ดร.ประยูร ครองยศ ลงชิงผู้ว่าฯกทม. ประกาศ ขอโอกาส นำประสบการณ์บริหารพัฒนาเมืองหลวง

ดร.ประยูร ครองยศ ลงชิงผู้ว่าฯกทม. ประกาศ ขอโอกาส นำประสบการณ์บริหารพัฒนาเมืองหลวง

ดร.ประยูร ครองยศ ลงชิงผู้ว่าฯกทม. ประกาศ ขอโอกาส นำประสบการณ์บริหารพัฒนาเมืองหลวง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.51 น.

“ดร.ประยูร ครองยศ” เปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ ประกาศ “ขอโอกาส” นำประสบการณ์บริหารพัฒนาเมืองหลวง

ดร.ประยูร ครองยศ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะผู้สมัครอิสระชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมประกาศขอโอกาสจากประชาชนชาวกรุงเทพฯ ให้นำประสบการณ์ด้านการบริหารราชการและการจัดการเมืองเข้ามาพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

การเปิดตัวจัดขึ้นที่โรงแรมอเล็กซานเดอร์ ถนนรามคำแหง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางสื่อมวลชน ผู้สนับสนุน และประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังอย่างคึกคัก โดย ดร.ประยูร ได้แสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารเมือง ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การแก้ปัญหาจราจร สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และการพัฒนาระบบบริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดร.ประยูร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีในการรับราชการ ทั้งในสายงานการศึกษาและสายบริหารกรุงเทพมหานคร ทำให้มีความเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนในทุกมิติ พร้อมยืนยันว่าจะนำประสบการณ์ที่มีมาทำงานอย่างเต็มความสามารถ หากได้รับโอกาสจากประชาชนในการเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร

“ผมขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ให้ได้เข้ามาทำงาน รับใช้ และแก้ปัญหาเมืองหลวงด้วยความตั้งใจจริง ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตราชการ เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัย โปร่งใส และน่าอยู่สำหรับทุกคน” ดร.ประยูร กล่าว

ภายในงานยังมีการนำเสนอประวัติและผลงานที่ผ่านมา ทั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการเขตคลองสาน และรองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร รวมถึงเปิดเวทีให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานร่วมซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางพัฒนากรุงเทพมหานครในอนาคตอีกด้วย.

นายกฯ ใจฟู สวมกอดยินดีผู้รับบริจาคอวัยวะ จากภารกิจหัวใจติดปีก ชุบชีวิตกลับมาแข็งแรง

นายกฯ ใจฟู สวมกอดยินดีผู้รับบริจาคอวัยวะ จากภารกิจหัวใจติดปีก ชุบชีวิตกลับมาแข็งแรง

นายกฯ ใจฟู สวมกอดยินดีผู้รับบริจาคอวัยวะ จากภารกิจหัวใจติดปีก ชุบชีวิตกลับมาแข็งแรง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.23 น.

“อนุทิน” ใจฟู ผู้รับบริจาคอวัยวะภารกิจหัวใจติดปีก ดักรอขอบคุณกลาง THAIFAX ทำกลับมาแข็งแรง ก่อนนายกฯ สวมกอดแสดงความยินดี

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินเยี่ยมชมบูธในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่สุดในภูมิภาคเอเชีย 2569 (THAIFAX-ANUGA ASIA 2026) ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งมาดักรอนายกฯ เพื่อขอบคุณ เนื่องจากได้รับบริจาคอวัยวะ จากภารกิจหัวใจติดปีก หรือการสนับสนุนทีมแพทย์ บินรับส่งอวัยวะ เพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยที่รอการช่วยเหลือที่นายกฯ ทำอยู่

โดยทันทีที่เจอนายกฯ ผู้หญิงคนดังกล่าวเข้าไปขอบคุณนายกฯ พร้อมพูดว่า ในที่สุดก็ได้เจอท่าน รอมา 8 ปี ตอนนี้ตนแข็งแรงมาก โดยทันทีที่พูดจบนายกฯ ได้สวมกอด ก่อนที่ผู้หญิงกล่าวอีกว่า ขอบคุณท่านมากๆ ขณะนี้ตนพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ตนได้ตับอ่อนกับไตที่มาพร้อมกับหัวใจ หนูแข็งแรงก็คราวนี้

