เปิดเบื้องลึกมรสุม 2 ปี มิ้วกี้ ไปรยา ยอมทิ้งสมบัติร้อยล้าน แลกสิทธิ์เลี้ยงลูก โต้ข่าวเงินหมดตัว

เปิดเบื้องลึกมรสุม 2 ปี มิ้วกี้ ไปรยา ยอมทิ้งสมบัติร้อยล้าน แลกสิทธิ์เลี้ยงลูก โต้ข่าวเงินหมดตัว

เปิดเบื้องลึกมรสุม 2 ปี มิ้วกี้ ไปรยา ยอมทิ้งสมบัติร้อยล้าน แลกสิทธิ์เลี้ยงลูก โต้ข่าวเงินหมดตัว

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

เป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโซเชียล เมื่ออินฟลูเอนเซอร์สาวชื่อดัง “มิ้วกี้ ไปรยา” ออกมาเปิดใจถึงมรสุมชีวิตตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเบื้องหลังภาพลักษณ์ที่หรูหรา กลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและการสูญเสียชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด

‘มิ้วกี้’เผยว่า จุดเริ่มต้นของบาดแผลครั้งใหญ่คือการจบความสัมพันธ์ 10 ปีกับอดีตสามี ซึ่งไม่ได้สวยงามอย่างที่หน้ากล้องนำเสนอ โดยเธอตัดสินใจทำข้อตกลงที่ยอม “เสียสละทรัพย์สินแทบทั้งหมด”เพื่อแลกกับสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตนั่นคือ “สิทธิ์การดูแลน้องกาเนสแต่เพียงผู้เดียว” ยอมยกธุรกิจและร้านค้าที่สร้างมากับมือให้อีกฝ่าย รถยนต์หรู 2 คันต้องปล่อยไป เหลือเพียงบ้าน 1 หลังเท่านั้นและเธอยังสารภาพว่าทุกวันนี้ยังไม่กล้าขับรถผ่านร้านเก่าของตัวเอง เพราะมองไปทีไรก็ใจหายจนทำใจไม่ได้ซึ่งสภาพจิตใจพังทลายฝันร้ายและการใช้ชีวิตในความมืดไม่ได้ส่งผลให้ความเครียดสะสมส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง น้ำหนักของเธอลดฮวบกว่า 10 กิโลกรัม และต้องเผชิญกับภาวะทางจิตใจที่บอบช้ำหนัก

หนูต้องเปิดไฟนอนติดต่อกันเป็นปีๆ เพราะไม่สามารถอยู่กับความมืดได้ และต้องสู้กับฝันร้ายซ้ำๆ ทุกคืน โดยที่บอกใครไม่ได้แม้แต่คนในครอบครัว”

ในวันที่ชีวิตพุ่งถึงขีดสุด ‘มิ้วกี้’คือตัวแม่แห่งวงการ Luxury ที่มีค่าตัวหลักแสน แต่เมื่อเจอมรสุมชีวิต ทั้งเรื่องงานหดหาย, ถูกอดีตผู้จัดการโกงเงินล้าน และการสูญเสียคุณพ่อ เธอกลับพบความจริงที่เจ็บปวดว่าการมูฟออนมีความรักใหม่ (รวมถึง LGBTQ+) ทำให้เธอถูกชาวเน็ตโจมตีอย่างหนักคนที่เธอเคยช่วยเหลือในวันที่รุ่งเรือง กลับหันหลังให้ในวันที่เธอลำบากที่สุดความเพอร์เฟกต์ที่เคยนำเสนอ กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนบางส่วนรอ “เหยียบซ้ำ” ในวันที่เธอพลาด

เริ่มต้นใหม่จากศูนย์เพื่อลูกปัจจุบัน มิ้วกี้ ไปรยา ประกาศพร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยเริ่มจากการซื้อรถคันใหม่ด้วยน้ำพักน้ำแรง และมุ่งมั่นสร้างตัวขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นรากฐานให้กับลู โดยเธอย้ำชัดว่า “ต่อให้ต้องสูญเสียทุกอย่าง แต่ถ้าได้อยู่กับลูก เธอก็ยอมแลก”

ซึ่งหลังจากเธอออกมาเปิดเบื้องลึกมรสุมชีวิตก็มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของเธอล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อชี้แจงความจริงผ่านทางสื่อโดยยืนยันหนักแน่นว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

