ญี่ปุ่น-สหรัฐยืนยันช่วยไต้หวันหากเกิดการปะทะกับจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648427

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 11:52 น.ญี่ปุ่น-สหรัฐยืนยันช่วยไต้หวันหากเกิดการปะทะกับจีนรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นและสหรัฐยืนยันความร่วมมือเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉินของไต้หวัน

รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นและสหรัฐได้ตกลงกันในการประชุมล่าสุดที่โตเกียวเพื่อร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในกรณีที่มี การปะทะกันทางทหารระหว่างจีนและไต้หวันแหล่งข่าวของรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันเสาร์

ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐนำประเด็นดังกล่าวมาพูดคุยกับโนบุโอะ คิชิ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาแม้ว่าจะไม่มีการหารือว่าประเทศของตนควรประสาน การตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินดังกล่าวอย่างไร

ทั้งนี้ นโยบายของโตเกียวเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน – ไต้หวันคือการส่งเสริมให้มีการเจรจาเพื่อการแก้ปัญหาความตึง เครียดข้ามช่องแคบอย่างสันติ

เกี่ยวกับปัญหาไต้หวัน แถลงการณ์ที่ออกหลังจากการเจรจาของคิชิและออสติน รวมถึงแอนโทนี บลิงเคนรัฐมนตรี ต่างประเทศสหรัฐและโทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่าน มา เพียงแต่เรียกร้องให้มีสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันเท่านั้น

ในการพบปะกับออสตินก่อนหน้านี้ คิชิอ้างถึงการเพิ่มจำนวนเครื่องบินสงครามของจีนที่ข้ามเส้นค่ามัธยฐานใน ช่องแคบไต้หวันเมื่อไม่นานมานี้ และต้องการศึกษาวิธีการที่กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น (SDF ) จะร่วมมือ กับกองกำลังสหรัฐที่ช่วยปกป้องไต้หวันหาเกิดการรุกรานของจีนรัฐบาล

โตเกียวกำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ในการออกคำสั่งให้ส่ง SDF เพื่อปกป้องเรือรบและเครื่องบินทหาร ของสหรัฐในกรณีที่เกิดวิกฤตระหว่างจีนและไต้หวัน เนื่องจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ของช่องแคบและความ เป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งทางอาวุธ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเมืองญี่ปุ่น

Photo by elliot Schaudt / US NAVY / AFP

ทหารเมียนมาใช้ปืนจี้เกณฑ์แรงงานประชาชนรื้อสิ่งกีดขวางของผู้ต่อต้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648426

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 10:46 น.ทหารเมียนมาใช้ปืนจี้เกณฑ์แรงงานประชาชนรื้อสิ่งกีดขวางของผู้ต่อต้านฝันร้ายบุคเผด็จการกลับมาอีกครั้ง เมื่อกองทัพเมียนมาใช้วิธีการดั้งเดิมในการกดขี่ประชาชน ด้วยการสั่งเกณฑ์แรงงานมาทำงานหนัก

เครื่องกีดขวางชั่วคราวที่ทำจากไม้ไผ่ อิฐ และยางรถยนต์ทำให้ถนนในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมากลายเป็นเขตสงครามในเมือง และตอนนี้ทหารกำลังบังคับให้พลเรือนรื้อพวกมันทีละชิ้น โดยใช้ปืนจ่อไปที่พวกเขาเพื่อบีบบังคับ

สิ่งกีดขวางสร้างขึ้นโดยใช้วัสดุที่พอหาได้เกิดขึ้นทั่วย่างกุ้ง เป็นป้องกันที่ช่วยได้เพียงเล็กน้อยต่อการยิงกระสุนจริงของกองกำลังความมั่นคง

ผู้ประท้วงมีจำนวนมาก แต่ไม่มีวิธีการต่อสู้กับแก๊สน้ำตากระสุนยางและปืนไรเฟิลของกองทัพและตำรวจอย่างแท้จริง

กลุ่มตรวจสอบของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองชี้ให้เห็นว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบประมาณ 230 คนและเชื่อว่าตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงทั่วประเทศจะสูงกว่านี้มาก