นายกฯ กล่าวตอบว่า โชคดี ดีใจด้วย ดูเพอร์เฟกต์เลย ไม่เอาแล้วนะ ไม่มีอะไหล่แล้ว ขณะที่ผู้หญิง กล่าวว่า ตนแข็งแรงมาก ๆ ขอบคุณมากๆจริงๆค่ะ และขอให้นายกฯ สุขภาพแข็งแรง ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนเคยขอบคุณนายกฯ ผ่านเฟซบุ๊กมาแล้ว

ทั้งนี้ นายกฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับบริจาคอวัยวะมา 8 ปีที่แล้ว จากภารกิจหัวใจติดปีกที่ตนทำ ซึ่งตนก็ไม่รู้จักคนไข้ หมอโทรศัพท์มาตนก็ไปบิน วันนี้ได้มาเจอกันก็ขนลุกเลย

‘ฝ่ายค้าน’ไม่จบ! จี้ทบทวนญัตติด่วน ตั้งกมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล. รองปธ.สภาฯ โยนวิป 2 ฝ่ายคุยกัน

‘ฝ่ายค้าน’ไม่จบ! จี้ทบทวนญัตติด่วน ตั้งกมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล. รองปธ.สภาฯ โยนวิป 2 ฝ่ายคุยกัน

‘ฝ่ายค้าน’ไม่จบ! จี้ทบทวนญัตติด่วน ตั้งกมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล. รองปธ.สภาฯ โยนวิป 2 ฝ่ายคุยกัน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.45 น.

‘ฝ่ายค้าน’ ไม่จบ! จี้ทบทวนญัตติตั้ง ’กมธ.ตรวจสอบการใช้เงินกู้4 แสนล.‘ ด้าน ‘รองปธ.สภาฯ‘ โยน ’วิป2 ฝ่าย‘ คุยให้เรียบร้อย ชี้มีช่องทางเลื่อนญัตติอยู่แล้ว  ขณะที่ ’ประธานวิปรบ.‘ เหน็บยื่นตีความเอง ไม่เช่นนั้นพิจารณาเสร็จไปแล้ว  

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 17.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังที่ประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ… ในวาระ1 เสร็จสิ้น นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นสอบถามกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ชี้แจงในที่ประชุมเมื่อช่วงเช้าว่าได้มอบให้คณะกรรมการพิจารณาว่าญัตติที่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบพ.ร.ก.กู้เงิน4 แสนล้านบาท ซึ่งทราบว่ารองประธานคนที่หนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ จึงขอให้ชี้แจงตกลงแล้วญัตติดังกล่าวเป็นญัตติด่วนหรือไม่ ต่างจากญัตติแลนด์บริดจ์ที่ให้เป็นญัตติด่วนอย่างไร และในเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากรัฐบาลได้เดินหน้าใช้เงินจากพ.ร.ก.เงินกู้ไปแล้ว ท่านพร้อมจะทบทวนการวินิจจัยญัตติดังกล่าวหรือไม่

น.ส.มัลลิกา ชี้แจงว่า วันที่มีการเสนอญัตติพ.ร.ก.กู้เงินเข้ามา ทางสภาฯได้เสนอไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องรอว่าจะมีการวินิจฉัยอย่างไร ซึ่ง ณ วันนั้นทางครม.ยังไม่ได้ดำเนินโครงการใดๆ ทางคณะกรรมการฯให้ความเห็นว่ายังไม่ใช่เรื่องด่วน จึงต้องการรอคำวินิจฉัยดังกล่าวก่อนว่าจะออกมาเป็นอย่างไร  ส่วนญัตติแลนด์บริดจ์ไม่เหมือนกันถือว่าต่างกรรมต่างวาระ

