รัสเซียส่งนักแสดงขึ้นจรวด ถ่ายหนังในอวกาศเรื่องแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664872

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 18:00 น.รัสเซียส่งนักแสดงขึ้นจรวด ถ่ายหนังในอวกาศเรื่องแรกของโลกองค์การอวกาศแห่งสหพันธรัฐรัสเซียส่งนักแสดงและผู้กำกับสู่อวกาศ เตรียมถ่ายทำภาพยนตร์ในอวกาศเรื่องแรกของโลก

วันนี้ (5 ต.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าองค์การอวกาศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (Roscosmos) เผยถึงการส่งนักแสดงและผู้กำกับไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ในอวกาศเรื่องแรกของโลก โดยได้เดินทางด้วยจรวดจากฐานปล่อยจรวดไบโคนูร์ในคาซัคสถานเมื่อช่วงเวลา 11.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น

โดยนักแสดงและผู้กำกับคนแรกที่จะได้ขึ้นไปถ่ายทำภาพยนตร์ในอวกาศคือยูเลีย เปเรซิลด์ นักแสดงวัย 37 ปี และคลิม ชิเปนโด ผู้กำกับวัย 38 ปี โดยทั้งคู่ได้ผ่านการทดสอบตามกระบวนการคัดเลือกนักแสดงและทีมงานจากผู้ส่งใบสมัครหลายพันคน

ภารกิจครั้งนี้นำโดยอันตอน ชคาเปลรอฟ นักบินอวกาศผู้มากประสบการณ์ โดยพวกเขาจะเดินทางด้วยยานอวกาศ Soyuz MS-19 และใช้เวลาถ่ายทำภาพยนตร์ 12 วัน ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่พื้นโลกในวันที่ 17 ต.ค.

ภาพยนตร์ดังกล่าวมีชื่อว่า “Challenge” ซึ่งจัดเป็นภาพยนตร์อวกาศแนวดราม่า ร่วมอำนวยการสร้างโดยดมิทรี โรโกซิน อธิบดีองค์การอวกาศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่กิจกรรมทางอวกาศของรัสเซียและยกย่องอาชีพนักบินอวกาศ

ก่อนหน้านี้สำนักข่าว RIA ของรัสเซียรายงานว่าภาพยนตร์ดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับศัลยแพทย์ซึ่งมีภารกิจในการผ่าตัดให้แก่นักบินอวกาศที่เจ็บป่วยจนไม่สามารถเดินทางกลับโลกได้

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วองค์การอวกาศของสหรัฐ (NASA) ก็ประกาศว่าจะร่วมมือกับบริษัท SpaceX, ทอม ครูซ และดั๊ก ไลแมน นักแสดงและผู้กำกับชื่อดังเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Mission Impossible ในสถานีอวกาศนานาชาติเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยความคืบหน้าออกมาให้ได้ทราบกัน

Photo by Russian Space Agency Roscosmos / AFP

คาดยาโควิดจาก Merck ทำเงินถึง 2 แสนล้านภายในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664853

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 17:00 น.คาดยาโควิดจาก Merck ทำเงินถึง 2 แสนล้านภายในปีนี้Merck อาจโกยรายได้จากยาโมลนูพิราเวียร์ได้กว่า 2 แสนล้านบาทภายในปีนี้ จ่อขึ้นแท่นหนึ่งในยาที่สามารถทำเงินได้มากที่สุด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า Merck ยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมจากอเมริกาอาจสามารถทำเงินจากโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ยาเม็ดรักษาโควิด-19 ได้ถึง 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 236,300 บาท ภายในปี 2021

เนื่องจากขณะนี้มีรัฐบาลหลายประเทศที่สนใจยาดังกล่าว ขณะที่หลายประเทศก็ได้ทำข้อตกลงซื้อขายไปแล้วเช่นกัน หลังจากที่บริษัทเปิดเผยความคืบหน้าในการทดลองยาเม็ดโมลนูพิราเวียร์ ว่ามีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธฺุ์เดลตา ท่ามกลางการจับตามองว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกในการต่อสู้กับโควิด-19

พร้อมเผยผลการทดลองทางคลินิกว่าสามารถลดอาการป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตจาก Covid-19 ได้ครึ่งหนึ่ง