เครื่องกีดขวางได้กลายเป็นสัญลักษณณ์การต่อสู้ของผู้ประท้วง พวกเขาทำการปิดกั้นถนนสายหลักและใช้ทุกอย่างตั้งแต่ถุงปูนซีเมนต์ ทราย และฉากกั้นไม้ไผ่ ไปจนถึงถังขยะขนาดใหญ่ และอิฐสร้างบ้าน พวกเขาประสบความสำเร็จบางส่วนในการชะลอการเคลื่อนไหวของกองกำลังความมั่นคง

แต่ตอนนี้พวกทหารและตำรวจเริ่มบังคับให้ผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นรวมทั้งผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประท้วงรื้อถอนและนำสิ่งกีดขวางออกไป

สำนักข่าว AFP สัมภาษณ์ ตุน ลา (Tun Hla) วัย 60 ปีซึ่งอยู่ที่บ้านเมื่อเจ้าหน้าที่ติดอาวุธกระแทกประตูของเขาและสั่งให้เขาออกมาทำงานด้วยการเคลียร์กำแพงกั้นที่สร้างขึ้นในละแวกบ้านของเขา

“ผมเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนและมันไม่ควรเกิดขึ้นอีก” ตุน ลา ซึ่งไม่ใช่ชื่อจริงของเขาบอกกับ AFP

การรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ทำให้การทดลองกับประชาธิปไตยในเมียนมาสิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน ก่อนหน้านี้เมียนมาเคยอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพที่เข้มงวดมาเป็นเวลา 5 ทศวรรษ ภายใต้คณะรัฐบาลทหารในช่วงเวลานั้น เป็นเรื่องปกติที่เจ้าหน้าที่ทหารทั่วประเทศจะสั่งให้ครอบครัวประชาชนจัดหาคนฉกรรจ์หนึ่งคนเพื่อทำงานใช้แรงงานอย่างหนัก

“การใช้แรงงานบังคับนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเมียนมา” จอห์น ควินลีย์ แห่งองค์กร Fortify Rights กล่าวและเสริมว่านี่เป็น “กลยุทธ์ที่โหดร้ายที่ใช้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมแห่งความกลัวและการข่มขู่”

แม้จะได้รับความเจ็บปวดจากอาการปวดหลังเรื้อรัง ตุน ลา ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ โดยซ่อนลูกๆ ของเขาไว้ที่บ้าน และร่วมกับเพื่อนบ้านในการรื้อกระสอบทรายและเสาไม้ไผ่ที่กองอยู่บนถนน

“ผมเป็นห่วงๆ ของผมตั้งแต่ … มีคนหนุ่มสาวเสียชีวิต” เขาบอก

ย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการค้าในอดีตของเมียนมาเป็นจุดสำคัญของการต่อต้านการรัฐประหารและในเมืองนี้ กองกำลังรักษาความมั่นคงกำลังลาดตระเวนและเปิดฉากยิงอย่างไม่เลือกหน้า

มีการบังคับใช้กฎอัยการศึกใน 6 เขตย่างกุ้ง ทำให้ประชาชนเกือบ 2 ล้านคนอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของผู้บังคับบัญชาทหาร

ซาเบลอายุ 20 ปีกล่าวว่าเธอและแม่ที่เป็นม่ายของเธอถูกทหารเอาปืนจี้ แล้วบังคับให้ต้องรื้อสิ่งกีดขวางริมถนนในละแวกของพวกเขา

“ฉันไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนในชีวิต” เธอกใช้นามแฝงบอกกหับสื่อเพราะกลัวผลกระทบที่จะตามมา

ซาเบลและแม่ของเธอถูกบังคับให้รื้อถุงหนักห้าแถวที่เต็มไปด้วยทรายหินอ่อน

“ฉันมีรอยฟกช้ำที่มือ ฉันเจ็บมาก” เธอบอกและเสริมว่าเธอเห็นเจ้าหน้าหันกระบอกปืนไปที่เด็กหนุ่ม 2 คนขณะที่พวกเขาพยายามยกกระสอบทรายและรื้อรั้วไม้ไผ่

