ล่มนานสุด Facebook, Instagram, WhatsApp กลับมาใช้ได้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664809

วันที่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 08:11 น.ล่มนานสุด Facebook, Instagram, WhatsApp กลับมาใช้ได้แล้วFacebook, Instagram และ WhatsApp เริ่มกลับมาออนไลน์อีกครั้ง

กลับมาใช้ได้อีกครั้งแล้ว Facebook พร้อมด้วยบริการ Instagram และ WhatsApp เป็นปกติอีกครั้งอีกครั้งในช่วงเช้ามืดวันจันทร์ หลังจากเกิดการล่มครั้งใหญ่และยาวนาน ซึ่งให้เครือข่ายสังคมออนไลน์เกิดความสับสนวุ่นวายแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

กลุ่มแอพของ Facebook นั้น “หายไป” จากอินเทอร์เน็ตเป็นเวลาหลายชั่วโมง ประมาณการคร่าวๆ คือ 5 – 6 ชั่วโมง หลังจากปัญหาการกำหนดเส้นทางการรับส่งข้อมูลซึ่งทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงได้ ตามการระบุของ Cloudflare บริษัทรักษาความปลอดภัยเว็บไซต์

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กล่าวในเฟซบุ็คของเขาว่า “Facebook, Instagram, WhatsApp และ Messenger กำลังกลับมาออนไลน์อีกครั้ง ขออภัยที่ทำให้หยุดชะงักในวันนี้ ผมรู้ดีว่าคุณต้องพึ่งพาบริการของเรามากเพียงใดเพื่อติดต่อกับบุคคลที่คุณห่วงใย”

Facebook, Instagram, WhatsApp พร้อมใจกันล่มทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664803

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 23:33 น.Facebook, Instagram, WhatsApp พร้อมใจกันล่มทั่วโลกแอปฯ โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook , Instagram และ WhatsApp ซึ่งมีเจ้าของเดียวกัน ไม่สามารถเข้าใช้งานทั่วโลกได้ในขณะนี้ โดยพบว่าระบบเริ่มไม่สามารถเข้าใช้ได้ตั้งแต่ช่วง 22:30 น.ที่ผ่านมา จนถึงเวลานี้ (23.40 น.ตามเวลาในประเทศไทย)

ขณะเดียวกัน แอปฯ โซเชียลช่องทางอื่น ๆ อย่าง Line และ Twitter ยังคงใช้งานได้ตามปกติ โดยจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีแฮชแทก #เฟสล่ม และ #ไอจี ล่ม ขึ้นเทรนด์บน Twitter แล้วในเวลานี้

ทั้งนี้ จากเว็บไซต์ downdetector ซึ่งเก็บข้อมูลสถิติปัญหาบนโลกออนไลน์ระบุว่า Facebook เริ่มระบบล่มตั้งแต่ช่วง 22:30 น. 

ล่าสุด (23:58 น.) หุ้นเฟซบุ๊ก (FB) มีแรงเทขายออกมาอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุด -5% แล้ว โดยหุ้นเฟซบุ๊กนั้นยืนแดนลบมาตั้บแต่เปิดตลาดแล้วในวันนี้

การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ Merck หลังล้มเหลวกับวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664792

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 18:15 น.การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ Merck หลังล้มเหลวกับวัคซีนเมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Merck กลับมาทวงบัลลังก์หลังยอมหลีกทางให้ผู้ผลิตวัคซีนโควิดมานาน

ก่อนหน้านี้ยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมจากอเมริกาอย่าง Merck ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1891 ดำเนินธุรกิจวัคซีนมายาวนานกว่า 100 ปี และเป็นแถวหน้าในการต่อสู้กับโรคระบาดมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นโรคอีโบลา เอชไอวี ไปจนถึงโรคพยาธิตาบอด ถูกมองว่าตกขบวนเมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว

ขณะที่หลายบริษัทไม่ว่าจะเป็น Pfizer, BioNTech, Moderna, Eli Lilly, Johnson & Johnson, AstraZeneca, Sinovac, Sinopharm และอีกหลายบริษัทและหน่วยงานจากทั่วโลกต่างตบเท้าเข้ามามีส่วนในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่กลับไร้เงายักษ์ใหญ่อย่าง Merck

ส่อแววถูกโค่น

เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา บิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีแห่งนครนิวยอร์กกล่าวว่า “Merck พยายามพัฒนาวัคซีนแต่ไม่สำเร็จ และตอนนี้กำลังวางแผนไปผลิตยาประเภทอื่น ซึ่งผมไม่เห็นด้วยนะ Merck ควรผลิตวัคซีนที่พวกเขากำลังประสบปัญหาขาดแคลนอยู่ในขณะนี้”

ในตอนนั้น รัฐบาลสหรัฐได้พิจารณาขอความช่วยเหลือจาก Merck ในการร่วมผลิตวัคซีนที่พัฒนาโดย Pfizer และ Johnson & Johnson ซึ่ง Merck เองก็กำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ ทั้งในสหรัฐและทั่วโลก

สำหรับสหรัฐมันอาจช่วยเพิ่มปริมาณวัคซีนให้มีเพียงพอถึงช่วงปลายปีนี้ หรือเพียงพอสำหรับใช้เป็นบูสเตอร์ แต่สำหรับประเทศอื่นที่ขาดแคลนวัคซีนแล้ว การสนับสนุนจาก Merck มีความสำคัญมากกว่านั้น

แต่ก็ยังไร้วี่แววว่า Merck จะเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตวัคซีน นั่นทำให้บริษัทซึ่งเคยสร้างรายได้จากวัคซีนกว่า 8,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 ต้องหลีกทางให้กับ Pfizer และอดีตสตาร์ทอัพอย่าง Moderna ซึ่งพัฒนาวัคซีนโควิดโดยใช้เทคโนโลยี mRNA เป็นรายแรก และยังพบว่ามีประสิทธิภาพสูงทีเดียว