ทำให้นายพริษฐ์ ลุกขึ้นแย้งว่า ตนก็สันนิษฐานว่าเป็นเช่นนั้น เพราะตอนที่คณะกรรมการฯวินิจฉัยรัฐบาลยังไม่มีการใช้พ.ร.ก.กู้เงิน แต่มาวันนี้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจริงอยู่ที่สภายังลงมติอนุมัติพ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ได้เพราะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องรอ 60 วัน แต่รัฐบาลก็เดินหน้าใช้เงินไปแล้ว ตนจึงเห็นว่าเป็นเหตุอันสมควรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบการใช้เงิน ในเมื่อรัฐบาลไม่ได้รอคำวินิจฉัยของศาล ตนคิดว่าสภาก็ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัย แต่ควรจะตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงิน จึงอยากถามว่าในเชิงขั้นตอนสามารถทบทวนได้หรือไม่ หากทบทวนแล้วมีการวินิจฉัยใหม่ว่าเป็นญัตติด่วนจะได้ไม่ต้องมาหารือกันระหว่างวิปฝ่ายค้านและรัฐบาล เพราะถือว่าเป็นญัตติด่วนที่เข้ามาต่อคิวญัตติแลนด์บริดจ์ 

น.ส.มัลลิกา ชี้แจงว่า จากที่ฟังประธานสภาบอกว่าให้วิปทั้งสองฝ่ายไปคุยกัน และตัวญัตติสามารถเลื่อนขึ้นมาได้ จึงอยากให้วิปทั้งสองฝ่ายไปคุยกันก่อน ก็มีช่องทางในทางที่จะขอเลื่อนญัตติขึ้นมาได้ โดยเราก็เคยทำมาแล้ว ตนไม่อยากให้ฟันธงว่าประธานว่าอย่างไร แต่อยากให้ทำงานด้วยความประนีประนอมกัน 

ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ชี้แจงว่าหากจะให้หารือกันก็สามารถมาคุยกันได้ว่าจะมีขั้นตอนอย่างไรในการนำญัตตินี้มาพิจารณาว่าเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ด่วนอย่างไร  จริงๆแล้วพวกตนต้องการพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงินตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว แต่ฝ่ายค้านก็ใช้สิทธิ์ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพวกตนไม่ได้อยากให้ไปยื่น เพราะคิดว่าหากได้พิจารณาป่านนี้ก็คงเสร็จไปแล้ว  แต่เราก็เคารพสิทธิ์เมื่อมีการไปยื่นศษแล้ว หากคิดว่าเป็นเร่องเร่งด่วนก็มาหารือกันว่าเราจะพิจารณากันแบบไหน แต่สิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้วก็ไม่มีเรื่องไหนที่ขัดต่อกฎหมาย เพราะเมื่อพ.ร.ก.ออกมาแล้วก็ถือว่าเป็นกฎหมายรัฐบาลเดินหน้าได้  

จากนั้นน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ที่นายกรวีร์ระบุว่าตัวพ.ร.ก.ยังไม่มีการทำผิดกฎหมาย ซึ่งจริงๆ ได้เริ่มมีการทำผิดกฎหมายไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา มีการอนุมัติโครงการที่เป็นโครงการต้องใช้งบประมาณตามปกติอยู่แล้ว ในส่วนของกองทุนประชารัฐที่มีการสอดไส้ ในการจ่ายเงิน 4 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 69 ที่เป็นสวัสดิการตามปกติ ซึ่งไม่เข้าวัตถุประสงค์ตามมาตรา 5 ของพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ดังนั้น ต้องแจ้งว่าจำเป็นและเร่งด่วนมากจริงๆ หากประธานโอเค สามารถเสนอญัตติเลื่อนกันตอนนี้เลยก็ได้ ถ้าทางฝ่ายรัฐบาลพร้อม

นายพริษฐ์ กล่าวว่าพรรคประชาชนยื่นญัตติเรื่องตั้งกรรมาธิการ พ.ร.ก. เงินกู้ น่าจะหลังจากการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญแล้ว หรือถ้าไม่นับญัตติของพรรคประชาชนก็มีพรรคฝ่ายค้านที่ยื่นญัตติดังกล่าวหลังมีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นมาแล้ว และคณะกรรมาธิการสามัญติดตามงบประมาณ ยังไม่มีการตั้งอนุขึ้นมาทำหน้าที่ ในการติดตามเรื่องพ.ร.ก. เงินกู้เป็นการเฉพาะ จึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่วิปรัฐบาลชี้แจง อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจว่าเป็นความเห็นต่างเรื่องประเด็นพ.ร.ก.เงินกู้ เราควรจะใช้กลไกคณะกรรมาธิการสามัญหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญ เป็นเรื่องที่ไม่ผิดปกติ ที่เราจะเสนอให้มีการตั้งกลไกวิสามัญขึ้นมาสำหรับเรื่องใหญ่ๆ เช่น พ.ร.ก. เงินกู้ 

