แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กรุงเทพมหานครตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิ์ให้สูงกว่าร้อยละ 60.7 ซึ่งอยากให้ทำให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยคาดหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อที่จะได้ผู้บริหารที่มีความสามารถมาพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามความต้องการของประชาชน”

นายณรงค์ เรืองศรี

ปลัดกรุงเทพมหานคร

ผอ.การเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร

สว.ยื่นประกบ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สว.ยื่นประกบ  ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สว.ยื่นประกบ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กมธ.พัฒนาการเมือง สว. จ่อยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มการทำประชาพิจารณ์-คำถามพ่วงประกบสภาล่าง ด้านเทวดาทักษิณระรื่นติดกำไล EM รายงานตัวพักโทษคุมประพฤติครั้งแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า กมธ.ฯ ได้ทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปรึกษาหารือถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ซึ่งมีประเด็นที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นทางออกของประเด็นที่แต่ละฝ่ายเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตนเชื่อว่ามีประเด็นที่ต้องถกเถียงกันในวาระแรกคือ สามารถให้มีคูหาเพื่อเลือกสสร. ได้หรือไม่

“ผมและกมธ.พัฒนาการเมือง ต้องการหาคำตอบจึงทำหนังสือขอเข้าพบประธานศาลรัฐรรมนุญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปรึกษาหารือต่อ คำวินิจฉัยที่แถมมานั้น ครอบคลุมแค่ไหน ซึ่งเป็นความพยายามหาทางออกให้ ในช่วงที่ยังมีเวลาที่สังคมสามารถหาทางออกร่วมกัน หากตัดสินกันเอง ว่าไม่มีคูหาให้ประชาชน เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขออกไป อาจไม่ได้รับการยอมรับจากประชาน และหากจำกัดการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น อาจกระทบต่อความชอบธรรม” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

สว.พร้อมเสนอแก้รธน.

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตนมีแนวคิดที่จะเสนอร่าง เพราะมีมุมที่แตกต่างจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน คือ อยากเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนช่วงกลางน้ำ เพื่อให้ประชาชนสบายใจ หลังจากที่กังวลว่าจะถูกจำกัดการมีส่วนร่วมเรื่องคูหา หรือการันตีไม่ได้ ว่าอำนาจสว. จะมีอยู่รวมในเสียงข้างมากหรือไม่ ดังนั้นต้องออกแบบและสร้างการมีส่วนร่วมที่ประชาชนมีความหมาย คือ หากมีประเด็นใดที่แหลมคม หรือถูกเห็นต่างออกไป อยากให้ทำประชามติ หรือ บรรจุเป็นประเด็นที่ต้องนำไปทำประชามติไปในคราวเดียวกัน เพื่อหาฉันทามติ และไม่มีความขัดแย้งหลงเหลือ ขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างเนื้อหา ก่อนที่จะขอเสียงจาก สว. รวมถึง สส. ให้ได้ 140 รายชื่อ ถึงจะเพียงพอยื่นเสนอต่อรัฐสภาได้

เมื่อถามว่ากรณีการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านคูหาเลือก สสร. นั้นประเมินว่าอาจมีผู้ยื่นญัตติให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเพื่อความชัดเจนหรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เป็นไปได้ แต่ทางรัฐสภาต้องคุยกัน ว่าหากไม่รีบมาก และต้องการความชัดเจนในกระบวนการ ควรชะชอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไปก่อน ส่วนที่มองว่าเรื่องนี้อาจเป็นประเด็นที่เคยวินิจฉัยไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่รับนั้น ส่วนตัวมองว่าควรเปิดประตูทีละบาน ซึ่งภายใต้ กมธ.การพัฒนาการเมือง แม้บทบาทอาจทำได้ไม่มาก แต่จะทำเท่าที่ที่มีหน้าที่ เพื่อพยายามหาทางออก ซึ่งอาจลองดู ยื่นให้วินิจฉัยหากจะให้มีคูหาจริง

ทักษิณรายงานตัวครั้งที่ 1

เมื่อเวลา 14.09 น. ที่ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Mercedes-Maybach S 580 e (เมอร์เซเดส-มายบัค) สีทูโทน ทะเบียน พท 4444 กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าพบพนักงานคุมประพฤติ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งที่ 1 ภายหลังจากที่ได้พักโทษคุมประพฤติไปเมื่อวันที่ 11 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ซึ่งเดิมทีแรก นายทักษิณ จะต้องรายงานตัวคุมประพฤติเมื่อวันที่ 25 พ.ค.69 แต่ได้มีการแจ้งขอเลื่อนมาเป็นวันที่ 28 พ.ค.69 ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าเมื่อนายทักษิณมาถึง นายทักษิณสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว กางเกงยีนส์สีกรมท่า รองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำ มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือไหว้สื่อมวลชน โดยมีนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาด้วย ซึ่งผู้สื่อข่าวสังเกตด้วยว่าที่บริเวณข้อเท้าข้างซ้ายของนายทักษิณยังคงมีการสวมกำไล EM ดังเดิม และเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายทักษิณว่าเป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพเป็นอย่างไรบ้างนั้น นายทักษิณได้ยิ้มแย้มและตอบผู้สื่อข่าวว่า “ดี ๆ ไม่มีอะไร“ ก่อนที่นายทักษิณและทนายวิญญัติได้เดินขึ้นอาคารสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อไปรายงานตัวครั้งที่ 1 กับเจ้าพนักงานคุมประพฤติ อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าเมื่อช่วงเวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา ได้มีรถยนต์ส่วนตัวของนายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ได้ขับเข้ามาภายในสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อรอรับรายงานตัวอดีตนายกฯ

ขอบคุณเสื้อแดงมาต้อนรับ

ต่อมาเวลา 14.19 น. ผ่านไปเพียง 10 นาที นายทักษิณ และทนายวิญญัติ ได้เดินลงจากอาคารสำนักงานคุมประพฤติฯ โดยนายทักษิณได้สวมกอดและขอบคุณคนเสื้อแดง พร้อมพูดคุยเล็กน้อยที่ได้เดินทางมาให้กำลังใจตั้งแต่ช่วงเช้า จากนั้นนายทักษิณได้หันมาพูดคุยกับทนายวิญญัติสั้น ๆ ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะสอบถามว่าการรายงานตัววันนี้เป็นอย่างไรบ้างเนื่องจากไม่ได้เจอถึง 17 วัน โดยนายทักษิณได้ยิ้มและตอบว่า ตามประสาคนแก่ แต่เมื่อถามว่าการรายงานตัววันแรกเป็นไปด้วยดีหรือไม่นั้น นายทักษิณได้ตอบว่า วันนี้ก็ไม่มีอะไร ถือเป็น formality (พิธีการ) ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวและเดินทางกลับออกจากสำนักงานคุมประพฤติฯ

ศาลยกฟ้อง’ธนาธร’ปมวัคซีน

ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ.875/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้องนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

กรณีเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2564 จำเลยได้ไลฟ์สดในเฟซบุ๊กวิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” เข้าข่ายบิดเบือนข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์และการจัดหาวัคซีน จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีและได้รับการประกันตัว ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การไลฟ์สดดังกล่าว เป็นการพาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการบริหารจัดการวัคซีนรักษาโควิด ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ดูหมิ่นสถาบันฯตามฟ้อง ส่วนเรื่องการพาดพิงถึงบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นข้อเท็จจริงตามที่นายธนาธรพูด และไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาท ส่วนกรณีที่พาดพิงถึงนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ ในเรื่องของการบริหารจัดการวัคซีน เพราะหากบริหารผิดพลาดผู้เสียประโยชน์คือประชาชน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกั คอมพิวเตอร์ พิพากษายกฟ้อง

บันทึกความเข้าใจร่วมกัน

ขณะที่เวลา 11.35น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ก่อนร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม และแถลงข่าวร่วม ซึ่งบรรยากาศการพบหารือ ทั้งการหารือเเบบเต็มคณะ และพิธีการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ

ถอนวาระตั้งหมอชั้น14นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

จากกรณีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 5/2569 ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวาระการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี จำนวน 2 ตำแหน่ง คือการเสนอแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พร้อมทั้งเสนอโยกย้าย พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นายแพทย์ (สบ 8) รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ไปดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งประเด็นดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างมาก เนื่องจาก พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เคยถูกแพทย์สภา ลงโทษพักใบอนุญาต จากกรณีเกี่ยวกับการเข้าพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ล่าสุด แนวหน้าออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร.ได้สั่งถอนวาระการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.ออกไปแล้ว

รบ.ปลื้มสมัครไทยช่วยไทย พุ่ง26ล้านคน ร้านค้าเข้าร่วมทะลุ6แสน

รบ.ปลื้มสมัครไทยช่วยไทย  พุ่ง26ล้านคน  ร้านค้าเข้าร่วมทะลุ6แสน

รบ.ปลื้มสมัครไทยช่วยไทย พุ่ง26ล้านคน ร้านค้าเข้าร่วมทะลุ6แสน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.ปลื้มสมัครไทยช่วยไทย พุ่ง26ล้านคน ร้านค้าเข้าร่วมทะลุ6แสน บขส.หนุนใช้รถสาธารณะ ดีเดย์1มิ.ย.-30กันยายน