ตั้งแต่นั้นมา บรรดาผู้ผลิตวัคซีนจากหลากหลายประเทศทะยอยเปิดเผยผลการทดลองวัคซีนต้านโควิด-19 ของตัวเองออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนจับตามองว่า Merck จะทำอย่างไรต่อไป

เลือกเดินหน้าผลิตยาเม็ด

ในเดือนมี.ค. มีรายงานว่า Merck กำลังพัฒนายาเม็ดสำหรับต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ในชื่อโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาอย่างมาก เนื่องจากตอนนั้นทุกคนกำลังโฟกัสอยู่กับวัคซีน จึงเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งเนื่องจากยังไม่มีการค้นพบยารักษาโรคโควิด-19 มาก่อน

พร้อมเปิดเผยผลการทดลองในระยะที่ 2 จากจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 202 รายที่มีอาการไม่รุนแรงและยังไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาจริงครบโดสอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วันมีปริมาณเชื้อไวรัสลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่มีผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ใดๆ และยังไม่พบปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ยา

หลายเดือนต่อมา Merck ยังคงเดินหน้าทดลองยาเม็ดอย่างเงียบๆ และปล่อยให้ผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ กอบโกยรายได้กันอย่างเต็มที่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์เดลตาซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้หลายประเทศต้องการวัคซีนเพิ่มจำนวนมากเพื่อใช้เป็นบูสเตอร์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ขณะที่โลกยังคงประสบปัญาขาดแคลนวัคซีน

กลับมาทวงบัลลังก์

เมื่อปลายเดือนที่แล้วจนถึงตอนนี้ Merck กลับมาได้รับความสนใจจากทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากที่ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าในการทดลองยาเม็ดโมลนูพิราเวียร์ ว่ามีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธฺุ์เดลตา ท่ามกลางการจับตามองว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกในการต่อสู้กับโควิด-19

โดยเจย์ โกรเบลอร์ หัวหน้าฝ่ายโรคติดเชื้อและวัคซีนของ Merck เผยว่ายาเม็ดดังกล่าวแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 ทั่วไปตรงที่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายไปที่โปรตีนหนาม (spike protein) ของไวรัส ซึ่งเป็นตัวกำหนดสายพันธุ์ของไวรัส จึงมีแนวโน้มว่าจะสามารถยับยั้งโควิด-19 ได้แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์

พร้อมเผยผลการทดลองทางคลินิกว่าสามารถลดอาการป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตจาก Covid-19 ได้ครึ่งหนึ่ง

ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Merck ทะยานขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็วโดยขณะนี้อยู่ที่ 81.40 เหรียญสหรัฐ สวนทางกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนหลายแห่งที่ร่วงลงเพราะข่าวดีจาก Merck

โดยหุ้นของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่อย่าง BioNTech และ Moderna ซึ่งจดทะเบียนในตลาดนิวยอร์กร่วงลงในช่วงปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1 ต.ค.) ที่ผ่านมา

ขณะที่หุ้นของบริษัท Shanghai Fosun Pharmaceutical Group ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายวัคซีนของ Pfizer/BioNTech ในจีนแผ่นดินใหญ่ทรุดตัวลงมากถึง 21% ในตลาดฮ่องกงเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (4 ต.ค.)

ด้านบริษัท JCR Pharmaceuticals จากญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนร่วมกับ AstraZeneca และ หุ้นของ Fujifilm Holdings ซึ่งผลิตชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก็ร่วงลง 5% ในตลาดหุ้นโตเกียว

สำหรับ CSPC Pharmaceutical Group และ Wuxi Biologics (Cayman) บริษัทยาและเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนก็ดิ่งลงกว่า 7% เช่นกัน

ไมเคิล ยี ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพมองว่า ผู้คนจะกลัวโควิด-19 น้อยลงและไม่ต้องการวัคซีน เมื่อมียาเม็ดที่สามารถรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้งานได้อย่างสะดวก

นอกจาก Merck แล้วยังมียาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ด PF-07321332 จากบริษัท Pfizer ของสหรัฐ และ AT-527 จาก Roche Holding AG บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวิส ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 3 เช่นเดียวกัน ท่ามกลางการจับตามองว่า

บริษัทใดจะสามารถพัฒนายาเม็ดรักษาโควิด-19 ได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของโลก

ที่มา: BloombergReutersThe New York Times

ภาพโดย: Kena Betancur / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / AFP

ไทยเจรจากับ Merck ซื้อยารักษาโควิด 200,000 ชุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664778

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 16:17 น.ไทยเจรจากับ Merck ซื้อยารักษาโควิด 200,000 ชุดขณะที่บางประเทศในเอเชียเริ่มขยับเพื่อทำดีลกันแต่เนิ่นๆ คาดว่าเพื่อเป็นทางเลือกให้กับวัคซีนที่มีน้อย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานรัฐบาลไทยกำลังเจรจากับบริษัทผู้ผลิตยาในสหรัฐฯ Merck & Co เพื่อซื้อยาต้านไวรัสของบริษัทสำหรับการรักษาโควิด-19 จำนวน 200,000 ชุด

หลายประเทศในเอเชียกำลังตะเกียกตะกายเพื่อกักเก็บยาตัวนี้กันตั้งแต่เนิ่นๆ หลังจากที่ตามหลังประเทศตะวันตกในโครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุปทานวัคซีนที่จำกัด

เกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซียกล่าวว่ากำลังเจรจาเพื่อซื้อยาของ Merck ในขณะที่ฟิลิปปินส์ซึ่งกำลังทดลองใช้ยาเม็ดตัวนี้ กล่าวว่าหวังว่าผลการศึกษาทดลองในประเทศจะอนุญาตให้เข้าถึงการรักษาได้

