‘ฮวัง ดง-ฮยอก’ ผู้ฝ่าอุปสรรค 10 ปีกว่าจะมี Squid Game #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664961

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 18:30 น.'ฮวัง ดง-ฮยอก' ผู้ฝ่าอุปสรรค 10 ปีกว่าจะมี Squid Game ก่อนจะมีวันนี้ Squid Game เคยเกือบไม่ได้ไปต่อ เมื่อผู้สร้างต้องขายแล็ปท็อปแลกเงิน-บทถูกปฏิเสธมาเป็น 10 ปี

Squid Game ซีรีส์จากเกาหลีใต้กำลังได้รับความนิยมจากทั่วโลกบน Netflix ซึ่งเท็ด ซาแรนดอส (Ted Sarandos) ซีอีโอร่วมและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเนื้อหาของ Netflix กล่าวว่านี่อาจเป็นผลงานที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่ Netflix เคยมีมา

กระแสของซีรีส์ดังกล่าวนอกจากจะทำให้ทีมนักแสดง เสื้อผ้าและเกมใส่ซีรีส์ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงไปทั่วโลกแล้ว อีกคนหนึ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือ “ฮวังดงฮยอก” (Hwang Dong-hyuk) ผู้เขียนบทและผู้กำกับ Squid Game

เส้นทางของผู้กำกับ

ผู้กำกับฮวังเติบโตในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ และศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล โดยเขาเริ่มฝึกฝนทักษะด้านภาพยนตร์มาตั้งแต่ตอนเป็นนักศึกษา

ฮวังมีผลงานเขียนบทและกำกับตั้งแต่ภาพยนตร์สั้น ไปจนถึงภาพยนตร์สารคดี โดยก่อนหน้านี้เขาโลดแล่นอยู่ในวงการจอเงิน ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง Silenced (2011), Miss Granny (2014) และ The Fortress (2017)

แต่จริงๆ แล้วฮวังมีไอเดียเรื่อง Squid Game มาเป็นสิบปีแล้ว

ผู้กำกับฮวังเผยว่าเขามีแนวคิดที่จะผสมผสานเกมในวัยเด็กกับบทลงโทษสำหรับผู้แพ้มาตั้งแต่ปี 2008 โดยได้ไอเดียตอนที่เขายังอาศัยอยู่กับแม่และยาย แต่เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ก่อนที่จะมีซีรีส์เรื่อง Squid Game ให้ทั่วโลกได้ชมกันนั้น ฮวังต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย

10 ปีกว่าจะมี Squid Game

ในตอนที่ฮวังกำลังเขียนเรื่อง Squid Game อยู่นั้น เขาจำเป็นต้องหยุดเขียนไปพักหนึ่ง เพราะได้ขายแล็ปท็อปคู่ใจไปเพื่อแลกกับเงิน 675 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 22,000 บาทมาใช้ประทังชีวิต

เมื่อกลับมาเขียนต่อได้จนจบเรื่อง ฮวังนำบทของเขาไปเสนอต่อสตูดิโอหลายแห่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่กลับถูกปฏิเสธมาตลอด โดยได้เหตุผลว่าเนื้อเรื่องของเขามันห่างไกลจากความเป็นจริง ยากที่ผู้ชมจะเชื่อและอินกับมันได้

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สังคมเริ่มเปลี่ยนไป เรื่องราวเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดได้รับความนิยมมากขึ้น และเริ่มมีค่านิยมเล่นเกมเพื่อแลกกับเงินหรือรางวัลต่างๆ ซีรีส์ของเขาก็เริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งในปี 2019 บทของเขาไปเข้าตา Netflix ยักษ์ใหญ่ด้านสตรีมมิง และได้ทำงานร่วมกันจนเกิดเป็นซีรีส์ Squid Game ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกในที่สุด และยังเป็นผลงานซีรีส์เรื่องแรกของเขาอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยลงอย่างมาก คนยากจนเริ่มสิ้นหวังกับการหาเงินมาประทังชีวิต ขณะที่ช่องว่างระหว่างความรวยและความจนเริ่มชัดเจนขึ้น และนั่นทำให้ซีรีส์ของเขาเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

ผู้กำกับฮวังเผยว่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เขาก็ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันว่าผลงานของเขาจะไปได้ไกลขนาดนี้ แต่เมื่อเห็นแบบนี้แล้วก็อยากให้มันกลายเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Netflix

แม้บางคนบอกจะมองว่าส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งนี้ก็ต้องให้เครดิต Netflix เหมือนกัน เพราะ Squid Game จะไม่สามารถกลายเป็นบล็อกบัสเตอร์ได้เลยหากไม่ได้อยู่บน Neflix ซึ่งฮวังก็เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดเห็นนั้น

“ถ้าไม่ใช่ Netflix ใครจะให้อิสระผมในการสร้างซีรีส์แบบนี้ ด้วยงบประมาณจำนวนเท่านี้ ผมรู้สึกซาบซึ้งจริงๆ ที่พวกเขาให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” ฮวังกล่าว

นอกจากนี้ ข้อได้เปรียบที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการออนแอร์พร้อมกันทั่วโลก ซึ่งทำให้ซีรีส์ Squid Game ได้รับการตอบรับอย่างเหลือเชื่อภายในสัปดาห์เดียว

ประกอบกับความตั้งใจของฮวังที่ต้องการสร้างซีรีส์ที่ไม่กำจัดเพศ อายุ หรือเชื้อชาติ ด้วยการนำเสนอเกมง่ายๆ ที่ผู้ชมทุกวัยจากทั่วทุกมุมโลกจะสามารถเข้าใจและอินไปกับอารมณ์ของตัวละครได้

นอกจากซีรีส์จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แล้ว ยังฉุดให้อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน ดันหุ้นสื่อเกาหลีใต้พุ่งกระฉูดอีกด้วย

ตั้งตารอซีซั่น 2

เมื่อดูจนถึงตอนจบแล้วหลายคนอาจยังคาใจและเรียกร้องให้มีซีซั่น 2 ซึ่งฮวังเผยว่าในตอนแรกเขาไม่ได้วางแผนไว้ แต่เมื่อมีแฟนๆ เรียกร้องกันจำนวนมากพวกเขาอาจอารมณ์เสียไม่น้อยหากเขาปฏิเสธที่จะทำซีซั่น 2 พร้อมเผยว่าในตอนนี้มีแอบคิดเกี่ยวกับภาคต่อไว้บ้างแล้วแต่อาจไม่ใช่เร็วๆ นี้

