่ใช่การปฐมพยาบาลหลักยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพราะทุกนาทีของผู้ป่วยฮีทสโตรกมีค่าอย่างยิ่ง หากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

นพ.สุเรส กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมากเข้าใจสับสนว่า “ฮีทสโตรก” คือ “สโตรก” เพราะมีอาการคล้ายกัน โดยอธิบายสั้น ๆ ว่า แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุแตกต่างกัน “สโตรก” เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน ขณะที่ “ฮีทสโตรก” เกิดจาก “ความร้อน” ที่สูงเกินขีดจำกัดจนทำลายระบบควบคุมอุณหภูมิ สำหรับอาการ “สโตรก” ผู้ป่วยจะมีอาการชาครึ่งซีก หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติ ซึ่งสามารถจดจำได้ด้วยหลัก FAST (Face, Arm, Speech, Time) ส่วน “ฮีทสโตรก” มีลักษณะเด่นคือ “ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อ” ร่วมกับอาการทางสมอง เช่น สับสน เพ้อ ชัก หรือหมดสติ

การป้องกัน “ฮีทสโตรก” แนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน หลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงที่สุด และควรดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยรับประทานอาหารที่เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30–40 นาที สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโรค “ฮีทสโตรก” สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือโทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

LOXLEY & LPD & Loxbit ผ่านการรับรอง Carbon Footprint องค์กร ปี 2567 ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ตามแนวทางความยั่งยืนระดับประเทศ

LOXLEY & LPD & Loxbit ผ่านการรับรอง Carbon Footprint องค์กร ปี 2567  ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ตามแนวทางความยั่งยืนระดับประเทศ

LOXLEY & LPD & Loxbit ผ่านการรับรอง Carbon Footprint องค์กร ปี 2567 ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ตามแนวทางความยั่งยืนระดับประเทศ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.32 น.

บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย 2 บริษัทย่อยในเครือ ได้แก่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และ บริษัท ล็อกซบิท จำกัด (มหาชน) ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) สำหรับข้อมูลประจำปี 2567 จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก ในการกำกับดูแลและส่งเสริมการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ในประเทศไทย

สำหรับผลการประเมินในปี 2567 พบว่า บมจ.ล็อกซเล่ย์ มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 อยู่ที่ 1,855 tCO2e ขณะที่ บจก.ล็อกซเล่ย์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ อยู่ที่ 598 tCO2e และ บมจ.ล็อกซบิท อยู่ที่ 92 tCO2e โดยบริษัทได้กำหนดปีดังกล่าวเป็นปีฐานในการติดตามและวางแผนดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ กลุ่มล็อกซเล่ย์ยังมีแผนขยายขอบเขตการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมทุกมิติใน Scope 3 เพื่อรองรับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน IFRS ที่จะประกาศใช้  พร้อมทั้งส่งเสริมให้บริษัทย่อยและพันธมิตรทางธุรกิจ รายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จในการได้รับการรับรองครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทล็อกซเล่ย์ ในการบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทย ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 ภายในปี 2573 ตามกรอบ Nationally Determined Contribution (NDC) เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

ครั้งแรกกับ หมอลำ กลางเมือง ปลาร้าหมอลำ2026 แซ่บ เซิ้ง อินเดอะซิตี้

ครั้งแรกกับ หมอลำ กลางเมือง  ปลาร้าหมอลำ2026 แซ่บ เซิ้ง อินเดอะซิตี้

ครั้งแรกกับ หมอลำ กลางเมือง ปลาร้าหมอลำ2026 แซ่บ เซิ้ง อินเดอะซิตี้

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.00 น.

จากความสำเร็จในปีแรกที่จัดขึ้นในจังหวัดขอนแก่น สู่การนำพาวัฒนธรรมอีสานเข้าสู่กรุงเทพฯ ครั้งแรกกับ ‘หมอลำ’ กลางเมือง กับงานยิ่งใหญ่แห่งปี Singha corporation presents ‘ปลาร้าหมอลำ2026 แซ่บ เซิ้ง อินเดอะซิตี้’ ภายใต้ความร่วมมือของ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าส่งเสริมวัฒนธรรมภาคอีสาน สร้างมูลค่าและยกระดับผลิตภัณฑ์และศิลปวัฒนธรรม โดยชูด้านภูมิปัญญาชาวบ้านทางด้านอาหารและศิลปะการแสดงของภาคอีสาน พร้อมผลักดัน “ซอฟต์พาวเวอร์” (Soft Power) ของวัฒนธรรมอีสานเพื่อสร้างโอกาสด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและพื้นถิ่น ตลอดจนด้านการท่องเที่ยว ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่นของไทย โดยมี “ปลาร้า” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารพื้นบ้าน และ “หมอลำ” ศาสตร์และศิลป์พื้นถิ่นอีสานอันทรงคุณค่า เพื่อยกระดับสู่สายตานานาชาติครบทุกมิติ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 พฤษภาคม 2569 ที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 16.00 – 23.00 น.