รัฐบาลปลื้มร้านค้าแห่สมัคร “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันยอดร้านค้าพร้อมใช้ ทะลุ 6 แสนราย ขณะที่กระทรวงคลัง กางยอดลงทะเบียนโครงการฯ 26 ล้านคน มีผู้ถือบัตรคนจน เนียนลงทะเบียน 4.66 แสนคน ด้าน บขส.ร่วมโครงการฯ หนุนใช้รถสาธารณะ รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 200 บาท/วัน เริ่ม 1 มิ.ย.ถึง 30 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม  น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสยังได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 18.00 น.วันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการใหม่ในวันเดียวสูงถึง 12,840 ราย ถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม

รองโฆษกฯ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลเปรียบเทียบตลอด 3 วันที่ผ่านมา พบว่าจำนวนร้านค้าสมัครใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยวันที่ 25 พฤษภาคม มีผู้สมัครใหม่ 12,429 ราย วันที่ 26 พฤษภาคม เพิ่มเป็น 10,244 ราย และวันที่ 27 พฤษภาคม เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 12,840 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และความต้องการเข้าถึงโอกาสทางการค้าในโครงการดังกล่าว

ขณะเดียวกัน จำนวนร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน โดยเฉพาะในวันที่ 27 พฤษภาคม มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จเพิ่มขึ้นถึง 10,576 ราย สูงกว่าวันแรกของการเปิดสมัครกว่า 2 เท่า ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลและพร้อมใช้งานแล้วรวมทั้งสิ้น 605,812 ราย

น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน

“ตัวเลขการสมัครที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนมากเห็นโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและการกระตุ้นยอดขายผ่านโครงการฯ ซึ่งรัฐบาลจะเร่งอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบและอนุมัติร้านค้า เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการและเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วที่สุด” รองโฆษกฯ กล่าว

ขณะที่นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัสจนถึงเวลา 13.00 น.วันเดียวกันนี้ มีประชาชนลงทะเบียนแล้ว 26 ล้านคน ลงทะเบียนสำเร็จ 25.4 ล้านคน รอตรวจคุณสมบัติ 1.12 แสนคน และลงทะเบียนไม่สำเร็จประมาณ 4.68 แสนคน เนื่องจากเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4.66 แสนคน และอื่นๆ เช่น เป็นผู้เสียชีวิต ย้ายไปต่างประเทศ เคยทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง เป็นต้น ราว 2.5 พันคน และยังมีสิทธิคงเหลืออีกราว 4.44 ล้านสิทธิ จากทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ โดยในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ จะเปิดให้ลงทะเบียนเป็นวันสุดท้าย จนถึงเวลา 22.00 น.

สำหรับร้านค้า พบว่ามีร้านค้ารายเดิมที่ผ่านเกณฑ์ 9.77 แสนราย โดยอยู่ระหว่างร้านค้ากดยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข (T&C) 3.79 แสนราย ลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้ 5.98 แสนราย ขณะเดียวกันเป็นร้านค้าใหม่ 4.39 หมื่นราย โดยจำนวนนี้อยู่ระหว่างรอการตรวจสอบเพื่อเข้าร่วมโครงการ 3.74 พันราย ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 3.98 หมื่นราย ในส่วนนี้อยู่ระหว่างร้านค้ายอมรับ T&C 6.15 พันราย และลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้ 3.36 หมื่นราย และมีร้านค้าที่ถูกปฏิเสธการลงทะเบียน 350 ราย รวมเป็นร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้ 6.31 แสนราย โดยอยากขอประชาพันธ์ให้ร้านค้าเร่งเข้าไปกดยอมรับ T&C เนื่องจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 จะเริ่มในวันที่ 1 มิถุนายน2569

นายวินิจ กล่าวอีกว่า ปัญหาการลงทะเบียนโครงการฯ ทั้งในส่วนของประชาชน และร้านค้า พบว่า ส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ เปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ และ ลบแอปพลิเคชั่นเป๋าตังออกจากโทรศัพท์ ทำให้ต้องมีการยืนยันตัวตนใหม่ ซึ่งสามารถทำเองผ่านแอปฯ ได้โดยตรง หรือทำผ่านตู้เอทีเอ็มได้ แต่ยอมรับว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี จึงเดินทางไปที่สาขาธนาคารกรุงไทย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยยืนยันตัวตนให้ ซึ่งทางธนาคารก็ให้การสนับสนุนเรื่องดังกล่าว

ด้านนายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) หรือ บขส.เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสโดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ 60% ส่วนประชาชนร่วมจ่ายเอง 40% ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ และกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ

ทั้งนี้ประชาชนสามารถใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสชำระค่าตั๋วโดยสารรถ BKS มีเงื่อนไขดังนี้1.สามารถใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน–30 กันยายน 2569 ระยะเวลา 4 เดือน ช่วงเวลา 06.00–23.00 น. ณ ช่องจำหน่ายตั๋วโดยสารของสถานีเดินรถ BKS จำนวน 139 แห่งทั่วประเทศ 2.ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ภายในวงเงินที่ได้รับสิทธิจากรัฐ 200 บาทต่อวัน กรณีที่ค่าโดยสารเกินวงเงินที่ได้รับต้องจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด หรือใช้วงเงินในแอปฯ เป๋าตัง จ่ายก็ได้

3.ซื้อตั๋วรถโดยสารได้ทุกมาตรฐาน ทุกเส้นทาง4.ใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดค่าโดยสารของสมาชิก BKS Member ได้ 5–10% ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด5.เมื่อซื้อตั๋วโดยสารแล้วไม่สามารถคืนตั๋วได้ทุกกรณี และ6.กรณีผู้ใช้สิทธิซื้อตั๋วรถโดยสารโดยไม่ได้เดินทางเอง ต้องแจ้งชื่อผู้เดินทาง พร้อมเลขที่บัตรประชาชนของผู้เดินทางก่อนการออกตั๋วรถโดยสาร ซึ่งผู้โดยสารสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองตั๋ว BKS ได้ที่เว็บไซต์ BKS https://tcl99web.transport.co.th, Application : BKS E – ticket, Facebook Page : บขส. (www.facebook.com/BorKorSor99), Line : BKS (Id : @BKS99) และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร BKS ทั่วประเทศ หรือ โทร. 0 – 2936 – 3660

สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก วันแรก16คน

สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก  วันแรก16คน

สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก วันแรก16คน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก วันแรก16คน ชัชชาติมือเฮงจับเบอร์9 อนุชาได้เลข5/มัลลิกา14

แห่สมัครชิงศึก “ผู้ว่าฯ กทม.” วันแรก “ผู้สมัครอิสระ-พรรคใหญ่” ตบเท้าสมัครคึกคัก ประเดิม 16 คน ภาพรวมเรียบร้อยดี “ชัชชาติ” มือเฮงคว้าเบอร์ 9 บอก “9 หน้า 9 ดี” โวทำกรุงเทพก้าวหน้าต่อไป ‘อนุชา’ปชป.เบอร์ 5 ชู5นโยบายพลิกโฉมกทม.‘หม่อมกร’เบอร์1‘ดร.โจชัยวัฒน์’พรรคส้มได้เบอร์10ขณะที่‘มัลลิกา’มาไม่ทัน ได้เบอร์14 ก่อนทุกคนลงลุยแห่หาเสียงทันที ศึก‘นายกเมืองพัทยา’3 ทีมชิงกันเดือด ด้าน ประธานกกต.ยันพร้อมจัดเลือกตั้งกทม.-พัทยา เข้มมาตรการกันโกง ประทับตราบัตรทุกใบ ยันไม่มีบาร์โค้ด

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(ดินแดง)ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร(กกต.ทถ.กทม.) กำหนดให้เป็นสถานที่รับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นวันแรก ระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย. 69 เวลา 08.30-16.30 น. และ กำหนดการเลือกตั้ง ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569  สำหรับการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครครั้งนี้มีหน่วยเลือกตั้งทั้งสิ้น 6,629 หน่วย มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง4,507,523คน ใช้งบประมาณ 294ล้านบาท

“ชัชชาติ”มาคนแรกปั่นจักรยานสมัคร

เมื่อเวลา05.58น.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่ากทม.ปั่นจักรยาน Bike Sharing มาถึงที่ศาลาว่าการ กทม.2(ดินแดง)เพื่อรับสมัครผู้ว่ากทม.ในเวลา 08.30น.โดยมีอดีตรองผู้ว่าฯและที่ปรึกษาร่วมเดินทางมาด้วย ทันทีที่มาถึงได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่รอทำข่าว

โดยนายชัชชาติ ยืนยันว่าเราจะเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนกรุงเทพฯนี่คืองานยาก ต้องมีนโยบายที่ดีตอบโจทย์ได้จริงๆโดยมีนโยบายที่ต้องการให้กรุงเทพเป็นเมืองทันสมัย เน้น 4 ด้าน ได้แก่ คน ความสุข คุณภาพชีวิต และเมือง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานโดยมีแอคชั่นแพลน250+รวมเมคกะโปรเจค