ที่มา: InsiderCapitalfmDigitalspyHani

ภาพ: REUTERS/Kim Hong-Ji/Illustration/File Photo

สุดล้ำ! AI ของ DeepMind พยากรณ์ฝนล่วงหน้าได้ 90 นาที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664952

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 17:15 น.สุดล้ำ! AI ของ DeepMind พยากรณ์ฝนล่วงหน้าได้ 90 นาทีปัญญาประดิษฐ์จาก DeepMind พยากรณ์อากาศล่วงหน้าได้เร็วและถูกต้องกว่าทุกระบบที่เคยมีมา

เว็บไซต์ MIT Technology Review รายงานว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก้าวล้ำถึงขั้นที่บริษัท DeepMind ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Alphabet Inc. ในกรุงลอนดอนของอังกฤษสามารถพัฒนา AI ให้คาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้าได้ภายในระยะเวลาอันสั้นและมีความแม่นยำสูงมาก ทั้งยังระบุระบุสภาพอากาศของพื้นที่ที่จำเพาะเจาะจงได้มากขึ้นด้วย

DeepMind ร่วมมือกับกรมอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร (Met Office) พัฒนาเครื่องมือเรียนรู้แบบอัตโนมัติ (deep-learning tool) ที่เรียกว่า แบบจำลองการก่อกำเนิดของน้ำฝนเชิงลึก (DGMR) ที่สามารถพยากรณ์อากาศภายใน 90 นาทีข้างหน้าได้อย่างแม่นยำ

การพยากรณ์อากาศให้แม่นยำถือเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากการคำนวณปริมาณน้ำในท้องฟ้า เวลาและสถานที่ที่ฝนจะตกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การก่อตัวของเมฆ และลม ซึ่งมีความซับซ้อนมาก

การพยากรณ์อากาศที่ดีที่สุดในปัจจุบันใช้ระบบ Numerical Weather Prediction (NWP) ซึ่งเป็นการพยากรณ์อากาศที่ครอบคลุมพื้นที่ของสภาพอากาศทั้งโลก และพยากรณ์ได้ล่วงหน้าแบบเป็นวันหรือสัปดาห์ ทำให้แนวโน้มความแม่นยำลดลงถึงแม้จะใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลก็ตาม

ขณะที่ระบบแมชชีนเลิร์นนิงที่พัฒนาขึ้นมาก่อนหน้านี้ทำได้เพียงเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ระบุสถานที่ได้แต่ไม่สามารถพยากรณ์ปริมาณฝน

ส่วนเทคโนโลยี DGMR ของ DeepMind จะอาศัยข้อมูลจากแผนที่เรดาร์ย้อนหลังในช่วง 3 ปี เพื่อพยากรณ์การเกิดฝนหรือหิมะตก ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเพิ่มความแม่นยำของการพยากรณ์ AI จะประเมินการเกิดฝนหรือหิมะตกทุก ๆ 5 นาทีในพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้พยากรณ์ว่าในช่วงเวลาล่วงหน้าไปอีก 90 นาที พื้นที่นั้น ๆ จะมีฝนหรือหิมะตกหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาจากกรมอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักร 56 คนยอมรับว่าผลการพยากรณ์อากาศของ AI จาก DeepMind มีความแม่นยำสูงถึง 89% และแม่นยำกว่าการพยากรณ์ของ AI จากบริษัทอื่นๆ

ผลการพยากรณ์ดังกล่าวเผยแพร่ในเว็บไซต์ Nature

Mario Tama/Getty Images/AFP

ญี่ปุ่นพบโรคติดเชื้อไวรัสอุบัติใหม่ติดจากสัตว์สู่คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664939

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 16:10 น.ญี่ปุ่นพบโรคติดเชื้อไวรัสอุบัติใหม่ติดจากสัตว์สู่คนนักวิจัยญี่ปุ่นพบไวรัสที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนซึ่งสามารถแพร่เชื้อสู่คนและทำให้เกิดโรคได้ 

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮอกไกโดของญี่ปุ่นพบเชื้อไวรัสชนิดใหม่ที่ตั้งชื่อให้ว่า เอโซะไวรัส (Yezo virus) ที่แพร่เชื้อสู่มนุษย์ผ่านการถูกเห็บหมัดกัด โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ขึ้นสูง เกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายลดต่ำ

ไวรัสชนิดนี้ถูกพบเมื่อปี 2019 หลังจากชายวัย 41 ปีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการไข้และปวดขาหลังจากเขาถูกสัตว์ที่คาดว่าน่าจะเป็นเห็บหมัดกัดระหว่างไปเดินป่าที่ฮอกไกโด

ชายคนนี้มีผลตรวจเชื้อไวรัสทุกชนิดที่มีเห็บหมัดเป็นพาหะเป็นลบ และได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลหลังรักษาตัว 2 สัปดาห์ จากนั้นในปี 2020 ก็พบผู้ป่วยอีก 1 คนที่เข้ารักษาตัวด้วยอาการคล้ายกับชายคนแรกและถูกเห็บหมัดกัดด้วยเช่นกัน

ทีมนักวิจัยจึงวิเคราะห์ยีนจากตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยทั้งสองรายและพบไวรัสชนิดใหม่คือ orthonairovirus ซึ่งอยู่ในตระกูลของ nairovirus ที่รวมถึงไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออกไครเมียน-คองโกซึ่งติดต่อผ่านการถูกเห็บหมัดกัดเช่นกัน

หลังจากนั้นทีมนักวิจัยจึงเริ่มติดตามหาเชื้อไวรัสดังกล่าวในตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่ปี 2014 ด้วยอาการคล้ายเคียงกันนี้ และพบเชื้อไวรัสเอโซะในผู้ป่วยอย่างน้อย 5 ราย โดยทุกคนมีอาการไข้ขึ้นสูง เกล็ดเลือดและเซลล์เม็ดเลือดขาวลด รวมทั้งตับทำงานผิดปกติ