ชาวย่างกุ้งคนหนึ่งที่เติบโตในรัฐชินทางตอนเหนือซึ่งเป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างทหารและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ติดอาวุธ เขาเล่าว่าเขาอายุเพียง 10 ขวบภายใต้ระบอบทหารก่อนหน้านี้เ ขาถูกบังคับให้ขุดสนามเพลาะและโค่นต้นไม้รอบบ้านเกิดของเขา

“ผมไม่อยากให้ลูกชายของผมต้องเจอกับฝันร้ายแบบนั้น” เขาบอกกับ AFP

ภาพประกอบ – ผู้ประท้วงเสริมเครื่องกีดขวางระหว่างการปราบปรามโดยกองกำลังความมั่นคงในการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2564 (ภาพโดย STR / AFP)

ทหารเมียนมาเหิมเกริมบุกปล้นบ้านเรือนประชาชนในย่างกุ้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648393

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 18:00 น.ทหารเมียนมาเหิมเกริมบุกปล้นบ้านเรือนประชาชนในย่างกุ้งทหารเมียนมาปล้นทรัพย์สินประชาชนในนครตูนเตชานเมืองย่างกุ้งได้ทรัพย์สินไปกว่า 400,000 บาท 

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า ทหารเมียนและตำรวจที่มากับรถบรรทุกของกองทัพ 4 คัน บุกปล้นทรัพย์สินประชาชน อาทิ เงินสด เครื่องประดับ กล้องถ่ายรูป อาหาร ถังแก๊ส และปลาตากแห้ง ในบ้านอย่างน้อย 5 หลังในนครตูนเต ชานเมืองย่างกุ้ง โดยใช้ปืนบังคับขู่เข็ญ ได้ทรัพย์สินรวมมูลค่าเกือบ 20 ล้านจั๊ต หรือราว 437,881 บาท 

ในหมู่บ้านพยาจี ทหารบุกปล้นบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นร้านขายไอศกรีม โดยขโมยเงินสดที่เก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า ทองมูลค่ากว่า 6 ล้านจั๊ต หรือ 131,364 บาทตามมูลค่าตลาดปัจจุบัน ไอแพด 1 เครื่อง กล้องถ่ายรูปมูลค่า 2 ล้านจั๊ต หรือ 43,788 บาท และนาฬิกา 2 เรือน

เจ้าของบ้านเผยว่า “พวกเขาเข้ามาในบ้านและเอาไอศกรีมไป แล้วยังเอากล่องใส่เงินไปด้วย คาดว่าได้เงินจากการขายไอศกรีมไปกว่า 10 ล้านจั๊ต หรือ 218,940 บาท” และยังบอกอีกว่า แม้จะต้องเสียทรัพย์สินแต่ก็คุ้มค่าถ้าชาวเมียนมาได้ประชาธิปไตย

ชาวบ้านอีกรายหนึ่งเผยว่า “มันคือการปล้น พอรถจอดพวกเขาก็เขามาในบ้านผมแล้วเปิดฉากยิง ยิงแม้แต่กุญแจประตูบ้านผมแล้วเอาทุกอย่างไป”

ชาวบ้านยังเผยอีกว่า นักเคลื่อนไหวและคนที่สนับสนุนการเงินให้ผู้ประท้วงตกเป็นเป้าการบุกปล้นของทหารและตำรวจเมียนมา

Photo by STR / AFP

ไปอีกราย บริษัทฝรั่งเศสหยุดโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648390

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 16:00 น.ไปอีกราย บริษัทฝรั่งเศสหยุดโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเมียนมา บริษัทพลังงานในฝรั่งเศสระงับโครงการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำในเมียนมาหลังรัฐประหาร

บริษัทผลิตพลังงาน Electricite de France (EDF) ของฝรั่งเศสยืนยันว่าได้ยุติโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Shweli 3 ในเมียนมา ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นการวางแผน เนื่องจากกังวลเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนหลังการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา 

EDF ยังเผยอีกว่า ทางบริษัทกำลังติดตามสถานการณ์ในประเทศด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทางการฝรั่งเศสและสหภาพยุโรป 

โครงการนี้มีแผนจะสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 671 เมกะวัตต์บนแม่น้ำชเวลี

