กินหรูอยู่สบายแค่ไหน? เจาะชีวิตบนเรือสำราญของลูกเรือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667738

วันที่ 09 พ.ย. 2564 เวลา 18:00 น.กินหรูอยู่สบายแค่ไหน? เจาะชีวิตบนเรือสำราญของลูกเรือเมื่อพูดถึงอาชีพลูกเรือบนเรือสำราญ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นอาชีพที่เงินดีแถมยังได้เที่ยวฟรี แต่อาจจะไม่ค่อยมีใครนึกไปถึงเรื่องสำคัญอย่างเรื่องปากท้องของลูกเรือที่ต้องอยู่บนเรือกันครั้งละ 8-9 เดือน

วันนี้เรามีคำตอบจากคนที่ทำงานอยู่บนเรือสำราญมาเฉลย

เมื่อเร็วๆ นี้ ไบรอัน เจมส์ หนุ่มนักดนตรีที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ทำงานอยู่บนเรือสำราญแชร์คลิปวิดีโอเกี่ยวกับอาหารการกินของลูกเรือซึ่งบอกเลยว่าน่าทานมาก

ในคลิปเจมส์เล่าว่า มีการเปลี่ยนแปลงเมนูอาหารนิดหน่อย นอกจากมีผลไม้ พาเฟต์หรือขนมหวานต่างๆ สลัดบาร์ผัดสดๆ และท็อปปิงมากมายแล้ว ยังมีเมนูเสริมอย่างเครปที่ทำกันสดๆ ใหม่ๆ

เจมส์ยังพาไปดูบรรดาชีสและเนื้อสัตว์ที่จัดเรียงอย่างสวยงามน่าทานไม่ต่างจากที่อยู่ในร้านอาหารบุฟเฟต์ที่เราคุ้นชิน

“ผมสามารถทานบุฟเฟต์กับแขกบนเรือได้ แต่เอาจริงๆ นะ ทานข้างล่างนี่ง่ายกว่า” เจมส์เล่า ก่อนจะแพนกล้องไปที่ขนมหวานนานาชนิด รวมทั้งเอแคลร์และพายมะนาว แล้วบอกว่าขนาดตัวเขาเองไม่ใช่คนชอบขนมหวานยังอดใจไม่อยู่เลยเพราะมีแต่ของอร่อย

ก่อนจะพาไปดูห้องอาหารที่เรียบง่ายของลูกเรือที่จัดเรียงโต๊ะกลมพร้อมเก้าอี้เต็มห้อง

แน่นอนว่าชาวโซเชียลที่คลิกดูคลิปของเจมส์พากันน้ำลายสอไปตามๆ กันกับอาหารหลากหลายชนิด และบางคนก็เซอร์ไพรส์ที่ลูกเรือกินหรูอยู่สบายมากๆ

ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่งถึงกับบอกว่า “พระเจ้า ฉันจะไม่ไปไหนเลยละ” อีกคนหนึ่งบอกว่า “ทำไมรู้สึกว่ากำลังจะต้องเปลี่ยนงานนะ พวกเขาเลี้ยงดูลูกเรืออย่างกับราชาราชินี มันเยี่ยมมาก”

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าของบัญชี TikTok ที่ใช้ชื่อว่า Meliesctravel ซึ่งเป็นลูกเรืออยู่บนเรือสำราญเล่าว่า ลูกเรือจะมีซูเปอร์มาร์เก็ตเฉพาะของลูกเรือ ซึ่งเต็มไปด้วยขนม อาหาร และของใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาซักผ้า ของใช้ส่วนตัว ไปจนถึงวิตามิน อาหารเสริม เครื่องดื่ม

บรรดาขนมและอาหารต่างๆ จะขึ้นอยู่กับตารางการเดินเรือ บางครั้งจะมีขนมจากเอเชีย บางครั้งเป็นขนมของคนอเมริกันไม่ต่างจากขนมในห้างสรรพสินค้าบนบก และที่สำคัญคือ ราคาไม่ต่างจากสินค้าที่ขายกันบนบกหรือบางครั้งก็ถูกกว่า

@bryanjames.music What else y’all wanna see? #cruiseship#royalcaribbean#oasisoftheseas#symphonyoftheseas#cruiseshiplife? original sound –

bryanjames.music

@meliesctravel

#cruiseshiplife #cruiseshipcrew #shiplife #royalcaribbean #cruising #caribbeancruise #lifeonboard #workandtravel #cruisetok #traveltok #cruiseship?

original sound – meliesctravel

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

ขวดละ 2 ล้านบาท ทำไมนี่จึงเป็นน้ำเปล่าที่แพงที่สุดในโลก? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667728

วันที่ 09 พ.ย. 2564 เวลา 17:00 น.ขวดละ 2 ล้านบาท  ทำไมนี่จึงเป็นน้ำเปล่าที่แพงที่สุดในโลก?มันคือ Acqua di Cristallo Tributo a Modigliani หรือที่รู้จักในชื่อ “น้ำขวดที่แพงที่สุดในโลก” จากการรับรองของ Guiness Book of World Records

มันมีราคาตั้งแต่ 275 ดอลลาร์สำหรับรุ่นคริสตัลไปจนถึง 2,900 ดอลลาร์สำหรับรุ่นทอง 24 กะรัต ไปจนถึงรุ่นราคา 6,000 ดอลลาร์ และยังมีรุ่น “โคตรแพง” มูลค่า 3.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ประดับด้วยเพชร 6,000 เม็ด เหมาะสำหรับมหาเศรษฐีที่มีเงินใช้จ่ายแบบไม่ต้องคิดมาก