ปลาร้าและหมอลำเป็นสองสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของคนอีสานซึ่งเต็มไปด้วยภูมิปัญญา ความสร้างสรรค์ และความผูกพันกับธรรมชาติที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ‘ปลาร้า’ อาหารหมักดองที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของภาคอีสาน ไม่เพียงแต่เป็นวิธีถนอมอาหารในสมัยก่อน แต่ยังแฝงด้วยศาสตร์การหมักดองที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ให้รสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวที่ทำให้นึกถึงบ้านเกิด ส่วน ‘หมอลำ’ เป็นศิลปะการแสดงและดนตรีพื้นบ้านที่ถ่ายทอดเรื่องราว ความรัก ความเศร้า และวิถีชีวิตของชาวอีสานได้อย่างลึกซึ้ง โดยปัจจุบันผสมผสานสมัยใหม่ในหมอลำประยุกต์ คือการผสมผสานศิลปะการแสดงพื้นบ้านอีสานเข้ากับดนตรีร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น ด้านดนตรี การร้อง การแสดง และ วัฒนธรรม

Singha corporation presents ‘ปลาร้าหมอลำ2026 แซ่บ เซิ้ง อินเดอะซิตี้’ ได้ยกทัพการแสดง ศิลปิน แสงสีเสียงสุดอลังการใจกลางเมือง ที่ปีนี้เพิ่มความพิเศษดึง ‘ลูกทุ่ง’ มาร่วมเซิ้งไปพร้อมกัน รวมไปถึงอาหารระดับ มิชลิน ที่ถูกรวบรวมความแซ่บมาไว้ที่งานเดียว เรียกได้ว่าเป็นงานยิ่งใหญ่แห่งปีที่ไม่ควรพลาด โดยมีไฮไลต์ดังนี้

1. เวทีคอนเสิร์ต หมอลำ-ลูกทุ่ง-ดีเจ : เวทีหมอลำและลูกทุ่งชื่อดัง สนุกได้ทุกวัย ศาสตร์ของดนตรีที่จะเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมทุกมิติไว้ด้วยกัน ด้วยพลังของหมอลำและลูกทุ่งที่ประยุกต์ให้ร่วมสมัยมากขึ้น แต่ยังเล่าเรื่องวัฒนธรรมอีสานที่มีความเป็นมา ถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนและยังสืบสานความเป็นไทยได้อย่างลึกซึ้ง จากคณะหมอลำ ได้แก่ ไหมไทย หัวใจศิลป์ Paradise Bangkok ปะทะ ลูกทุ่งชื่อดัง อาภาพร นครสวรรค์ มีนตรา อินทิรา เสริมทัพด้วย DJ YP และ สตาร์เกเซอร์ x หนึ่งศรัณย์ “หมอลำโทรนิก้า”

2. โซนอาหารและเครื่องดื่ม FOOD ZONE: หนึ่งในไฮไลต์ของงานที่ไม่ควรพลาด งานนี้มีทั้งร้านเด็ด ร้านดังจากมิชลินไกด์ที่งัดมาปะทะอาหารอีสานแท้ พบกับเมนูฟิวชั่นหลายสัญชาติ ที่รวบรวมมาไว้ที่งานนี้ให้เต็มอิ่มตลอด 2 วันเต็ม

3. ร้านดังจากแดนอีสาน ISAN AUTHENTIC: นำเสนอรสชาติอันหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ของ ‘ปลาร้า’ โดยมีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับนวัตกรรมการปรุงอาหารสมัยใหม่เพื่อเพิ่มคุณค่าและความโดดเด่นของวัตถุดิบดั้งเดิม ผ่านการตีความใหม่ของปลาร้าในรูปแบบที่ทันสมัยและน่าสนใจ จากป้าเชฟ-ศิริรัตน์ เถาว์โท เจ้าของร้าน ‘หมก’ ในจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าของรางวัล Bib Gourmand จากมิชลิน 2 ปีซ้อน