โดย Merck เปิดเผยว่าได้เซ็นสัญญากับรัฐบาลสหรัฐไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในการจัดหายาโมลนูพิราเวียร์จำนวน 1.7 ล้านคอร์ส ราคาคอร์สละ 700 เหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมเป็นเงิน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ยังได้เจรจากับอีกหลายประเทศในการจัดส่งยาดังกล่าว อาทิ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย รวมถึงไทยซึ่งได้เจรจาซื้อยาโมลนูพิราเวียร์จำนวน 200,000 คอร์ส โดย Merck ระบุว่าจะกำหนดราคายาสำหรับประเทศต่างๆ ตามรายได้ของแต่ละประเทศ

ทั้งนี้ Merck คาดว่าจะสามารถผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ได้ 10 ล้านคอร์สก่อนสิ้นปี 2021 ซึ่งอาจคิดเป็นเงินถึง 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 236,300 บาท ที่ Merck จะสามารถทำได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

นับว่าเป็นหนึ่งในยาที่สามารถทำเงินได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

โดยก่อนหน้านี้มี Biktarvy ยาเม็ดสำหรับโรคเอชไอวีจาก Gilead บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์สัญชาติอเมริกัน ซึ่งได้รับการอนุมัติในปี 2018 ทำรายได้ถึง 7.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020

รองลงมาจาก Keytruda (Pembrolizumab) ยาสำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งทำรายได้กว่า 14 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปีเดียว และ Humira (adalimumab) ยารักษาโรคข้ออักเสบจาก AbbVie บริษัทชีวเวชภัณฑ์ของอเมริกา

ขณะที่หุ้นของบริษัท Merck ยังคงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เผยประสิทธิภาพของตัวยาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยขณะนี้แตะที่ระดับ 83.10 เหรียญสหรัฐ จากระดับ 75 เหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ก่อน

โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าหุ้นของ Merck ยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้นี้

ในทางกลับกันหุ้นของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนยังคงลดลงต่ำกว่าระดับเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่ว่าจะเป็นบริษัท Pfizer, BioNTech, Moderna, AstraZeneca และ Johnson & Johnson

เนื่องจากความกังวลจากบรรดานักลงทุนที่กลัวว่าข่าวดีเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาโมลนูพิราเวียร์จาก Merck อาจลดความต้องการวัคซีนในตลาดลงได้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอีกส่วนหนึ่งมองว่าการเทขายหุ้นวัคซีนนั้นเป็นการตื่นตระหนกจนเกินไป เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าวัคซีนจะยังคงจำเป็น แม้ว่ายาเม็ดรักษาโควิด-19 จะได้รับการอนุมัติก็ตาม

นอกจาก Merck แล้วยังมียาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ด PF-07321332 จากบริษัท Pfizer ของสหรัฐ และ AT-527 จาก Roche Holding AG บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวิส ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 3 เช่นเดียวกัน ท่ามกลางการจับตามองว่ายาเม็ดรักษาโควิด-19 จากบริษัทใดจะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการเป็นเจ้าแรกของโลก

ที่มา: ForbesQuartzYahoo Finance

ภาพ: Handout / Merck & Co,Inc. / AFP

เตือนถ้าโลกยังไม่หยุดร้อนกัมมันตรังสีจากปรมาณูในอดีตจะกลับมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664847

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 16:00 น.เตือนถ้าโลกยังไม่หยุดร้อนกัมมันตรังสีจากปรมาณูในอดีตจะกลับมา ยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้น ชั้นดินเยือกแข็งที่ขั้วโลกจะยิ่งละลาย ปลดปล่อยกากนิวเคลียร์สมัยสงครามเย็นที่อยู่ข้างใต้ซึ่งอันตรายกับมนุษย์สู่ชั้นบรรยากาศ

ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Aberystwyth University ในเวลส์เตือนว่า ราว 2 ใน 3 ของชั้นดินเยือกแข็ง หรือ Permafrost ในแถบขั้วโลกเหนืออาจละลายหายไปภายในปี 2100 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยพื้นที่แถบดังกล่าวร้อนขึ้นกว่า 3 เท่าของอัตราเฉลี่ยทั่วโลก

และเมื่อชั้นดินเยือกแข็งเหล่านี้ละลายจากภาวะโลกร้อน กัมมันตรังสีและขยะนิวเคลียร์จากการทดสอบระเบิดปรมาณูในช่วงสงครามเย็น รวมทั้งเชื้อโรคร้ายในอดีตที่ถูกแช่แข็งอยู่ข้างใต้ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์จะถูกปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศและสภาพแวดล้อม

นักวิทยาศาสตร์เน้นที่อาวุธนิวเคลียร์ 130 ชิ้นที่ทดสอบในชั้นบรรยากาศโดยสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1995-1990 ซึ่งทิ้งสารกัมมันตรังสีไว้ในระดับสูง

