อรัญประเทศโมเดล “สังฆะประชาปันสุข : เพื่อผู้ป่วยติดเตียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/604633

  • วันที่ 27 ต.ค. 2562 เวลา 08:11 น.

อรัญประเทศโมเดล “สังฆะประชาปันสุข  : เพื่อผู้ป่วยติดเตียง”

โดย..อุทัย มณี (เปรียญ)

สหประชาชาติกำหนดไว้ว่า ประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนเกินร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ให้ถือว่าประเทศนั้นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว

จากข้อมูลประชากรของประเทศไทยปี 2558 จำนวนประชากรในประเทศไทยอยู่ที่ 65,203,979 คน เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 10,569,021 คน หรือ คิดเป็นร้อยละ 16.2 ของประชากรทั้งหมด แปลว่า ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วและคาดการณ์ว่าในปี 2564 ไทยจะเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัยแบบสมบูรณ์ โดยมีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี เกิน 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ประเทศใด ๆ ก็ตามมีจำนวนผู้สูงอายุมาก จำนวนคนทำงานลดลง อันเนื่องมาจากอัตราการเกิดน้อย ประเทศนั่น ๆ ย่อมประสบกับปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ

จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นหากไม่มีเงินออมเพื่อเลี้ยงตัวเองหรือดูแลสุขภาพยามสูงวัย ครอบครัวนั่น ๆ ย่อมประสบกับปัญหาแน่แท้ ยิ่งหากครอบครัวใดประสบกับเจ็บไข้ได้ป่วยยามแก่ชราหรือไม่แก่ชราก็ตามที่เราเรียกกันว่า ผู้ป่วยติดเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คนในครอบครัวยิ่งเดือดร้อน ผู้ป่วยเองก็ทุกข์แสนสาหัสเพราะพึ่งตัวเองไม่ได้

ผู้เขียนมีกิจกรรมที่นำมาเล่า เป็นกิจกรรมของคณะสงฆ์อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ที่นี้คณะสงฆ์ได้ร่วมการจัดกิจกรรม สังฆะประชาปันสุขเพื่อผู้ป่วยติดเตียง” เพื่อขับเคลื่อนงาน สาธารณสงเคราะห์เชิงรุก โดยมี พระมหาศราวุธ จิตฺตทนฺโต เจ้าคณะอำเภออรัญประเทศเป็นแกนนำ ร่วมกับเจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส และชาวบ้าน ออกเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงเดือนละครั้ง ซึ่งผู้ป่วยติดเตียงในอำเภอมีทั้งหมด 163 ราย เวลาออกเยี่ยมจะมอบแพมเพิส ข้าวสารอาหารแห้ง และสวดโพชฌังคปริตร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัว

คณะสงฆ์อำเภออรัญประเทศได้จัดกิจกรรมออกเยี่ยมผู้ป่วยในพื้นที่หมู่บ้านของตนเอง ออกเยี่ยมญาติโยมผู้เคยใส่บาตร ผู้เคยดูแลคณะสงฆ์แบบนี้ จึงนับว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมการส่งเสริม “พลังบวร” เพราะมีความร่วมมือจากจากทุกฝ่าย ทั้งคณะสงฆ์ สาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลในพื้นที่ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม)ในพื้นที่, และพุทธศาสนิกชน

กิจกรรมนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่คณะสงฆ์อำเภออรัญประเทศ ได้ร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง ร่วมกันขับเคลื่อนงาน “สาธารณะสงเคราะห์”  ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ภารกิจหลักของคณะสงฆ์ไทย ทั้งยังได้ฟื้นความหมาย คำว่า “พลังบวร” ในการทำงานร่วมกันระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน ราชการ ด้วยความสามัคคีของพุทธบริษัททั้ง 4 ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในฐานะชาวพุทธเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้สูงอายุที่ไม่มีใครดูแล หรือแม้กระทั้งเด็กพิการที่อาศัยอยู่กับครอบครัว สิ่งที่ขาดแคลนมากที่สุดนอกจากการเลี้ยงชีพแล้วนั่นคือ ขวัญและกำลังใจ ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์เห็นผู้ป่วยติดเตียงที่ยากจนพึ่งตนเองไม่ได้มีลูกสาวดูแลเพียงคนเดียว แต่ด้วยความยากจนลูกสาวต้องออกไปทำงานทุกวัน จึงปล่อยให้พ่อซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงอาศัยอยู่บ้านอยู่ตามลำพัง โดยเตรียมอาหาร ผ้าแพมเพิส น้ำเตรียมไว้ข้าง ๆ รายนี้โชคดีพอขยับร่างกายได้ จึงไม่เป็นแผล แต่ลำบากตอนต้องไปห้องสุขา เพราะเดินไม่ได้ ด้วยความที่ไม่ได้ทำกายภาพขาจึงงอ เส้นยึด เวลาอาบน้ำต้องอุ้มไปอาบ ป่วยแบบนี้อยู่ประมาณ 3 ปี ตอนนี้ผู้ป่วยรายนี้ได้เสียชีวิตลงแล้ว

การที่คณะสงฆ์อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ทำกิจกรรม สังฆะประชาปันสุขเพื่อผู้ป่วยติดเตียง ด้านสาธารณสงเคราะห์เชิงรุกแบบนี้ ฝ่ายบ้านเมืองและคณะสงฆ์น่าจะเป็นนำเป็นโมเดล เพื่อขับเคลื่อนไปสู่อำเภอและจังหวัดอื่น ๆ

แน่นอนว่ากิจกรรมแบบนี้บรรดาพวกเคร่งครัดสุดโต่งอาจไม่เห็นด้วย แต่อย่างที่ผู้เขียนเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า คณะสงฆ์เมืองไทยมีหลายประเภท บางพวกบวชมาเพื่ออยากหลุดพ้นก็อาศัยอยู่ป่า บางพวกบวชตามประเพณี บวชเพื่อเป็นที่พึ่งให้ชาวบ้าน บางพวกบวชมาเพื่อรับใช้ทำงานให้ศาสนา บางคนบวชมาเพื่อเรียนหนังสือแล้วลาสิกขาออกมารับใช้สังคม

การบวชมีหลายมิติ แล้วแต่ความสมัครใจ ชาวพุทธ นักการศาสนา นักวิชาการจะเอาความรู้สึกไปตัดสินการเป็นอยู่ของพระสงฆ์มิได้ และกิจกรรมด้านสาธารณะสงเคราะห์ดูแลผู้ป่วยติดเตียงแบบนี้ เป็นสิ่งที่สังคมไทยขาด ภาครัฐก็ดูแลไม่ทั่วถึง การที่คณะสงฆ์ทลายกำแพงวัด ดำเนินกิจกรรมแบนี้ สมควรร่วมกันอนุโมทนา..

สมเด็จสัพพัญญู วัดโพธิ์แมน พ.ศ.2502

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/604070

  • วันที่ 20 ต.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

สมเด็จสัพพัญญู วัดโพธิ์แมน พ.ศ.2502

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมของดีราคาเช่าหาย่อมเยา สำหรับนักสะสมที่ศรัทธาในพุทธคุณของพระสมเด็จฯบางขุนพรหม ซึ่งจัดสร้างโดย สมเด็จพระพุทธาจารย์(โต) พรหมรังสี จากวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นพระเครื่องที่กล่าวกันว่ามีมวลสารพระสมเด็จบางขุนพรหมที่แตกหักชำรุด (จากการเปิดกรุ พ.ศ.2500)มากกว่าที่ผสมในบางขุนพรหม 09 เสียอีกครับ

มาชมสมเด็จสัพพัญญู วัดโพธิ์แมน จัดสร้างโดยพระอาจารย์โพธิ์แจ้ง ในปี พ.ศ.2502 พระเครื่องรุ่นนี้ใช้ชิ้นส่วนแตกหักของสมเด็จพระบางขุนพรหมเป็นมวลสารหลักครับ

สาเหตุหนึ่งที่ราคาเช่าหาไม่แพงนัก อาจจะเพราะพิมพ์ของพระเครื่องเป็นพิมพ์แบบพระพุทธปฏิมาแบบจีน สร้างจำนวนไม่มากนักและรู้กันจำกัดในหมู่ลูกศิษย์วัดโพธิ์แมนเท่านั้น จึงไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร ข้อสำคัญอีกประคือลูกศิษย์ที่ได้รับไปเก็บไว้ทั้งหมด ทำให้ไม่มีพระเครื่องออกมาหมุนเวียนในท้องตลาดครับ

มาส่องดูองค์พระกันครับ จะเห็นได้ว่า เนื้อหาองค์พระจะมีความแห้งเก่าตามแบบ มองเห็นการยุบตัวของพระเนื้อผงอายุ 60 ปี

มาเริ่มส่องจากด้านหน้าก่อน ตามซอกต่างๆ ที่เป็นส่วนลึกตามมิติของพิมพ์ จะเห็นคราบแป้งรองพิมพ์ซึ่งแห้งเก่าสนิทปรากฏอยู่ตามพื้นผิว ส่องตามพื้นผิวจะเห็นผิวแห้งจัด ปรากฏรูพรุนไม่เท่ากัน อย่างองค์ที่นำมาให้ชมนี้ถือว่าเนื้อจัดเชียวครับ

ไล่ส่องมาก็จะพบมวลสารของ สมเด็จบางขุนพรหม ที่เปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.2500 นำมาตำผสมกระจายอยู่ทั่วไปในองค์พระ พิมพ์องค์พระขาดความงดงาม ไม่คมชัด ในบันทึกกล่าวไว้ว่า เพราะทั้งพระทั้งเณรช่วยกันกดด้วยมือ พระจึงไม่สวยงาม ส่วนด้านหลังก็จะพบเห็นเม็ดมวลสารสมเด็จบางขุนพรหม กระจัดกระจายอยู่และเนื้อหาจัดจ้านนวลตา

พิมพ์ของพระสมเด็จพระสัพพัญญู  ด้านหน้าเป็นองค์พระพุทธปฏิมาแบบจีน ประทับนั่งปางมารวิชัย บนฐานบัวคว่ำบัวหงาย ในกรอบสี่เหลี่ยม ด้านหลังเรียบ แต่บางองค์อาจมีตรายางประทับไว้ว่า พระสมเด็จสัพพัญญู รุ่นแรก 2502 วัดโพธิ์แมนคุณนาราม โดยสีของหมึกมีทั้งม่วงและชมพู สมเด็จสัพพัญญูสร้างเพียงพิมพ์เดียวเท่านั้น