4. LANDMARK INSTALLATION & GAME ACTIVITIES: ภายในงานมีจัดแสดงจุดถ่ายภาพเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอีสาน ที่ผสมผสานเข้ากับสมัยใหม่ โดยการออกแบบที่สื่อถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมอีสาน ตลอดจนซุ้มกิจกรรมปาลูกโป่งร่วมลุ้นรางวัลมากมาย

5. CELEB / CHEF TALK เวทีสาธิต : เวทีแบ่งปันความรู้ในเรื่องอาหารอีสานจากเชฟ-เซเลบริตี้ชื่อดังด้านอาหาร อาทิ ‘หม่ำ จ๊กมก’ นำน้ำปลาร้าภายใต้แบรนด์ “หม่ำแซ่บ” (MUMZAB) มาโชว์ฝีมือการทำอาหารและสาธิตการใช้น้ำปลาร้าสร้างสรรค์เมนูพิเศษ และจัดจำหน่ายเฉพาะในงานนี้เท่านั้น พร้อมด้วย ป้าเชฟ-ศิริรัตน์ เถาว์โท เจ้าของร้าน ‘หมก’ จากจังหวัดอุบลราชธานี มาเสริมทัพการันตีด้วยมิชลินไกด์ ให้ม่วนแซ่บเซิ้ง อินเดอะซิตี้ กันถ้วนหน้า

เที่ยว 9000 โบก ชมตะวันอ้อมโขงที่บ้านตามุย อุบลราชธานี

เที่ยว 9000 โบก ชมตะวันอ้อมโขงที่บ้านตามุย อุบลราชธานี

เที่ยว 9000 โบก ชมตะวันอ้อมโขงที่บ้านตามุย อุบลราชธานี

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.00 น.

รู้ยัง? อุบลฯ ไม่ได้มีแค่ 3000 โบกนะ!  เตรียมตัวไปอัพเดทที่เที่ยวใหม่สุดอันซีนกับความมหัศจรรย์ของ “9000 โบก” ที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ทริปนี้ “แห้ว – โสภณ” จะพาไปลุยบ้านตามุย นั่งเรือฝ่าวังน้ำวนสุดระทึกไปกับ “ป๋าเต๋อ” ไกด์ผู้บุกเบิกและเจ้าของสวนแสงสุนี พร้อมตะลุยถ่ายรูปเท่ๆ กับโบกชื่อสุดครีเอท ไม่ว่าจะเป็น โบกส่องสาว โบกจูบหมี โบกคอช้าง และโบกหัวใจสายฟ้า9000 โบกไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่มันคือความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา  ทั้งจากแรงน้ำวน การขัดสี และการกัดเซาะจนเกิดเป็นแอ่ง ซึ่งใช้เวลาสะสมตัวยาวนานนับล้านปีเลยทีเดียว

แถมด้วยไฮไลท์ยามเย็นกับการนั่งเรือชมวิวและพร้อมชมปรากฏการณ์ ‘ตะวันอ้อมโขง’ สุดโรแมนตก  ที่มองเห็นได้จากบ้านตามุย

ใครสายลุย สายคอนเทนต์ถ่ายรูป ห้ามพลาดเด็ดขาด! ตามไปดูความสวยงามแบบเต็มๆ กันได้เลย ในรายการ เที่ยวละไมไทยแลนด์เวิลด์ ???? อาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 เวลา 04.55 น.  ทางช่อง 3กด33 ดูทีวี กด33 ดูมือถือกด 3 Plus

 สำหรับใครที่อยากตามรอย: เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกเดินทางไปพร้อมกันในรายการ #เที่ยวละไมไทยแลนด์เวิลด์ ทริปนี้รูปสวย คอนเทนต์ปังแน่นอน! เช้าวันอาทิตย์นี้ 26 เมษายน เจอกันเวลา: 04.55 น. ทางช่อง 3กด33 ดูทีวี กด33 ดูมือถือกด 3 Plus

#เที่ยวละไมไทยแลนด์เวิลด์ #9000โบก #เที่ยวอุบลราชธานี #ที่เที่ยวอุบล #ตะวันอ้อมโขง #UnseenThailand

เก็บพลังเต็มร้อย บอย อนุวัฒน์ เบรกชาร์จแบตก่อนขึ้นเวทีใหญ่

เก็บพลังเต็มร้อย บอย อนุวัฒน์ เบรกชาร์จแบตก่อนขึ้นเวทีใหญ่

เก็บพลังเต็มร้อย บอย อนุวัฒน์ เบรกชาร์จแบตก่อนขึ้นเวทีใหญ่

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.00 น.