นอกจากขยะนิวเคลียร์ ยังมีจุลินทรีย์อีกนับไม่ถ้วนที่ถูกแช่แข็งอยู่ใต้ชั้นดินเยือกแข็ง และเมื่อชั้นดินเยือกแข็งละลายก็มีโอกาสที่แบคทีเรียเหล่านี้จะออกมาปะปนกับหิมะหรือน้ำแข็งที่ละลาย ก่อให้เกิดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่ดื้อยา

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature Climate Change ระบุว่า พบจุลินทรีย์ที่ถูกแช่แข็งอยู่ในชั้นดินเยือกแข็งกว่า 100 ชนิดที่ดื้อยา

หากขยะนิวเคลียร์ถูกปลดปล่อยออกมาอาจเป็นอันตรายกับมนุษย์และสัตว์ เช่นเดียวกับไวรัสและแบคทีเรียโบราณอาจเป็นภัยคุกคามสังคม

ข้อมูลของ Observer Research Foundation ระบุว่า เมื่อปี 2016 การละลายของชั้นดินเยือกแข็งในไซบีเรียทำให้ซากกวางเรนเดียร์ที่ติดเชื้อแอนแทร็กซ์อายุกว่า 70 ปี โผล่ขึ้นมา ส่งผลให้เชื้อไปติดเด็กชายในหมูบ้านเสียชีวิต 1 ราย และเจ็บป่วยอีกหลายราย

ทั้งนี้ ชั้นดินเยือกแข็งครอบคลุมพื้นที่ราว 9 ล้านตารางไมล์ของแถบอาร์กติก โดยส่วนใหญ่มีอายุราว 1 ล้านปี และยิ่งอยู่ลึกลงไปก็ยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่านั้น

อาร์วิน เอ็ดเวิร์ดส์ หนึ่งในทีมวิจัยเผยว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและนิเวศวิทยาของอาร์กติกจะส่งผลต่อทุกส่วนของโลกเนื่องจากจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับสู่ชั้นบรรยากาศและทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 

เอกสารแถลงข่าวของทีมวิจัยระบุว่า แม้ว่ารัฐบาลรัสเซียจะมีโครงการทำความสะอาดกัมมันตรังสีและขยะนิวเคลียร์ดังกล่าว แต่การตรวจสอบในแถบอาร์กติกพบซีเซียมและพลูโตเนียมในระดับสูงระหว่างตะกอนดินใต้ทะเล พืชผัก และแผ่นน้ำแข็ง

นอกจากรัสเซีย สหรัฐก็มีส่วนก่อให้เกิดขยะนิวเคลียร์ในชั้นดินเยือกแข็งจากการตั้งศูนย์วิจัยพลังงานนิวเคลียร์ Camp Century ในกรีนแลนด์ซึ่งปลดประจำการในปี 1967

AFP PHOTO / Greg BAKER

อดีตพนักงานแฉ Facebook เน้นกำไร เพิกเฉยเฟกนิวส์-เนื้อหาเชิงลบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664838

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 14:00 น.อดีตพนักงานแฉ Facebook เน้นกำไร เพิกเฉยเฟกนิวส์-เนื้อหาเชิงลบอดีตพนักงานเผย Facebook ให้ความสำคัญกับกำไรมากกว่าความปลอดภัยและประโยชน์ของสาธารณะ

ฟรานเซส เฮาเกน (Frances Haugen) อดีตผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ในทีมต่อต้านการเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อสาธารณชนของ Facebook ซึ่งทำงานมาได้ 2 ปีและลาออกเมื่อเดือนพ.ค. ปรากฏตัวในรายการ “60 Minutes” ทางสถานีโทรทัศน์ CBS เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า Facebook ให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าความปลอดภัยและผลประโยชน์ของสาธารณะ

เฮาเกนเล่าว่า บนแพลตฟอร์มขณะนี้เต็มไปด้วยการเผยแพร่วาจาที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) ความรุนแรง และเฟกนิวส์ ซึ่งการกระทำเหล่านั้นส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคมทั่วโลก

แม้ตนจะเชื่อว่ามาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างแพลตฟอร์มแห่งความเกลียดชัง แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงความปล่อยปละละเลยและเพิกเฉยต่อปัญหาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

เฮาเกนกล่าวต่อว่า Facebook ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อสาธารณชนว่าจะจัดการกับปัญหาดังกล่าวแต่กลับนิ่งเฉย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอัลกอริทึมที่ส่งเสริมเนื้อหาสร้างความเกลียดชังเพื่อประโยชน์ของบริษัท