ประเทศเหล่านี้หมดปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเจรจาซื้อ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังดำเนินการทำข้อตกลงในการจัดซื้อยาต้านไวรัสที่เรียกว่า มอลนูพิราเวียร์หรือโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir)

ยาเม็ดมอลนูพิราเวียร์ที่ออกแบบมาเพื่อแนะนำข้อผิดพลาดในรหัสพันธุกรรมของไวรัส จะเป็นยาต้านไวรัสชนิดรับประทานชนิดแรกเพื่อจัดการกับโควิด-19

การทดลองทางคลินิกระหว่างกาลระบุว่าสามารถลดโอกาสการรักษาในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตได้ประมาณ 50% สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรงจากควิด-19

“ขณะนี้เรากำลังดำเนินการเกี่ยวกับข้อตกลงการจัดซื้อกับ Merck ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ … เราได้จองชุดล่วงหน้า 200,000 ชุดนายแพทย์สมศักดิ์กล่าวว่าเขากล่าวว่ายาจะมาถึงในเดือนธันวาคมแม้ว่าข้อตกลงจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติขจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาและหน่วยงานกำกับดูแลของไทย

รอยเตอร์ระบุว่าไม่สามารถติดต่อตัวแทนที่สำนักงานของเมอร์คในประเทศไทยได้ในทันที

Merck กล่าวว่า คาดว่าจะผลิตยารักษา 10 ล้านชุดภายในสิ้นปี 2564 มีสัญญาของรัฐบาลสหรัฐในการจัดหามอลนูพิราเวียร์ 1.7 ล้านชุดในราคา 700 ดอลลาร์ต่อชุด

Merck ได้กล่าวว่ามีแผนกำหนดราคายาตามเกณฑ์รายได้ของประเทศ

ในฟิลิปปินส์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข Maria Rosario Vergeire กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “เราคิดว่าเราสามารถเข้าถึงยานี้ได้มากขึ้น เพราะเรามีการทดลองทางคลินิกที่ดำดนินการไปควบคู่กัน”

REUTERS/Brendan McDermid/File Photo

หุ้นวัคซีนร่วงระนาวหลัง Merck เผยข่าวดียาเม็ดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664765

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 15:04 น.หุ้นวัคซีนร่วงระนาวหลัง Merck เผยข่าวดียาเม็ดโควิดหุ้นบริษัทวัคซีนโควิดร่วงระนาว สวนทางผู้ผลิตยาเม็ดอย่าง Merck

Bloomberg รายงานว่าวันนี้ (4 ต.ค.) ราคาหุ้นบริษัทผลิตวัคซีนโควิด-19 ในภูมิภาคเอเชียร่วงลงหลังจากที่บริษัท Merck & Co ผู้ผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐเปิดเผยผลการทดลอง molnupiravir (โมลนูพิราเวียร์) ยาเม็ดสำหรับรักษาโควิด-19 พบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์ และช่วยลดความเสี่ยงของผู้ป่วยในการรักษาตัวในโรงพยาบาลและเสียชีวิตได้ถึง 50%

ก่อนหน้านี้ หุ้นของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่อย่าง BioNTech และ Moderna ซึ่งจดทะเบียนในตลาดนิวยอร์กก็ร่วงลงในช่วงปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1 ต.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากที่ Merck เผยว่ายาเม็ดที่กำลังทำการทดลองอยู่นั้น มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา ท่ามกลางการจับตามองว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกในการต่อสู้กับโควิด-19

ขณะที่หุ้นของบริษัท Shanghai Fosun Pharmaceutical Group ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายวัคซีนของ Pfizer/BioNTech ในจีนแผ่นดินใหญ่ทรุดตัวลงมากถึง 21% ในตลาดฮ่องกงเมื่อช่วงเช้าวันนี้

ด้านบริษัท JCR Pharmaceuticals จากญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนร่วมกับ AstraZeneca และ หุ้นของ Fujifilm Holdings ซึ่งผลิตชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก็ร่วงลง 5% ในตลาดหุ้นโตเกียว

สำหรับ CSPC Pharmaceutical Group และ Wuxi Biologics (Cayman) บริษัทยาและเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนก็ดิ่งลงกว่า 7% เช่นกัน

ซึ่งสวนทางกับหุ้นของบริษัท Merck ที่ดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเปิดเผยข่าวดีจากการทดลองยาเม็ด molnupiravir โดยขณะนี้อยู่ที่ระดับ 81.40 เหรียญสหรัฐ

โดยขณะนี้ molnupiravir กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองระยะที่ 3 เพื่อทำการประเมินว่าตัวยาช่วยลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ได้หรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะยื่นขออนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินภายในสิ้นปีนี้

แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่หลายประเทศเริ่มสั่งยาเม็ดดังกล่าวแล้ว

ทั้งนี้ เจย์ โกรเบลอร์ หัวหน้าฝ่ายโรคติดเชื้อและวัคซีนของ Merck เผยว่ายาเม็ดดังกล่าวแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 ทั่วไปตรงที่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายไปที่โปรตีนหนาม (spike protein) ของไวรัส ซึ่งเป็นตัวกำหนดสายพันธุ์ของไวรัส จึงมีแนวโน้มว่า molnupiravir จะสามารถยับยั้งโควิด-19 ได้แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์

โดย molnupiravir กำหนดเป้าหมายไปที่ viral polymerase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่จำเป็นของไวรัสที่ในการคัดลอกเชื้อ ซึ่งตัวยาจะทำให้รหัสพันธุกรรมของไวรัสผิดพลาดจนไม่สามารถขยายจำนวนขึ้นได้

