ดวงฤทธิ์ ปั่น Bike Sharing นำทัพ 30 ผู้สมัคร ส.ก. ทีมคนทำงาน จับเบอร์

ดวงฤทธิ์ ปั่น Bike Sharing นำทัพ 30 ผู้สมัคร ส.ก. ทีมคนทำงาน จับเบอร์

ดวงฤทธิ์ ปั่น Bike Sharing นำทัพ 30 ผู้สมัคร ส.ก. ทีมคนทำงาน จับเบอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.22 น.

“ดวงฤทธิ์”ปั่น Bike Sharing นำทัพ 30 ผู้สมัคร ส.ก. ทีมคนทำงาน จับเบอร์ ย้ำสร้างกรุงเทพฯ เป็นไปได้ มุ่งแก้กฎหมายตอบโจทย์เมือง กั๊กตอบหนุนผู้ว่าฯ คนใด ขอดูนโยบายก่อน ไม่วางเป้าจำนวน ส.ก. ขอร่วมกันพัฒนาเมืองด้วยความยั่งยืน

28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 06.35 น.ที่ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง กลุ่ม “ทีมคนทำงาน” นำโดย นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าทีมคนทำงาน ปั่นจักรยาน (Bike Sharing) จากย่านประชาสงเคราะห์เข้าสู่ถนนมิตรไมตรี นำทีมผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 30 เขต เดินทางมาสมัครรับเลือกตั้งและจับสลากหมายเลขผู้สมัคร สะท้อนวิสัยทัศน์การเข้าถึงวิถีชีวิตคนเมืองและการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะเส้นเลือดฝอยของ กทม.ที่ใช้งานได้จริง

นายดวงฤทธิ์ เปิดเผยว่า การที่ทีมคนทำงานเลือกเดินทางด้วยจักรยานสาธารณะในเช้าวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างสีสันในวันจับเบอร์ แต่เป็นการสะท้อนความตั้งใจจริงที่ต้องการเข้ามาแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและการเดินทางของคนกรุงเทพฯ แบบไร้รอยต่ออย่างยั่งยืน

นายดวงฤทธิ์ กล่าวว่า คนทำงานรวมกันจากหลากหลาย หลายคนคือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ จากหลายสาขาอาชีพ แต่สิ่งที่เราคิดตรงกันก็คือการมาทำงานให้บ้านของเรา ให้กับกรุงเทพฯของเรา โดยพวกเรามีความอิสระมุ่งมั่นตั้งใจ โดยเราส่งผู้สมัครทั้งหมดเบื้องต้น 30 เขต และเราทำเต็มที่ในทุกๆเขต สำหรับจุดขายสำคัญของพวกเรา คือการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ การปรับปรุงข้อบัญญัติ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนกรุงเทพฯ

เมื่อถูกถามถึงความเกี่ยวข้องกับผู้สมัครท่านอื่น หัวหน้าคนทำงาน กล่าวว่า เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานกัน ดังนั้นเรื่องเดี่ยวที่เราเน้นก็คือการจะมาทำงาน ซึ่งทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีผู้คนจากหลายสาขาอาชีพ ทุกคนมีความตั้งใจที่จะทำเรื่องที่เชี่ยวชาญให้กับคนกรุงเทพฯ

สำหรับการสนับสนุนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนใดในอนาคตหรือไม่ หัวหน้าทีมคนทำงาน กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากกลุ่มไหนหรือคนไหน ถ้าเป็นเรื่องที่ดีก็ขอให้มาทำงานร่วมกัน นี่คือหัวใจหลักที่เราเป็นกลุ่มอิสระ ซึ่งเราต้องการสิ่งนี้ คือการอิสระเข้าไปทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะใดมิติของฝั่งนิติบัญญัติ หรือในฝั่งบริหาร เราสามารถทำงานร่วมกันได้ ถ้าเป็นเรื่องที่ดี และเป็นประโยชน์ส่วนรวม

ส่วนมีการวางสเปกผู้ว่าฯ กทม.ที่จะสนับสนุนและร่วมทำงานด้วยแล้วหรือไม่ นายดวงฤทธิ์ ระบุว่า เราคุยกันแล้วว่า พวกเราจะดูที่นโยบายเป็นหลัก ถ้านโยบายเป็นเรื่องที่ดีและทำเพื่อเมืองของเรา กรุงเทพฯ ของเรา พวกเราพร้อมทำงานด้วยอย่างเต็มที่

นายดวงฤทธิ์ ยังกล่าวถึงความอิสระที่จะทำให้ได้รับเลือกเข้ามา ว่า ในความเป็นอิสระเราสามารถทำงานได้ทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติใหญ่ เช่น เรื่องของเมือง ซึ่งพวกเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมาทำ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของกรุงเทพฯ และของพวกเราในแต่ละเขตที่จะอาสาไปทำงาน

เมื่อถามว่า นโยบายของผู้ว่าฯ กทม.แต่ละคนเมื่อเห็นแล้วคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสนับสนุนใคร นายดวงฤทธิ์ กล่าวว่า ตนว่ากรุงเทพฯ เป็นไปได้

ส่วนมีการวางเป้าจำนวน ส.ก.ที่จะได้รับเลือกไว้หรือไม่ นายดวงฤทธิ์ กล่าวว่า เนื่องจากเราเป็นกลุ่มอิสระ ไม่ใช่พรรคการเมือง ฉะนั้นความมุ่งมั่นตั้งใจของพวกเรา คือ เรื่องการทำงาน ไม่ได้วางเป้า ไม่ได้วางตัวเลข แต่วางเป้าหมายหลักของพวกเราไว้ว่า เราจะเข้าไปทำอะไร ซึ่งเราก็พูดคุยกันทั้งทีมทำงาน และที่ปรึกษาของพวกเราว่า ในคราวนี้ พวกเราจะร่วมกันพัฒนาเมืองของเราด้วยความยั่งยืน ซึ่งกลไกแรก คือ การแก้ไขพัฒนาปรับปรุงข้อบัญญัติ

ทั้งนี้ “ทีมคนทำงาน” มุ่งเน้นการชูนโยบายแก้ปัญหาเมืองในมิติที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของผู้สมัครแต่ละราย เน้นวาระงานเพื่อประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ อาทิ การนำข้อมูลมาใช้กระจายงบประมาณ (Data-Driven) , การยกระดับผังเมืองเชิงวิศวกรรมเพื่อบล็อกน้ำท่วม , การบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นเพื่อพื้นที่สีเขียวและความปลอดภัยจากยาเสพติด รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและระบบสาธารณสุขชุมชนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

ภายหลังการให้สัมภาษณ์เสร็จ นายดวงฤทธิ์ ได้ประกาศว่า “พร้อมทำงาน” ก่อนนำผู้สมัคร ส.ก. ไปสักการะพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และเข้ารับสมัคร ส.ก.

ชมสด!!! บรรยากาศรับสมัคร ผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.

ชมสด!!! บรรยากาศรับสมัคร ผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.

ชมสด!!! บรรยากาศรับสมัคร ผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

28 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (กกต.ทถ.กทม.) กำหนดให้เป็นสถานที่รับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 1 มิ.ย.69 เวลา 08.30 – 16.30 น.

หม่อมกร ลั่น!!! พร้อมทำงานเพื่อคนกรุง อย่างไร้รอยต่อ

หม่อมกร ลั่น!!! พร้อมทำงานเพื่อคนกรุง อย่างไร้รอยต่อ

หม่อมกร ลั่น!!! พร้อมทำงานเพื่อคนกรุง อย่างไร้รอยต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.59 น.

“หม่อมกร”ลั่น!!! พร้อมทำงานเพื่อคนกรุง อย่างไร้รอยต่อ มุ่งใช้ระบบสยบทุจริต เป้าทำให้กรุงเทพฯ ปลอดภัยทุกด้าน จับเบอร์ไม่คาดหวัง แล้วแต่ดวง

28 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.00 น. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ว่าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ เดินทางมาถึงศาลาว่าการ กทม.2 (ดินแดง) เพื่อสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในเวลา 08.30 น.

โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์ เปิดเผยว่า เรามีความพร้อม ทีมเราใหญ่แต่วันนี้ยังไม่ครบถ้วน ยังจะมี นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล , นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ที่พร้อมบริหารกรุงเทพฯ อย่างไร้รอยต่อ เพราะกรุงเทพฯ มีปัญหาหลายด้าน ทั้งอากาศ น้ำ ขยะ รถติด เศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการคอรัปชั่น ดังนั้น ผู้ว่าฯ จะต้องชนกับทุกด้าน เราจะไม่ต้องรับให้ปัญหาเกิดแล้วไปไล่จับ เราต้องใช้ระบบสยบทุจริต แก้ตั้งแต่ต้นทาง เป้าหมายคือทำให้กรุงเทพฯ ปลอดภัยในทุกด้าน โดยการจับเบอร์วันนี้ ตนเองไม่คาดหวัง เป็นไปตามดวงไม่ว่าจะได้เบอร์อะไรก็ตาม

รัฐบาลปลื้ม! ร้านค้าแห่สมัคร ไทยช่วยไทย พลัส พุ่งต่อเนื่อง ล่าสุดรวม 6 แสนราย

รัฐบาลปลื้ม! ร้านค้าแห่สมัคร ไทยช่วยไทย พลัส พุ่งต่อเนื่อง ล่าสุดรวม 6 แสนราย

รัฐบาลปลื้ม! ร้านค้าแห่สมัคร ไทยช่วยไทย พลัส พุ่งต่อเนื่อง ล่าสุดรวม 6 แสนราย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.24 น.