เคอิตะ มัตสุโนะ นักไวรัสวิทยาซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยเผยว่า “คนไข้อย่างน้อย 7 รายติดเชื้อไวรัสอุบัติใหม่นี้ในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2014 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันการเสียชีวิต”

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังตรวจสอบตัวอย่างเลือดที่เก็บจากสัตว์ป่าในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2010 โดยพบแอนติบอดีของเอโซะไวรัสในแรคคูนและกวางซีกาฮอกไกโดซึ่งเป็นสัตว์พื้นเมืองของฮอกไกโด และยังพบอาร์เอ็นเอของเอโซะไวรัสในเห็บหมัด 3 สปีชีส์ใหญ่ทั่วเกาะฮอกไกโด

มัตสุโนะเผยว่า “ดูเหมือนว่าเอโซะไวรัสจะเริ่มแพร่ระบาดจากฮอกไกโด และมีความเป็นไปได้สูงที่ไวรัสจะก่อให้เกิดโรคเมื่อมันติดต่อจากสัตว์สู่คนผ่านเห็บหมัด…ทุกเคสที่ติดเชื้อเอโซะไวรัสที่เราทราบจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียชีวิต แต่เป็นไปได้สูงว่าโรคนี้แพร่ออกไปนอกฮอกไกโดแล้ว”

ทั้งนี้ เอโซะไวรัสถูกตั้งชื่อตามชื่อโบราณของเกาะฮอกไกโดซึ่งพบเชื้อไวรัสนี้ครั้งแรก โดยไวรัสอุบัติใหม่นี้มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับซัลลินาไวรัส (Sulina virus) และแทมดีไวรัส (Tamdy virus) ซึ่งพบในโรมาเนียและอุซเบกิสถานตามลำดับ ซึ่งมีรายงานว่าแทมดีไวรัสทำให้มนุษย์เป็นไข้เฉียบพลันในจีนเมื่อเร็วๆ นี้

ผลการวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications

ภาพ: wikipedia/James Gathany Content Providers(s): CDC/ Michael L. Levin, Ph. D.

นิวซีแลนด์เปลี่ยนเกมรับมือเดลตา เลิกหวังสกัดโควิดเป็นศูนย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664935

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 15:00 น.นิวซีแลนด์เปลี่ยนเกมรับมือเดลตา เลิกหวังสกัดโควิดเป็นศูนย์นิวซีแลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่หันมาอยู่ร่วมกับโควิด หลังไม่สามารถลดผู้ติดเชื้อให้เหลือศูนย์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่านายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลจำเป็นต้องปรับใช้นโยบายใหม่แทนที่กลยุทธ์กำจัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ (Covid Zero) ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธ์เดลตา ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยรัฐบาลมีแผนที่จะผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และเปิดพรมแดน แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะยังคงไม่ลดลงเหลือศูนย์ แต่อัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นมากแล้ว

“เป็นที่ชัดเจนว่าการบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดเป็นเวลานานไม่ได้ช่วยให้ผู้ติดเชื้อลดลงเหลือศูนย์…ในตอนนั้นมันจำเป็นเพราะเรายังมีวัคซีนไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้เรามีวัคซีนแล้ว เราสามารถเริ่มเปลี่ยนวิธีการรับมือกับโรคได้แล้ว” อาร์เดิร์นกล่าว

โดยก่อนหน้านี้ นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศได้เหลือศูนย์เมื่อปีที่แล้ว จนกระทั่งมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ส่งผลให้ทางการต้องบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปิดเมืองทั่วประเทศ และควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด แต่ก็ยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม โดยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา นิวซีแลนด์พบผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 42 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมดอยู่ที่ 4,450 ราย และเสียชีวิต 27 ราย

โดยขณะนี้นิวซีแลนด์ได้แจกจ่ายวัคซีนไปแล้วกว่า 5.4 ล้านโดส โดยมีประชากรฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วราว 2.06 ล้านคน หรือคิดเป็น 48% ของประชากรวัยผู้ใหญ่

รัฐบาลนิวซีแลนด์จึงตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์จากกำจัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ มาเป็นการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับโควิด-19 โดยเผยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ประชาชนสามารถรวมกลุ่ม และเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมต่างๆ รวมถึงเทศกาลดนตรี แต่ต้องแสดงหลักฐานเป็นใบรับรองการฉีดวัคซีน

รวมถึงมีแผนที่จะเปิดพรมแดนต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่ฉีดวัคซีนแล้วในช่วงต้นปีหน้าเป็นต้นไป ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการรับมือกับโรคครั้งนี้อาจทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

Photo by Mark Mitchell / POOL / AFP

ฟ้องหมอคุณไสย์ ไล่มนต์ดำจากแฟนเก่าไม่สำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664919

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 13:30 น.ฟ้องหมอคุณไสย์ ไล่มนต์ดำจากแฟนเก่าไม่สำเร็จชายอเมริกันเชื่อชีวิตระทมเพราะแฟนเก่าทำของใส่ โร่หาแม่หมอ สุดท้ายขึ้นศาลเพราะจ่ายเงินไปแล้วแต่ทุกข์เหมือนเดิม

นายเมาโร เรสเตรโป ชายชาวอเมริกันจากแคลิฟอร์เนียยื่นฟ้องต่อศาลแขวงทอแรนซ์ ในลอสแองเจลิส เพื่อเรียกค่าเสียหาย 25,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 847,500 บาทจากนางสาวโซเฟีย อดัมส์ โดยระบุว่า นางสาวอดัมส์ ผู้เป็นจำเลยอ้างกับเขาว่าเธอสามารถช่วยให้เขาหลุดพ้นจากปัญหาชีวิตแต่งงานที่ไม่มีความสุขได้ด้วยการไล่มนต์ดำ และเรียกเงินจากเขาเป็นจำนวน 5,100 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 173,000 บาท

โดยนายเรสเตรโปเป็นคนติดต่อนางสาวอดัมส์ไปเอง หลังจากที่เขาค้นหาคำว่า “psychics” (ผู้มีพลังจิต) บนกูเกิล จึงไปเจอเว็บไซต์ของนางสาวอดัมส์ ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ผู้เชี่ยวชาญพลังจิตด้านความรัก” และเคลมว่าเป็นไลฟ์โค้ชชั้นนำ ทำให้นายเรสเตรโปมั่นใจว่าเธอจะต้องช่วยเขาได้