โดยการปรับปรุงของ Facebook ในปี 2018 มีการเพิ่มอัลกอริทึมเกี่ยวกับการสร้างความเกลียดชังและความหวาดกลัว เพราะเนื้อหาเหล่านี้จะเพิ่มการมีส่วนร่วม (engagement) ของผู้ใช้ และเพิ่มเวลาในการใช้งานบนแพลตฟอร์มของผู้ใช้ ซึ่งจะทำให้ Facebook ได้เงินมากขึ้นไปด้วย

เฮาเกนเผยว่าเธอคือคนที่ส่งข้อมูลเอกสารภายในของ Facebook ให้แก่ Wall Street Journal และสภาคองเกรส เพื่อสนับสนุนการสืบสวนความรับผิดชอบของ Facebook ในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งบนแพลตฟอร์ม ตลอดจนอันตรายที่มีต่อผู้ใช้ Instagram ที่เป็นเด็กสาว จนกลายเป็นข่าวดังในแวดวงไอทีก่อนหน้านี้

เฮาเกนเคยทำงานกับ Google และ Pinterest ซึ่งเธอมองว่าเมื่อเทียบกันแล้ว Facebook ดำเนินการได้แย่ที่สุดในบรรดางานที่เธอเคยทำมา “Facebook แสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเลือกกำไรมากกว่าปลอดภัยของสาธารณะ เหมือนเขาซื้อผลกำไรด้วยความปลอดภัยของพวกเรา” เฮาเกนกล่าว

อย่างไรก็ตาม Facebook ยืนยันว่าแพลตฟอร์มมุ่งสร้างผลประโยชน์ต่อสาธารณชนมากกว่าผลเสีย โดยมองว่าบทสัมภาษณ์ของเฮาเกนเป็นข้อมูลที่ชี้นำและบิดเบือน

ลีนา เพียทช์ (Lena Pietsch) โฆษกหญิงของ Facebook แถลงการณ์ทันทีภายหลังจากการปรากฏตัวของเฮาเกน โดยระบุว่า Facebook คำนึงถึงความปลอดภัยและเสรีภาพของผู้ใช้งานอยู่เสมอ และไม่ได้เพิกเฉยหรือส่งเสริมการเผนแพร่เนื้อหาเชิงลบ โดยได้มีการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง และมุ่งต่อต้านการเผยแพร่เฟกนิวส์และเนื้อหาเชิงลบ

Photo by Robert Fortunato / CBS News/60MINUTES / AFP

ตลาดอสังหาฯ จีนระส่ำ Fantasia ผิดนัดชำระหนี้อีกเจ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664836

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 13:15 น.ตลาดอสังหาฯ จีนระส่ำ Fantasia ผิดนัดชำระหนี้อีกเจ้า  บริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนอีกหนึ่งแห่งกำลังมีปัญหาทางการเงินหลังเพิ่งผิดนัดชำระหนี้ เสี่ยงซ้ำรอย Evergrande  

สำนักข่าว AFP รายงานว่า Fantasia Holdings บริษัทสังหาริมทรัพย์อีกแห่งหนึ่งของจีนซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเซินเจิ้นออกแถลงการณ์ว่า บริษัทผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรจำนวน 205.7 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อวันจันทร์ (4 ต.ค.)

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากบริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์ Country Garden Services Holdings เผยว่า บริษัทหนึ่งในเครือของ Fantasia Holdings ไม่ชำระหนี้เงินกู้ 108 ล้านเหรียญสหรัฐตามกำหนด และมีแนวโน้มว่า Fantasia Holdings จะผิดนัดชำระหนี้

ข่าวของ Fantasia Holdings เกิดขึ้นในช่วงที่บรรดานักลงทุนต่างเฝ้ารอคอยข่าวของ Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่มีหนี้สินกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจาก Evergrande ระงับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากจะมีธุรกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้น หลังจากมีรายงานว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์ฮ่องกง Hopson Development Holdings มีแผนจะซื้อหุ้น 51% ของ Evergrande

แม้ว่า Fantasia Holdings จะมีขนาดเล็กกว่า Evergrande ปัญหาการเงินของบริษัทเน้นย้ำความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของบริษัท

บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ลดเครดิตของ Fantasia Holdings เหลือ CCC ซึ่งหมายความว่าการผิดนัดชำระหนี้อาจเกิดขึ้นได้