ตนไม่ได้เป็นหนี้ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย และไม่ได้ไปโกงใคร ดังนั้นการที่ตนจะซื้อของแบรนด์เนมบ้างจึงไม่ใช่เรื่องผิดโดยเจ้าตัวยืนยันว่าจะใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิใจต่อไปไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนหรือเอาปี๊บคลุมหัว แม้จะยอมรับว่าช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤติของชีวิต แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่ต้องหยุดใช้ชีวิตตามปกติในส่วนของสภาพคล่องทางการเงิน ยอมรับตรงๆ ว่ารู้สึกท้อแท้กับวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันที่รายรับไม่สมดุลกับรายจ่าย อย่างไรก็ตาม ตนขอให้ความมั่นใจกับลูกน้องทุกคนเพราะที่ผ่านมาไม่เคยไล่ลูกน้องออกแม้แต่คนเดียวยืนยันจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนอย่างสม่ำเสมอ แม้อาจมีล่าช้าไปบ้างในบางครั้ง เนื่องจากตระหนักดีว่าทุกคนมีความจำเป็นต้องใช้เงินฝากถึงลูกน้องทุกคนว่า แม้จะมีข่าวลือออกมาว่าตนเอง “หมดตัว” แต่ขอให้มั่นใจว่าเจ้านายคนนี้จะไม่มีวันทอดทิ้งใครอย่างแน่นอน

มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.03 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร Buddhist Research Institute of MCU”  โพสต์ภาพพร้อมข้อความอาลัย ว่า

ขอน้อมถวายความอาลัย

พระครูสุธีกิตติบัณฑิต, รศ.ดร.

อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์

ด้วยอาลัยอย่างยิ่ง

ในนามผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย และเจ้าหน้าที่

สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร

ขณะที่ “สำนักงานสภามหาวิทยาลัย มจร” ก็ได้ออกมาโพสต์ว่า สำนักงานสภามหาวิทยาลัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ พระครูสุธีกิตติบัณฑิต, รศ.ดร. อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าการ้อง จ.พระนครศรีอยุธยา อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร มรณภาพด้วยอาการสงบ ในวันจันทร์ที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ โรงพยาบาลวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

ขอดวงวิญญาณสู่สุคติในสัมปรายภพเทอญ

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรรับโลกคอนเทนต์ยุค AI ‘Global Creator and Influencer Branding’

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรรับโลกคอนเทนต์ยุค AI ‘Global Creator and Influencer Branding’

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรรับโลกคอนเทนต์ยุค AI ‘Global Creator and Influencer Branding’

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผนึกกำลังกับ Omnicom Media Thailand ลงนามความร่วมมือ (MoU) ยกระดับระบบนิเวศการเรียนรู้สู่ระดับสากล พร้อมเปิดตัวหลักสูตรสุดล้ำ “Global Creator and Influencer Branding” มุ่งปั้นคนรุ่นใหม่ให้เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่อยู่รอดและรุ่งเรืองในยุค AI เข้ามามีบทบาทในการสร้างคอนเทนต์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผศ.ดร.อรรยา สิงห์สงบ รองอธิการบดีสายวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า ปี 2026 โลกของ Digital Content กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการสร้างคอนเทนต์อย่างสิ้นเชิง ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีช่วงความสนใจสั้นลง ท่ามกลางคอนเทนต์จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในทุกวันมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะ Creative University เลือกมองความท้าทายเหล่านี้เป็น “โอกาส” สำหรับหลักสูตร Global Creator and Influencer Branding คือการรวมพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผสานกับความเชี่ยวชาญระดับโลกของ Omnicom Media จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับวงการศึกษาและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงในระดับประเทศ แต่สามารถเติบโตสู่ระดับโลกได้อย่างยั่งยืน และนักศึกษาสามารถเลือกเส้นทางที่ถนัดและพัฒนาตัวเองผ่านประสบการณ์จริงเป็นบุคลากรที่พร้อมทำงานได้ทันที

ด้าน จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ Chief Operating Officer จาก Omnicom Media Thailand กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง Omnicom Media และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สะท้อนความเชื่อร่วมกันว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญทั้งในปัจจุบันและอนาคต แม้ว่า AI และเทคโนโลยีใหม่ๆจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของหลายอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดยังคงเป็น ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ และมุมมองของมนุษย์ ม.กรุงเทพเป็นสถาบันที่โดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับ talents หรือ พรสวรรค์ ที่ Omnicom Media มองหา และอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อเชื่อมโลกของการศึกษาเข้ากับโลกของธุรกิจจริง และเชื่อว่าการศึกษา เครื่องมือ และโอกาสที่เหมาะสมคนรุ่นใหม่ของไทยสามารถก้าวสู่เวทีระดับโลกได้