เรียกว่าขอเบรกชาร์จแบตกันแบบเรียบๆ แต่สะกดสายตาไม่น้อย สำหรับ บอย อนุวัฒน์ หรือ บอย PEACEMAKER ที่ล่าสุดปล่อยภาพลุคสบาย ๆ ในโมเมนต์พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศเมืองสุดละมุน แต่ถึงจะมาในโหมดชิล ความเท่ ความนิ่ง และเสน่ห์อบอุ่นก็ยังชัดเจนจนแฟน ๆ อดโฟกัสไม่ได้

ภาพเซตนี้เผยให้เห็นอีกมุมของศิลปินคุณภาพที่หลายคนคุ้นเคยในบทบาทนักร้องเสียงทรงพลัง แต่ครั้งนี้มาในลุคเรียบง่าย สบายตา และเต็มไปด้วยอารมณ์เหมือนกำลังปล่อยใจพัก ก่อนกลับไปทุ่มสุดตัวกับอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญบนเวทีใหญ่ที่แฟนเพลงรอคอย เพราะทันทีที่ได้เห็นภาพเหล่านี้ ก็ยิ่งทำให้หลายคนสัมผัสได้ถึงความพร้อม ความนิ่ง และพลังที่กำลังก่อตัวก่อนวันโชว์จริง

และแน่นอนว่า การพักเพื่อเติมพลังครั้งนี้ คือการนับถอยหลังสู่คอนเสิร์ตครั้งสำคัญ PEACEMAKER THE RE:PEACE CONCERT 23RD ANNIVERSARY คอนเสิร์ตที่เปรียบเหมือนการกลับมารวมพลังความทรงจำ ความผูกพัน และบทเพลงฮิตที่อยู่ในใจแฟนเพลงมาอย่างยาวนาน เตรียมพาทุกคนย้อนกลับไปซึมซับทุกความรู้สึก ทั้งสุข ทั้งเหงา ทั้งคิดถึง และความประทับใจที่ PEACEMAKER เคยฝากไว้ตลอด 23 ปี

เชื่อว่าเมื่อถึงวันแสดงจริง แฟนเพลงจะได้เห็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่เต็มไปด้วยคุณภาพของเสียงร้อง มวลอารมณ์ และพลังบนเวทีแบบจัดเต็มสมการรอคอย เพราะแค่ภาพเบรกชาร์จแบตก่อนขึ้นเวที ก็ยังทำเอาหลายคนใจสั่น และยิ่งอยากเห็นช่วงเวลาที่ บอย PEACEMAKER จะกลับมาปล่อยพลังผ่านเสียงเพลงต่อหน้าแฟน ๆ แบบเต็มแม็กซ์อีกครั้ง

สมมงตัวแม่ ม้า อรนภา นั่งแท่นกรรมการคัดเลือกนักศึกษา สถาบันพระปกเกล้า

สมมงตัวแม่ ม้า อรนภา นั่งแท่นกรรมการคัดเลือกนักศึกษา สถาบันพระปกเกล้า

สมมงตัวแม่ ม้า อรนภา นั่งแท่นกรรมการคัดเลือกนักศึกษา สถาบันพระปกเกล้า

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.35 น.

วานนี้ 24 เมษายน 2569 พี่ใหญ่แห่งวงการบันเทิงอย่าง ม้า อรนภา กฤษฎี ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลส่วนตัว จนกลายเป็นประเด็นที่คนบันเทิงและชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างมาก เผยบทบาทใหม่สุดเซอร์ไพรส์ที่ทำเอาหลายคนต้องหยุดดู  โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “วันนี้มาเป็นกรรมการคัดเลือกผู้เข้าเรียน สถาบันพระปกเกล้า เพื่อนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ดีในอนาคต”

 ม้า อรนภา กฤษฎี

ทันทีที่โพสต์ของ ม้า อรนภา กฤษฎี ถูกเผยแพร่ออกไป แฟนคลับและชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม โดยส่วนใหญ่ชื่นชมในความสามารถและบทบาทที่เหมาะสมในครั้งนี้ เช่น

“สุดยอดจริง ๆ ครับ….พี่ม้า”

“เยี่ยมมากเลยค่ะ”

“Ruechathorn Win”

“ยินดีอย่างยิ่งค่ะ”

“เหมาะสมครับ​ ยินดีด้วย”

“คุณค่า ที่คุณ คู่ควร  “

“ที่สุดค่ะพี่ม้า”

 ม้า อรนภา กฤษฎี
 ม้า อรนภา กฤษฎี
 ม้า อรนภา กฤษฎี
 ม้า อรนภา กฤษฎี
 ม้า อรนภา กฤษฎี

ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง เมื่อตัวแม่วงการบันเทิงอย่าง ม้า อรนภา ข้ามฝั่งมาช่วยคัดกรองบุคลากรคุณภาพเมืองไทยในอนาคต

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Ornapa Krisadee 

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ระยะสร้างรัก (BrandNewLandscape)

ระยะสร้างรัก(BrandNewLandscape)

ระยะสร้างรัก(BrandNewLandscape)

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนังขนาดยาวเรื่องแรกจาก  ยุอิกะ ดันซึกะ ผู้กำกับวัย 27 ปีซึ่งสร้างสถิติเป็น “ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นที่อายุน้อยที่สุด” ที่มีผลงานฉายในสาย “Directors’ Fortnight” ที่ “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 78” (2025 Cannes Film Festival) และได้เข้าชิงรางวัลในสาขา “Camérad’Or”อันทรงเกียรติด้วย
ระยะ สร้าง รัก(Brand New Landscape) มาในบรรยากาศของหนังเหงาๆ หนังดราม่าครอบครัว ตัวละครไม่ยอม Move on ออกจาก ปมในใจ การพลัดพราก จากลาในอดีตแต่ ความเหงาของ ระยะ สร้าง รัก(Brand New Landscape) กลับต่างไปจากหนังเหงาๆ ที่เคยดูๆ กันมา ไปๆ มาๆ ไม่รู้สึกว่าหนังเศร้า หดหู่ หรือ เหงา ตามแค่เป็นหนังที่ ไม่ได้ขยี้! อะไรมากมาย แต่กลับดึงให้ค่อยๆตามดูตัวละครว่าจะจัดการกับปมในใจMoveOnออกมาได้อย่างไรหนังค่อยๆ เล่าเรื่องไปเรื่อยๆไม่รีบร้อนเน้นไปที่ตัว‘เร็น’กับ‘เอมิ’พี่สาวเป็นหลัก แม้หนังจะค่อยเป็นค่อยไปแต่หนังกลับออกมาดูเพลินไม่น่าเบื่อหนังเด่นมากในทุกส่วนผสมกันได้แบบลงตัว ทั้ง การแสดง โปรดักขั่นงามๆ สวยๆ ทั้ง ภาพ แสง สี ดนตรีประกอบ ที่ทำให้ หนัง ออกมา เป็นหนังดราม่าดีๆ ดูเพลินไม่รู้สึกว่าเป็นหนังอาร์ต/นอกกระแสแต่เป็นหนังที่ดูง่ายย่อยง่าย

งานด้านภาพที่ดูแปลกตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนมาดูภาพถ่ายสวยที่มาจัดแสดงในงาน นิทรรศการงานโชว์ภาพศิลป์สวยมีการจัดวางตำแหน่งของคนองค์ประกอบแบล็คกราวน์ในภาพ แสงเงาเหลี่ยมมุมต่างๆออกมาดีดูมีดีไซด์มีทั้งลองเทคและถ่ายธรรมดาภาพต่างๆในหนัง ช่วย ดึงให้เข้าไปสู่ตัวหนังทำให้ดูหนังได้แบบไม่น่าเบื่อดูเพลินดูสนุกได้ตลอดเรื่องเหมือนเป็นตัวละครตัวหนึ่งในหนังภาพสวยเข้ากับเรื่องราวของสถาปนิกในเรื่องจริงๆ


ดนตรีประกอบรื่นหูเป็นหนังอีกเรื่องที่ไม่ใช้ดนตรีประกอบฟุ่มเฟือยหลายช่วงเงียบ ไม่มีดนตรีเสียงเพลงมีเพียงเสียงประกอบรอบๆตัวละคร จนแทบลืมไปว่า หนังมีดนตรีประกอบ แต่เสียงดนตรีมาก็มาแบบเนียนและยังเป็น หนังอีกเรื่อง ที่เพลงประกอบ ไพเราะ ทั้งเพลงในยุคนี้ หรือ เพลงในอดีตหรือ การใส่ รายการวิทยุ เรื่องราวผีๆ เข้ามา ผ่านวิทยุในรถ ก็เบรคอารมณ์ของหนัง อาจจะดูขำหลอนเหมือนไม่มีอะไร ก่อนที่จะเป็นอีกหนึ่ง ที่มีส่วนกับปมในใจตัวละครนักแสดงทุกๆ คน เล่นได้ดี เข้ากับบท ดูเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกว่า แสดง มีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน สีหน้าท่าทาง การแสดง ถ่ายทอดอารมณ์ต่างๆ ออกมาดี รับส่งบทกันไปมาทั้งตัวละครหลักๆหรือสมทบ