นอกจาก Merck แล้วยังมียาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ด PF-07321332 จากบริษัท Pfizer ของสหรัฐ และ AT-527 จาก Roche Holding AG บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวิส ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 3 เช่นเดียวกัน ท่ามกลางการจับตามองว่าบริษัทใดจะสามารถพัฒนายาเม็ดรักษาโควิด-19 ได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของโลก

Photo by Handout / Merck & Co,Inc. / AFP

Pandora Papers แฉบรรดาผู้นำโลก-มหาเศรษฐี ซุกทรัพย์สิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664754

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 12:59 น.Pandora Papers แฉบรรดาผู้นำโลก-มหาเศรษฐี ซุกทรัพย์สินองค์กรสื่อจับมือแฉบรรดาผู้นำ-มหาเศรษฐี-คนดัง ซุกซ่อนทรัพย์สินลับมูลค่ามหาศาล

สมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนระหว่างประเทศ (ICIJ) ร่วมกับนักข่าวกว่า 600 คนจากสื่อ 150 สำนักใน 117 ประเทศทั่วโลก เปิดเผยรายงาน “Pandora Papers” ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านข่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

โดยองค์กรสื่อทั่วโลกได้ร่วมกันตรวจสอบเอกสารทางการเงินกว่า 11.9 ล้านไฟล์ ความจุรวม 2.94 เทอราไบต์ ที่รั่วไหลมาจากบริษัทที่ให้บริการทางการเงินในประเทศต่างๆ 14 แห่ง ซึ่งเป็นข้อมูลขนาดใหญ่กว่า Panama Papers ที่เคยรายงานเมื่อ 5 ปีก่อน และนับว่าเป็นข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เคยรั่วไหลถึงมือสื่อมวลชน

เอกสารดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าบรรดาผู้นำหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกราชวงศ์ ประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรีทั้งในอดีตและปัจจุบัน นักการเมือง เจ้าหน้าที่ระดับสูง มหาเศรษฐี และผู้มีชื่อเสียงในหลายแวดวง อาทิ วงการบันเทิง แฟชั่น กีฬา ศาสนา ไปจนถึงผู้ค้ายาเสพติด ต่างมีทรัพย์สินซุกซ่อนไว้จำนวนมาก โดยหลายคนปกปิดทรัพย์สินและหลบเลี่ยงภาษี

เอกสารได้เปิดเผยรายชื่อนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ 336 คน รวมถึงผู้นำประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบัน 35 คน จากกว่า 90 ประเทศรวมถึงรัสเซีย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน เม็กซิโก อิตาลีซาอุดิอาระเบีย อาร์เจนตินา บราซิล เปรู แอฟริกาใต้ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตลอดจนมหาเศรษฐีระดับโลกอีก 130 คน

ซึ่งรายชื่อดังกล่าวรวมถึงสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน ที่ถูกระบุว่าปกปิดการครอบครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐในสหราชอาณาจักรและสหรัฐ

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียซึ่งถูกระบุว่าถือครองทรัพย์สินลับในเมืองโมนาโก, อดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ของอังกฤษและภริยา ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเลี่ยงจ่ายอากรแสตมป์มูลค่า 312,000 ปอนด์ และนายกรัฐมนตรีอันเดรจ บาบิส ของเช็กปกปิดการครอบครองบ้านพักมูลค่า 12 ล้านปอนด์ในฝรั่งเศส

นอกจากนี้ยังมีรายชื่อของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน, นายกรัฐมนตรีอิมราน ข่าน ของปากีสถาน, ประธานาธิบดีอูฮูรู เคนยัตตา ของเคนยา, ประธานาธิบดีกิลเลอร์โม ลาส์โซ ของเอกวาดอร์, ยทาเคโอะ ฮิราตะ อดีตหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเกี่ยวกับโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิก, มาซาโยชิ ซง ประธานและซีอีโอของบริษัทซอฟต์แบงก์ และผู้มีชื่อเสียงอีกหลายคนรวมอยู่ด้วย

Photos by various sources / AFP

บทวิเคราะห์: เฟดจะทำอย่างไรกับดอลลาร์ดิจิทัล? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664748

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 11:39 น.บทวิเคราะห์: เฟดจะทำอย่างไรกับดอลลาร์ดิจิทัล?เปิดบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่ชี้ว่าเฟดกำลังสำรวจกับดักของนโยบายดอลลาร์ดิจิทัลก่อนจะปล่อยรายงานเรื่องนี้ออกมา

คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐจะออกรายงานที่ผู้คนตั้งตารอคอยอย่างมากในเร็ว ๆ นี้เพื่อสำรวจศักยภาพการนำเงินดอลลาร์ดิจิทัลไปใช้ แต่ผู้ว่าการและผู้กำหนดนโยบายอื่นๆ ยังเสียงแตกในประเด็นนี้ – และมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมการเงิน – เฟดจึงมีแนวโน้มที่จะแสดงท่าทีอย่างระมัดระวัง

ด้วยความกังวลว่าการผงาดขึ้นมาของคริปโตเคอร์เรนซี่อาจทำให้อำนาจของธนาคารต่างๆ ในการยึดกุมระบบเศรษฐกิจอ่อนแอลง ธนาคารกลางทั่วโลกตั้งแต่จีนไปยังยุโรปกำลังสำรวจการออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเอง (CBDCs) และเฟดอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเพื่อไล่ตามธนาคารแห่งอื่นๆ ให้ทัน

CBDC บางส่วนจะเทียบเท่ากับเงินสดที่ออกและสนับสนุนโดยธนาคารกลาง ไม่เหมือนกับงคริปโตเคอร์เรนซี่ที่ดำเนินการโดยเอกชนทั่วไป หรือเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในธุรกรรมหลายพันล้านรายการต่อวันซึ่งส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยธนาคารพาณิชย์