พระมหาคณาจารย์จีน ธรรมสมาธิวัตรฯ(โพธิ์แจ้ง) ท่านเป็นผู้แตกฉานมหายาน สำเร็จในญาณขั้นสูง กล่าวกันว่าท่านเป็นผู้สืบทอดตำราวัชรยาน มนตรยานสมบูรณ์ที่สุด นับจากครูบาอาจารย์จากทางธิเบต  เมื่อท่านนำมาปลุกเสกพระเครื่องชุดนี้ ก็ปรากฏพุทธคุณมากมาย มีลูกศิษย์ที่นำไปบูชาแล้วเจริญก้าวหน้าทั้งด้านธุรกิจ และหน้าที่การงาน

พระเครื่องรุ่นนี้ ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์โพธิ์แจ้ง ที่เป็นคนจีนจากฝั่งประเทศฮ่องกง และประเทศสิงคโปร์ ตามเช่าหามานานนับสิบปี ซึ่งคนไทยยังไม่ค่อยสนใจมากนัก คงมีแต่ลูกศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์โพธิ์แจ้งในประเทศไทยเท่านั้นที่เห็นคุณค่าในพระเครื่องชุดนี้

ตามประวัติการจัดสร้างที่บันทึกไว้นั้น พระพิมพ์สมเด็จพระสัพพัญญู หรือสมเด็จวัดโพธิ์แมน สร้างขึ้นโดยพระมหาคณาจารย์จีน ธรรมสมาธิวัตรฯ(โพธิ์แจ้ง) ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาส วัดโพธิ์แมนคุณนาราม ย่านสาธุประดิษฐ์  ในปี พ.ศ.2502

มวลสารที่นำมาจัดสร้างนั้นบันทึกไว้ว่า จอมพลประภาส จารุเสถียร(ท่านเป็นประธานเปิดกรุพระสมเด็จบางขุนพรหมในปี พ.ศ.2500) ท่านได้นำชิ้นส่วนที่แตกหักของสมเด็จวัดบางขุนพรหมมามอบให้กับท่านพระอาจารย์โพธิ์แจ้งฯ วัดโพธิ์แมนคุณนาราม 8 กระสอบ เพื่อให้จัดสร้างพระเครื่องขึ้นเพื่อแจก ทหารและตำรวจตระเวนชายแดน

ระหว่างที่จอมพลประภาสฯได้นำชิ้นส่วนสมเด็จบางขุนพรหมฯที่แตกหักมาถวายให้กับท่านพระอาจารย์โพธิ์แจ้งฯนั้น ท่านพระอาจารย์โพธิ์แจ้งฯซึ่งขณะรับมอบยังไม่ทราบว่าเป็นชิ้นส่วนของพระสมเด็จ บางขุนพรหม ท่านถึงกับกล่าวว่า ชิ้นส่วนเหล่านี้มีพุทธคุณสูงมาก

จากนั้น ท่านอาจารย์โพธิ์แจ้ง จึงได้ให้ลูกศิษย์ไปขอเพิ่มเติมจากทางวัดบางขุนพรหม อีกจำนวนหนึ่งอีกหลายกระสอบ และเมื่อท่านอาจารย์โพธิ์แจ้ง ทราบจากลูกศิษย์ที่ไปรับมาว่าชิ้นส่วนที่แตกหักนี้ เป็นชิ้นส่วนสมเด็จบางขุนพรหมฯของท่านสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต ) พรหมรังสี ได้สร้างไว้ในอดีต ท่านพระอาจารย์โพธิ์แจ้งฯ ถึงได้อุทานออกมาว่า ” มิน่าเล่า พุทธคุณถึงสูงนัก ”

ในการจัดสร้างนั้น ท่านพระอาจารย์โพธิ์แจ้งฯ ท่านก็ได้นำชิ้นส่วนสมเด็จบางขุนพรหมฯทั้งหมด มาบดอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับปูนใหม่ผสมเข้าไปเล็กน้อย เพื่อเป็นตัวประสานใหม่ มวลสารทั้งหมดจัดสร้างพระออกมาได้จำนวนประมาณ 10,000 องค์ และท่านอาจารย์โพธิ์แจ้งนำเข้าบรรจุเข้ากรุ ประมาณ 7,000 องค์ เหลืออีก 3,000 องค์เท่านั้นที่ถูกนำมาแจกจ่าย แก่ทหารที่ไปราชการสงคราม

พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร ฯโพธิ์แจ้งมหาเถระ ท่านเป็นผู้สถาปนาวัดโพธิ์แมนคุณาราม ตำแหน่งสุดท้ายของท่านคือพระราชาคณะชั้นสัญญาบัตร(เทียบชั้นธรรมพิเศษ) ฝ่ายวิปัสสนา ในราชทินนามพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร พุทธบริษัทจีน พิเนตุวิเทศธรรมประสาท นวกิจพิลาสประยุกต์ ทำนุกจีนประชาวิสิฐ

ท่านพระอาจารย์โพธิ์แจ้งฯท่านกำเนิดเมื่อ วันที่ 16 เดือน 6 จีน ปีขาล พ.ศ.2444 จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑล กวางตุ้ง ประเทศจีน และมรณะภาพวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2529 สิริอายุ 85 ปี  และก่อนท่านพระอาจารย์โพธิ์แจ้งฯ จะละสังขารได้สั่งลูกศิษย์ให้เก็บศพท่านไว้ 10 ปี จึงค่อยมาเปิดดู

พอครบกำหนดได้มาเปิดวัชเจดีย์ออกมา สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือสังขารของท่านพระอาจารย์โพธิ์แจ้งฯไม่เน่าเปื่อยแต่อย่างใด แถมที่เล็บยังงอกยาวออกมาเสมือนคนที่ยังมีชีวิต จากนั้นคณะลูกศิษย์จึงได้ทำการปิดทองคำทั่วร่างท่านพระอาจารย์โพธิ์แจ้งฯ แล้วนำประดิษฐาน ณ วิหารบูรพาจารย์ ในท่าเดิมขณะละสังขาร

ด้านประสบการณ์ของพระเครื่องสมเด็จสัพพัญญูชุดนี้นั้น ได้ปรากฏมากมาย ดังมีบันทึกจากลูกศิษย์ท่านหนึ่งนำมาเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลว่า ท่านได้ขับรถไปถึงทางขึ้นทางด่วน ทางขึ้นค่อนข้างตีโค้งมาก และฝนเพิ่งตกลงมาทำให้ถนนลื่น เป็นเหตุทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำหลายตลบลงข้างทาง รถพังยับทั้งคัน คนขับท่านนี้ได้ออกมาจากซากรถด้วยตัวเอง ที่อัศจรรย์ใจคือ ไม่ได้รับอันตรายเลย มีเพียงแผลถลอกเท่าหนามข่วนเล็กน้อย แต่รถคันเสียหายทั้งหมดต้องขายซาก คนขับท่านนี้ได้กล่าวว่า น่าจะเป็นเพราะพุทธคุณของพระสมเด็จสัพพัญญู ที่ห้อยเพียงองค์เดียวในคอ ที่ช่วยให้รอดจากอุบัติเหตุในครั้งนั้นมาได้

เปิดใจ..พระนักปั้นวิศวกรสันติภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/604087

  • วันที่ 20 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เปิดใจ..พระนักปั้นวิศวกรสันติภาพ

โดย..อุทัย มณี (เปรียญ)

หลายปีมานี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างน่าใจหาย ปัจจุบันแม้จะเบาบางลงไปบ้าง แต่เชื้อแห่งความขัดแย้งยังไม่จางหายไป และพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความขัดแย้งในสังคมไทยเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมีทั้งมติทางการเมือง เศรษฐกิจและฐานะทางสังคม นักวิชาการบางคนบางกลุ่มเชื่อว่า มีปัจจัยจากภายนอกประเทศเข้ามาผสมโรงด้วยก็มี

สถาบันการศึกษาหลายสถาบันในประเทศไทย พยายามศึกษาวิจัยหาทางออก แต่เรื่องความขัดแย้งเป็นเรื่องที่พลเมืองไทยส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อไร สิ่งที่เรามักนึกถึงคือ “สันติวิถี”

ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับ พระอาจารย์ปราโมทย์  วาทโกวิโท พระอาจารย์จากหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทำไมจึงสนใจเรื่องสันติภาพ และสันติภาพในสังคมไทยเราจะต้องร่วมมือกันหาทางออกกันอย่างไร

ทำไม พระอาจารย์จึงสนใจเรื่องสันติภาพ?

อาตมาจบปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลกรณราชวิทยาลัยหรือ มจร รุ่นแรกโดยมีสถาบันพระปกเกล้า ศาลยุติธรรมและมหาจุฬาฯร่วมมือกันเปิดหลักสูตรขึ้น ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเกิดความขัดแย้งที่เห็นชัดทางการเมือง และในตอนนั้นทำงานเป็นวิทยากรธรรมะโอดี ธรรมะพัฒนาองค์กร ฝึกอบรมบุคลากรทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ จึงต้องการเครื่องมือแนวทางพระพุทธศาสนาและแนวทางตะวันตกเพื่อนำมาบูรณาการประยุกต์ในการฝึกอบรมในองค์กร จึงตัดสินใจเรียนสันติศึกษา ซึ่งเป็นสาขาที่ตอบโจทย์การทำงานเป็นวิทยากรและการดำเนินชีวิตที่มีความสุข

การเรียนสันติศึกษาความจริงไม่ได้เอาเครื่องมือไปจัดการคนอื่น แต่เรียนเพื่อจัดการตนเองให้มีความสุข สงบ เย็น มีสันติภายใน อันเป็นหลักการตรงกับความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ยอมรับเคารพในความแตกต่าง การเป็นวิทยากรฝึกอบรมเราพยายามจะไปช่วยผู้อื่นให้มีความสุขแต่เราเองยังขาดความสุขยังมีความเร้าร้อนอยู่ สันติศึกษาจึงสามารถตอบโจทย์ชีวิต

ที่สนใจเรื่องสันติภาพเพราะต้องการนำเครื่องมือด้านสันติภาพแนวพุทธศาสนาและสันติภาพแนวตะวันตก มาเยียวยาหัวใจตนเองให้มีสันติภายใน มีภูมิคุ้มกันป้องกันความรุนแรงภายในใจของตน และต้องการนำสันติภาพไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ออกแบบการเรียนรู้ที่ป้องกันความขัดแย้งและเสริมสร้างสันติภาพขึ้นในใจของผู้คนในองค์กรต่างๆ  เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี  การทำงานด้านสันติภาพจึงเป็นโอกาสในการช่วยเหลือมนุษย์ ”

จุดเริ่มต้นของสันติภาพ ฉบับมหาจุฬาคืออะไร ?