เคนอิจิ เอ็นโดะเป็น ฮาจิเมะ  ดูเป็นสถาปนิกที่มีทั้งความอาวุโสเป็นนักธุรกิจแต่นอกเวลางาน ดูเป็น หนุ่มติสค์ ชุดหนังขี่มอเตอร์ไซด์ ทำให้รู้สึกถึง ความเฉยเฉื่อยชา กับ ลูกๆ ดูเห็นแก่งานมากกว่าครอบครัว


โคได คุโรซากิ เป็น เร็น ชัดเจนในการมีปมในใจ เก็บตัว ปิดกั้นตัวเอง ดูอารมณ์รุนแรง ใจร้อน แสดงความรู้สึกออกมา แบบตรงๆ ไม่มีเก็บ ชีวิตเหลือแค่พี่สาว เกลียดพ่อแบบรุนแรง ทำตัวเองเหมือนเป็นคนไร้บ้านก่อนที่จะมีเด็กใหม่ในที่ทำงานมาคอยช่วยเหลือ


ไม คิริว เป็น เอมิ พี่สาวของ เร็น สวยใสน่ารัก ในแบบ เหงาๆ ดูกลัวๆกล้าๆการแต่งงาน อันเกิดมาจากครอบครัวที่แตกแยกเล่นนิ่งๆสบายๆแต่โดนใจ
ฮารุกะ อิกาวะ เป็น ยูมิโกะ แม่ผู้จากไป ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร ดูเรียบๆ ไม่พูด แม้ไม่ชอบที่ สามีเลือกงานมากกว่าครอบครัว สุดท้ายที่จะเลือก ปลดปล่อย ตัวเอง เลือกที่จะจากลา
“แม่ชอบนอนตะแคง”“ง่ายแต่ชัดเจนบอกอะไรหลายๆอย่าง


อากิโกะ ติกูจิ สวยมีเสน่ห์แบบเท่ห์ๆในบท มากิ สาวสวยผมสั้น เพื่อนใหม่ในตลาสพิลาทิส ที่กลายเป็นคนที่เอมิยอมเปิดใจระบายความรู้สึก


แม้  ระยะ สร้าง รัก(Brand New Landscape) จะมีเส้นเรื่อง ดราม่าครอบครัว แต่ก็ยัง แทรกสิ่งที่ หนังต้องการสะท้อน ภาพ สังคม ในปัจจุบันคนไร้บ้าน คนชนล่างในสังคม  ระยะ สร้าง รัก(Brand New Landscape) คือ หนังญี่ปุ่นที่โดนใจ ชอบ/รัก มากๆดูแล้ว อยากไป ญี่ปุ่น9/10

เปิดอีกมุมของ ‘อนันดา เอเวอริงแฮม’ กับสไตล์ที่แตกต่างผ่าน รถจักรยานยนต์สุดคลาสสิก

เปิดอีกมุมของ ‘อนันดา เอเวอริงแฮม’ กับสไตล์ที่แตกต่างผ่าน  รถจักรยานยนต์สุดคลาสสิก

เปิดอีกมุมของ ‘อนันดา เอเวอริงแฮม’ กับสไตล์ที่แตกต่างผ่าน รถจักรยานยนต์สุดคลาสสิก

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.00 น.

หนึ่งในนักแสดงระดับไอคอนิกของประเทศไทย อนันดา เอเวอริงแฮม”  อาจเป็นที่รู้จักของใครหลายคนผ่านบทบาทที่หลากหลายและการทำงานที่เต็มไปด้วยความทุ่มเทเสมอมา แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์บนจอภาพยนตร์และละครที่หลายคนคุ้นเคย หลายคนอาจยังไม่ทราบ เขาคือผู้ชายที่หลงใหลรถจักรยานยนต์มาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้มองว่ารถจักรยานยนต์เป็นเพียงยานพาหนะสำหรับการเดินทางเท่านั้น แต่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เติบโตมาพร้อมกัน จากภาพความทรงจำและความรู้สึกที่มีต่อรถจักรยานยนต์คันโปรดของคุณพ่อในปี 1982 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เขาเกิด และเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพันที่ผูกเขาเข้ากับโลกสองล้ออย่างลึกซึ้ง

จากจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้ว่า รถจักรยานยนต์ไม่ใช่ของเล่น สู่การมองหารถจักรยานยนต์ที่อยู่กับตัวเองได้จริง