CBDC สามารถอนุมัติออกมาได้เพื่อการทำธุรกรรมขายส่ง เร่งและลดต้นทุนของการชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่างบริษัทต่างๆ และเร่งการชำระราคาหุ้นและการซื้อขายพันธบัตรให้เร็วขึ้น ประชาชนทั่วไปสามารถใช้เงินดอลลาร์ดิจิทัลเพื่อการค้าปลีกได้ ทำให้ชาวอเมริกันเข้าถึงบริการทางการเงินได้หลากหลายมากขึ้น

แต่ CBDC ของสหรัฐ ยังคุกคามเสถียรภาพของระบบธนาคาร ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และค่าใช้จ่าย รวมถึงการพูดถึงประเด็นนโยบายต่างประเทศ ในช่วงเวลาที่ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ที่กำลังนอคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งวาระที่สองท่ามกลางการต่อต้านจากผู้ทรงอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติที่ก้าวหน้า

เดวิด เบคเวิร์ธ (David Beckworth) นักวิจัยอาวุโสที่ Mercatus Center และอดีตนักเศรษฐศาสตร์ของ Treasury กล่าวว่า “มีกับดักทางการเมืองจำนวนมากที่รายล้อมสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ซึ่งเฟดต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง” และเสริมว่าพาวเวลล์มี “ความหลักแหลมทางการเมือง” มากพอที่จะสำรวจประเก็นที่เป็นปัญหาอย่งรอบคอบ

ในเดือนพฤษภาคม พาวเวลล์ประกาศว่าคณะกรรมการของเฟดจะออกรายงานสำรวจนวัตกรรมการชำระเงินและการนำเงินดอลลาร์ดิจิทัลมาใช้ โดยแยกจากการวิจัยที่เฟดสาขาบอสตันกำลังทำงานกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เพื่อสำรวจแง่มุมทางเทคโนโลยีของ CBDC

ตั้งแต่นั้นมาพาวเวลล์ได้กล่าวว่าเขา “ยังไม่ตัดสินใจ” ในการใช้เงินดิจิทัล “นี่เป็นปัญหาพื้นฐาน คงจะเหมาะมากหากเรื่องนี้จะเป็นผลจากการปรึกษาหารือในวงกว้าง และได้รับอนุมัติให้มีการออกกฎหมายจากสภาคองเกรสในที่สุด” เขากล่าวในระหว่างการไต่สวนของรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่แล้ว

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เขาลดความคาดหวังต่อรายงานของคณะกรรมการ โดยกล่าวว่าเฟดไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับ CBDC เขากล่าวเสริมว่ารายงานดังกล่าวจะจัดการกับปัญหานโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องบางส่วน และกำหนดขั้นตอนสำหรับธนาคารกลางในการรวบรวมข้อเสนอแนะจากฝ่ายนิติบัญญัติและสาธารณชน

อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์ของเฟดกล่าวว่า รางานนี้จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดการอภิปรายเกี่ยวกับอนาคตของเงินดอลลาร์ดิจิทัลในวอชิงตัน และถ้อยคำที่ใช้ในรายงานถูกแยกวิเคราะห์อย่างระมัดระวังเพื่อทำนายทิศทางที่คณะกรรมการเฟดจะมีความโน้มเอียงมากที่สุด

“ไม่ว่าพวกเขาพูดอะไร มันจะเป็นการกำหนดทิศทางที่สำคัญมาก” จุเลีย โคโรนาโด (Julia Coronado) ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัย MacroPolicy Perspectives ซึ่งให้การต่อรัฐสภาเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องมีเงินดอลลาร์ดิจิทัลในเดือนกรกฎาคมกล่าว

ในขณะที่ผู้ที่สนับสนุน คาดหวังว่าเฟดจะรับรู้ถึงความเสี่ยงของเงินดอลลาร์ดิจิทัล พวกเขาหวังว่าเฟดจะส่งสัญญาณเชิงบวกโดยการเน้นย้ำถึงศักยภาพการใช้ดอลลาร์ดิจิทัลและผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น

“ถ้ามันเป็นเรื่องที่ยังไม่รู้มากกว่าความกังขา แล้วใครล่ะที่จะก้าวไปข้างหน้า” โคโรนาโดกล่าว

โฆษกของเฟดไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้

คู่แข่งดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม สกุลเงินดิจิทัลยูโร หยวนหรือดอลลาร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอาจต้องใช้เวลานานอีกหลายปี แต่แนวโน้มดังกล่าวอาจดิสรัปต์ระบบทางการเงินทั่วโลกได้อย่างมาก บางคนในวอชิงตันกังวลว่าสหรัฐ จะเสียอำนาจเหนือระบบการเงินโลก หากไม่แปลงค่าเงินดอลลาร์ให้เป็นดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันเป็นสกุลเงินสำรองทั่วโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการนำร่องดิจิทัลหยวนของจีน ซึ่งอยู่ในขั้นก้าวหน้า มีผลสะเทือนจนมีผู้กล่าวว่าคู่แข่งทางเศรษฐกิจรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐกำลังฉกฉวยโอกาสในนัวตกรรมด้านนี้

เลเอล ไบรนาร์ด (Lael Brainard) ผู้ว่าการเฟดกล่าวว่าเธอคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สหรัฐจะปล่อยมเงินดอลลาร์ดิจิทัลในเมื่อเศรษฐกิจเป็นคู่แข่งขันกันกำลังก้าวไปข้างหน้าด้วย CBDC “นั่นฟังดูไม่เหมือนอนาคตที่ยั่งยืน” เธอกล่าวในเดือนกรกฎาคม

แม้ว่าคนอื่นๆ จะสงสัยอย่างยิ่ง ผู้ว่าการเฟดอีกฝ่าย คือ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (Christopher Waller) และแรนดัล ควอลส์ (Randal Quarles) แย้งว่าธุรกรรมดอลลาร์จำนวนมากนั้นเป็นดิจิทัลอยู่แล้ว และค่าใช้จ่ายในการนำ CBDC ไปใช้อาจมีต้นทุนมากกว่าผลประโยชน์ มีแหล่งข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่ภายในเฟดยังเสียงแตกในประเด็นนี้