ยันไม่ได้มีปัญหากับการเมืองใหญ่

พร้อมย้ำว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการเมืองใหญ่ เพราะเราเป็นอิสระไม่ได้มาจากการเมือง เราทำงานให้กับทุกคน เราทำท้องถิ่นให้ดีเชื่อว่าจะช่วยผลักดันไปพร้อมกับรัฐบาลได้ โดยย้ำทีมงานเสมอ อย่าไปเชื่อโพล ที่บอกเรานำมา ต้องทำเหมือนเดิมเราไม่กดดันและจะทำให้เต็มที่ที่สุด ถ้าประชาชนเลือกเราก็ทำ แต่ถ้าไม่เลือกเราก็มีอย่างอื่นที่ต้องทำ เราไม่มีภาระในการแบกพรรค เราก็เป็นตัวของเรา ถ้า“ชัชชาติ”ไม่ได้ก็แค่นั้นเอง

‘หม่อมกร’พร้อมทำงานไร้รอยต่อ

เวลา 07.00น.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ว่าที่ผู้ว่ากทม.ในนามอิสระเดินทางมาถึงศาลาว่าการกทม.2 (ดินแดง)เพื่อสมัครผู้ว่ากทม.ในเวลา08.30น.โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวว่าเรามีความพร้อม ทีมเราใหญ่ยังจะมี นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ,นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์และพล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ที่พร้อมบริหารกรุงเทพฯอย่างไร้รอยต่อ เพราะกรุงเทพฯมีปัญหาหลายด้าน ทั้งอากาศ น้ำ ขยะ รถติด เศรษฐกิจ ค่าครองชีพและการคอรัปชั่น ดังนั้น ผู้ว่าฯ จะต้องชนกับทุกด้าน เราจะไม่ต้องรับให้ปัญหาเกิดแล้วไปไล่จับ เราต้องใช้ระบบสยบทุจริต แก้ตั้งแต่ต้นทาง เป้าหมายคือทำให้กรุงเทพฯปลอดภัยในทุกด้าน โดยการจับเบอร์วันนี้ตนไม่คาดหวัง เป็นไปตามดวงไม่ว่าจะได้เบอร์อะไรก็ตาม

‘มาร์ค’นำทีม‘อนุชา-สก.’รับสมัคร

เวลา 06.39น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม.และคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์สักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผมหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเป็นสิริมงคลก่อนเดินทางไปสมัคร และจับสลากรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม.โดยเดินทางมาถึงอาคารศาลาว่าการกทม.2ดินแดง ในเวลา 07.39 น. โดยนำทีมผู้บริหารพรรคและผู้สมัครส.ก.สักการะพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ก่อนเข้าอาคารไอราวัตพัฒนา เพื่อสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม.และสก.

ชูนโยบายหลัก 5 ด้านยกระดับกทม.

โดยนายอนุชา เปิดเผยก่อนเข้าสมัครรับเลือกตั้งว่า พรรคประชาธิปัตย์และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนตกผลึกเป็นนโยบายหลัก 5 ด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองหลวง ประกอบด้วย 1. การพัฒนาระบบคมนาคมเพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก 2. การรักษาความสะอาดของเมืองอย่างเป็นระบบ 3. การส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่สุขสบายของชาวกรุงเทพฯ 4. การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน และ 5. การบริหารราชการกรุงเทพมหานครด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

ลุยแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

นายอนุชากล่าวย้ำถึงแนวทางการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่นว่ากลไกสำคัญที่สุดคือ“การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส”โดยทางพรรคมีนโยบายที่จะเปิดเผยฐานข้อมูล(Database) ด้านการจัดซื้อจัดจ้างและรายละเอียดสัญญาสัมปทานต่างๆของกทม.ให้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่ายอีกทั้งจะมีการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเช่นแอปพลิเคชัน“ส่องรัฐ”และระบบอื่นๆมาช่วยประมวลผลข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติความไม่โปร่งใสหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการต่างๆ ของรัฐเพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับพี่น้องประชาชนว่า เงินภาษีทุกบาทจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและตรวจสอบได้จริง

ปชป.พร้อมในทุกองคาพยพ

นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในทุกองคาพยพ ทั้งในด้านนโยบายและบุคลากรที่จะเข้ามาอาสาตัวรับใช้และสนับสนุนการทำงานเพื่อพี่น้องชาวกรุงเทพฯ เนื่องจากมองว่าปัญหาของเมืองหลวงมีความผูกพันและเชื่อมโยงกับปัญหาระดับชาติในทุกมิติการจะขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เดินหน้าไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ จำเป็นต้องอาศัยกลไกการทำงานร่วมกันในทุกระดับ

“โจชัยวัฒน์”นำทัพปชน.รับสมัคร

ขณะที่นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากทม. นำทีมบริหารผู้ว่ากทม.อาทิ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นายวรภพ วิริยะโรจน์ น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ นายเดชรัต สุขกำเนิด ศ.อมร พิมานมาศ นายวัลลภ ตรีฤกษ์งามและนพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ร่วมด้วยผู้สมัคร ส.ก.50 เขต เดินทางมายังศาลาว่าการ กทม.2เพื่อรับสมัครเลือกตั้งโดยทั้งหมดเดินทั้งมาด้วยรถเมล์ EV เพื่อประหยัดพลังงานและลดมลภาวะ

นายชัยวัฒน์กล่าวว่าวันนี้ถือเป็นการเข้าสู่การหาเสียงอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนได้เปิดตัว Vision กรุงเทพง่ายๆเพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน เป็นเป้าหมาย หรือ เป็นวาระกรุงเทพที่พรรคนำเสนอต่อประชาชน คือใน 4 ปีนับจากนี้ กรุงเทพจะเป็นเมืองที่มีสวัสดิการโอบอุ้มดูแลทุกคนและเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโต สร้างตัว และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพ

ปลัดกทม.แจงขั้นตอนสมัคร/จับสลาก

เวลา08.30น.นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานครในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครแจ้งขั้นตอนในการรับสมัครผู้ว่ากทม.และการจับสลาก โดยจะมีการจับสลาก 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จะเป็นการจับสลากลำดับที่ต้องการยื่นใบสมัคร ส่วนครั้งที่ 2 จะให้ผู้สมัครตามลำดับที่จับไปครั้งแรก จับหมายเลขประจำตัวเพื่อยื่นสมัคร ซึ่งในขั้นนี้ใครจับได้หมายเลขอะไร จะถือเป็นหมายเลขที่ใช้ในการหาเสียง

เมื่อถึงเวลา08.30น.เจ้าหน้าที่ขีดเส้นแดงใต้รายชื่อสุดท้ายปรากฎว่ามีผู้สมัครมายื่นเอกสารก่อนเวลา 08.30น.เริ่มตั้งแต่ 05.47-08.24 น.จำนวน 13คน จึงถือว่าผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวเดินทางมาถึงพร้อมกัน ทำให้ผอ.กกต.ทถ.กทม.ลงมาสอบถามผู้สมัครผู้ว่ากทม.ตกลงลำดับการจับสลาก“ลำดับในการยื่นใบสมัคร”และ “หมายเลขที่ผู้สมัครจะใช้หาเสียง” เสียงส่วนใหญ่ เห็นด้วยให้จับสลาก

‘หม่อมกร’เบอร์1-เจมส์อนุชาเบอร์5

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการจับหมายเลขเบอร์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม. มีดังนี้ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) จับสลากได้เบอร์1 นายสมัย ละเลิศ จับสลากได้เบอร์2 นายพงศ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) จับสลากได้เบอร์3 นายประทีป วัชรโชคเกษม จับสลากได้เบอร์4 นายอนุชา บูรพชัยศรีอดีต (พรรคประชาธิปัตย์) จับสลากได้ เบอร์5 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ จับสลากได้เบอร์6 นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ (กลุ่มกรุงเทพบินได้) จับสลากได้เบอร์ 7 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (กลุ่มผู้นำกรุงเทพ) จับสลากได้เบอร์ 8

‘ชัชชาติ’เบอร์9–โจชัยวัฒน์เบอร์10

ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. (อิสระ) จับสลากได้เบอร์9 ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรอดีต (พรรคประชาชน) จับสลากได้เบอร์10 นายประยูร ครองยศ (อิสระ) จับสลากได้เบอร์11 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) จับสลากได้เบอร์12 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล (อิสระ) จับได้เบอร์13 และ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (กลุ่มเพื่อนมัลลิกา)ได้เบอร์14

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ยื่นเอกสารไม่ทันก่อนเวลา08.30น.ทำให้ไม่ได้ขึ้นจับสลากหมายเลขจึงได้หมายเลข 14 โดยอัตโนมัติ

กองเชียร์คึกคักติดเบอร์แห่หาเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงายว่าบรรยากาศของกองเชียร์ผู้สนับสนุนผู้สมัครผู้ว่ากทม.ที่ลานด้านนอกอาคาร ไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม 2เป็นไปอย่างคึกคัก หลังทราบจับหมายเลขเบอร์ของผู้สมัครผู้ว่ากทม.เรียบร้อยแล้วทีมกองเชียร์ต่างติดหมายเลขลงในป้ายหาเสียงอย่างรวดเร็วเพื่อเคลื่อนขบวนรถออกไปแห่หาเสียงในพื้นที่กทม.ทันที