สันติภาพเป็นงานพระพุทธเจ้าโดยตรง เพราะพระองค์ตรัสไว้ชัดว่า “พึงศึกษาสันติเท่านั้น” ซึ่งหมายถึง พระนิพพาน โดยสันติภายในคือความสงบสุขภายในจิตใจ สันติภายนอกคือการไม่มีสงคราม ความสงบสุขของผู้คนในการอยู่ร่วมกันถึงจะมีความแตกต่างกันในวิถีปฏิบัติก็ตามทำให้ พระพรหมบัณฑิต อดีตอธิการบดีมหาจุฬา ฯ สนับสนุนให้เกิดหลักสูตรสันติศึกษาขึ้นในมหาจุฬา ฯ ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าและศาลยุติธรรม โดยมี พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส เป็นผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ซึ่งเริ่มแรกจากการทำวิจัยในระดับปริญญาเอกเรื่อง “รูปแบบการจัดการความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี” จึงมีการพัฒนาเป็นหลักสูตรสันติศึกษา เปิดหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก มีผู้คนมาเรียนจำนวนมากเพราะต้องการความสุขจากภายใน เพราะจุดเด่นและเสน่ห์ด้านสันติภาพของมหาจุฬา ฯคือ มุ่งสันติภายใน มุ่งการจบภายใน ก่อนออกไปทำงานรับใช้เพื่อนมนุษย์ เรียกว่า จบประโยชน์ตนนึกถึงประโยชน์คนอื่น

วิศวกรสันติศึกษา หมายถึงใคร?

ในโลกใบนี้มีเราวิศวกรในการสร้างภายนอกคือ อาคาร ตึก บ้าน วัตถุภายนอกจำนวนมาก แต่เรายังขาดวิศวกรในการสร้างภายในคือ สร้างจิตใจที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ สร้างภายในที่แท้จริง หลักสูตรสันติศึกษามหาจุฬา จึงสร้างวิศวกรสันติภาพ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ วิศวกรสันติภาพจึงเป็นผู้พัฒนาตนให้มี #สติขันติสันติ แล้วเอาธรรมไปทำ ด้วยการลงมือทำ ผู้จะเป็นวิศวกรสันติภาพจึงต้องมีความสงบเย็น นุ่มนวล มีสันติภายใน มีความใจกว้าง ยอมรับต่อความแตกต่าง รับฟังผู้อื่น เป็นผู้จบภายใน แล้วไปสร้างประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ในจุดที่ตนเองยืน เรียกว่า เปลี่ยนแปลงสังคมในจุดที่ตนยืน

วิศวกรสันติภาพสามารถตอบโจทย์ในสังคมไทย?

เริ่มต้นจากการตอบโจทย์ตนเองก่อนด้วยการเป็นผู้สงบเย็นแล้วไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคม เพราะสันติส่วนบุคคลเป็นสันติภาพสากลของโลก สันติศึกษาจึงสร้างวิศวกรสันติภาพให้เป็นบุคคลที่มีความสุขจากภายในก่อนออกไปทำงานรับใช้เพื่อนมนุษย์ งานวิจัยในระดับปริญญาเอกจึงเน้นภาคทฤษฏีและนำไปสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ชุมชนต่างๆ วัด บ้าน โรงเรียน สังคม องค์กร และประเทศชาติ ล่าสุดงานวิจัยที่มีผลวิจัยเป็นนวัตกรรมเป็นงานวิจัยรับใช้สังคม คือ รูปแบบการพัฒนาวิทยากรต้นแบบสันติภาพโดยพุทธสันติวิธี เป็นงานวิจัยเชิงพัฒนา มีการทดลองจริง ได้องค์ความรู้ใหม่ เป็นนวัตกรรม นำไปพัฒนามนุษย์และสังคม จึงมีการพัฒนาเป็นหลักสูตรระยะสั้นฝึกอบรมบุคคลทุกช่วงวัยสามารถตอบโจทย์ผู้คนในสังคมและสนองนโยบายมหาวิทยาลัยและกระทรวงใหม่ที่มุ่งให้งานวิจัยตอบโจทย์บุคคลทุกช่วงวัย

การจัดฝึกอบรมด้านสันติภาพ สิ่งที่ผู้เรียนได้ไปคือ?

เครื่องมือในการจัดการความขัดแย้งภายในตนเอง ผ่านการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ 3 คำ คือ สติ ขันติ สันติ มีสติเมื่อใดสันติเกิดเมื่อนั้น โดยมุ่งเน้นสันติภาพให้เกิดขึ้นภายในจิตใจก่อน เรียกว่า สันติภายใน จากนั้นผู้มาเรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสันติภาพ ความขัดแย้ง  ความรุนแรง สันติวิธี และพุทธสันติวิธี เครื่องมือจัดการความขัดแย้งภายนอก เรียนรู้ที่จะฟังบุคคลที่มีความแตกต่างผ่านเครื่องมือสันติสนทนา สิ่งที่ได้เรียนรู้มากที่สุดคือ การสัมผัสถึงความสุขที่แท้จริงและสิ่งสำคัญที่สุดคือผู้มาเรียนจะได้เครือข่ายด้านสันติภาพจากทั่วประเทศและนานาชาติด้วย

สังคมไทยมีความขัดแย้งพร้อมใช้ความรุนแรง มีหนทางอย่างไร?

ความขัดแย้งเป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาของโลก ไม่มีที่ใดไม่มีความขัดแย้ง เราจึงต้องหาเครื่องมือเพื่อบริหารความขัดแย้ง ความขัดแย้งเป็นมุมบวกคือ มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ส่วนความขัดแย้งเป็นมุมลบคือ การใช้ความรุนแรงนำไปสู่การสูญเสียเวลาและชีวิต โจทย์คือเราต้องหาเครื่องมือเพื่อจัดการความขัดแย้งภายในตนก่อนเป็นบุคคลแห่งสันติภาพ เป็นวิศวกรสันติภาพ หนทางเดียวคือ เข้ามาเรียนในหลักสูตรสันติศึกษา มหาจุฬา เพื่อนำเครื่องมือไปใช้กับตนเองและองค์กรสังคม เพราะทางออกของความขัดแย้งไม่จำต้องใช้ความรุนแรงเท่านั้น แต่พุทธสันติวิธีคือเครื่องมือหนึ่งที่พระพุทธเจ้าใช้มาแล้วได้ผลเป็นอย่างดี เรามีเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เป็นภูมิปัญญาที่สุดยอด แต่เรายังไม่นำมาใช้อย่างจริงจัง หลักสูตรสันติศึกษา มหาจุฬา จึงเป็นคำตอบของสังคมไทย

ล่าสุดหลักสูตรสันติศึกษามหาจุฬา จึงจัดฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นเพื่อตอบโจทย์บุคคลทุกช่วงวัยที่มีความสนใจด้านสันติภาพภายใต้ หลักสูตร #วิทยากรต้นแบบสันติภาพ” รุ่นที่ 4 และกำลังเตรียมเปิดหลักสูตรวิทยากรต้นแบบรุ่นที่ 5 ในเดือนมกราคม 2563 นี้ หลักสูตรที่เปิดต่อไปเพื่อตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล เช่น ศาสตร์แห่งความสุข โค้ชสติ การสื่อสารเพื่อสันติภาพ การฟังด้วยหัวใจ ขันติธรรมทางศาสนา ผู้นำพุทธสันติวิธี วิทยากรต้นแบบสันติภาพ เป็นต้น

ท่านใดที่สนใจเรียนรู้หลักสูตรการฝึกอบรมด้านสันติภาพที่นำไปใช้ในการทำงานและสร้างความสุขในชีวิต สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ที่ พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท อาจารย์ประจำหลักสูตรสันติศึกษา มจร  วิทยากรต้นแบบสันติภาพ รับผิดชอบหลักสูตรระยะสั้น โทรศัพท์ 098-1596542  ไอดีไลน์ 1596542

เรื่องสันติภาพเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญในยุคปัจจุบันที่ทุกคนต้องร่วมมือ ร่วมใจกันหาทางออกหาทางบรรเทาความขัดแย้งที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ เพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์รัชกาลที่ 10  ซึ่งพระองค์ต้องการเห็นพสกนิกรของพระองค์ รู้รักสามัคคี มีความปรองดองกันในทุกภาคส่วน  พวกเราในฐานะพสกนิกรที่มีความจงรักภักดี จึงต้องช่วยกันให้แผ่นดินนี้ร่มเย็นเป็นสุขทั่วทั้งแผ่นดิน..

เปิด “ธรรมยาตราลุ่มน้ำโขง” ครั้งที่ 2 สานต่อศรัทธาชาวพุทธ 5 แผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/603652

  • วันที่ 15 ต.ค. 2562 เวลา 21:41 น.