ครั้งหนึ่งในช่วงวัยรุ่น คุณอนันดาได้เรียนรู้ความเจ็บปวดจากการขี่รถจักรยานยนต์ในครั้งแรกด้วยการเอารถจักรยานยนต์คันโปรดของคุณพ่อไปลองขี่แล้วประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเกิดจากวัยคึกคะนองและการที่ไม่มีพื้นฐานการขับขี่เลย ซึ่งนั่นเป็นวันที่ทำให้เขาตระหนักว่าการขี่รถจักรยานยนต์ แค่ใจรักอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบและทักษะการขับขี่ที่ถูกต้องด้วย จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาเริ่มต้นการเรียนรู้และฝึกขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างจริงจังและถูกต้องเพื่อให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อรถจักรยานยนต์คันแรกของตัวเองด้วยน้ำพักน้ำแรง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งดีลใหญ่ในชีวิต ที่สะท้อนความรักที่มีต่อรถจักรยานยนต์อย่างแท้จริง นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน เขาได้ผ่านเรื่องราวในชีวิตกับรถจักรยานยนต์หลากหลายสไตล์มามากกว่า 20 คัน ไม่ว่าจะเป็น รถวินเทจ รถเพื่อเดินทางไกล หรือรถที่ซื้อเพราะความหลงใหลเฉพาะช่วงเวลา แต่สุดท้ายกลับค้นพบว่า

สิ่งที่ผมต้องการแท้จริง ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ที่มาถูกจังหวะเพียงชั่วคราว แต่ต้องเป็นรถจักรยานยนต์ที่อยู่กับผมได้จริงและอยู่ด้วยกันได้ยาวนาน เหมือนคันของพ่อ อนันดา กล่าว

อนันดา เล่าต่อว่า แม้เขาจะเคยขับขี่และเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์มาแทบทุกสไตล์ แต่พอได้มาสัมผัสและขับขี่รถไทรอัมพ์ ทำให้เขาเข้าใจว่าทำไมไทรอัมพ์จึงเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์พรีเมียมที่ครองใจนักขับขี่ทั่วโลกมายาวนานหลายทศวรรษ เพราะทั้งหมดคือคุณภาพที่เรารู้สึกได้ตั้งแต่สัมผัสรถครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ ดีไซน์ คุณภาพของรถ เมื่อผสานกับเทคโนโลยีและสมรรถนะของตัวรถ ทั้งการตอบสนองของเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไทรอัมพ์ ที่ส่งมอบความความรู้สึกผ่านการขับขี่ การควบคุมที่มั่นคง ทั้งหมดนี้สะท้อนนิยามพรีเมียมในแบบไทรอัมพ์อย่างชัดเจน เมื่อนำมารวมกับสิ่งสำคัญอีกอย่างที่เขามองหาคือความต้องการรถจักรยานยนต์ที่เป็นมากกว่าความชอบชั่วครั้งคราว แต่คือรถจักรยานยนต์ที่สามารถมาเป็นรถคันโปรด เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของเขาเหมือนคันของคุณพ่อ

จากความหลงใหลสู่การค้นหารถจักรยานยนต์คันโปรดที่จะอยู่ด้วยกันได้ยาวนานที่สุด

ในขั้นตอนที่กำลังมองหารถจักรยานยนต์คันพิเศษ เขาได้มีโอกาสทดลองรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์หลากหลายรุ่น เพื่อค้นหาคันที่ตอบโจทย์ทั้งไลฟ์สไตล์ ความต้องการจริง และความรู้สึกในฐานะนักขี่ที่ผ่านรถจักรยานยนต์มาหลากหลายสไตล์ พบว่ารถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์กลุ่มโมเดิร์น คลาสสิกตระกูล Bonneville คือโมเดลไอคอนิกที่ตอบโจทย์ความต้องการของเขาได้ตรงจุดมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ความรู้สึก ความทรงจำ และประสบการณ์ ที่ค่อย ๆ นำทางเขากลับไปสู่รถจักรยานยนต์สไตล์คลาสสิก และยิ่งมี DNA ของเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนในแบบฉบับ Triumph เมื่อผสานเข้าด้วยกันก็เต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ

อนันดา บอกว่า ผมไม่อยากซื้อเพราะเพียงความต้องการเพียงอย่างเดียว ผมอยากได้คันที่ผมจะอยู่ด้วยได้เป็นระยะเวลายาวนานเหมือนคันของคุณพ่อ และ Triumph ทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นไปได้