ความร่วมมือในครั้งนี้จะเข้ามาเสริมศักยภาพหลักสูตรอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ระดับโลกด้าน Media Strategy, AI และ Technology เพื่อเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็น “สนามจริง” ของอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ลงมือปฏิบัติจริง และพัฒนาทักษะที่พร้อมต่อการทำงานทันทีหลังสำเร็จการศึกษาจนเป็น Talent ที่อุตสาหกรรมต้องการตัว

ปลุกห้องสมุดมีชีวิต! ดันบอร์ดเกมการเงิน สร้างทักษะจริงให้ประชาชนทั่วประเทศ

ปลุกห้องสมุดมีชีวิต! ดันบอร์ดเกมการเงิน สร้างทักษะจริงให้ประชาชนทั่วประเทศ

ปลุกห้องสมุดมีชีวิต! ดันบอร์ดเกมการเงิน สร้างทักษะจริงให้ประชาชนทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติร่วมพิธีมอบวุฒิบัตรแก่บุคลากรทางการศึกษา พร้อมมอบบอร์ดเกม “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” ภายใต้โครงการ “Play to Learn เล่นให้รู้” เพื่อขับเคลื่อนการสร้างทักษะทางการเงินผ่านเครือข่ายห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) กรุงเทพมหานคร

นายอัครนันท์ กล่าวว่า กิจกรรม Play to Learn คือภาพสะท้อนของการปฏิรูปการเรียนรู้ในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง บอร์ดเกมที่มอบให้วันนี้ จะเป็นอาวุธทางปัญญา สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ประชาชน นอกจากนี้ ตัวผมเองก็เติบโตมากับห้องสมุด และยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกห้องสมุดให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อเป็นที่เรียนรู้ เป็น Co-working Space ของประชาชน คนรุ่นใหม่ ที่ปลอดภัยและทันสมัยต่อไป

ด้าน ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. เปิดเผยว่า สกร. พร้อมขยายผลโครงการ “Play to Learn” สู่ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ พร้อมมุ่งพัฒนาบุคลากรให้เป็น “Learning Facilitator” หรือผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้ เพื่อให้การใช้บอร์ดเกมเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างวินัยทางการเงิน การออม และการใช้จ่ายในชีวิตจริงของประชาชน นอกจากนี้  สกร. มีความมุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเรียนรู้ระดับ “World Class” ผ่านเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

CRA จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

CRA จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

CRA จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทย เปิดตัวคณะน้องใหม่ “คณะวิศวกรรมศาสตร์” ในปีพุทธศักราช 2569 โดยเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) ในปีการศึกษา 2568 เป็นปีแรก ชูจุดเด่นการสร้างวิศวกรยุคใหม่ที่ไม่ใช่แค่ผู้ซ่อมบำรุง แต่เป็น “นวัตกร” ที่เข้าใจทั้งกลไกวิศวกรรมและหัวใจของการรักษาในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวกระโดด “เครื่องมือแพทย์” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม Healthcare แห่งอนาคต โดยบูรณาการความเชี่ยวชาญจาก 4 มิติหลัก ได้แก่ Engineering x Medical Science : ประยุกต์ความรู้พื้นฐานวิศวกรรมเข้ากับวิทยาศาสตร์การแพทย์แม่นยำ , Standards & Quality : เชี่ยวชาญการออกแบบ ทดสอบ ติดตั้ง และซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล ,       Digital Transformation : ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาจากโจทย์จริงทางการแพทย์ , Entrepreneurship : บ่มเพาะแนวคิดทักษะผู้ประกอบการ ต่อยอดนวัตกรรมสู่โลกธุรกิจหรืออุตสาหกรรมได้จริง โดยหลักสูตรนี้เราไม่ได้สร้างแค่คนทำงานกับเครื่องกล แต่เราสร้างวิศวกรที่เข้าใจหัวใจของการรักษา เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตคนได้จริง

ไฮไลท์สำคัญของหลักสูตรฯ นักศึกษาจะได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้แบบ Action Learning ผ่านการลงมือทำในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย และแก้ไขโจทย์จริงจากเคสทางการแพทย์ โดยมีจุดแข็งที่น่าสนใจ ดังนี้ เครือข่ายมืออาชีพ เรียนรู้ใกล้ชิดกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญตัวจริงของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , ฝึกงานเข้มข้น โปรแกรม Practical Training 3 เดือนเต็มในชั้นปีที่ 4 เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานทันทีหลังจบการศึกษา และค่าเล่าเรียน ตลอดหลักสูตร 4 ปี (ไม่น้อยกว่า 137 หน่วยกิต) รวม 240,000 บาท