มันแพงมาก แต่ผู้ผลิตมันขึ้นมาอ้างว่ารายได้จะนำไปสนับสนุนมูลนิธิเพื่อปกป้องโลกจากภาวะโลกร้อน แม้ว่ามันจะวางขายมานานหลายปีแล้ว แต่ก็เข้ากระแสการประชุมเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน COP26 พอดี

น้ำขวดนี้ไม่ธรรมดา มันประกอบไปด้วยน้ำจากสถานที่ต่างกัน 3 แห่ง ส่วนหนึ่งมาจากน้ำพุในฝรั่งเศส ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมาจากน้ำพุในฟิจิ สุดท้ายนี้ ส่วนที่สามมาจากธารน้ำแข็งในไอซ์แลนด์

แน่นอนว่า สำคัญคนทั่วไปมันก็คือน้ำธรรมดาหรือจะให้ดีหน่อยคือน้ำแร่ธรรมดานี่เอง แต่นั่นไม่ใช่ตัวกำหนดคุณค่าเสมอไป สิ่งที่สำหนดคุณค่าของมันคือการเป็น “น้ำเปล่า” ที่มาจากแหล่งที่มาจากคนละมุมโลกห่างกันหลายพันกิโลเมตร และเป็นแห่งที่ขึ้นชื่อเรื่องความบริสุทธิ์ของน้ำ

อีกสาเหตุหนึ่งมาจากบรรจุภัณฑ์ของมัน “น้ำเปล่า” ขวดนี้ออกแบบโดยเฟร์นันโด อัลตามิราโน (Fernando Altamirano) เป็น CEO เจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัทออกแบบชื่อ Paolo di Verachi Studio ซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุดในด้านการออกแบบขวดบรรจุภัณฑ์ราคาแพง

ชื่อของน้ำเปล่าพวกนี้คือ Acqua di Cristallo Tributo a Modigliani ซึ่งเป็นภาษาอิตาเลียนที่แปลว่า “น้ำคริสตัลเพื่ออุทิศถึงอามาเดโอ โมดิลญานี” ซึ่งโมดิลญานีเป็นจิตรกร/ประติมากรที่มีชื่อเสียงชาวอิตาเลียนในยุคโมเดิร์น และขวดน้ำเปล่าที่ว่านี้ก็มีหน้าตาคล้ายกับประติกรรมของโมดิลญานีนั่นเอง

โมดิลญานีเป็นศิลปินอาภัพคนหนึ่ง แม้ว่าผลงานของเขาจะเป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่งของศิลปะสมัยใหม่ แต่เมื่อตอนที่เขามีชีวิตอยู่นั้น เขาเคยากจน จนเสียจนกระทั่งน้อยใจโยนภาพเขียนทิ้งลงคลองเพราะท้อในโชคชะตา แต่หลังจากเสียชีวิตไปแล้วภาพและประติมากรรมของเขามีมูลค่ามหาศาล แน่นอน เขาไม่มีโอกาสได้เสวยสุขจากมูลค่ามหาศาลนั้น

ชั่วชีวิตของเขาจัดการแสดงนิทรรศการเดี่ยวเพียงงานเดียวในชีวิตและต้องใช้งานศิลปะไปแลกอาหารในร้านอาหาร เขาเสียชีวิตอย่างยากไร้

แต่หนึ่งในภาพเขียนของเขาทำเงินได้ 170,405,000 ดอลลาร์ที่การประมูลโดยสถาบัน Christie’s ในนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2015 ซึ่งะติดอันดับหนึ่งในภาพวาดที่แพงที่สุดที่เคยขายกันมา

และน้ำขวดโคตรแพงก็มีความเกี่ยวข้องกับโมดิลญานีแค่นั้นเองแถมยังสวนทางกับชีวิตที่แสนอาภัพของเขาด้วย ทำให้นักวิจารณ์บางคนบอกว่ามันเป็นการโฆษณาที่เกินจริง และยังชี้ว่าการอ้างเรื่องบริจาคเงินให้โครงการแก้ปัญหาโลกร้อน ดูจะสวนทางกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบที่ทำลายโลกมากกว่าจะช่วยปกป้องมัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ขาย Acqua di Cristallo บอกว่าจะบริจาค 15% ของการขายน้ำดื่มบรรจุขวดทั้งหมดเพื่อนำไปสู้ภาวะโลกร้อน อัตราแค่นี้ดูเหมือนจะน้อย แต่มันไม่ได้น้อยเลย เพราะสำหรับน้ำขวดเดียวที่มูลค่า 60,000 ดอลลาร์ จะมีเงิน 9,000 ดอลลาร์ถูกเจียดไปให้กับการบริจาค

Photo by Andreas SOLARO / AFP

เรียนไปก็ไร้ประโยชน์? ผลวิจัยชี้คนฐานะดีประสบความสำเร็จมากกว่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667717

วันที่ 09 พ.ย. 2564 เวลา 15:29 น.เรียนไปก็ไร้ประโยชน์? ผลวิจัยชี้คนฐานะดีประสบความสำเร็จมากกว่า การตั้งใจเรียนในโรงเรียนไม่ใช่ปัจจัยการันตีความสำเร็จในชีวิตอีกต่อไป

หลายคนมีความเชื่อว่าหากตั้งใจเรียนในโรงเรียนเราจะสามารถหางานดีๆ มีเงินเดือนเยอะๆ และในที่สุดเราจะประสบความสำเร็จ แต่ในยุคนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว

สำนักข่าว VICE รายงานว่า การวิจัยเรื่อง Social Class Mobility in Modern Britain: Changing Structure, Constant Process (การขยับสถานะของชนชั้นทางสังคมในอังกฤษยุคใหม่: โครงสร้างที่เปลี่ยนแปลง กระบวนการที่ไม่เปลี่ยนแปลง) ของจอห์น โกลด์ธอร์ป (John Goldthorpe) นักสังคมวิทยาชื่อดังจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบว่า การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ในอังกฤษแทบไม่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด กล่าวคือ นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 หรือเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตล้วนเป็นคนที่มาจากครอบครัวร่ำรวยทั้งสิ้น

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ความร่ำรวยเป็นปัจจัยการันตีความสำเร็จอย่างดี

“หลายศตวรรษที่ผ่านมา นโยบายด้านการศึกษามองข้ามไปโดยสิ้นเชิงว่าคนรุ่นใหม่ทั้งชายและหญิงยากที่จะประสบความสำเร็จเท่ากับคนรุ่นพ่อแม่หรือรุ่นปู่ย่าตายายแม้ว่าจะเรียนเก่งกว่าก็ตาม” โกลด์ธอร์ปเผยกับ VICE Impact “คือพวกเขามีโอกาสน้อยมากที่จะประสบความสำเร็จจนขยับสถานะทางสังคมขึ้นไปได้”

การวิจัยของโกลด์ธอร์ปแสดงให้เห็นว่า การลงทุนกับการศึกษาในระดับชาติมีผลน้อยมากกับการขยับสถานะทางสังคม เนื่องจากครอบครัวที่ร่ำรวยจะใช้ทุนทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมเพื่อให้แน่ใจว่าลูกๆ ของพวกเขานำหน้าคนอื่นๆ

โกลด์ธอร์ฟมองว่า ปัจจัยเดียวที่จะทำให้คนคนหนึ่งขยับสถานะทางสังคม ไม่ได้ชึ้นอยู่กับว่าพวกเขาทุ่มเทความพยายามในการศึกษาเล่าเรียนเท่าใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ปกครองทุ่มเทเงินทองให้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ด้าน แวนดา ไวปอร์สกา คณะกรรมการบริหาร The Equality Trust องค์กรที่รณรงค์ด้านความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ เผยกับ VICE Impact ว่า “การศึกษาก็สำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกๆ คนมีโอกาสเท่าๆ กันอย่างเห็นได้ชัด หรือที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตคนจากพื้นเพที่ยากจน”

“ในหลายๆ อาชีพ คนที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเอกชนได้รับเงินเดือนสูงกว่าคนที่จบจากสถาบันของรัฐ แม้ว่าพวกเขาจะได้รับวุฒิการศึกษาระดับเดียวกันจากมหาวิทยาลัยเดียวกันก็ตาม ทั้งยังมีช่องว่างของรายได้ที่แตกต่างกันมากเพราะชนชั้นในอาชีพชั้นนำในอังกฤษ” ไวปอร์สกากล่าว

ยกตัวอย่าง แม้ว่าจะมีนักเรียนในอังกฤษในระดับหัวกะทิมากกว่าในรุ่นก่อน แต่ที่ว่างในมหาวิทยาลัยชั้นนำยังมำอยู่จำกัดเหมือนเดิม หนำซ้ำยังถูกสงวนไว้สำหรับเด็กนักเรียนจากครอบครัวร่ำรวยที่จบมาจากโรงเรียนเอกชนเท่านั้นเพราะค่าเล่าเรียนค่อนข้างสูง 

นอกจากนี้ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในอังกฤษทำให้มีนักศึกษาจบใหม่มากกว่าตำแหน่งงานว่าง ทำให้ไม่สามารถขจัดความไม่เท่าเทียมและปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายควรดำเนินการเพื่อลงทุนในด้านความเท่าเทียมกันของการครองชีพ สภาพสังคม และเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา

การวิจัยของโกลด์ธอร์ปปิดท้ายด้วยการเตือนถึงวิธีกาควบคุมกับดักการขยับสถานะทางสังคมไว้ว่า ‘ผู้กำหนดนโยบายที่มุ่งมั่นในแนวคิดเรื่อง “โอกาสที่มากขึ้นสำหรับทุกคน” อาจทำได้ดีหากมุ่งเน้นความพยายามในการลดความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม และสร้างตำแหน่งงานว่างสำหรับบุคลากรที่มีทักษะการจัดการระดับสูงและเป็นมืออาชีพ แล้วปล่อยให้การขยับสถานะทางสังคมดูแลตัวมันเอง’

REUTERS/Hannah McKay

จีนเสนอเงินสด 5 แสน แจ้งเบาะแสใครแพร่โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667708

วันที่ 09 พ.ย. 2564 เวลา 13:29 น.จีนเสนอเงินสด 5 แสน แจ้งเบาะแสใครแพร่โควิด-19เมืองเฮยเหอ มณฑลเฮยหลงเจียง เสนอรางวัลเงินสด 5 แสนบาทสำหรับผู้แจ้งเบาะแสโควิดระบาดในพื้นที่