Fitch Ratings แถลงว่า แม้ว่าสื่อจะรายงานว่า Fantasia Holdings ผิดนัดชำระหนี้แก่ผู้ถือพันธบัตรก่อนหน้านี้ ทว่าพันธบัตรดังกล่าวไม่ได้เปิดเผยในรายงานทางการเงินของบริษัท “เราเชื่อว่าการมีอยู่ของพันธบัตรเหล่านี้หมายความว่าสภาพคล่องของบริษัทอาจตึงตัวกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้”

“นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดข้อสงสัยในความโปร่งใสของการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของบริษัท” Fitch Ratings ระบุ 

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง S&P Global Ratings ปรับลดความน่าเชื่อถือของ Sinic Holdings บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีนอีกแห่งหนึ่งจาก CCC เหลือ C ซึ่งสะท้อนมุมมองว่า กระบวนการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยบอกว่า บริษัทเกือบไม่มีความสามารถในการชำระหนี้แล้ว

ด้าน จางหยวนหลิน ประธานและซีอีโอ Sinic Holdings กลายเป็นข่าวเมื่อเดือนที่แล้วหลังจากทรัพย์สินหายไปเป็นหลักพันล้านเหรียญสหรัฐหลังจากหุ้นอสังหาริมทรัพย์ร่วงหนักจากกรณีของ Evergrande

จากข้อมูลของนิตยสารฟอร์บส์ เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ทรัพย์สินของจางหยวนหลินลดลงจาก 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 250.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจาก Sinic Holdings ต้องหยุดการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เพราะมูลค่าหุ้นร่วงถึง 87%  

REUTERS/Aly Song

ผู้นำโลก-มหาเศรษฐีปฏิเสธไม่ได้ทำผิดหลัง Pandora Papers แฉ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664827

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 12:03 น.ผู้นำโลก-มหาเศรษฐีปฏิเสธไม่ได้ทำผิดหลัง Pandora Papers แฉผู้นำหลายประเทศและมหาเศรษฐีพากันปฏิเสธว่าไม่ได้ซุกทรัพย์สินหลังมีชื่อโผล่ใน Pandora Papers

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ผู้นำหลายประเทศและมหาเศรษฐีพากันปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิด หลังมีชื่อปรากฏในเอกสารลับ Pandora Papers ที่หลุดออกมาแฉว่าแต่ละคนมีทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลซุกซ่อนไว้ในต่างประเทศ

สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์แห่งจอร์แดน ซึ่ง Pandora Papers ระบุว่า ใช้บัญชีทรัพย์สินในต่างประเทศกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐซื้อบ้านหรูในสหราชอาณาจักรและสหรัฐเผยว่า “มูลค่าของทรัพย์สินเหล่านี้และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องมาจากเงินส่วนตัวของข้าพเจ้า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้มาจากงบประมาณของรัฐหรือคลังของประเทศ”

สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์เผยอีกว่า “ข้าพเจ้าไม่มีอะไรต้องปิดบัง แต่พวกเราแข็งแกร่งกว่านั้นและนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้คนพุ่งเป้ามาที่จอร์แดน”

สำนักพระราชวังจอร์แดนออกแถลงการณ์ว่า “การที่สมเด็จพระราชาธิบดีมีอพาร์ทเม้นต์และบ้านพักหลายหลังในสหรัฐและสหราชอาณาจักรไม่ใช่ความลับ นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือไม่เหมาะสม”

ด้าน เนด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่า สหรัฐกำลังตรวจสอบเอกสารดังกล่าวแต่ไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดถึงรายละเอียด และยังตอบคำถามเกี่ยวกับจอร์แดนซึ่งเป็นประเทศที่รับเงินช่วยเหลือก้อนใหญ่จากสหรัฐว่า “ความช่วยเหลือของสหรัฐต่ออัมมานเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติโดยตรงของสหรัฐ”

ขณะที่ ดิมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินเผยว่า เครมลินยังไม่เห็นหลักฐานที่ระบุว่าบุคคลใกล้ชิดกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ซุกซ่อนทรัพย์สิน “ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าข้อมูลนี้คืออะไรและเกี่ยวกับอะไร”

และเมื่อถูกถามถึงความสัมพันธุ์ของปูตินกับ สเวตลานา คริโวโนยิค หญิงชาวรัสเซียที่มีชื่ออยู่ใน Pandora Papers เปสคอฟตอบว่าไม่เคยได้ยินชื่อหญิงคนดังกล่าว