เปิด “ธรรมยาตราลุ่มน้ำโขง” ครั้งที่ 2 สานต่อศรัทธาชาวพุทธ 5 แผ่นดิน

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ชมรมโพธิคยา มูลนิธิวีระภุชงค์และกลุ่มพันธมิตรแถบลุ่มน้ำโขง ผนึกกำลังจัดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 2

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.เวลา 14.00 น. ชได้มีการจัดพิธีเปิดโครงการ ณวัดพระธาตุผาเงา จังหวัดเชียงราย อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตในต่างประเทศ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย สมาชิกวุฒิสภา (ตัวแทนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี) เป็นประธานในพิธีเปิด

ทั้งนี้ มีพระมหาบุนมา สิมมาพรหม รองประธานสงฆ์แห่ง สปป.ลาว , ภัททันตะ จันทิมาวิวังสะ กรรมการเถรสมาคมและเลขาธิการมหาเถรสมาคมแห่งสหภาพเมียนมา , สมเด็จพระอุดมวงศา มงรา เลขาธิการเถรสมาคมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา , พระคุณเจ้า ติช เทียน ตั้ม รองประธานสงฆ์แห่งประเทศเวียดนาม , ท่านเขียว กันนะฤทธิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวสาร กัมพูชา , ดร.คิน ฉ่วย ประธานสมาพันธ์พุทธเถรวาทแห่งสหภาพเมียนมา , ท่านจันทรวงศ์ แสง อมาตย์มนตรี รองประธานมูลนิธิแนวลาวสร้างชาติแห่ง สปป.ลาว , นายวินัย วีระภุชงค์ ประธานมูลนิธิวีระภุชงค์ และนายชัช ชลวร ประธานชมรมโพธิคยา เข้าร่วมพิธีเปิด

ทั้งนี้ มีการประกอบพิธีบวงสรวง ณ พระบรมธาตุพุทธนิมิตเจดีย์ นอกจากนี้ยังมีขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมล้านนา ขบวนแห่พระ และตราสัญลักษณ์โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน และมีการร่วมพิธีปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ร่วมกัน

ขณะที่ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เปิดเผยว่า งานธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโข งเป็นการรวมพลังอันยิ่งใหญ่ของกุศลเจตนาโดยวางจิตใจตั้งมั่นไว้ด้วยการเป็นพุทธบริษัทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเสมือน บิดา และล้วนอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขงหล่อเลี้ยงด้วยกันทั้งสิ้น ดุจมีมารดาเดียวกัน ในฐานการวางจิตใจที่เข้มแข็งไว้เช่นนี้

งานธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง จึงเกิดมาด้วยฐานของความเป็นมิตร เป็นญาติธรรม มีความไว้เนื้อเชื่อใจ เกื้อกูล แบ่งปัน ให้อภัย และพร้อมเปิดใจเรียนรู้ด้วยหัวใจชาวพุทธมาร่วมกันพัฒนาเพื่อประโยชน์ส่วนรวม จึงก่อเกิดพลังใจมหาศาลในการจัดงานนี้ขึ้น เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาให้สถิตธำรงมั่นตราบนานเท่านาน เพื่อสันติภาพและความสุขความเจริญในทุกด้าน โดยเป้าหมายคือให้ชาวพุทธนำพุทธธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิต อันก่อให้เกิดสามัคคีธรรม กระชับสัมพันธไมตรีในหมู่พวกเราชาวพุทธ

พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานในพิธี กล่าวว่า เมื่อสองพันปีที่แล้วพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง จนได้รับการขนานนามว่า แผ่นดินสุวรรณภูมิ แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ประชาชนส่วนใหญ่ใช้หลักธรรมในการดำเนินชีวิต งานธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขงครั้งนี้ นับเป็นโครงการที่ดี เพราะมีความตั้งใจด้วยความบริสุทธ์เพื่อร่วมกันหนุนเสริม เผยแผ่และปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา สร้างความผูกพันกระชับมิตรผ่านการธรรมยาตราไปยังดินแดนชาวพุทธ 5 ประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พุทธวัฒนธรรมประเพณีระหว่างชาวพุทธกลุ่มปะเทศลุ่มน้ำโขง กิจกรรมที่ดีงามเช่นนี้เชื่อมั่นว่าเป็นความภาคภูมิใจสำหรับพวกเราชาวพุทธ ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชาและเวียดนาม และยังก่อให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้ง อันนำไปสู่การช่วยเหลือกันฉันมิตรในหลายด้าน อาทิ สัมพันธไมตรีและความมั่นคงระหว่างประเทศ ด้านสังคม วัฒนธรรมประเพณีและด้านเศรษฐกิจพล.อ.ไพโรจน์ กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีที่เรามีผู้ร่วมงานจาก 5 ประเทศ อาทิ ผู้นำคณะสงฆ์ ผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งเป็นพุทธบริษัทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้พร้อมใจกันเดินทางมาร่วมพิธีเปิดเป็นจำนวนมาก ทำให้เห็นถึงพลังความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจ เพื่อเป้าหมายเป็นหนึ่งเดียว อันจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสันติภาพที่ยั่งยืนในทุกมิติ

ด้านนายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย เปิดเผยว่า งานธรรมยาตราครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากดินแดนพุทธภูมิ ถิ่นกำเนิดพระพุทธศาสนาเชื่อมต่อมายังดินแดนลุ่มน้ำโขงแผ่นดินสุวรรณภูมิ โดยครั้งนี้นับเป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 จากดำริพระอาจารย์ใหญ่ ดร.พระมหาผ่อง สะมาเลิก อดีตประธานศูนย์กลางองค์การพระพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว ได้เมตตามอบแนวทางนโยบายไว้ขณะที่อาพาธหนัก ก่อนที่จะละสังขารสิริอายุ100 ปี ว่า ให้เดินหน้ามุ่งมั่นทำงานต่อไปในแนวทางพุทธพลิกสุวรรณภูมิ

สำหรับ งานนี้จะเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ สถาบันโพธิคยาฯ จึงได้น้อมรับคำแนะนำและขยายผลเป็นงานธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ครั้งแรก โดยเป็นการร่วมมือทำงานระหว่างภาคีเครือข่าย 5 ประเทศ อันเปรียบเสมือนการรวบรวมญาติธรรมในดินแดนลุ่มน้ำโขงมาบำเพ็ญกุศลบารมีร่วมกัน เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการนำพุทธธรรมคำสอนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปรับใช้กับทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความร่มเย็นอันเกิดจากสันติภาพทั่วแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม งานธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขงจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 14-31 ตุลาคม พ.ศ.2562 โดยเส้นทางเริ่มที่ วัดพระธาตุผาเงา จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย จากนั้นข้ามด่านแม่สายผ่านท่าขี้เหล็ก รัฐฉานของประเทศเมียนมา มุ่งหน้ายังเมืองเชียงตุง รัฐฉาน เป็นเมืองที่พระพุทธศาสนามั่นคงแห่งหนึ่งของโลก แล้วเดินทางต่อไปยังเมืองเดียนเบียนฟู จังหวัดเดียนเบียน ประเทศเวียดนาม ช่วงนี้ถือเป็นความท้าทาย เพราะต้องลัดเลาะตามไหล่เขา ซึ่งมีระยะทางไกลกว่า 300 กิโลเมตร ก่อนเข้าสู่ สปป.ลาว เพื่อทำพิธีทอดผ้าป่าและปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ วัดผาโอ แขวงหลวงพระบาง อีกจุดสำคัญคือวัดพระธาตุหลวง แห่งนครหลวงเวียงจันทน์ และกลับเข้าสู่ประเทศไทย โดยพระสงฆ์ 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง จะร่วมพิธีปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ คำชะโนด จังหวัดอุดรธานี

จากนั้นเดินทางร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร ต่อด้วยการประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ กับคณะสงฆ์จาก 8 วัดพระธาตุ ณ พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม และไปสิ้นสุดเส้นทาง ประกอบพิธีปิดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง ที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ปราสาทนครธม จังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา รวมคณะเดินทางตลอดเส้นทางประมาณกว่า 150 รูป/คน และคาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมกิจกรรมในแต่ละประเทศหลายพันคน

ขณะที่ ท่านจันทวงศ์ แสนอามาตมนตรี รองประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ เปิดเผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่นำพาขณะผู้แทนจาก สปป.ลาวเข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการครั้งนี้ คณะของเราขอแสดงความขอบใจอย่างจริงใจต่อประเทศเจ้าภาพ โดยเฉพาะสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ชมรมโพธิคยา มูลนิธิวีระภุชงค์ ที่ได้เชื้อเชิญและได้รับการต้อนรับที่อบอุ่น และอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้แก่คณะของเรา และขอชมเชยต่อรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยที่ให้การสนับสนุนต่อโครงการดังกล่าว

“สปป.ลาวเป็นประเทศเพื่อนมิตรใกล้เคียงของประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นเวลานาน มีความภาคภูมิใจที่จะได้มีโอกาสต้อนรับคณะผู้แทนสงฆ์ ฆราวาสที่จะมาเยือนสปป.ลาว เชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยให้ผู้นำพระสงฆ์แห่งพุทธศาสนาและคณะผู้แทนชาวพุทธทั้ง 5 ประเทศเขตแม่น้ำโขงตอนใต้มีความเข้าใจกันดีกว่าเดิม มีความสามัคคีเป็นเอกภาพ ร่วมมือและช่วยเหลือกันและกันมากขึ้น รวมทั้งร่วมกันเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเผยแผ่วัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ดีงามของชาวพุทธในเขตแม่น้ำโขงตอนใต้ รวมทั้งยังมีภารกิจเพื่อสันติภาพของพุทธศาสนากับพุทธศานิกชนและผู้นับถือศาสนาอื่นๆทั่วโลกให้มีแนวคิดที่พร้อมกันสร้างโลกมนุษย์ให้มีความกลมเกลียวกันยาวนานและยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตแม่น้ำโขงตอนใต้ให้มากยิ่งขึ้นด้วย” ท่านจันทวงศ์ กล่าว

ขณะที่ตลอดเส้นทางธรรมยาตรา จะมีพิธีสำคัญคือการตักบาตร และปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์ โดยมีบุคคลสำคัญในแต่ละประเทศเข้าร่วม เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์โดยใช้ “พุทธศาสน์การทูต” เป็นการน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงให้เกิดความสามัคคี เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม รวมถึงการสร้างประโยชน์ด้านต่าง ๆ ในประเทศลุ่มน้ำโขง ทั้งด้านธุรกิจ การค้า และการท่องเที่ยว

3 สมเด็จหลุดตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/603556

  • วันที่ 14 ต.ค. 2562 เวลา 20:42 น.

3 สมเด็จหลุดตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.)

ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ที่ทรงพระกรุณาแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม 20 ตำแหนง ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ใหม่ ฉบับที่ 4 แก้ไข พ.ศ.2561 ว่า การแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มิใช่ได้มาโดยตำแหน่งเหมือน พ.ร.บ.เดิม พ.ศ.2505 ที่สมเด็จพระราชาคณะเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง การแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม จึงเป็นพระราชอำนาจ และตามพระราชอัธยาศัยดังมีรายชื่อที่ทรงโปรดเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สำหรับ พระเถระหน้าใหม่ที่ได้การโปรดเกล้าฯ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ประกอบด้วย1.สมเด็จมหารัชมงคลมุนี(ธงชัย)วัดไตรมิตร 2.พระพรหมเสนาบดี(พิมพ์)วัดปทุมคงคา 3.พระพรหมมุนี(บุญเรือง)วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 4.พระธรรมไตรโลกาจารย์(พูนศักดิ์) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม 5.พระธรรมปาโมกข์(สุนทร) วัดราชผาติการาม6.พระธรรมกิตติเมธี(เกษม) วัดราชาธิวาส7.พระธรรมปริยัติโมลี(อาทร)วัดบพิตรพิมุข 8.พระธรรมรัตนดิลก(สมเกียรติ)วัดอรุณราชวรารม9.พระวิสุทธาธิบดี(เชิด)วัดสุทัศน์เทพวราราม

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนมส.ระหว่างธรรมยุตและมหานิกายฝ่ายละ 10 องค์เท่ากัน โดยไม่นับสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงเป็นพระสงฆ์ธรรมยุต

สำหรับ วัดที่มีมส. 2 รูปได้แก่ 1.วัดปากน้ำ 2.วัดไตรมิตร 3.วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นอกนั้นวัดละ 1 รูปที่ไม้ได้เป็นเจ้าอาวาส แต่เป็นมส.คือ 1.พระพรหมมุนี 2.พระวิสุทธิวงศาจารย์ ผู้ช่วยและรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ 3.สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร 4.สมเด็จพระมหาวีรวค์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ และ 5.พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส

 

สำหรับ 3 สมเด็จที่หลุดจากตำแหน่งในคณะกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.)