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเจ้าหน้าที่เมืองเฮยเหอ มณฑลเฮยหลงเจียง ทางตอนเหนือของจีนซึ่งมีพรมแดนติดกับรัสเซีย เสนอเงินรางวัลมูลค่า 100,000 หยวน หรือกว่า 512,000 บาทสำหรับผู้ที่แจ้งเบาะแสต้นตอของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ ท่ามกลางการแพร่ระบาดระลอกใหม่ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

“เพื่อค้นหาต้นตอของการแพร่ระบาดระลอกใหม่โดยเร็วที่สุด จำเป็นต้องทำสงครามประชาชนเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด” รัฐบาลท้องถิ่นกล่าว

เจ้าหน้าที่ระบุว่าการลักลอบนำเข้าและล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมาย ตลอดจนการทำประมงข้ามพรมแดนควรได้รับรายงานต่อเจ้าหน้าที่ และส่งพวกเขาไปตรวจหาเชื้อทันที พร้อมชี้ว่าการลักลอบเดินทางข้ามพรมแดนและการฝ่าฝืนกฎหมายอื่นๆ เป็นเหตุให้โควิด-19 แพร่ระบาดไปในหลายพื้นที่

ทั้งนี้ จีนเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาระลอกล่าสุด ซึ่งแพร่กระจายไปมากกว่า 40 เมืองใน 20 มณฑลทั่วประเทศ ทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเป็นตัวเลขสองหลักในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในวันนี้ (9 พ.ย.) จีนรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศอยู่ที่ 43 คน

ขณะที่หลายประเทสประเทศยกเลิกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดแต่หันมาใช้กลยุทธ์อยู่ร่วมกับโควิด-19 แต่จีนยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์กำจัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ โดยยังคงใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปิดชายแดน และมาตรการกักตัวที่เข้มงวด

การแพร่ระบาดระลอกล่าสุดส่งผลให้ประชาชนนับล้านอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์และกฎการเดินทางภายในประเทศที่เข้มงวดขึ้น โดยเครื่องบินและรถไฟจำนวนมากถูกยกเลิก

ขณะที่หน่วยงานด้านสุขภาพเรียกร้องให้มีการฉีดวัคซีนเด็กให้เร็วขึ้นเนื่องจากพบการแพร่ระบาดคลัสเตอร์ใหม่ที่เชื่อมโยงกับโรงเรียน ซึ่งข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่ามีการให้วัคซีนมากกว่า 3.5 ล้านโดสแก่เด็กอายุระหว่าง 3 ถึง 11 ปี โดยมีผู้ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วกว่า 1 พันล้านคน

Photo by GREG BAKER / AFP

เฟดเตือนวิกฤต Evergrande เสี่ยงต่อระบบการเงินทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667702

วันที่ 09 พ.ย. 2564 เวลา 12:30 น.เฟดเตือนวิกฤต Evergrande เสี่ยงต่อระบบการเงินทั่วโลกธนาคารสหรัฐเตือนวิกฤตหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนเสี่ยงกระทบต่อระบบการเงินสหรัฐและทั่วโลก

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตือนว่าวิกฤตหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินสหรัฐและทั่วโลก รวมถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่มีหนี้มหาศาลมูลค่ากว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐอย่าง Evergrande

เฟดกล่าวในรายงานเสถียรภาพทางการเงินรายครึ่งปีฉบับล่าสุดระบุว่า ด้วยขนาดของเศรษฐกิจและระบบการเงินของจีน ตลอดจนความเชื่อมโยงทางการค้าที่กว้างขวางกับส่วนอื่นๆ ของโลก ความตึงเครียดในระบบการเงินของจีนอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของสหรัฐและทั่วโลก

โดยเน้นย้ำให้หน่วยงานกำกับดูแลของทางการจีนเร่งดำเนินการ และเตือนว่าความตึงเครียดดังกล่าวอาจทำให้เกิดการปรับฐานราคาอสังหาริมทรัพย์อย่างกะทันหันซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบทางการเงินของจีน

รายงานกล่าวต่อว่าในฐานะหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของจีน จึงส่งผลให้ภาระหนี้ก้อนโตของ Evergrande กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเขย่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของประเทศ

นอกจากนี้ระดับการลงทุนในพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์ของนักลงทุนจีนอ่อนค่าลงเมื่อวันจันทร์ (8 พ.ย.) ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์

คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณ 2 เดือนหลังจากที่เจอร์โรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) กล่าวว่าวิกฤตหนี้ของ Evergrande นั้นไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงต่อสหรัฐ แต่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก

ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมาว่าผู้ถือพันธบัตรสกุลเงินต่างประเทศที่ออกโดย Evergrande ยังไม่ได้รับชำระดอกเบี้ยที่ครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 6 พ.ย. ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 2 เดือนที่บริษัทไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนด

Photo by Hector RETAMAL / AFP

นักลงทุนหวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ยหลังเงินเฟ้อพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667690

วันที่ 09 พ.ย. 2564 เวลา 11:10 น.นักลงทุนหวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ยหลังเงินเฟ้อพุ่งบรรดานักลงทุนกังวลอัตราเงินเฟ้อพุ่ง หวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างรายงานของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งระบุว่าขณะนี้บรรดานักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นความกังวลหลักของนักลงทุนแทนที่ความกังวลจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19

จากการสำรวจโดยเฟดพบว่าประมาณ 70% ของนักลงทุนในตลาดมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อและนโยบายที่เข้มงวดขึ้นของเฟดเป็นความกังวลหลักในช่วง 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้า แซงหน้าความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการปราบปรามด้านกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้นจากจีน