ส่วน ชอกัต ตาริน รัฐมนตรีกระทรวงการเงินของปากีสถานซึ่งมีชื่ออยู่ใน Pandora Papers เผยว่า ทุกคนต้องถูกสอบสวนรวมทั้งตัวเขาเองด้วย และหากพบว่ากระทำผิดจะต้องดำเนินการอย่างเหมาะสม แต่ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด

เช่นเดียวกับ นายกรัฐมนตรี อันเดรส บาบิช ของสาธารณรัฐเชค ที่ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิด “เงินออกจากธนาคารแห่งหนึ่งของเชค ถูกหักภาษี มันคือเงินของผม แล้วย้อนกลับไปที่ธนาคารของเชค”

ส่วนทนายความของ อนิล อัมบานี นักธุรกิจชาวอินเดียเผยว่า “ลูกความของเราเสียภาษีในอินเดียและเปิดเผยทรัพย์สินต่อทางการอินเดียตามกฎหมาย การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินต่อศาลในกรุงลอนดอนผ่านการพิจารณาไตร่ตรองอย่างดี บริษัท Reliance Group ดำเนินธุรกิจทั่วโลก และสำหรับข้อกำหนดทางธุรกิจและข้อบังคับที่ถูกต้องตามกฎหมาย บริษัทปฏิบัติตตามกฎหมายที่ต่างกันของแต่ลประเทศ” 

ขณะที่กระทรวงการเงินของอินเดียระบุว่า จะตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับ Pandora Papers ทุกกรณีและดำเนินการอย่างเหมาะสม และรัฐบาลอินเดียจะร่วมมือกับทางการต่างประเทศเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียภาษีและองค์กรต่างๆ 

ทั้งนี้  การใช้บริษัทในต่างประเทศที่จดทะเบียนในประเทศที่ปลอดภาษีไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายหรือเป็นหลักฐานว่ามีการกระทำผิด แต่เครือข่ายผู้สื่อข่าวสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ระบุว่า ธุรกรรมดังกล่าวอาจถูกใช้เพื่อปกปิดความมั่งคั่งเพื่อเลี่ยงภาษีหรือการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐบาล

Photo by LOIC VENANCE / AFP

จับตา บ.ฮ่องกงจ่อเทกโอเวอร์ Evergrande #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664822

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 11:30 น.จับตา บ.ฮ่องกงจ่อเทกโอเวอร์ EvergrandeHopson Development เตรียมเข้าถือหุ้นกว่าครึ่งหนึ่งของ Evergrande

Global Times รายงานว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกง Hopson Development มีแผนที่จะเข้าเทกโอเวอร์หุ้น 51% ในหน่วยอสังหาริมทรัพย์ หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 5.14 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 173,700 ล้านบาท) ของ Evergrande ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของประเทศจีน ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้ 305 พันล้านเหรียญสหรัฐ

หลังจากที่ทั้งสองบริษัทได้ระงับการซื้อขายหุ้นในตลาดฮ่องกงไปเมื่อช่วงเช้าวานนี้ (4 ต.ค.) โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งรวมถึงแพทริก หว่อง นักวิเคราะห์ข้อมูลจาก Bloomberg มองว่าการระงับซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นของทั้งสอง อาจเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโครงสร้างหรือการจำหน่ายสินทรัพย์ที่สำคัญของ Evergrande

ขณะที่ Evergrande และ Hopson Development เผยว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดฮ่องกงถูกระงับเพื่อรอแถลงการณ์เกี่ยวกับการทำธุรกรรมที่สำคัญของบริษัท

ทั้งนี้ วิกฤตหนี้กว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐของ Evergrande ทำให้เกิดความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง หรืออาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนบริษัทกล่าวว่าจะขายหุ้น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับ Shenyang Shengjing Finance Investment Group ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านการจัดการอสังหาริมทรัพย์ของจีน เพื่อระดมทุนมาชำระหนี้

นอกจากนี้บริษัทยังได้จ้างผู้เชี่ยวชาญรวมทั้ง Houlihan Lokey บริษัทผู้ให้บริการด้านการเงินที่เคยให้คำปรึกษาการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรแก่ Lehman Brothers วาณิชธนกิจของสหรัฐที่ล้มละลาย เข้ามาช่วยแก้ปัญหา

อย่างไรก็ตาม Evergrande ยังไม่ได้ยื่นเอกสารหรือออกประกาศใดๆ เกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยซึ่งพ้นกำหนดชำระไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา แต่ยังมีระยะเวลาผ่อนผัน 30 วันในการชำระดอกเบี้ยดังกล่าว ก่อนที่จะถือว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้