รัฐบาลปลื้ม! ร้านค้าแห่สมัคร ไทยช่วยไทย พลัส พุ่งต่อเนื่อง วันที่ 27 พ.ค. สมัครใหม่สูงสุดตั้งแต่เปิดโครงการ ดันยอดร้านค้าพร้อมใช้ทะลุ 6 แสนราย

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 18.00 น. ของวันที่ 27 พ.ค.2569 พบว่า มีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการใหม่ในวันเดียวสูงถึง 12,840 ราย ถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลเปรียบเทียบตลอด 3 วันที่ผ่านมา พบว่าจำนวนร้านค้าสมัครใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยวันที่ 25 พ.ค. มีผู้สมัครใหม่ 12,429 ราย วันที่ 26 พ.ค. เพิ่มเป็น 10,244 ราย และวันที่ 27 พ.ค.เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 12,840 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และความต้องการเข้าถึงโอกาสทางการค้าในโครงการดังกล่าว

ขณะเดียวกัน จำนวนร้านค้าที่ “ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งาน” ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน โดยเฉพาะในวันที่ 27 พ.ค.มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จเพิ่มขึ้นถึง 10,576 ราย สูงกว่าวันแรกของการเปิดสมัครกว่า 2 เท่า ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าในโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลและพร้อมใช้งานแล้วรวมทั้งสิ้น 605,812 ราย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน

“ตัวเลขการสมัครที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสะท้อนว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากเห็นถึงโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและการกระตุ้นยอดขายผ่านโครงการของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะเร่งอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบและอนุมัติร้านค้า เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการและเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วที่สุด” รองโฆษกฯ กล่าว

ชัชชาติ มาคนแรก ปั่นจักรยานสมัครผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 พูดสามคำ กรุงเทพทำงาน

ชัชชาติ มาคนแรก ปั่นจักรยานสมัครผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 พูดสามคำ กรุงเทพทำงาน

ชัชชาติ มาคนแรก ปั่นจักรยานสมัครผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 พูดสามคำ กรุงเทพทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.06 น.

“ชัชชาติ”มาคนแรก ปั่นจักรยานสมัครผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 พูดสามคำ”กรุงเทพทำงาน” ขอเป็นผู้ว่าฯ ติดดินรับใช้ประชาชนเหมือนเดิม ไม่ได้พกของดี”จับได้เบอร์อะไรก็ได้ทั้งนั้น”

28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 05.58 น.ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปั่นจักรยาน Bike Sharing มาถึงที่ศาลาว่าการ กทม.2 (ดินแดง) เพื่อสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในเวลา 08.30 น.โดยมีอดีตรองผู้ว่าฯ และที่ปรึกษา ร่วมเดินทางมาด้วย ทันที่ที่มาถึงได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่รอทำข่าว

นายชัชชาติ กล่าวว่า เราจะเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนกรุงเทพฯ นี่คืองานยาก ต้องมีนโยบายที่ดีตอบโจทย์ได้จริง ๆ โดยมีนโยบายที่ต้องการให้กรุงเทพเป็นเมืองทันสมัย เน้น 4 ด้าน ได้แก่ คน ความสุข คุณภาพชีวิต และเมือง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีแอคชั่นแพลน 250+ รวมเมคกะโปรเจค ส่วนการจับเบอร์ เบอร์อะไรก็ได้เลย อยากให้เป็นเบอร์ที่ดี ไม่มีปัญหา โดยย้ำว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการเมืองใหญ่เพราะเราเป็นอิสระไม่ได้มาจากการเมือง เราทำงานให้กับทุกคน เราทำท้องถิ่นให้ดีเชื่อว่าจะช่วยผลักดันไปพร้อมกับรัฐบาลได้

“ย้ำทีมงานเสมออย่าไปเชื่อโพลที่บอกเรานำมา ต้องทำเหมือนเดิมไม่กดดัน เราไม่กดดันและจะทำให้เต็มที่ที่สุด ถ้าประชาชนเลือกเราก็ทำ แต่ถ้าไม่เลือกเราก็มีอย่างอื่นที่ต้องทำ เราไม่มีภาระในการแบกพรรค เราก็เป็นตัวของเรา ถ้า “ชัชชาติ” ไม่ได้ก็แค่นั้นเอง” นายชัชชาติ กล่าว

ส่วนที่คู่แข่งได้มีการตั้งคำถามว่า 4 ปีที่ผ่านมาทำอะไรมาบ้าง นายชัชชาติ ระบุว่า มีหลายเรื่อง ตั้งแต่ทางเท้า น้ำท่วมที่ทำได้ดีขึ้น คุณภาพอากาศที่ทำได้ดีขึ้น การศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงสาธารณสุข ซึ่งถ้าตั้งใจดูก็น่าจะเห็นเอง ส่วนเรื่องที่ยังไม่ประสบความสำเร็จคือ ทุจริตคอรัปชั่น เป็นเรื่องที่ฝังรากลึกมานาน ที่ผ่านมาเราทำงานอย่างหนัก เราไล่คนทุจริตออก 41 คน จึงต้องทำเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีร้องเรียนเข้ามาในปีแรกร้อยกว่าเรื่อง และในปีหลังลดลงเหลือ 20 กว่าเรื่อง ทำให้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวดีขึ้น แต่ไม่มีทางหมด ต้องเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นเรื่องของบุคคล

ส่วนเรื่องเศรษฐกิจจะต้องทำต่อ เราไม่มีอำนาจแจกเงิน แต่เราต้องแจกความรู้แจกโอกาส  นอกจากนี้เรายังทำให้เศรษฐกิจข้างถนนดีขึ้น ติดไฟส่องสว่างกว่า 100,000 ดวง ทำฟุตบาททางเท้ากว่า 1,000 กิโลเมตร อีกทั้งยังจัดระเบียบหาบแร่แผงลอย ทำให้ค้าขายดีขึ้น ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงคนทั้งเมือง เพื่อทำให้เศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง

เมื่อถามถึงทีมรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้ง 4 คน จะทำงานต่อในสมัยหน้าหรือไม่ นายชัชขาติ กล่าวว่า ต้องดูผลงานก่อนว่าทำงานกันดีหรือไม่ เดี๋ยวค่อยว่ากัน ส่วนเวทีปราศรัยเย็นนี้ที่สเตเดียมวัน จะมีการเปิดตัวทีมงานหรือไม่นั้น ทีมเราไม่ได้มีแค่รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรามีคนเก่ง ๆ มากมาย และคนเก่ง ๆ ไม่ได้อยู่ในทีมบริหารด้วย ซึ่งมีกว่าร้อยคน แต่เขาไม่อยากเปิดตัวเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งหากต้องการเปิดตัวก็จะเชิญมาด้วย มีทั้งนักวิชาการและศิลปินที่เข้ามาช่วยกัน

และตอบคำถามสื่อ สามคำสั้นๆ คือ “กรุงเทพทำงาน”

เมื่อถามว่า หากได้เป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย อยากเป็นผู้ว่าฯ แบบไหน นายชัชชาติ กล่าวว่า อยากเป็นผู้ว่าฯ ติดดิน แบบเดิม รับใช้ประชาชน ทุกคนคือเจ้านายเรา นี่คือหัวใจหลัก หวังว่าจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง แม้ 4 ปีที่ผ่านมาอาจจะมีคนผิดหวังบ้าง แต่ยังให้โอกาสเราทำงานต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจักกพันธุ์ ผิวงาม , นายวิศณุ ทรัพย์สมพล , รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช , นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร , นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ปั่นจักรยานมาด้วย โดยภายหลังการสัมภาษณ์นายชัชชาติ ได้เข้าสักการะพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลาว่าการ กทม.2 (ดินแดง) โดยใช้ธูปสีเขียวไม่ได้จุดไฟ

ทั้งนี้ สถานที่รับสมัครฯ ณ ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา เปิดให้ผู้สมัครลงทะเบียนแสดงตนตั้งแต่เวลา 05.00 น.เมื่อถึง เวลา 08.30 น.ซึ่งถือว่าผู้สมัครเดินทางมาถึงพร้อมกัน หากตกลงลำดับการจับสลากหมายเลขฯ กันไม่ได้ จะมีการจับสลากหมายเลขผู้สมัครฯ โดยนายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จะเป็นผู้ดำเนินการ ขั้นตอนการจับหมายเลขผู้สมัครฯ จะเสร็จสิ้น เวลา 10.00 น.

ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เหลือวันเดียว ปิดไทยช่วยไทยพลัส อีก4.7ล้านสิทธิรีบกด

ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เหลือวันเดียว ปิดไทยช่วยไทยพลัส อีก4.7ล้านสิทธิรีบกด

ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เหลือวันเดียว ปิดไทยช่วยไทยพลัส อีก4.7ล้านสิทธิรีบกด

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เหลือวันเดียว ปิดไทยช่วยไทยพลัส อีก4.7ล้านสิทธิรีบกด

“ไทยช่วยไทยพลัส”วันที่สาม ยอดรวมเริ่มคงที่ พุ่งทะลุ 25.1 ล้านคนแล้ว ยังเหลือกว่า 4.7ล้านสิทธิ จนกว่าเต็ม 30 ล้านสิทธิ คลังเผยตรวจสอบสิทธิ‘กลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่’ผ่านเกณฑ์รับสิทธิ 5.7ล้านคน ที่เหลืออีก 5.9แสนรายลุ้นรับผลวันนี้ มั่นใจสิทธิเพียงพอ ยังเหลือมากกว่า 4 ล้านสิทธิ ยันไม่ขยายเวลาลงทะเบียนสิ้นสุด 29 พ.ค.พบลงทะเบียนใหม่ไม่ผ่าน 4แสนคน ซ้ำซ้อนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรุงไทย เพิ่มจนท.ดูแลเต็มที่ ยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ ชาวบ้านยังแห่ลงทะเบียนคึกคัก

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการลงทะเบียนโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐบาล เผยยอดลงทะเบียน“ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” พุ่งทะลุ 25.1 ล้านคนแล้ว ขณะที่ระบบตรวจสอบสิทธิสามารถอนุมัติผู้ลงทะเบียนใหม่ได้กว่า 5.7 ล้านราย ภายใน 24 ชั่วโมง ด้านร้านค้าที่พร้อมใช้งานเพิ่มเป็นกว่า 5.4 แสนร้าน ก่อนเริ่มใช้สิทธิจริงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยประชาชนจะได้รับวงเงินช่วยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน และหากใช้ไม่หมดจะไม่สามารถทบยอดไปเดือนถัดไปได้

คลังตรวจสิทธิลงทะเบียนใหม่5.7ล้านราย

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”ว่าภาพรวมระบบการจัดการฐานข้อมูลและการตรวจสอบคุณสมบัติสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าที่ประเมินไว้มาก โดยกลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่ในวันแรก จำนวนกว่า 6.7ล้านคน ซึ่งตามกำหนดการเดิมระบบจะแจ้งให้รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติภายใน 3 วันนั้น ล่าสุดเมื่อวานนี้ (26 พ.ค. 2569) ระบบสามารถประมวลผลและตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จสิ้นแล้วเกือบทั้งหมด โดยใช้เวลาเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น ผลปรากฏว่ามีประชาชนกลุ่มนี้ที่ “ผ่านเกณฑ์” และได้รับการแจ้งผลยืนยันสิทธิแล้วจำนวนสูงถึง 5.7 ล้านคน

“สำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ยังคงตกค้างอยู่ในสถานะรอตรวจสอบคุณสมบัติอีกประมาณ 5.9 แสนรายนั้น ทางกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าระบบจะสามารถดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จทั้งหมด พร้อมทั้งส่งข้อความแจ้งผลให้ผู้ลงทะเบียนรับทราบได้ภายในวันนี้” นายลวรณ กล่าว

คลังมั่นใจสิทธิเพียงพอ/เหลือ4ล้านสิทธิ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดลงทะเบียนไทยช่วยไทย ล่าสุด ยังเหลือสิทธิอีกกว่า 4 ล้านสิทธิ มั่นใจสิทธิเพียงพอ ขอไม่ต้องกังวล ส่วนที่ประชาชนต้องไปยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ โดยที่ไปรอใช้บริการที่ธนาคารกรุงไทย คือลืมรหัสผ่าน และเปลี่ยนโทรศัพท์ทำให้ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง”ใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ได้ดูแลอย่างเต็มที่และมีช่องทางยืนยันตัวตนหลายช่องทาง โดยการลงทะเบียน ยังมีเวลา ลงได้ถึงวันที่ 29 พ.ค. สำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะไม่สามารถเข้าลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60 /40 ระบบจะตรวจสอบได้จากเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงไม่ต้องลงทะเบียน รัฐจะเติมเงิน 700 บาท จากเดิม 300 บาทรวม 1,000 บาท นำไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องร่วมจ่าย

คลังยันไม่ขยายเวลาลงทะเบียน

ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่าจะไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เพิ่มเติมอย่างแน่นอน จากกำหนดสิ้นสุดในวันศุกร์ที่ 29 พ.ค.นี้ เวลา 22.00 น. หรืออาจปิดระบบก่อนกำหนดทันที หากสิทธิโควต้าเต็ม30ล้านสิทธิ โดยประเมินว่ายอดผู้ลงทะเบียนจริง อาจจะไม่ถึง 30ล้านคน เนื่องจากปัจจุบัน ยอดลงทะเบียนเริ่มทรงตัว จำเป็นต้องยึดตามกำหนดการเดิมเพื่อเตรียมความพร้อมของระบบแอปฯ”เป๋าตัง”เพื่อให้ประชาชนเริ่มใช้จ่ายเงินในงวดแรกได้ทันที วันที่ 1 มิถุนายน นี้

สำหรับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส (60:40) เป็นการร่วมจ่าย รัฐบาลออกให้ 60% เป็นเงิน 1,000 บาท/เดือนประชาชนจ่ายเอง 40% เป็นเงินประมาณ 666.67 บาท/เดือน โดยเงินจะถูกตัดผ่านระบบ ยอดการใช้จ่ายสูงสุดจะอยู่ที่ 1,666.67 บาท/เดือน ต่อเนื่อง 4 เดือน รวมรัฐให้ 4,000 บาท ประชาชนจ่ายเอง รวม 2,666.67 บาท สินค้าที่ได้รับทั้งหมดก็จะมูลค่ารวม 6,666.67 บาท ใน 4 เดือน พร้อมย้ำ 1,000บาทที่ได้แต่ละเดือนต้องใช้ให้หมดภายในเดือน ไม่มีสมทบไปเดือนต่อไป

กรุงไทยเพิ่มจนท.ดูแลยืนยันตัวตน

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยได้เพิ่มเจ้าหน้าที่ช่วยทำการยืนยันตัวตนให้กับประชาชน ที่ตู้เอทีเอ็มสีเทา ประจำสาขาต่างๆ เพื่อลดจำนวนที่รอติดต่อเคาเตอร์ธนาคาร โดยการยืนยันตัวตนกับธนาคารกรุงไทย เพื่อเปิดบัญชีหรือใช้งานแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT และเป๋าตังทำได้ 3 ช่องทางหลัก 1. ตู้ ATM กรุงไทย สีเทา (ไม่ต้องใช้บัตร ATM) วิธีทำไปที่ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทยสีเทา แตะหน้าจอเลือก “ยืนยันตัวตน” (ไม่ต้องใช้บัตร) จากนั้นเสียบ บัตรประชาชน ที่ช่องยืนยันตัวตน รอระบบตรวจสอบใบหน้าและข้อมูลเป็นอันเสร็จสิ้นอ่านรายละเอียดขั้นตอนเพิ่มเติมได้ที่ วิธียืนยันตัวตนที่ตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงไทย2. สาขาธนาคารกรุงไทย ทั่วประเทศวิธีทำ: นำบัตรประชาชนตัวจริงไปติดต่อได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการยืนยันตัวตนผ่านระบบ (e-KYC)3. แอปพลิเคชัน Krungthai NEXT / NDIDสำหรับลูกค้าเดิม (สแกนใบหน้า): เข้าแอปฯ Krungthai NEXT ไปที่เมนู ตั้งค่า > ตั้งค่าความปลอดภัย > ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้ากับธนาคาร และนำบัตรประชาชนไปสแกนที่ตู้ ATM สีเทาหรือสาขาในครั้งแรกสำหรับลูกค้าใหม่: สามารถเลือกยืนยันตัวตนผ่านบริการ NDID ด้วยแอปพลิเคชันของธนาคารอื่นที่คุณมีบัญชีและเคยยืนยันตัวตนไว้แล้ว

ยังเหลือสิทธิอีก4.7ล้านสิทธิ

สำหรับยอดลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 25,393,255 ราย ลงทะเบียนสำเร็จผ่านการตรวจคุณสมบัติแล้ว 24,353512 ราย ไม่ผ่านคุณสมบัติ 447,796 ราย

โดย ณ เวลา 16.25น.วันนี้ (27 พ.ค.)อัปเดต เว็บไซต์ http://www.ไทยช่วยไทยพลัส.thยังเหลือจำนวนสิทธิอีก 4,720,596สิทธิจากทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ โดยประชาชนจะต้องลงทะเบียนผ่านแบนเนอร์ของโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) บนแอปฯเป๋าตังเท่านั้น

ลงทะเบียนใหม่ไม่ผ่าน4แสนคน

ในส่วนของกลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งมีจำนวน 447,771 คนนั้น พบว่าสาเหตุหลัก ยังคงมาจากการที่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 445,637 คน พยายามเข้ามาลงทะเบียนซ้ำซ้อน ซึ่งกลุ่มนี้รัฐบาลได้กำหนดสิทธิแยกไว้ชัดเจนและจะโอนเงินช่วยเหลือให้ผ่านบัตรโดยตรงแล้ว

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์ ได้แก่เป็นผู้เสียชีวิต หรือย้ายไปต่างประเทศ จำนวน 1,941 คน และเป็นผู้ที่เคยกระทำผิดเงื่อนไขในโครงการคนละครึ่งในอดีต จำนวน 193 คน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนและมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ สามารถทยอยเข้ามาลงทะเบียนได้อย่างต่อเนื่อง ถึงวันที่ 29 พ.ค.2569 เวลา 22.00 น. หรือจนกว่าโควตาของโครงการจะครบตามจำนวนที่รัฐบาลกำหนดไว้