ทั้งนี้ เฟดกำลังรับมือกับความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางการถกเถียงว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด ขณะที่เฟดเองก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

โดยก่อนหน้านี้ริชาร์ด คลาริดา รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่าภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอาจผลักดันให้เฟดต้องปรับขึ้นราคาดอกเบี้ยภายในสิ้นปีหน้า

เช่นเดียวกับเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ ซึ่งมองว่ามีแนวโน้มที่เฟดจะปรับขึ้นราคาดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในปีหน้า

หากภาวะเงินเฟ้อยังคงดำเนินไปนานกว่าที่คาดการณ์ไว้อาจต้องปรับลดและยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ภายในไตรมาสแรกของปีหน้าเพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อหากมีความจำเป็น นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับสูงไปตลอดทั้งปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโกกล่าวว่ามีความน่ากังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงสูง และคาดว่าจะสูงขึ้นอีกในปีหน้า แต่เชื่อว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนถึงปี 2023

“หากคาดการณ์เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาก แน่นอนว่าจะต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ผมคิดว่าจะยังไม่เกิดขึ้นจนถึงปี 2023” อีแวนส์กล่าว

AFP PHOTO / OZAN KOSE

ทำลายสถิติอีกครั้ง Bitcoin ไต่ระดับสูงสุด $67,000 ครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667680

วันที่ 09 พ.ย. 2564 เวลา 09:53 น.ทำลายสถิติอีกครั้ง Bitcoin ไต่ระดับสูงสุด $67,000 ครั้งแรกมูลค่าเกินจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม ขณะที่มูลค่าของตลาดคริปโตก็ทำลายสถิติเช่นกัน

Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุด พุ่งทะลุ 67,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก สร้างสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล โดยมูลค่าเพิ่มขึ้นมากถึง 2.3% เป็น 67,662 ดอลลาร์ในการซื้อขายช่วงต้นของเอเชียในวันอังคาร

ในขณะที่ Ether สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองตามมูลค่าตลาด ขึ้นมาแตะ 4,800 ดอลลาร์ ทั้งสองเหรียญมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวตั้งแต่เดือนมิถุนายน และเพิ่มเกือบ 70% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม

Bloomberg รายงานว่าการไต่ระดับขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของกระแสคึกคักของตลาดคริปโต ทำให้มูลค่าของคริปโตโดยรวมขึ้นมาอยู่ที่ 3 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว

ณ เวลา 04:15 น. ในนิวยอร์ก มูลค่าตามราคาตลาดโดยรวมของสกุลเงินดิจิทัลอยู่ที่ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ CoinGecko โทเค็นที่ใหญ่เป็นอันดับสามและสี่อย่าง Binance Coin และ Solana มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา เหรียญที่ใหญ่ที่สุดทั้งเจ็ดเหรียญก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

Photo by Ozan KOSE / AFP

ต่างชาติถึงกับอึ้ง! เมื่อเจอคนเร่ร่อนเกลื่อนสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667647

วันที่ 08 พ.ย. 2564 เวลา 20:00 น.ต่างชาติถึงกับอึ้ง! เมื่อเจอคนเร่ร่อนเกลื่อนสหรัฐ กลายเป็น Culture Shock เมื่อต่างชาติเจอคนไร้บ้านจำนวนมากอาศัยอยู่ตามท้องถนนในสหรัฐอเมริกา

หญิงชาวจีนคนหนึ่งถึงกับตกตะลึงเมื่อเธอเห็นคนไร้บ้านจำนวนมากอาศัยอยู่ตามท้องถนนในสหรัฐอเมริกา โดยเธอได้โพสต์วิดีโอผ่านทาง TikTok (@lialiu_chinese) เล่าถึง “สิ่งที่คนจีนไม่เข้าใจในอเมริกา” เมื่อเธอย้ายไปอาศัยอยู่กับสามีในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“ฉันเป็นคนจีน และย้ายไปอเมริกาเมื่อ 2 ปีก่อน มีบางอย่างที่กวนใจฉันมาก ทำไมอเมริกาถึงมีคนเร่ร่อนมากขนาดนี้?” เธอเล่าว่าสมองของเธอแทบระเบิดเมื่อพบเต็นท์จำนวนมากเรียงรายอยู่ข้างถนน และสามีบอกกับเธอว่านั่นไม่ใช่การแคมป์ปิ้งแต่คือที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้าน

“พวกเขานอนข้างถนนกันแบบนี้เลยหรอ? ฉันรู้สึกว่ามันแปลกมาก ที่นี่ไม่มีที่พักสำหรับพวกเขาเลยหรอ?”

สามีของเธออธิบายว่าที่สหรัฐมีศูนย์พักพิงสำหรับคนไร้บ้าน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะอยากอยู่ที่นั่น เพราะมันมีกฎมากมายที่พวกเขาต้องปฏิบัติตาม บางคนมีปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดหรือปัญหาด้านสุขภาพจิต พวกเขาไม่ชอบการถูกควบคุมจึงเลือกที่จะนอนข้างถนน

นั่นทำให้เธอประหลาดใจมาก “ตอนที่ฉันอยู่ประเทศจีน ฉันเห็นวิดีโอพวกนี้เป็นประจำ ชาวอเมริกันหลายคนช่วยชีวิตสุนัขจรจัด แมวจรจัด ให้บ้านกับพวกมัน แล้วคนล่ะ? ไม่หาบ้านให้คนบ้างหรอ?”