จากรายงานประจำปีของ EDF โครงการนี้เป็นการร่วมลงทุนระหว่าง EDF, Marubeni Corp ของญี่ปุ่น, Ayeyar Hinthar Holdings ของเมียนมา และกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานของเมียนมา

Photo by LYNN Bo Bo / POOL / AFP

‘ยาพิษที่น่ากลัว’ ไบเดนประณามกลุ่มเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648383

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 14:00 น.‘ยาพิษที่น่ากลัว’ ไบเดนประณามกลุ่มเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียโจ ไบเดน ออกโรงประณามพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียหลังเหตุกราดยิงสปา 3 แห่งในเมืองแอตแลนตารัฐจอร์เจีย  

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งเดินทางเยือนรัฐจอร์เจียเพื่อพูดคุยกับผู้นำชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ประณามพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงกับชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่เพิ่มขึ้น โดยบอกว่าความเกลียดชังและการเหยียดเชื้อชาติเป็น “ยาพิษที่น่ากลัวที่ตามหลอกหลอนประเทศเรามานาน”

“ความเชื่อและความรุนแรงนี้มักจะพบกับความเงียบในสหรัฐ แต่มันต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะความเงียบเท่ากับการสมรู้ร่วมคิด เราจะต้องไม่สมรู้ร่วมคิด เราต้องส่งเสียงออกมา เราต้องทำอะไรสักอย่าง” ไบเดนกล่าวเพื่อเรียกร้องให้ชาวอเมริกันลุกขึ้นมาต่อสู้กับความหวาดกลัวชาวต่างชาติ (xenophobia) ที่ปะทุขึ้นมาอีกในช่วงที่ Covid-19 ระบาด

ผู้นำสหรัฐยังระบุว่าการโจมตีชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและชาวหมู่เกาะแปซิฟิก (AAPI) พุ่งกระฉูด ซึ่งสอดคล้องกับสถิติของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อชาวเอมริกันเชื้อสายเอเชีย Stop AAPI Hate ที่ระบุว่า นับตั้งแต่ปีที่แล้วมีชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียถูกทำร้ายร่างกาย รวมทั้งการใช้คำพูด การเลือกปฏิบัติ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกือบ 3,800 ครั้ง

นอกจากนี้ ไบเดนยังมีคำสั่งให้ทำเนียบขาวและสถานที่ราชการลดธงครึ่งเสาร์จนถึงวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นเพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตในเหตุกราดยิงร้านสปาในเมืองแอตแลนตา

ชาวเมียนมานับพันหนีการปราบปรามสุดโหดทะลักเข้าอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648372

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 12:00 น.ชาวเมียนมานับพันหนีการปราบปรามสุดโหดทะลักเข้าอินเดียชาวเมียนมากว่า 1,000 คนหนีการปราบปรามของกองทัพข้ามพรมแดนเข้ารัฐทางเหนือของอินเดีย

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างข้อมูลจาก ศรี เค. วันลัลเวนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐมิโซรัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียว่า นับตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมามีชาวเมียนมาหนีข้ามพรมแดนเข้ามาหลบภัยในอินเดียมากกว่า 1,000 คน

ทางการท้องถิ่นคาดว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอีก รัฐมิโซรัมจึงขอให้รัฐบาลกลางช่วยสร้างแคมป์ที่พักชั่วคราวใกล้กับชายแดนเพื่อรองรับชาวเมียนมากลุ่มนี้ มิเช่นนั้นผู้อพยพชาวเมียนมาจะกระจัดกระจายไปทั่วอินเดีย

อย่างไรก็ดี แม้ก่อนหน้านี้จะมีตรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งให้จัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ประท้วงของรัฐบาลทหารพร้อมครอบครัวกว่า 400 คนหนีเข้ามาในอินเดีย แต่ขณะนี้ชาวบ้านจากรัฐชินเริ่มอพยพหนีความวุ่นวายข้ามพรมแดนผ่านรัฐมิโซรัมมากขึ้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลกลางของอินเดียมีคำสั่งให้ 4 รัฐที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาและกองกำลังกึ่งทหารที่ลาดตระเวนตามแนวชายแดน เพิ่มความเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมียนมาลักลอบข้ามพรมแดน และผลักดันผู้อพยพออกนอกประเทศ