1.สมเด็จมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง)วัดปากน้ำ

 

2.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

 

  3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดโสมนัสวิหาร

พระพิมพ์โมคคัลลาน์-สารีบุตร กรุวัดท้ายตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/603484

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 20:17 น.

พระพิมพ์โมคคัลลาน์-สารีบุตร กรุวัดท้ายตลาด

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

พระเครื่องวัดท้ายตลาดเป็นพระเนื้อผงผสมผงใบลาน สีของพระเครื่องส่วนใหญ่จึงเป็นสีเทาเข้ม จนถึงเกือบดำตามส่วนผสมของใบลาน พระของกรุนี้มีเนื้อหามวลสารคล้ายพระสมเด็จปิลันท์ วัดระฆังฯ มีคราบไขคล้ายกันมาก มาชมพระกรุวัดท้ายตลาด พิมพ์โมคคัลลาน์-สารีบุตร ซึ่งสวยสมบูรณ์เพื่อเป็นแนวทางศึกษาครับ

จุดพิจารณาของพระกรุวัดท้ายตลาดนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ดูจากไขคราบกรุ ซึ่งจะมีสีออกเหลืองคล้ายไขวัวเคลือบที่องค์พระ และความเก่าแห้งของเนื้อผงใบลาน

ท่านอาจารย์ตรียัมปวายได้บันทึกไว้ว่า พระวัดท้ายตลาดนี้สร้างโดยพระวิเชียรมุนีอดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อน ท่านเจ้าคุณสนิท พร้อมกับหลวงพ่อแย้ม และหลวงพ่อกลิ่น พระอาจารย์สายกัมมัฏฐานของพระอารามนี้ สันนิษฐานว่า สร้างบรรจุไว้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประมาณปี พ.ศ.2431 ล่วงอายุถึงปัจจุบันได้ 130 ปี มาแล้ว

การแตกกรุของวัดท้ายตลาดนั้น เริ่มจากคนร้ายลักลอบเจาะกรุเจดีย์รายมานานแล้ว และทางวัดก็ได้ซ่อมแซมอยู่เสมอ ครั้นต่อมาใน พ.ศ. 2485 คราวกรณีพิพาทอินโดจีนกับประเทศฝรั่งเศส ทางกระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือขอพระเครื่องมาที่ทางวัดโมลีโลกยาราม เพื่อมอบเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทหาร และตำรวจที่ไปร่วมรบ

พระประสิทธิ์ศีลคุณ เจ้าอาวาสในสมัยนั้น จึงได้ให้ขุดกรุพระเจดีย์รายในวัด และได้พระเครื่องออกมาจำนวนมาก ทั้งได้พบพระเครื่องอีกส่วนหนึ่งซึ่งบรรจุไว้ในปีบบนเพดานพระอุโบสถและเพดานหอสมเด็จฯ จึงได้มอบให้แก่ทางกระทรวงกลาโหมไปส่วนหนึ่ง

พระกรุวัดท้ายตลาดที่พบเป็นพระเนื้อผงใบลาน พิมพ์ต่างๆ แต่ละพิมพ์ล้วนสวยงามด้วยศิลปะทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังได้พบพระแบบเดียวกันที่วัดนางชี คลองบางหลวง และที่วัดหงษ์ฯ บางกอกใหญ่อีกด้วย สันนิษฐานว่า “พระวัดท้ายตลาด”นั้นคงจะมีการบรรจุไว้ตามกรุต่างๆ หลายวัดด้วยกัน

มวลสารพระกรุวัดท้ายตลาดเป็นพระเนื้อผงผสมผงใบลาน สีของพระเครื่องจึงเป็นสีเทาเข้มเกือบดำ และมีเม็ดผงพุทธคุณสีขาวแทรกอยู่ในเนื้อกระจายกันอยู่ในทุกองค์ ผิวของพระแทบทุกองค์มีคราบกรุและไขขาวจับอยู่ไม่มากก็น้อย ที่ด้านหลังส่วนมากจะมีรอยประทับ เป็นอักขระกดลึกลงไปในเนื้อพระ ด้านพุทธคุณนั้นเด่นในทางเมตตา มีโชคลาภ และแคล้วคลาด

มีการสันนิษฐานกันว่า ช่างผู้ออกแบบแม่พิมพ์พระเครื่องคงจะเป็นช่างหลวง เพราะแต่ละพิมพ์มีความงดงาม และมีมากพิมพ์ วงการพระเครื่องกล่าวกันว่ามีมากกว่า 50 พิมพ์ ประมาณว่า ที่แตกกรุออกมาก็พบว่ามีไม่น้อยกว่า 48,000 องค์ พิมพ์ที่นิยมและเป็นที่รู้จักได้พบเห็นบ่อย อาทิเช่น1.พระวัดท้ายตลาด พิมพ์พระปิดตาขัดสมาธิเพชร2.พระพิมพ์แม่พระธรณีเป็นมวยผม สี่เหลี่ยมใหญ่3.พระพิมพ์แม่พระธรณีเป็นมวยผม ห้าเหลี่ยม4.พระพิมพ์นางกวัก สี่เหลี่ยม5.พระพิมพ์พุทธนางกวัก6.พระพิมพ์ป่าเลไลย์ใหญ่7.พระพิมพ์ป่าเลไลย์เล็ก8.พระพิมพ์นาคปรกเต็มองค์9.พระพิมพ์ครึ่งองค์10.พระพิมพ์สังกัจจายน์11.พระพิมพ์ซุ้มปราสาท12.พระพิมพ์สมาธิแหวกม่าน13.พระพิมพ์เล็บมือ14.พระพิมพ์ยืนอุ้มบาตร15.พระพิมพ์ยืนห้ามสมุทร16.พระพิมพ์ยืนถวายเนตร17.พระพิมพ์ยืนรำพึง18.พระพิมพ์โมคคัลลาน์-สารีบุตร19.พระพิมพ์พระเจดีย์20.พระพิมพ์มารวิชัย ข้างเส้น21.พระพิมพ์มารวิชัย ข้างเม็ด22.พระพิมพ์สมาธิเล็ก23.พระพิมพ์สมาธิข้างกนก24.พระพิมพ์หยดแป้ง25.พระพิมพ์สมาธิบัวสองชั้น26.พระพิมพ์ปางไสยาสน์ เป็นต้น

วัดท้ายตลาด เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ใต้พระราชวังเดิม ปากคลองบางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ ในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรีวัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐาน จึงไม่มีพระจำพรรษา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระมหาศรี วัดราชสิทธิ์ เป็นพระเทพโมลี แล้วให้มาครองวัดนี้

ต่อมาจึงได้เลื่อนเป็นพระพุทธโฆษาจารย์ ต่อมาในรัชกาลที่ 2 ทรงเปลี่ยนนามพระอารามเป็น วัดพุทไธศวรรยาวาส ถึงแผ่นดินรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์พระอาราม พร้อมกับพระอารามอื่นๆ อีก และทรงเปลี่ยนนามเป็นวัดโมลีโลกยาราม มาจนปัจจุบัน

พระเครื่องกรุวัดท้ายตลาดเป็นที่ต้องการของนักสะสมในวงการพระเครื่อง มีราคาไม่แพงมากนัก ประสบการณ์สูงนักสะสมนิยม พระกรุวัดท้ายตลาด ด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ 1.เชื่อมั่นว่าผู้สร้างพระเครื่องชุดนี้เจตนาในการสร้างดี จึงสร้างบรรจุลงกรุใต้ฐานเจดีย์ราย เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาเท่านั้น

2.สันนิษฐานว่าพระกรุวัดท้ายตลาดออกแบบโดยช่างหลวง พิมพ์และรูปแบบรายละเอียดจึงสวยงามทุกพิมพ์ 3.เกจิอาจารย์ในวงการพระเครื่องต่างเห็นพ้องกันว่ามวลสารหลัก คือ มีผงใบลานกับผงพุทธคุณเก่าแก่มากมาย โดยจะเห็นชัดจากองค์พระที่แตกหักชำรุด 4.เนื่องจากวัดท้ายตลาดเป็นพระอารามหลวง เมื่อมีการจัดสร้างพระเครื่อง การจัดพิธีพุทธาภิเษกก่อนบรรจุพระเครื่องลงกรุ แน่นอนว่าจะต้องยิ่งใหญ่อลังการ และครบถ้วนตามโบราณราชประเพณีที่สืบทอดกันมา

“รามัญธรรมยุต” ในดินแดนพม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/603430

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 10:15 น.