ยิ่งไปกว่านั้น เธอแปลกใจมากที่เพื่อนๆ ชาวอเมริกันของเธอทุกคนแนะนำให้เธอหลีกเลี่ยงการสบตาคนเหล่านั้น หากพวกเขาเข้ามาคุยด้วยให้เธอรีบเดินหนีไปเพื่อความปลอดภัยของเธอเอง ซึ่งเธอรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าประเทศจีนไม่มีคนเร่ร่อน มีผู้พลัดถิ่นหลายแสนคนเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ การถูกทอดทิ้ง ปัญหาสุขภาพจิต และการล็อกดาวน์จากโควิด-19

“เวลาพวกคุณเห็นหมาแมวจรจัดคุณให้ข้าวให้น้ำพวกมัน แต่กับคนจรจัดคุณทำเป็นมองไม่เห็น…ฉันไม่เข้าใจ ไม่มีใครคิดจะทำอะไรเลยหรอ” เธอกล่าวพร้อมเล่าว่าถ้าพบเห็นคนไร้บ้านที่ประเทศจีนจะต้องแจ้งตำรวจ และตำรวจจะพาไปส่งที่สถานีรถไฟพร้อมให้ตั๋วฟรีเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิดซึ่งพวกเขาสามารถเข้าถึงศูนย์พักพิงในท้องถิ่นได้

“ฉันยังได้ยินมาอีกว่าคุณต้องมีที่อยู่ถ้าจะหางานทำในอเมริกา ซึ่งในประเทศจีนแค่คุณมีบัตรประชาชนก็พอจะหางานทำได้แล้ว อย่างการเป็นพนักงานเสิร์ฟ ซึ่งคุณจะได้อาหาร ที่พัก และเงินเดือน แม้จะไม่ได้มากมายนัก แต่มันง่ายมากที่จะหางานทำโดยไม่ต้องมีที่อยู่ก็ได้ มันไม่สมเหตุสมผลเลยในอเมริกา”

@lialiu_chinese

Why are there SO MANY homeless ppl in America??!

 ##lialiu ##language ##languagelearning ##chinese ##learnchinese ##tutor ##edu ##learn ##learnontiktok ##todayilearned ##hanyu ##中文 ##beijing ##china ##asian ##mandarin ##中国 ##homeless ##homelesspeople ##culture ##cultureshock ##why ##how ##america ##americavschina

original sound – lialiu_chinese

ขณะนี้วิดีโอดังกล่าวมียอดชมมากกว่า 1.7 ล้านครั้ง ท่ามกลางความคิดเห็นจำนวนมากที่วิพากษ์วิจารณ์ระบบของสหรัฐในการจัดการกับปัญหาคนยากจนและคนเร่ร่อน

หนึ่งในผู้แสดงความคิดเห็นกว่า 2 หมื่นรายการกล่าวว่า “ในฐานะชาวอเมริกันที่ย้ายไปจีนเมื่อปีที่แล้ว วัฒนธรรมที่น่าตกใจที่สุด (Culture Shock) เรื่องหนึ่งคือการไม่เห็นคนไร้บ้านอาศัยอยู่ตามท้องถนน”

ขณะที่อดีตนักสังคมสงเคราะห์คนหนึ่งอธิบายว่ามีหลายปัจจัยนอกเหนือจากปัญหาสุขภาพจิตหรือยาเสพติตที่ทำให้คนไร้บ้านเลือกที่จะไม่อาศัยในศูนย์พักพิง “ศูนย์พักพิงบางแห่งลดทอนความเป็นมนุษย์หรือไม่ปลอดภัยที่พวกเขาจะเข้าไป”

ผู้ใช้อีกรายหนึ่งเผยว่า “ฉันเป็นคนไร้บ้านมาก 6 เดือนแล้ว และเลือกที่จะไม่อาศัยในศูนย์พักพิงเพราะมันไม่ปลอดภัย บางที่ยังบังคับให้ต้องปฏิบัติธรรม”

บทความหนึ่งบนเว็บไซต์ Indianajo ซึ่งเล่าถึง culture shock เมื่อเดินทางไปยังประเทศต่างๆ โดยหนึ่งในนั้นคือจำนวนคนไร้บ้านในสหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและจำนวนคนไร้บ้านในประเทศทำให้เขาประหลาดใจ แม้ว่าจะเดินทางไปเยือนสหรัฐมาแล้วหลายครั้ง

เมื่อเดือนที่แล้ว Global Times สำนักข่าวจีนเผยภาพเปรียบเทียบสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินในเมืองอุรุมชี ในเขตปกครองตนเองซินเจียง และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเก่าสภาพทรุดโทรมในนิวยอร์กซิตี้ ที่ถูกโพสต์ผ่านทาง Twitter โดย Bosco Dantas

รายงานระบุว่าแม้จะไม่ยุติธรรมที่จะเปรียบเทียบสถานีที่เพิ่งสร้างใหม่กับสถานีที่สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่มันถูกตั้งคำถามว่า “ทำไมสหรัฐถึงใช้เงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์ในอัฟกานิสถานได้ แต่ไม่ปรับปรุงซ่อมแซมรถไฟใต้ดินที่พวกเขาต้องนั่งทุกวัน”

ผู้ใช้ทวิตเตอร์บางคนเข้ามาโต้แย้งว่าแม้สถานีรถไฟในซินเจียงจะมีโครงสร้างที่ทันสมัย แต่ในเมืองก็ยังมีประชากรยากจนจำนวนมาก นั่นถูกแย้งกลับทันทีโดยการเปรียบเทียบคนไร้บ้านบนท้องถนนในสหรัฐอเมริกาและผู้คนที่เดินเล่นย่านช้อปปิ้งในซินเจียง