บุรีรัมย์ปชช.แห่ยืนยันตัวเนืองแน่น

. จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย สาขาบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงมีประชาชนเดินทางมาติดต่อเพื่อยืนยันตัวตนอย่างเนืองแน่นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยประชาชนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเป็นกลุ่มที่ไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟน ผู้ที่เดินทางมาลงทะเบียนเป็นครั้งแรก รวมถึงผู้ที่ลืมรหัสผ่านจากการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งในระบบเดิม ทั้งนี้ ทางธนาคารได้จัดเจ้าหน้าที่เข้ามาคอยชี้แจงขั้นตอนและกฎระเบียบเป็นระยะ พร้อมทั้งจัดเตรียมน้ำดื่มแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่มารับบริการฟรี

ลงทุนซื้อมือถือใหม่เพื่อรับสิทธิ์

จากการสอบถาม นางสาวฉวีวรรณ อายุ 60 ปี ประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์เผยว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมาแล้ว แต่ในครั้งนี้ไม่สามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบได้เนื่องจากลืมรหัสผ่านเดิมจึงมีความจำเป็นต้องเดินทางมาติดต่อที่ธนาคาร โดยตนเดินทางมาติดต่อเป็นวันที่ 3 แล้ว เนื่องจากสองวันก่อนหน้านี้ มีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมากจนต้องเดินทางกลับไปก่อน วันนี้ตั้งใจจะทำให้ลุล่วง

. นางวรรณพร อายุ 53 ปี ประชาชนจากอำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ชั่งใจว่าจะลงทะเบียนเข้าร่วมรับสิทธิ์ในโครงการ”ไทยช่วยไทยพลัส”ดีหรือไม่ เนื่องจากโทรศัพท์มือเครื่องเดิมค่อนข้างเก่าและไม่รองรับระบบสมาร์ทโฟน ทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนได้ หลังจากได้ปรึกษากับลูกสาวแล้วจึงตัดสินใจซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องใหม่ในราคา 15,000 บาท เพื่อนำมาใช้สิทธิ์ในโครงการนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากยังคงมีความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ว่าจะมีโครงการช่วยเหลือในลักษณะนี้เพื่อมอบเป็นสวัสดิการให้แก่ประชาชนออกมาอีกอย่างต่อเนื่องในอนาคต

วิเชียรบุรีแตกแห่ต่อคิวแน่นธนาคาร

จ.เพชรบูรณ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในโครงการ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ซึ่งเป็นวันที่ 3 ในการเปิดให้ประชาชนเข้ายืนยันตัวตนและลงทะเบียน โดยจากการลงพื้นที่สำรวจบริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) สาขาอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่าในช่วงเช้ายังคงมีประชาชนจำนวนมากทยอยเดินทางมารอต่อคิวเพื่อขอรับคำแนะนำและดำเนินการลงทะเบียนจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง มีแถวคิวผู้มาใช้บริการยาวเหยียดออกมาถึงบริเวณด้านหน้าธนาคารตั้งแต่ก่อนเวลาเปิดทำการ

ทั้งนี้ บรรยากาศความคึกคักดังกล่าวยังส่งผลดีเชิงบวกต่อกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยในพื้นที่ ที่ต่างพากันนำรถเข็นอาหาร ข้าวกล่องและน้ำดื่มเข้ามาจอดปักหลักจำหน่ายรองรับประชาชนที่มารอคิว ส่งผลให้มีรายได้สะพัดเข้าสู่ชุมชนในอีกทางหนึ่ง

ส่วนใหญ่เปลี่ยนมือถือ-ย้ายเบอร์วุ่น

จากการสอบถามกลุ่มประชาชนที่มารอคิวพบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์รายใหม่ที่ไม่เคยมีข้อมูลในระบบมาก่อนรวมถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ประสบปัญหาทางเทคนิคในขั้นตอนการติดตั้งและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเช่นรายที่มีการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือใหม่,เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ส่วนบุคคลหรือกลุ่มผู้สูงอายุที่พักอาศัยอยู่เพียงลำพังในต่างจังหวัด ซึ่งไม่มีบุตรหลานคอยให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีจึงจำเป็นต้องเดินทางมาพึ่งพาเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยประชาชนบางรายเปิดเผยว่าตนตั้งใจเลือกมาในวันที่3เพราะเข้าใจว่าจำนวนคนน่าจะซาและลดความแออัดลงแล้ว เมื่อมาถึงกลับพบว่ามีมวลชนมารอต่อคิวหนาตาไม่ต่างจากวันแรกๆ

ทางธนาคารกรุงไทย สาขาวิเชียรบุรีได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ล่วงหน้า โดยจัดระเบียบพื้นที่พักคอยและกระจายกำลังเจ้าหน้าที่คอยเดินสายแจกใบแนะนำ ปรับปรุงขั้นตอนเอกสารและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดประตูอาคาร

ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานราก

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัลออกมาวิเคราะห์เกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ว่าโครงการลักษณะดังกล่าวแม้จะมีข้อดีในการช่วยกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากและช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนได้ในระยะสั้น แต่ปัญหาความพร้อมและทักษะความเข้าใจด้านดิจิทัล(Digital Literacy)ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในต่างจังหวัดยังคงเป็นโจทย์ใหญ่และเป็นกำแพงสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งเข้ามาสนับสนุน วางรากฐานควบคู่ไปกับการออกนโยบายเยียวยา เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึงในระยะยาว

ปชน.บี้ทบทวนตั้งกมธ.สอบพรก.กู้เงิน

เมื่อเวลา10.35น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจบข้อหารือของสส.ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือเพื่อขอให้ประธานสภาฯทบทวนการวินิจฉัยให้ญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4แสนล้านบาท ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้เสนอ ไม่เป็นเรื่องด่วนว่าขณะนี้รัฐบาลเตรียมจะกู้เงินที่จะใช้จ่ายในโครงการที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 มิ.ย.ซึ่งรัฐบาลเองไม่หยุดการทำงานเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็น ก่อนหน้านี้สภาฯได้พิจารณาญัตติเรื่องแลนด์บริดจ์ ซึ่งได้วินิจฉัยให้เป็นญัตติด่วน ดังนั้น ขอให้ใช้บรรทัดฐานเดียวกัน

ปธ.สภายืนกรานทำตามขั้นตอน

ประธานสภาฯ ชี้แจงว่าการพิจารณาญัตติใดว่าเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ ตนไม่ได้ใช่ดุลยพินิจแต่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่มีคณะกรรมการส่วนของข้าราชการที่พิจารณาและเสนอมาให้ตนบรรจุวาระ ส่วนเรื่องแลนด์บริดจ์นั้นเป็นเพราะวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเห็นตรงกัน ทั้งนี้ การบรรจุญัตติในวาระหากจะเลื่อนพิจารณานั้นขอให้วิปทั้ง2ฝ่ายได้หารือร่วมกัน และประธานสภาฯพร้อมดำเนินการ

ส่วนกรณีที่ตนไม่ใช้อำนาจวินิจฉัยเอง อาจถูกมองตัดสินเข้าข้างฝ่ายใดและฝ่ายหนึ่งจะไม่พอใจดังนั้นจึงใช้วิธีปฏิบัติตามหลักราชการ ไม่ได้ใช้อำนาจตรงของประธานสภาฯโดยมอบให้กรรมการเสนอเรื่องพิจารณาเมื่อเสนอมาแบบใดตนต้องบรรจุตามนั้นอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ตนเข้าใจการทำงานแต่ละฝ่าย บทบาทต่างกัน แต่ทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งตนเคารพทุกฝ่ายในสภา

“ผมขอสมมุติว่าเป็นญัตติด่วน แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วย ผมไม่มีความประสงค์ใช้มติโดยเกินความจำเป็น หากปรึกษาหารือไม่ได้จำเป็นต้องใช้มติ แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วย กรรมาธิการคงไม่เกิดดีที่สุดควรพูดคุยผ่านวิป และผมไม่ขัดข้อง”นายโสภณ กล่าว

ฝ่ายค้านรุมจี้ให้ปธ.สภาฯทบทวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นตัวแทนของวิปฝ่ายค้านได้ลุกหารือเพิ่มเติมเพื่อขอให้ทบทวนให้ญัตติตั้งกมธ.ติดตามการใช้เงินกู้4แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่สภาฯต้องเร่งพิจารณาพร้อมกับถามหาหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการเลือกว่าญัตติใดเป็นเรื่องด่วนหรือไม่

ทั้งนี้ช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หารือว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามขั้นตอนแล้ว รัฐบาลควรหยุดกู้เงินเพราะหากชี้ว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นจะใช้บังคับไม่ได้ แต่เมื่อรัฐบาลไม่หยุด ขณะนี้บริบทเปลี่ยนแปลงไปของให้กรรมการของสภาฯทบทวนการวินิจฉัย