ทว่ารัฐบาลท้องถิ่นรัฐมิโซรัมไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว โดยโซรัมแทง มุขมนตรีรัฐมิโซรัม เขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมดี เรียกร้องให้มอบสถานะผู้ลี้ภัยแก่ชาวเมียนมา

“ผมเข้าใจว่ารัฐบาลอินเดียต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยความรอบคอบ แต่เราก็ไม่สามารถเพิกเฉยกับวิกฤตด้านมนุษยธรรม”

Photo by Sajjad HUSSAIN / AFP (ตำรวจชาวเมียนมากลุ่มหนึ่งซึ่งหนีข้ามพรมแดนเข้าไปในอินเดียชู 3 นิ้วระหว่างพักอยู่ในที่พักชั่วคราวที่ไม่เปิดเผยพิกัดในรัฐมิโซรัมทางตอนเหนือของอินเดีย) 

ลาวเตรียมงานสร้าง ‘โรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่น้ำโขง’ จ่อส่งขายไทย-เวียดนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648369

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 09:52 น.ลาวเตรียมงานสร้าง ‘โรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่น้ำโขง’ จ่อส่งขายไทย-เวียดนามงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่น้ำโขงจะเริ่มต้นหลังจากรัฐบาลอนุมัติการก่อสร้างเขื่อน

หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทม์ส ของลาว รายงานว่างานเตรียมการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงทางตอนเหนือของลาว เสร็จสิ้นแล้วร้อยละ 80 และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม

โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่น้ำโขงขนาด 1,460 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจังหวัดหลวงพระบางทางตอนเหนือของลาวราว 25 กิโลเมตร ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด (Luang Prabang Power) ของรัฐบาลลาว และบริษัทปิโตรเวียดนาม พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (PetroVietnam Power Corporation) ของเวียดนาม จะผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้ไทยและเวียดนามเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2027

รายงานระบุว่างานก่อสร้างโรงไฟฟ้าข้างต้นจะเริ่มต้นหลังจากรัฐบาลอนุมัติการก่อสร้างเขื่อน

สำหรับงานเตรียมการทั้งหมดแบ่งเป็นการก่อสร้างถนนทางเข้าระยะทาง 11 กิโลเมตร ซึ่งเสร็จสมบูรณ์แล้วร้อยละ 98 สะพานข้ามแม่น้ำโขงยาว 500 เมตร ซึ่งเสร็จสมบูรณ์แล้วร้อยละ 41 ส่วนการก่อสร้างท่าเรือชั่วคราว 3 แห่ง สายส่งไฟฟ้าขนาด 115กิโลโวลต์ และ 22 กิโลโวลต์ และสถานีไฟฟ้าขนาดเล็ก เสร็จสมบูรณ์แล้วร้อยละ 64

ขณะเดียวกันมีการจ่ายเงินชดเชยให้ผู้สละที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ให้กับโครงการนี้แล้วราวร้อยละ 69

ทั้งนี้ ความคืบหน้าของงานเตรียมโครงการทั้งหมดถูกรายงานต่อไซสมพอน พมวิหาน ประธานองค์การแนวลาวพัฒนาชาติ (LFND) ซึ่งเดินทางเยี่ยมชมพื้นที่โครงการเมื่อสัปดาห์ก่อน

ไซสมพอนแนะนำเจ้าหน้าที่โครงการปฏิบัติตามตารางเวลาเพื่อให้งานเสร็จสิ้นโดยเร็ว พร้อมพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ของคนงานและช่างเทคนิค โดยเมื่อปีก่อน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้จัดการประชุมให้หน่วยงานลาวร่วมเจรจากับชาติอื่นๆ ในลุ่มน้ำโขง ก่อนจะดำเนินการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางแห่งนี้

การประชุมดังกล่าวหารือเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของเขื่อน และพิจารณาร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำโขง (Basin Development Strategy) ปี 2021-2030 ซึ่งเป็นทิศทางยุทธศาสตร์ 10 ปี สำหรับการวางแผนพัฒนาภายในภูมิภาค