“ถ้าลองถาม เพื่อนสมาชิกจากพรรคท่านตอนที่มีพ.ร.ก.เงินกู้ สมัยโควิด ก็เห็นว่าเพื่อนสมาชิกท่านก็เสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเช่นกัน เราก็ปฏิบัติไม่แตกต่างจากที่สภาแห่งนี้เคยทำในช่วงเวลานั้น” นายพริษฐ์กล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่เข้าชื่อเสนอส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องแยกให้ออกเพราะขณะนี้เราพูด3 เรื่องปนกัน 1. การพิจารณาตัวร่างพ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งประกาศไปแล้วว่าสภาจะเห็นชอบหรือไม่ 2. การเสนอญัตติเพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการตรวสอบการใช้เงินกู้เป็นญัตติด่วนหรือไม่ และ3. สมมติมีการพิจารณาแล่วจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการหรือไม่  อย่างที่ตนพูดไปแล้วเพราะหากวันนี้ประธานวินิจฉัยว่าไม่ใช่ญัตติด่วนแต่ฝ่ายรัฐบาลยอมให้เลื่อนขึ้นมาก็จะได้พิจารณา แม้ประธานวินิจฉัยว่าเป็นญัตติด่วนก็จะมีคนอื่นเสนอเลื่อนญัตติอื่นขึ้นมา ทำให้ญัตติดังกล่าวก็จะไม่ได้พิจารณา ดังนั้นจึงอยากให้ทบทวนวินิจฉัยใหม่เพราะข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถ้าจะกรุณาวินิจฉัยเป็นญัตติด่วน ส่วนจะได้พิจารณาหรือไม่ และได้ตั้งคณะกรรมาธิการหรือไม่ก็น่าจะให้วิปทั้งสองฝ่ายไปคุยกันน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม 

ทำให้น.ส.มัลลิกา วินิจฉัยว่า อย่างไรก็ต้องไปคุยกันจึงอยากให้ทั้ง 2 ฝั่ง และตอนนี้เราตั้งคณะกรรมาธิการร่วมแล้ว ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เวลามีอะไรก็คุยกัน จากนั้นได้ปิดการประชุมในเวลา 17.56 น.

นายกฯ เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรวจ

นายกฯ เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรว

นายกฯ เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรว

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

“นายกฯ” เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรวจ สั่ง มทภ.4-เลขา ศอ.บต.-ผู้ว่าฯ ดูแลครอบครัวแล้ว

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.25 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเหตุอุกฉกรรจ์ โดยคนร้าย 4 คนยิงภรรยาตำรวจเสียชีวิต ขณะอุ้มลูกน้อย จ.ปัตตานี ว่า ได้รับรายงานแล้ว และให้แม่ทัพภาคที่ 4 และเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ไปดูแลครอบครัวตำรวจอย่างเต็มที่ เพราะมีลูกน้อยที่แม่เสียชีวิตไป 

อนุทิน เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไทย ยึด 1 ต่อ 50,000 หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน

อนุทิน เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไทย ยึด 1 ต่อ 50,000  หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน

อนุทิน เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไทย ยึด 1 ต่อ 50,000 หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

“อนุทิน” เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไม่มีผลต่อไทย ยึด 1ต่อ50,000  หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน  ยัน ไม่ได้ร้องขอ ยูเนสโก มาดูฝั่งไทยแต่ ถ้าทำรายงานสาธารณะ ต้องดูพื้นที่สองฝ่าย ชี้เจรจาต้อง จริงจังและมีผลลัพธ์

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.25 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส
ได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องสถานการณ์ไทยกับกัมพูชาด้วย ท่าทีของ นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เป็นอย่างไร ว่า ดีครับ เรามีการหารือกันอธิบายชี้แจง ในส่วนที่นานาชาติสงสัย ไม่ใช่แค่ตัวประธานาธิบดีมาครงเพียงอย่างเดียว เราได้ไปชี้แจงยูเนสโก และหารือกับเขา ในหลายประเด็น