โสภณยืนตามมติเดิมไม่บรรจุญัตติ

ทำให้ นายโสภณ ชี้แจงว่า“กระบวนการของฝ่ายบริหาร ฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก้าวล่วงไม่ได้ เมื่อฝ่ายบริหารดำเนินการไป หากผิดพลาด บกพร่อง ฝ่ายบริหารต้องรับว่า กระบวนการนั้นถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวรัฐบาลต้องถูกตรวจสอบแน่นอน ไม่ว่าช่องทางใด เพื่อให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นขอให้วิปไปเจรจา ซึ่งมีวาระประชุมนัดพิเศษอยู่ ผมพร้อมจะปฏิบัติตาม”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการหารือดังกล่าว นายโสภณ ยังคงยืนยันตามมติเดิมว่า จะไม่บรรจุเป็นญัตติด่วน และเริ่มเข้าสู่ระเบียบวาระด่วน ว่าด้วย ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

ดีเดย์ชิงกทม. สมัครวันแรกผู้ว่า-สก. เปิดรับเรื่องร้องเรียน

ดีเดย์ชิงกทม. สมัครวันแรกผู้ว่า-สก. เปิดรับเรื่องร้องเรียน

ดีเดย์ชิงกทม. สมัครวันแรกผู้ว่า-สก. เปิดรับเรื่องร้องเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดีเดย์ชิงกทม. สมัครวันแรกผู้ว่า-สก. เปิดรับเรื่องร้องเรียน

กกต.-กทม.พร้อมเปิดรับสมัครศึกชิง “ผู้ว่าฯกทม.-สก.”28 พฤษภาคม-1 มิถุนายนนี้ ลุ้นจับสลากหมายเลข ย้ำโปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรม เป็นกลาง อำนวยความสะดวกทุกฝ่าย ขณะเมืองพัทยา พร้อมเปิดรับสมัครเลือกตั้ง “นายกเมืองพัทยา-สมาชิก เมืองพัทยา (สม.) วันแรกเช่นกัน ด้าน กกต.เผยบัตรเลือก “ผู้ว่าฯกทม.-นายกเมืองพัทยา”ใช้“บัตรสีเขียว” ส่วนเลือก“สก.-สม.”ใช้“บัตรสีชมพู”

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569เวลา 09.30น.ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม.(ดินแดง)นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร นายขจิต ชัชวานิชย์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครพร้อมคณะกกต.ทถ.กทม. และผู้บริหาร กทม.ร่วมแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ณ โถงชั้น 1 อาคารไอราวัตพัฒนา

โดยนายณรงค์ กล่าวว่าการจัดเลือกตั้งในครั้งนี้ ยึดมั่นในการจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรม และถูกต้องตามข้อกฎหมายต่างๆ หากมีข้อกฎหมายใดๆที่ต้องหารือในการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็มีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครและกกต.ทถ.กทม.คอยดูแลและที่ผ่านมาเราได้มีการเตรียมความพร้อมซักซ้อมข้าราชการ บุคลากร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยที่รับผิดชอบในเรื่องของเจ้าหน้าที่รับสมัครรับเลือกตั้งรวมถึงเจ้าหน้าที่บุคลากรที่ดูแลเรื่องของการอำนวยความสะดวกต่างๆทั้งการสัญจรและความปลอดภัยในทุกมิติรวมถึงการดูแลสื่อมวลชนที่เข้ามาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้กทม.กำหนดเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 28พ.ค.-1มิ.ย.เวลา 08.30-16.30น.ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา โดยเปิดให้ผู้สมัครลงทะเบียนแสดงตน ตั้งแต่เวลา 05.00น.เพื่ออำนวยความสะดวก และเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและขั้นตอนการสมัคร หากท่านใดมาก่อนเวลารับสมัครก็จะมีการดำเนินขั้นตอนให้จับรายชื่อ เพื่อจับฉลากรับหมายเลขต่อไป

นายณรงค์กล่าวว่าสำหรับผู้มาสมัครวันแรก ใช้การทบทวนบทเรียนจากครั้งที่ผ่านมาปี 65 มีผู้มาสมัครประมาณ 31ท่าน โดยมีการประสานงาน กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สน.ดินแดง ที่เกี่ยวข้องในการตรวจจับวัตถุระเบิดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการเข้ามาภายในอาคาร ซึ่งสถานที่รับสมัคร ห้องบางกอก ชั้น B2 สามารถบรรจุได้ 1,000 กว่าคน ในปีนี้สามารถทำให้การเลือกตั้งต่างๆ สะดวกและรวดเร็ว เพราะกทม.สามารถที่จะมอบให้คณะอนุกรรมการประจำเขตทั้ง50เขต ไปดำเนินการรับสมัครคัดเลือกได้ด้วย

ปลัดกทม.กล่าวอีกว่าได้มีการหารือร่วมกันในการจัดระเบียบความเรียบร้อยของเส้นทางการจราจรของกองเชียร์ที่เข้ามาในพื้นที่รับสมัครต่างๆรวมถึงรับส่งออกจากพื้นที่ไปซึ่งได้มีการจัดพื้นที่พักคอยไว้ในด้านทิศตะวันออกของอาคารไอราวัตพัฒนา ถนนประชาสงเคราะห์ เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หมายเลขเรียบร้อยแล้วก็ให้กลับไปด้านเดียวกัน

นอกจากนี้ได้มีการแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม สำหรับการเลือกตั้งซึ่งอยู่ในห้วงของฤดูฝนมีการเตรียมการเพื่ออำนวยความสะดวกในการออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ ให้ดีที่สุด สำหรับหน่วยเลือกตั้งมีทั้งหมด 6,629หน่วย ส่วนที่อยู่กลางแจ้งมีประมาณ 60% หรือ 4,270 หน่วย ได้มีการประชุมให้ทางเขตหาทางรับมือปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำขังหรือปัญหาที่ประชาชนมาใช้สิทธิ์ไม่สะดวก เส้นทางเดินเข้าไม่ถึง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงหน่วยได้ ส่วนการใช้เครื่องขยายเสียงก็สามารถใช้ได้แต่ต้องใช้ให้มีความเหมาะสม

“อยากให้ประชาชนมาเลือกตั้งเพราะเป็นวันสำคัญอยากให้คนกรุงเทพฯมาเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มาแก้ปัญหา ตั้งเป้าว่าให้มามากกว่าครั้งที่แล้ว ซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิ์ร้อยละ60.73สำหรับงบประมาณในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ใช้งบไม่เกิน 49ล้านบาท ส่วนสก.ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ซึ่งพื้นที่น้อยก็ใช้น้อยพื้นที่มากก็ใช้มาก อยู่ระหว่าง820,000ถึง1,150,000บาท ส่วนผู้ช่วยหาเสียงไม่จำกัดจำนวนคน ขณะนี้กทม.ได้มีศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งกทม.อยู่ที่อาคารศาลาว่าการกทม.เสาชิงช้า มีเจ้าหน้าที่บุคลากรรับเรื่องต่างๆซึ่งจะต้องมาวินิจฉัยเป็นเรื่อง ๆ”ปลัดกทม.กล่าว

ด้านนายขจิตต์ ชัชวานิชย์ ประธานกกต.ทถ.กทม.กล่าวว่าสำหรับการแจ้งเรื่องร้องเรียนหากประชาชนพบเห็นการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้สามารถร้องเรียนไปได้ที่กกต.กลางหรือสำนักงานกกต.กทม.และที่ชั้น5 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของศาลาว่าการกทม.เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วทางคณะกรรมการฯจะนำข้อมูลมาวินิจฉัยก่อนจะดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้เน้นย้ำในเรื่องของความเที่ยงธรรม สุจริต และโปร่งใส พร้อมเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้ได้คนที่ตนเองต้องการเข้ามาเป็นตัวแทนพัฒนา กรุงเทพฯของเรา

ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าวได้มีการซักซ้อมเสมือนจริงระบบการรับสมัครตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียน การตรวจสอบเอกสาร การจัดคิว การจับสลากหมายเลขผู้สมัครตลอดจนระบบอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สมัคร สื่อมวลชน และประชาชนเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส เป็นธรรมและกระบวนการรับสมัครทุกขั้นตอนถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นไปตามกฎหมาย

มีรายงานว่า นายสยาม มากอุส่าห์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเมืองพัทยา เป็นประธานในการประชุมเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา โดยมีนายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา นายวีรพัฒน์ กุดแถลง และนางปาณรดา อัตโตหิ รองปลัดเมืองพัทยา คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569โดยกำหนดให้มีการรับสมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยา ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 1มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุมทัพพระยา ชั้น 4 ศาลาว่าการเมืองพัทยา ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.

สำหรับการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยาที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2569 โดยได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับผู้ติดตามและสื่อมวลชน พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สมัคร ละคณะกรรมการเลือกตั้ง โดยประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเมืองพัทยา และปลัดเมืองพัทยาได้เน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส และขอให้คณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ประชาสัมพันธ์สีของบัตรเลือกตั้ง ที่จะใช้ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 นาฬิกา โดยแยกสีบัตรเลือกตั้งให้มีความแตกต่างกันระหว่างบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและบัตรเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น โดยบัตรเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ นายกเมืองพัทยา จะเป็น บัตรสีเขียว ส่วนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และ สมาชิกสภาเมืองพัทยา จะเป็นบัตรสีชมพู

ทั้งนี้ เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ข้อ 133 ที่กำหนดว่า กรณีที่มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นในวัน เวลา และที่เลือกตั้งเดียวกัน ให้สีบัตรเลือกตั้งแตกต่างกัน

จำคุก3ปีอดีตบิ๊กป.ป.ช. วัชรพล-สุภา เซ่นคดีนาฬิกาบิ๊กป้อม ปกปิดข้อมูล-ไม่รอลงอาญา

จำคุก3ปีอดีตบิ๊กป.ป.ช. วัชรพล-สุภา เซ่นคดีนาฬิกาบิ๊กป้อม ปกปิดข้อมูล-ไม่รอลงอาญา

จำคุก3ปีอดีตบิ๊กป.ป.ช. วัชรพล-สุภา เซ่นคดีนาฬิกาบิ๊กป้อม ปกปิดข้อมูล-ไม่รอลงอาญา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จำคุก3ปีอดีตบิ๊กป.ป.ช. วัชรพล-สุภา เซ่นคดีนาฬิกาบิ๊กป้อม ปกปิดข้อมูล-ไม่รอลงอาญา วีระชี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ ปชช.เอาผิดองค์กรอิสระได้

คดีประวัติศาสตร์ สะเทือนป.ป.ช. ศาลอาญาคดีทุจริต สั่งจำคุกคนละ 3 ปี อดีต 2 ป.ป.ช. “วัชรพล-สุภา” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีไม่เปิดเผยข้อมูล การยืมนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม ตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ด้าน “วีระ สมความคิด” ในฐานะโจทก์ระบุ ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ประชาชนสามารถเอาผิดองค์กรอิสระได้

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อท.95/2567 คดีแดง อท.60/2569 ที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 1 , นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช.จำเลยที่ 2 พร้อมพวกรวม 12 คน เป็นจำเลย ฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีการไม่ปฏิบัติตามตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งให้ ป.ป.ช.เปิดเผยเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

โจทก์ฟ้องสรุปความว่า โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเลขาธิการ ปปช. จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.

เมื่อระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 12 เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนี้

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเพิกเฉยไม่ส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอให้ ปปช. ดำเนินการไต่สวนกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือราคาแพงอยู่เป็นจำนวนมาก และแหวนประดับมีค่าหลายรายการ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ คือ (1) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอให้ดำเนินการไต่สวน พล.อ.ประวิตร ดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้จำเลยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งให้ ป.ป.ช.ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.224/2566 โดยให้เปิดเผยข้อมูลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชร แก่โจทก์ 3 รายการ ได้แก่ (1) รายการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2566

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง เป็นเหตุให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งปรับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รายละ 5,000 บาท

การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นการสมคบกัน ร่วมกันปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการปกปิดบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประวิตรโดยมิชอบ แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายจะมีคำวินิจฉัย และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดเผยข้อมูลนั้นแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้ง 12 ก็ยังร่วมกันฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จนศาลปกครองกลางต้องมีคำบังคับและลงโทษปรับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ

ในที่สุด ป.ป.ช. โดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้โจทก์ไปรับเอกสารตามคำบังคับของศาล แต่จำเลยที่ 1 กับพวกกลับส่งมอบเอกสารไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและมีการคาดสีดำทับตัวอักษรและปกปิดข้อความหลายส่วน การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 เหตุเกิดที่ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157

ทั้งนี้ ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 4 ครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปี ไปก่อนเกิดเหตุ ศาลมีคำสั่งอนุญาต

ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มีมูลตามฟ้อง มาตรา 157 จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ไว้พิจารณาต่อไป และยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ที่ 11 ศาลอนุญาต วันสืบพยานโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 7 เมษายน 2569

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วินิจฉัยว่า “…โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน… โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง… มีอำนาจฟ้อง…” ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธ

พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปีไม่รอลงอาญา

ภายหลังมีคำพิพากษา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์

ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตทั้งสองมีประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์คดี ตีราคาประกันวงเงินคนละ 400,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

สำหรับรายชื่อจำเลยทั้ง 12 คน ประกอบด้วย 1.นายนิวัติไชย เกษมมงคล 2.นายวรวิทย์ สุขบุญ 3.พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ 4.นายปรีชา เลิศกมลมาศ 5.พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง 6.นายณรงค์ รัฐอมฤต 7.น.ส.สุภา ปิยะจิตติ 8.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ 9.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ 10.พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ 11.นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และ 12.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข

ด้านนายวีระ สมความคิด เปิดเผยว่า คดีนี้ ปปช.2คนถูกตัดสินว่าผิด ก็ถือว่าถึงที่สุดแล้ว หากทางจำเลยจะขออุทธรณ์ก็สามารถดำเนินการได้ตามช่องทาง

ทั้งนี้ตนไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่ และถือว่าเป็นคดีแรกที่ประชาชนสามารถฟ้องเอาผิดกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการดูแลในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น แต่กลับถูกศาลพิพากษาว่าทำความผิดเสียเอง

ลึกลับในสนามข่าว : 28 พฤษภาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 28 พฤษภาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 28 พฤษภาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…หลังได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้ทำหน้าที่ “ประธานวิปรัฐบาล”พ่อแม่พี่น้องในพื้นที่ชาวอ่างทอง อาจไม่ค่อยได้ใกล้ชิด“ลูกแชมป์-กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง สังกัดพรรคภูมิใจไทยสักเท่าใด เพราะภารกิจความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเป็นกอง และสงสัยจะด้วยความเคยชินหรือไม่อย่างไร หรือเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง สำหรับสส.ลูกแชมป์ เพราะแต่ก่อนจะได้พบพ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาวัยโจ๋ไปจนถึงลูกเด็กเล็กแดง ไปคลุกอยู่ในพื้นที่ทุกสุดสัปดาห์ เข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้ ร่วมงานบุญงานบวชงานแต่งไปจนถึงงานสีดำ เยี่ยมเยียนชาวบ้าน ขาดไม่ได้ต้องถือแพมเพิร์ส ไม่ก็นำวีลแชร์ ไปให้ด้วย..แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว งานนี้ สส.ลูกแชมป์เลยโพสต์เล่าแจ้งแถลงไขให้พ่อแม่พี่น้องคนอ่างทองได้รับทราบว่า

“สัปดาห์นี้…วันจันทร์ประชุมวิปรัฐบาล วันอังคารประชุมพรรค วันพุธ-พฤหัสบดีประชุมสภา และเพิ่มพิเศษประชุมวันศุกร์อีก 1 วันเต็ม ต้องกราบขออภัยพี่น้องหลายท่านในพื้นที่อ่างทอง ที่โทรมาเชิญไปร่วมงานต่างๆ ระหว่างสัปดาห์ แต่ผมจำเป็นต้องปฏิเสธ เพราะมีภารกิจที่สภาตลอดทั้งสัปดาห์ครับ กราบขอบคุณทุกคนที่เข้าใจ…” เจ้าตัวยังบอกอีกว่า“วันนี้หน้าที่ของผม ไม่ใช่แค่เป็นผู้แทนของคนอ่างทอง แต่ต้องทำหน้าที่ให้พรรค ให้รัฐบาล และให้สภาผู้แทนราษฎรด้วย โดยได้รับความไว้วางใจจากท่านนายกฯ ให้ทำหน้าที่ประธานวิปรัฐบาล มันไม่ใช่เรื่องเกียรติ แต่หมายถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้นภารกิจที่หนักขึ้นและเวลาการทำงานที่มากขึ้นกว่าเดิม โอกาสทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะชาวอ่างทองให้ความไว้วางใจ ผมจึงต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด…” สส.ลูกแชมป์ยังบอกด้วยว่า ถึงแม้อาจไปพบพี่น้องได้ไม่ครบทุกงาน แต่ก็มีคณะทำงาน และรบกวนพ่อสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และนายกตี๋ ไปงานแทน ไม่มีขาดตกบกพร่อง พร้อมยืนยันว่าจะทำงานอย่างเต็มกำลังทั้งในสภาและพื้นที่ เพื่อคนอ่างทองเหมือนเดิมคร้าบ

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

…และเมื่อพอมีเวลา เจ้าตัวไม่รอช้า แว่บลงพื้นที่ ก็ไม่พลาด พาทัวร์ชมของดีเมืองอ่างทอง ล่าสุดพาไปสวนกระท้อนตามสไตล์ “แชมป์ชวนช็อป แชมป์ชวนชิม”ไปชิมกระท้อนทองใบใหญ่ บางเจ้าฉ่า ที่ “บ้านสวนซานาดา” กระท้อนทองใบใหญ่ แห่ง ต.บางเจ้าฉ่า อ.โพธิ์ทองมีเอกลักษณ์ “อัตลักษณ์เหนือระดับจากต้นไม้ทรงปลูก”เป็นกระท้อนสายพันธุ์ที่รัชกาลที่ 10 ทรงปลูกไว้เมื่อปี 2521จนกลายเป็น “ต้นแม่พันธุ์” และเป็นศูนย์รวมจิตใจของเกษตรกร มีลักษณะผลใหญ่ยักษ์ ผิวสีเหลืองทอง เปลือกบางเนื้อหนา ปุยขาวฟูเหมือนสำลี รสชาติหวานละมุนกลมกล่อม ไม่ฝาด ทานได้ตั้งแต่เนื้อจนถึงเปลือก อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI การันตีคุณภาพหนึ่งเดียวในโลก ยกระดับจากผลไม้พื้นบ้านสู่ “ของขวัญเกรดพรีเมียม” ด้วยบรรจุภัณฑ์ทันสมัย ของดีบ้านเราของดีบางเจ้าฉ่า กระท้อนทองใบใหญ่ ใครสนใจสส.ลูกแชมป์ปักพิกัดไว้ให้แล้วน้า ตามไปชิมไปช้อปกันได้ลูกแชมป์การันตี!!!!…nn