ในระหว่างการพูดคุยกัน นางสาวอดัมส์อ่านไพ่ยิปซีบนมือและบอกว่านายเรสเตรโปกำลังมีเคราะห์ร้ายจากคุณไสยมนต์ดำของแม่มด ที่แฟนเก่าของเขาเป็นคนจ้างวานเพื่อทำของใส่เขา ซึ่งมันจะทำร้ายเขาและลูก รวมถึงชีวิตแต่งงานของเขาด้วย

จากคำให้การของนายเรสเตรโประบุว่า นางสาวอดัมส์บอกกับเขาว่าตราบใดที่ยังไม่มีการไล่มนต์ดำ ล้างคำสาป ชีวิตของเขาและครอบครัวจะไม่มีความสุข และจะต้องตกอยู่ในอันตราย

เมื่อนายเรสเตรโปเชื่อดังนั้นจึงได้จ่ายเงินก้อนแรก 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 34,000 บาท เพื่อให้นางสาวอดัมส์ช่วยไล่คุณไสยมนต์ดำ

ทว่า แม้จะจ่ายเงินไปแล้วแต่เขายังคงนอนไม่หลับ มีแต่ความวิตกกังวล และความกลัดกลุ้มเจ็บปวดอยู่เหมือนเดิม “มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย” นายเรสเตรโปกล่าว

Photo by Kevin Dietsch/Getty Images/AFP

กลาโหมไต้หวันคาดจีนจะพร้อมบุกยึดภายในปี 2025 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664917

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 12:26 น.กลาโหมไต้หวันคาดจีนจะพร้อมบุกยึดภายในปี 2025กลาโหมไต้หวันคาดจีนจะพร้อมบุกยึดไต้หวันแบบเต็มรูปแบบในปี 2025

ชิวกว๋อเจิ้ง รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมไต้หวันเผยต่อคณะกรรมาธิการสภาที่พิจารณางบประมาณพิเศษทางการทหารว่า คาดว่าจีนจะมีศักยภาพเต็มรูปแบบในการบุกรุกโจมตีไต้หวันในปี 2025

“ในปี 2025 จีนจะทำให้ต้นทุนและจำนวนคนต่ำที่สุด ตอนนี้จีนมีศักยภาพแล้วแต่จะไม่เริ่มสงครามง่ายๆ เพราะต้องคำนึงถึงสิ่งอื่นๆ อีก”

เมื่อถูกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถามถึงความตึงเครียดทางการทหารกับจีนล่าสุด ชิวกว๋อเจิ้งเผยว่า สถานการณ์อยู่ในจุดที่แย่ที่สุดในรอบกว่า 40 ปีนับตั้งแต่เขาเข้าร่วมกับกองทัพ และยังกล่าวว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดในช่องแคบไต้หวันที่มีความอ่อนไหว

“สำหรับผมในฐานะทหารความเร่งด่วนอยู่ตรงหน้านี้แล้ว” ชิวกว๋อเจิ้งเผยกับคณะกรรมาธิการสภา

ทั้งนี้ จากการหารือ งบประมาณพิเศษทางการทหารของไต้หวันในอีก 5 ปีข้างหน้าส่วนใหญ่จะเน้นไปที่อาวุธที่ใช้งานทางทะเล รวมทั้งอาวุธต่อต้านเรือรบ เช่น ระบบขีปนาวุธภาคพื้นดิน

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เผยว่าได้พูดคุยกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน และทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีอยู่แล้วเกี่ยวกับไต้หวัน

“ผมได้พูดคุยกับสีเกี่ยวกับไต้หวัน เราตกลงกัน เราจะปฏิบัติตามข้อตกลงไต้หวัน นั่นคือสิ่งที่เราคุยกัน และเราพูดอย่างชัดเจนแล้วว่าผมคิดว่าเขาควรทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการปฏิบัติตามข้อตกลง”

จากคำพูดดังกล่าวดูเหมือนว่าไบเดนจะเอ่ยถึงความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐยอมรับว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ถูกกฎหมายของจีนแต่เพียงผู้เดียว

ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันน่าจะเป็นหัวข้อการสนทนาระหว่าง เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ และหยางเจี๋ยฉือ นักการทูตระดับสูงของจีน ซึ่งจะพบกันที่เมืองซูริกของสวิตเซอร์แลนด์ในวันพุธนี้

AFP PHOTO / Sam YEH

สิงคโปร์ใช้หุ่นยนต์สายตรวจพฤติกรรม ประชาชนหวั่นไม่เป็นส่วนตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664912

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 11:30 น.สิงคโปร์ใช้หุ่นยนต์สายตรวจพฤติกรรม ประชาชนหวั่นไม่เป็นส่วนตัวกลายเป็นที่ถกเถียงเมื่อทางการสิงคโปร์สอดส่องดูแลความสงบเรียบร้อยด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำขึ้นเรื่อยๆ ขณะพลเมืองหวั่นละเมิดความเป็นส่วนตัว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า หลังจากที่สิงคโปร์ทดลองหุ่นยนต์สายตรวจซึ่งจะลาดตระเวน และตรวจจับพลเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความกังวลในเรื่องความเป็นส่วนตัวของประชาชนอย่างมาก

หุ่นยนต์ดังกล่าวมีชื่อว่า Xavier ซึ่งเคลื่อนที่ด้วยล้อ พร้อมด้วยกล้องวงจรปิดถึง 7 ตัว เพื่อเดินลาดตระเวนและจะส่งเสียงเตือนเมื่อพบพลเมืองมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาทิ สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ จอดรถจักรยานไม่ถูกต้อง และฝ่าฝืนมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น

ทางการได้ทดลองใช้ Xavier เป็นเวลา 3 สัปดาห์ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยส่งไปประจำการตามหมู่บ้านจัดสรรและศูนย์การค้า

“โปรดรักษาระยะห่าง 1 เมตร และห้ามรวมกลุ่มเกิน 5 คน” เจ้าหุ่นยนต์ส่งเสียงเตือนขณะจ้องไปที่กลุ่มผู้สูงอายุที่กำลังดูการแข่งขันหมากรุกในหมู่บ้าน