ส่วนกรณีที่กัมพูชาขอแผนที่จากฝรั่งเศสไทยได้พูดคุยเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีปัญหา ไทยก็มีระบบที่เรายึดถืออยู่แล้ว ไม่ว่าจะขอจากใครไม่มีความหมายอะไร เรามีข้อตกลง มีข้อสรุปในระดับหนึ่ง ที่เราจะยึดถือ ถ้าตรงไหน 1 ต่อ 50,000 ไม่ได้ 1 ต่อ 200,000 ไม่มีแล้ว ถ้ายังใช้ 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกับประเทศไทย 1 ต่อ 50,000 ใช้ได้บางจุด ถ้าตรงไหนเป็นที่สงสัยก็ลิปดา 

เมื่อถามว่าเราได้ยืนยันเรื่องแผนที่อย่างไรนายอนุทินกล่าวว่า อย่าถามรายละเอียด ต้องเอาหลักการไว้ก่อน รายละเอียดต้องมานั่งแถลงกัน

ส่วนเรื่องมรดกโลกที่ทางยูเนสโกได้ให้ข้อมูล หรือรายละเอียดอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า เราได้ชี้แจงเขาไป และให้ข้อเสนอไปว่า ไหนๆมาแล้วก็มาดูทั้ง2 ประเทศเลย ว่ามันห่างกันอยู่ไม่กี่กิโลเมตร พร้อมที่จะจัดให้มีการสำรวจ เพื่อให้สิ้นข้อเคลือบแคลงสงสัย

เมื่อถามว่า ยูเนสโกตอบรับมาดู ความเสียหายในพื้นที่ฝั่งไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า consider (กำลังพิจารณา) เรายังไม่ได้ทำเรื่องไปขออะไร แต่มีคู่กรณีเราทำเรื่องไปขออย่างเป็นทางการ เขาก็บอกว่าจะไปดูและมี Report (รายงาน) การที่จะมีรายงาน จะต้องมาดูทั้งสองฝั่ง รับฟัง แม้ว่าขั้นตอนรายงานจะถูกขอจากคู่กรณี แต่ในฐานะที่เขาเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ก็ ควรต้องวางตัวเป็นกลางอยู่แล้ว ในสถานะของเขา ถ้าไม่ Report เก็บไว้เฉยๆก็แล้วไปเราไม่ว่าอะไร แต่ถ้ามี Report ออกมาเผยแพร่ในที่สาธารณะ เราก็แจ้งว่าต้องมา ให้โอกาสได้ชี้แจงด้วย

เมื่อถามว่ามีทหารเข้ามานั่งในคณะกรรมการเจบีซีจะทำให้เกิดความตึงเครียดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีอะไรครับ คนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว มีความอาวุโส และจากเจนเวทีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะมีการเริ่มพูดคุยเจรจาเมื่อใด นายอนุทินกล่าวว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศและทหาร มีการเตรียมการของเขาอยู่ เจรจาแปลว่าอะไร คือการต้องพูดคุยกันทั้งสองฝั่ง การเจรจาในบริบทของรัฐบาลชุดนี้ หรือแนวทางที่ตนให้ไป คือการเจรจา แล้วต้องได้ผลกลับมา 

“ไม่ใช่ไปนั่งคุยเฉยๆ แล้วเลื่อนไปเรื่อยๆ ให้เขาได้เตรียมตัวกันนิดนึง มันเป็นรูปแบบใหม่ ผมคิดว่าการจะไปเจรจา ต้องมีผลลัพธ์และเจรจาอย่างจริงจัง และเจรจาแล้วต้องช่วยกันด้วย ไม่ใช่ว่าไปถึงแล้ว อาหารก็ไม่กิน กลัวเขาใส่ยาพิษ ก็ไม่ต้องคุยกัน ก็มาคุยกันให้รู้เรื่อง มาที่เราครั้งหนึ่ง2ครั้ง 3 ครั้ง แล้วกลับไปที่เขาบ้าง แบบนี้ถึงจะคุยได้ ถ้ามาแบบข้ามมา นัด 8.00น.มา 10.00 น. เที่ยงกลับไปมาอีกที 15.00 น. เสียเวลา” นายอนุทิน กล่าว

เห็นผลเร็ว ๆ นี้กวาดล้างมาเฟียภาคใต้ นายกฯ ย้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ รู้ ธงรัฐบาลดี

เห็นผลเร็ว ๆ นี้กวาดล้างมาเฟียภาคใต้ นายกฯ ย้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ รู้ ธงรัฐบาลดี

เห็นผลเร็ว ๆ นี้กวาดล้างมาเฟียภาคใต้ นายกฯ ย้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ รู้ ธงรัฐบาลดี

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

นายกฯ บอกเลิกพูดเรื่องมาเฟีย ‘ฝ่ายปกครอง-ตำรวจ’ รู้ธงรัฐบาลดี ยันเห็นผลเร็วๆนี้กวาดล้างผู้มีอิทธิพล – มาเฟีย แหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ เดินหน้าเอาผิดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเวลา 16.25 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล และมาเฟียในสถานที่ท่องเที่ยวภาคใต้ ว่า เราก็อยู่ระหว่างกวาดล้าง ซึ่งเมื่อครู่นี้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รายงานให้ตนทราบ ซึ่งเราดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งเราจะเห็นได้จากที่ภูเก็ต แม้กระทั่งฝ่ายราชการ เราก็ดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ข้อเท็จจริง และจะเห็นผลในเร็ววันนี้

อนุทิน ชาญวีรกูล

“เลิกพูดได้แล้วเรื่องมาเฟีย ผมคิดว่าทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ เขาทราบธงของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างดี และธงนี้ก็ปักใกล้ๆ ไม่ใช่ไปปักไกลๆ ต้องให้เห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว และดำเนินคดีกับทุกๆ ฝ่ายที่กระทำผิดกฎหมาย เป็นหลักง่ายๆ แค่นี้เอง“ นายกรัฐมนตรี กล่าว.

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ยัน ภท. ไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว

อนุทิน ยัน ภท. ไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว

อนุทิน ยัน ภท. ไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.53 น.

อนุทิน ยันภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน  แต่เป็นผู้สร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯ ให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว มายืนตรงนี้ได้เพราะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 16.25 น. ที่อิมแพ็ก เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนท์ระบอบสีน้ำเงินว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นเอเจนท์ แต่เป็น Manufacturer และสร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ระบอบสีน้ำเงิน หากจะกล่าวถึงแล้ว ไม่ใช่เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องรวมถึงความเป็นประเทศ หากเรามีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าใครจะมาบัญญัติศัพท์นี้ ก็คือประเทศไทย ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์ ไม่ต้องตั้งตัวแทนจำหน่าย

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีมองท่าทีของนายณัฐพงษ์ที่ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก เอาที่สบายใจ”

ส่วนกรณีที่ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชน ออกมาระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ไม่ควรมีองคมนตรี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในบริบทของพรรคภูมิใจไทยเป็นที่เรียบร้อย ติดหนี้บุญคุณประชาชนเท่านั้น พร้อมยืนยันว่าขอบคุณ แต่ไม่ได้ติดหนี้ และก็แล้วกันไปหมดแล้ว ถ้าจะบอกว่าให้ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก และต่อมาหัวหน้าพรรคประชาชนก็ได้ร้องขอให้ตนยุบสภา ระหว่างการอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ซึ่งตนก็ยุบสภาให้แล้ว ก็ถือว่าจบแล้วตรงนั้น และที่ตนมายืนอยู่ตรงนี้ ก็มาจากประชาชน จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับการลงคะแนนมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง และการจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่มี สส. ของพรรคประชาชนมาสนับสนุนตนสักคนเดียว ดังนั้น ตนไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไร

เมื่อถามว่า การเดินเกมครั้งนี้ของพรรคประชาชนถือว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “พอแล้วๆ”

เมื่อถามว่า มองกรณีนายณัฐพงษ์ไม่ยอมขอโทษตามข้อเรียกร้องของ 89 กลุ่ม สว. ที่กล่าวหาว่า สว. อยู่ในระบอบสีน้ำเงิน นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่ได้เรียกร้องให้เขามาขอโทษ เรื่องเป็นเรื่องระหว่างเขากับคู่กรณีของเขา ซึ่งตนไม่ใช่คู่กรณี

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน ก่อนเดินชม-ชิมชิลๆตามบูธต่างๆ แวะบูธขายข้าวสาร ‘เจ้าของ’โอดราคาข้าวสูงขึ้น -ผลผลิตออกน้อย หลังเข้าสู่ฤดูแล้ง 