เท้งลองดีเมินคำขู่สว. ลั่นไม่ขอโทษ ปากกล้าแซะสีน้ำเงิน อย่าใช้นิติสงครามเล่นงาน

เท้งลองดีเมินคำขู่สว. ลั่นไม่ขอโทษ ปากกล้าแซะสีน้ำเงิน อย่าใช้นิติสงครามเล่นงาน

เท้งลองดีเมินคำขู่สว. ลั่นไม่ขอโทษ ปากกล้าแซะสีน้ำเงิน อย่าใช้นิติสงครามเล่นงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เท้งลองดีเมินคำขู่สว. ลั่นไม่ขอโทษ ปากกล้าแซะสีน้ำเงิน อย่าใช้นิติสงครามเล่นงาน ‘พิสิษฐ์’ฮึ่มเตรียมฟ้องแน่ กลุ่มพิราบขาวยื่นศาลฎีกา สั่ง‘ณัฐพงษ์’หยุดทำหน้าที่

“สว.พิสิษฐ์”ไม่คาดหวัง“เท้ง”ขอโทษปมยัดเยียดระบอบสีน้ำเงิน ขอคุยเพื่อนสมาชิก-ฝ่ายก.ม.เล็งเอาผิด ท้าเคลียร์ให้ชัดหมายถึงใคร เชื่อไม่ขัดแย้งลามสภาล่าง แค่ความเห็นส่วนตัว ด้าน“เท้ง”ไม่ขอโทษสว.ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี ไม่โต้“น้ำเงิน”สำนึกบุญคุณ’ส้ม‘มองแค่คำพูดทิ่มแทงทางการเมือง เคยได้ยินคำว่าระบอบสีน้ำเงินหมายถึงสีบนธงชาติจากปากหรือไม่ มีแต่คำพูดใส่ร้ายป้ายสีนำสู่นิติสงคราม ขณะที่’พรุจ’ยื่นศาลฎีกา พิจารณาสั่ง’เท้ง’หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุขัดคำสั่งศาลรธน.

เมื่อวันที่ 27พ.ค.2569 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา(วิปวุฒิวภา) กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊ก กล่าวหาวุฒิสภาทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองเป็นระบอบสีน้ำเงิน และ 89สว.ได้แถลงข่าวให้มีการขอโทษภายใน 3วันว่า ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังว่านายณัฐพงษ์จะมาขอโทษ แต่หลังจากนี้ต้องมีการปรึกษากันกับ สว.และฝ่ายกฎหมายว่า จะดำเนินการอย่างไร เพราะต้องดูตามข้อกฎหมาย

‘พิสิษฐ์’มึน’ระบอบสีน้ำเงิน’คืออะไร

เมื่อถามถึงการเชื่อมโยงวาทกรรมเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับวุฒิสภา นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า คำว่า ระบอบสีน้ำเงิน ไม่ทราบว่า นายณัฐพงษ์ บัญญัติคำนี้ด้วยอะไร และตนก็ไม่ทราบว่า ระบอบสีน้ำเงินคืออะไร เพราะประเทศไทยไม่มีระบอบนี้ เรามีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งอันนี้คือ ชัดเจน ส่วนระบอบสีน้ำเงิน อยากให้มีการเคลียร์ประเด็นนี้ เพราะจะได้รู้ว่า หมายถึงใคร ซึ่งตนฟังวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า หมายถึงใคร แต่การที่นายณัฐพงษ์ โจมตี สว.ว่า มีการฉ้อฉล จึงทำให้สว.89 คน จึงต้องออกมาแถลงข่าว เพื่อให้มีการขอโทษ

วอนพูดให้ชัดเจน-อย่าทำสังคมสับสน

“ถามในมุมของระบอบสีน้ำเงิน ผมต้องตอบเลยว่า ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่า ระบอบสีน้ำเงินของท่านหมายถึงอะไร ท่านช่วยมาเคลียร์ให้ด้วย ท่านอย่าพูดอะไรในลักษณะที่ให้ประชาชนตีความ ท่านเป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นถึงหัวหน้าพรรคประชาชน ทำอะไรขอให้ความชัดเจน ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เอาให้ชัด อย่ามาพูดให้ทุกคนต้องมาตีความ มันจะทำให้สังคมสับสน หรืออาจมองถึงขนาดที่ยุยง ส่งเสริม หรือปลุกปั่น ให้เกิดความแตกแยกทางสังคมด้วยซ้ำไป“ นายพิสิษฐ์ กล่าว

แค่ความเห็นส่วนตัว-ไม่ใช่ทั้งพรรค

เมื่อถามว่า ภาพที่ออกไปจะเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างสภาสูง กับสภาล่างหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตรงนี้ไม่ใช่ วันนี้เราไม่ได้มองตรงนั้น เพราะความคิดเห็นของนายณัฐพงษ์ ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัว สว.ไม่ได้มองว่า นายณัฐพงษ์ ทำในฐานะของสภาผู้แทนราษฎร แต่ทำในฐานะส่วนตัว ตนยังมั่นใจว่า พรรคประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มีความคิดเดียวกันกับนายณัฐพงษ์ทุกคน ส่วนเรื่องความขัดแย้งระหว่าง สส.กับ สว. ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เมื่อถามต่อว่า เรื่องนี้จะกระทบต่อการพิจารณากฎหมายของ สว.หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เราต้องแยกให้ออกว่า นายณัฐพงษ์ แสดงความคิดเห็นเป็นการส่วนตัว แต่ทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องของงาน ดังนั้นเราแยกแยะออกได้ว่า อันไหนคืองาน อันไหนคือเรื่องส่วนตัว ส่วนการออกกฎหมาย และการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนนี้ถือเป็นหน้าที่ และอำนาจความรับผิดชอบของทั้ง 2 สภา

‘เท้ง’ชี้ต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงินว่า เป็นเพียงการสร้างวาทกรรมและสร้างความแตกแยก ว่า ตนมองว่าโจทย์สำคัญของประเทศต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี ที่ตนพยายามจะสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อต้องการทำให้สังคมเห็นว่า ระบอบการปกครองในบ้านเราทุกวันนี้อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่เราพูดกัน เป็นระบอบที่สีน้ำเงิน หรือกลุ่มก้อนการเมืองประเทศหนึ่งกำลังกินรวบประเทศ ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ตนมองว่าสุดท้ายแล้วเรื่องทำรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่านการทำประชามติของประชาชนอยู่ดี

รธน.ฉบับใหม่ต้องยึดโยงประชาชน

“จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่า สุดท้ายแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ และสว.รวมถึงระบบตรวจสอบสมดุลเป็นอย่างไร หากขัด หรือแย้งกับระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง พวกตนก็พร้อมที่จะรณรงค์ให้ประชาชนไม่ผ่านประชามติ แต่หากกลับกันขั้นตอนในรัฐสภา ทุกภาคส่วนสามารถผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ออกมาดีมีความยึดโยงประชาชน ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด หากเป็นจริงพวกเราก็พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนผ่านประชามติ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ยันระบอบสีน้ำเงินไม่ใช่วาทกรรม

ถามย้ำว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่า ไม่ใช่การสร้างวาทกรรม แต่ระบอบสีน้ำเงินคือสิ่งที่สังคมประจักษ์เห็นได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนแต่ละคนจะใช้ความรู้สึกของตนเองในขณะนี้ว่า สิ่งที่ตนสื่อสารออกไปสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองประสบอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ประกาศในหลายเวทีว่า พร้อมจะจัดการเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอรัปชัน แต่สิ่งที่เราเห็นคือ ภาคธุรกิจเอกชนกลับต้องจ่ายส่วนให้กับภาครัฐที่สูงขึ้น ดัชนีคอร์รัปชันสูงขึ้นทุกปี ต้องให้ประชาชนทุกคนช่วยกันตัดสินว่า สิ่งที่ตนสื่อสารไปสอดคล้องกับบริบทและข้อเท็จจริงกับประเทศเราหรือไม่

วอนอย่าใช้คำพูดทิ่มแทงทางการเมือง

เมื่อถามถึง กรณีที่นายภราดร ระบุว่า สำนึกบุญคุณพรรคส้ม ที่ทำให้พรรคน้ำเงินสามารถเติบโตได้ขนาดนี้ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพิจารณาได้ว่า เป็นคำพูดที่ตอบโต้กันทางการเมือง เป็นคำพูดที่ใช้ทิ่มแทงกัน ตนไม่อยากตอบโต้ด้วยคำพูดที่ไปทิ่มแทงกัน แต่อยากชวนทุกคนคิดว่า หากเห็นตรงกันว่าระบอบบ้านเราทุกวันนี้อยู่ภายใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทางออกของประเทศที่แท้จริง ลำพังการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่จบ ทางออกที่แท้จริงคือ ต้องแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หนึ่งในนั้นคือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตามMOA

ลั่นไม่ขอโทษสว.-พร้อมถูกฟ้องสู้คดี

เมื่อถามว่า สว.ได้แถลงให้ขอโทษและอาจมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าผมจะต้องขอโทษอะไร เพราะยืนยันว่า สิ่งที่พูดทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงและผมไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่ว่าบางกลุ่มบุคคลอาจพร้อมออกมาแสดงตัว เรื่องนั้นผมห้ามไม่ได้ และผลกระทบทางด้านคดีที่จะเกิดขึ้นกับผมก็ไม่มีข้อกังวลใด เพราะผมพร้อมจะถูกฟ้องและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่างว่าคำพูดที่ผมพูดออกไป ผมเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้นจริงๆ”

แค่อยากได้ระบอบปชต.ที่ดีกว่านี้

เมื่อถามว่า จะเป็นการเปิดศึกระหว่าง ส.ส.กับ ส.ว.หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของสถาบันทางการเมืองในกติกาประเทศ ที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยแบบเด็ดขาด ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอให้ลองปิดหน้าปิดตา แล้วถอดหมวกตนออก จากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน คำถามคือประชาชนคนธรรมดไม่มีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมือง หรือกติกาทางการเมือง ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ขณะที่กลุ่ม ส.ว.มีความพยายามออกมาข่มขู่ตนและจะฟ้องปิดปากตน หากใช้มาตรฐานเดียวกัน สว.จะไปฟ้องปิดปากประชาชนทุกคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มก้อนการเมืองสีน้ำเงินอยู่ด้วยใช่หรือไม่ ฉะนั้นอยากบอกว่า สิ่งที่ออกมาสื่อสารเรียกร้องนั้น ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากได้ระบอบการปกครองที่ดีกว่าในบ้านนี้

โวยอย่าใช้นิติสงครามฟ้องปิดปาก

เมื่อถามว่า สว.มีความพยายามโยงเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสีน้ำเงินบนธงชาติ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมขอถามแบบนี้ดีกว่า เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผมหรือไม่ หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผม แต่ได้ยินจากปากคนอื่นที่พยายามจะกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคสีส้มมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรคประชาชนและใช้ข้อกล่าวหาแบบนี้ เข้าสู่กระบวนการนิติสงคราม ในการฟ้องแกนนำและสส.ของพรรค ฟ้องร้องให้ยุบพรรค ฉะนั้นหากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผมอยากถามกลับไปว่า คนที่พูดแบบนี้ออกมามีเจตนาอะไรกันแน่ มีเจตนาที่จะขัดขวางระบอบประชาธิปไตยในประเทศหรือไม่“

‘ปชน.’ชง2ร่ายแก้ไขรธน.เข้าสภา

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและสส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนและเพื่อนสมาชิกได้ลงนามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราเตรียมเสนอร่างจำนวน 2 ฉบับเพื่อพิจารณาเข้าสู่รัฐสภา โดยสอดคล้องกับหลักการ 3ข้อ ย้ำว่า เราพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่สอดคล้องกับ 3 หลักด้วยเช่นกัน คือ 1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 2.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไม่ผูกขาดกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง และ 3.ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษแก่ สว.

หวังอย่างน้อย1ฉบับผ่านมติรัฐสภา

สาเหตุที่ต้องเสนอ 2ร่างคือ ต้องยอมรับขีดจํากัดทางการเมืองที่เราอยู่ภายใต้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างได้โดยตรง หนึ่งในร่างนั้นจะมีเนื้อหากระบวนการที่ได้มาซึ่งผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับร่างที่เราเคยเสนอมาในปีที่แล้ว และมีวุฒิสภาบางส่วนได้ลงมติเห็นชอบกับร่างพรรคปชน.ก่อนจะยุบสภาการเสนอ2ร่างเพื่อยืนยันว่า อย่างน้อยถ้าสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะวุฒิสภาใช้หลักการพิจารณาเหมือนเดิม ยืนยันว่า อย่างน้อยควรมี 1ร่างของพรรคปชน.ผ่านวาระหนึ่งได้แน่นอน ยืนยันว่า 2ร่างที่เสนอมาสอดคล้องกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน

ยังกั๊กแก้ไขเนื้อหาหมวด1และ2หรือไม่

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า ร่าง 2ฉบับมีเนื้อหาเหมือนกันแทบทั้งหมด แต่ต่างกันแค่อันเดียว คือกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ทั้ง 2ร่าง ปลายทางจะมี สสร.ทั้งหมด 150คน แต่กระบวนการเลือกตั้งแตกต่างกัน เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่า จะไม่แก้ไขเนื้อหาในหมวด 1และหมวด2 นายพริษฐ์ กล่าวว่า เนื้อหาร่างที่เราเสนอเหมือนกับที่เราเสนอเข้าสู่วาระที่ 1 ครั้งที่แล้วคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐและสอดคล้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ต่อข้อถามถึงการขอเสียงสนับสนุน1ใน3จาก สว.อีกครั้ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตามหลักการเราพร้อมพูดคุยกับทุกฝ่ายอยู่แล้วเพื่อที่จะทําความเข้าใจเนื้อหาสาระของร่าง จึงหวังว่าในเมื่อร่างของเรามีหลักการในภาพใหญ่ และ 3 หลักการนั้นยังคงเป็นหลักการเดิมกับร่างที่เราเคยเสนอเข้าสู่วาระ1ในครั้งที่แล้ว และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมถึงมีเสียงเพียงพอจาก สว.ด้วย หากสมาชิกรัฐสภาท่านใดมีความประสงค์ลงมติแตกต่างจากครั้งก่อน ตนก็อยากทราบหลักคิดและเกณฑ์การตัดสินใจเช่นกัน

‘นพรุจ’ยื่นศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนิน นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อมีคำสั่งให้่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) หนึ่งใน10สส.อดีตพรรคก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 หยุดปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีให้สัมภาษณ์พาดพิงกลุ่มสีน้ำเงิน

นายนพรุจ กล่าวว่า หลังจากได้ดูคำสั่งศาลฎีกาก่อนหน้านี้ ที่ศาลกำชับไว้ว่าห้ามกลุ่ม10สส.กระทำซ้ำ หรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้นศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งทั้งหมดไม่ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ต่อมา มีการโพสต์ข้อความของพรรคปชน.วันที่ 21พฤษภาคม เกี่ยวกับการวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาต่างๆและมีคำพูดของนายณัฐพงษ์ ที่พูดว่า ขณะนี้มีระบอบสีน้ำเงินเข้ามาเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งอาจสร้างความสับสนให้ประชาชน ข้อความล่าสุดที่ นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์มองว่า มันเลยเถิดไปแล้ว ไม่ได้บอกว่า พรรคภูมิใจไทยคือระบอบสีน้ำเงิน เพราะไปพูดว่า ระบอบสีน้ำเงินที่ใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย จึงอยากถามว่า หมายถึงอะไร เมื่อกลับมาดูคำสั่งศาลแล้ว นายณัฐพงษ์ ไม่ได้เคารพคำสั่งศาลและเชื่อว่า คงไม่ได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในตอนที่ยุบพรรคก้าวไกล ถ้าตนเป็นนักการเมืองก็จะไม่พูดในสิ่งที่ศาลห้ามแน่นอน

พูดในสิ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อปชช.

นายนพรุจ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย แต่บอกว่าพรรคเป็นด่านหน้าคนหนึ่ง และอยากบอกไปถึงนายอนุทินในฐานะที่เป็นประธานฝ่ายความมั่นคงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอันตรายของแผ่นดิน ไม่อยากให้ประชาชนแตกแยกทางความคิด บางอย่างก็คิดผิด บางอย่่างก็คิดถูก ล่าสุดนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรค ปชน.ก็ออกมาเรียกร้องให้คน 21 ล้านคนออกมาสู้ระบอบสีน้ำเงิน วันนี้จึงนำหลักฐานทั้งหมดในวันที่ 19 พฤษภาคมจนถึงปัจจุบัน และสิทธิตามมาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญเข้ามาร้องเรียนต่อศาลฎีกาเพื่อให้ศาลพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาพิจารณาหยุดการกระทำเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันธ์ทุกองค์กร เมื่อศาลเมตตาให้ 10สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ไปทำประโยชน์ต่างๆ แต่ไม่ใช่ นายณัฐพงษ์ ออกมาพูดในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความทุกข์ยากของประชาชนเลย เมื่อมีคำสั่งออกมาแบบนั้น ก็ควรที่จะพอได้แล้ว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รับเอกสารคำร้องของ นายนพรุจ ไว้และดำเนินการให้ผู้พิพากษาพิจารณามีคำสั่งต่อไป

มติปชน.ส่ง’ชนนพัฒฐ์’ไปดำเนินคดี

น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษทำหนังสือขอตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) เพื่อสอบสวนคดีเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรบรรจุระเบียบวาระเร่งด่วนขออนุญาตสภาในวันที่ 28พ.ค.นั้น ล่าสุด ที่ประชุม สส.พรรคประชาชน มีมติอนุญาตตามที่สภาผู้แทนราษฎรขออนุญาตเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบปากคำ ในระหว่างสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร พรรคเห็นว่า เพื่อสร้างบรรทัดฐานและแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อพี่น้องประชาชน ตัวผู้ถูกกล่าวหาควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศต่อสาธารณะในการสละความคุ้มกันดังกล่าวด้วยตนเอง เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มภาคภูมิ และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามขั้นตอนกฎหมายโดยเร็วที่สุด