บัณฑิตที่จบจากหลักสูตรนี้สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ อาทิ วิศวกรชีวการแพทย์ ดูแลระบบในโรงพยาบาลหรือโรงงานอุตสาหกรรม , นักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ , ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบเครื่องมือแพทย์ (RA) ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานที่เป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน , เจ้าของธุรกิจหรือ Startup ต่อยอดไอเดียเป็นผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสุขภาพ

ทั้งนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มุ่งมั่นที่จะผลิตบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ รวมถึงให้บริการวิชาการ ทำการวิจัยและสร้างนวัตกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ รวมทั้งดำเนินการด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์และสุขภาพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างนวัตกรรมช่วยชีวิต สามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: Facebook: Engineering.cRA , Instagram: @bme.cra หรือ โทรศัพท์: 02-576-6000 ต่อ 7288 (ในวันและเวลาราชการ) ติดตามข่าวสารการศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ทาง Facebook/Instagram: Education CRA หรือที่เว็บไซต์ http://www.cra.ac.th

King’s College Bangkok เปิดรับสมัครทุนการศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย

King's College Bangkok เปิดรับสมัครทุนการศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย

King’s College Bangkok เปิดรับสมัครทุนการศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ (King’s College Bangkok) ประกาศเปิดรับสมัครทุนการศึกษา “King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship” ปีที่ 4 ตอกย้ำเจตนารมย์อันแน่วแน่ในการส่งมอบโอกาสทางการศึกษาระดับโลกให้แก่นักเรียนไทยที่มีศักยภาพ รวมมูลค่าทุนสูงสุดกว่า 5 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตลอดหลักสูตร เปิดรับสมัครสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทย ทั้งในระดับ Year10 – Year13 (ม.3 – ม.6) และ Year12 – Year13 (ม.5 – ม.6) ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 13 พฤษภาคม 2569

King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship เป็นทุนการศึกษาแบบให้เปล่า ปราศจากข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น โดยผู้สมัครขอรับทุนต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยม ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน , ผลการเรียนย้อนหลัง 2 ปีอยู่ในระดับยอดเยี่ยม (ไม่ต่ำกว่า 3.40 สำหรับโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยทั่วไป) , กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในประเทศไทยและมีอายุตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด , ความประพฤติดีและมีจิตใจเอื้อเฟื้อแบ่งปัน , กรณีศึกษาในระบบโรงเรียนนานาชาติ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาประเภท Financial Aid (ทุนสำหรับผู้ขาดแคลน) อยู่ก่อนแล้วเท่านั้น

ในปีการศึกษาที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ กับการจัดพิธีสำเร็จการศึกษาของนักเรียน Year 13 รุ่นแรก (Class of 2025) โดยในบรรดาผู้ที่สำเร็จการศึกษานี้ มีนักเรียนทุนโครงการ King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship รุ่นแรกรวมอยู่ด้วย

นักเรียนทุนกลุ่มนี้ยังประสบความสำเร็จจากการได้รับข้อเสนอเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ทั้งในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เอเชีย และประเทศไทย ตามความใฝ่ฝันของตน นับเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่พวกเขาได้เลือกด้วยตนเอง สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของนักเรียนทุกคนอย่างชัดเจน ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงพลังของโอกาสทางการศึกษาระดับโลก ที่ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะ ความรู้ และการเติบโตในสภาพแวดล้อมนานาชาติอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ มุ่งมั่นสานต่อโครงการทุนการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

ผู้สนใจสมัครสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ http://www.opl.to/kingsbangkokscholarship หรือติดต่อสอบถามได้ทางอีเมล์ scholarship@kingsbangkok.ac.th โทร. +66 (0) 2481 9955 และติดตามข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook Youtube Instagram และ X

คลิปครั้ง ในหลวงรัชกาลที่ 5 ประพาสกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน เมื่อ 128 ปีที่แล้ว

คลิปครั้ง ในหลวงรัชกาลที่ 5 ประพาสกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน เมื่อ 128 ปีที่แล้ว

คลิปครั้ง ในหลวงรัชกาลที่ 5 ประพาสกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน เมื่อ 128 ปีที่แล้ว

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.

คลิปครั้ง ในหลวงรัชกาลที่ 5 ประพาสกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อ 128 ปีที่แล้ว

เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “โบราณนานมา” ได้โพสต์คลิปวิดีโอ เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งสยาม เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2440 หรือราว 128  ปีที่แล้ว โดยระบุข้อความว่า “รัชกาลที่ ๕ ประพาสกรุงสต็อกโฮล์ม สวีเดน เมื่อ ๑๒๘ ปีที่แล้ว 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งสยาม เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ ในคราวเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ ๑ โดยมี สมเด็จพระราชาธิบดีออสการ์ที่ ๒ แห่งสวีเดนและนอร์เวย์ ทรงรับ ณ ท่าน้ำลูโกร์ดปรัปปัน กรุงสตอกโฮล์ม

ในคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ (ขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร) ตามเสด็จด้วย”

ทอ.จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทอ.จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทอ.จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

กองทัพอากาศ โดยกรมทหารต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 ณ อุทยานการบินกองทัพอากาศ 

วันฉัตรมงคล 4 พ.ค.2569 ของทุกปี เป็นวันที่ปวงพสกนิกรชาวไทย ต่างน้อมรำลึกในการครบรอบปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งในรัชกาลปัจจุบัน วันฉัตรมงคล ถูกกำหนดวันขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 4 – 6 พ.ค.2562 โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นในวันที่ 4 พ.ค.2562 ดังนั้น วันฉัตรมงคลในปัจจุบัน จึงตรงกับวันที่ 4 พ.ค. ของทุกปี

การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณเพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือธง หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ โดยคำว่า “สลุต” นั้นมาจากรากศัพท์ของคำว่า “Salutio” ในภาษาลาติน

สำหรับในประเทศไทย การยิงสลุตครั้งแรกเกิดขึ้นที่ ป้อมวิไชยเยนทร์ หรือ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายใน กองบัญชาการกองทัพเรือพระราชวังเดิม ในปัจจุบัน ซึ่งในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569

กองทัพบก โดย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 โดยทำการยิงพร้อมกันทั้ง 3 เหล่าทัพ เวลา 12.00 น. ณ ท้องสนามหลวง โดยจัด 1 กองร้อยปืนใหญ่ยิงสลุต ใช้ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีราบ แบบ 80 ขนาด 75 มิลลิเมตร จำนวน 4 กระบอก ทำการยิง จำนวน 21 นัด จังหวะ 5 วินาที ทีละกระบอก นับรอบจากขวาไปซ้าย ใช้เวลายิงทั้งหมด 1 นาที 40 วินาที

สำหรับการยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติหรือบุคคลสำคัญ โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ ในปัจจุบันประเทศไทยยึดตามหลักเกณฑ์ ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีฉัตรมงคล รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์หรือประมุขแห่งรัฐ จะทำการยิงสลุตจำนวน 21 นัด เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

สีหศักดิ์ เชื่อกัมพูชาตอบรับ คุย 3 ฝ่าย บนเวทีสุดยอดผู้นำอาเซียน

สีหศักดิ์ เชื่อกัมพูชาตอบรับ คุย 3 ฝ่าย บนเวทีสุดยอดผู้นำอาเซียน

สีหศักดิ์ เชื่อกัมพูชาตอบรับ คุย 3 ฝ่าย บนเวทีสุดยอดผู้นำอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

“สีหศักดิ์”เชื่อ”กัมพูชา”ตอบรับ คุย”3 ฝ่าย”บนเวทีสุดยอดผู้นำอาเซียน 7-9 พ.ค.นี้ ชี้เป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อนเริ่ม GBC

4 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เปิดเผยถึงท่าทีของประเทศกัมพูชา จะร่วมตอบรับการประชุม 3 ฝ่าย ซึ่งจะเกิดขึ้นในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7 – 9 พ.ค.นี้ ว่า ทางเจ้าภาพคือประเทศฟิลิปปินส์ กำลังประสานงานอยู่ เนื่องจากต้องการให้มีการพูดคุยกัน ซึ่งคาดว่ากัมพูชาน่าจะตอบรับในการพูดคุยครั้งนี้ ยืนยันว่าฝ่ายไทยมีการเตรียมการเนื้อหาและรายละเอียดต่างๆ ที่จะพูดคุยกันแล้ว แต่ไม่ได้มีอะไรที่ต้องพูดคุยกันมาก ซึ่งจะมีการมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพูดคุยกันต่อ

ส่วนโอกาสที่จะพูดคุยคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ร่วมกันเลยหรือไม่นั้น เรื่องนี้จะอยู่ในขั้นตอนต่อไป แต่ขณะนี้ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อน ดังนั้น ในเวทีที่ประเทศฟิลิปปินส์ต้องมาพูดคุยในมาตรการต่างๆ ที่จะต้องพัฒนาความสัมพันธ์กันต่อไป