มีการยกข้อเสนอแนะหลายประการ ประกอบด้วยการสร้างข้อผูกพันร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียเพิ่มขึ้น การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง 4 ประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง อันได้แก่ ลาว เวียดนาม ไทย และกัมพูชา ตลอดจนการแบ่งปันข้อมูลอย่างเปิดเผยและโปร่งใสที่เพิ่มขึ้น

ความสุขคนไทยหดหาย วิจัยยูเอ็นชี้คะแนนไทยลดช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648353

วันที่ 19 มี.ค. 2564 เวลา 19:30 น.ความสุขคนไทยหดหาย วิจัยยูเอ็นชี้คะแนนไทยลดช่วงโควิดคะแนนความสุขของคนไทยในช่วง Covid-19 ลดลงจากปี 2017-2019

องค์การสหประชาชาติ (UN) เผยรายงานความสุขโลก (World Happiness Report) โดยในปีนี้คะแนนความสุขเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 5.885 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 อยู่ในอันดับที่ 48 ลดลงจากปี 2017-2019 ที่ได้ 5.999 คะแนน ในอันดับที่ 44

ขณะที่ฟินแลนด์ยังครองแชมป์ประเทศที่มีความสุขที่สุดได้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตามด้วยเดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศในยุโรปทั้งหมด

ส่วนนิวซีแลนด์ตกลงมา 1 อันดับมาอยู่ที่อันดับที่ 9 แต่ยังคงเป็นประเทศนอกยุโรปประเทศเดียวที่ติดอันอับ 1 ใน 10 ด้านสหราชอาณาจักรตกจากอันดับ 13 มาอยู่อันดับที่ 17 และสหรัฐตกลง 1 อันดับมาอยู่ที่ 19

ส่วนประเทศแถบแอฟริกา ได้แก่ เลโซโท บอตสวานา รวันดา ซิมบับเว อยู่ท้ายตาราง ขณะที่อัฟกานิสถานคือประเทศที่ไม่มีความสุขที่สุดในปีนี้

ผู้วิจัยระบุว่า ที่น่าประหลาดใจคือ คะแนนการมีสุขภาวะที่ดี (well-being) โดยเฉลี่ยไม่ลดลงเมื่อวัดจากการประเมินชีวิตของตัวเองของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งคำอธิบายที่เป็นไปได้คือ ผู้คนมองว่า Covid-19 เป็นเรื่องทั่วไปและเป็นภัยคุกคามภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมและความเห็นอกเห็นใจที่มีให้กับคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

อย่างไรก็ดี ตำแหน่งแชมป์ของฟินแลนด์มักจะทำให้หลายคนแปลกใจ เนื่องจากชาวฟินแลนด์มักจะไม่แสดงออกว่าตัวเองมีความสุข แต่กลับให้ความสำคัญกับความสงบและสันโดด อีกทั้งก่อนหน้านี้ในช่วงฤดูหนาวอันยาวนานและอึมครึมของฟินแลนด์เป็นช่วงที่มีอัตราการฆ่าตัวตายและติดแอลกอฮอล์สูงที่สุด แต่การจัดการด้านสาธารณสุขตลอด 10 ปีที่ผ่านมาช่วยลดอัตราดังกล่าวลงกว่าครึ่ง

ปัจจุบันนี้ ชาวฟินแลนด์มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีบริการสาธารณะที่ดี ทั้งยังมีอัตราความยากจนและความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD

ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ข้อมูลจากสำนักโพล Gallup ซึ่งให้ประชาชนใน 149 ประเทศให้คะแนนความสุขของตัวเอง รวมทั้งคำนวณคะแนนจากจีดีพี การสนับสนุนทางสังคม อายุขัยเฉลี่ย เสรีภาพในการใช้ชีวิต ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และระดับการคอร์รัปชั่น โดยให้คะแนนตั้งแต่ 0-10

ชาวเมืองย่างกุ้งแห่กลับชนบทหนีการปราบปรามจนรถติด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648343

วันที่ 19 มี.ค. 2564 เวลา 19:00 น.ชาวเมืองย่างกุ้งแห่กลับชนบทหนีการปราบปรามจนรถติดถนนออกจากเมืองย่างกุ้งมีการจราจรหนาแน่นหลังชาวเมืองแห่เดินทางกลับชนบทหนีความวุ่นวาย