ขณะที่บรรดานักลงทุนและซัพพลายเออร์รวมตัวกันประท้วงที่บริเวณด้านนอกสำนักงานบริษัทเพื่อเรียกร้องเงินคืน โดย Evergrande ยอมรับว่าขณะนี้บริษัทกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

Photo by Hector RETAMAL / AFP

หุ้นเอเชียร่วงเกือบต่ำสุดรอบ 1 ปี น้ำมันแพง-กลุ่มเทคโดนหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664816

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 10:03 น.หุ้นเอเชียร่วงเกือบต่ำสุดรอบ 1 ปี น้ำมันแพง-กลุ่มเทคโดนหนักตลาดหุ้นเอเชียแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน ดัชนีเกณฑ์มาตรฐานตก 3 ช่วงซื้อขายติดต่อกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ตลาดสั่นสะเทือน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานหุ้นเอเชียสั่นคลอนอย่างหนักในช่วงต้นวันอังคารหลังจากการเทขายออกในวงกว้างตามตลาด Wall Street เนื่องจากตลาดกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของราคาน้ำมันที่สูงในรอบหลายปีก่อให้เกิดความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ดัชนีหุ้นเอเชียแปซิฟิก MSCI นอกญี่ปุ่นลดลงมากถึง 1.3% ลดลงเป็นช่วงที่สามติดต่อกัน หุ้นญี่ปุ่นร่วง 2.8% เกาหลีใต้เสียไป 2.5% และออสเตรเลียร่วง 1%

Vasu Menon ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของ OCBC Bank กล่าวว่า “นักลงทุนมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อเนื่องจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

การร่วงลงของตลาดทำให้ดัชนีชี้วัดหลักของ MSCI อยู่ที่ 619.87 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 ซึ่งร่วงลงมากกว่า 5% ในปีนี้ โดยตลาดฮ่องกงและญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่มที่ขาดทุนรายใหญ่

“เราได้เห็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีผลงานดีกว่าหุ้นมูลค่า ดังนั้นหากเงินเฟ้อยังคงเป็นที่น่าวิตก หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็มักจะโดนโจมตี” เมนอนกล่าว

ราคาน้ำมันแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีในวันจันทร์ หลังจากกลุ่ม OPEC+ ยืนยันว่าจะยึดตามนโยบายการส่งออกในปัจจุบัน เนื่องจากความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมฟื้นตัว แม้จะมีแรงกดดันจากบางประเทศให้เพิ่มการผลิตมากขึ้น

น้ำมันสหรัฐทรงตัวที่ 77.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หนึ่งวันหลังจากแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2557 น้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 81.30 ดอลลาร์หลังจากเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสามปี

ตลาดในเอเชียจะจับตาว่า Evergrande ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จีนจะมีความหวังใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนที่กำลังมองหา สัญญาณการจำหน่ายทรัพย์สินเพื่อแก้ปัญหาหนี้ หุ้นในบริษัทหยุดซื้อขายในวันจันทร์

ทั้งนี้ Dow Jones Industrial Average ลดลง 0.94% มาอยู่ที่ 34,002.92 ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.30% ที่ 4,300.46 และ Nasdaq Composite ลดลง 2.14% มาที่ 14,255.49 เนื่องจากนักลงทุนทิ้งหุ้น Big Tech หลังจากผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐที่เพิ่มขึ้น

อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากคำเตือนของนักลงทุนเกี่ยวกับความจำเป็นในการเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาล เนื่องจากสหรัฐ เผชิญกับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ครั้งประวัติศาสตร์ในสองสัปดาห์ ในการซื้อขายช่วงปลายที่ Wall Street มีรายงานว่าวุฒิสภาสหรัฐเตรียมที่จะลงคะแนนเสียงในร่างกฎหมายที่ผ่านในสภาผู้แทนราษฎรที่จะขยายวงเงินหนี้ของสหรัฐเป็นเดือนธันวาคม 2565 เป็นการช่วยแก้ปัญหาการหยุดชะงักในสภาคองเกรสที่ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจไปได้อีกเปราะหนึ่ง

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปีเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ก่อนที่จะมีการเปิดเผยข้อมูการจ้างงานที่สำคัญของสหรัฐที่ครบกำหนดในปลายสัปดาห์ซึ่งอาจช่วยบอกใบ้เกี่ยวกับระยะเวลาของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ถูกปรับให้ชะลอลงและการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ซึ่งติดตามค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าของหกสกุลเงิน ขยับขึ้น 0.09% เป็น 93.928

เงินยูโรร่วงลง 0.13% มาอยู่ที่ 1.1605 ดอลลาร์ขณะที่เงินเยนซื้อขายเพิ่มขึ้น 0.12% ที่ 111 ดอลลาร์

ราคาทองคำอยู่ในกรอบแคบและยืนที่ 1,763 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากพุ่งขึ้นในวันจันทร์สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.