ไม่ใช่แค่ชาวต่างชาติเท่านั้น แต่แม้กระทั่งคนอเมริกันในชนบทเองก็ต้องตกตะลึงกับจำนวนคนไร้บ้านเมื่อพวกเขาไปเยือนเมืองใหญ่ โดยกระทู้หนึ่งใน reddit ซึ่งตั้งคำถามว่า “ชาวอเมริกันในชนบท อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเกิด culture shock เมื่อไปเยือนเมืองใหญ่อย่างลอสแอนเจลิส หรือนครนิวยอร์ก?” มีหลายคนที่ตอบว่า “คนไร้บ้าน”

ปัญหาคนเร่รอนในอเมริกา

ผู้คนกว่าครึ่งล้านทั่วอเมริกาไม่มีที่อยู่อาศัย โดยในทุกๆ วันมีคนเร่ร่อนประมาณ 17 ต่อ 10,000 คน และมีผู้เสียชีวิตหลายพันคนต่อปี พวกเขาติดอยู่ในวัฏจักรแห่งความยากจนและไม่สามารถทำงานที่มั่นคงเพื่อหาเลี้ยงชีพได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังขาดความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากรัฐบาล

Savannah Morning News ระบุว่ามีคนไร้บ้านในสหรัฐมาโดยตลอด แต่ในปีนี้ปัญหาคนไร้บ้านกำลังกลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่อย่างรวดเร็ว ตัวเลขคนไร้บ้านในสหรัฐไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีเท่าไร โดยการประมาณครั้งล่าสุดมีตั้งแต่ 600,000 ไปจนถึงมากกว่า 1.5 ล้านคน แต่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

ปัญหาคนไร้บ้านเป็นปัญหาระดับโลกที่ซับซ้อนและมีหลายมิติไปมากกว่าการขาดแคลนที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัญหาที่แพร่หลายในสังคมทั่วโลก แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสหรัฐ ซึ่งจะต้องใช้วิธีแก้ปัญหาในหลายแง่มุม ซึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย ข้อบังคับ และงบประมาณ ทั้งในระดับประเทศ รัฐ และท้องถิ่น

Photo by REUTERS/Shannon Stapleton

ไม่ต้องพึ่งเงินเดือน สาวเสิร์ฟได้ทิปสัปดาห์ละ 4 หมื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667634

วันที่ 08 พ.ย. 2564 เวลา 18:02 น.ไม่ต้องพึ่งเงินเดือน สาวเสิร์ฟได้ทิปสัปดาห์ละ 4 หมื่นหลังจากมีกรณีพนักงานเสิร์ฟอเมริกันทำงานเดือนกว่าได้ค่าแรงไม่ถึง 1 เซนต์ ก่อนหน้านี้พนักงานสาวอีกคนเผยว่าเธอได้ทิปถึงสัปดาห์ละ 4 หมื่นบาท

ตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2019 ใครก็ตามที่ทำงานในร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะอยู่ในรัฐใด จะต้องได้รับเงินขั้นต่ำ 7.25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง (ราว 239.78 บาท)

ไม่ใช่แค่นั้น บางรัฐยังกำหนดค่าแรงในอัตราขั้นต่ำที่กำหนดโดยรัฐบาลกลาง ดังนั้นพนักงานเสิร์ฟจึงอาจได้แค่ 2.13 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง (ราว 70 บาท) เช่น ในเซาท์แคโรไลนา นอร์ทแคโรไลนา เท็กซัส และเนบราสก้า

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ calculator.net ระบุว่าในสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องปกติที่จะให้ทิป 15% ของราคาสินค้าและบริการก่อนหักภาษี เช่น มูลค่า 55 ดอลลาร์ ถ้าบวกทิป 15% จะเพิ่มขึ้นมา 8.25 รวมเป็น 63.25 ดอลลาร์

เนื่องจากค่าแรงของพนักงานเสิร์ฟในสหรัฐมีอัตราที่ต่ำมาก พนักงานกลุ่มนี้จึงต้องพึ่งพาทิปจากลูกค้า อัตราการให้ทิปในสหรัฐจึงสูงมาก และพนักงานเสิร์ฟบางคนยังได้รับทิปรวมแล้วสูงกว่ารายได้ของพนักงานทั่วๆ ไปเสียอีก ยังไม่นับบางเหตุการณ์ที่ลูกค้าประทับใจพนักงานเป็นพิเศษจนอาจจะมอบทิปในการบริการครั้งเดียวถึง 1,000 ดอลลาร์หรืออาจจะมากกว่านั้น

ตัวอย่างของพนักงานที่ได้ทิปเป็นจำนวนมากที่ได้รับการเปิดเผยเร็วๆ นี้ เช่น คริสเตน ซองเกอร์ (Kirsten Songer) สมาชิก TikTok ที่รู้จักกันในชื่อ ‘The flat Hooters girl’ ออกมาเผยรายได้ต่อสัปดาห์ในฐานะพนักงานเสิร์ฟของร้าน Hooters ซึ่งเป็นเชนร้านอาหารในสหรัฐที่เน้นพนักงานเสิร์ฟสาวๆ เซ็กซี่ที่เรียกว่า “Hooters Girls”