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า วันนี้ (19 มี.ค.) สื่อท้องถิ่นได้เผยแพร่ภาพถนนเส้นหลักที่ออกจากเมืองย่างกุ้งไปทางเหนือซึ่งเนืองแน่นไปด้วยยานพาหนะ เนื่องจากชาวเมืองพากันอพยพหนีการปราบปรามการประท้วงของกองทัพเพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านเกิดในชนบท ขณะที่เจ้าหน้าที่ของไทยเตรียมพร้อมรับการหลั่งไหลข้ามพรมแดนของชาวเมียนมา

เอเอฟพีได้สัมภาษณ์ชาวเมืองที่หนีออกจากพื้นที่แล้วและกำลังจะเดินทางหลายคน โดยชาวเมียนมาคนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ที่ทหารสังหารผู้ประท้วงหลายคนเผยว่า รู้สึกไม่ปลอดภัย และบางคืนก็ไม่สามารถข่มตาหลับได้

ส่วนหญิงอีกรายหนึ่งซึ่งซื้อตั๋วรถโดยสารเตรียมเดินทางออกจากย่างกุ้งในวันสองวันนี้กล่าวว่า “ฉันกังวลว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลง เพราะบรรยากาศในพื้นที่ที่ฉันอยู่ตึงเครียดมาก มีการจับกุมประชาชนตามท้องถนนทุกวัน”

ชายวัย 29 ปีที่ทำงานเป็นช่างทองในเมืองย่างกุ้งเผยว่า ตัดสินใจเดินทางออกจากย่างกุ้งเพราะรู้สึกกังวลเกินกว่าที่จะอยู่ต่อ และหลังจากกลับถึงบ้านเกิดก็รู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัยขึ้น

ขณะที่ พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตากซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมาเผยกับเอเอฟพีว่า ได้เตรียมพร้อมเรื่องที่พักชั่วคราวสำหรับชาวเมียนมาที่อาจอพยพเข้ามาฝั่งไทย ซึ่งรองรับผู้อพยพได้ราว 30,000-50,000 คน และยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีชาวเมียนมาข้ามพรมแดนเข้าไทย

ก่อนหน้านี้รัฐบาลทหารประกาศกฎอัยการศึกใน 6 นครของเมืองย่างกุ้ง ส่งผลให้ชาวเมืองเกือบ 2 ล้านคนต้องอยู่ภายใต้การควบคุมเข้มงวดของกองทัพ ขณะที่บางพื้นที่มีสภาพแทบไม่ต่างจากสนามรบ ทั้งยังมีกลุ่มควันจากการเผายางรถยนต์ที่ผู้ประท้วงนำมาวางกำบังของทหารพวยพุ่งบนถนนที่แทบจะร้างอย่างต่อเนื่อง

Photo by STR / AFP

เผยความโหดของตำรวจทหารเมียนมา ประชาชนตราหน้าเป็น ‘ผู้ก่อการร้าย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648348

วันที่ 19 มี.ค. 2564 เวลา 18:30 น.เผยความโหดของตำรวจทหารเมียนมา ประชาชนตราหน้าเป็น 'ผู้ก่อการร้าย'ส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกลายเป็นผู้ก่อการร้ายในสายตาชาวเมียนมา

เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเมียนมายังคงเดินหน้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ประชาชนต่างเรียกพวกเขาว่าผู้ก่อการร้ายรัฐบาลทหาร

โดยในวันนี้ (19 มี.ค.) มีรายงานว่า M21 ร้านค้าชุดกีฬายอดนิยมในย่างกุ้งถูกวางเพลิงโดยเจ้าหน้าที่จากกองกำลังรักษาความปลอดภัยเมียนมา

#WhatsHappeningInMyanmar One of the popular sportswear shops M21 in #Yangon was set on fire by armed security forces this morning — neighbors It’s a heartbeat for the sports lovers in #Myanmar. Before After pic.twitter.com/N60Fz7hiMG— Cape Diamond (@cape_diamond) March 19, 2021