ในรัฐสภาพสหรัฐ นักการเมืองก้าวหน้าบางคนมองว่าดอลลาร์ดิจิทัลเป็นวิธีในการให้บริการทางการเงินที่มีราคาไม่แพงสำหรับชาวอเมริกันหลายล้านคนที่ต้องแบกรับต้นทุนของระบบธนาคารกระแสหลัก ในขณะเดียวกัน พรรครีพับลิกันในรัฐสภาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย

กลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ทรงอำนาจก็มีส่วนได้ส่วนเสียเช่นกัน

ดอลลาร์ดิจิทัลอาจส่งผลกระทบต่อผู้ให้กู้รายใหญ่โดยการแข่งขันด้านเงินฝากที่เข้มข้นขึ้น และกลุ่มล็อบบี้ของธนาคารบางแห่งได้ผลักดันให้ผู้กำหนดนโยบายเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ดังนั้นคริปโตเคอเรนซี่ที่เชื่อมโยงกับเงินดอลลาร์หลัก ๆ อาจถูกกำจัดโดยคู่แข่งของเฟด

ในขณะเดียวกันภาคเอกชนคนอื่นๆ ได้ผลักดันให้ตัวเองมีปากมีเสียงในเรื่องนี้ ซึ่งรวมถึงบริษัทบัญชีแยกประเภท หอการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา และผู้ที่ชื่นชอบ CBDC ที่ทรงอิทธิพล

“ผมหวังว่ารายงานจะตอกย้ำขนบของอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่ภาครัฐทำงานร่วมกับภาคเอกชน ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายยังคงสำรวจการพัฒนาดอลลาร์ดิจิทัลต่อไป” คริสโตเฟอร์ จานคาร์โล (Christopher Giancarlo) อดีตหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิ Digital Dollar Foundation ที่ไม่แสวงหากำไรกล่าว

วิกฤตหนัก! Evergrande ระงับซื้อขายหุ้นในตลาดฮ่องกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664745

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 10:43 น.วิกฤตหนัก! Evergrande ระงับซื้อขายหุ้นในตลาดฮ่องกงยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีนระงับการซื้อขายหุ้นในตลาดฮ่องกง หลังเผชิญวิกฤตหนี้ก้อนโต

Evergrande ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์จากจีนระงับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงโดยไม่ได้ให้เหตุผล ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงราว 80% นับตั้งแต่ต้นปี ท่ามกลางวิกฤตหนี้กว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

บริษัทระบุในแถลงการณ์ว่า “การซื้อขายหุ้นของ China Evergrande Group จะถูกระงับ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่มีโครงสร้างทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจะถูกระงับจากการซื้อขายในเวลาเดียวกัน”

ขณะที่หุ้นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าของ Evergrande อย่าง China Evergrande New Energy Vehicle Group (Evergrande NEV) ยังคงไม่ถูกระงับ แม้ว่าราคาหุ้นจะตกต่ำลงเช่นกัน

ทั้งนี้ วิกฤตหนี้กว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐของ Evergrande ทำให้เกิดความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง หรืออาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนบริษัทกล่าวว่าจะขายหุ้น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับ Shenyang Shengjing Finance Investment Group ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านการจัดการอสังหาริมทรัพย์ของจีน เพื่อระดมทุนมาชำระหนี้

นอกจากนี้บริษัทยังได้จ้างผู้เชี่ยวชาญรวมทั้ง Houlihan Lokey บริษัทผู้ให้บริการด้านการเงินที่เคยให้คำปรึกษาการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรแก่ Lehman Brothers วาณิชธนกิจของสหรัฐที่ล้มละลาย เข้ามาช่วยแก้ปัญหา

อย่างไรก็ตาม Evergrande ยังไม่ได้ยื่นเอกสารหรือออกประกาศใดๆ เกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยซึ่งพ้นกำหนดชำระไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา แต่ยังมีระยะเวลาผ่อนผัน 30 วันในการชำระดอกเบี้ยดังกล่าว ก่อนที่จะถือว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้

ขณะที่บรรดานักลงทุนและซัพพลายเออร์รวมตัวกันประท้วงที่บริเวณด้านนอกสำนักงานบริษัทเพื่อเรียกร้องเงินคืน โดย Evergrande ยอมรับว่าขณะนี้บริษัทกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

Photo by Hector RETAMAL / AFP

BioNTech ชี้ปีหน้าต้องปรับสูตรวัคซีนใหม่ รับมือไวรัสกลายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664740

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 10:11 น.BioNTech ชี้ปีหน้าต้องปรับสูตรวัคซีนใหม่ รับมือไวรัสกลายพันธุ์ขณะที่ผู้ร่วมก่อตั้งอีกรายชี้ว่าอาจจะต้องฉีดบูสเตอร์กันอีก เพราะไวรัสจะกลายพันธุ์ได้อีก

อูกูร์ ซาฮิน (Ugur Sahin) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BioNTech SE ซึ่งบริษัทพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ตัวแรกร่วมกับ Pfizer Inc. กล่าวว่าอาจต้องใช้สูตรใหม่ภายในกลางปี 2565 เพื่อป้องกันการกลายพันธุ์ของไวรัสในอนาคต ตามการรายงานของ Financial Times 

เขาบอก Financial Times ว่าเมื่อเวลาผ่านไป การกลายพันธุ์จะเกิดขึ้นซึ่งสามารถหลบเลี่ยงการป้องกันภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ และปีหน้าอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดร. ออซเลม ตุเรซี (Dr. Ozlem Tureci) ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของ BioNTech กล่าวในตอนล่าสุดของ “The CNBC Conversation” เราจะ “ต้องกลับสู่สภาวะปกติใหม่ เพราะไวรัสนี้จะอยู่กับเราไปอีกหลายปี”

เมื่อถามถึงความกังวลเกี่ยวกับสายพันธุ์ใหม่เธอกล่าวว่า BioNTech “ประเมินสายพันธุ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมันจะมีมากขึ้น”

เธอกล่าวว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเป็นแนวทางในการหลุดพ้นจากการแพร่ระบาด แต่เธอสามารถจิประเมินได้ว่าจะต้องมีการฉีดบูสเตอร์ในอนาคต “ทุก 12 หรือทุก 18 เดือน”

อย่างไรก็ตาม เธอเสริมว่าชาวโลกไม่ควรดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว และ “จะเริ่มจัดการโควิดได้ ตอนนี้มันเริ่มที่จะจัดการได้แล้ว”

Photo by Arne Dedert / POOL / AFP

Brokpa ชาวอารยันพุทธกลุ่มสุดท้ายแห่ง “โยนก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664710

วันที่ 03 ต.ค. 2564 เวลา 18:18 น.Brokpa ชาวอารยันพุทธกลุ่มสุดท้ายแห่ง "โยนก" กล่าวกันว่าพวกเขาคือทายาทของกองทัพอเล็กซานเดอร์มหาราชที่ปักหลักในอินเดียและปากีสถาน และเป็นชาวพุทธที่มีเชื้อสายอารยัน

ชาวบร็อกปะ (Brokpa หรือ Drokpa) เป็นชนกลุ่มน้อยในหุบเขาธาฮานู ของเขตลาดัก รัฐชัมมู-กัษมีร์ ประเทศอินเดีย ว่ากันว่า เป็นชาวอารยันกลุ่มสุดท้ายที่มีเลือดบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เจือปนจากเชื้อชาติใด ลักษณะเด่นของชาวบร็อกปะ ก็คือ ผิวกายมีสีอ่อน มีดวงตามีสีสัน ผมมีสีอ่อนจนถึงสีบรอนซ์เหมือนชาวยุโรป ผิดกับชาวลาดักที่มีลักษณะเป็นชาวเอเชียตะวันออก และผิดไปชาวอินเดียส่วนใหญ่

มีหลายทฤษฎีว่าด้วยที่มาของชาวบร็อกปะ ว่ากันว่า เป็นชาวอารยันที่หลงเหลือจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนการอพยพใหญ่ไปยังยุโรป ขณะที่บางส่วนเชื่อว่า อาจเป็นลูกหลานของกองทัพกรีกสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ที่บุกตะลุยมายังชมพูทวีปเมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว แต่มีโอกาสสูงที่จะเป็นไปตามทฤษฎีแรก

ในรายกาาร Lost tribe of Alexander the Great (เผ่าที่สาบสูญของอเล็กซานเดอร์มหาราช) ของสถานีโทรทัศน์ ABC ของออสเตรเลียสัมภาษณ์คนบร็อกปะ ในปากีสถานที่ชื่อ กูร์เม็ด เซตัน เขายืนยันว่า “ใช่ มีคนบอกว่าเราสืบเชื้อสายจากมาจากอเล็กซานเดอร์ บรรพบุรุษของเราบอกเราว่าเราสืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์นั้น”

แต่โมนา ภันนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาชุมชนนี้มาอย่างยาวนานได้ให้สัมภาษณ์กับ Open Magazine ทฤษฎีเรื่องชาวดร็อกปะเป็นอารยันนั้นยังมีข้อบกพร่อง เนื่องจากภาษาบางภาษาที่พูดในเทือกเขาหิมาลัยทางตะวันตกเฉียงเหนือมีความคล้ายคลึงกันกับภาษาอินโด-อารยันอื่นๆ ผู้พูดภาษาเหล่านี้จึงถูกจัดอยู่ในประเภทหนึ่ใของชาวอารยันด้วย

ชาวบร็อกปะ มีความพิเศษอีกประการก็คือ เป็นชาวอารยันกลุ่มสุดท้ายที่สืบทอดการนับถือศาสนาพุทธ

ศาสนพุทธมาถึงดินแดนของชาวบร็อกปะ นับตั้งแต่ยุคแห่งการประกาศพระศาสนาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งทรงส่งคณะของพระมัชฌันติกเถระมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นกัษมีระ และส่งคณะของพระมหารักขิต ไปประเทศโยนก คือ ประเทศกรีกในเอเชียกลาง กล่าวคือนานาประเทศในเอเชียกลางปัจจุบันรวมถึงอัฟกานิสถานและปากีสถาน

“โยนก” ในเวลานั้นปกครองโดยชาวกรีกที่ปักหลักในอินเดียและเอเชียกลางหลังการยกทัพของพระเจ้าเล็กซานเดอร์มหาราช ดินแดนในปกครองกรีกเหล่านี้ก็เช่น คันธาระ (ปัจจุบันอยู่ในอัฟกานิสถานคือเมืองกันดาฮาร์) ถูกเรียกว่า โยนกหรือโยน ตามคำเรียกขานชาวกรีกคือ Ion คำนี้ภาษาอังกฤษออกเสียงว่า “ไอออน” แต่ในภาษากรีกนั้นต้องอ่านว่า “อิโยน” หรือออกเสียงเร็วๆ ว่า “โยน” หลายเป็นโยนกในการเรียกโดยชาวอินเดีย