โดยก่อนหน้านี้มีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการสอดส่องดูแลประชาชนอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการติดกล้องวงจรปิดจำนวนมาก ไปจนถึงการทดลองติดตั้งเทคโนโลยีจดจำใบหน้าบนเสาไฟ

ขณะที่เจ้าหน้าทีผลักดันวิสัยทัศน์ “ประเทศที่ชาญฉลาด” ผ่านการขับเคลื่อนเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงมาช้านาน แต่ด้านนักเคลื่อนไหวมองว่านี่กำลังทำให้ผู้คนสูญเสียความเป็นส่วนตัว และไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาจะปลอดภัย

รายงานระบุว่าทางการสิงคโปร์มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของการควบคุมเสรีภาพพลเมือง และผู้คนก็คุ้นเคยกับการควบคุมที่เข้มงวด แต่เกิดความกังวลที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขึ้นเรื่อยๆ

หลี ยี่ ถิง นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิดิจิทัลกล่าวกับเอเอฟพีว่า หุ่นยนต์ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ล่าสุดที่ทางการนำมาใช้สอดส่องชาวสิงคโปร์ ซึ่งทำให้ชาวสิงคโปร์รู้สึกไม่เป็นส่วนตัว เพราะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด มากกว่าประเทศอื่นๆ

ขณะที่รัฐบาลแย้งว่าการพัฒนาหุ่นยนต์และเทคโนโลยีไม่ได้ทำไปเพื่อจับผิดประชาชน แต่พวกมันมีความจำเป็นเมื่อสิงคโปร์ต้องเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและขาดแคลนแรงงาน

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

ซักเคอร์เบิร์กโต้เฟซบุ๊คไม่ได้เห็นกำไรมาก่อนความปลอดภัยผู้ใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664908

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 10:40 น.ซักเคอร์เบิร์กโต้เฟซบุ๊คไม่ได้เห็นกำไรมาก่อนความปลอดภัยผู้ใช้ซีอีโอเฟซบุ๊คโต้ไม่ใช่เรื่องจริงหลังอดีตลูกจ้างกล่าวหาว่าเฟซบุ๊คเห็นกำไรมาก่อนความปลอดภัยของผู้ใช้

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอเฟซบุ๊คโต้กลับข้อกล่าวหาของอดีตพนักงานที่ว่าเฟซบุ๊คให้ความสำคัญกับกำไรมากกว่าความปลอดภัยของผู้ใช้ว่า “ไม่ใช่เรื่องจริง” นับเป็นการชี้แจงครั้งแรกหลังเกิดเรื่องราวในแง่ลบกับบริษัท

“ข้อกล่าวอ้างที่ว่าเราจงใจดันเนื้อหาที่ทำให้ผู้คนโกรธเคืองเพื่อสร้างกำไรนั้นไร้เหตุผลมากๆ” ซักเคอร์เบิร์กระบุในหนังสือถึงพนักงานของเฟซบุ๊คที่ถูกโพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊คส่วนตัวของเขาในภายหลัง

ซีอีโอเฟซบุ๊คระบุอีกว่า “ผมไม่เห็นว่าจะมีบริษัทเทคเจ้าไหนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผู้คนโกรธเคืองหรือหดหู่ใจ แรงจูงใจทางศีลธรรม ธุรกิจ และผลิตภัณฑ์ล้วนชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม”

“เมื่อพูดถึงสุขภาพหรือความเป็นอยู่ของคนหนุ่มสาว ทุกประสบการณ์เชิงลบมีความสำคัญ เราทำงานมาหลายปีเพื่อเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมในการช่วยเหลือผู้คนในช่วงเวลาเหล่านี้ และผมภูมิใจในงานที่เราทำ” ซักเคอร์เบิร์กระบุ

การชี้แจงของซักเคอร์เบิร์กมีขึ้นหลังจาก ฟรานเซส เฮาเกน อดีตพนักงานของเฟซบุ๊คให้การต่อคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคของวุฒิสภาสหรัฐ กรณีที่เธออกมาแฉอดีตนายจ้างว่า ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าความปลอดภัยของผู้ใช้ ส่งเสริมความแตกแยก ทำลายประชาธิปไตย และไม่เปิดเผยถึงผลกระทบทางลบที่เกิดจากบริการของตัวเองอย่างอินสตาแกรม

AFP PHOTO / JUSTIN SULLIVAN

ขุนศึกผู้ชิง ‘ไข่มุกพันปี’ ปฏิบัติการปล้นสุสานซูสีไทเฮา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664886

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 20:23 น.ขุนศึกผู้ชิง 'ไข่มุกพันปี' ปฏิบัติการปล้นสุสานซูสีไทเฮา ซุนเตี้ยนอิงผู้สร้างความไม่พอใจไปทั่วแผ่นดินจีนด้วยการบุกปล้นสุสานราชวงศ์ชิง แต่เขาอ้างว่านี่คือการทำเพื่อการปฏิวัติโค่นล้มศักดินา

หลังการปฏิวัติซินไฮ่เพื่อโค่นล้มราชวงศ์ชิง จีนกลายเป็นสาธารณรัฐ แต่การปกครองประเทศไม่ได้เป็นปึกแผ่นและเป็นประชาธิปไตยอย่างที่นักปฏิวัติผู้มีอุดมการณ์หวังไว้ ตรงกันข้ามจีนกลายเป็นประเทศที่แตกเป็นเสี่ยงๆ มีรัฐบาลที่แย่งอำนาจกัน 2 รัฐบาลคือรัฐบาลภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งต่างก็ไม่มีอำนาจแท้จริงอีก เพราะอิทธิพลจริงๆ ตกอยู่ในมือของแม่ทัพหรือขุนศึกที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ จึงเรียกว่า “ยุคขุนศึก”

ขุนศึกแต่ละคนล้วนแต่มีพฤติกรรมไม่ต่างอะไรกับเผด็จการ บางครั้งฆ่าคนไม่สนใจหลักการอะไร บางครั้งปล้นชิงเหมือนโจร เพราะบางคนเคยเป็นโจรมาก่อน ก่อนที่จะมีวาสนาได้ใส่เครื่องแบบเป็นทหารจนไต่เต้าได้นำกองทัพของตัวเอง หนึ่งในขุนศึกจำวพกนี้คือ “ซุนเตี้ยนอิง”