ในคลิปเกือบหนึ่งนาที ซองเกอร์เผยว่าในระหว่างสัปดาห์ เธอได้ทิปอยู่ระหว่าง 50 ดอลลาร์ถึง 408 ดอลลาร์ต่อวัน (ประมาณ 1,653 – 13,494 บาท) เธอยังเพิ่มเงินอีก 60 ดอลลาร์จาก “ผู้ชายที่บาร์” หลังจากที่เธอไปคุยกับเขา (ซึ่งเป็นงานอย่างหนึ่งของสาวๆ Hooters Girls)

โดยรวมแล้ว ซองเกอร์ได้รับทิปประมาณ 1,310 ดอลลาร์ (เกือบ 43,325 บาท) ในระหว่างสัปดาห์ หมายความว่ารายได้ต่อปีของเธอจะอยู่ที่ประมาณ 70,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 231,5075 บาท) ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนเฉลี่ยในรัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งอยู่ที่ 54,672 ดอลลาร์ต่อปี (ราว 1,808,139 บาท) ตามข้อมูลของ Ziprecruiter ประจำปีนี้

เงินทิปของซองเกอร์ยังสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของเงินเดือนทั้งปีของผู้ประกอบอาชีพด้านดีไซน์และงานด้านสื่อในสหรัฐ ที่อยู่ที่ 64,400 ดอลาร์ จากข้อมูลของ Statista Research Department

ไม่น่าแปลกใจที่ซองเกอร์ยังทำงานนี้ ทั้งๆ ที่เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนา ปัจจุบันเข้าเรียนที่โรงเรียนแพทย์ แต่ยังคงทำงานกับ Hooters

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่แฮปปี้กับรายได้จากทิป เนื่องจากมันไม่ใช่หลักประกันที่แน่นอนในชีวิต ตัวอย่างเช่น เมื่อต้นเดือนตุลาคมพนักงาน Hooter ที่ชื่อ Rose ออกมาใช้ TikTok เรียกร้องให้เพิ่มรายได้แค่ 2 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง เป็น 8 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง หลังจากเธอทราบว่าเจ้าของบริษัททำรายได้มากถึง 500 ล้านดอลาร์เมื่อปีที่แล้ว

ภาพ TikTok

ประเดิมแล้ว จีนใช้ ‘หยวนดิจิทัล’ ครั้งแรกในงานมหกรรม CIIE #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667650

วันที่ 08 พ.ย. 2564 เวลา 17:04 น.ประเดิมแล้ว จีนใช้ ‘หยวนดิจิทัล’ ครั้งแรกในงานมหกรรม CIIEจีนไม่รอช้าเดินหน้าใช้เงินดิจิทัลที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็เล็งๆ จะทำแต่ยังไม่เร็วเท่าจีน

เซี่ยงไฮ้, 8 พ.ย. (ซินหัว) — สกุลเงินดิจิทัลของจีน หรือหยวนดิจิทัล (e-CNY) ถูกใช้ทำธุรกรรมที่ร้านอาหาร บูธจัดแสดงสินค้า และตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเป็นครั้งแรก ภายในงานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) ครั้งที่ 4

งานมหกรรมฯ มีบริษัทเกือบ 3,000 แห่งจาก 127 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกเข้าร่วมจัดแสดงสินค้า โดยตัวแทนบริษัทและผู้เข้าร่วมงานสามารถใช้เงินหยวนดิจิทัลชำระค่าอาหารหรือซื้อของที่ระลึกภายในงานได้

ฉู่อี้เฟิง พนักงานธนาคารแห่งประเทศจีน (BOC) ระบุว่าธนาคารฯ จัดตั้งบูธ 6 จุดภายในงานมหกรรมฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการสมัครกระเป๋าเงินหยวนดิจิทัล โดยแต่ละวันมีผู้สนใจสมัครราว 60-80 คน

ผู้บริโภคจะได้รับส่วนลด “30 จาก 50” เมื่อชำระค่าสินค้าด้วยเงินหยวนดิจิทัลที่ร้านขายของที่ระลึกของศูนย์การประชุมและนิทรรศการแห่งชาติ (เซี่ยงไฮ้) ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานมหกรรมฯ รวมถึงสามารถใช้ส่วนลดข้างต้นกับร้านอาหารชื่อดังอย่างพิซซ่า ฮัท และเคเอฟซี ด้วย

ทั้งนี้ หยวนดิจิทัลเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารประชาชนจีน (PBOC) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของจีน และบริหารจัดการโดยผู้ดำเนินการที่ได้รับอนุญาต ถือเป็นเครื่องมือการชำระเงินแบบไฮบริดที่อิงมูลค่า บัญชีเสมือน และบัญชีเป็นพื้นฐาน โดยมีสถานะเป็นเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายและเชื่อมโยงกับบัญชีแบบหลวม

การพัฒนาระบบหยวนดิจิทัลมีเป้าหมายสร้างสกุลเงินเหรินหมินปี้ (RMB) ในรูปแบบใหม่ ที่ตอบสนองความต้องการเงินสดของประชาชนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยธนาคารฯ เริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาหยวนดิจิทัลเมื่อช่วงสิ้นปี 2017

เงินหยวนดิจิทัลถูกนำมาใช้ในหลายสถานการณ์มากกว่า 1.32 ล้านรายการ ครอบคลุมการชำระค่าสาธารณูปโภค บริการจัดเลี้ยง การขนส่ง การซื้อของ และบริการต่างๆ ของรัฐ เมื่อนับถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2021

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว