ชาวเอเชียในอเมริกาแห่ซื้อปืน ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อความเกลียดชัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648501

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 15:30 น.ชาวเอเชียในอเมริกาแห่ซื้อปืน ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อความเกลียดชังอาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อชาวเอเชียในสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 150% ส่งผลให้ชาวเอเชียหันมาพกอาวุธปืนกันมากขึ้น

การแพร่ระบาดของโควิด-19 กระตุ้นให้ยอดขายปืนในสหรัฐเพิ่มขึ้นตามข้อมูลของสมาคมการค้าแห่งชาติของอเมริกาสำหรับอุตสาหกรรมอาวุธปืนระบุว่าโควิด-19 ส่งผลให้มีผู้ชื้อปืนครั้งแรกมากกว่า 8.4 ล้านรายรวมยอดขายปืนทั้งหมดถึง 39.69 ล้านกระบอกในปี 2020

ถึงกระนั้นในช่วงต้นปี 2020 มีเพียงไม่ถึง 4% ของผู้ซื้อปืนที่เป็นชาวเอเชีย แต่เมื่อเวลาผ่านมาเกือบ 1 ปี ชาวเอเชียในอเมริกาตกเป็นเหยื่อของการเหยียดเชื้อชาติถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

อาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียเพิ่มขึ้น 149% ในปี 2020 ในขณะที่อาชญากรรมจากความเกลียดชังโดยรวมลดลง 7% จากการศึกษาตามสถิติของตำรวจโดยศูนย์ศึกษาความเกลียดชังและหัวรุนแรง ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียซานเบอร์นาดิโน

โดยนักวิจัยพบว่าอาชญากรรมจากความเกลียดชังเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคมและเมษายน 2020 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และทัศนคติเชิงลบต่อชาวเอเชียที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดส่งผลให้ชาวเอเชียหันมาพกอาวุธปืนกันมากขึ้น

คำบอกเล่าจากร้านค้าปืนในสหรัฐ

จิมมี่ กง เจ้าของร้านค้าปืน Jimmy’s Sport Shop ในนิวยอร์กกล่าวว่าชาวอเมริกันเชื้อสายเชียหันมาซื้อปืนมากขึ้นท่ามกลางอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังเอเชียที่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีวัฒนธรรมพกปืนในชุมชนชาวเอเชียมาก่อน

กงระบุว่ายอดขายปืนของเขาเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วงที่เกิดโรคระบาดและประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาจากชาวเอเชียนอกจากนี้พวกเขายังซื้ออาวุธป้องกันตัวอื่นๆ อย่างเช่นสเปรย์พริกไทยด้วย

ไม่เพียงแต่ร้านของกงเท่านั้นแต่ร้านค้าปืนอื่นๆ ทั่วประเทศก็มีผู้ซื้อชาวเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างแดเนียล เจมส์ ผู้จัดการร้านค้าปืน Poway Weapons & Gear ในรัฐแคลิฟอร์เนียก็เผยว่ามีลูกค้าเอเชียเพิ่มขึ้นถึง 20% ในช่วงปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

เช่นเดียวกับทิม เฮนส์ลีย์ ผู้จัดการร้าน Towers Armory ร้านขายปืนในโอเรกอนกล่าวว่าทุกวันนี้ที่ร้านมีลูกค้าชาวเอเชียประมาณ 5 ถึง 6 คนต่อวันจากเดิมที่มีเพียง 2 ถึง 3 คนต่อวันเท่านั้น หรือคิดเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับก่อนเกิดโรคระบาดเลยทีเดียว

เจอร์รี่ ฮวาง พนักงานขายจากร้าน Wade’s Eastside Guns ในรัฐวอชิงตันเผยว่าโรคระบาดทำให้มีลูกค้าชาวเอเชียจำนวนมากแห่กันมาซื้อปืนพกและปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติซึ่งได้รับความนิยมในร้านขายปืนทั่วประเทศและยอดขายพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

รวมถึงเดวิด หลิว เจ้าของร้าน Arcadia Firearm & Safety ในแคลิฟอร์เนียกล่าวว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ซื้อปืนชาวเอเชียอ้างถึงอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังชาวเอเชียเป็นแรงจูงใจให้พวกเขาต้องแสวงหาอุปกรณ์ป้องกันตนเอง

Photo by GEORGE FREY / AFP

จีนค้นพบไวน์ในกาน้ำสัมฤทธิ์อายุกว่า 2,000 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648489

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 14:31 น.จีนค้นพบไวน์ในกาน้ำสัมฤทธิ์อายุกว่า 2,000 ปี จีนพบ ‘ไวน์ผลไม้’ ในกาน้ำสัมฤทธิ์ยุคก่อนราชวงศ์ฉินครั้งแรก

ไท่หยวน, 22 มี.ค. (ซินหัว) — เมื่อเร็วๆ นี้ คณะนักโบราณคดีของจีนได้ประกาศการค้นพบ “ไวน์ผลไม้” ที่ถูกผลิตขึ้นในสมัยราชวงศ์โจว (1046-256 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ในหลุมฝังศพโบราณแห่งหนึ่งของเมืองอวิ้นเฉิง มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน

เฉาจวิ้น ผู้อำนวยการทีมขุดค้นสถานที่ดังกล่าว ระบุว่าบรรดากาน้ำสัมฤทธิ์ 8 ใบ ที่ถูกขุดพบเมื่อปีก่อนจากหลุมฝังศพเป่ยป๋ายเอ๋อ มีกาน้ำสภาพปิดสนิท 2 ใบ ที่ภายในมีของเหลวใสบรรจุอยู่

หลี่จิ้งผู่ สมาชิกทีมวิจัยจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่าหลังจากวิเคราะห์ตัวอย่างของเหลวและดินบริเวณด้านล่างของกาน้ำใบอื่นๆ ทีมนักโบราณคดีได้ค้นพบสารประกอบอินทรีย์ชนิดระเหยง่ายและกรดอินทรีย์หลากชนิดที่มาจากไวน์ นำไปสู่การยืนยันภายหลังว่าของเหลวดังกล่าวคือไวน์ผลไม้

นักโบราณคดีชี้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบไวน์ผลไม้จากยุคก่อนราชวงศ์ฉิน (221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ในจีน

อนึ่ง มีการขุดสำรวจหลุมฝังศพเป่ยป๋ายเอ๋อ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 1,200 ตารางเมตร ระหว่างเดือนเมษายน-ธันวาคม 2020 โดยช่วงเวลาดังกล่าว มีการขุดพบโบราณวัตถุที่ทำจากวัสดุหลากหลาย รวมถึงทองแดง หยก หิน สารเคลือบเงา และทองคำ ในสมัยราชวงศ์โจวกว่า 500 ชิ้น

อนุเคราะห์ข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว “จีนพบ ‘ไวน์ผลไม้’ ในกาน้ำสัมฤทธิ์ยุคก่อนราชวงศ์ฉินครั้งแรก

(ภาพจากสถาบันโบราณคดีซานซี : กาน้ำสัมฤทธิ์ทรงเหลี่ยมที่มีของเหลวใสบรรจุอยู่ ถูกวิจัยภายหลังว่าเป็นไวน์ผลไม้
(ภาพจากสถาบันโบราณคดีซานซี : กาน้ำสัมฤทธิ์ทรงเหลี่ยมที่มีของเหลวใสบรรจุอยู่ ถูกวิจัยภายหลังว่าเป็นไวน์ผลไม้

Bitcoin เป็นสกุลเงินใหญ่อันดับ 3 รัฐบาลมองข้ามไม่ได้อีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648486

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 13:38 น.Bitcoin เป็นสกุลเงินใหญ่อันดับ 3 รัฐบาลมองข้ามไม่ได้อีกDeutsche Bank ชี้คริปโตเคอร์เรนซี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้กลายเป็นสกุลเงินที่สหคัญที่สุดอันดับต้นๆ ของโลกไปแล้ว ซึ่งสำคัญเกินไปที่จะเพิกเฉย

Deutsche Bank ธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติของเยอรมันและบริษัทที่ให้บริการทางการเงินซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตประเทศเยอรมนี ได้เผยแพร่รายงานที่ระบุว่าบิตคอยน์ (Bitcoin) มีความสำคัญเกินกว่าที่จะเพิกเฉยได้ โดยชี้ว่าตอนนี้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ใหญ่เป็นอันดับสามในแง่ของมูลค่ารวมในการหมุนเวียน

นอกจากนี้ Deutsche Bank ยังกล่าวว่ารัฐบาลและธนาคารกลางในประเทศต่างๆ รู้ดีว่าสกุลเงินดิจิทัลจะอยู่กับเราไม่ไปไหนและคาดว่าจะเริ่มควบคุมอุตสาหกรรมเงินดิจิทัลในปีนี้

เมื่อกลางเดือนมีนาคม Deutsche Bank Research เผยแพร่รายงานชื่อ “Bitcoins: Can the Tinkerbell Effect Become a Self-Fulfilling Prophecy?” (บิตคอยน์: ปรากฏการณ์ในจินตนาการจะทำให้คำทำนายเป็นความจริงหรือไม่?) เป็นส่วนที่สามของรายงานชื่อ “The Future of Payments: Series 2” (อนาคตของระบบการจ่ายเงิน: ซีรีส์ 2 )

ผู้เขียนรายงานนักวิเคราะห์การวิจัยคือ แมเรียน ลาบอร์น (Marion Laboure, Ph.D) เขียนว่า มูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ของ Bitcoin ทำให้เป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะเพิกเฉยได้ ตราบใดที่ผู้จัดการสินทรัพย์และ บริษัทต่างๆ ยังคงเข้าสู่ตลาดราคา Bitcoin ก็ยังคงสูงขึ้นต่อไป

รายงานให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า

ในแง่ของสกุลเงินทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ Bitcoin มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากดอลลาร์สหรัฐและยูโร โดยสาเหตุหลักมาจากมูลค่าของ Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในเมื่อเร็วๆ นี้

รายงานเสริมว่า “ในช่วงต้นปี 2019 Bitcoin มีสัดส่วนเพียง 3% ของการหมุนเวียนของเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 Bitcoin เพิ่มขึ้นเกิน 40% ของสัดส่วนการหมุนเวียนของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ”

ดังนั้น Bitcoin จึงกลายเป็นสกุลเงินที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากดอลลาร์สหรัฐและยูโรตามการวิจัยของ Deutsche Bank ส่วนอันดับที่ 3 คือเงินเยนของญี่ปุ่น ตามด้วยรูปีของอินเดียในอันดับที่ 4

ดร. แมเรียน ลาบอร์น ผู้เขียนรายงานกล่าวว่า มูลค่าของ Bitcoin จะเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างต่อเนื่องขึ้นอยู่กับว่าผู้คนเชื่อว่ามันมีค่า ซึ่งความเชื่อว่ามันมีค่านั้นบางครั้งเรียกว่า Tinkerbell Effect ซึ่งเป็นคำศัพท์ทางเศรษฐกิจที่หมายความว่ายิ่งมีคนเชื่อในบางสิ่งมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเป็นความจริงมากเท่านั้น คำๆ นี้มาจากเรื่อง Peter Pan ซึ่งในเนื้อเรื่องนั้นทิงเกอร์เบลล์ (Tinkerbell) มีอยู่จริงเพราะเด็กๆ เชื่อว่าเธอมีอยู่จริง

นักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ยังบอกว่า ธนาคารกลางและรัฐบาลต่างๆ รับรู้ว่าสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ จะไม่หายไปไหน ดังนั้นจึงคาดว่าภาครัฐจะเริ่มควบคุมสินทรัพย์คริปโตในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า และธนาคารกลางต่างๆ “กำลังเร่งวิจัยเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) และเปิดตัวโครงการนำร่อง”

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวธนาคารกลางไม่น่าจะเลิกผูกขาดนโยบายการเงิน และตราบใดที่รัฐบาลและธนาคารกลางยังคงมีอำนาจในการควบคุมเงิน Bitcoin ก็จะมีโอกาสเล็กน้อยที่จะกลายมาเป็นวิธีการชำระเงินเพื่อแทนที่สกุลเงินแบบดั้งเดิม

Photo by INA FASSBENDER / AFP

เอาอีกแล้ว หนุ่มนิวยอร์กชกชายชราเอเชียเลือดอาบบนรถไฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648480

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 12:30 น.เอาอีกแล้ว หนุ่มนิวยอร์กชกชายชราเอเชียเลือดอาบบนรถไฟตำรวจเพิ่มกำลังพลหลายร้อยนายเฝ้าระบบขนส่งมวลชนรับมืออาชญากรรมจากความเกลียดชังเอเชีย

แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารบนรถไฟใต้ดินในสหรัฐจะลดลงประมาณ 75% นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่อาชญากรรมและความรุนแรงจากความเกลียดชังชาวเอเชียที่เกิดขึ้นบนรถไฟใต้ดินยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดเว็บไซต์ข่าวนิวยอร์ก เดลินิวส์ รายงานว่าชายชาวศรีลังกาวัย 68 ปีมีอาการบาดเจ็บสาหัสหลังจากที่ถูกชายแปลกหน้าชกเข้าที่หน้าขณะกำลังเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินย่านไทรเบกา ในนครนิวยอร์กแต่เคราะห์ดีที่มีพลเมืองดีเข้าช่วยเหลือไว้

“ไอ้**! พวกเอเชีย” ผู้ก่อเหตุตะโกนด่าทอก่อนที่จะขว้างปาบางอย่างใส่เหยื่อซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์และพุ่งเข้าชกในหน้าของเหยื่อจนเต็มไปด้วยเลือด George Okrepkie ผู้เห็นเหตุการณ์เผยพร้อมระบุว่า “เป็นการโจมตีชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่น่าขยะแขยงอย่างไม่น่าเชื่อ”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fgokrepkie%2Fposts%2F10222501100789104&width=500&show_text=true&height=692&appId

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มี.ค. เวลาประมาณ 14.40 น.ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งกล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายไว้ได้อย่างชัดเจนก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปล่อยภาพนั้นออกมาเมื่อวันที่ 21 มี.ค. พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสหากพบเห็น

WANTED for ASSAULT: Do you know this guy? On 3/19/21 at approx 2:40 PM, inside the Franklin & Varick St. subway station in Manhattan, the suspect punched a 68-year-old male in the head, leaving the victim in critical condition. Any info, call or DM @NYPDTips at 800-577-TIPS. pic.twitter.com/FGpwcgTJID— NYPD NEWS (@NYPDnews) March 21, 2021

ภายหลังตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยระบุว่าคือ Marc Mathieu วัย 36 ปีในข้อหาทำร้ายร่างกายแต่เบื้องต้นยังไม่ถูกระบุว่าเป็นอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติโดยตำรวจเผยว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เพิ่มกำลังพลอีก 500 นายในระบบขนส่งมวลชนในนิวยอร์กตั้งแต่เดือน ก.พ. เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ชาวเอเชียถูกทำร้ายบนรถไฟซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาทิ เมื่อเดือนที่ผ่านมา Noel Quintana ชาวอเมริกันเชื้อสายฟิลิปปินส์วัย 61 ปีถูกชายคนหนึ่งใช้คัตเตอร์กรีดที่ใบหน้าขณะกำลังเดินทางไปทำงานด้วยรถไฟในนิวยอร์ก

Noel Quintana is a 61yr old Filipino man who was slashed in the face a few weeks ago while on his way to work in NY, nobody helped him while he was bleeding out and he required 100 stitches after this hate crime. Please share to help medical bills https://t.co/vukNGBHBI1 pic.twitter.com/RO86VZdFIB— Mel (@SeballosTV) March 18, 2021

ภาพโดย George Okrepkie และ NYPD NEWS

ประชาชนเมียนมาหนีตายทหารล้างแค้นรัฐฉาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648477

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 11:30 น.ประชาชนเมียนมาหนีตายทหารล้างแค้นรัฐฉานชาวบ้านนับพันรายในรัฐฉานต้องอพยพหลังทหารประกาศล้างแค้นแทนทหาร 4 นายที่เสียชีวิตในรัฐฉาน

เว็บไซต์ข่าวเมียนมา The Irawaddy รายงานว่าชาวบ้านกว่า 1,500 คนจาก 3 หมูบ้านในเขตเมืองฝายขุ่น (Pekon) รัฐฉาน ประเทศเมียนมากำลังแห่อพยพหลังจากที่รัฐบาลทหารประกาศจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดสืบเนื่องจากมีทหาร 4 นายเสียชีวิตในรัฐฉานเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา

โดยรัฐบาลเมียนมากล่าวเมื่อวันที่ 20 มี.ค. ว่าขาดการติดต่อกับทหารทั้ง 4 นายที่เดินทางไปยังเมืองฝายขุ่นและมีรายงานว่ามีการปะทะกันระหว่างทหารและประชาชนก่อนจะพบว่าทหารทั้ง 4 นายเสียชีวิตที่นั่น

ภายหลังมีการจับกุมและสอบปากคำชาวบ้านจำนวนหนึ่งโดยรัฐบาลระบุว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน

นับตั้งแต่นั้นก็มีรายงานว่ากองกำลังทหารนับร้อยนายบุกเข้าไปในหมู่บ้านในรัฐฉานและเข้ายึดครองสถานที่ต่างๆ หลายแห่งทั้งโบสถ์ โรงเรียน และบ้านเรือน รวมถึงมีการใช้แก๊วน้ำตาเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมส่งผลให้ชาวบ้านนับพันต้องอพยพหนี

Taunggyi, Shan State:A large number of Terrorists (#Myanmar security forces) are in West Circular Road and are firing sound bombs in the early hours of the morning. #WhatsHappeningInMyanmar #MilkTeaAlliance #Mar22Coup pic.twitter.com/ml0OpJ2pZs— Ro Nay San Lwin (@nslwin) March 22, 2021

#Mar21Coup Taung Gyi, Shan State“MOTHER, MOTHER THEY ARE KILLING SOMEONE IN FRONT OF OUR HOUSE.” SAC Junta shoot a person and then drag him off. #WhatsHappeningInMyanmar #CrimesAgainstHumanityMyanmar pic.twitter.com/1pMGyGmxeX— Shafiur Rahman (@shafiur) March 21, 2021

Photo by STR / AFP

จับสัญญาณจีนตั้งกุนซือแบงก์ชาติ หันมารับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648476

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 10:38 น.จับสัญญาณจีนตั้งกุนซือแบงก์ชาติ หันมารับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจจีนเลือกผู้กำหนดนโยบายธนาคารกลางรายใหม่เพื่อสนองแนวทางไปมุ่งเน้นที่การจัดการความเสี่ยง

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าจีนแต่งตั้งสมาชิกใหม่ 2 คนเป็นคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน (PBOC) ซึ่งมีสถานะเป็นธนาคารกลาง ขณะที่ทางการจีนเริ่มเปลี่ยนความสนใจจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหันมาควบคุมความเสี่ยงทางการเงินในระบบเศรษฐกิจแทน

ไฉฟาง (Cai Fang) นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากสถาบันสังคมศาสตร์แห่งจีนที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลและหวางอี้หมิง (Wang Yiming) อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาของสภาแห่งรัฐจะเข้าร่วมคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางตามที่รัฐบาลระบุ

ในขณะที่หลิวเหวย (Liu Wei) และ หม่าจวิน (Ma Jun) ซึ่งอยู่ในคณะกรรมการตั้งแต่ปี 2018 จะออกจากตำแหน่งตามวาระ 3 ปี แต่ หลิวซื่อจิน (Liu Shijin) ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้เชี่ยวชาญสามคนจะยังคงดำรงตำแหน่งเดิมต่อไป

การสับเปลี่ยนเกิดขึ้นในขณะ PBOC ที่เตรียมถอนมาตรการกระตุ้นทางการเงินที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดเมื่อปีที่แล้ว โดยเจ้าหน้าที่กังวลเกี่ยวกับการก่อหนี้และความเสี่ยงของฟองสบู่ PBOC กล่าวว่าต้องการสร้างความสมดุลในการให้การสนับสนุนการเติบโตในขณะที่ลดความเสี่ยงทางการเงินไปด้วย ซึ่งเป็นการแถลงท่าทีที่ผู้ว่าการ อี้กัง (Yi Gang) ย้ำเมื่อวันอาทิตย์

อี้กังกล่าวปาฐกถาที่ China Development Forum ในปักกิ่งว่า PBOC ยังมีโอกาสในการปั๊มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกในขณะที่รักษาอัตราส่วนหนี้สินให้คงที่ เขากล่าวว่าสมดุลที่มีเสถียรภาพนี้ “ไม่เพียงแต่จะให้แรงจูงใจในเชิงบวกสำหรับผู้เล่นทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่มีโอกาสน้อยที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการเงินด้วย”

ส่วนหวางอี้หมิงกล่าวในการอภิปรายเมื่อวันเสาร์ที่ฟอรัมเดียวกันกล่าวย้ำถึงจุดยืนของรัฐบาลที่จะไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

“เมื่อพิจารณาถึงความไม่สม่ำเสมอของโครงสร้างในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความจริงที่ว่าธุรกิจขนาดเล็กยังคงเผชิญกับความท้าทาย นโยบายมหภาคจะคงความเข้มข้นที่จำเป็นเพื่อรองรับการฟื้นตัว” หวางอี้หมิงกล่าว เขาคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตรา 5% ต่อปีเป็น 5.5% ในช่วงห้าปีข้างหน้า แต่กล่าวว่าการคาดการณ์ที่แม่นยำนั้นยากที่จะให้ได้เนื่องจากความไม่แน่นอนภายนอกประเทศที่รุนแรง

ภาพประกอบ อี้กัง ผุ้วา่การ PBOC –  AFP PHOTO / Saul LOEB

Freight Farms จากตู้คอนเทนเนอร์สู่ฟาร์มบิ๊กดาต้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648453

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 18:32 น.Freight Farms จากตู้คอนเทนเนอร์สู่ฟาร์มบิ๊กดาต้าโมเดลการทำเกษตรแบบใหม่ที่ริเริ่มเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ขยายรูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จนมีอนาคตที่สดใสไม่น้อย

แม้ตู้คอนเทนเนอร์จะไม่ใช่ตัวเลือกแรกที่เราจะคิดถึงเมื่อกำลังมองหาภาชนะหรือสถานที่ในการปลูกผัก ทว่า ตู้ขนาดใหญ่นี้กลับเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจปลูกผักแต่มีพื้นที่จำกัดอย่างคนเมือง เพราะนอกจากจะประหยัดพื้นที่แล้ว ราคาต่อตู้ยังไม่สูงจนเกินไปและมีความคงทนถาวร แถมยังแก้ไขดัดแปลงให้เป็นแปลงผักระบบปิดที่สามารถควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะกับพืชผักที่ปลูกได้ง่ายดาย

ด้วยข้อดีเหล่านี้ จึงมีคนนำตู้คอนเทนเนอร์ที่ว่ามาดัดแปลงห่อหุ้มด้วยฉนวนกันความร้อนติดตั้งอุปกรณ์ปลูกผัก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเหล่าคนเมืองในเมืองบอสตันของสหรัฐ ที่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิติดลบและหิมะปกคลุมพื้นดินจนไม่สามารถปลูกอะไรได้

ตู้ปลูกผักที่ว่านี้เกิดจากการระดมสมองของ แบรด แม็กนามารา และ จอน ฟรีดแมน ที่เริ่มจากโครงการสร้างเรือนกระจกบนชั้นดาดฟ้า แต่หลังจากปรึกษากับวิศวกรแล้วก็ต้องพับโครงการชั่วคราวเนื่องจากใช้เงินลงทุนสูงมาก ทั้งสองคนจึงมองหาทางเลือกใหม่ ในที่สุดก็มาลงเอยที่ตู้คอนเทนเนอร์

ภาพจาก Freight Farms / @freightfarms • Agricultural service

เปลี่ยนตู้ให้เป็นฟาร์ม

แม็กนามารา และ ฟรีดแมน เริ่มต้นใช้ตู้คอนเทนเนอร์ปลูกผักด้วยการระดมทุนจากโครงการ Kickstarter ของสหรัฐ ในปี 2011 ได้เงินก้อนแรกจำนวน 31,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาระบบต่างๆ จนกลายมาเป็นลีฟฟีกรีนแมชีน (Leafy Green Machine)

ภายในตู้ขนาดราว 320 ตร.ฟุต ติดตั้งหลอดไฟแอลอีดี แท่นปลูกผักแนวตั้ง อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิและระบบน้ำ โดยใช้การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์

ตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัท เฟรทฟาร์ม (Freight Farm) ได้ชื่อว่าเป็นฟาร์มอัจฉริยะ เนื่องจากอุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ภายในจะเชื่อมต่อกับระบบแม่ข่ายของบริษัท โดยผู้ปลูกควบคุมสั่งการทุกอย่างผ่านสมาร์ทโฟนได้ตลอด 24 ชม. ไม่ว่าจะอุณหภูมิ ความชื้น ระดับความเข้มของแสงหรือคาร์บอนไดออกไซด์

ข้อดีของ Leafy Green Machine คือเป็นการปลูกในระบบปิดทำให้ไม่ต้องใช้ย่าฆ่าแมลงหรือสารกำจัดศัตรูพืช ปลูกได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องกังวลกับสภาพอากาศ ทั้งยังประหยัดเนื้อที่ เนื่องจากสามารถวางตู้ซ้อนกันได้หลายชั้น

แม็กนามารา หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Freight Farm เผยว่า บริษัทของเขาเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น การปลูกพืชผักในแนวตั้งตามแนวคิดของสองหนุ่มจึงใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกแบบทั่วไปถึง 90% คือใช้น้ำเพียง 10 แกลลอนต่อวัน และส่วนใหญ่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก

พวกไม่หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อดำเนินธุรกิจมาจนถึงปี 2019 ก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 Freight Farms ได้ประกาศว่าหลังจาก 5 ปีกับการออกแบบซ้ำ 8 ครั้งพวกเขาก็ประสบความสำเร็จการการสร้างฟาร์มคอนเทนเนอร์รุ่นใหม่และเปลี่ยนมาใช้ชื่อบริษัท The Greenery

ภาพจาก Freight Farms / @freightfarms • Agricultural service

มุ่งสู่โมเดลธุรกิจใหม่

The Greenery ฟาร์มคอนเทนเนอร์ยุคใหม่ของ Freight Farms โดยมีผลตอบแทนที่ดีขึ้น มีความยั่งยืนที่ดีขึ้น และมีระบบอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกับ IoT (อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง) มากขึ้น โดยปรับปรุงเทคโนโลยีและการออกแบบของรุ่นก่อนเพื่อรองรับพืชผลขนาดใหญ่หรืองานเกษตรกรรมแบบแบบเป็นแถว หรือ in-row farming เช่น พืชไร่ต่างๆ นอกจากนี้เอาต์พุตของแผงไฟแอลอีดียังได้รับการอัปเกรด ช่วยให้พืชจะเติบโตได้เร็วขึ้นและมีการอัปเกรดหน่วยเพาะต้นกล้าเพื่อจัดหาต้นกล้าที่เพียงพอให้กับฟาร์ม

พวกเขายังพัฒนา farmhand ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเองโดย Freight Farms ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ผู้ปลูกพืชไร้ดินสามารถควบคุมส่วนประกอบของฟาร์มได้จากระยะไกล ทำงานบางอย่างโดยอัตโนมัติ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการเติบโตของพืชในอดีตและปัจจุบัน และจัดการธุรกิจของตน เดิมซอฟต์แวร์ได้รับการพัฒนาสำหรับลูกค้าของ Freight Farms แต่ตอนนี้สามารถใช้กับระบบไฮโดรโพนิกส์ที่ใช้ตัวควบคุมการเติบโตแบบไหนก็คือ

นี่คือการทำฟาร์มแบบ Big data เต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่ผลิตซอฟต์แวร์มารองรับนวัตกรรมของตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายรองรับระบบอื่นๆ ด้วย

พวกเขายังริเริ่ม Grown by Freight Farms หรือเรียกสั้นๆ ว่า Grown เป็นบริการทำฟาร์มในสถาบันขนาดกลางและขนาดใหญ่ เช่น วิทยาเขตการศึกษา สวนของสำนักงาน สถานที่ค้าปลีก โรงพยาบาลและอาคารที่พักอาศัย

วิธีนี้ตรงกันข้ามกับการซื้อฟาร์มคอนเทนเนอร์โดยสิ้นเชิง โดยลูกค้า Grown สมัครใช้บริการเป็นระยะเวลาหนึ่ง จากนั้น Freight Farms จะติดตั้งฟาร์มคอนเทนเนอร์อย่างน้อยหนึ่งฟาร์มในสถานที่ที่ต้องการ ทำการจ้างเกษตรกรเพื่อจัดการการดำเนินงานประจำวันของฟาร์มนั้น และส่งมอบผลผลิตที่ได้ให้กับสมาชิก

โดยการจัดส่งมี 2 ประเภท ได้แก่ “ Grown to Share” เป็นโครงการการเกษตรที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชน (หรือ Community-supported agriculture – CSA) ที่จัดการโดย Freight Farms เป็นการส่งมอบผักให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการรับอาหารที่ปลูกในชุมชน (หรือสถาบัน) นั้นๆ หรือจะใช้ระบบ “ Grown to Supply” ซึ่งเป็นการจัดส่งสินค้าแบบง่ายๆไปยังห้องครัว สถานีเตรียมอาหาร หรือปลายทางอื่นๆ ที่ลูกค้าต้องการ

ภาพจาก Freight Farms / @freightfarms • Agricultural service

ประวัติศาสตร์ของไฮโดรโปนิกส์

คำว่า ไฮโดรโปนิกส์ หรือการปลูกพืชโดยใช้ธาตุอาหารในรูปแบบสารละลายผ่านรากพืชแทนการปลูกในดิน มีที่มาจากภาษากรีก โดยคำว่า “Hydro” หมายถึง “น้ำ” และ “Ponos” หมายถึง “งาน” การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินมีมาเกือบ 400 ปีแล้ว เริ่มปรากฏครั้งแรกในหนังสือของ ฟรานซิส เบคอน ศิลปินชื่อดังชาวอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกลายเป็นหัวข้องานวิจัยยอดฮิตในขณะนั้น

กระทั่งมีการทดลองปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินอย่างจริงจังในช่วงศตวรรษที่ 19 โดย ยูลิอุส ฟอน แซคส์ และ วิลเฮม คน็อป นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน และมีการพัฒนาสูตรธาตุอาหารเรื่อยมา ต่อมาในปี 1929 วิลเลียม เฟรเดอริก เจอริก จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์ ประสบความสำเร็จในการปลูกมะเขือเทศโดยใช้สารละลายธาตุอาหาร จนมีการนำวิธีของเขามาใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

Ethereum อาจจะแซง Bitcoin หลังปฏิรูปครั้งใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648439

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 15:49 น.Ethereum อาจจะแซง Bitcoin หลังปฏิรูปครั้งใหญ่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Ethereum 2.0 กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่นาน และอาจทำให้เงินสกุลนี้แซง Bitcoin ในที่สุด

ไรอัน แวทกินส์ นักวิเคราะห์ของ Messari บริษัทวิจัยคริปโตเคอร์เรนซี่บอกกับ Fintech Today ว่าเขาเชื่อว่าอีเธอเรียม (Ethereum) สามารถแซงบิตคอยน์ (Bitcoin) และกลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่ามากที่สุด

แวทกินส์กล่าวว่าการเปลี่ยนของอีเธอเรียมหรืออีเธอร์ครั้งใหม่ หรือ Ethereum 2.0 จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในลักษณะทางการเงินของเงินสกุลนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การที่อีเธอร์เข้ามาเป็นผู้นำสกุลเงินดิจิทัลในอนาคต เพราะความต่างด้านลักษณะทางการเงินของมันจากบิตคอยน์

“ผมคิดว่าการเปลี่ยนไปใช้ Ethereum 2.0 และการพิสูจน์ว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย (PoS) ซึ่งเป็นเหมือนวิธีใหม่ในการรักษาความปลอดภัยบล็อกเชนของอีเธอเรียม …. จริงๆ แล้ว อีเธอเรียมอาจปลอดภัยกว่าบิตคอยน์” เขากล่าว

ทั้งนี้ การพิสูจน์ว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย หรือ PoS คือแนวแนวคิดระบุว่าบุคคลสามารถหนึ่งๆ ขุดหรือตรวจสอบธุรกรรมบล็อกได้ตามจำนวนเหรียญที่เขาหรือเธอถือ นั่นหมายความว่ายิ่งนักขุดเป็นเจ้าของบิตคอญน์หรือสกุลเงินอื่นๆ (เช่น อีเธอเรียม) มากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งมีอำนาจในการขุดมากขึ้นเท่านั้น

ส่วน Ethereum 2.0 เป็นการอัปเกรดเป็นเครือข่ายอีเธอเรียมซึ่งปรับปรุงความเร็ว ประสิทธิภาพ และความสามารถในการปรับขนาดของเครือข่าย เช่น เพิ่มแบนด์วิดท์เครือข่ายอย่างมากและลดต้นทุนการใช้พลังงาน โดยเฉพาะการใช้วิธี PoS ซึ่งเป็นวิธีการบำรุงรักษาเครือข่ายที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น นักขุดและนักลงทุนต่างตื่นเต้นกับ Ethereum 2.0 กันมากและเชื่อกันว่ามันคงจะเริ่มต้นได้ในเวลาอันใกล้นี้

แวทกินส์ชี้ให้เห็นว่านโยบายการเงินใหม่ที่ Ethereum 2.0 นำมาใช้จะทำให้อีเธอเรียมเป็นสินทรัพย์เงินฝืด (deflationary asset) เพราะจำนวนมันจะน้อยลงไปเรื่อยๆ จากโทเค็นที่หายไป ในลักษณะเดียวกับบิตคอยน์ที่มีจำนวนคงที่ที่ 21 ล้านและจะไม่มีการเพิ่มจำนวน

ข้อมูลจาก Blockchain Center แสดงให้เห็นว่า อีเธอเรียมได้แซงบิตคอยน์ไปแล้วในแง่ของจำนวนยืนยันการทำธุรกรรม (Node) และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทั้งหมด อย่างไรก็ตามในแง่ของมูลค่าตลาดมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ของ อีเธอเรียมยังห่างไกลจากมูลค่าตลาดของบิตคอยน์ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม แวทกินส์บอกว่าอีเธอเรียมมีมูลค่าเทียบได้กับจีดีพีหลายประเทศใหญ่ๆ ในโลก

AFP PHOTO / OZAN KOSE

การค้นพบต้นกำเนิดอารยธรรมที่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648431

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 13:50 น.การค้นพบต้นกำเนิดอารยธรรมที่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์จีนจีนพบ ‘หลุมบูชายัญ’ ซุกวัตถุโบราณพันปี ต้นกำเนิดอารยธรรมจีน

เฉิงตู, 20 มี.ค. (ซินหัว) — คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งช่วยอธิบายต้นกำเนิดของอารยธรรมจีน ที่มีทั้งความเป็นหนึ่งเดียวและความหลากหลาย

วันเสาร์ (20 มี.ค.) สำนักบริหารมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติ (NCHA) เปิดเผยว่าคณะนักโบราณคดีค้นพบหลุมบูชายัญใหม่ 6 หลุม และขุดพบวัตถุมากกว่า 500 รายการ ซึ่งมีความเก่าแก่ราว 3,000 ปี ที่ซากโบราณซานซิงตุย มณฑลซื่อชวน (เสฉวน)

ปัจจุบันคณะนักโบราณคดีขุดพบวัตถุวัฒนธรรมสำคัญมากมายจากหลุมบูชายัญ 4 หลุม อาทิ ชิ้นส่วนหน้ากากทองคำ แผ่นทองคำเปลว หน้ากากสัมฤทธิ์ ต้นไม้สัมฤทธิ์ งาช้าง รวมถึงชิ้นส่วนงาช้างแกะสลักขนาดเล็ก เมล็ดข้าวที่กลายเป็นถ่าน และเมล็ดพันธุ์ต้นไม้

ภาพจากสำนักข่าวซินหัว คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins)

“นับเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ เราขุดพบเครื่องสัมฤทธิ์บางส่วนที่ไม่เคยพบมาก่อน” เหล่ยอวี้ เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยวัตถุวัฒนธรรมและโบราณคดีมณฑลซื่อชวนกล่าว “ตัวอย่างเช่น เครื่องสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่และประณีตที่มีลวดลายมังกรหรือวัวรูปลักษณ์แปลกประหลาด”

ถังเฟย หัวหน้าทีมขุดสำรวจและผู้อำนวยการสถาบันฯ ระบุว่ามีการขุดพบกากใยไหมและสิ่งทอในซากโบราณซานซิงตุยเป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งบ่งชี้ “อาณาจักรสู่ (SHU) ในอดีตกาลเป็นหนึ่งในต้นกำเนิด ‘ไหม’ แห่งสำคัญในยุคจีนโบราณ”

หลุมบูชายัญกลุ่มใหม่มีรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดระหว่าง 3.5-19 ตารางเมตร ตั้งอยู่ถัดจากหลุมบูชายัญ 2 หลุม ที่ค้นพบเมื่อปี 1986 โดยหลุมบูชายัญทั้งหมดถือเป็นสถานที่ที่ผู้คนในอารยธรรมสู่ใช้บวงสรวงสวรรค์ โลก และบรรพบุรุษ รวมถึงขอความร่ำรวยและความสงบสุข

ภาพจากสำนักข่าวซินหัว คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins)

สำนักบริหารมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติระบุว่าปฏิบัตการขุดสำรวจรอบล่าสุดมีสถาบันต่างๆ เข้าร่วมมากกว่า 30 แห่ง และมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดการบูรณาการการขุดสำรวจและการอนุรักษ์เข้าด้วยกัน

ซากโบราณซานซิงตุยเป็นหนึ่งในสุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งถูกค้นพบโดยเกษตรกรที่กำลังขุดดินในช่วงทศวรรษ 1920 มีขนาด 12 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในเมืองก่วงฮั่น เชื่อกันว่าเป็นซากอาณาจักรสู่ที่มีความเก่าแก่ราว 4,800 ปี

ย้อนกลับเมื่อปี 1986 มีการขุดพบโบราณวัตถุจำนวนมากในหลุมหมายเลข 1 และหมายเลข 2 ซึ่งดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก โดยปัจจุบันนักโบราณคดีขุดพบโบราณวัตถุจากซากโบราณซานซิงตุยมากกว่า 50,000 รายการแล้ว

ภาพจากสำนักข่าวซินหัว คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins)

อนึ่ง ทางการจีนจัดให้ซากโบราณซานซิงตุยอยู่ภายใต้การคุ้มครองระดับรัฐในปี 1988

“เราจำเป็นต้องกอบกู้โบราณวัตถุทั้งหมดอย่างระมัดระวังขั้นสุด” เจียงลู่ม่าน เจ้าหน้าที่สถาบันฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานประจำหลุมหมายเลข 5 กล่าว พร้อมเสริมว่ามีการใช้ถุงมือ มีดผ่าตัดทางการแพทย์ และซีกไม้ไผ่ ในการกอบกู้วัตถุโบราณด้วย

“ชิ้นส่วนงาช้างจำนวนมากที่ถูกค้นพบใหม่อยู่ในสภาพบอบบางมาก เราต้องใช้สารพัดมาตรการเพื่อรักษาความชื้นและอุณหภูมิให้คงที่ โดยตอนนี้เรากอบกู้วัตถุวัฒนธรรมจากหลุมได้มากกว่า 100 รายการแล้ว” เจียงกล่าว

ภาพจากสำนักข่าวซินหัว คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins)

คณะนักวิจัยของจีนเสริมว่าเครื่องสัมฤทธิ์บางส่วนที่ขุดพบในซากโบราณซานซิงตุย สามารถพบได้ในเขตที่ราบลุ่มตอนกลาง (Central Plains) หรือพื้นที่อื่นๆ ตามแนวแม่น้ำแยงซี ซึ่งถือเป็นหลักฐานบ่งชี้อย่างหนักแน่นว่ามีการแลกเปลี่ยนบ่อยครั้ง

“การค้นพบรอบใหม่นี้จะเสริมสร้างและเพิ่มพูนความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมซานซิงตุยยิ่งขึ้น” ซ่งซินเฉา รองผู้อำนวยการสำนักบริหารมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติกล่าว

ภาพจากสำนักข่าวซินหัว คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins)

คณะนักโบราณคดีกล่าวว่าหน้ากากทองคำ หน้ากากสัมฤทธิ์ และรูปปั้นมนุษย์ที่ค้นพบใหม่ ล้วนเป็นสิ่งสะท้อนเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวและความคิดสร้างสรรค์ของอารยธรรมสู่

เจย์สวี่ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งซานฟรานซิสโก กล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่าศิลปะเครื่องสัมฤทธิ์ที่มีพัฒนาการสูงของซานซิงตุย “ฉายความโดดเด่นในหมู่อารยธรรมระดับภูมิภาคของจีน รวมถึงอารยธรรมโบราณอื่นๆ ซึ่งจะเป็นที่สนใจจากทั่วโลกอย่างมาก”

อนุเคราะห์ข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว “จีนพบ ‘หลุมบูชายัญ’ ซุกวัตถุโบราณพันปี ต้นกำเนิดอารยธรรมจีน” 

Lamborghini เซอร์ไพรส์ กำไรพุ่งทั้งๆ ที่เจอโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648430

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 12:48 น.Lamborghini เซอร์ไพรส์ กำไรพุ่งทั้งๆ ที่เจอโควิดซีอีโอของ Lamborghini เซอร์ไพร์สที่บริษัทประสบความสำเร็จสุดๆ และปีที่เกิดการระบาดของโรคโคโรนาไวรัสเป็นปีที่ทำกำไรได้มากที่สุดของ Lamborghini อีกด้วย

ค่ายรถหรู Lamborghini มียอดสั่งซื้อของลูกค้าและการส่งมอบรถยนต์ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ของปีนี้มากกว่าที่เคยทำในช่วงสองเดือนแรกของปี 2020 ก่อนที่จะเกิดการระบาดของโคและตอนนี้มียบอดสั่งซื้อครอบคลุม 9 เดือนของปีนี้แลัวและซีอีโอของบริษัทหวังว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดี

รุ่นที่ขายดีสุดๆ ของ Lamborghini คือ Urus SUV ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และการขายรถซูเปอร์คาร์ เช่น Sian มูลค่า 3.3 ล้านดอลลาร์ รวมแล้ว Lamborghini ส่งมอบรถยนต์ 7,430 คันทั่วโลกในปี 2020 เป็นรองปี 2019 ที่ส่งมอบถึง 8,250 คัน

“เราประหลาดใจมาก” สเตฟาน วิงเคิลมันน์ (Stephan Winkelmann) ซีอีโอคนใหม่ (และเคยเป็นอดีตมาก่อน) วัย 58 ปีของ Lamborghini กล่าวผ่านวิดีโอคอลส่วนตัว 15 มี.ค. กับสำนักข่าว Bloomberg “การผสมผสานรูปแบบที่ลงตัวและการปรับแต่งผลิตภัณฑ์ของเราที่เพิ่มมากขึ้นช่วยผลักดันผลกำไรไปยังระดับสูงสุด”

Lamborghini ปฏิเสธที่จะระบุอัตรากำไรจากการดำเนินงานหรือเปอร์เซ็นต์ของการเพิ่มขึ้นจากปี 2019 แต่กล่าวว่ามีมูลค่าการซื้อขาย 1,610 ล้านยูโร ลดลง 11% จากปี 2019 การลดลงเป็นผลมาจากการหยุดผลิต 70 วันเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่แล้ว แต่เมื่อเทียบกันแล้วผลกำไรสุทธิของคู่แข่งอย่าง Ferrari ลดลงเกือบ 13% ในปี 2020

ตลาดสหรัฐที่มีการส่งมอบ 2,224 คันยังคงเป็นตลาดอันดับต้นๆ ของยอดขาย Lamborghini โดยเยอรมนีมาเป็นอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 607 คันและอันดับ 3 เป็นของจีนมียอดขาย 604 คัน แต่จีนมียอดขายที่แข็งแกร่งขึ้นทุกปี สเตฟาน วิงเคิลมันน์บอกว่าจีนจะอยู่ในอันดับที่ 2 ในปีนี้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผู้ซื้อรถยนต์ชาวจีนต้องการรถ SUV ระดับสุดหรูจาก Rolls-Royce, Bentley และ Lamborghini (Ferrari มีแผนจะเปิดตัวรถ SUV ของตัวเองในปี 2022) ในประเทศจีนเช่นเดียวกับที่อื่นๆ รถ SUV สมรรถนะสูง ราคา 6 หลักเหล่านี้ขายดีกว่ารถซีดานและรถสปอร์ตจากแบรนด์ต่างๆ ที่เอ่ยมา ปีที่แล้วรุ่น Urus มียอดขายคิดเป็น 59% ของยอดขาย Lamborghini ทั่วโลก

วิงเคิลมันน์ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงการคาดเดาในตลาดเกี่ยวกับรถไฮยริด Urus แต่บอกว่าให้ถามเรื่องนี้อีกครั้งในอีกไม่กี่สัปดาห์ เขากล่าวว่าในปีหน้าจะมุ่งเน้นไปที่การเปิดตัวของ Huracan STO และรถยนต์อีกสองรุ่นที่อิงกับรุ่น V12 โดยไม่ได้เสนอรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติม

Photo by Tobias SCHWARZ / AFP