“ชัชชาติ”ได้เบอร์9บอก”9หน้า9ดี”

โดยเฉพาะ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จับได้หมายเลขผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์9กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากเดิม สมัครครั้งที่แล้วได้เบอร์8 ส่วนครั้งนี้ ได้หมายเลข 9 ถือว่า “9 หน้า 9 ดี” แล้วก็ทำท่าก้าวไปข้างหน้า ให้ดูพร้อมกับชูมือ 9 นิ้ว พร้อมย้ำประชาชนไม่ได้เลือกผู้สมัครเพราะหมายเลข แต่เลือกจากผลงานและนโยบายมากกว่า

ชูมุ่งทำกรุงเทพก้าวหน้าต่อไป

สำหรับการหาเสียง โดยเน้นมุ่งทำให้กรุงเทพก้าวหน้าต่อไป ขณะเดียวกันจะเดินหน้าทำงานอย่างหนักแน่นและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาทุจริต ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการทางวินัยและไล่ออกเจ้าหน้าที่ไปแล้ว 41 คน พร้อมมีการปรับเปลี่ยนระบบและนำข้อมูลดิจิทัลเข้ามาใช้ในการตรวจสอบ ยืนยันปัญหาทุจริตถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพแต่เป็นปัญหาของทั้งประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพราะหากไม่ช่วยกันก็จะเดินหน้าต่อได้ยาก

ส่วนการลงพื้นที่หาเสียง จะเน้นเข้าถึงประชาชนในชุมชนต่างๆ ควบคู่กับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดมลภาวะจากการติดตั้งป้ายหาเสียงรวมถึงจะใช้ระบบขนส่งสาธารณะเช่นรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดิน ในการเดินทางหาเสียง เพื่อเปิดโอกาสพูดคุยกับประชาชนและรับฟังปัญหาต่างๆ โดยตรง

ขึ้นรถแห่หาเสียงกระหึ่มกทม.ทันที

จากนั้นนายชัชชาติได้ขึ้นรถแห่หาเสียงเป็นรถยนต์อีวีสีขาวและมีขบวนรถตุ๊กๆ ร่วมด้วย โดยเปิดเพลงไปตลอดทางด้วยจังหวะสนุกสนาน ชูป้าย“เอ้ากา 9” “เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง” โดยจุดแรกไปทางแฟลตดินแดง ถนนประชาสงเคราะห์ มุ่งหน้าไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บกมือไหว้ลงจากรถพบปะประชาชน แจกใบโฆษณาและพูดทักทายกัน โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาขอถ่ายรูปร่วมด้วย

ปราศรัยแถลงนโยบายที่สเตเดียมวัน

จากนั้นนั่งBTSจากสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯไปสถานีอโศก เดินเท้าต่อไปตลาดรวมทรัพย์ ตลาดนัดมศว.พบปะพูดคุยผู้ค้านักศึกษา รับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร มศว. และเดินทางจากอโศกไปคลองเตยโดยรถเมล์สาย 236 หรือรถมูฟมี(MUVMi) พูดคุยกับชาวชุมชนคลองเตย และจุดสุดท้าย นายชัชชาติจะนั่งMRTสถานีคลองเตยไปที่สถานีสามย่าน และปั่นจักรยาน bike sharing ไปสเตเดียมวัน บรรทัดทองเพื่อปราศรัยใหญ่ แถลงนโยบายครั้งแรก

โจชัยวัฒน์ ขึ้นรถหาเสียงปลุกกาเบอร์10

ขณะที่ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 10 พรรคประชาชน ได้นำทีม

ทีมผู้สมัคร ส.ก.50เขต โดยมีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, ศ.ดร.อมร พิมานมาศ, น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ, นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม , นายวรภพ วิริยะโรจน์, ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ขึ้นรถแห่หาเสียงตั้งแต่บริเวณถนนดินแดง ผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตรงข้ามราชวิถี กระทรวงการต่างประเทศราชเทวี ยมราช สนามหลวง และสิ้นสุดที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้าเพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพมหานครทันที และขอให้ไปลงคะแนนเสียงเลือกชัยวัฒน์เบอร์ 10 เป็นผู้ว่าฯ กทม.และเลือก สก.ของพรรคประชาชน 50 เขต ในวันที่ 28 มิ.ย.2569 นี้

จากนั้น นายชัยวัฒน์และผู้สมัครส.ก.รวมถึงทีมบริหารพรรคประชาชนรวมตัวถ่ายภาพบริเวณหน้าเสาชิงช้าพร้อมตะโกนแสดงเชิงสัญลักษณ์ จากนั้นเดินทางกลับไปยังอาคารอนาคตใหม่เพื่อแถลงข่าวเปิดวาระรายเขตและBangkok Made Easy Map ในเวลา 14.00 น

“อนุชา”เบอร์5ชู5นโยบายพลิกโฉมกทม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเสร็จสิ้นการสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่ากทม.หมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ นําทีมผู้สมัคร ส.ก.เดินทางสักการะองค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมืองกทม. เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการหาเสียงเลือกตั้งพร้อมเปิดเผยถึงแผนการหาเสียงพื้นที่ 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ

นายอนุชาเปิดเผยว่าจากนี้ไปจะเน้นการนำเสนอ 5 นโยบายหลัก เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯให้เป็นเมืองที่เดินทางสะดวก มีความสะอาด มีความสบาย ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างเศรษฐกิจ-รายได้ที่ดีขึ้น ภายใต้กลไกการบริหารราชการที่โปร่งใส สุจริต และสามารถตรวจสอบได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งตัวเลขหมายเลข 5 ที่จับสลากได้มานั้น ถือว่าประจวบเหมาะและสอดคล้องกับ 5 นโยบายหลักของพรรคพอดี

“คนกรุงเทพฯไม่ได้ต้องการเพียงแค่ตัวแทนมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ต้องการโอกาสและความหวังซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำงานร่วมกันเป็นทีม ทั้งผู้บริหารเมืองและ ส.ก.ทั้ง 50 เขต โดยจะลงพื้นที่ตั้งแต่เช้าจรดมืดเพื่อรับฟังปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งเขตชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก” นายอนุชา กล่าว

กทม.ตั้งเป้าใช้สิทธิ์สูงกว่า60.7%

ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ ท้องถิ่นกรุงเทพมหานครให้สัมภาษณ์ภายหลังการจับสลากเบอร์ผู้สมัครผู้ว่ากทม.ว่าวันนี้ถือเป็นวันแรกของการเปิดรับสมัครผู้สมัครผู้ว่ากทม.และสก.ซึ่งจะดำเนินการไปจนถึงวันที่ 1 มิ.ย.นี้ โดยบรรยากาศในช่วงเช้า เป็นไปอย่างคึกคักและเป็นระเบียบเรียบร้อยการเลือกตั้งครั้งนี้ กทม.ตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิให้สูงกว่าร้อยละ 60.7ในครั้งที่แล้วซึ่งอยากให้ทำให้ได้100เปอร์เซ็นต์ คาดหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อที่จะได้ผู้บริหารที่มีความสามารถมามาพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆในกทม.ตามความต้องการของประชาชน

กกต.ยืนยันบัตรทุกใบไม่มีบาร์โค้ด

ด้านนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ยืนยันการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.และนายกเมืองพัทยาว่ามีความพร้อมเต็มที่และได้สั่งให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ในส่วนของบัตรเลือกตั้งและมาตรการป้องกันการทุจริตบัตรเลือกตั้งนั้น ทางกกต.ได้อนุมัติให้โรงพิมพ์ดำเนินการแล้ว โดยยืนยันว่าจะไม่มี QR code หรือ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างจากบัตรเลือกตั้งใหญ่ นอกจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นทั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ได้กำหนดให้มีการประทับตราบัตรเลือกตั้งทุกใบ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันและดูแลการทุจริต

ยอดสมัครชิงผู้ว่ากทม.วันแรก16คน

เวลา 16.30น.นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.ทถ.กทม.)แถลงว่าภาพรวมการเปิดรับสมัครส.ก.และผู้ว่าฯกทม.วันแรก เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในส่วนของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. รวมทั้งสิ้น 16 คน ดังนี้ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หมายเลข 1 นายสมัย ละเลิศ หมายเลข 2 นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ หมายเลข 3 นายประทีป วัชรโชคเกษม หมายเลข 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ หมายเลข 6 นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้ หมายเลข 7 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล หมายเลข 8 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน หมายเลข 10 นายประยูร ครองยศ หมายเลข 11 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 12 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล หมายเลข 13 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข14 นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล หมายเลข 15 นางสาวศรีรัฏน์ ช่างเพ็ชร หมายเลข 16