“รามัญธรรมยุต” ในดินแดนพม่า

โดย..อุทัย มณี  (เปรียญ)

ผู้เขียนเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ เดินทางไปพม่าหลายครั้ง ทั้งในฐานะเลขาธิการสมาคมการค้าไทย – เมียนมา ในฐานะผู้ประสานงานระหว่างคณะสงฆ์รามัญนิกายกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงมีโอกาสพบปะกับนักธุรกิจมอญและคณะสงฆ์มอญอยู่บ่อยครั้ง จึงทราบว่า ในดินแดนพม่าพระสงฆ์มอญแบ่งออกเป็น 3 นิกาย คือ คณะสงฆ์รามัญนิกาย (คณะสุธัมมา) นิกายสะเวจิ้น และนิกายมหาเย็น และใน 3 นิกาย นิกายสะเวจิ้นมีจำนวนพระสงฆ์น้อยที่สุด รองลงมาก็คือมหาเย็น ส่วนคณะสงฆ์รามัญนิกายมีพระสงฆ์ประมาณ 10,000 รูป มีการสอบบาลีและมหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นของตัวเอง ซึ่งวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จะเดินทางไปจัดงานสัมมนา “พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ” และจะมีการลงนามข้อตกลงร่วม (MOU) ระหว่างทั้ง 2 สถาบันในวันที่ 9 พฤศจิกายน เดือนหน้านี้ด้วย ที่เมืองเมาะลำเลิงประเทศเมียนมา

บทความที่แล้วมามีคนสนใจสอบถามหลายคนทั้งพระภิกษุและเพื่อน ๆ ว่า เมื่อประเทศไทย มีธรรมยุติกนิกายแล้วในเมืองมอญมีนิกายธรรมยุตหรือไม่ ความจริงประเทศไทยเราในหมู่ธรรมยุตเองก็มี “รามัญธรรมยุต” แฝงอยู่ มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง วันหลังหากมีโอกาสจะมาเล่าว่า รามัญธรรมยุต ในไทยเป็นอย่างไร มีกี่วัดและรูปแบบวัตรปฎิบัติ ปัจจุบันเป็นอย่างไร  ส่วนธรรมยุติกนิกายในดินแดนพม่าก็คือ “นิกายมหาเย็น”  ทำไมจึงชื่อนี้ ผู้เขียนขออนุญาตนำบทความของคุณแผน แดนรามัญ  มาให้ทราบกันดังนี้

วันนี้ขอเสนอชีวประวัติพระเถราจารย์รามัญ ผู้มีคุณูปการต่อวงการคณะสงฆ์ในเมืองมอญเป็นอย่างมาก พระเถระผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนา รามัญธรรมยุตินิกาย หรือ นิกายมหาเย็น ในดินแดนพม่า จนเจริญรุ่งเรืองสืบมากระทั่งปัจจุบัน พระมอญรูปนี้ก็คือ “พระไตรสรณธัช (เย็น พุทฺธวํโส)” เปรียญ 5 ประโยค   อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลราชวรวิหาร (วัดลิงขบ) แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

พระไตรสรณธัช มีนามเดิมว่า “เย็น”  ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 12  พ.ศ. 2383 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 ท่านถือกำเนิดในตระกูลชาวมอญ แห่งบ้านคลองครุ หรือบ้านแหลมครุ เมืองสาครบุรี (ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เมืองสมุทรสาคร และในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนการเรียกชื่อ จากเมืองสาครบุรี เป็นจังหวัดสมุทรสาคร และปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร) บิดามารดาของท่านไม่ทราบนาม ทราบเพียงว่าท่านเป็นบุตรชายคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 10 คน

ในวัยเด็ก ท่านได้เข้ารับการศึกษาภาษามอญและไทยขั้นต้นที่ วัดคลองครุ เมืองสาครบุรี ต่อมาท่านได้ติดตามพระอาจารย์มาอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯพระนคร และได้เล่าเรียนภาษาบาลีขั้นต้นในสำนักวัดบวรนิเวศฯ กระทั่งเมื่ออายุครบเกณฑ์บวช จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร โดยมี สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปปัชฌาย์ โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า “พุทฺธวํโส”

หลังจากที่ท่านได้บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านได้อยู่จำพรรษาที่บวรนิเวศฯ พระนคร มาตามลำดับ ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมบาลี และได้เข้าสอบแปลบาลีสนามหลวง ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนสอบไล่ได้เปรียญ 5 ประโยค ต่อมาท่านจึงได้รับพระราชทาน พัดยศ ตำแหน่ง พระมหาเปรียญ 5 ประโยค

พระมหาเย็น พุทฺธวํโส ท่านมีความเชี่ยวชาญในภาษามอญและภาษาบาลีเป็นอย่างดี ท่านได้เป็นพระมหาเปรียญผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ที่ได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งให้เป็นครูสอนพระปริยติธรรมประจำสำนักวัดบวรนิเวศฯ จนปรากฏมีศิษย์ศึกษาในสำนักท่านเป็นจำนวนมาก แม้แต่ ท่านเจ้าคุณฯ พระคุณวงศ์ (จู สิงฺโฆ) วัดปรมัยยิกาวาส จ.นนทบุรี สมัยเมื่อครั้งยังจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรมงคล (วัดลิงขบ) ก็เคยเป็นศิษย์มาศึกษาอยู่กับท่านด้วย

ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2415 ท่านได้ลาสิกขา และได้เข้ารับราชการเป็น มหาดเล็กในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์  กระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2419 ท่านเดินทางไปเมืองหงสาวดี รัฐมอญ ซึ่งขณะท่านอยู่ที่เมืองหงสาวดีนั้น ท่านเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส มีความพอใจที่จะบวช จึงหันเข้าหาความสงบในร่มกาสาวพัสตร์โดยได้เข้าพิธีอุปสมบทอีกครั้งหนึ่งที่เมืองหงสาวดี รัฐมอญ ในช่วงนี้เอง ท่านได้พิจารณาเล็งเห็นว่า พระสงฆ์ในเมืองมอญนั้นเกิดความหย่อนยานในพระธรรมวินัย อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาของชาวพุทธได้ ท่านจึงได้นำพุทธศาสนา ธรรมยุติกนิกายจากเมืองไทย ไปเผยแพร่ยังบรรดาวัดมอญ ในประเทศพม่าด้วย โดยท่านได้สร้างวัด และโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมขึ้นในเมืองมอญไว้เป็นจำนวนมาก จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศพม่าในนาม “นิกายมหาเย็น”

ท่านได้อยู่จำพรรษาที่เมืองหงสาวดีมาได้ระยะหนึ่ง จึงได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย ซึ่งหลังกลับจากเมืองหงสาวดีนั้น ท่านก็ได้จาริกไปที่ต่าง ๆ  มิได้อยู่เป็นหลักแหล่ง ในระยะแรกท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดคลองห้า เมืองธัญญบุรี และวัดต่างๆในเขตเมืองปทุมธานีบ้าง ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดยานนาวา พระนครบ้าง และครั้งสุดท้ายท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบางละมุด เป็นเวลา 2 พรรษา  ต่อมาได้มีผู้นำเรื่องราวเกี่ยวกับพระมหาเย็น ไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้ทรงทราบ พระองค์ทรงตระหนักในพระทัยว่า พระมหาเย็น รูปนี้ เป็นเปรียญผู้ใหญ่ถึง 5 ประโยค มีความชำนิชำนาญในภาษาบาลีเป็นอย่างดี กับทั้งยังมีคุณูปการะแก่พระญาติของพระองค์ด้วย อนึ่ง พระธรรมวิสารทะ(จู สิงโฆ) ซึ่งก็เคยเป็นศิษย์ของท่านเมื่อบวชคราวก่อน ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น พระคุณวงศ์ และโปรดให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส ทางวัดบวรมงคล (วัดลิงขบ) จึงว่างเว้นจากเจ้าอาวาส การที่จะหาพระภิกษุที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไปปกครองวัดนี้จึงเป็นการยาก เมื่อทรงพิจารณาแล้วก็ทรงเห็นอยู่แต่ พระมหาเย็น รูปนี้ ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ พอที่จะบริหารกิจการงานคณะสงฆ์ได้ จึงทรงหารือกับ พระเจ้าน้องยาเธอ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเห็นชอบด้วย จึงทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระมหาเย็น พุทฺธวํโส เปรียญ 5ประโยค เป็นพระราชาคณะที่ พระไตรสรณธัช และโปรดให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล เมื่อปี พ.ศ. 2451 ซึ่งนับเป็น เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล รูปที่ 7 และเป็นเจ้าอาวาสรูปสุดท้ายในยุครามัญนิกาย ก่อนที่จะถูกยกเลิก

 

กระทั่งในปี พ.ศ. 2459 พระไตรสรณธัช (เย็น พุทฺธวํโส) ท่านได้อาพาธอย่างหนัก และได้ละสังขารลงอย่างสงบ ด้วยโรคชรา สิริรวมอายุท่านได้ 76 ปี ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล นาน 8 ปีเศษ

กำเนิด :คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/602741

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

กำเนิด :คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย

เขียนโดย..อุทัย มณี  (เปรียญ)

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4   พระองค์ในฐานะผู้ให้กำเนิดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ผู้เขียนของเล่าเกร็ดประวัติเล็กน้อยเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน เกี่ยวกับความเป็นมาของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎ ได้ผนวชเป็นพระภิกษุ ใน พ.ศ.2367 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 ได้ฉายานามในทางธรรมว่า “พระวชิรญาณ” ประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ อันเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราชผู้เป็นอุปัชฌาย์ ภายหลังจากที่ทรงผนวชได้ 15 วัน สมเด็จพระบรมชนกนาถคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยองค์รัชกาลที่ 2 ได้เสด็จสวรรคตโดยไม่ได้ดำรัสสั่งมอบราชสมบัติแก่ผู้ใด ว่ากันตามนิตินัยแล้วผู้มีสิทธิขึ้นครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ 2 ก็คือ พระวชิรญาณ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) เพราะเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าราชโอรสองค์ใหญ่อันกิดแต่พระอัครมเหสี แต่เนื่องจากพระวชิรญาณทรงตัดสินพระทัยที่จะผนวชต่อไป ที่ประชุมพระราชวงค์และเสนาบดีจึงถวายราชสมบัติแก่กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ซึ่งเป็นพระองค์เจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ ผู้เจริญพระชันษากว่าพระวชิรญาณถึง 17 ปี เมื่อกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3 พระวชิรญาณได้ผนวชต่อไปจนสิ้นรัชกาลแล้วจึงลาผนวชออกไปขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 4

ขณะประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุนั้น พระวชิรญาณทรงสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ต่อมาได้ทรงเลื่อมใสในความเคร่งครัดวินัยของพระเถระชาวมอญรูปหนึ่งชื่อ ชาย พุทธวังโส หรือพระสุเมธมุนี วัดบวรมงคล มีพระประสงค์จะปฏิบัติวินัยเคร่งครัดตามแบบอย่างพระมอญ จึงเสด็จย้ายจากวัดมหาธาตุไปประทับ ณ วัดสมอราย ปัจจุบันคือ วัดราชาธิราช เมื่อ พ.ศ.2372 ทรงเข้ารับการอุปสมบทซ้ำ โดยมีพระสุเมธมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและข้อวัตรปฏิบัติจากพระสุเมธมุนีแล้วเผยแพร่การปฏิบัติเคร่งครัดวินัยแบบมอญ ต่อมาใน พ.ศ.2379 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเทียบเท่ารองเจ้าคณะใหญ่แล้วเสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสครองวัดบวรนิเวศวิหาร วัดบวรนิเวศวิหารนับว่าเป็นวัดคณะสงฆ์ธรรยุติกนิกายเป็นวัดแรกที่สมบูรณ์แบบ