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.19 น. พ.ค.ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่สุดในภูมิภาคเอเชีย 2569 (THAIFAX-ANUGA ASIA 2026) จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) ระหว่างวันที่ 26–30 พ.ค.นี้ พร้อมดึงผู้ซื้อและผู้นำเข้าอาหารกว่า 130 ประเทศทั่วโลก คาดสร้างมูลค่าการค้ากว่า 130,000 ล้านบาท ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มการค้าอาหารระดับนานาชาติ พร้อมดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอาหารของโลก

โดยนายกฯกล่าวว่า อนุทิน คล้ายกับชื่อ Anuga ซึ่ง Anuga เป็นแบรนด์ระดับโลก งานนี้ไม่เพียงเป็นหนึ่งในนิทรรศการแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารโลก ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาหารได้กลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมงานอย่าง APAC และ Anuga Asia จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย เพราะเป็นเวทีที่รวบรวมภาครัฐ ภาคธุรกิจ พันธมิตร นวัตกรรม นักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการจากทั่วโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด สร้างความร่วมมือและเครือข่ายพันธมิตร รวมถึงร่วมกันกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมอาหาร

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สุดของเรา ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูง ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากตลาดโลก จุดแข็งของเราไม่ได้อยู่เพียงแค่ทรัพยากรทางการเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบนิเวศการผลิตอาหารที่เข้มแข็ง มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ขณะเดียวกัน เราก็กำลังลงทุนเพื่ออนาคต รัฐบาลไทยกำลังผลักดันอย่างจริงจัง ด้านเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมอาหาร ความพยายามเหล่านี้สอดคล้องอย่างเต็มที่กับโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สำคัญของเรา ในด้านนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสำหรับภูมิภาคและของโลก

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับงาน Thaifex Anuga Asia ในปีนี้ ถือเป็นการจัดงานครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยพื้นที่จัดแสดงครอบคลุมถึง 12 ฮอลล์ และมีบริษัทผู้แสดงสินค้ามากกว่า 3,600 บริษัทจากทั่วทุกมุมโลก หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ ฮอลล์ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์เกิดใหม่ แนวคิดที่ก้าวล้ำ และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตรุ่นใหม่ ไม่เพียงสะท้อนว่าอุตสาหกรรมอาหารอยู่ ณ จุดใดในปัจจุบัน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงทิศทางที่กำลังมุ่งไปในอนาคต การเติบโตอย่างต่อเนื่องของงานนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างแข็งแกร่ง ที่ภาคธุรกิจทั่วโลกมีต่อประเทศไทย และต่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารแห่งเอเชีย เรากำลังตอกย้ำจุดยืนของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารชั้นนำของโลก พันธมิตรทางการค้า และผู้มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก

นายกฯ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างมาก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เครือข่ายธุรกิจที่มีพลวัต และการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้าและธุรกิจระหว่างประเทศชั้นนำ โดยเหนือสิ่งอื่นใด คนไทยรักอาหารอย่างแท้จริง และผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น อาหารเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการต้อนรับของเรา เราให้ความสำคัญอย่างลึกซึ้งกับคุณภาพ รสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่มอบให้แก่ผู้อื่น ผมเชื่อว่าความหลงใหลนี้ คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคและพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลก ผมมั่นใจว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากงานนี้ จะนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายกฯ ได้เดินเยี่ยมชมบูธต่างๆภายในงาน พูดคุยกับผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ และนักธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาคุณภาพอาหารและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร  โดยระหว่างเดินเยี่ยมชมบูธนายกได้แวะบูธกาแฟโดยได้สั่งอเมริกาโน่ร้อนไม่หวาน โดยนายกฯได้หยิบเงินจ่ายเอง ก่อนจะเดินเยี่ยมชมและชิมผลิตภัณฑ์ตามบูธต่างๆ พร้อมบอกด้วยว่า “อิ่มมากแล้ว เดี๋ยวจะแอบมาเดิน”