สมัครส.ก.50เขตยอดพุ่ง241คน

ส่วนผู้สมัครส.ก. ทั้ง 50 เขต มีจำนวนทั้งสิ้น 241 คน ดังนี้ 1.เขตคลองเตย 2 คน 2.คลองสาน 5 คน 3.คลองสามวา 10 คน 4.คันนายาว 9 คน 5.จตุจักร 4 คน 6.จอมทอง 4 คน 7.ดอนเมือง 5 คน 8.ดินแดง 5 คน 9.ดุสิต 4 คน 10.ตลิ่งชัน 4 คน 11.ทวีวัฒนา 5 คน 12.ทุ่งครุ 5 คน 13.ธนบุรี 5 คน 14.บางกอกน้อย 4 คน 15.บางกอกใหญ่ 3 คน 16.บางกะปิ 5 คน 17.บางขุนเทียน 4 คน 18.บางเขน 4 คน 19.บางคอแหลม 5 คน 20.บางแค 4 คน 21.บางซื่อ 5 คน 22.บางนา 4 คน 23.บางบอน 5 คน 24.บางพลัด 4 คน 25.บางรัก 4 คน 26.บึงกุ่ม 6 คน 27.ปทุมวัน 4 คน 28.ประเวศ 5 คน 29.ป้อมปราบศัตรูพ่าย 3 คน 30.พญาไท 7 คน 31.พระโขนง 5 คน 32.พระนคร 5 คน 33.ภาษีเจริญ 7 คน 34.มีนบุรี 4 คน 35.ยานนาวา 7 คน 36.ราชเทวี 4 คน 37.ราษฎร์บูรณะ 5 คน 38.ลาดกระบัง 6 คน 39.ลาดพร้าว 4 คน 40.วังทองหลาง 5 คน 41.วัฒนา 5 คน 42.สวนหลวง 5 คน 43.สะพานสูง 4 คน 44.สัมพันธวงศ์ 3 คน 45.สาทร 5 คน 46.สายไหม 5 คน 47.หนองแขม 5 คน 48.หนองจอก 4 คน 49.หลักสี่ 5 คน 50.ห้วยขวาง 5 คน

ทั้งนี้ กทม.ยังคงเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ก.และ ผู้ว่าฯกทม. จนถึงวันที่ 1 มิ.ย.69 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องบางกอก ชั้นB2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง

ศึกชิงนายกเมืองพัทยา3ทีมเดือด

วันเดียวกันที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนถึงเวลา08.00น.บรรดาผู้สมัครนายกเมืองพัทยาทยอยเดินทางนำเอกสารและหลักฐานมาลงสมัครอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกองเชียร์ของแต่ละทีมที่แห่มาให้กำลังใจอย่างคึกคัก โดยผู้สมัครทั้ง3คน ประกอบด้วย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ หัวหน้ากลุ่มเรารักพัทยา,นายอิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร จากพรรคประชาชน และนายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ทีมพัทยา 2030 ซึ่งเตรียมลงชิงชัยในการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในวันที่ 28 มิถุนายน 2569

บรรยากาศการเปิดรับสมัครเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้สมัครทั้ง3ทีมต่างนำลูกทีมและผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยามาร่วมสมัครกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จังหวัดชลบุรีโดยมีนายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเมืองพัทยาเป็นประธานเปิดรับสมัครวันแรก พร้อมด้วยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งและนายพงศ์ธสิษฐ์ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีร่วมสังเกตการณ์

ทั้งนี้ มีการจัดพื้นที่รองรับกองเชียร์ของผู้สมัครแต่ละทีมบริเวณด้านหน้าศาลาว่าการเมืองพัทยา เพื่อรอลุ้นหมายเลขผู้สมัคร ท่ามกลางเสียงเชียร์และการแสดงพลังสนับสนุนจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง

‘ปรเมศวร์’เบอร์2’อิทธิวัฒน์’ปชน.เบอร์1

สำหรับขั้นตอนการจับสลากหมายเลขผู้สมัครเนื่องจากผู้สมัครเดินทางมาพร้อมกันก่อนเวลา 08.30 น. และไม่สามารถตกลงลำดับการยื่นใบสมัครได้ จึงต้องมีการจับสลาก2รอบได้แก่การจับสลากลำดับการยื่นใบสมัคร และการจับสลากหมายเลขผู้สมัคร

ผลการจับสลากหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยา ปรากฏว่านายอิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร พรรคประชาชน ได้หมายเลข 1, นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ทีมเรารักพัทยา ได้หมายเลข 2 และนายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ทีมพัทยา 2030 ได้หมายเลข 3

บรรยากาศหลังการจับสลากหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยาเป็นไปอย่างคึกคักกลุ่มผู้สนับสนุนรวมถึงบุคคลใกล้ชิดของผู้สมัครแต่ละทีมต่างเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี พร้อมมอบช่อดอกไม้และให้กำลังใจแก่ผู้สมัคร ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงเชียร์ ก่อนที่แต่ละทีมจะเริ่มเดินหน้าหาเสียงทันทีหลังทราบหมายเลขผู้สมัคร

สภาฯเสียงแตก ปมตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดโหวตพรุ่งนี้

สภาฯเสียงแตก ปมตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดโหวตพรุ่งนี้

สภาฯเสียงแตก ปมตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดโหวตพรุ่งนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภา ได้พิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ซึ่งมี สส. เสนอรวม 5 ญัตติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายพบว่า สส.ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าวโดยไม่ศึกษาผลกระทบอย่างจริงจังให้รอบด้าน พร้อมกับตั้งข้อสังเกตต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนที่ดินที่กว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรจากโครงงกาดังกล่าว อีกทั้งการเตรียมออกกฎหมายSEC ที่มีจุดเสี่ยงให้ต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินของประชาชนระยะยาว พร้อมกับสนับสนุนให้ตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อทำงานคู่ขนานกับคณะทำงานของรัฐบาลที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธาน

ขณะที่สส.ฝั่งรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย สนับสนุนต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นโครงการใหม่ที่จะสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับขอให้ สส.ฝ่ายค้านได้ให้ข้อเสนอแนะและแนวคิดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าวที่จะพัฒนาต่อเนื่องในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ สส.อภิปรายแสดงความเห็นแล้วเสร็จ นายเลิศศักดิ์ พัฒนากุลชัย รองประธานสภาฯ คนที่สอง ได้ปิดประชุม ทั้งนี้ในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) จะมีการประชุมสภาฯ นัดพิเศษ โดยจะให้ผู้เสนอญัตติ กล่าวสรุป และลงมติว่าจะเห็นชอบให้ตั้งกมธ.ฯ หรือไม่ 

ชัชชาติ ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง

ชัชชาติ ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง

ชัชชาติ ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.47 น.

“ชัชชาติ” ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง ประกาศลั่น ไม่มี สก.ไม่สังกัดพรรค พร้อมทำงานกับทุกคนที่ประชาชนเลือก เชื่อ “กรุงเทพฯ ยังมีความหวัง” พร้อมเปิดเว็บไซต์ชวนคนกรุงร่วมติดตาม

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.00 น.  ที่สเตเดียมวัน ถนนบรรทัดทอง  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคน เบอร์ 9 เปิดปราศรัยใหญ่แถลงนโยบายครั้งแรก 250+นโยบาย โดยมีประชาชนมารอฟังเต็มลาน ทันทีที่นายชัชชาติมาถึงได้เดินทักทายประชาชน มีหลายกลุ่มมาขอถ่ายรูปด้วย ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก โดยมีการเปิดเพลงหาเสียง “ชัชชัชชาติ“ ฝืมือของ ตั้ง แบดวอยซ์ และ เอ็ม ยศวัศ ในงานมีทีมชัชชาติมาร่วมฟัง ที่สำคัญ รศ.ดร. ปรีชญา สิทธิพันธุ์ พี่สาวคนโต และ นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ พี่ชายฝาแฝด มาร่วมเชียร์และให้กพลังด้วย

เวลา 18.24 น. นายชัชชาติขึ้นเวที เริ่มปราศรัยโดยแจกแจงผลงานที่ทำไป 4ปี โดยขอเคลียร์ใจเรื่องเส้นเลือดฝอยเส้นใหญ่ก่อนว่า 4 ปีที่ผ่านมา ทีมชัชชาติทำอะไรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่บ้าง มี จ่ายหนี้BTS 72,000 บาท รพ.เพิ่ม4 แห่ง ทราฟฟี่ ฟองดู เป็นแอพพลิเคชั่นที่เปลี่ยนความคิดทำให้ข้าราชการกลับมาทำงานหันหน้าเข้ามาหาประชาชน เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เปลี่ยนโครงสร้างราชการโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ และแก้กฏหมาย  การที่ประชาชนแจ้งเรื่องร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากไม่ใช่ประชาชนเกลียด แต่เป็นความไว้วางใจที่ประชาชนมีให้แก่ข้าราชกาคในการแก้ปัญหา เส้นเลือดฝอยคือลอกท่อ ,อุโมงค์ระบายน้ำ 5 แห่งซึ่งอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว, ห้องปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็ก 115 แห่ง ปรับปรุงห้องคอม 598 ห้อง

“ผมขอเถียงเรื่องมีแต่เส้นเลือดฝอยไม่มีเส้นเลือดใหญ่ ความจริงแล้วเป็นเส้นเลือดฝอยที่ทรงพลังปีนี้เราชนะฝุ่นอย่างชัดเจนปริมาณฝุ่นลดลง 45% มาจากการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีหาจุดเผา ทำให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้วในการแก้ไขปัญหาฝุ่นอีกทั้งเรายังมีโครงการไม่เทรวม ที่ให้ประชาชนร่วมคัดแยกขยะ“

นายชัชชาติ กล่าวในอีก 4 ปีข้างหน้าหากได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. อีกครั้งเรามี 251 โครงการ ที่สามารถทำได้ต่อเนื่องทันที นอกจากนี้เรายังจะมีการสร้างแลนมาร์คแห่งใหม่คือ  สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา , ทำพิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ ซึ่งอันนี้อยู่ในแผน 4 ปีแรก แต่ตอนแรกยังไม่มีข้อมูลว่าพื้นที่ดินแดงไม่พอจึงอยู่ระหว่างการปรับปรุง ,ศูนย์คนเมืองฝั่งธน หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์เด็ก พื้นที่สาธารณะ โดยจะมีพื้นที่ให้ street food ขึ้นไปขายบน roof-top ใต้ มีพื้นที่ริมน้ำสวยงาม

สำหรับ 251 โครงการแบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจและระบบมีประสิทธิภาพ

หมวด  คนอยู่ดี อาทิ สุขภาพ โดยคนกทม.จะได้ตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้า ขยายกิจกรรมเพื่อสุขภาพ  ขยายการรองรับสิทธิบัตรทองปฐมภูมิเป็น 1.3ล้านสิทธิ์ จากเดิม 800,000 คน เพิ่มเตียงในโรงพยาบาลสังกัดกทม. 2000 เตียง และโรงพยาบาลในกทมจะรอหมอไม่เกิน 1 ชั่วโมงเฉพาะคนที่นัดคิวมาก่อน รวมทั้งยังมีด้านคุณภาพชีวิต การศึกษา

หมวด เมืองน่าอยู่ อาทิ การเดินทาง จะเพิ่มสกายวอล์คจากนานาไปอโศก-พร้อมพงษ์ หรือจากคลองสานไปถึงศูนย์คนเมืองฝั่งธน ,ทำทางเท้ามีหลังคา เช่นแยกปทุมวันถึวสะพานหัวช้าง,ถนนอังรีดูนังต์ถึงแยกเฉลิมเผ่าแยกสามย่านถึงแยกศาลาแดง,แยกสุทธิสารถึงแยกห้วยขวางและบริเวณถนนรามคำแหง

เรื่องการจัดการมลภาวะ การจัดการขยะโดยจะทำบางกอก green eco park พัฒนาโมเดลต้นแบบ เศรษฐกิจหมุนเวียนคืนพื้นที่กว่า 200ไร่ให้เป็นสวนป่า

พื้นที่สีเขียว โดยจะมีการเพิ่มไม้ยืนต้นอีก 1ล้านต้นเพิ่มร่มเงาในเมือง ทำสวนป่าล้อมเมือง, ขึ้นทะเบียนต้นไม้มรดกกรุงเทพฯโดยเป็นการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่หากจะตัดต้องได้รับอนุญาต ,ยกระดับคลินิกสัตว์กทมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนกับกทมโดยมีการตรวจสุขภาพฉีดวัคซีนประจำปีตัดพ้นอาบน้ำและปรึกษาสัตวแพทย์ออนไลน์

พื้นที่สาธารณะ ฟื้นอาการเก่าเป็นพื้นที่สาธารณะ 
สาธารณภัยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาคารและซ้อมดับเพลิงประจำปี ใช้เทคโนโลยีสร้างโมเดลจำลองเพื่อบริหารจัดการน้ำ กำหนดมาตรฐานหลังคาสามสี

สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ โดยให้คนมีทักษะแรงงานและเศรษฐกิจ  บริหารจัดการเมือง และสุดท้ายระบบมีประสิทธิภาพ

และส่วนของความปลอดภัยจะมีการเพิ่มกล้อง CCTV อีก 36,000 ตัว รวมเป็น 100,000 ตัว และเชื่อมโยงกล้องจากภาคเอกชนอีก 200,000 ตัว

“ไม่มั่วแน่นอนทุกนโยบายมีตัวชี้วัดและวัดผลได้ ถ้าทีมชาติได้เข้าไปทำงานก็จะติดตามผลได้ วันนี้ก็ได้เพิ่มอีก 1 นโยบายตอนที่ลงพื้นที่หาเสียงที่คลองเตยก็ได้เรื่องของการทำศูนย์กายภาพบำบัดในชุมชนเพื่อให้คนที่ติดเตียงไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์บำบัดที่อยู่ไกล”

“เราต้องการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน คำว่าทุกคนรวมถึงเพื่อนคนพิเศษ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ขาดโอกาส เพื่อให้เป็นเมืองที่โอบรับความหลากหลายอย่างแท้จริง วันนี้ผมขอเสนอ 251 แผนงาน ซึ่งเป็นการต่อยอดจากข้อมูลจริงที่ได้รับรู้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และนโยบายเหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่พร้อมจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของประชาชน อย่างล่าสุดที่ได้เพิ่มศูนย์กายภาพบำบัดในชุมชนเพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียง เป็นนโยบายที่ 252”

ช่วงหนึ่ง นายชัชชาติ กล่าวว่า  “มีคนว่า ‘ชัชชาติ’ เป็นอีแอบหรือเปล่า อยู่พรรคเพื่อไทยหรือเปล่า ผมประกาศเดี๋ยวนี้เลย ผมไม่มี สก.ไม่สังกัดพรรค แต่พร้อมทำงานกับ สก.ทุกคนที่ประชาชนเลือกมา ก็อยากให้สก.ทุกคนพร้อมทำงานกับผู้ว่าฯทุกคนด้วย หัวใจสำคัญคือทำงานร่วมกันโดยเอาประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง“ 

และนายชัชชาติยังได้ทิ้งท้ายด้วยการอ้างถึงผลสำรวจที่ระบุว่า ประชาชน 78% มีความหวังว่ากรุงเทพฯ จะดีขึ้น ซึ่งตนถือเป็นหน้าที่สำคัญในการสร้างความมั่นใจในระบอบประชาธิปไตยว่าสามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาของเมืองได้จริง และยังเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ ยังมีความหวัง “ผมเชื่อว่าวันนี้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่สร้างความหวังให้กับทุกคนได้”

ทั้งนี้ ในส่วน 250+ ACTION PLANS ”ทีมชัชชาติ“ ได้เปิดเว็บไซต์ รวมนโยบาย และผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา ให้ประชาชนสามารถติดตามได้ที่  https://teamchadchart.com

เปิดคำพิพากษา ศาลอาญายกฟ้อง ธนาธร คดี 112 ปมวิจารณ์วัคซีนพระราชทาน

เปิดคำพิพากษา ศาลอาญายกฟ้อง ธนาธร คดี 112 ปมวิจารณ์วัคซีนพระราชทาน

เปิดคำพิพากษา ศาลอาญายกฟ้อง ธนาธร คดี 112 ปมวิจารณ์วัคซีนพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.28 น.

สรุปคำพิพากษายกฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คดีฟ้องความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญา อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.875/2565 ที่พนักงานอัยการ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จำเลย ในความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

พฤติการณ์เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2564 จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กชื่อ Tanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในหัวข้อวัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสียอันเป็นเฟซบุ๊กสาธารณะ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งคำกล่าวของจำเลยทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยต่อองค์พระมหากษัตริย์คือพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า การพิจารณาว่าข้อความใด จะเป็นข้อความที่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต้องพิจารณาจากข้อความทั้งหมดมิใช่ข้อความตอนใดตอนหนึ่ง ซึ่งจากข้อความที่จำเลยนำเสนอนั้นเนื้อหาทั้งหมดมุ่งเน้นเรื่องการกล่าวหารัฐบาลบกพร่องในการจัดหาวัคซีน โดยมีการนำข้อมูลหลากหลายมาสนับสนุน ซึ่งมีการบรรยายถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องหลายบริษัท รวมทั้งการกล่าวถึงผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วย ข้อมูลที่เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นส่วนน้อย ไม่ใช่ประเด็นหลักในการนำเสนอ ดังนั้นข้อความทั้งหมด ไม่ได้มีข้อความที่มีลักษณะเป็นการอาฆาตมาดร้าย ดูหมิ่น หมิ่นประมาทในหลวงรัชกาลที่ 10 แต่อย่างใด รวมทั้งข้อความที่จำเลยกล่าวถึงการถือหุ้นและผลรายงานการประกอบกิจการของบริษัทก็ปรากฏว่าประสบภาวะขาดทุนจริง และคำพูดที่ว่าการแทงม้าตัวเดียว หากมีอะไรผิดพลาดพลเอกประยุทธ์จะรับไหวไหม ก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ว่าพลเอกประยุทธ์จะรับผิดชอบได้หรือไม่ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการวัคซีนให้กับประขาชนแล้วเกิดความเสียหาย

ส่วนคำพูดว่า วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย เมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยเลยไลฟ์สดแล้วจะเห็นได้ว่าจำเลยพูดพาดพิงถึงพลเอกประยุทธ์โดยตรงเกี่ยวกับปัญหาการบริหารจัดการและการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ซึ่งหมายถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี บริหารจัดการวัคซีนโควิดแอสตร้าเซนเนก้าในครั้งนี้เป็นการสร้างความนิยมทางการเมือง ซึ่งกล่าวในเรื่องประโยชน์ทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการพาดพิงไปถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 แต่ประการใด

ส่วนคำว่า “ใครเสีย” ก็น่าจะหมายถึงว่าหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการวัคซีน ผู้ที่ได้รับความเสียหายคือประชาชนนั่นเอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมา จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

ชื่นมื่นตึกสันติไมตรี! นายกฯ เจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนาม ตอกย้ำมิตรภาพไทย-เวียดนาม

ชื่นมื่นตึกสันติไมตรี! นายกฯ เจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนาม ตอกย้ำมิตรภาพไทย-เวียดนาม

ชื่นมื่นตึกสันติไมตรี! นายกฯ เจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนาม ตอกย้ำมิตรภาพไทย-เวียดนาม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.26 น.

นายกฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค้ำ ปธน.เวียดนามและคณะ ตอกย้ำมิตรภาพบนรากฐานความผูกพันด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว

วันนี้ 28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 18.30 น. ที่ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ซึ่งภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนมิตรภาพอันใกล้ชิดระหว่างผู้นำไทยและเวียดนาม รวมทั้งยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงดนตรี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ  

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เชิญแขกผู้มีเกียรติร่วมดื่มอวยพร (toast) เพื่อเฉลิมฉลองมิตรภาพระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมกล่าวถึงความผูกพันทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม โดยประเทศไทยเคยเป็นสถานที่พำนักของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ และปัจจุบันยังมีอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ถึง 3 แห่ง ที่จังหวัดอุดรธานี นครพนม และพิจิตร ซึ่งสะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “อาหาร” “วัฒนธรรม” และ “การท่องเที่ยว” เป็นอีกหนึ่งสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศเข้าหากัน โดยหากมีเวลามากกว่านี้ อยากเชิญไปชิมอาหารไทยแบบง่าย ๆ และถ้ามีโอกาสก็อยากชิมอาหารเวียดนามเช่นกัน โดยอาหารเวียดนามได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ขณะที่ละครและซีรีส์ไทยก็ได้รับความนิยมในเวียดนาม และช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เข้มแข็งและยั่งยืนตลอดไป

ด้านประธานาธิบดีเวียดนามยินดีกับไทยที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยและความมุ่งมั่นของประชาชนชาวไทย 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

การเยือนประเทศไทยครั้งนี้ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม และการเลือกไทยเป็นประเทศแรกในการเยือน ยิ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่เวียดนามให้กับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ พร้อมขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับประธานโฮจิมินห์ รวมถึงการดูแลวัดและชุมชนชาวเวียดนามในไทยเป็นอย่างดี

ทั้งสองประเทศต่างตระหนักถึงความสำคัญของการกระชับความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคี อาเซียน และเวทีโลก โดยไทยและเวียดนามมีความใกล้ชิดทั้งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เห็นได้จากความนิยมอาหารไทยในเวียดนามและอาหารเวียดนามในไทย รวมถึงการท่องเที่ยวและการขยายตัวของชุมชนทั้งสองฝ่าย 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

เวียดนามพร้อมเดินเคียงข้างไทยต่อไปในอนาคต บนพื้นฐานของมิตรภาพ ความไว้วางใจ และวิสัยทัศน์ร่วมของผู้นำทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และอนาคตที่สดใสให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาค

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

เริ่มพรุ่งนี้! ราชกิจจาฯ ประกาศปลดล็อก เวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00-24.00 น. ในบางพื้นที่

เริ่มพรุ่งนี้! ราชกิจจาฯ ประกาศปลดล็อก เวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00-24.00 น. ในบางพื้นที่

เริ่มพรุ่งนี้! ราชกิจจาฯ ประกาศปลดล็อก เวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00-24.00 น. ในบางพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.47 น.

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2569

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 (3) และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568

คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 2. ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลา ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ข้อ 3. ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลในเวลาอื่น นอกจากตั้งแต่เวลา 11.00 นาฬิกา ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ยกเว้นการขายในกรณี ดังต่อไปนี้

(1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ

(2) การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ

(3) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

(4) การขายในบริเวณเฉพาะที่จัดไว้เพื่อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ซึ่งใช้จัดกิจกรรมการประชุม นิทรรศการ งานแสดงสินค้า งานมหรสพ หรือกิจกรรมอื่นใดที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหรือการขายในสถานที่จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่จังหวัดระยอง(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 และอยู่ในเขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออกตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง กำหนดเขตส่งเสริม : เมืองการบินภาคตะวันออก ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 และประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง การเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : เมืองการบินภาคตะวันออก (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2568

ข้อ 4. ผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่ได้รับยกเว้นให้ขายได้ตามข้อ 3. ต้องจัดให้มีการคัดกรองและมาตรการที่จำเป็นเพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยของประชาชนและการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮล์ของเด็กและเยาวชน

ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สภาฯถกเข้ม! ปมร้อนแลนด์บริดจ์ กรณ์ลุกซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน

สภาฯถกเข้ม! ปมร้อนแลนด์บริดจ์ กรณ์ลุกซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน

สภาฯถกเข้ม! ปมร้อนแลนด์บริดจ์ กรณ์ลุกซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

‘สภาฯ’ ถกปมร้อนแลนด์บริดจ์! ‘กรณ์’ ซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน เหตุ มาเลเซีย มีท่าเรือหลายแห่ง เหน็บ ‘นายกฯ’ ลืม -ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ จงใจที่จะปกปิด จึงไม่มีในนโยบาย ชง ‘เซาท์เทิร์น คอนเน็ค’ สร้างมอเตอร์เวย์เชื่อม ‘กรุงเทพฯ-นราธิวาส-มาเลย์’

28พ.ค.2569 เมื่อเวลา15.05น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 เป็นทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(โครงการแลนด์บริดจ์) เสนอโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และมีญัตติที่เกี่ยวเนื่อง รวมเป็น 5 ญัตติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน และลงมติร่วมกัน 
     
โดยนายกรณ์ อภิปรายว่า พวกเราในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนควรที่จะมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการที่จะร่วมศึกษาติดตามโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการแลนด์บริดจ์นี้ เพราะที่ผ่านมาการนำเสนอโครงการโดยรัฐบาลขาดความโปร่งใสขาดแผนที่ชัดเจนและมีการนำเสนอบนสมมุติฐานที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าโครงการนี้เป็นโครงการเล็กๆคงไม่มีใครว่า แต่ด้วยขนาดของโครงการถือว่าเป็นหนึ่งในเมกกะโปรเจคที่อาจจะใหญ่ที่สุดที่ประเทศไทยเคยดำเนินการมา เป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ที่อาจจะทำให้เกิดมหันตภัยกับระบบเศรษฐกิจสถานะทางการคลังของประเทศ ต่อระบบนิเวศน์ ต่อสิ่งแวดล้อมและต่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน เพราะเมื่อเริ่มดำเนินก่อสร้างโครงการนี้แล้วจะเป็นภัยที่มีผลอย่างถาวร กูไม่กลับ และไม่มีวันที่จะแก้ได้
    
นายกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกในที่นายกฯแถลงนโยบายต่อสภาฯ ไม่ได้มีการพูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์เลยแม้แต่คำเดียว เป็นไปได้อย่างไรโครงการมูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งๆที่ในนโยบายที่นายกฯแถลงไม่มีโครงการไหนที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าโครงการนี้ ไม่มีโครงการไหนที่มีผลต่อภูมิศาสตร์ของประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวโยงกับประเทศ และมีผลต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนมากเท่าโครงการนี้ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการเอ่ยถึงในคำแถลงนโยบายแม้แต่คำเดียว ตนก็นั่งคิดว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่พูดถึงโครงการนี้ มี 3 ความเป็นไปได้คือ 1.นายกฯลืม เพราะงานเยอะ 2.ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ หรือ3.จงใจที่จะปกปิด เพราะไม่มีเหตุอื่นที่จะเป็นไปได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมเคลือบแคลงใจและสส.ควรที่จะมีโอกาสเต็มที่ในการติดตามตรวจสอบแนวความคิดและการขับเคลื่อนโครงการนี้
     
“สาเหตุที่อยู่ดีกลายเป็นนโนยายเรือธง เป็นนโยบายที่มีความสำคัญนั้น จะอ้างว่าเป็นนโยบายที่หาเสียงมาก็ไม่ใช่ แม้พรรคภูมิใจไทยเคยพูดเรื่องนี้ในบางเวทีช่วงหาเสียง แต่ไม่เคยบรรจุในนโยบายหาเสียงที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) สังคมจึงมีคำถามว่าเจตนาที่แท้จริงที่มีความพยายามอย่างที่สุดในการที่จะผลักดันขับเคลื่อนโครงการนี้คืออะไร โครงการนี้เป็นโครงการที่สุดท้ายแล้วเราต้องช่วยกันทำให้เป็นที่ยอมรับโดยพี่น้องประชาชนโดยรวมเพราะโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ถ้าไม่เป็นที่ยอมรับก็ขับเคลื่อนได้ยากจะไปยัดเหยียดให้พี่น้องประชาชนยอมรับหรือมัดมือชก เพื่อให้เขาต้องยอมรับยอมรับโครงการนี้นั้นไม่ได้ เหมือนอย่างที่พยายามทำกันมาที่จังหวัดชุมพรเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีการขึ้นป้ายอ้างว่าพี่น้องชาวชุมพรเห็นดีด้วยกับโครงการนี้ สุดท้ายก็ทำให้เกิดความแตกแยกกระแสตีกลับอย่างแรง จนเทศบาลต้องเอาป้ายเหล่านั้นลง จากนี้จะทำให้ชาวชุมพรยอมรับได้ก็คงยากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเค้าขาดความไว้วางใจไปแล้ว”นายกรณ์ กล่าว
    
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า สาระของโครงการแลนด์บิดคือโครงการที่จะสร้างเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อที่จะมาทดแทนการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบมะละกา โดยรัฐบาลอ้างว่าโครงการนี้จะช่วยประหยัดเวลาและประหยัดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ต้นอยากให้เห็นถึงสมมุติฐานหลักของโครงการนี้ว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ โดยปกติเรือที่ผ่านช่องแคบมะละกาจะใช้เวลาประมาณ 9 วัน ค่าเดินเรืออยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาทต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนราคาน้ำมันและค่าเช่าเรือ สำหรับเรือที่บรรทุกตู้คาร์โก้ ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของโครงการแลนด์บิดและเป็นเรือที่วิ่งผ่านช่องแคบมะละกาเป็นหลักคือตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 20,000 ตู้ต่อเรือหรือที่เรียกว่า 20,000 หมื่นTEU คือต้นทุนในการเดินเรือ ณ ปัจุบัน เท่ากับ 90 ล้านบาท
    นายกรณ​ กล่าวต่อว่า การใช้แลนด์บริดจ์ กระทรวงคมนาคมบอกว่าจะทำให้ประหยัดเวลาได้สามถึงสี่วันโดยส่วนใหญ่ถ้าวัดตามเส้นทางจริงๆบริษัทเดินเรือบอกว่ายังเก่งคือ 2 วัง แต่ตนยกให้ 4วันเต็ม ซึ่งจะเหลือระยะเวลาเดินเรือ 5 วัน 5 วันคูณ 10 ล้านบาทต่อวันเท่ากับค่าเดินเรือเหลือ 50 ล้านบาทจาก 90 ล้านบาท แต่สิ่งที่ปรากฏคือค่าใช้จ่ายแซงจะทำที่จะต้องจ่ายให้กับโครงการแลนด์บริดจ์ รวมไปถึงค่าระวังรถไฟ ค่าขนตู้ขึ้นลงจากเรือ ค่าผ่านประตูท่าเรือทางรถไฟ และค่าขนตู้ขึ้นลงจากรถไฟรวมแล้วเท่ากับ220 ล้านบาทสำหรับ 20,000 ตู้คอนเทนเนอร์ ค่าใช้จ่ายโดยรวมในการขนสินค้า 20,000 ตู้คอนเทนเนอร์ผ่านช่องแคบมะละกาคือ 90 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายโดยรวมในการที่จะค้นผ่านแลนด์บริดจ์ของเราคือ 270 ล้านบาท                
         
“ดังนั้นที่สมมุติฐานอ้างว่าบริษัทเดินเรือจะมาใช้โครงการนี้เพราะจะประหยัดเวลาประหยัดเงินมันเป็นไปไม่ได้แซงสุท้ายต้นทุนค่าใช้จ่ายของเขาจะสูงขึ้นถึง 180 ล้านบาท หากเขาเลือกที่จะขนสินค้ามาทางแลนด์บริดจ์ ในเรื่องของระยะเวลาที่เราสมมุติฐานไว้ว่าจะประหยัดเวลาได้สี่วันเอาเข้าจิงผมถามบริษัทเดินเรือทุกเจ้าพูดเสียงเดียวกันว่าสร้างมาก็ไม่ใช้เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ประหยัดเวลาด้วยสามัญสำนึกลองนึกภาพดูเรือต้องมารอคิวเพื่อที่จะเทียบท่า จะนั้นใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วันในการที่จะขนตู้ เป็นเทนเนอร์ 20,000 ตู้ขึ้นไว้บนท่า แล้วต้องขนขึ้นทั้งหมดรถไฟซึ่ง 20,000 ตู้นั้นอาจต้องใช้รถไฟประมาณ 100 ขบวน นี่สมมุติว่าเรือมารอรับตรงเวลาพอดี ท่านเชื่อหรือว่าจะทำให้ประหยัดเวลา ส่วนค่าใช้จ่ายยั๊วะแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ประหยัดแน่นอน
      
นายกรณ์ กล่าาวว่า จริงๆแล้วในการที่เราจะพิจารณาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ระดับนี้เราต้องมองรอบตัวเราด้วยว่ามีผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราเขามีทางเลือกอื่นหรือไม่ซึ่งณปัจจุบันเขามีอยู่แล้วแซงจ์ใช้ช่องแคบมะละกาเก้าวันเขาสามารถที่จะไปผ่านช่องแคบซุนดา 11 วันและช่องแคบลอมบอก รวมทั้งประเทศมาเลเซียเค้าก็มีการดำเนินโครงการเสมือนกับโครงการแลนด์บิดของเราแต่เค้าทำเกือบเสร็จแล้วต้นปี 72 มีแผนที่จะเปิดใช้แล้ว และมี 2 ท่าเรือน้ำลึกที่เปิดใช้อยู่ คือท่าเรือกวนตันอยู่ฝั่งอ่าวไทย และท่าเรือกลังที่อยู่ฝั่งอันดามัน สิ่งที่เขาทำเพิ่มเติมคือเส้นทางรถไฟเชื่อมสองห้าดังกล่าวและเส้นทางรถไฟขึ้นมาเชื่อมต่อเกือบถึงจังหวัดนราธิวาสของประเทศไทย เพราะฉะนั้นทางเลือกให้กับผู้ประกอบการและบริษัทขนส่งบริษัทเดินเรือมีนอกเหนือจากเส้นทางทางทะเลอื่นๆก็ยังมีเส้นทางทางบกในรูปแบบของแรงบิดที่ประเทศเพื่อนบ้านเราได้ลงทุนเสร็จแล้วแซงนะตอนนี้ประมาณ 90 กว่าเปอร์เซนต์ จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องตั้งสติให้ดีว่าสิ่งที่เราคิดจะทำนั้นมีความคุ้มค่าจริงๆหรือไม่และเมื่อเราสรุปว่าแนวโน้มโอกาสที่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจทางด้านอื่นๆก็ไม่ต้องพูดถึง 
        
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ถ้าแลนด์บริดจ์ไม่ตอบโจทย์ในการพัฒนาให้กับพี่น้องประชาชนจับใต้ มีแนวความคิดและข้อเสนออื่นหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เราเรียกแผนที่ว่า เซาท์เทิร์น คอนเน็ค (Southern Connect) เรากำลังบอกว่าการพัฒนาภาคใต้เราเห็นด้วยกับรัฐบาลในประเด็นหนึ่งคือต้องพัฒนาด้วยการสร้างเส้นทางคมนาคม เพื่อที่จะทำให้โอกาสของคนใต้มีมากขึ้นในทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวอุตสาหกรรมหรือการเกษตร หลักๆ เซาท์เทิร์น คอนเน็ค หมายถึงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ที่จะเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯยาวลงไปถึงนราธิวาส พี่น้องชาวใต้ทุกจังหวัดจะได้ประโยชน์จากมอเตอร์เวย์เส้นนี้ นอกเหนือจากนั้นจะมีการสร้างเส้นทางรถไฟทางคู่ ที่เราได้มีการริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีตอนนี้วิ่งไปถึงชุมพรแล้วควรจะต้องเชื่อมต่อไปถึงมาเลเซียและรถไฟทางคู่สายใต้ต้องเป็นรถไฟที่เป็นรางไฟฟ้าทั้งหมดแค่ 2 โครงการหลักนี้ใช้เงินประมาณไม่ถึง 7แสนล้านบาท ในแง่ของความคุ้มค่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ในแง่ความเสี่ยงก็ไม่มีเมื่อเทียบกับแลนด์บริดจ์ ร่วมทั้งในแง่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความมั่นคง ซึ่งควรจะเป็นโครงการที่ได้รับการพิจารณามากกว่าข้อเสนอในเรื่องที่ขาดความชัดเจนและความโปร่งใส อยู่บนสมมุติฐานที่เป็นไปไม่ได้ 
        
“นี่คือสาเหตุที่ตนเสนอญัตติด่วนให้ตั้ง กมธ.ฯ เพื่อให้พวกเราได้พิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะค้นหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้เพิ่มเติมอยู่แล้วจึงขอให้สภาแห่งนี้มีโอกาสทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมการชุดนั้นอย่างไรก็ต้องมีการเรียกหน่วยงานและว่าจ้างที่ปรึกษาเพิ่มเติมเพื่อที่จะหาข้อมูลให้กับรัฐบาลจึงขอให้สส.มีโอกาสได้ร่วมคิดร่วมรับรู้และนำเสนอมุมมองของเราให้กับรัฐบาลเพื่อนำไปพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจในโครงการที่จะเปลี่ยนโฉมประเทศ และหวังว่าจะไม่เปลี่ยนโฉมประเทศในทางที่เป็นภัยต่อบ้านเมือง” นายกรณ์ กล่าว