คำแนะนำจากผู้ชายที่เข้าใจรถจักรยานยนต์ด้วยหัวใจ

เมื่อถามถึงคนที่อยากมีรถจักรยานยนต์คันโปรดสักคัน คุณอนันดาได้ย้ำถึงความสำคัญของการเริ่มต้นอย่างถูกวิธีก่อนทั้งการเริ่มศึกษาจากรุ่นรถที่เหมาะกับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องคันใหญ่ที่สุด ราคาแพงที่สุด แต่ต้องให้เวลาตัวเองเพื่อสัมผัสการเป็นหนึ่งเดียวกับรถ เพื่อหาความรู้สึกที่ใช่กับรถมากที่สุด ไปพร้อมกับการเรียนพื้นฐานการขับขี่ เพื่อให้ขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกการเดินทาง

 การขี่รถจักรยานยนต์จะให้ความสุขที่สุด เมื่อเราสามารถเป็นหนึ่งเดียวไปด้วยกัน และ Triumph เป็นแบรนด์ที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ขี่  อนันดา กล่าวทิ้งท้าย

‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ เลือกลุคซิลก์พลิ้วจาก VVON SUGUNNASIL ฉลอง After Party งานวิวาห์สุดอบอุ่น

‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ เลือกลุคซิลก์พลิ้วจาก VVON SUGUNNASIL ฉลอง After Party งานวิวาห์สุดอบอุ่น

‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ เลือกลุคซิลก์พลิ้วจาก VVON SUGUNNASIL ฉลอง After Party งานวิวาห์สุดอบอุ่น

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.42 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งลุคที่ถูกพูดถึงอย่างมาก สำหรับช่วง After Party ในงานวิวาห์ของ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์” ที่จัดขึ้นอย่างอบอุ่น ณ บ้านเกิดจังหวัดขอนแก่น ในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง ณเดชน์เลือกสวมใส่ชุดจาก VVON SUGUNNASIL ลุคสุดพิเศษนี้ ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการคิดค้นร่วมกันระหว่างณเดชน์และ

VVON SUGUNNASIL ที่ต้องการสร้างชุดที่สะท้อน “ความเป็นณเดชน์” ควบคู่ไปกับเอกลักษณ์ของแบรนด์ จนเกิดเป็นซิลูเอตที่ดูสบาย แต่แฝงไปด้วยดีเทลเฉพาะตัว พร้อมการเลือกใช้ผ้าไหมหลากหลายเเบบ ที่ให้มูฟเมนต์พลิ้วไหวอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้สอดรับกับบรรยากาศสบายๆ แต่ยังคงความแฟชั่นในแบบร่วมสมัย

ดีไซน์ของชุดมาในโทนสีขาวงาช้างทั้งลุค โดดเด่นด้วยเสื้อเชิ้ตผ้าไหมเนื้อเงาที่ให้สัมผัสบางเบาและเคลื่อนไหวไปตามจังหวะร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ เลเยอร์ทับด้วยเวสต์ที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทยทรงคลาสสิกที่ช่วยเพิ่มโครงสร้างให้ลุคดูเนี้ยบขึ้น ขณะที่กางเกงทรงขากว้าง ที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายและความร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญคือดีเทลผ้าพันคอที่ทำจากผ้าไหมซาติน โดดเด่นด้วยงานหัตถศิลป์อันประณีต ที่ปล่อยชายผ้าให้ทิ้งตัวอย่างอิสระ เสริมมิติและเพิ่มความพลิ้วไหวให้กับทั้งลุค สะท้อนความตั้งใจของณเดชน์ที่ต้องการให้ชุดมีความสบาย เหมาะกับการเฉลิมฉลองในช่วง After Party โดยไม่ทิ้งความเนี้ยบในแบบเจ้าบ่าว

เมื่อคอมพลีตด้วยรองเท้าหนังกลับโทนเข้ม ยิ่งช่วยบาลานซ์ความนุ่มนวลของผ้าไหมให้ดูเท่ขึ้นอย่างลงตัวตอกย้ำภาพลักษณ์เจ้าบ่าวยุคใหม่ที่เลือกความเรียบง่าย แต่ใส่ใจในรายละเอียดทุกองค์ประกอบ

ลุค After Party ในครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนรสนิยมของณเดชน์ แต่ยังตอกย้ำดีเอ็นเอของแบรนด์ VVON SUGUNNASIL ที่โดดเด่นด้านงานเทเลอริ่งและการเลือกใช้วัสดุคุณภาพ ถ่ายทอดความ Elegant แบบ Understated ได้อย่างร่วมสมัย และสร้างภาพจำของค่ำคืนแห่งความสุขได้อย่างสมบูรณ์แบบ