นอกจากนี้ Ro Nay San Lwin นักเคลื่อนไหวชาวเมียนมาได้เผยแพร่คลิปวิดีโอโดยระบุว่า “ผู้ก่อการร้าย (กองกำลังรักษาความปลอดภัยเมียนมา) ทุบตีและเตะผู้หญิงคนหนึ่งและบังคับให้เธอแบกกระสอบทราย”

A MUST WATCH: This video shows Terrorists (#Myanmar security forces) beating & kicking a woman. Forcing her to carry sandbag. Forcing her to walk on all fours. #WhatsHappeningInMyanmar #MilkTeaAlliance #Mar19Coup pic.twitter.com/yTqohfcJwT— Ro Nay San Lwin (@nslwin) March 19, 2021

ยังมีอีกหลายโพสต์จากชาวเมียนมาที่เปิดเผยความรุนแรงของเจ้าหน้าที่เมียนมาโดยเรียกว่าผู้ก่อการร้าย อาทิ “มีผู้เสียชีวิต 7 คนในรัฐฉานหลังผู้ก่อการร้ายทหารเมียนมายิงกระสุนยางและกระสุนจริงใส่ผู้ประท้วงพร้อมนำศพผู้เสียชีวิตไปด้วย”

7 people died in AungBan, Shan State after Myanmar military terrorists fire both rubber bullets and live rounds at protestors. They also took the bodies. #WhatsHappeningInMyanmar #Mar19Coup @SchranerBurgen1 @RapporteurUn @freya_cole pic.twitter.com/G0akkMNTFo— Moe Shinn (@zawmoeshinn) March 19, 2021

“ผู้ก่อการร้ายปล้นกล้วยจากร้านค้าในตลาดกันนาร์ เมืองตันลยินในย่างกุ้ง โจรขโมยกล้วย!!!”

Terrorists (#Myanmar security forces) looted bananas from a shop in Kannar bazaar, Thanlyin, Yangon!! Ba Ba Ba… Ba BaNaNa Thieves!!! #WhatsHappeningInMyanmar #Mar19Coup pic.twitter.com/MVxcx89x94— Myanmar Spring Revolution (@MMSpring22) March 19, 2021

“ผู้ก่อการร้ายบุกเข้าไปในสำนักงานของมูลนิธิ IrrawadyTine PyoKhinThit ในวันที่ 19 มี.ค. เวลาประมาณเที่ยงคืน ในระหว่างนั้นมีการทุบตีสุนัขในสำนักงานและจับกุมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย”

The terrorist military forces raided the office of IrrawadyTine PyoKhinThit Foundation on March 19 at around 00:00 am.During the raid, the terrorists beat the office pet dog and arrested a security guard. They took away the CCTV cameras. #WhatsHappeningInMyanmar#Mar19Coup@UN pic.twitter.com/W6DuMerBtg— Justice For Myanmar (@Justice05197637) March 19, 2021

“ผู้ก่อการร้ายในย่างกุ้งจับกุมประชาชนผู้บริสุทธิ์และสั่งให้เขาคุกเข่าลงก่อนที่จะขึ้นคร่อมบนตัวเขาขณะที่คนอื่นๆ มองอย่างสนุกสนาน”

At North Okklapa Township, Yangon, Myanmar SAC’s terrorists arrested an innocent civilian and ordered him to kneel down. Afterwards, one evil was sitting astride the victim like riding a horse and the others were making fun of this view.R2P NOW#CrimesAgainstHumanity#Mar19Coup pic.twitter.com/CV0zQQdCCQ— Ye Khine Oo (@YeKhineOo2) March 19, 2021

“ในเมืองอองบัน มีประชาชนคนหนึ่งถูกยิงด้วยกระสุนจริงและร่างของเขาถูกลากไปตามถนนโดยกลุ่มผู้ก่อการร้าย”

Tw // bloodIn Aungban, Myanmar, one civilian got shot with live ammunitions and the body was dragged along on the road by Military Junta terrorists. R2P NOW#WhatsHappeningInMyanmar#Mar19Coup pic.twitter.com/WdN2wKPHkG— Ye Min Myat (@YeMinMy86015663) March 19, 2021

Photo by Sai Aung Main / AFP