Photo – Spencer Platt/AFP

โอกาสทองคู่แข่ง คนนับล้านแห่ใช้ Signal หลัง Facebook ล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664814

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 09:19 น.โอกาสทองคู่แข่ง คนนับล้านแห่ใช้ Signal หลัง Facebook ล่มนอกจาก Signal แล้วยังมีแอป Telegram และ iMessage ที่ได้รับประโยชน์

ผู้ใช้ใหม่หลายล้านคนเข้าร่วมแอปสื่อสาร Signal หลัง Facebook ประสบปัญหาการหยุดทำงานเป็นเวลา 6 ชั่วโมงซึ่งครอบคลุม WhatsApp Instagram และ Messenger ทำให้ผู้ใช้ทั่วโลกจำนวน 2,700 ล้านรายต้องชัตดาวน์ตัวองจากโซเชียลมีเดีย

แต่นี่คือโอกาสของ Signal แอปที่มีความปลอดภัยกว่าและได้รับการรับรองจากเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนผู้เปิดโปงการแกะรอยสอดแนมประชาชนของรัฐบาลสหรัฐ ปรากฏว่ามีผู้ใช้ใหม่หลายล้านคนแห่กันเข้ามาและทำให้ระบบรองรับไม่ไหว

แม้แต่แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Twittter ยังทวีตการรับรอง Signal ว่าเป็นทางเลือกแทน WhatsApp ที่เหมาะสม (เนื่องจากปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวของ WhatsApp)

Signal เผยในทวิตเตอร์ว่า “ผู้คนหน้าใหม่หลายล้านคนเข้าร่วม Signal ในวันนี้ และการรับส่งข้อความและการโทรของเราได้เริ่มทำงานแล้ว แต่บางคนไม่เห็นรายชื่อติดต่อทั้งหมดของพวกเขาปรากฏบน Signal เรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหานี้”

Signal ยังพาดพิงถึงการล่มของ Facebook ด้วยว่า “เรายังทราบดีว่าการทำงานเมื่อระบบล่มเป็นอย่างไร และขอเอาใจช่วยให้วิศวกรที่กำลังทำงานอยู่ เพื่อนำบริการกลับมาใช้บนแพลตฟอร์มอื่นๆ”

นอกจาก Signal แล้วยังมีแอป Telegram และ iMessage ที่ได้รับประโยชน์เมื่อ Facebook และ WhatsApp ล่ม โดยมี Signal รายเดียวที่ประกาศว่าการล่มของคู่แข่งทำให้พวกเขาได้ประโยชน์มหาศาล

Photo by Lionel BONAVENTURE / AFP

ซักเคอร์เบิร์กสูญเงินเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664811

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 08:36 น.ซักเคอร์เบิร์กสูญเงินเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์ Facebook, Instagram, WhatsApp กลับมาใช้ได้อีกครั้ง แต่มันทำให้บอสต้องเสียเงินอื้อ

ความมั่งคั่งส่วนตัวของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ลดลงเกือบ 7,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้เขาตกอันดับในรายชื่อคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก หลังจากบริการของบริษัท Facebook Inc. เกิดปัญหาล่มนานหลายชั่วโมง

ตามการรายงานของ Bloomberg การเทขายส่งผลให้หุ้นของยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียร่วงลงราว 5% ในวันจันทร์ และลดลงประมาณ 15%

ตั้งแต่กลางเดือนกันยายนหุ้นตกในวันจันทร์ส่งผลให้ความมั่งคั่งของซักเคอร์เบิร์กลงไปที่ 120,900 ล้านดอลลาร์ทำให้อันดับของเขาเขาลงมาอยู่ต่ำกว่าบิล เกตส์ (Bill Gates) มาอยู่ที่อันดับ 5 ในดัชนี Bloomberg Billionaires

เขาสูญเสียความมั่งคั่งไปประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน ก่อนหน้านี้มีมูลค่าเกือบ 140,000 ล้านดอลลาร์