พระวชิรญาณเถระ เป็นเจ้าอาวาสครองวัดบวรนิเวศวิหารอยู่ 14 ปี สร้างความเจริญให้กับธรรมยุติกนิกายเป็นอันมาก  สุดท้ายหลังพระบาทสมเด็จพระนั่งกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ได้ทรงสวรรคต พระองค์ได้ลาผนวชและเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 รวมเวลาที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุได้ 27 พรรษา

ในยุคของพระบาทสมเด็จพระจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เป็นยุคที่คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายรุ่งเรื่องมาก ไม่ต้องเกรงกลัวฝ่ายบ้านเมืองจับตาเหมือนดังแต่ก่อน ดังพระอธิบายของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในหนังสือตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร ความว่า

“ ในสมัย (รัชกาลที่4) นี้ ผู้เลื่อมใสในความปฎิบัติของพระสงฆ์สำนัก (วัดบวรนิเวศวิหาร) นี้ออกหน้า บำเพ็ญกุศลทานบริจาค เข้าวัด จำศีล ฟังเทศน์ และบรรพชาอุปสมบทได้โดยสดวกใจ ไม่ต้องรแวงผิดโดยทางรายการแผ่นดิน แต่สมเด็จพระมหาสมณะ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงรมัดอยู่ เกรงว่าจักเป็นโอกาสที่คนผู้ไม่ศรัทธาเลื่อมใสจนิง ๆ เข้ามาบวช..”

ในยุคสมัยที่พระวชิรญาณเถระ ครองวัดบวรนิเวศนั้น พระองค์ทรงปรับปรุงการศึกษาพระปริยัติธรรมมุ่งหวังให้พระภิกษุ-สามเณรในวัดศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง มีผู้สอบได้มากกว่าสำนักอื่น ๆ เล่ากันว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสร็จพระราชดำเนินไปพระราชทานผ้าพระกฐินทอดพระเนตรเห็นพระสงฆ์วัดบวรนิเวศเป็นเปรียญกันมาก ตรัสปราศัยพระภิกษุวชิรญาณหรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “ถ้าวัดของชีต้นเป็นเปรียญทั้งวัด ก็จะดีทีเดียว..”

ณ วัดบวรนิเวศวิหารนี้พระองค์ทรงสนับสนุนให้ศิษย์ที่เป็นพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ศึกษาภาษาอังกฤษด้วย พระองค์ทรงส่งพระสมณทูตไทยไปศรีลังกา ทรงตั้งโรงพิมพ์ในไทยเพื่อพิมพ์หนังสือภาษาไทยเกี่ยวกับกิจการพระศาสนาโรงพิมพ์วัดบวรนิเวศวิหาร ปัจจุบันคือ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย จึงถือว่า เป็นโรงพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย ทรงขยายฐาน สำนักสงฆ์ธรรมยุตไปอย่างแพร่หลายทั้งส่วนกลางและภูมิภาค

ส่วนคำถามที่ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ว่า การกำเนิดขึ้นของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย คือวันไหนกันแน่ ยังไม่เป็นที่สรุปชัด ในหนังสือประวัติคณะธรรมยุต สรุปได้ดังนี้

1.ในเรื่องประดิษฐานพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ถือเอาปี พ.ศ.2367 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เป็น “กาลกำเนิดคณะสงฆ์ธรรมยุติ”

2.ในเรื่องพระราชประวัติในรัชกาลที่ 4 โดยความย่อของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงกล่าวว่า การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำทัฬหีกรรม คือ อุปสมบทซ้ำในคณะสงฆ์รามัญเมื่อปี พศ.ศ 2369 ซึ่งเป็นปีที่ 2 แห่งการทรงผนวชนั้น “เป็นต้นธรรมยุติกนิกาย”

3.ในลายพระหัตถ์ฉบับหนึ่งของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอ้างพระดำรัสเล่าของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ว่า ทรงถือว่า ปี 2372 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากวัดมหาธาตุไปตั้งสำนักที่วัดสมอราย “เป็นกาลกำเนิดของคณะธรรมยุต”

4.สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงถือเอาวันที่ 11 มกราคม 2379 อันเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จจากวัดสมอรายมาอยู่ครองวัดบวรนิเวศวิหารว่า “เป็นกาลกำเนิดของคณะธรรมยุต”

ปัจจุบันวัดคณะสงฆ์ธรรมยุตกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ 3,832 วัด  เมื่อปีพ.ศ. 2557 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำรวจมีพระภิกษุธรรมยุติกนิกาย ประมาณ 33,187 รูป สามเณร  6,804 รูป  คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายได้ชื่อว่า เป็นคณะสงฆ์ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย สันโดษ เรียบง่าย ส่วนสำคัญเนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้าราชกาลที่ 4 ทรงวางระเบียบแบบแผนแนวทางวัตรปฎิบัติเอาไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งพระองค์ยังทรงผนวชอยู่นั่นเอง..

ขอบคุณภาพ..เฟชบุ๊ควัดบวรนิเวศวิหาร /วัดราชาธิวาส

พระสงฆ์เปิดอบรมฆราวาสเป็นธรรมทูตเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/602363

  • วันที่ 02 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

พระสงฆ์เปิดอบรมฆราวาสเป็นธรรมทูตเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุโรป

โดย สมาน สุดโต

จัดอบรมฆราวาสทำหน้าที่เป็นธรรมทูตครั้งแรกในโลก เพื่อปฏิบัติหน้าที่ช่วยพระธรรมทูตไทยเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ

นายสมหมาย สุภาษิต เจ้าหน้าที่แผนกประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ รายงาน จากประเทศนอรเวย์ว่า คณะอาจารย์จาก มจร.และพระธรรมทูตไทยในยุโรป ธรรมทูตคฤหัสถ์วิถีพุทธ ในต่างประเทศ ที่วัดไทยนอร์เวย์ ออสโล ประเทศนอร์เวย์ โดยมี ชาวพุทธไทยและคนท้องถิ่นจำนวน 328 จาก 11 ประเทศในยุโรปเข้าอบรมซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในโลกที่มีโครงการนี้ ผู้เข้าอบรมนอกจากได้รับการยกย่องว่าเป็นการอบรมธรรมทูตคฤาหัสถ์แล้ว ยังรับภาระหน้าที่ปกป้องคุ้มครองพุทธศาสนาด้วย

พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศ มจร. กล่าวว่า จากความสำเร็จครั้งนี้มีแผนจัดอบรมครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ.2563 ที่วัดพุทธวิหาร ประเทศเนเธอร์แลนด์

พระวิมลศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ รองประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในยุโรป กล่าวว่า การเผยแผ่พุทธศาสนาในยุโรป ของคณะพระสงฆ์ได้รับความอุปถัมภ์จากคฤหัสถ์มาก่อนแล้ว เมื่อไดัรับการอบรมเป็นธรรมทูตคฤหัสถ์ เพิ่มเติมจึงเป็นการเพิ่มความเก่ง และศักยภาพของโยมคฤหัสถ์ให้มากยิ่งขึ้น

ขณะที่ชาวพุทธไทยในยุโรปตื่นตัวช่วยเผยแผ่และปกป้องพระพุทธศาสนาเข้าอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์

พระราชปริยัติกวี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มอบหมายให้ พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่แทนในการเปิดการอบรม “ธรรมทูตคฤหัสถ์วิถีพุทธในต่างประเทศ” ณ วัดไทยนอร์เวย์ เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง วิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดไทยนอร์เวย์ สหภาพรพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป (สธย) บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และสมาคมชาวพุทธไทยในนอร์เวย์

ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการจัดการอบรมชาวพุทธคฤหัสถ์ ให้ทำหน้าที่เป็นธรรมทูตเพื่อปฏิบัติหน้าที่ช่วยพระธรรมทูตไทยในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ โดยมีชาวพุทธจำนวนกว่า 328 คน ใน 11 ประเทศ คือ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษอเมริกา ออสเตรีย สวีเดน เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ และไทย สนใจเข้าร่วมอย่างล้นหลาม

สำหรับ การอบรมครั้งนี้นอกจากจะเป็นการให้ความรู้ในเรื่องพระพุทธศาสนา การทำหน้าที่ธรรมทูตในรูปแบบคฤหัสถ์แล้ว ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและให้กำลังใจชาวพุทธ ที่ช่วยดูแลพระสงฆ์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อุปัฏฐากพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากประเทศไทย เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน ซึ่งพระสงฆ์หรือพระธรรมทูตที่ออกเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่นั้นล้วนเป็นที่พึ่งทางใจของชาวไทยในแต่ละประเทศ ซึ่งในแต่ละประเทศที่พระสงฆ์ไปอยู่และสร้างวัดขึ้นในประเทศนั้นๆ ส่วนใหญ่จะมีชาวพุทธไทยอาศัยอยู่และก็อาราธนาพระสงฆ์มาจากประเทศไทย เพื่อให้พระสงฆ์ได้เป็นที่พึ่งทางใจในยามอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน

พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) กล่าวว่า มหาเถรสมรคม (มส) ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ดำเนินการจัดอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2538 จนถึงปัจจุบัน ได้อบรมไปแล้ว 25 รุ่น มีพระธรรมทูตที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว ออกไปปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

นับเป็นความสำเร็จในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับหนึ่ง แต่การออกไปปฏิบัติศาสนกิจของพระธรรมทูตเหล่านั้น ล้วนแต่ได้รับการสนับสนุนจากเหล่าคฤหัสถ์ในประเทศนั้นๆ ทำให้พระสงฆ์สามารถอยู่อาศัยสร้างวัด นำพุทธศาสนิกชนในการศึกษา เรียนรู้และปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ได้ เนื่องจากพระสงฆ์ไทยนั้น การเป็นอยู่ล้วนต้องได้รับการอุปัฏฐากจากคฤหัสถ์ทั้งสิ้น กล่าวคือมีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยคฤหัสถ์นั่นเอง