ขณะเดียวกันนายกฯยังเดินมายังบูธขายข้าวสารโดยสนใจสอบถามราคาข้าวสาร ซึ่งทางเจ้าของบูธบอกว่า ขณะนี้ราคาข้าวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตออกมาน้อย และส่วนหนึ่ง เพราะเข้าสู่ฤดูแล้ง ทำให้ราคาข้าวชนิดต่างๆเริ่มปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกันนี้ระหว่างเดินเยี่ยมชมบูธได้มี ผู้ที่มาร่วมงาน ได้ตะโกนเรียกนายกฯด้วยว่า”ลุงหนู“ 

ส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียม จักรภพ-สุไพรพล ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พค นี้

ส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียม จักรภพ-สุไพรพล ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พค นี้

ส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียม จักรภพ-สุไพรพล ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พค นี้

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

“จักรภพ–สุไพรพล” ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พ.ค. เดินหน้าส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ชี้ไทยก้าวหน้าแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อสังคมเปิดกว้าง ยังต้องเดินต่อ

27 พฤษภาคม 2569 นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุไพรพล เพ็ญแข คู่สมรส ออกแถงการณ์ เชิญชวนประชาชนผู้สนับสนุนสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ร่วมกิจกรรมเดินพาเหรด “เพื่ออนาคตของทุกคน” ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ โดยจะเริ่มต้นขบวนบริเวณหน้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา 15.00 น.

จักรภพ เพ็ญแข

โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพัฒนาการก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งในด้านกฎหมายและความเข้าใจของสังคมต่อความหลากหลายทางเพศ แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่สังคมไทยต้องร่วมกันผลักดัน เพื่อสร้างสังคมที่ “สดใส ก้าวหน้า และน่าอยู่ยิ่งขึ้น”

แถลงการณ์ดังกล่าวสะท้อนจุดยืนสนับสนุนความเท่าเทียมในทุกมิติ พร้อมเชิญชวนประชาชนที่มีอุดมการณ์ร่วมกันออกมามีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะ เพื่อส่งเสียงสนับสนุนสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

“การร่วมต่อสู้ของท่าน จึงมีความหมายต่อเราทั้งสองคน และต่อพรรคการเมืองที่เราสังกัด“ นายจักรภพ และนายสุไพรพล ระบุ 

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้บรรยากาศการเฉลิมฉลอง Pride Month ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา

จักรภพ เพ็ญแข

เสมา 1 สั่งเยียวยา 4 ล้านให้ทุนลูก ครูฟาตีเม๊าะ เหยื่อกระสุนปืนปัตตานีจนจบปริญญา

เสมา 1 สั่งเยียวยา 4 ล้านให้ทุนลูก ครูฟาตีเม๊าะ เหยื่อกระสุนปืนปัตตานีจนจบปริญญา

เสมา 1 สั่งเยียวยา 4 ล้านให้ทุนลูก ครูฟาตีเม๊าะ เหยื่อกระสุนปืนปัตตานีจนจบปริญญา

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

”เสมา1“ สั่งการ เลขาฯสช.ดูแลเยียวยาครอบครัว “ครูฟาตีเม๊าะ” เหยื่อคนร้ายรอบยิง        

จากกรณีสะเทือนขวัญ คนร้ายสวมชุดฮิญาบ ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง ด.ต.อดุลย์ หะยีสุหลง ขณะขับรถ และกระสุนปืนสาดถูกนางฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ภรรยา ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งเสียชีวิต  ขณะกำลังอุ้มลูกที่ยังแบเบาะอยู่ในรถคันดังกล่าว โดยเหตุเกิดขึ้นใกล้โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

วันนี้ 27 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้หารือถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว โดยตนได้สั่งการให้ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (นายมณฑล ภาคสุวรรณ์) ดำเนินการช่วยเหลือในนามกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะเยียวยาเป็นเงินจำนวน 4 ล้านบาท และให้ทุนการศึกษาแก่บุตรของคุณครูที่เสียชีวิตจนจบปริญญาตรี อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุการที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทราบเพียงว่าคุณครูเดินทางไปกับสามีซึ่งเป็นตำรวจ แต่เหตุการดังกล่าวก็ไม่ควรเกิดขึ้น ตนยังไม่อยากสรุปเรื่องที่เกิดขึ้น เนื่องจากประเด็นอาจจะมีความซับซ้อน จึงขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลในเรื่องนี้