เรื่องราวการเผยแพร่พุทธศาสนาในโยนกนั้นอยู่ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งสมณทูตไปประกาศพระศาสนายังดินแดนต่างๆ ในโยนกนั้นกล่าวว่า “ฝ่ายพระมหารักขิตเถระไปยังรัฐโยนกแล้ว ให้ชนชาวโลกโยนกเลื่อมใส ด้วยกาฬการามสุตตันตกถาแล้ว ได้ให้เครื่องอลังการคือมรรคและผลแก่สัตว์ประมาณหนึ่งแสนสามหมื่นเจ็ดพัน ก็ประชาชนประมาณหนึ่งหมื่นบวชแล้วในสำนักของพระเถระนั้น แม้พระเถระนั้นก็ได้ประดิษฐานพระศาสนาให้ดำรงมั่นอยู่ในรัฐโยนกนั้นแล้ว ด้วยประการฉะนี้”

ขณะเดียวกันสมันตปาสาทิกาก็เอ่ยถึงพระเถระอีกรูปว่าชื่อ “พระโยนกธรรมรักขิตเถระ” ถูกส่งไปเผยแพร่พระศาสนาที่อปรันตกชนบท หรือชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย ชื่อของพรเถระนี้มีคำว่า “โยนก” แสดงว่าท่านเป็นชาวกรีก และท่านเป็นผู้ทำให้ติสสกุมารซึ่งคือพระอนุชาของพระเจ้าอโศกมหาราชเกิดความเลื่อมใสจนออกบวชเป็นพระติสสเถระ

“โยนก” คำนี้เป็นคนเดียวกับที่ไทยใช้หมายถึงล้านนา ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการรับเอาคำเรียกชื่อแว่นแคว้นโบราณของอินเดียมาใช้เรียกบ้านเมืองของเราบ้างในทำนองว่าเป็นภาพสะท้อนอารยธรรมอินเดียที่เรารับนับถือมา เช่นเดียวกับชาวกัมพูชาเรียกแว่นแคว้นทางเหนือว่า “ญวน/ยวน” คือเวียดนาม ไทยตอนเหนือในล้านนาก็เรียกกันว่าโยนกและไทยยวนดุจเดียวกัน

ในภายหลังชาวอารยันในเอเชียกลางเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามจนหมดสิ้น เหลือแต่อารยันในหุบเขากลุ่มนี้เท่านั้น ปัจจุบัน ชาวชาวบร็อกปะ นับถือพุทธศาสนานิกายวัชรยานแบบทิเบต เช่นเดียวกับชาวลาดักส่วนใหญ่ ชาวชาวบร็อกปะ ที่นับถือพุทธศาสนายังอยุ่ในแถบเมืองเลห์ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ นับถือศาสนาฮินดูหรืออิสลาม

อย่างไรก็ตาม มีบางข้อมูลระบุว่าชาวบร็อกปะเพิ่งหันมานับถือศาสนาพุทธเมื่อ 200 ปีมานี้เอง และสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นอารยันของพกวเขาคือตราสวัสดิกะสะท้อนความเชื่อดั่งเดิมของพวกเขาคือศาสนานับถือธรรมชาติเหมือนกับที่ชาวทิเบตนับถือที่เรียกว่า “ศาสนาเพิน” (Bon)

แต่สัญลักษณ์สวัสดิกะเป็นสัญลักษณ์สากลของศาสนาของชาวอารยันมาแต่โบราณด้วย ในศาสนาพุทธสวัสดิกะก็เป็นสัญลักษณ์มงคล ทุกวันนี้ในประเทศฝ่ายมหายาน เช่น จีน เกาหลี และญี่ปุ่นยังใช้สัญลักษณ์สวัสดิกะแทนความหมายว่าวัดวาอาราม (โดยเฉพาะบนแผนที่)

อิทธิพลของศาสนาพุทธในหมู่ชาวบร็อกปะหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของพวกเขา ดร.วีณา ภาสิน นักมานุษยวิทยานิเวศวิทยาชาวอินเดีย ซึ่งเคยศึกษาและศึกษาชนเผ่าบร็อกปะ กล่าวกับ The Vegan Review ว่า บร็อกปะไม่กินเนื้อสัตว์ปีกและผลผลิตจากวัวซึ่งเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา เพราะศาสนาของบร็อกปะกำหนดว่าพวกเขาหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์

แต่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป ชาวบร็อกปะเริ่มไม่มังสวิรัติกันแล้ว เพราะความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงแปล่งอาหารของพวกเขา ด้วยฤดูกาลที่ร้อนจัดและหนาวจัดทำลายพืชพันธุ์ของพวกเขา ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบอาหารในชีวิตประจำวัน

โลกร้อนไม่ได้ทำลายแค่โลก แต่ทำลายวิถีที่สืบทอดมานานนับร้อยปีหรืออาจจะเป็นพันปีของชาวบร็อกปะ

อีกหนึ่งภัยคุกคามมาจากพวกที่คลั่งเชื้อชาติจากยุโรป ชนเผ่าที่ถือหลักอหิงสา รักสงบ ชอบแต่งกายงดงามด้วยดอกไม้และสิ่งทออันสวยวิเศษ และสนุกกับชีวิตตามอัตภาพ พวกเขากำลังถูกคุกคามด้วยความเชื่อที่เป็นพิษ

เมื่อไม่นานมานี้ เกิดกระแสนิยมในหมู่หญิงชาวเยอรมันที่นิยมลัทธินาซีใหม่ (Neo Nazi) พากันเดินทางมายังถิ่นฐานของชาวบร็อกปะเพื่อแสวงหาเชื้อพันธุ์บริสุทธิ์ของชาวอารยัน โดยหญิงเหล่านี้จะมีเพศสัมพันธ์กับชายชาวบร็อกปะโดยมีสินน้ำใจตอบแทน เพื่อิที่จะตั้งครรภ์เลือดเนื้อเชื้อไขของชาวอารยันอันผุดผ่อง ตามความเชื่อของฮิตเลอร์ ที่หวังจะสร้างอาณาจักรของชาวอารยันบริสุทธิ์ขึ้นมา

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพโดย Sunny Tank