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวอีกว่า “การจัดบรมธรรมทูตคฤหัสถ์วิถีพุทธในต่างประเทศ ชครั้งนี้ เบื้องต้นกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคฤหัสถ์ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในทวีปยุโปทั้งชายและหญิงไว้ 200 คน โดยจัดฝึกอบรมระหว่างวันที่ 27-30 ก.ย.2562 ณ วัดไทยนอร์เวย์ เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ แต่เมื่อประกาศรับสมัครออกไป ปรากฏว่า ชาวพุทธไทยทั่วโลกต่างให้ความสนใจสมัครเข้ารับการอบรม กว่า 318 คน

นอกจากเป็นชาวไทยแล้วยังมีชาวต่างชาติที่นับถือพระพุทศาสนาให้ความสนใจเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ด้วยจำนวนมากชผู้เข้ารับการอบรมนอกจากตัองการจะทำหน้าที่เป็นธรรมทูตคฤหัสถ์ ช่วยพระสงฆ์เผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว เมื่อมีการแบ่งกลุ่มกันเพื่อระดมความคิดในการช่วยพระสงฆ์เผยแผ่แล้ว ชาวพุทธเหล่านั้นต่างก็มองเห็นภัยที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทยแล้วเกิดความเศร้าใจ ซึ่งแต่ละคนต่างก็ปฏิญาณตนว่า พร้อมจะช่วยทำนุบำรุงส่งเสริมและปกป้องพระพุทธศาสนาด้วยชีวิต

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวว่า พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นศาสนาแห่งสันติภาพและนำความสงบสันติมาสู่มวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง จึงควรที่จะช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่โลกตลอดไป และถือเป็นนอร์เวย์โมเดลที่จะจัดในรุ่นต่อๆ ไป โดยในปี 2563 วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ รับที่จะเป็นเจ้าภาพจัดในรุ่นที่ 2

ด้านพระวิมลศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ รองประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในสหภาพยุโรป กล่าวว่า ถ้าจะกล่าวโดยสัจจริงแล้วการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศของพระสงฆ์ไทย จะไม่สามารถเผยแผ่ได้อย่างเต็มที่ ถ้าไม่มีคฤหัสถ์ให้ความช่วยเหลือ และที่สำคัญชาวพุทธไทยเมื่อเดินทางไปทำงานในต่างแดน แต่ละคนก็นำความเป็นพุทธและศาสนาพุทธมาเผยแผ่ด้วย และพระสงฆ์เองการที่จะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศใดได้นั้น ก็ต้องมีชาวพุทธอาราธนาให้ไป จึงสามารถไปได้

เมื่อไปแล้ว การลงหลักปักฐาน การสร้างวัด ชีวิต ความเป็นอยู่ในแต่ละวันของพระสงฆ์ก็ล้วนได้รับการเกื้อหนุนอุปัฏฐาก อุปถัมภ์ ดูแลทุกอย่างจากคฤหัสถ์ทั้งสิ้น ในฐานะที่อาตมาเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่ต่างประเทศ ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันก็มองเห็นว่า พระพุทธศาสนาในต่างประเทศทุกวันนี้ มีความเจริญรุ่งเรืองได้ก็เพราะคฤหัสถ์ การจัดอบรมพระธรรมทูตทึ่ผ่านมาก็ได้แต่พระสงฆ์ แต่พระสงฆ์เองก็ทำหน้าที่เผยแผ่ได้อย่างจำกัด ถ้าจะเทียบกับคฤหัสถ์แล้วยังถือว่าประสบผลสำเร็จน้อยกว่า และที่สำคัญ คฤหัสถ์เหล่านี้สามารถชักชวนชาวต่างชาติ ชาวท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ ให้หันมานับถือและปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาได้มากที่สุด

“อาตมาขอยกย่องว่าคฤหัสถ์ชาวพุทธในต่างประเทศมีความสามารถจริงๆ ที่สามารถชักชวนชาวต่างชาติ ชาวท้องถิ่นที่นับถือศาสนาอื่นให้หันมานับถือพระพุทธศาสนา และถือว่าเป็นผู้มีความสามารถจริงๆนำชาวต่างชาติเข้ามาวัด เวลามีกิจกรรมต่างๆ ในวัด หรือกิจกรรมที่จัดขึ้นล้วนแต่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารกันเป็นหลัก ชาวต่างชาติที่เข้ามาวัดตามที่คนไทยชักชวน เขาฟังภาษาไทยไม่ออกได้แต่นั่งมองและปฏิบัติตามคำบอกของผู้ชักชวน และก็อดทนนั่งฟัง ร่วมปฏิบัติได้เป็นวันๆ โดยไม่ปริปากบ่นเลย จะให้กราบก็กราบให้ไหว้ก็ไหว้” พระวิมลศาสนวิเทศ

นอกจากนี้ ชาวต่างชาติเมื่อเข้ามาวัดเป็นประจำ ก็ทำให้เกิดความซาบซึ้งในวิถีปฏิบัติของชาวพุทธ หันมานับถือพระพระพุทธศาสนา และเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งในการชักชวนญาติพี่น้องให้เข้ามาวัดด้วย ในช่วงแรกๆ ที่มาปฏิบัติหน้าที่พระธรรมทูต ชาวต่างชาติมักจะมองว่า เป็นศาสนาแปลกๆ ชต่างก็มองว่าจะมาทำอะไรให้ประเทศเขาวุ่นวายหรือไม่ แต่เมื่อชาวพุทธไทยชักชวนเขาเข้ามาและฝึกปฏิบัติตามแล้ว แต่ละคนก็กลับความคิด กลับมามองและเข้าใจว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ไม่มีพิษภัยต่อวิถีชวิตเขา และสามารถเข้ากับชีวิตเขาได้

อย่างไรก็ตาม จึงถือเป็นครั้งสำคัญที่เราได้มีโอกาสยกย่องเชิดชูและให้กำลังใจแก่คฤหัสถ์ ให้ทำหน้าที่ธรรมทูตคฤหัสถ์วิถีพุทธได้อย่างเต็มความภาคภูมิใจต่อไปและถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และสมกับที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะทำโครงการนี้ให้ได้ ต้องขอขอบคุณวิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ให้โอกาสและให้ความสำคัญจนสามารถจัดโครงการนี้และก็ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเครือข่ายต่างๆ จนสำเร็จ

ด้านนางกมลทิพย์ อีแวนส์ จากประเทศอังกฤษหนึ่งในคฤหัสถ์ที่เข้ารับการอบรม กล่าวว่า เมื่อทราบข่าวว่าจะมีการอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์วิถีพุทธ ก็สนใจและสมัครเข้ารับการอบรมทันที โดยเดินทางมาจากประเทศอังกฤษเพื่ออบรมในครั้งนี้ เมื่อเข้าอบรมแล้วก็รู้สึกคุ้มค่ากับที่ได้เดินทางมา พร้อมจะทำหน้าที่ธรรมทูตคฤหัสถ์ ช่วยพระสงฆ์เผยแผ่และช่วยปกป้องคุ้มครองพระพุทศาสนาอย่างเต็มความสามารถ

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นคนไทยและนับถือพระพุทธศาสนา เมื่อมาอยู่อาศัยในต่างแดนก็ไม่เคยละทิ้งความเป็นชาวพุทธ ปัจจุบันชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจพระพุทธศาสนมากโดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน การใช้สติในการดำรงชีวิต เมื่อมีโอกาสแต่ละครั้งในการรับเชิญไปร่วมงานวิชาการ หรือเป็นวิทยากร ก็จะนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปกล่าวอธิบายให้ชาวต่างชาติได้ฟังอยู่เสมอๆ และเห็นว่า เขาให้ความสนใจพระพุทธศาสนาอย่างมาก พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งวิถีชีวิตอย่างแท้จริง จึงขอให้ชาวพุทธจงภาคภูมิในความเป็นพุทธและช่วยกันเผยแผ่ ทำนุบำรุง ปกป้องพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป

อนึ่ง พระโสภณวชิราภรณ์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดป้าย ศูนย์ปฏิบัติพระธรรมทูต ประจำภาคพื้นยุโรป ณ วัดไทยนอร์เวย์ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการประสานงานและศูนย์ปฏิบัติงานของพระธรรมทูตไทยที่เดินทางเข้าไปปฏิบัติงานดังกล่าว

ชาวพุทธผนึกกำลังจัดธรรมยาตรา 5 แผ่นดินตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/602160

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 20:44 น.

ชาวพุทธผนึกกำลังจัดธรรมยาตรา 5 แผ่นดินตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ผนึกกำลังชาวพุทธลุ่มแม่น้ำโขงจัดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขงครั้งที่ 2 ในเดือนต.ค.นี้

นายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เปิดเผยว่า พิธีเปิดโครงการจัดขึ้นที่วัดพระธาตุผาเงา อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ในวันที่? 15? ต.ค.2562? โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ประธานฝ่ายสงฆ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ส่วนพิธีปิดจัดขึ้นที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยมีสมเด็จเทพวงศ์ พระสังฆราชประเทศกัมพูชา และ พล.อ.เตียบัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน

ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางธรรมยาตรา จะมีพิธีสำคัญ คือการตักบาตร และปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์ โดยมีบุคคลสำคัญในแต่ละประเทศเข้าร่วม เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์โดยใช้พุทธศาสน์ทางการทูต

ดร.คินฉ่วย ประธานสมาพันธ์พุทธเถรวาทแห่งเมียนนา และประธานสมาพันธ์พุทธแห่งเอเชีย สนับสนุนการจัดโครงการเป็นครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับ สปป.ลาว ได้มอบหมายให้นายแก้วเจริญ เซี่ยยิ่งยาง อธิบดีกรมโฆษณา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ?สปป.ลาว ระบุตรงกันว่า พร้อม 100 เปอร์เซนต์ในการจัดงาน ถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ของ สปป.ลาว ที่มีการจัดธรรมยาตรา 5 แผ่นดินขึ้น ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและไปมาหาสู่กันมากยิ่งขึ้น

สำหรับ โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ได้เริ่มต้นขึ้นตามดำริของพระมหาผ่อง สะมาเลิก ประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว รูปที่ 4 ที่สนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เพราะถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ที่ประเทศในแถบสุวรรณภูมิ จะสานสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้นในทุกมิติ โดยใช้พุทธศาสนาเชื่อมโยงจิตใจ โดยธรรมยาตรา 5 แผ่นดินครั้งที่ 1 จัดขึ้น เมื่อปี 2560 และครั้งนี้จะขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 14-31 ต.ค.2562