เกิดในปี พ.ศ. 2430 หรืออาจะเป็น พ.ศ. 2441 หรือ พ.ศ. 2432 ก็ไม่ทราบแน่ชัด เป็นคนเมืองหย่งเฉิง มณฑลเหอหนาน เข้าร่วมซ่องโจรในวัยหนุ่ม เป็นสายเดินข่าวให้กับจางผิงหัวหน้าโจรหยางซาน แต่ต่อมามีโอกาสได้ “กลับตัว” เข้าร่วมกับกองกำลังปราบโจรและซงซานซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยอดีตโจรนั่นเอง

ในกองทัพปราบโจรแห่งซงซาน ซุนเตี้ยนอิงไต่เต้าขึ้นมาเป็นระดับบังคับบัญชาได้ แต่แล้วชะตาพลิกผันอีกเมื่อต้องกลับมาเป็นโจรเพราะหัวหน้ากองกำลังถูกขุนศึกตัวจริงสังหาร นั่นคือ เฝิงอวี้เสียง ซึ่งเป็นขุนศึกผู้ทรงอิทธิพลอย่างมาก

แต่ซุนเตี้ยนอิงเป็นโจรอยู่ได้ไม่นานก็คิดถึงชีวิตในเครื่องแบบอีก จึงตั้งกองกำลังของตัวเอง (ในยุคนั้นใครตั้งกองกำลังได้ก็ถือเป็นขุนศึกย่อมๆ คนหนึ่งแล้ว) โดยเคลื่อนไหวในภูเขาแถบเหอหนานตะวันตกจนถึงมณฑลอานฮุย และสามารถยึดเมืองปั๋วโจวได้จนเข้าตาขุนศึกใหญ่คือ จางจงชาง ขุนศึกจอมโหดคนหนึ่งแห่งยุคจึงตั้งเข้าให้เข้าร่วมกองทัพของตน

อย่างไรก็ตาม ในยุคนั้นขุนศึกเปลี่ยนข้างกันไปเปลี่ยนข้างกันมาตามจังหวะโอกาสชีวิต ซุนเตี้ยนอิงอยู่กับจางจงชางไม่นานก็เปลี่ยนไปเข้าข้างฝ่ายกองทัพปฏิวัติของเจียงไคเช็ก แล้วก็เปลี่ยนข้างอีก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของยุคขุนศึกที่ทุกอย่างขึ้นกับผลประโยชน์ไม่ใช่อุดมการณ์ ยิ่งพวกขุนศึกส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษาและจรรยาด้วยแล้ว มักทำตัวตามอำเภอใจไม่สนใจถูกผิดใดๆ

ขุนศึกยุคนี้จึงมีคนที่สังคมประณามมากกว่าคนที่สังคมยกย่อง ยิ่งเป็นซุนเตี้ยนอิงด้วยแล้วนอกจากจะไม่มีพฤติกรรมเปลี่ยนข้างจนเชื่อถือไม่ได้แล้ว เขายังก่อวีรเวรวีรกรรมที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ นั่นคือการปล้นสุสานเบื้องตะวันออกของราชวงศ์ชิงหรือชิงติงหลิง

ราชวงศ์ชิงนั้นเป็นที่ชิงชังมากในยุคปลายสมัยก่อนที่จะถูกโค่นล้ม หนึ่งในเหตุผลก็คือคนจีนที่เป็นชาวฮั่นมองว่าราชวงศ์ชิงคือชาวแมนจู เป็น “คนต่างชาติ” ที่มายึดครองแผ่นดินจีนไว้ ดังนั้นการปฏิวัติจึงชูธงโค่นล้มผู้ปกครองต่างชาติด้วยนอกจากการโค่นล้มระบบศักดินาอันคร่ำครึ

แต่เราไม่รู้ว่าเพราะความชิงชังราชวงศ์ชิงหรือเพราะความละโมบส่วนตัวที่ทำให้ซุนเตี้ยนอิงกล้าปล้นสุสานราชวงศ์ชิง เพราะการปล้นสุสานในทัศนะของคนจีนคือการกระทำที่น่ารังเกียจ ยิ่งป็นสุสานของราชวงศ์ด้วยแล้วยิ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่อาจจะถูกล่วงล้ำได้ ต่อให้เป็นบุคคลที่ถูกชิงชังมากแค่ไหนก็ตาม

ขบวนอัญเชิญพระบรมศพของพระนางซูสีไทเฮาไปยังสุสานหลวงชิงตงหลิง

ปี 2471 จางจงชางแพ้แก่กองทัพสาธารณรัฐของเจียงไคเช็ก ซุนเตี้ยนอิงรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางจึงรีบสวามิภักดิ์กับกองทัพสาธารณรัฐยอมเป็นลูกน้องของเจียงไคเช็ก แล้วยกทัพไปปักหลักที่อำเภอจี้และจวินหัวที่ตั้งของสุสานราชวงศ์ชิงเบื้องตะวันออก 

ซุนเตี้ยนอิงในเวลานั้นกำลังร้อนเงินมาจ่ายให้ทหารตัวเอง แต่กองทัพที่เพิ่งจะแพ้มาหมาดๆ และเพิ่งจะเปลี่ยนนายใหม่แบบหมาจนตรอก จะไปหาเงินที่ไหนได้ – นอกจากหันกลับไปพึ่งพาอาชีพเดิมคือ “ปล้น”

แต่จะปล้นแบบโจรกระจอกก็ใช่เรื่องเพราะตอนนี้สวมเครื่องแบบแล้วแถมยังเป็นทหารของรัฐบาลสาธารณรัฐ ซุนเตี้ยนอิงจึงหาความชอบธรรมด้วยการประกาศว่าการปล้นสุสานครั้งนี้เพื่อสานต่อการปฏิวัติของซุนยัตเซน การปล้นสุสานหลวงถือเป็นการปฏิวัติโค่นล้มศักดินาอย่างหนึ่ง

ซุนเตี้ยนอิงบอกในภายหลังว่า “พวกหม่านชิง (ราชวงศ์แมนจู) เข่นฆ่าบรรพบุรุษข้า และยังต้องล้างแค้นให้กับการปฏิวัติ ซุนยัตเซนมีถงเหมิงฮุ่ยและก๊กมินตั๋ง ก็ทำลายดวงชะตาหม่านชิงลงได้ เฝิงหวนจาง (ขุนศึกเฝิงอวี้เสียง) ใช้ปืนไปยึดพระราชวัง ขับจักรพรรดิองค์สุดท้ายผู่อี๋และราชวงศ์ออกจากวังไปจนได้ ข้าซุนเตี้ยนอิงมีปืนไม่กี่กระบอก มีแค่ชีวิตและความตายให้การปฏิวัติ ไม่ว่าคนอื่นจะพูดว่าปล้นหรือไม่ปล้นสุสาน ข้าก็ไม่ละอายใจต่อบรรพชน ไม่ละอายใจต่อพี่น้องร่วมชนเผ่าฮั่นที่ยิ่งใหญ่!”

ที่ซุนเต้ยนอิงอ้างว่าบรรพชนถูกพวกแมนจูเข่นฆ่านั้นไม่เกินเลยนัก เพราะเขาอ้างว่าเป็นลูกหลานของซุนเฉิงจง เสนาบดีกระทรวงการทหารสมัยพระเจ้าฉงเจินแห่งราชวงศ์หมิง ซึ่งพลีชีพปกป้องเมืองจากการรุกรานของพวกแมนจู แม้แต่พวกแมนจูยังนับถือในความห้าวหาญจนมอบสมัญญานามว่า “จงติ้ง” หรือ ภักดีไม่สั่นคลอน

ขบวนอัญเชิญพระบรมศพของพระนางซูสีไทเฮาไปยังสุสานหลวงชิงตงหลิง

แต่ซุนเตี้ยนอิงนั้นไม่มีมีชื่อเสียงผุดผ่องเหมือนบรรพบุรุษ ทั้งเจตนาปล้นสุสานยังไม่น่าจะเป็นเรื่องดีอย่างที่ปากว่า

ในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2471 ซุนเตี้ยนอิงได้สั่งให้ดำเนินการให้ขุดสุสานครั้งใหญ่ เล็งเป้าหมายไปที่สุสานพระสนมฮุ่ยเฟยของพระเจ้าถงจื๊อ สุสานหลวงอวี้หลิงของพระเจ้าเฉียนหลง สุสานผู่เสียง อวี้ติ้ง ตงหลิงของพระพันปีหลวงฉืออัน แต่เป้าหมายหลักคือสุสานผู่ถัว อวี้ติ้ง ตงหลิงของพระพันปีฉือซี หรือพระนางซูสีไทเฮา บุคคลที่คนจีนทั้งยำเกรงและทั้งชิงชัง

เมื่อได้โอกาสกองทัพของซุนเตี้ยนอิงก็ตรงไปยังพื้นที่ของสุสานชิงตะวันออก โดยแสร้งทำเป็นทำการซ้อมรบในพื้นที่ ส่วนหน่วยของถานเวินเจียง ก็วางกำลังไว้รอบๆ สุสานหลวงห้ามคนนอกเข้า ปิดป้ายประกาศไว้ว่ากองทัพกำลังปกป้องสุสานจากการถูกรบกวน

ซุนเตี้ยนอิงบัญชาการการปลิ้นสุสานหลวงจากบนรถ ในเวลาเที่ยงคืน หน่วยทหารช่างได้ระเบิดทางเข้าสุสาน เปิดทางเดินที่นำไปสู่พระราชวังใต้ดิน ประตูหินถูกเปิดออกเพื่อให้เข้าถึงห้องด้านหลังของหลุมศพ จากนั้นก็ดำเนินการช่วงชิงสมบัติล้ำค่าในสุสาน

โลงพระศพของพระนางซูสีไทเฮาเต็มไปด้วยเครื่องหยกสลักเป็นรูปแตงโม ตั๊กแตน พืชพรรณนานา รวมถึงกัลปังหา พระศกนั้นถูกรื้อเอาเครื่องทรงออกมากระทั่งรองพระบาท จนเหลือแต่พระภูษาชั้นใน ขากรรไกรพระศพนั้นถูกกระชากออกเพื่อค้นหาไข่มุกพันปี

มีเรื่องเล่าขานกันว่า หน่วยของถานเวินเจียงที่บุกรุกสุสานของพระนางซูสีไทเฮา เมื่อเปิดโลงพระศพ ทหารของขุนพลซุนพยายามจะกระทำลามกกับพระศพ แต่ขุนพลห้ามปรามไว้ ส่วนอีกกระแสหนึ่งอ้างว่า ทหารเปิดโลงพระศพแล้วคิดจะกระทำมิดีมิร้าย แต่ครั้นเปิดโลงได้ไม่นานอากาศจากภายนอกเข้าไปพระศพเน่าเปื่อยลงอย่างรวดเร็วเหลือแต่โครง ไม่อาจกระทำบัดสีได้อีกต่อไป

ขบวนอัญเชิญพระบรมศพของพระนางซูสีไทเฮาไปยังสุสานหลวงชิงตงหลิง

ข่าวลือนี้เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์บอกเล่าข่าวร่วมสมัย ซึ่งไม่อาจเชื่อถือได้ แต่ที่เชื่อถือได้คือหลักฐานที่เกิดขึ้น พระศพถูกรื้อค้นไม่มีชิ้นดี รื้อจนหมดกระทั่งฉลองพระองค์ชั้นใน ส่วนทหารในหน่วยของซุนเตี้ยนอิงเคยสารภาพว่า ตอนที่บุกรุกสุสานได้มีการยกพระศพออกมาวางกับพื้น (ที่จริงโยนออกมา) เพื่อค้นหาของมีค่า ใช้ดาบปลายปืนบั่นพระศอเพื่อค้นหาไข่มุกพันปี ส่วนพระศพก็แห้งลงมากแล้ว ไม่มีการกล่าวถึงความคิดจะกระทำอนาจารต่อพระศพ

อีกข่าวลือก็คือเมื่อเปิดโลงพระศพแล้วพบว่าพระศพไม่เน่าเปื่อย (เพราะอิทธิฤทธิ์ไข่มุกพันปี) แต่ซุนเตี้ยนอิงไม่ได้ยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน

ขณะที่ถานเวินเจียงกำลังปล้นหลุมฝังศพของพระนางซูสีไทเฮา ผู้บัญชาการกองพลอีกคนหนึ่งยกพวกไปปล้นสุสานอวี้หลิงโดยใช้สูตรเดียวกันคืออ้างว่าจะทำการฝึกซ้อมรบ แต่จริงแล้วเป็นการรบกับผีเสียมากกว่า หน่วยนี้ทำการระเบิดประตูของพระราชวังใต้ดินและรีบเข้าไปในห้องฝังพระศพ ทำการเปิดโลงพระศพของจักรพรรดิเฉียนหลงและจักรพรรดินีทั้งสองพระองค์และพระสนมสามองค์ ของมีค่าทั้งหมดถูกปล้นและโครงกระดูกถูกโยนลงไปในพื้นโคลนในสุสาน ปล้นแล้วก็รีบไปสุสานอื่นเพื่อปล้นผีกันต่อไป

การปล้นสุสานหลวงนี้ ซุนเตี้ยนอิงใจกว้างไม่ธรรมดา ยกสมบัติให้พวกนายทหารระดับบัญชาการได้ไปก่อน แล้วที่เหลือตนค่อยรับมา และที่เหลืออีกชั้นแบ่งให้พวกพลทหาร

แต่สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือไข่มุกพันปีของพระนางซูสีไทเฮา เล่ากันว่า ซุนเตี้ยนอิงได้ไข่มุกพันปีที่ใส่ไว้ในพระโอษฐ์ของพระศพซูสีไทเฮามาครอบครอง แล้วมอบให้กับเจียงไคเช็ก ซึ่งต่อมามอบให้กับภริยาของเขาคือซ่งเหม่ยหลิง เพื่อนำไปประดับรองเท้าของนาง แต่นี่เป็นเพียงเรื่องเล่าลือที่ไม่อาจเชื่อถือได้

ส่วนเจียงไคเช็กเองนั้นมีเสียงร่ำลือว่าได้พระแสงดาบเก้ามังกรอันล้ำค่าของพระเจ้าเฉียนหลงเอาไว้ครอบครอง ส่วนซ่งจื่อเหวิน พี่เขยของเจียงไคเช็กได้แตงโมหยกไป

การปล้นสุสานครั้งนี้เป็นข่าวแพร่ไปทั่วประเทศในที่สุด สร้างความโกรธเคืองให้ประชาชนจีนอย่างยิ่งและเรียกร้องให้มีการนำตัวซุนเตี้ยนอิงมาลงโทษ

ขบวนอัญเชิญพระบรมศพของพระนางซูสีไทเฮาไปยังสุสานหลวงชิงตงหลิง

แต่ในยุคสมัยแห่งความเหลวแหลก ต่อให้ทำเรื่องเลวร้ายแค่ไหนก็ยากที่จะเอาผิดได้ ยิ่งซุนเตี้ยนอิงมีของล้ำค่าในมือเขายิ่งสามารถติดสินบนให้กับผู้มีอำนาจมากว่าเพื่อช่วยคุ้มกะลาหัวเขาไม่ให้ถูกเอาผิดได้

ความที่รัฐบาลเจียงไคเช็กไม่ทำอะไรซุนเตี้ยนอิงทำให้อดีตจักรพรรดิคือผู่อี๋ (ปูยี) ไม่พอพระทัยมาก เป็นเหตุให้ตัดขาดกับรัฐบาลสาธารณรัฐ

กับสุสานของพระนางซูสีไทเฮานั้น ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันนั้น ไจ้เจ๋อ เชื้อพระวงศ์ชิงได้ชักนำเชื้อพระวงศ์ชิงช่วยกันบูรณะสุสานให้เรียบร้อยอีกด้วยการสูบน้ำออกไป ตั้งพระศพให้เป็นที่อีกครั้ง แล้วปิดผนึกประตูสุสาน

แต่ก็ซ่อมแซมได้แค่นั้น สุสานอันหรูหราและร่ำรวยไม่เหลืออะไรอีกนอกจากพระศพแห้งๆ ที่ถูกย่ำยีเป็นจนเป็นชิ้น เช่นเดียวกับราชวงศ์ชิงที่ถูกรุมทึ้งจนไม่เหลืออะไรอีก

แม้แต่ “เจ้าพระยาไจ้เจ๋อ” ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงซ่อมสุสานหลวงก็ตายไปอย่างคนยากไร้และขมขื่น 1 ปีหลังจากนั้น

ป.ล. – ซุนเตี้ยนอิงพ่ายศึกให้กับกองทัพปลดปล่อยประชาชนของพรรคอมมิวนิสต์ในปี พ.ศ. 2490 หลังจากถูกคุมขังที่เมืองอู่อัน มณฑลเหอเป่ย เขาก็เสียชีวิตลงในเดือนตุลาคม 2491 บ้างว่าเพราะอดอาหารประท้วง บ้างว่าเพราะลงแดงตาย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Bitcoin แตะ 50,000 เหรียญครั้งแรกในรอบ 4 สัปดาห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664879

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 18:30 น.Bitcoin แตะ 50,000 เหรียญครั้งแรกในรอบ 4 สัปดาห์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น Bitcoin พุ่งทะลุ 50,000 เหรียญสหรัฐครั้งแรกในรอบ 1 เดือน 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในโลกทะยานขึ้นไปอยู่เหนือ 50,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 4 สัปดาห์ ทำกำไรให้นักลงทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน 

เช้าวันอังคารนี้ หรือช่วงเย็นวันเดียวกันตามเวลาประเทศไทย มูลค่า Bitcoin เพิ่มขึ้น 2.35% มาอยู่ที่ 50,398.10 เหรียญสหรัฐ

ข้อมูลจาก CoinShares บริษัทจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลพบว่า การลงทุนในผลิตภัณฑ์และกองทุนที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลมีเงินลงทุนไหลทะลักเข้าทุบสถิติเป็นเวลา 7 สัปดาห์ติดต่อกัน เนื่องจากนักลงทุนสถาบันคลายความกังวลหลังหน่วยงานที่กำกับดูแลมีแนวโน้มสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัล

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา Bitcoin ร่วงลงไปอยู่ต่ำกว่าระดับ 50,000 เหรียญสหรัฐ หลังจากนักลงทุนพากันเทขายหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลหรือบล็อกเชน และยังร่วงต่อเนื่องจนแตะระดับต่ำสุดของเดือนเมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ 40,596 เหรียญสหรัฐ

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo